Sweet Smell of Success (1957)

Sweet Smell of Success (1957)

Sweet Smell of Success (1957) hollywood : Alexander Mackendrick ♥♥♥♥

Tony Curtis ไม่ต่างจากหมากระดิกหาง ยินยอมทำตามทุกสิ่งอย่างที่นักคอลัมนิสต์ Burt Lancaster ชี้นิ้วออกคำสั่ง นั่นรวมถึงเขียนบทความโจมตีแฟนหนุ่มของน้องสาว เพียงเพราะไม่ชอบขี้หน้า ไม่อยากให้มาสุงสิง ไร้สิ้นจรรยาบรรณสื่อสารมวลชน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

The two men in Sweet Smell of Success relate to each other like junkyard dogs. One is dominant, and the other is a whipped cur, circling hungrily, his tail between his legs, hoping for a scrap after the big dog has dined. The dynamic between a powerful gossip columnist and a hungry press agent, is seen starkly and without pity. The rest of the plot simply supplies events to illustrate the love-hate relationship.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie

ตั้งแต่พบเห็นชื่อ Sweet Smell of Success ผมก็เกิดความสนอกสนใจหนังนัวร์เรื่องนี้ เห็นว่าเสียงตอบรับตอนออกฉายต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ผู้ชมสมัยนั้นรับไม่ได้ที่สุดหล่อ Tony Curtis กลายมาเป็นหมาวัด! แต่กาลเวลาได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ #171

สิ่งหนึ่งที่ผมโคตรๆแปลกประหลาดใจ Alexander Mackendrick เป็นผู้กำกับสร้างชื่อจาก Ealing Comedy อาทิ Whisky Galore! (1949), The Man in the White Suit (1951) และโดยเฉพาะ The Ladykillers (1955), แต่หลังจาก Ealing Studio ขายกิจการให้สตูดิโอ BBC เมื่อปี ค.ศ. 1955 ทำให้ผกก. Mackendrick ตัดสินใจเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา จับพลัดจับพลู คาดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสสร้างหนังนัวร์ … Comedy กับ Film Noir มันอยู่คนละฟากฝั่งทวีปเลยนะ!

แต่สิ่งที่ผกก. Mackendrick นำจากประสบการณ์ Ealing Comedy มาวิวัฒนาการเป็นหนังนัวร์เรื่องนี้ ก็คือบทสนทนาอันเฉียบแหลม คมคาย ตลกร้าย สไตล์ผู้ดีอังกฤษ กลายเป็นถ้อยคำเสียดสี แดกดัน ประชดประชัน กัดกันเหมือนหมาวัด (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Junkyard Dogs แต่ผมขอแปล หมาวัด) … จริงๆต้องกล่าวชมต้นฉบับนวนิยายของ Ernest Lehman ด้วยเช่นกัน! ครุ่นคิดเรื่องราว/บทสนทนาได้อย่างมหัศจรรย์

ไม่ใช่แค่บทหนัง/บทสนทนาอันเฉียบคมคาย การแสดงของ Burt Lancaster & Tony Curtis มีความเข้มข้น ตึงเครียด ไม่ด้อยไปกว่านักแสดง Method Acting (น่าจะเป็นบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดของ Tony Curtis), งานภาพของ James Wong Howe ทำให้ New York City กลายเป็น ‘Dirtiest City’ และดนตรีแจ๊สของ Elmer Bernstein สร้างความหอมหวน ตลบอบอวน ด้วยกลิ่นความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะของสังคม


Alexander Mackendrick (1912-93) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Boston, Massachusetts ครอบครัวอพยพจาก Glasgow บิดาเป็นช่างต่อเรือ เสียชีวิตตอนบุตรชายอายุเพียง 6 ขวบ มารดาจึงตัดสินใจส่งกลับ Scotland ให้ย่าเลี้ยงดูแล แล้วตัวเองหายสาปสูญอย่างไร้ร่องรอย กลายเป็นเด็กซึมเศร้า ไม่ชอบสุงสิงกับใคร, โตขึ้นเข้าเรียน Glasgow School of Art จากนั้นมุ่งสู่ London ทำงานเป็น Art Director ให้บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นก็เขียนบทหนังกลายมาเป็น Midnight Menace (1937), ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับโอกาสสร้างภาพยนตร์ชวนเชื่อ เดินทางไป Algiers, Italy เรียนรู้งานจากผู้กำกับ Roberto Rossellini, หลังสงครามสิ้นสุดเข้าร่วม Ealing Studios ผลงานเด่น อาทิ Whisky Galore! (1949), The Man in the White Suit (1951), The Ladykillers (1955) ฯ

หลังจาก Ealing Studio ขายกิจการให้สตูดิโอ BBC เมื่อปี ค.ศ. 1955 (ถือเป็นจุดสิ้นสุด Ealing Comedy) ผกก. Mackendrick ตัดสินใจเดินทางสู่ Hollywood ได้รับการติดต่อจากหลากหลายสตูดิโอใหญ่ๆ แล้วเลือกเซ็นสัญญากับสตูดิโอโปรดักชั่นเล็กๆ Hecht-Hill-Lancaster Production เพราะครุ่นคิดว่าจะได้รับอิสรภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน

ในตอนแรกได้รับมอบหมายดัดแปลงบทละคอน The Devil’s Disciple (1897) ของ George Bernard Shaw แต่ยังไม่ทันเริ่มเตรียมงานก็ถูกล้มเลิกโดยไม่ทราบสาเหตุ … ภายหลังถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ The Devil’s Disciple (1959) กำกับโดย Mackendrick ได้เพียงสัปดาห์เดียวก่อนถูกไล่ออก แล้วเปลี่ยนมาเป็น Guy Hamilton, นำแสดงโดย Burt Lancaster, Kirk Douglas และ Laurence Olivier

ความล้มเหลวที่ไม่ได้สร้าง The Devil’s Disciple ทำให้ผกก. Mackendrick ตัดสินใจยื่นใบลาออก แต่ถูกปฏิเสธโดยโปรดิวเซอร์ Harold Hecht มอบหมายโปรเจคใหม่ ดัดแปลงนวนิยาย Sweet Smell of Success (1950) ร่วมกับผู้แต่ง Ernest Lehman


Ernest Lehman (1915-2005) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City, ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish, โตขึ้นเข้าเรียน The City College of New York ต่อด้วย New England Radio Institute, หลังเรียนจบทำงานเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ เคยเป็นผู้ช่วยคอลัมนิสต์ Irving Hoffman จากนิตยสาร The Hollywood Reporter นำเอาประสบการณ์ช่วงเวลาดังกล่าวมาพัฒนาเรื่องสั้น Sweet Smell of Success แต่เนื้อหาหลักๆนำจากเหตุการณ์ที่นักคอลัมนิสต์ Walter Winchell (1897-1972) พยายามทำทุกสิ่งอย่างให้บุตรสาว Walda เลิกราโปรดิวเซอร์ (Broadway) William Cahn ทั้งยังใช้เส้นสายกับ J. Edgar Hoover ตั้งข้อหาหนีภาษี (Tax Evasion) จนต้องหลบหนีออกนอกประเทศ

ก่อนที่ Lehman จะตีพิมพ์เรื่องสั้น Sweet Smell of Success พยายามนำไปยื่นเสนอสตูดิโอต่างๆใน Hollywood รวมถึงกองเซนเซอร์ Hays Code แต่ได้รับข้อความ (Memo) ตอบกลับจาก Joseph Breen เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1949 บอกว่าเรื่องราวยินยอมรับไม่ได้ เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว (Incest) และสูบกัญชา (Marijuana)

นั่นทำให้เขาตัดสินใจตีพิมพ์เรื่องสั้นลงนิตยสาร Cosmopolitan เปลี่ยนชื่อเป็น Tell Me About It Tomorrow! (1950) เพราะบรรณาธิการไม่ต้องการให้คำมีว่า ‘Smell’ ก่อนหวนกลับไปใช้ชื่อเดิมเมื่อตอนตีพิมพ์ฉบับนวนิยาย วางขายปีเดียวกัน

เกร็ด: เมื่อตอน Lehman ตีพิมพ์นวนิยายเล่มนี้ Irving Hoffman เกิดความเข้าใจผิดๆ ครุ่นคิดว่าตนเองคือต้นแบบตัวละคร J.J. Hunsecker ถึงขนาดปฏิเสธพูดคุยกันนานนับปี แต่หลังจากถูกโน้มน้าวโดยเพื่อนของทั้งสอง Hoffman จึงยินยอมยกโทษให้อภัย ทั้งยังเขียนบทความกล่าวชื่นชม “Lehman would make a good screenwriter” ไม่ถึงสัปดาห์สตูดิโอใน Hollywood จึงติดต่อหาโดยทันที!


หลังจากสตูดิโอโปรดักชั่น Hecht-Hill-Lancaster ได้ลิขสิทธิ์ดัดแปลงนวนิยาย Sweet Smell of Success ก็เสนอแนะให้ Lehman รับหน้าที่ดัดแปลงบทและกำกับหนังเรื่องแรก ซึ่งเขาก็ยินยอมตอบตกลง แต่ความล้มเหลวภาพยนตร์ The Kentuckian (1955) จากการกำกับครั้งแรกของ Burt Lancaster ทำให้สตูดิโอขาดความเชื่อมั่นในผู้กำกับหน้าใหม่ โปรดิวเซอร์ Hecht เลยตัดสินใจเลือกใช้งานผกก. Mackendrick ที่มีประสบการณ์ ชัวร์กว่า!

ปฏิกิริยาแรกของผกก. Mackendrick แน่นอนว่าเกิดความโล้เล้ลังเลใจ ไม่เคยกำกับหนังนัวร์ และบทหนังเต็มไปด้วยบทพูด ดูไม่ค่อยเหมาะแก่การดัดแปลงภาพยนตร์สักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นก็ยินยอมร่วมงานกับ Lehman ช่วยกันครุ่นคิดหาวิธีดัดแปลงเรื่องราวให้มีความเป็น Cinematic

แต่พอบทหนังพัฒนาใกล้เสร็จ Lehman ล้มป่วยโรคกระเพาะอาหาร จำเป็นต้องพักรักษาตัว จึงขอถอนตัวออกจากโปรเจคกลางคัน! ผกก. Mackendrick เลยดึงตัวนักเขียนบทละคอน Clifford Odets ให้มาช่วยขัดเกลาบทหนัง เพราะเนื้อหาเหลือไม่เยอะ คาดว่า 2-3 สัปดาห์คงเสร็จสิ้นก่อนเปิดกล้อง แต่ทว่าอีกฝ่ายทำการ ‘Reconstructed’ ทุกช็อตฉากขึ้นใหม่หมด เสียเวลาไปถึงสี่เดือนเต็ม เลื่อนกำหนดการไม่ทันแล้ว เลยต้องเปิดกล้องตั้งแต่บทหนังยังไม่แล้วเสร็จ

We started shooting with no final script at all, while Clifford reconstructed the thing from stem to stern. What Clifford did, in effect, was dismantle the structure of every single sequence in order to rebuild situations and relationships that were much more complex, had much greater tension and more dramatic energy.

Alexander Mackendrick

Tony Curtis ชื่อเดิม Bernard Schwartz (1925-2010) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Manhattan ครอบครัวเป็นชาว Jews อพยพจาก Czechoslovakia และ Hungary โตขึ้นสมัครเข้าเป็นทหารเรือหลังจากเหตุการณ์ Pearl Harbor ประจำการในเรือดำน้ำ USS Proteus เห็นญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ที่ Tokyo Bay ปลดประจำการออกมาเข้าเรียนการแสดงยัง The New School ที่ Greenwich Village ได้รับการค้นพบโดย Joyce Selznick เซ็นสัญญากับ Universal Picture รับบทนำเรื่องแรก The Prince Who Was a Thief (1951), แจ้งเกิดกับ Trapeze (1956), Sweet Smell of Success (1957), The Defiant Ones (1958), Some Like It Hot (1959), Operation Petticoat (1959), The Boston Strangler (1968) ฯ

รับบท Sidney Falco ผู้ประสานงานข่าว (Press Agent) ทำงานให้กับนักคอลัมนิสต์ J.J. Hunsecker ผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงหนังสือพิมพ์ หลังจากถูกแบล็กลิสต์มาหลายวัน จึงพร้อมเลียแข้งเลียขา ยินยอมทำตามทุกสิ่งอย่างตามคำสั่งนายจ้าง ได้รับมอบหมายหาวิธีการให้น้องสาว Susan (ของ Hunsecker) เลิกราแฟนหนุ่มนักดนตรี Steve Dallas ด้วยการล็อบบี้อีกสำนักหนังสือพิมพ์เผยแพร่ข่าวซุบซิบว่าไอ้หนุ่มคนนี้เป็นคอมมิวนิสต์ และยังสูบกัญชา

(บทหนังเรื่องนี้พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษที่ House Un-American Activities Committee (HUAC) กำลังเรืองอำนาจ ใครถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ถือเป็นเรื่องใหญ่โตมากๆ)

Curtis พยายามล็อบบี้บทบาทนี้อย่างหนัก แม้จะถูกทัดทานจากสตูดิโอต้นสังกัด Universal เพราะกลัวว่าจะทำให้เขาสูญเสียชื่อเสียง แต่เจ้าตัวเบื่อแล้วกับบทบาท “pretty-boy” ต้องการมองหาความท้าทายใหม่ พิสูจน์ว่าตนเองสามารถทำเล่นบทดราม่าเข้มข้น

ต้องถือเป็นบทบาทไฮไลท์การแสดงของ Curtis นิสัยกะล่อนปลิ้นปล้อน โกหกหลอกลวง ไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่วประการใด พฤติกรรมไม่ต่างจากนกสองหัว อสรพิษที่พร้อมแว้งกัด ทรยศหักหลังทุกผู้คน จนไม่หลงเหลือมิตรสหาย เดินทางไปไหนล้วนพบเจอศัตรูรอบกาย จนต้องยินยอมกลายเป็นสุนัขรับใช้ที่คอยกระดิกหาง เลียแข้งเลียขานายจ้าง J.J. Hunsecker พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อโอกาสในการเอาตัวรอด ตีพิมพ์บทความลงหนังสือพิมพ์ เฉลิมฉลองความสำเร็จเล็กๆ ก่อนผลกรรมติดตามทัน

นี่คือตัวละครสุดแสนชั่วช้าต่ำทราม แทบจะไร้ความเป็นมนุษย์ ไม่ต่างจากเดรัจฉานที่พยายามดิ้นรน กระเสือกกระสน หาหนทางเอาตัวรอดไปวันๆ นั่นทำให้แฟนคลับ (ของ Curtis) ที่คาดหวัง ‘pretty boy’ กลายเป็น ‘ugly boy’ รับไม่ได้กับการพลิกบทบาทอย่างรุนแรง แต่อย่างที่บอกไปนี่คือไฮไลท์การแสดงของ Curtis เคยให้สัมภาษณ์ว่า Sweet Smell of Success (1957) คือภาพยนตร์เรื่องโปรดของตนเอง

ตามสไตล์หนังนัวร์ตีแผ่ด้านมืดของมนุษย์ แม้หนังไม่ได้อธิบายว่า Sidney กลายมาเป็นคนแบบนี้ได้อย่างไร แต่เราสามารถสังเกตจากอิทธิพลแวดล้อม สภาพสังคมรอบข้าง อาชีพผู้ประสานงานข่าว (Press Agent) หรือเหยี่ยวข่าว (ตามชื่อตัวละคร Falco) ต้องรู้จักสอดรู้สอดเห็น ต้องใช้เส้นใช้สาย ต้องพร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้เรื่องราวมาเขียนบทความตีพิมพ์ลงนิตยสาร/หนังสือพิมพ์ … นี่ถือเป็นด้านมืดของวงการสื่อสิ่งพิมพ์โดยแท้!

ปล. ในบรรดาประโยคคมๆของหนัง ผมแอบผิดหวังเล็กๆที่ “Cat’s in the bag, and the bag’s in the river.” คำกล่าวของ Sidney Falco ไม่ได้ติดอันดับชาร์ทใดๆ

Burton Stephen Lancaster (1913-94) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน ชายผู้ขึ้นชื่อเรื่องรับบทตัวละคร ‘Tough Guys’ เกิดที่ Manhattan, New York สมัยเด็กมีความสนใจยิมนาสติกและบาสเกตบอล เข้าเรียน New York University ด้วยทุนกีฬาแต่ลาออกกลางคันมาเป็นนักแสดงละครสัตว์เล่นกระโดดผาดโพน สมัครเป็นทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปลดประจำการมาเป็นนักแสดง Broadway ภาพยนตร์เรื่องแรก Desert Fury (1947) แต่กลับออกฉายหลังภาพยนตร์เรื่องที่สอง The Killers (1946), โด่งดังกับ From Here to Ethernity (1953), Trapeze (1956), Elmer Gantry (1960) **คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, Judgment at Nuremberg (1961), Birdman of Alcatraz (1962), Atlantic City (1980) ฯ

เกร็ด: Burt Lancaster ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #19

รับบทนักคอลัมนิสต์ J.J. Hunsecker ผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงหนังสือพิมพ์ พอได้ยินข่าวจาก Sidney ว่าน้องสาว Susan ตอบตกลงแต่งงานกับแฟนหนุ่มนักดนตรี Steve Dallas อาจเพราะความหึงหวง รักน้องมากเกินไป (Overprotection) จึงมอบหมายให้เขาทำทุกสิ่งอย่าง เพื่อทั้งสองเลิกราหย่าร้าง

ในตอนแรกโปรดิวเซอร์แสดงความสนใจ Frank Sinatra, ขณะที่ Lehman ชื่นชอบในตัว Orson Welles, ส่วนผกก. Mackendrick อยากได้นักแสดง Hume Cronyn เพราะมีรูปลักษณ์ละม้ายคล้าย Walter Winchell (ที่เป็นต้นแบบตัวละคร J.J. Hunsecker), แต่เพราะความสำเร็จของ Trapeze (1956) ที่ Lancaster ประกบกับ Curtis เขาเลยตัดสินใจรับเล่น J.J. Hunsecker (เพื่อจะได้ประกบ Curtis ย้อนรอยความสำเร็จอีกครั้ง) … Lancaster คือผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ Hecht-Hill-Lancaster Productions เลยมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องพรรค์นี้

Lancaster เป็นบุคคลที่มีความน่าเกรงขามค่อนข้างสูง ฉุนเฉียวง่าย ไม่พึงพอใจอะไรก็ระเบิดระบายอารมณ์ ข่มเพื่อนร่วมงาน แล้วพอก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง ยังเลื่องชื่อในการไล่ผู้กำกับระหว่างการถ่ายทำ (ผกก. Mackendrick ก็ถูกไล่ออกจากถ่ายทำ The Devil’s Disciple (1959) ได้เพียงสัปดาห์เดียว) … นั่นทำให้บทบาท J.J. Hunsecker เหมาะสมกับ Lancaster อย่างมากๆ

Burt was really scary. He was a dangerous guy. He had a short fuse.

Elmer Bernstein

J.J. คือผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงหนังสือพิมพ์ เป็นจอมบงการ ลุ่มหลงใหลในอำนาจ สามารถชี้นิ้วออกคำสั่งให้คนโน่นนี่นั่นเกิดหรือตาย ใครเป็นมิตรสหายย่อมได้ดี ส่วนศัตรูจักถูกย่ำเหยียมจมมิดดิน นั่นรวมถึงชีวิตครอบครัว พยายามปกป้อง ครอบงำน้องสาว รักเอ็นดูอย่างยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม ไม่ต้องการให้เธอคบหาชายอื่นใด … มันสามารถตีความสัมพันธ์พี่-น้อง (Incest) ถึงปกป้องน้องสาวมากเกินกว่าเหตุ (Overprotection)

ไม่ต่างจาก Sidney ทั้งสองคือไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ มองตาเข้าใจสันดานธาตุแท้อีกฝ่าย เพียงว่า J.J. อยู่ในตำแหน่งสูงกว่า ทรงอำนาจบารมีมากกว่า จึงเป็นสามารถกำหนดชะตาชีวิต ชี้นิ้วออกคำสั่ง บีบบังคับให้คนอื่นกระทำโน่นนี่นั่น ซึ่งพอสิ่งต่างๆอยู่นอกเหนือการควบคุม เขาจึงรู้จักเพียงการทำลายล้าง “ถ้าฉันไม่ได้ครอบครอง ก็ไม่มีใครได้เป็นเจ้าของ”

ระหว่าง Lancaster vs. Curtis ใครโดดเด่นกว่า? นี่เป็นคำถามที่ตอบยากมากๆ J.J. ใช้เพียงพลังดาราในการชี้นิ้วออกคำสั่ง (ผู้ชมสัมผัสถึงความโฉดชั่วร้าย) ส่วนคนลงมือกระทำคือ Sidney (ผู้ชมพบเห็นการกระทำสิ่งชั่วร้าย) แต่ถ้าวัดกันที่มีความน่าสะพรึงกลัว AFI: 100 Years…100 Heroes & Villains (2003) เลือกให้ J.J. Hunsecker ติดอันดับ #35 ในฝากฝั่งผู้ร้าย (Villians)

เกร็ด: “I’d hate to take a bite outta you. You’re a cookie full of arsenic.” คำกล่าวของ J.J. Hunsecker ได้รับการโหวต Premiere: The 100 Greatest Movie Lines (2007) ติดอันดับ #99

ถ่ายภาพโดย James Wong Howe, 黃宗霑 (1899-1976) ตากล้องชาวจีน เกิดที่ Taishan, Guangdong ครอบครัวอพยพสู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เติบโตขึ้นที่ Washington D.C., ช่วงวัยรุ่นเป็นนักมวยสมัครเล่น ก่อนเข้าสู่วงการภาพยนตร์จากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Cecil B. DeMille ได้รับเครดิตถ่ายภาพตั้งแต่ยุคหนังเงียบ บุกเบิกเลนส์ Wide-Angle, เทคนิค Deep-Focus, จัดแสง Low Key และการใช้ Crab Dolly, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Thin Man (1934), The Prisoner of Zenda (1937), The Adventures of Tom Sawyer (1938), Algiers (1938), Yankee Doodle Dandy (1942), Picnic (1955), Sweet Smell of Success (1957), The Old Man and the Sea (1958), Seconds (1966), คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography สองครั้งจาก The Rose Tattoo (1955) และ Hud (1963)

งานภาพของ James Wong Howe สามารถเก็บบรรยากาศ Manhattan, New York City ที่มีความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ ‘Dirtiest City’ ก่อนกาลมาถึงของ Beat Generation (ยุคสมัยของพวก Beatnik, Hippie ต่อต้านขนบวิถีทุกสิ่งอย่าง) ยามค่ำคืนช่างมืดมิด (จัดแสง Low Key) ตัดกับแสงจากหลอดไปนีออนสว่างจร้า, ส่วนกลางวันก็อึมครึมด้วยเมฆหมอก แทบไม่เคยพบเห็นแสงแดดสาดส่องลงมา

หลายๆช็อตของ J.J. Hunsecker มักจะถ่ายมุมเงย (Low-angle shot) ด้วยเลนส์ Wide-Angle สร้างสัมผัสน่าเกรงขาม ผู้มีอำนาจบาดใหญ่ กดขี่ข่มเหงใครต่อใครไปทั่ว (ตรงกันข้ามกับตัวละครอื่นๆที่มักถ่ายมุมก้ม รู้สึกเหมือนโดนกดทับ ถูกครอบงำ) และแว่นตาที่ดูแวววับ นั่นเพราะมีการทาวาสลิน แต่จุดประสงค์จริงๆเพื่อให้ Lancaster มองอะไรไม่ค่อยเห็น โฟกัสดวงตาไม่ได้ “giving him a perpetually blank gaze”

โดยปกติแล้วสไตล์การทำงานของผกก. Lancaster จะมีการซักซ้อม (Rehearsal) ก่อนเริ่มต้นถ่ายทำอย่างน้อยสองสามสัปดาห์ แต่ทว่าหนังเรื่องนี้เปิดกล้องตั้งแต่บทหนังยังไม่แล้วเสร็จ สิ่งจะถ่ายทำวันนี้เพิ่งเขียนเสร็จตอนเช้า เวลาเตรียมตัวไม่มาก และการถ่ายทำยัง New York City เมืองวุ่นวายที่สุดในสหรัฐอเมริกา เต็มไปด้วยความท้าทายที่ไม่เคยมีใครเตรียมพร้อมมาก่อน … หนังใช้เวลาถ่ายทำเกือบๆ 4 เดือน ระหว่างพฤศจิกายน ค.ศ. 1956 – 24 มีนาคม ค.ศ. 1957 (ล่าช้าเพราะบทหนังล้วนๆ)

We started shooting in Times Square at rush hour, and we had high-powered actors and a camera crane and police help and all the rest of it, but we didn’t have any script. We knew where we were going vaguely, but that’s all.

Alexander Mackendrick

ตัดต่อโดย Frederick Alan Crosland Jr. (1918-2001) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania เป็นบุตรชายของ Alan Crosland ผู้กำกับภาพยนตร์ The Jazz Singer (1927), เข้าสู่วงการจากการเป็นนักตัดต่อ Vera Cruz (1954), Marty (1955), Sweet Smell of Success (1957) ฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 50s ผันตัวมาเป็นผู้กำกับซีรีย์โทรทัศน์

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของผู้ประสานงานข่าว (Press Agent) Sidney Falco เริ่มต้นยามค่ำคืนไม่พบเจอบทความของตนเองในหนังสือพิมพ์ New York Globe จึงออกเดินทางติดตามหานายจ้าง/นักคอลัมน์นิสต์ J.J.Hunsecker เพื่อแจ้งข่าวคราวของน้องสาว Susan ตอบตกลงแต่งงานกับแฟนหนุ่มนักดนตรี Steve Dallas เสนอแนะแผนการเพื่อให้ทั้งสองเลิกราหย่าร้าง

  • ค่ำคืนของ Sidney Falco
    • Sidney เฝ้ารอคอยซื้อหนังสือพิมพ์ New York Globe ก่อนผิดหวังที่ไม่พบเจอบทความของตนเอง
    • หวนกลับไปที่อพาร์ทเม้นท์/สำนักงาน พร่ำบ่นกับเลขาสาว Sally
    • เดินทางไปยัง Elysian Room รับชมการแสดง Chico Hamilton Quintet
      • พบเห็น Susan ตอบตกลงแต่งงานกับ Steve 
    • ขึ้นรถแท็กซี่พา Susan ไปส่งที่บ้าน
  • J.J. Hunsecker ผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงหนังสือพิมพ์
    • Sidney เดินทางไปยัง 21 Club เพื่อพบเจอกับ J.J
    • เมื่อออกจากคลับ J.J. สั่งให้ Sidney ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้น้องสาว Susan เลิกรากับ Steve
    • เดินทางไปยัง Toots Shor’s Restaurant and Lounge เพื่อทำการแบล็กเมล์ Leo Bartha ให้เขียนข่าวซุบซิบเกี่ยวกับ Steve แต่อีกฝ่ายตอบปฏิเสธ
    • Sidney ใช้แฟนสาว Rita เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนกับคอลัมนิสต์อีกคน Otis Elwell สำหรับตีพิมพ์บทความดังกล่าว
    • Sidney โทรศัพท์รายงานความคืบหน้าต่อ J.J.
  • การแบล็กเมล์ Steve Dallas
    • เช้าวันถัดมา Sidney เดินทางไปยังสำนักงาน The New York Globe เกี้ยวพานักตรวจอักษร Mary จนได้ข่าวใหม่
    • เดินทางไปพบเจอ Herbie Temple เล่นละคอนให้อีกฝ่ายขายข่าวให้ตนเอง
    • กลับมายังอพาร์ทเม้นท์พบเจอ Steve (และผู้จัดการวง Frank D’Angelo)
    • Sidney โทรไปรายงานสถานการณ์กับ J.J. กำลังทำการปลอบประโลมน้องสาว
    • Sidney เดินทางมาพบ J.J. ยังสตูดิโอโทรทัศน์ NBC (ถ่ายทำยัง Ziegfeld Theatre)
      • J.J. เผชิญหน้ากับ Steve
  • กรรมสนองกรรม
    • Sidney พูดคุยกับ J.J. ที่ 21 Club อนุญาตให้อีกฝ่ายสามารถตีพิมพ์บทความลงหนังสือพิมพ์
    • Susan ตัดสินใจบอกเลิก Steve
    • Steve หวนกลับมาเป็นนักดนตรี Chico Hamilton Quintet
    • Sidney ดื่มเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จ ก่อนได้รับโทรศัพท์จาก Susan เร่งรีบเดินทางไปหา
    • Sidney ถูกแบล็กเมล์โดย Susan พบเห็นโดย J.J.

บทสนทนาที่เต็มไปด้วยศัพท์แสลง สำบัดสำนวน ถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม รวมถึงลีลาการดำเนินเรื่องที่มีความรวดเร็วฉับไว (เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศความวุ่นๆวายๆของ New York City) อาจทำให้หลายคนติดตามเรื่องราวไม่ค่อยทัน แต่นั่นเฉพาะการรับชมรอบแรกเท่านั้นนะครับ เมื่อประสบการณ์ภาพยนตร์มากขึ้น (ภาษาอังกฤษแข็งแกร่งขึ้น) หวนกลับมาครั้งถัดๆไป คุณ(อาจ)ค้นพบความน่าหลงใหล แทบทุกประโยคมันช่างแทงใจดำ


เพลงประกอบโดย Elmer Bernstein (1922-2004) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City (ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับ Leonard Bernstein) ช่วงวัยเด็กมีความสนใจหลายอย่าง วาดรูป นักเต้น นักแสดง กระทั่งได้ทุนการศึกษาร่ำเรียนเปียโนตอนอายุ 12 ก่อนค้นพบความชื่นชอบด้านการประพันธ์เพลง (อิทธิพลจาก Aaron Copland) เริ่มมีผลงานประกอบภาพยนตร์ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 50s อาทิ The Man with the Golden Arm (1955), The Ten Commandments (1956), Sweet Smell of Success (1957), Some Came Running (1958), The Magnificent Seven (1960), To Kill a Mockingbird (1962), The Great Escape (1963), True Grit (1969), Airplane! (1980), Cape Fear (1991), The Age of Innocence (1993), Far from Heaven (2002), คว้ารางวัล Oscar: Best Original Score จากเรื่อง Thoroughly Modern Millie (1967)

Bernstein อาจไม่ใช่นักแต่งเพลงแจ๊สโดยตรง แต่เติบโตในละแวก New York City เข้าใจบรรยากาศของเมือง ร่วมกับวง Chico Hamilton Quintet รังสรรค์ท่วงทำนองเพลงที่สามารถสะท้อนยุคสมัย ความวุ่นๆวายๆ วิถีชีวิตของชาว New Yorker ก่อนกาลมาของ Beat Generation

ดนตรีแจ๊สในช่วงทศวรรษ 50s คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Cool Jazz, Hard Bop ท่วงทำนองมีความรวดเร็ว ซับซ้อน มุ่งเน้นสร้างบรรยากาศตึงเครียด (Tension) สิ้นหวัง (Desperation) ทั้งยังมอบสัมผัสดิบๆ พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเอาตัวรอด โหยหาอิสรภาพในการใช้ชีวิต

นอกจากอัลบัม Soundtrack ของ Bernstein, วงดนตรี Chico Hamilton Quintet ยังแยกออกมาทำอัลบัมของตนเองในชื่อ “Jazz Themes Recorded for the Sound Track of the Motion Picture Sweet Smell of Success” ซึ่งบทเพลง Goodbye Baby คือบทเพลงเต็มๆที่ไม่ได้ถูกหั่นไปใช้เพียงบางท่อนในหนัง รำพันช่วงเวลาแห่งการร่ำจากลาระหว่าง Susan กับ Steve ฟังแล้วรู้สึกเจ็บปวด เศร้าโศกา ทั้งสองไม่ได้อยากเลิกรา แต่มิอาจหลบหนีโชคชะตา

Sweet Smell of Success นำเสนอความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ ด้านมืดของแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ คอลัมนิสต์คือผู้มีอิทธิพล อำนาจล้นฟ้า สามารถกำหนดโชคชะตาบุคคลเป้าหมายให้เกิดหรือตาย ส่งเสริมสนับสนุนมิตรสหาย หรือย่ำเหยียบศัตรูจมมิดดิน ถ้าคุณต้องการชื่อเสียง-เงินทอง-ความสำเร็จ จำต้องขายวิญญาณให้กับ J.J. Hunsecker

ไม่ใช่แค่คอลัมนิสต์ผู้ทรงอิทธิพล หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของผู้ประสานงานข่าว (Press Agent) Sidney Falco ไม่ต่างจากสุนัขรับใช้ คอยเลียแข้งเลียขา ยินยอมพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งนายจ้างทุกสิ่งอย่าง โดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ไร้มโนธรรม จิตสามัญสำนึก เพียงเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย ชัยชนะเล็กๆราวกับความสำเร็จยิ่งใหญ่

J.J. Hunsecker และ Sidney Falco ต่างคือผลผลิตจากสภาพแวดล้อม สังคมเสื่อมโทรมทรามของ New York City ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมาถึงยุคสมัย Great Depression ช่วงเวลาเศรษฐกิจตกต่ำ พวกคนรวยอาจไม่มีปัญหาสักเท่าไหร่ แต่สำหรับชนชั้นรากหญ้าจักต้องต่อสู้ดิ้นรน ยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อมีกินมีใช้ เอาตัวรอดปลอดภัย

ความหวาดระแวงต่อคอมมิวนิสต์ก็เริ่มแพร่ขยายวงกว้างในช่วงต้นทศวรรษ 50s โดยเฉพาะจัดตั้ง House Un-American Activities Committee (HUAC) ใครถูกตีตราว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ จักถูกแบล็กลิสต์ ผู้คนโจษจัณฑ์ สูญเสียโอกาสในอาชีพการงาน … การงานยิ่งหายาก พอเจอเรื่องพรรค์นี้เข้าอีกก็แทบสิ้นหวัง

เรียกได้ว่า Sweet Smell of Success (1957) เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคม การต่อสู้ดิ้นรนของชาว New Yorker ในช่วงทศวรรษ 50s ก่อนกาลมาถึงของ Beat Generation (ปลายทศวรรษ 50s) เก็บฝังเอาไว้ในใน Time Capsule ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นเชยชม

ความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ สภาพสังคมเสื่อมโทรมทรามในภาพยนตร์เรื่องนี้ แค่ผู้ชมพบเห็นยังรู้สึกอึดอัดทรมานใจ แล้วผู้คนสมัยนั้นนะ? มันเลยไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ 1-2 ปีหลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ วัยรุ่น หนุ่มสาว คนสมัยใหม่ ต่างถึงขีดสุดความอดกลั้น นั่นคือการมาถึง Beat Generation ยุคสมัยแห่งการปลดปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่สนห่าเหวอะไร Beatnik, Hippie ต่อต้านขนบวิถีทุกสิ่งอย่าง


จากทุนสร้างตั้งต้น $600,000 เหรียญ พุ่งทะยานสู่ $2.6 ล้านเหรียญ (บางแหล่งข่าวระบุว่าสูงถึง $3.4 ล้านเหรียญ) พอเข้าฉายก็ถูกต่อต้านจากทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ สามารถทำเงินได้เพียง $2.25 ล้านเหรียญ ถือว่าขาดทุนระดับย่อยยับเยิน!

เกร็ด: Burt Lancaster กล่าวโทษความล้มเหลวของหนังกับนักเขียน Ernest Lehman เพราะอีกฝ่ายถอนตัวออกกลางคัน “You didn’t have to leave – you could have made this a much better picture. I ought to beat you up”. อีกฝ่ายสวนกลับมา “Go ahead, I need the money”.

เท่าที่ผมพอจะหาข้อมูลได้ เหตุผลหลักๆที่เมื่อตอนออกฉายหนังล้มเหลวย่อยยับไม่ใช่เรื่องคุณภาพ แต่ผู้ชมสมัยนั้นมีภาพจำเทพบุตรสุดหล่อ Tony Curtis จึงรับไม่ได้ที่เขาพลิกบทบาท กลายเป็นหมากระดิกหาง เลียแข้งเลียขานายจ้าง Burt Lancaster ก็โฉดชั่วร้ายพอๆกัน นั่นทำให้เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ผู้ชม/นักวิจารณ์สมัยใหม่ไม่ได้สนใจอะไรแบบนั้น Sweet Smell of Success (1957) จึงประสบความสำเร็จเหนือกาลเวลา

  • Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ #171
  • Entertainment Weekly: 100 Greatest Movies of All Time (1999) ติดอันดับ #49
  • Time: All-TIME 100 Movies (2005) ไม่มีอันดับ
  • Empire: The 500 Greatest Movies of All Time (2008) ติดอันดับ #314
  • Total Film: 100 Greatest Movies of All Time (2010) ไม่มีอันดับ
  • Entertainment Weekly: 100 Greatest Movies of All Time (Second Edition) (2013) ติดอันดับ #100
  • TIME OUT: 100 Best Movies of All Time (2025) ติดอันดับ #95

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K จากการสแกนต้นฉบับฟีล์มเนกาทีฟ เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2011 แต่ฉบับ DVD/Blu-Ray ของค่าย Criterion Collection ยังคุณภาพแค่ High-Definition คาดว่าน่าจะเตรียมออกแผ่น 4K เร็วๆนี้กระมัง

หนังค่อนข้างดูยากสำหรับคนไม่เก่งภาษาอังกฤษ (แต่เรื่องนี้ไม่น่าจะมีซับไทยนะ) แต่ถ้าคุณอดรนทน จนสามารถจับใจความได้สำเร็จ จะค้นพบเนื้อหาอันทรงคุณค่า เคลือบแฝงสาระข้อคิด รวมถึงงานสร้าง ถ่ายภาพ เพลงประกอบ ล้วนมีความงดงามระดับวิจิตรศิลป์

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ไม่ใช่แค่ตั้งคำถามจรรยาบรรณสื่อสารมวลชน แต่หนังยังชักชวนให้ครุ่นคิดถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ ชื่อเสียง-เงินทอง กลิ่นหอมของความสำเร็จ แลกมากับเบื้องหลังอันฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ มันคุ้มค่าแล้วฤา?

จัดเรต 18+ กับความกะล่อน ปลิ้นปล้อน จอมปลอม บรรยากาศหนังนัวร์

คำโปรย | Sweet Smell of Success กลิ่นความสำเร็จอันหอมหวาน แลกมากับเบื้องหลังอันฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | หอมหวน


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)