Detour (1945)

Detour (1945)

Detour (1945) hollywood : Edgar G. Ulmer ♥♥♥♥

หนังเกรดบีทุนต่ำที่เต็มไปด้วยตำหนิมากมาย ถ้าเป็นโปรเจคจบมหาวิทยาลัยคงได้เกรด F แต่ทว่า Detour (1945) กลับสร้างบรรยากาศแห่งความสิ้นหวังได้อย่างตราตรึง ใครต่อใครเลยยกย่องมาสเตอร์พีซ!

Detour is a movie so filled with imperfections that it would not earn the director a passing grade in film school. This movie from Hollywood’s poverty row, shot in six days, filled with technical errors and ham-handed narrative, starring a man who can only pout and a woman who can only sneer, should have faded from sight soon after it was released in 1945. And yet it lives on, haunting and creepy, an embodiment of the guilty soul of film noir. No one who has seen it has easily forgotten it.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie

Detour (1945) คือหนังทุนต่ำ (ระหว่าง $20,000-$100,000 เหรียญ) จากสตูดิโอเล็กๆ Producers Releasing Corporation (มีศัพท์แสลงเรียกว่า Poverty Row) ด้วยนักแสดงนำที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ผู้กำกับ Ulmer คุยโวโอ้อวดว่าใช้เวลาถ่ายทำเพียง 6 วัน (แต่จริงๆแล้วน่าจะประมาณหนึ่งเดือน) แต่สามารถทำเงินถล่มทลาย ถูกนำมาฉายซ้ำ ฉายใหม่ ฉายทางโทรทัศน์บ่อยครั้ง ประเมินว่าทำเงินสูงถึง $1 ล้านเหรียญ!

ผมเป็นคนหนึ่งที่เกิดความอึ่งทึ่งกับหนัง สังเกตไม่ยากว่าโปรดักชั่นราคาแสนถูก เต็มไปด้วยตำหนิเล็กๆน้อยๆมากมาย แต่ความแพรวพราวลูกเล่นภาพยนตร์ สร้างบรรยากาศแห่งความสิ้นหวัง ราวกับวันโลกาวินาศ มันช่างงดงาม ตราตรึง … ข้อบกพร่องเหล่านั้นช่วยเสริมเติมเต็มเรื่องราวบิดๆเบี้ยวๆ ความไม่สมบูรณ์แบบของตัวละครได้เป็นอย่างดี


Edgar Georg Ulmer (1904-72) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian เกิดที่ Olmütz, Austria-Hungary (ปัจจุบันคือ Czech Republic) ในครอบครัว Moravian Jews ช่วงวัยรุ่นอาศัยอยู่ Vienna ร่ำเรียนปรัชญาและสถาปนิก เคยออกแบบฉากให้ละคอนเวทีของ Max Reinhardt จากนั้นมีโอกาสฝึกงานกองถ่ายหนังผู้กำกับ F. W. Murnau แล้วร่วมออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา ทำงานผู้กำกับศิลป์ (Art Director) Sunrise: A Song of Two Humans (1927), กำกับหนัง Hollywood เรื่องแรก Damaged Lives (1933), The Black Cat (1934), ระหว่างกำลังไปได้สวยกับสตูดิโอ Universal Pictures ดันคบชู้กับ Shirley Beatrice Kassler ภรรยาโปรดิวเซอร์ Max Alexander ที่เป็นหลานชาย Carl Laemmle (ผู้บริหารสตูดิโอ Universal) นั่นทำให้เขาถูกขับไล่ แบล็กลิสต์ เหลือโอกาสเพียงสร้างหนังเกรดบีทุนต่ำให้กับ Producers Releasing Corporation (PRC) จนได้รับฉายา “The King of PRC” อาทิ Detour (1945), The Naked Dawn (1955), The Cavern (1964) ฯ

สำหรับผลงานชิ้นเอก Detour (1945) สร้างขึ้นจากนวนิยายอาชญากรรม Detour: An Extraordinary Tale (1939) แต่งโดย Martin M. Goldsmith (1913-94) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ซึ่งยังได้ร่วมดัดแปลงบทภาพยนตร์ โดยคงเนื้อหาหลักๆเอาไว้ ปรับเปลี่ยนเพียงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้ได้รับการอนุมัติจากกองเซนเซอร์ Hays Code

  • ชื่อตัวละครจาก Alexander Roth มาเป็น Al Roberts
  • ตัดทิ้งความอีโรติกของ Vera ใช้มารยาหญิงล่วงล่อ ร่วมรักหลับนอน
  • คำกล่าวตอนจบ “God or Fate or some mysterious force can put the finger on you or on me for no good reason at all.” ติดทิ้งคำว่า God ออกจากประโยค
  • เพิ่มฉากตอนจบที่ตัวละครเดินขึ้นตำรวจ

เรื่องราวของ Al Roberts (รับบทโดย Tom Neal) นักเปียโนตกงาน อาศัยอยู่ยัง New York City ต้องการเดินทางไปหาแฟนสาว Sue Harvey (รับบทโดย Claudia Drake) ทำงานอยู่ Hollywood, Los Angeles (ชายฝั่งตะวันออก → ชายฝั่งตะวันตก) ด้วยความที่ไม่มีเงินติดตัวจึงตัดสินใจโบกรถ (Hitchhiking) บังเอิญพบเจอนักบัญชี Charles Haskell Jr. (รับบทโดย Edmund MacDonald) พูดคุยถูกคอ กำลังเดินทางสู่ California พอดิบดี! แล้วจู่ๆอีกฝ่ายพลันด่วนเสียชีวิต (น่าจะหัวใจล้มเหลว Heart Attack) แต่แทนที่จะแจ้งตำรวจ กลัวถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนลงมือฆาตกรรม เขาจึงตัดสินใจโยนศพทิ้งข้างทาง ปลอมตัวเป็นอีกฝ่ายแล้วออกเดินทางต่อ

ระหว่างทางใกล้ปั๊มน้ำมันแถวๆ Desert Center Airport พบเห็นหญิงสาวกำลังโบกรถ Al เลยขันอาสาพาไปส่ง แต่โดยไม่รู้ตัวเธอคนนี้ Vera (รับบทโดย Ann Savage) คือภรรยาของ Charles Haskell Jr. เขาเลยถูกแบล็กเมล์ ข่มขู่โน่นนี่นั่น ถ้าไม่ทำตามจะแจ้งตำรวจ อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนั้น!


Thomas Carroll Neal Jr. (1914-72) นักแสดงภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Evanston, Illinois บิดาเป็นนายธนาคาร บุตรชายโตขึ้นเข้าเรียนคณิตศาสตร์ Northwestern University แต่ทนอยู่ได้ปีกว่าๆ ออกมาต่อยมวยสมัครเล่น 2-3 ปี ก่อนผันตัวมาเป็นนักแสดง Broadway และเล่นหนังเกรดบี ผลงานได้รับการจดจำสูงสุดก็คือ Detour (1945)

รับบท Al Roberts นักเปียโนหนุ่ม ตกหลุมรักนักร้องสาว Sue Harvey แต่เธอเลือกดำเนินตามฝันมุ่งสู่ Hollywood ส่วนตัวเขากลัวๆกล้าๆ ก่อนตัดสินใจลาออกจากงาน โบกรถออกเดินทาง ก่อนโชคชะตาจับพลัดจับพลู ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ตอนแรกเกิดความหวาดระแวงเพราะกลัวการถูกเข้าใจผิด แต่ภายหลังเมื่อพลั้งพลาดฆ่าคนตายจริงๆ ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวหมดสิ้นหวัง ใกล้จะกลายเป็นคนวิกลจริต

ในตอนแรก Billy Halop ได้รับเลือกให้เล่นบท Al Roberts แต่โดยไม่ทราบสาเหตุถูกเปลี่ยนตัวมาเป็น Tom Neal แค่เพียงสามวันก่อนเริ่มต้นการถ่ายทำ!

ผมสนเท่ห์กับการเลิศคิ้ว ย่นหน้าผากของ Neal คือสิ่งสำแดงอารมณ์ตัวละครออกมาได้อย่างชัดเจน เป็นบุคคลมีความอ่อนไหว เต็มไปด้วยความโล้เล้ลังเลใจ ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความขลาดกลัว หวาดระแวง วิตกจริต มิอาจหือรือต่อ Vera และแม้เหตุการณ์เกิดขึ้นทั้งหมดความบังเอิญ ไม่ได้ตั้งใจ กลับทำให้เขารู้สึกผิด จมปลักอยู่กับความทุกข์ทรมาน ตกอยู่ในความสิ้นหวังอาลัย … แน่นอนว่าคงเป็นบทบาทยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของ Neal


Ann Savage ชื่อจริง Berniece Maxine Lyon (1921-2008) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Columbia, South Carolina ก่อนย้ายมาปักหลัก Los Angeles เติบโตในย่าน Jewelry District (อาจเรียกว่า Broadway ของ Los Angeles) ทำให้มีความสนใจด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยทดสอบหน้ากล้องผ่าน จึงตัดใจเข้าฝึกฝนการแสดงกับเวิร์คช็อปของ Max Reinhardt เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล แล้วได้เซ็นสัญญาสตูดิโอ Columbia Pictures เป็นตัวประกอบภาพยนตร์ What a Woman! (1943), โด่งดังกับ Detour (1945), เกษียณตัวจากวงการช่วงกลางทศวรรษ 50s แต่ก็แวะเวียนกลับมาเล่นหนัง/ละคอนโทรทัศน์ประปราย จนกระทั่งผลงานสุดท้าย My Winnipeg (2007) ฯ

รับบท Vera ภรรยาของ Charles Haskell Jr. ระหว่างเฝ้ารอคอยสามี พบเห็นคนขับกลับคือชายแปลกหน้า เลยตัดสินใจโบกรถ จอดรับ ช่วงแรกๆพยายามสงบสติอารมณ์ แต่ไม่ทันไรก็ระเบิดระบายอารมณ์ สำแดงธาตุแท้ตัวตน พยายามพูดครอบงำ ชักจูงจมูก บีบบังคับให้เขาทำตามคำสั่งโน่นนี่นั่น จนท้ายที่สุด…

30 years ahead of its time.

Wim Wenders กล่าวชื่นชมการแสดงของ Ann Savage

ตอนที่ Al Roberts พรรณาความงามของ Vera ผมแอบตะหงิดใจเล็กๆ เพราะรู้สึกว่าใบหน้าของ Savage เต็มไปด้วยลับลมคมในอะไรบางอย่าง พอเธอระเบิดระบายอารมณ์ สำแดงธาตุแท้ตัวตน แม้งเอ้ย! ใช่เลย! ยัยนี่คือนังมารร้าย สวยอันตราย (Femme Fatale) เอ่อล้นด้วยพลังที่จะควบคุมครอบงำ ด้วยคำพูดเสียดสีถากถาง จนฝ่ายชายไม่สามารถแก้ต่าง โงหัวไม่ขึ้น ไม่รู้จะโต้ตอบอะไรยังไง ตกเป็นเหยื่อ ลูกไก่ในกำมือ บีบก็ตาย คลายก็รอด

ผมแอบเสียดายอย่างเดียวคือข้อจำกัดจากกองเซนเซอร์ Hays Code มันควรมีฉากที่ Vera ใช้อำนาจทางเพศ บีบบังคับให้ Al ร่วมเพศสัมพันธ์ (หรือก็คือข่มขืนอีกฝ่าย) ยุคสมัยนั้นมันทำไม่ได้ แต่หนังก็ทิ้งเศษขนมปังให้ผู้ชมจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล

แซว: ชีวิตจริงตรงข้ามกับการแสดง! Ann Savage เคยร่วมงาน Tom Neal มาแล้วสามครั้ง (Detour คือเรื่องที่สี่) แต่คราวนี้เขากลั่นแกล้งเธอด้วยการเอาลิ้นเลียหู สร้างความอับอาย รับไม่ได้ เลยตบหน้าสุดแรงเกิด นั่นทำให้ตลอดการถ่ายทำทั้งสองไม่เคยพูดคุยกันนอกจากระหว่างเข้าฉาก


ถ่ายภาพโดย Benjamin Harrison Kline (1894-1974) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Birmingham, Alabama เริ่มทำงานเป็นตากล้องสตูดิโอ Universal Pictures ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ผลงานโด่งดังสุดก็คือ Detour (1945)

งานภาพของหนังถือว่ามีความสไตล์ลิสต์ แพรวพราวด้วยสารพัดลูกเล่นภาพยนตร์ ลีลาขยับเคลื่อนกล้องมีความลื่นไหล ระยะภาพกลาง-ใกล้ ปรับโฟกัสเบลอ-ชัด ละเล่นกับการจัดแสง-เงามืด-หมอกควัน สร้างบรรยากาศห่อเหี่ยวสิ้นหวัง สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกตัวละคร (กลิ่นอายหนังนัวร์) บ่อยครั้งอยู่ภายในกรอบ/กรงขัง หรือขณะขับรถถูกห้อมล้อมด้วยภาพจากเครื่อง Rear Projection

มันอาจดูเหมือนว่าหนังเดินทางไปถ่ายทำยังสถานที่จริง แต่แทบทั้งหมดล้วนถ่ายทำในสตูดิโอ Producers Releasing Corporation (PRC) โดยส่งกองสองไปบันทึกภาพยังสถานที่จริง แล้วนำกลับมาฉายผ่านเครื่อง Rear Projection อาทิ

  • ภาพพื้นหลังระหว่าง Opening Credit ถ่ายทำบนถนน California State Route 14, Mojave (California) ด้านหลังลิบๆพบเห็น Soledad Mountain
  • ท้องถนน Yuma, Arizona
  • ทะเลทราย Lancaster, California
  • Motel ที่ Al พักหลับนอน Rosamond Super Service ตั้งอยู่ Sierra Highway, Rosamond (California)
  • ปั๊มน้ำมันที่ Vera โบกรถ Actis Service Station ตั้งอยู่ 9263 Sierra Highway, Actis (California)

ส่วนระยะเวลาการถ่ายทำนั้น ผกก. Ulmer ไม่รู้เหมือนกันทำไมคุยโวโอ้อวดว่าใช้เวลาเพียง 6 วัน? แต่ในบทหนัง (Shooting Script) มีรายละเอียดระบุช่วงเวลา 14-29 มิถุนายน รวมแล้ว 14 วัน? และภายหลังนักแสดง Ann Savage ให้สัมภาษณ์บอกว่าใช้เวลาทั้งหมด 28 วัน … ใครกันที่พูดจริง?


เมื่อตอน Al เริ่มหวนระลึกความทรงจำ มีการหรี่ไฟ ทำให้บริเวณรอบข้าง/ภายในร้านอาหารปกคลุมด้วยความมืดมิด และสาดส่องไปฉายเข้าที่ดวงตา เพื่อสื่อถึงเรื่องเล่าดังกล่าวคือมุมมืดจิตใจ สิ่งเลวร้ายที่เขาพยายามปกปิดซ่อนเร้นเอาไว้ ไม่อยากเปิดเผยมันออกมา

จากเครื่องเล่นแผ่นเสียงในตู้เพลง ย้อนอดีตกลับหาเมื่อตอน Al เล่นเปียโน Sue ขับร้องบทเพลง I Can’t Believe That You’re in Love with Me นี่เป็นการเชื่อมต่อระหว่าง ‘ปัจจุบัน → อดีต’ ในลักษณะที่เรียกว่ากวีภาพยนตร์ (จากแผ่นเสียงกลมๆ → หน้ากลองกลมๆ)

ก็ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้นกับสภาพอากาศ ค่ำคืนนี้ถึงปกคลุมด้วยหมอกควันเลือนลาง สามารถสะท้อนความสัมพันธ์อันคลุมเคลือระหว่าง Al & Sue เมื่อจู่ๆเธอตัดสินใจเดินทางไปเสี่ยงโชคยัง Hollywood นั่นทำให้เขาไม่รู้จะทำยังไง ไหนว่าจะแต่งงานกัน บัดนี้มองไม่เห็นอนาคตอีกต่อไป … หมอกควัน ยังเป็นสิ่งบอกใบ้ว่าทั้งสองจักพลัดพราก หลงทาง แยกจากกันชั่วนิรันดร์

ผมรู้สึกชื่นชอบลูกเล่นการเปลี่ยนภาพ (Film Transition) มากกว่าตอน Sue ขับร้องบทเพลง I Can’t Believe That You’re in Love with Me ร่วมกับนักดนตรีเงาด้านหลังเสียอีกนะ! มันคือภาพในจินตนาการของ Al ที่สะท้อนความหวาดระแวง วิตกจริต ครุ่นคิดมากของตัวละคร สัญลักษณ์สิ่งชั่วร้าย ที่จักเข้ามาควบคุมครอบงำ แก่งแย่งเธอไปจากเขา

ผมแอบเซอร์ไพรส์ที่เสียงบรรยายของ Al วิเคราะห์นัยยะเชิงสัญลักษณ์เอาไว้ให้เสร็จสรรพ หลังจากครุ่นคิดว่า Charles พลันด่วนเสียชีวิต ตัดสินใจทอดทิ้งศพเขาไว้เบื้องหลัง ฝนที่ตกพรำลงมาโดยปกติแล้วสื่อถึงหยาดน้ำตา(จากภายใจ) เศร้าโศกเสียใจ … ไม่ใช่ว่าเขาร่ำไห้ต่อการตายของ Charles แต่คือความเศร้าใจที่มาพัวพันกับเหตุการณ์เลวร้าย

ตอนแวะเข้าพักโรงแรม Al นอนหลับฝัน พบเห็นภาพซ้อน Cross-Cutting ร้อยเรียงเหตุการณ์บังเกิดขึ้น … จุดประสงค์ของซีเควนซ์นี้ก็เพื่อสำแดงสภาพจิตวิทยาตัวละคร เกิดอาการหวาดระแวง วิตกจริต จนนำไปครุ่นคิดเพ้อฝัน ตราฝังอยู่ภายใต้จิตสำนึก มิอาจปล่อยละวางได้ลง

ผมมีความสนเท่ห์กับซีเควนซ์ห้องพักใน Motel ที่ Rosamond Super Service ล้วนเต็มไปด้วยองค์ประกอบหนังนัวร์ บานเกร็ดดูเหมือนห้องขัง, การเปลี่ยนภาพด้วยการเลื่อนไปทางซ้ายก็แลดูเหมือนเคลื่อนผ่านลูกกรง, ประตูห้องน้ำยกสูง อีกทั้งพอกล้องเคลื่อนเลื่อนไปด้านบน ใบหน้าของเขาอยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยม … เหล่านี้สะท้อนถึงสภาพจิตใจที่ราวกับถูกกังขัง ไม่สามารถปล่อยละวางต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น

หลังผ่านค่ำคืนแรก ฟื้นตื่นขึ้นมา อาบน้ำแต่งตัว Al คงรู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียดลง ผมชอบรายละเอียดเล็กๆอย่างเสียงนกร้องจิบๆขณะแวะเข้าปั๊ม แสดงถึงความอารมณ์ดี เติมน้ำร้อน/เติมพลังให้กับชีวิต รวมถึงตอบรับหญิงสาวกำลังยืนโบกรถ โดยไม่รับรู้ตัวว่าหายนะกำลังคืบคลานเข้ามา

เหตุการณ์บังเกิดขึ้นต่อจากนี้ จะมองว่าการย้อนรอย/ภาพสะท้อนครึ่งแรก-ครึ่งหลัง สิ่งใดๆที่ตัวละครประสบพบเจอ คราวนี้เขาจักได้รับผลกรรมติดคืนสนอง!

หนังพยายามชี้นำว่า Al & Vera พูดคุยกันหลายชั่วโมง ดื่มเหล้า/สูบบุหรี่หมดไปหลายม้วน แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆนะหรือ? หญิงสาวสวมชุดอาบน้ำ นอนอ่อยเหยื่อบนโซฟา แล้วภายหลังลุกขึ้นมาหวีผม สลับตำแหน่งกับฝ่ายชาย … มันคงขึ้นอยู่กับจินตนาการของคุณเองว่าจะเข้าใจสิ่งที่ผู้สร้างต้องการสื่อถึงมากน้อยเพียงไหน

ถ้าคุณสามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้สร้างต้องการนำเสนอ ก็น่าจะตระหนักว่านี่เป็นซีเควนซ์ที่สำคัญมากๆ เพราะมันเป็นการสำแดงอำนาจทางเพศของ Vera ว่าสามารถควบคุมครอบงำ Al ไม่เว้นแต่เรื่องเพศสัมพันธ์ ถึงเขาไม่ต้องการ แต่ก็มิอาจต่อต้านขัดขืน

หลังจากรับรู้ว่า Charles ยังไม่เสียชีวิต Vera พยายามโน้มน้าวให้ Al กระทำบางสิ่งอย่าง ลงมือฆาตกรรมอีกฝ่ายเพื่อฮุบมรดก แต่เขาปฏิเสธเสียงขันแข็ง เธอจึงพยายามพูดข่มขู่ แบล็กเมล์สุดชีวิตเช่นกัน!

ผมรวบรวมมาอีกสองสามภาพ ที่ดูเหมือนตัวละครทั้งสองอยู่ภายใต้กรอบ ถูกห้อมล้อมรอบด้วยบางสิ่งอย่าง กระจกหน้ารถ บานประตู-หน้าต่าง เงามืดแผ่ปกคลุมเบื้องบน เป็นการสื่อถึงการร่วมหัวจมท้าย (ระหว่าง Al & Vera) ไร้หนทางหลบหนีเอาตัวรอด

แม้ไม่ใช่ด้วยความตั้งใจ แต่ความตายของ Vera เกิดจากเงื้อมมือของเขาเองที่ดึงสายโทรศัพท์ โดยไม่รับรู้ว่ามันผูกมัดรอบคอเธอ วินาทีตระหนักได้มีการปรับโฟกัสเบลอ-ชัด กล้องเคลื่อนเลื่อนจากใบหน้าเขา → เธอ → โทรศัพท์ → และสิ่งต่างๆอีกมากมาย … ผมมองว่าคืออาการสติเลือนลาง จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มิอาจยินยอมรับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น

ก้าวเดินราวกับคนไร้จิตวิญญาณ Al ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ขณะกำลังจะออกจากห้องพัก พานผ่านบริเวณที่เงามืดปกคลุมใบหน้า-เรือนร่างกาย นั่นคือภาพสะท้อนจิตใจของเขา จมปลักอยู่ในความมืดมิด สิ้นหวัง ยังพยายามหาหนทางหลบหนี แต่หายนะครั้งนี้ไร้ซึ่งทางออก

ตอนจบของหนังคือการประณีประณอมต่อกองเซนเซอร์ Hays Code ที่บังคับให้ภาพยนตร์ยุคสมัยนั้น ใครกระทำความผิดต้องถูกจับกุม ได้รับโทษทัณฑ์ แต่ผกก. Ulmer ยังแอบใส่ความคลุมเคลือ สองแง่สองง่าม มันอาจแค่รถสายตรวจอาสาพาไปส่งก็เป็นได้!

ตัดต่อโดย George McGuire (1885-1966) ผลงานเด่นๆ อาทิ The Lost World (1925), Detour (1945) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Al Roberts หลังจากได้ยินบทเพลงที่ไม่อยากได้ยิน จึงเกิดการหวนระลึกความหลัง ฉายภาพย้อนอดีตความทรงจำ (Flashback) พร้อมเสียงบรรยายประกอบความครุ่นคิด ตั้งแต่เมื่อครั้นตกหลุมรักแฟนสาว Sue Harvey ตัดสินใจโบกรถ ออกเดินทางไปหาเธอที่ Hollywood แล้วเกิดเหตุให้ต้องออกนอกลู่นอกทาง (Detour) จนไม่สามารถดำเนินถึงเป้าหมายปลายทาง

  • อารัมบท,
    • Opening Credit
    • Al ด้วยสีหน้าเบื่อโลก พยายามโบกรถยามค่ำคืน
    • แวะจอดรับประทานอาหาร ได้ยินบทเพลง I Can’t Believe That You’re in Love with Me ทำให้หวนระลึกความหลัง
  • Al Roberts & Sue Harvey
    • Al คือนักเปียโน Sue กำลังขับร้องบทเพลง I Can’t Believe That You’re in Love with Me
    • ท่ามกลางหมอกควัน Sue บอกกับ Al ว่าจะเดินทางไปแสวงโชค Hollywood
    • Al เล่นสองบทเพลงคลาสสิก ก่อนตัดสินใจลาออกจากงาน ต้องการเดินทางไปหาหญิงคนรัก
  • Al Roberts & Charles Haskell Jr.
    • ด้วยความที่ไม่มีเงินสักแดง Al จึงทำการโบกรถออกเดินทาง
    • พบเจอกับ Charles พูดคุยถูกคอ อีกฝ่ายกำลังเดินทางสู่ Los Angeles พอดิบดี
    • ยามค่ำคืน Al ขับรถแทน แต่พอฝนตกหนักกลับพบว่า Charles พลันด่วนเสียชีวิต
    • เขาจึงตัดสินใจทิ้งศพข้างทาง แล้วปลอมตัวเป็นอีกฝ่ายขับรถข้ามพรมแดน
  • Al Roberts & Vera
    • หลังนอนหลับไปหนึ่งตื่น วันถัดมาตัดสินใจรับหญิงสาวโบกรถ
    • คุยไปคุยมา Vera แสดงตัวว่าคือภรรยาของ Charles จากนั้นเริ่มทำการแบล็กเมล์ พูดข่มขู่
    • Al & Vera เข้าพักในโรงแรม
    • วันถัดมาระหว่างกำลังจะขายรถเอาเงิน Vera พบเห็นข่าวสามียังมีชีวิตอยู่
    • หวนกลับมาโรงแรม Al ต้องการตีตนออกห่าง แต่ทว่า Vera ขู่จะแจ้งตำรวจ แล้วเกิดเหตุไม่คาดฝัน
    • Al ตกอยู่ในสภาพห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ออกจากห้อง หวนกลับสู่ปัจจุบัน
  • ปัจฉิมบท
    • Al ออกจากร้านอาหาร ก้าวเดินไปตามท้องถนน ก่อนขึ้นรถตำรวจ

ดั้งเดิมนั้นหนังมี ‘rough cut’ น่าจะมากกว่า 90+ นาที แต่ที่ตัดทิ้งส่วนใหญ่คือบทสนทนาเยิ่นยาว และหลายครั้งมีการใช้เทคนิค ‘Cross-Cutting’ เพื่อทำการรวบรัด ให้หนังดูกระชับรัดกุม จนท้ายที่สุด ‘final cut’ เหลือระยะเวลาเพียง 68 นาที มันอาจดูน้อยกว่าปกติ แต่อย่าลืมว่านี่คือหนังทุนต่ำเกรดบี เน้นปริมาณ/รอบฉายเยอะๆจะทำเงินได้คุ้มค่ากว่า

เพลงประกอบโดย Leo Erdody (1888-1949) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago บิดาเป็นวาทยากรชาว Hungarian ส่งบุตรชายไปเรียนดนตรีที่ Germany ก่อนหวนกลับมาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ Hollywood ส่วนใหญ่เป็นหนังเกรดบี แต่ก็มีผลงานเด่นๆ อาทิ Minstrel Man (1944), Detour (1945),

งานเพลงของหนังมีส่วนผสมของทั้ง Original Soundtrack (non-Diegetic Music), บทเพลงคำร้อง+คลาสสิก (Diegetic Music), ผสมเข้ากับเสียงธรรมชาติ (Ambient Sound) และเสียงประกอบ (Sound Effect) โดยทั้งหมดมีสัมผัสอ่อนไหว ให้ผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจ (Sympathetic Theme) ตรงกันข้ามกับบรรยากาศทะมึนอึมครึม หายนะที่กำลังบังเกิดขึ้น

ปล. Main Theme ของหนังเหมือนจะดัดแปลงมาจาก I’m Always Chasing Rainbows (1917) แต่งโดย Harry Carroll ซึ่งก็เรียบเรียงมาจาก Chopin: Fantaisie-Impromptu (1834) โดยฉบับขับร้องโด่งดังที่สุดคือ Judy Garland ภาพยนตร์ Ziegfeld Girl (1941) … แต่ท่อนคำร้อง I’m Always Chasing Rainbows มันชวนให้นึกถึง The Wizard of Oz (1939) ขึ้นมาทุกที!

บทเพลงได้ยินแล้วสร้างความเกรี้ยวโกรธให้กับ Al แต่เบื้องหลังคือบทเพลงแห่งความทรงจำ เขาเลยเล่นเปียโนร่วมกับเธอคนรักขับร้องเบื้องหน้าเวที I Can’t Believe That You’re in Love with Me (1926) แนว Jazz Standard แต่งโดย Jimmy McHugh, คำร้องโดย Clarence Gaskill

Your eyes of blue, your kisses too
I never knew what they could do
I can’t believe that you’re in love with me

You’re telling everyone I know
I’m on your mind each place we go
They can’t believe that you’re in love with me

I have always placed you far above me
I just can’t imagine that you love me
And after all is said and done
To think that I’m the lucky one
Oh I can’t believe that you’re in love with me

I have always placed you far above me
And I just can’t imagine that you love me
And after all is said and done
To think that I’m the lucky one
I can’t believe that you’re in love with me

มีสองบทเพลงคลาสสิกที่ Al บรรเลงเปียโน (เล่นจริงๆโดย Leo Erdody) สำหรับรำพันความครุ่นคิดถึง ห่วงโหยหา ภายในรู้สึกเวิ้งว่างเปล่า ไม่รู้จะอะไรยังไงต่อไป ประกอบด้วย Frédéric Chopin: Waltz in C-sharp minor, Op. 64, No. 2 เพลงนี้เล่นให้เธอฟัง ก่อนจะบอกลาจากไป ไม่ได้มีลูกเล่นใดๆระหว่างการบรรเลง

Johannes Brahms: Sixteen Waltz, Op. 39: No. 15 in A-Flat Major เล่นหลังจากเธอคนรักจากไป ทำการแสดงต่อหน้าผู้ชม ช่วงแรกๆยังคงสไตล์คลาสสิก (Traditional Classical) แล้วจู่ๆปรับเปลี่ยนจังหวะอารมณ์ ทำการดั้นสด (Improvised) มาเป็นดนตรี Jazz แสดงถึงการโหยหาความเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถหยุดอยู่นิ่ง ทำสิ่งเดิมๆซ้ำๆอีกต่อไป หรือก็คือหลังจากนี้ Al ตัดสินใจลาออกจากงาน ออกเดินทางติดตามหาเธอคนรัก!

Detour (1945) นำเสนอการเดินทางชีวิต ที่บางครั้งเราอาจตัดสินใจผิดพลาด เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้หลุดออกนอกเส้นทาง ขับรถอ้อมไปไกล จนไม่สามารถดำเนินสู่เป้าหมายปลายทางฝัน

เหตุเกิดจากความหวาดระแวงของ Al Roberts ครุ่นคิดว่าตนเองจะถูกเข้าใจผิดคือฆาตกรสังหาร Charles Haskell Jr. เลยตัดสินใจลักขโมยรถ และปลอมตัวเป็นอีกฝ่าย พอผ่านพรมแดนสำเร็จคงเกิดความชะล่าใจ ยินยอมรับผู้โดยสาร Vera มารับรู้ว่าเธอเป็นใครก็สายเกินไป

ความซวยซ้ำซวยซ้อนของ Al รอบหลังจริงๆแล้วก็ถือว่าเกิดจากอุบัติเหตุ ต้องการแค่ดึงสายโทรศัพท์เพื่อไม่ให้ Vera ติดต่อหาตำรวจ แต่มันกลับรัดคอเธอจนเสียชีวิต นั่นทำให้เขารู้สึกว่าตนเองคือคนลงมือ ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เลยตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ใกล้จะกลายเป็นคนบ้าคลั่ง

ผมมองบทเรียนของ Detour (1945) คือการไม่ยินยอมเผชิญหน้าความจริง ถ้าครั้งแรก Al เข้ามอบตัวกับตำรวจ แสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองไม่ใช่ฆาตกร เรื่องราวมันก็อาจจบตรงนั้นเพราะ Charles Haskell Jr. ยังไม่เสียชีวิต แค่เพียงป่วยหนักจนหมดสติ รักษาหายเมื่อไหร่ย่อมรอดพ้นจากทุกข้อครหา

บางครั้งคนเราอาจตัดสินใจผิดพลาด แต่มันยังมีโอกาสสอง (Second Chance) เมื่อตอน Al ถูก Vera จับได้คาหนังคาเขา แทนที่จะยินยอมรับผิด กลับยังพยายามปกปิด แล้วปล่อยให้เธอชักจูงจมูก ทำตามคำร้องขอโน่นนี่นั่น จนนำไปสู่ความซวยซ้ำซวยซ้อนครั้งที่สอง ครานี้จึงหมดโอกาสแก้ตัว ไม่หลงเหลือหนทางออกใดๆ

ถึงผมไม่เคยรับชมผลงานเรื่องอื่นๆของผกก. Ulmer แต่เท่าที่ด้อมๆมองๆจากเครดิต หลายๆผลงานมักเกี่ยวกับหญิงสาว สวยสังหาร ผู้หญิงอันตราย กระทำสิ่งชั่วร้าย ฤาว่ามันคือสะท้อนภรรยา Shirley Beatrice Kassler เลิกราสามีคนเก่าเพื่อแต่งงานกับเขา เป็นเหตุให้ตนเองถูกขับไล่จากสตูดิโอ Universal

มันอาจเป็นว่าผกก. Ulmer ต้องการสะท้อนชีวิตตนเองที่เคยออกนอกลู่นอกทาง เลือกเส้นทางผิด ถ้าตอนนั้นปฏิเสธคบหา Shirley Beatrice Kassler (ที่มีสามีอยู่แล้ว) คงไม่ถูกขับไล่ ได้รับโอกาสในอาชีพการงาน ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากมาย … เห็นว่าเขาได้ค่าจ้างจากหนังเรื่องนี้แค่ $750 เหรียญ เท่านั้นเอง!


หนังได้รับการบูรณะโดย Academy Film Archive ร่วมกับ The Film Foundation และ Cinémathèque Française ใช้เงินทุนจาก George Lucas Family Foundation คุณภาพ 4K เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2018 แต่แผ่น Blu-Ray ของค่าย Criterion ยังมีแค่ DVD/Blu-Ray แนวโน้มน่าจะวางขายแผ่น 4K เร็วๆวันนี้

ส่วนตัวชื่นชอบหนังมากๆ ระหว่างรับชมไม่ได้สนใจตำหนิอะไรเหล่านั้น หลงใหลความแพรวพราวลูกเล่นภาพยนตร์ บทเพลงเพราะๆ บรรยากาศสิ้นหวัง และโดยเฉพาะการแสดงของ Ann Savage สร้างความตกตะลึง หวาดสะพรึง ผู้หญิงอันตรายที่สุดที่ผมพบเจอในหนังนัวร์!

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” นี่เป็นหนังเคลือบแฝงข้อคิด สอดคล้องสำนวนไทย ‘อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง’ ได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว!

จัดเรต 15+ กับความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ถูกครอบงำโดยสวยสังหาร

คำโปรย | Detour อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง
คุณภาพ | เกรดบี-ร์พี
ส่วนตัว | อย่าไว้ใจทาง


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)