
A Diary of Chuji’s Travels (1927)
: Daisuke Itō ♥♥♥♥
อีกหนึ่ง Holy Grail แห่งวงการภาพยนตร์! เคยได้รับการโหวตอันดับ #1 จากนิตยสาร Kinema Junpo: Top Ten Japanese Films of the Past 60 Years เมื่อปี ค.ศ. 1959, ดั้งเดิมมีทั้งหมดสามภาค แต่หลงเหลือถึงปัจจุบันแค่เพียงเสี้ยวภาคสอง และเต็มเรื่องภาคสาม
Kinema Junpo จัดอันดับชาร์ทดังกล่าวเมื่อปี ค.ศ. 1959 นั่นแปลว่า A Diary of Chuji’s Travels (1927) เคยได้รับคะแนนโหวตเหนือกว่าหนังเทพๆในทศวรรษ 50s อย่าง Rashômon (1950), Ugetsu (1953), Tokyo Story (1953), Seven Samurai (1954), Floating Clouds (1955) ฯ
แต่จริงๆแล้วการโหวตครั้งนั้นเป็นเพียง “คาดการณ์” จากคนที่เคยรับชมหนัง เพราะฟีล์มต้นฉบับได้หายสาปสูญ (Lost Film) คาดว่าคงถูกไฟไหม้ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มันจึงไม่ใครบอกว่า A Diary of Chuji’s Travels (1927) ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือจริงไหม?
ตำนานของ A Diary of Chuji’s Travels (1927) คงจะค่อยๆเลือนหาย ถ้าไม่เพราะมีการค้นพบฟีล์มหนัง 35mm จากคลังเก็บส่วนตัวของนักสะสมที่ Hiroshima เมื่อปี ค.ศ. 1991 ด้วยการเก็บรักษาที่ย่ำแย่ ทำให้หลงเหลือแค่สิบกว่านาทีของภาคสอง และโชคดีที่ภาคสามยังสามารถรับชมได้เกือบเต็มเรื่อง ผู้ชมสมัยใหม่จึงมีโอกาสชื่นเชยชมเสี้ยวส่วนหนึ่งของผลงานเชื่อกันว่าคือมาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น!
แม้จะหลงเหลือแค่ภาคสาม แต่ผมบอกเลยว่าหนังแม้งเจ๋งจริง! เรื่องราวเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชน พิสูจน์ความซื่อสัตย์/ทรยศหักหลัง ฉากต่อสู้ตื่นตระการตา แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ที่สามารถสำแดงพลังอารมณ์ และโดยเฉพาะการแสดงของ Denjirō Ōkōchi เต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น พยายามปั้นแต่งสีหน้า มีความบิดๆเบี้ยวๆ (ตัวละครล้มป่วยอัมพาตครึ่งซีก) ละม้ายคล้ายภาพวาดสไตล์ Ukiyo-e


ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Kunisada Chūji, 国定 忠治 ชื่อจริง Nagaoka Chūjirō, 長岡忠次郎 (1810-51) เกิดที่ Kunisada Village จังหวัด Kōzuke (ปัจจุบันคือ Isesaki, Gunma) บริเวณตีนเขา Mount Akagi ครอบครัวมีสถานะมั่งคั่ง เลี้ยงไหม ทำฟาร์มข้าวสาลี แต่หลังจากบิดาเสียชีวิต Chūji กลายเป็นคนเที่ยวเตร่ สำมะเลเทเมา ไม่ทำงานทำงาน (ให้น้องชายดูแลกิจการครอบครัวแทน) ติดหนี้การพนัน เข้าร่วมกลุ่มอาชญากรนอกกฎหมาย (มีคำเรียก Bakuto, 博徒) ไต่เต้าจนกลายเป็นหัวหน้าแก๊งค์ และในช่วง Great Tenpō Famine (1833-37) ทำการปล้นสะดมเพื่อนำมาแจกจ่ายช่วยเหลือบ้าน

การกระทำดังกล่าวทำให้ Chūji ถูกขนานนาม ‘Chivalrous Bandit’ เปรียบเทียบกับ Robin Hood ของญี่ปุ่น! ถึงอย่างนั้นชายคนนี้ถือเป็นอาชญากรนอกกฎหมาย เลยถูกทางการไล่ล่า จนในที่สุดสามารถจับกุมสำเร็จวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1850 แต่สาเหตุหลักๆเพราะอาการป่วยอัมพาตครึ่งซีก ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวร่างกาย และถูกทรยศหักหลังจากหนึ่งในลูกน้องคนสนิท
ช่วงปลายยุคสมัย Edo Period (1603-1868), เรื่องราวของ Chūji กลายเป็นตำนานลือเล่าขาน ได้รับความนิยมจากนักเล่าเรื่องโคดัน (Kōdan, 講談), รากูโงะ (Rakugo, 落語), ดัดแปลงละครเวทีโดย Shōjirō Sawada ทำการแสดง ณ Shinkokugeki (New National Theater), และภาพยนตร์ครั้งแรก Kunisada Chūji (1925) นำแสดงโดย Matsunosuke Onoe
Daisuke Itō, 伊藤大輔 (1898-1981) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เจ้าของฉายา “Father of Jidai-geki” เกิดที่ Uwajima, Ehime ช่วงวัยเด็กมีความชื่นชอบการเขียน แต่หลังจากบิดาเสียชีวิตตัดสินใจไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย ออกมาทำงานเขียนแบบที่อู่ต่อเรือ Kure Naval Arsenal ก่อนเข้าร่วมคณะการแสดงของ Karoku Miyaji แล้วเข้าร่วมสตูดิโอ Shōchiku เริ่มจากเขียนบทหนัง กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Shuchû Nikki (1924) แล้วย้ายมาปักหลักอยู่ Nikkatsu ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1926
ผกก. Itō มีความสนใจในเรื่องราวของ Kunisada Chūji แต่ยุคสมัยนั้นใครต่อใครต่างยกย่องสรรเสริญราวกับวีรบุรุษ! ฉบับภาพยนตร์ Kunisada Chūji (1925) ของ Matsunosuke Onoe ก็เฉกเช่นเดียวกัน! เขาจึงต้องการปรับเปลี่ยนภาพจำอาชญากรคนนี้ให้ดูมีความเป็นมนุษย์ ถูกทรยศหักหลังจากพวกพ้อง และได้รับผลกรรมคืนตอบสนอง ซึ่งพอนำไปเสนอสตูดิโอ ได้รับคำตอบปฏิเสธโดยพลัน!
ด้วยเหตุนี้ผกก. Itō จึงทำการประณีประณอมด้วยการยื่นเสนอโปรเจคไตรภาค โดยภาคแรก(ที่เจ้าตัวไม่ชื่นชอบสักเท่าไหร่)นำเสนอเรื่องราวความเป็นวีรบุรุษของ Chūji แล้วสองภาคที่เหลือถึงเริ่มนำเสนอการถูกทรยศหักหลัง และตกอยู่ในความสิ้นหวัง … สตูดิโอยินยอมตอบอนุมัติภาคแรก และบอกว่าถ้าหนังประสบความสำเร็จถึงจะอนุญาตให้สร้างภาคต่อ
Part One: The Kōshū Sword-Fighting [甲州殺陣篇 อ่านว่า Kōshū Satsujin Hen] เรื่องราวเริ่มต้นที่ Chūji ถูกทางการไล่ล่ามาจนถึงเทือกเขา Kōshū ตัดสินใจกระโดดลงแม่น้ำ ได้รับความช่วยเหลือจากสองพี่น้อง Otama & Sankichi นักขุดแร่ที่มีชีวิตอย่างยากลำบาก เพราะถูกลุงที่เป็นมาเฟีย Bunta และนักพนัน Hachimanya Hyōzō (มีเส้นสายกับตำรวจ) ข่มขู่ แบล็กเมล์ ต้องการยึดครองมรดก, แล้ววันหนึ่งสองพี่น้องถูกลุงลักพาตัว Chūji ปลอมตัวเป็นพ่อค้าแร่ บุกเข้าไปช่วยเหลือ ต่อสู้กับพวกผู้ร้าย พอเอาชนะมาได้ ก็ลาจากไปอย่างเท่ห์ๆ
Part Two: The Bloody Laughter [信州血笑篇 อ่านว่า Shinshū Kesshō Hen] เรื่องราวเริ่มต้นที่ Chūji หลบหนีมาถึงยัง Mt. Akagi แล้วเกิดการปะทะกับทางการ เป็นเหตุให้เพื่อนสนิท Kansuke ถูกสังหารเสียชีวิต เขาจึงรับหน้าที่ดูแลบุตรชาย Kantarō รับรู้ตนเองว่าไม่สามารถเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ตั้งใจพามาฝากไว้กับเพื่อนเก่า Kabe-yasu ก่อนพบว่าลูกน้องปลอมตัวเป็นโจรโดยใช้ชื่อตนเองเข้าปล้น สร้างความอับอายขายหน้า จนมิอาจเอ่ยปากขอความช่วยเหลือได้ลง! เป็นเหตุให้ Chūji (และ Kantarō) ตัดสินใจออกเดินทางต่อ แต่ทว่าเริ่มรู้สึกแขนขาชา ใช้มือข้างถนัดไม่ค่อยไหว การหลบหนีพร้อมเด็กชายจึงมีความยุ่งยากลำบาก จนกระทั่ง Mitsugi Bunzō ลูกน้องของ Kabe-yasu ติดตามพบเจอ พยายามโน้มน้าวว่าจะให้การดูแล Kantarō เขาจึงยินยอมตอบตกลง
(ฟุตเทจภาคสองที่ยังเหลือ คือข้อความที่ผมทำตัวหนาเอาไว้)
Part Three: Chūji on the Run [忠次御用篇 อ่านว่า Chūji Goyō Hen] เรื่องราวเริ่มต้นที่ Chūji ปลอมตัวเป็น Sadakichi ทำงานผู้จัดการโรงงานผลิตสาเก Sawada-ya ณ Echigo-Nagaoka, บุตรสาวของเจ้าของ Okume พยายามสารภาพรักแต่เขาตอบปฏิเสธ, ส่วนบุตรชายของเจ้าของ Ginjiro ติดหนี้การพนัน ใช้จ่ายเงินปรนเปรอโสเภณี ทั้งยังขอให้เธอเขียนจดหมายโดยใช้ชื่อ Sadakichi พบเห็นโดย Okume เกิดความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง
วันหนึ่ง Ginjiro ตั้งใจจะหลบหนีไปกับสาวโสเภณี Shinobu แต่เธอกลับเชิดเงินหลบหนี ก่อนได้รับความช่วยเหลือจาก Chūji รีดไถเงินจากมาเฟียท้องถิ่นมาใช้คืน ซึ่งนั่นทำให้ตำรวจเข้าล้อมจับกุม หลบหนีอย่างตรอมใจ (เพราะพอ Okume รับรู้ว่าเขาเป็นใคร จึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย) แวะเวียนไปหา Kantarō กำลังเติบใหญ่ และขณะหลบหนีอาการอัมพาตกำเริบ เลยถูกทางการจับกุมตัว
บรรดาลูกน้องคนสนิทเมื่อได้ยินข่าวคราวว่า Chūji ถูกทางการจับกุมตัว เลยรวบรวมสมัครพรรคพวกบุกเข้าโจมตีระหว่างทาง จากนั้นพากลับมายัง Kunisada Village พบเจอหญิงคนรัก Oshin แต่ไม่นานคนทรยศเปิดเผยสถานที่ซ่อน ถูกตำรวจห้อมล้อม ไร้หนทางหลบหนี จึงยินยอมรับการจับกุม
Denjirō Ōkōchi, 大河内 傳次郎 ชื่อจริง Ōbe Masuo, 大邊 男 (1898-1962) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Ōkōchi, Iwaya (ปัจจุบันคือ Buzen, Fukuoka) ในครอบครัวแพทย์รุ่นที่ 17th บิดาเคยเป็นหมอประจำตัวไดเมียว (ตำแหน่งเจ้าเมืองที่มีความสำคัญรองลงมาจากโชกุน) แต่ความสนใจของบุตรชายคนเล็กคือการแสดง ฝึกฝนการแสดงกับ Sawada Shōjirō ณ Shinkokugeki (New National Theatre) เลื่องชื่อในในการแสดง Jidai-geki, จากนั้นเข้าร่วมสตูดิโอภาพยนตร์ Nikkatsu ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1925 โด่งดังกับบทบาท Tange Sazen และ Chūji Kunisada ผลงานเด่นๆ อาทิ The Million Ryo Pot (1935), Sanshiro Sugata (1943), Sanshiro Sugata Part II (1945), No Regrets for Our Youth (1946), Dedication of the Great Buddha (1952) ฯ
รับบท Kunisada Chūji หัวหน้าแก๊งค์อาชญากรที่ยึดถือในความถูกต้องชอบธรรม มีความแข็งแกร่ง เฉลียวฉลาด ไหวพริบปณิธานเป็นเลิศ สามารถหลบหนีเอาตัวรอดจากการถูกทางการไล่ล่าจับกุม ไม่เคยหวาดกลัวเกรงผู้ใด! แต่เมื่อร่างกายเจ็บป่วยอิดๆออดๆ แขนขาชา เริ่มขยับมือข้างถนัดไม่ค่อยได้ แถมยังพบเห็นลูกน้องทรยศหักหลัง ปลอมตัวเป็นโจรโดยใช้ชื่อตนเองเข้าปล้น สร้างความอับอาย เจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน ค่อยๆสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง และพอล้มป่วยอัมพาตครึ่งซีก ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจต้อนจนมุม ท้ายที่สุดจำยินยอมรับความพ่ายแพ้
ในตอนแรกสตูดิโออยากจะได้ Matsunosuke Onoe (นักแสดงที่ถือเป็นซุปตาร์ชายคนแรกของญี่ปุ่น!) เพื่อสานต่อโปรเจค Kunisada Chūji (1925) แต่ทว่าอีกฝ่ายพลันด่วนเสียชีวิต (น่าจะ)หัวใจล้มเหลวเมื่อปี ค.ศ. 1926 เลยเปลี่ยนมาเป็น Ōkōchi ที่ผกก. Itō หมายมั่นปั้นมือ ต้องการให้รับบทนี้อยู่ก่อนแล้ว
Ōkōchi คล้ายๆแบบ Tsumasaburō Bandō (จากภาพยนตร์ Oroshi (1925)) ไม่ได้ใช้แนวทางการแสดงจากละครคาบูกิ มุ่งเน้นความเป็นธรรมชาติ ให้ออกมาดูสมจริง แต่ทว่าในมุมผู้ชมสมัยใหม่อาจมองว่ามีลักษณะของลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism) สัมผัสถึงความเก็บกด อัดอั้น พร้อมระบายความเกรี้ยวกราด คลุ้มบ้าคลั่ง โดยเฉพาะใบหน้าบิดๆเบี้ยวๆ บูดบึ้งตึง (เป็นเช่นนั้นเพราะโรคอัมพาตครึ่งซีก) ละม้ายคล้ายภาพวาด Ukiyo-e
ความแตกต่างระหว่างนักแสดงทั้งสอง Bandō มักระเบิดระบายอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา มีไม่กี่ครั้งสามารถหยุดยับยั้งชั่งใจ ถ้าไม่ถูกไล่ต้อน-ห้อมล้อม-จนมุม, ตรงกันข้ามกับ Ōkōchi เต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น ยึดถือมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี กระทำสิ่งถูกต้องชอบธรรม และช่วงท้ายเมื่อร่างกายอัมพาต พบเห็นลูกน้องทรยศหักหลัง พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องตนเอง ถูกทางการจับกุมทีละคนสองคน ภายในคงมอดไหม้เป็นจุณ เพราะแค่จะอ้าปากส่งเสียงยังแทบทำไม่ได้ … ผมเพิ่งรับชมผลงานของทั้งสองแค่ไม่กี่เรื่อง เลยบอกไม่ได้ว่าใครยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่กว่าใคร แต่ถ้าเปรียบเทียบระหว่าง Oroshi (1925) กับ A Diary of Chuji’s Travels (1927) ส่วนตัวค่อนข้างไปทางเรื่องหลังมากกว่านิดๆ
แซว: Ōkōchi เป็นคนสายตาสั้นมากๆ ยุคสมัยนั้นยังไม่มีคอนแทคเลนส์ เวลาเข้าฉากต่อสู้หรือตอนออกวิ่ง ก็สำแดงพลังอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรงสุดเหวี่ยง ใครขวางทางก็อาจมีเลือดตกยางออก … ก็มองไม่เห็นจะให้ทำไง?
ภาคแรกถ่ายภาพโดย Takeo Okusaka, 奥阪武男 ภาคสองถ่ายภาพโดย Watarai Rokuzō, 渡会六蔵 และภาคสามถ่ายภาพโดย Hiromitsu Karasawa, 唐沢弘光 (1900-80)
งานภาพของหนังแพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ แต่ละซีเควนซ์มีลีลาการนำเสนออย่างตื่นตาตื่นใจ สร้างแรงดึงดูด ชักชวนให้ลุ่มหลงใหล พยายามทำออกมาให้มีลักษณะลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism) สะท้อนสภาพจิตวิทยาตัวละคร ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเก็บกด อัดอั้น แทบอยากจะคลุ้มบ้าคลั่ง
ฉบับบูรณะของหนังมีการย้อมสี (Film Tinting) [คนละอย่างกับ Colorization] เพื่อแยกแยะกลางวัน-กลางคืน รวมถึงฉากภายนอก-ภายใน (สีหลักๆจะมีส้ม-น้ำเงิน-ม่วง-เขียว และขาวดำ) นี่เป็นการช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับผู้ชมสมัยใหม่ ไม่ได้มีนัยยะอะไรไปมากกว่านั้น
ผมพยายามเพ่งเล็งระหว่าง Opening Sequence อะไรมันลอยๆอยู่เหนือเครดิต? ก่อนพบว่ามันโคมไฟของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกไล่ล่าติดตามหา Kunisada Chūji แม้ในยามค่ำคืน … ก็เลยพบเห็นบริเวณรอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด!

ผมอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก แต่สังเกตคำแปลพยายามทำออกมาให้มีความสำบัดสำนวน ราวกับบทกวี “Pursued by the cries of the officials” “Kill I may, but never my own.” “Thus do I show faint in my men.” หนังเรื่องนี้เลยมีความทรงคุณค่าต่อชาวญี่ปุ่นเหนือกกว่าชนชาติอื่นใด!


เมื่อตอนที่ Chūji ยืนกรานกับ Kabe-yasu ว่าไม่มีลูกน้องคนไหนของตนเองคิดคดทรยศหักหลัง ฉากถัดมาลูกน้องของเขาเหล่านั้นก็บุกเข้ามาปล้นบ้านของ Kabe-yasu … นี่อาจดูตรงไปตรงมา แต่ก็เสี้ยมสอนแนวคิด “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน” การไว้เนื้อเชื่อใจใครมากเกินไปไม่ใช่เรื่องถูกต้อง มนุษย์ทุกคนล้วนมีด้านดี-ชั่วร้าย ไม่ใช่ทุกคนจักซื่อสัตย์-บริสุทธิ์-คนชั่วยึดถือมั่นคุณธรรมแบบ Chūji
วินาทีที่ลูกน้องโจรพบ Chūji แสดงปฏิกิริยาสีหน้าตกอกตกใจ ปรากฎตัวอักษร “CHUNJI BOSS” ขนาดใหญ่กว่าปกติ หรือตอนออกคำสั่งไล่ลูกน้องโจรทั้งสามออกจากบ้าน “GET OUT!” นี่คือลักษณะของการสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism)


หลังจากลูกน้องโจรทั้งสามถูกไล่ออกจากบ้าน หนังไม่ฉายให้เห็นพวกเขาทำอะไรยังไง เพียงภาพเชิงเทียงมอดดับ คาดเดาไม่ยากว่าชีวิตคงดับสูญ … ตอนจบซีเควนซ์นี้มีคำอธิบายว่าทั้งสามกระทำการคว้านท้องตนเอง (Seppuku หรือ Harakiri)

Chūji ปลอมตัวเป็น Sadakichi ทำงานผู้จัดการโรงงานผลิตสาเก Sawada-ya วันหนึ่งยืนดูเด็กกำลังร้องเพลง-วิ่งเล่นสนุกสนาน แม้เป็นหนังเงียบ แต่การซ้อนข้อความคำร้องเพลง เป็นการสร้างเสียงให้ดังกึกก้องภายในจิตใจผู้ฟัง!
มีเด็กคนหนึ่งไม่ได้ร่วมร้องเพลง-วิ่งเล่นกับคนอื่นๆ นั่นทำให้ Chūji ครุ่นคิดถึง Kantarō ที่ฝากไว้กับ Kabe-yasu แต่คำอธิบายของเด็กชาย “They say I turn the wrong way, so they won’t let me join in.” “I can’t seem to get right and left straight.” ผมรู้สึกว่ามันสะท้อนถึงตัวตนของ Chūji เป็นอาชญากร กระทำสิ่งผิดกฎหมาย เลยไม่ได้รับการยินยอมรับจากผู้คนในสังคม แปลกแยกไม่ต่างจากเด็กชาย


Okume แอบชื่นชอบ Sadakichi พยายามจะสารภาพรักแต่เขาไม่ต้องการเธอจมปลักอยู่กับตนเอง วันหนึ่งบังเอิญอ่านจดหมาย (จริงๆเป็นของ Ginjiro แต่แอบใช้ชื่อ Sadakichi เพราะไม่ต้องการให้บิดาจับได้) แล้วฉายภาพเปลวไฟ Cross-Cutting ใบหน้าหญิงสาว = ความรู้สึกมอดไหม้ทรวงใน

ลึกๆแล้วดูเหมือนว่า Chūji จะมีใจให้กับ Okume แต่เขาไม่สามารถพูดบอก แสดงออก เปิดเผยตัวตนแท้จริง ครั้งนี้(หลังจากอ่านจดหมาย)เธอพยายามสารภาพรัก ได้รับคำตอบปฏิเสธ แล้วจู่ๆเด็กๆเข้ามาห้อมล้อม วิ่งรอบวงกลม ตัวเขากลายเป็นจุดศูนย์กลาง
คนกำลังเศร้าๆย่อมไม่มีอารมณ์เล่นสนุกสนาน ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนความรู้สึกภายในของตัวละครที่ก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง อยากตอบรับรักหญิงสาว แต่สถานการณ์ขณะนี้เขามิอาจพูดบอกความจริงออกไป!

ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าซีเควนซ์นี้จะทำออกมาให้ดูตลกขบขัน ทำไม? “Well, if you insist, I can be Chuzo, Chuta, …” เพียงจะบอกว่าฉันไม่ใช่ Chūji ถึงขนาดมีการละเล่นคำ ร้อยเรียงสารพัดชื่อ Chu-xxx สร้างความสับสน มึนงง ผู้ชมก็เฉกเช่นเดียวกัน!



เฉกเช่นเดียวกับความพยายามฆ่า Chūji แต่จนแล้วจนรอด จากดูเหมือนเป็นความบังเอิญ ก่อนเปิดเผยว่าทั้งหมดคือความจงใจ เขารับรู้ว่ามีอะไรบังเกิดขึ้น … คือการทำออกมาลักษณะนี้ มันเบี่ยงเบนความสนใจจากเนื้อหาของซีเควนซ์นี้ไปพอสมควร
สาเหตุของการแสดงออกทีเล่นทีจริงนี้ อาจต้องการสื่อว่า Chūji ไม่ได้มีความยี่หร่า หวาดกังวลต่อพวกมาเฟียท้องถิ่น ไม่เช่นนั้นจะกล้าบุกเข้าถ้ำเสือ ทวงเงินที่พวกเขาปล้นไปจาก Ginjiro … กระมังนะ!

Okume แอบได้ยินตัวตนแท้จริงของ Sadakichi คือหัวหน้าแก๊งค์อาชญากร Chūji เธอจึงบุกไปลักขโมยดาบ วิ่งหลบหนีมาถึง(น่าจะ)ห้องเก็บของ ตอนที่เธอเข้าไปนั้น มุมกล้องถ่ายภาพเต็มประตู แต่ภายหลังเมื่อบิดาก้าวออกมา (พร้อมช่อดอกไม้วางทิ้งบนพื้น = ความตายของหญิงสาว) มุมกล้องถ่ายมุมก้มลงพอสมควร เหมือนการก้มหน้าก้มตา สำแดงอารมณ์ห่อเหี่ยว เศร้าเสียใจ ทำไมถึงโง่เขลา เรื่องแค่นี้คิดสั้นได้ลง … จริงๆก็แอบมี ‘Death Flag’ ตั้งแต่บทสนทนาก่อนหน้านี้ของ Chūji กับบิดา



ความตายของ Okume ทำให้ Chūji ไม่มีความกระตือรือที่จะหลบหนี หรือครุ่นคิดอยากต่อสู้กับใคร นั่งห่อเหี่ยวอยู่ตรงประตูเข้า-ออก ระหว่างบริเวณที่เปิดโล่ง-กรงขัง นี่อาจไม่ใช่ช่วงเวลาเป็น-ตาย แต่สามารถสื่อถึงความขัดแย้งระหว่างร่างกาย-จิตใจ (มือข้างหนึ่งเหมือนจะเป็นอัมพาตไปแล้วด้วยนะ) เพราะบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ แม้สู้ไม่ได้ก็มิอาจปล่อยอาชญากรชั่วร้ายให้หลบหนี … เรียกว่าต่างฝ่ายต่างก็ไม่อยากต่อสู้ เสี่ยงอันตราย แต่หน้าที่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้

Chūji ตั้งใจจะไปเยี่ยมเยียน Kantarō แต่เลือกที่จะไม่เปิดเผยตนเอง พยายามเอาหมวกปกปิดบังใบหน้า แต่จนแล้วจนรอดเด็กชายยังมาขอหยิบยืมไม้เท้า นี่อาจสื่อถึงต่างฝ่ายต่างเป็นที่พึ่งพาอาศัย(ทางใจ)ของกันและกัน … ไม้เท้า คือสิ่งที่เอาไว้ค้ำยันร่างกาย ให้สามารถก้าวเดินไปไหนต่อไหน
แต่บางคนอาจเปรียบเทียบไม้เท้า = ดาบซามูไร เพราะเด็กชายขอหยิบยืมไปต่อสู้กับผองเพื่อน ถูกรุมห้อมล้อม บอกใบ้โชคชะตาอนาคตของเขาอาจไม่แตกต่างจาก Chūji และยังเป็นการบอกใบ้สิ่งกำลังจะบังเกิดขึ้นในฉากถัดไป


การพลัดพรากจาก Kantarō ครั้งนี้ได้ทำให้ Chūji เกิดอาการตรอมใจ โหยหาอาลัย ราวกับสูญเสียบุคคลที่พึ่งพักพิง(ทางใจ) ถึงขนาดได้ยินเสียงสะท้อน (Echo) จากขุนเขา (=ตัวอักษรขยายขนาดใหญ่ ซ้อนภาพถ่ายขุนเขา) พบเห็นภาพหลอนเด็กชายสลับกับบุคคลที่กำลังแอบติดตาม และโดยเฉพาะภาพเด็กๆวิ่งวนรอบ (ย้อนรอยฉากก่อนๆหน้านี้ที่พวกเขาร้องเพลง เต้นระบำ) หนังไม่ได้ฉายเหตุการณ์จริงที่บังเกิดขึ้น แต่ผู้ชมสามารถจินตนาการได้ไม่ยากว่าคือถูกเจ้าหน้าที่รุมห้อมล้อมจับกุมได้สำเร็จ
เหตุผลที่หนังไม่ฉายภาพจริงขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจห้อมล้อมจับกุม Chūji ผมมองในแง่จิตวิทยาตัวละคร ทำเหมือนว่าเขาไม่สามารถยินยอมรับความจริง ยังหลงครุ่นคิดว่าตนเองคือหัวหน้าแก๊งค์อาชญากรผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีวันถูกห้อมล้อมจับกุม เหตุการณ์บังเกิดขึ้นนี้แค่เพียงหูแว่ว ภาพหลอน ฉันฝันไป!



ฉากแนะนำลูกน้องคนสนิทของ Chūji เปิดกิจการร้านอาหาร ณ Takasaki, Joushuu เริ่มต้นด้วยชายคนหนึ่งออกคำสั่ง “Grate the yam” “Later wash a quart of herring role” “After that, cut up dried daikon.” “Sliced Vegetables” ผมก็ไม่รู้สูตรอาหารอะไร แต่การโต้ตอบของพ่อครัว “Right!” “Agree!” “All Right” พยายามทำออกมาให้ดูตลกขบขัน … ความไม่จริงจังของการทำงานนี้ ก็เพื่อสื่อว่านี่ไม่ใช่อาชีพหลักของพวกเขา ซึ่งพอได้ยินข่าวซุบซิบเกี่ยวกับหัวหน้า Chūji ถูกจับกุม ทั้งสองต่างหยุดงานและหูผึ่ง

การนัดหมายรวมกลุ่มลูกน้องคนสนิทของ Chūji มันจะมีบุคคลหนึ่ง Unosuke Hozumi ที่เป็นผู้พิพากษา (Magistrate) ใครต่อใครล้วนครุ่นคิดว่าหมอนี่น่าจะทรยศหักหลังหัวหน้า ก่อนแก้ตัวว่า “I might be of help at a difficult time.” ซึ่งเขายังนำรายละเอียดเส้นทางขนย้ายนักโทษ ชี้จุดว่าจะกระทำการตรงไหน อย่างไร … ฟังดูเต็มไปด้วยลับเลศนัย!

คณะหลบหนีเดินทางมาถึงบ้านของ Genji (คงเคยมีบทบาทภาคหนึ่ง-สอง กระมัง?) พอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเคาะประตู ก็ทำหน้าตาใส่ซื่อ ยื้อๆยักๆ กระพริบตาปริบๆ จงใจพูดถ่วงเวลา ชักแม่น้ำทั้งหน้า เพื่อให้อีกฝ่ายไม่สามารถครุ่นคิดแยกแยะความจริง-เท็จ … นี่เป็นอีกซีเควนซ์ที่ทำออกมาให้ดูตลกขบขัน แต่มีความแยบยล เฉียบแหลมคม สมเหตุสมผลที่สุด (ในบรรดาฉากตลกของหนัง)
แต่ความน่าสนใจจริงๆของซีเควนซ์นี้ คือระหว่างการจากไปของคณะ Chūji มีการฉายภาพเงาอาบฉาบเรือนร่างของ Genji ที่นั่งลงคุกเข่า กราบเท้าอำลา เหมือนเป็นการบอกใบ้ว่าหลังจากนี้เราคงไม่ได้พบเจอกันอีก


Oshin นัดหมายลูกน้องคนสนิททั้งแปดของ Chūji มาพูดคุยกันที่โรงเก็บของ จากนั้นเริ่มไล่เรียกชื่อ Asa, Mitsuki, Narizuka, Matsuida, Takasaki, Hozumi, Ashikaga, Tetsu ก่อนเปิดเผยว่าหนึ่งในพวกเขาคือทรยศ นั่นสร้างความไม่พึงพอใจให้ใครหลายคน แต่ขณะที่กล้องแพนนิ่งไปโดยรอบทั้งแปด จักมีใครคนหนึ่งท่าทางลับๆล่อๆ แสดงออกผิดแผกแตกต่างจากคนอื่น … ลองไปสังเกตเองนะครับว่าใคร


คงเพราะมันเป็นคำกล่าวหาที่รุนแรง ไร้หลักฐานข้อพิสูจน์ หนังจึงสรรหาวิธีนำเสนอเพื่อให้ผู้ชมได้ลองสังเกต ครุ่นคิดค้นหาคำตอบด้วยตัวคุณเอง มีการซ้อนภาพใบหน้า Oshin กับลูกน้องทั้งแปด และตัดต่อสลับไปมาด้วยเร็ว (Fast-Cutting) สร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก ใครคือคนทรยศหักหลัง?


ไคลน์แมกซ์ของหนังคือลูกน้องคนสนิทที่เหลืออยู่ทั้งเจ็ด พยายามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะหลักร้อย แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ทุกครั้งตัดภาพกลับมาหา Chūji (และ Oshin) ร่างกายล้มป่วยอัมพาตครึ่งซีก จึงไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว นอนบนเตียงด้วยความอึดอัดอั้น เจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ทรมานกาย-ใจ และพอทุกคนถูกจับกุม เผชิญหน้าหัวหน้าตำรวจ ไร้หนทางหลบหนี เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากยินยอมรับความพ่ายแพ้โดยดี

ตัดต่อไม่มีเครดิต, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Kunisada Chūji เริ่มต้นจากฟุตเทจภาคสองหลงเหลืออยู่ประมาณสิบกว่านาที (จะมองเป็นอารัมบทก็ได้) แล้วภาคสามเริ่มต้นที่ Chūji ปลอมตัวเป็น Sadakichi ทำงานผู้จัดการโรงงานผลิตสาเก แต่ไม่นานก็มีคนจดจำได้ว่าเขาคือใคร จึงต้องออกหลบหนีอีกครั้ง คราวนี้อาการอัมพาตทรุดหนักเลยถูกทางการจับกุมตำรวจ ก่อนได้รับความช่วยเหลือจากลูกน้องคนสนิท พากลับมายัง Kunisada Village พบเจอหญิงคนรัก Oshin แล้วถูกลูกน้องทรยศหักหลัง คราวนี้ไร้หนทางหลบหนี จำยินยอมรับความพ่ายแพ้โดยดี
- ฟุตเทจภาคสองหลงเหลือ
- Chūji ตั้งใจจะพา Kantarō มาฝากไว้กับเพื่อนเก่า Kabe-yasu
- ก่อนพบว่าลูกน้องปลอมตัวเป็นโจรโดยใช้ชื่อตนเองเข้าปล้น รู้สึกอับอายขายหน้า
- จนสุดท้าย Chūji มิอาจเอ่ยปากขอความช่วยเหลือได้ลง! เลยออกเดินทางไปกับ Kantarō
- Chūji ปลอมตัวเป็น Sadakichi
- Chūji ปลอมตัวเป็น Sadakichi ทำงานผู้จัดการโรงงานผลิตสาเก
- Okume พยายามสารภาพรักแต่เขาตอบปฏิเสธ
- Ginjiro ติดหนี้การพนัน ใช้จ่ายเงินปรนเปรอโสเภณี ทั้งยังขอให้เธอเขียนจดหมายโดยใช้ชื่อ Sadakichi
- Okume อ่านจดหมายฉบับนั้นแล้วตรอมใจ ครุ่นคิดว่า Chūji ตกหลุมรักโสเภณี Shinobu
- Ginjiro ตั้งใจจะหลบหนีไปกับสาวโสเภณี Shinobu แต่เธอกลับเชิดเงินหลบหนี
- Chūji หลังจากให้ความช่วยเหลือ Ginjiro รีดไถเงินคืนจากมาเฟียท้องถิ่น
- หลังจาก Okume รับรู้ตัวตนแท้จริง Chūji ตัดสินใจฆ่าตัวตาย
- เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามล้อมจับกุม Chūji ก่อนสามารถหลบหนีได้สำเร็จ
- การเดินทางของ Chūji
- Chūji แวะเวียนไปเยี่ยมเยียน Kantarō แต่ปฏิเสธพูดคุยทักทาย
- Chūji ยังคงถูกไล่ล่าติดตามตัว แต่แล้วอาการอัมพาตกำเริบจึงโดยล้อมจับกุม
- ลูกน้องของ Chūji ได้ยินข่าวคราวหัวหน้าถูกทางการจับกุม นัดหมายรวมกลุ่ม ประชุมหารือ
- ดักรอระหว่างทาง ทำการโจมตี ให้ความช่วยเหลือหัวหน้าได้สำเร็จ
- ทางการส่งคนออกติดตามหา แต่ลูกน้องสามารถล่อหลอกได้สำเร็จ
- นำพาหัวหน้าไปยังหมู่บ้าน Kunisada Village พบเจอหญิงคนรัก Oshin
- จุดจบของ Chūji
- Oshin ได้รับจดหมายแจ้งถึงคนทรยศ
- เธอจึงวางแผนทำบางสิ่งอย่างเพื่อค้นหาตัวคนทรยศ
- ทางการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาห้อมล้อมรอบหมู่บ้าน ไร้หนทางหนี
- ลูกน้องของ Chūji พยายามจะต่อสู้ขัดขืน แต่ก็มิอาจต้านทานปริมาณ
- ท้ายที่สุด Chūji จำยินยอมรับความพ่ายแพ้ ถูกทางการจับกุม
แม้ทิศทางการดำเนินเรื่องจะเป็นเส้นตรง (Linear Narrative) แต่บ่อยครั้งที่หนังมีการตัดสลับกลับไปกลับมา นำเสนอภาพเหตุการณ์คู่ขนาน แทบจะช็อตต่อช็อตเลยก็ว่าได้ ยกตัวอย่าง
- Chūji ให้ความช่วยเหลือ Ginjiro, เริ่มจาก Ginjiro ขึ้นเกี้ยวไปกับโสเภณี → Chūji ตระหนักว่าอีกฝ่ายสูญหายตัวไป → Ginjiro ถูกดักซุ่มทำร้าย → Chūji พยายามออกติดตามหา → เกี้ยวนำพาโสเภณีกลับเข้าเมือง → Chūji พบเจอ Ginjiro สลบอยู่ข้าง
- ฉากไคลน์แม็กซ์ ระหว่างที่ลูกน้องคนสนิทกำลังต่อสู้ขัดขืนการจับกุม ตัดสลับกลับไปกลับมากับปฏิกิริยาของ Chūji (และ Oshin) ที่เต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น ร่างกายไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว อยากให้ความช่วยเหลือแต่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง!
Kunisada Chūji คืออาชญากรกระทำสิ่งผิดกฎหมาย แต่พอมันแปรสภาพเป็นตำนาน เรื่องเล่าขาน ผ่านการปรุงปั้นแต่ง ‘romanticize’ คุณความดีเล็กๆที่เคยช่วยเหลือผู้คนตกทุกข์ได้ยาก เลยถูกขยับขยายให้มีความเว่อวังอลังการ กลับกลายเป็นวีรบุรุษ คนชั่วผู้ยึดถือมั่นในความถูกต้องชอบธรรม โรบินฮู้ดของชาวญี่ปุ่น
แต่อาชญากรก็ยังเป็นอาชญากรวันยังค่ำ นั่นคงคือมุมมองของผกก. Itō ไม่เห็นด้วยกับการปรุงปั้นแต่ง สร้างภาพให้ Chūji เป็นพระเอกที่ใครๆยกย่องสรรเสริญ ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติผู้คน ภาคแรกที่ไม่มีใครในปัจจุบันได้เชยชม เขาจึงเพียงทำตามใบสั่งสตูดิโอ ตอบสนองความต้องการของคนสมัยนั้น
หลังจากนั้นเมื่อได้รับอิสรภาพในการสรรค์สร้างภาคต่อ ผกก. Itō จึงนำเสนอการผจญภัยของ Chūji ส่วนใหญ่คือการต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางหลบหนีเอาตัวรอด พานพบเจอผู้คนดี-ชั่วร้าย เปิดเผยสันดานธาตุแท้มนุษย์ ถูกลูกน้องทรยศหักหลัง ค่อยๆสาละวันเตี้ยลง ได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกาย-จิตใจ โหยหาใครสักคนสำหรับพึ่งพักพิง สุดท้ายแล้วหวนกลับมาตายรัง ไร้หนทางออก กลายเป็นหมาจนตรอก ร่างกายไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง เพียงเฝ้ารอคอยผลกรรมติดตามทัน
A Diary of Chuji’s Travels (1927) สิ่งหลงเหลือถึงปัจจุบัน แทบไม่เหลือภาพวีรบุรุษของ Kunisada Chūji นำเสนอสภาพจิตวิทยาตัวละคร(คู่ขนานกับสภาพร่างกายค่อยๆทรุดโทรมลงจากโรคอัมพาตครึ่งซีก)ที่เริ่มจากความเย่อหยิ่ง ทะนงตน เพราะเป็นหัวหน้าแก๊งค์อาชญากร เลยลุ่มหลงคิดว่าตนเองคือผู้สูงส่ง แต่หลังจากประสบพบเจอสันดานธาตุแท้มนุษย์ ถูกลูกน้องคนสนิททรยศหักหลัง เกียรติ ศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจเคยมีพลันสูญสลาย เต็มไปด้วยความอับอาย จนท้ายที่สุดไม่หลงเหลืออะไรสักสิ่งอย่าง
หนังเรื่องนี้(ทั้งสามภาค)สร้างขึ้นระหว่างวิกฤตการณ์ทางการเงิน ค.ศ. 1927 (Shōwa Financial Crisis) ผู้คนตกงาน ธนาคารล้มละลาย ตลาดหุ้นกลายเป็นฟองสบู่ (Stock Market Crash) จะว่าไปสภาพจิตวิทยาของคนสมัยนั้นมีความละม้ายคล้ายตัวละคร Kunisada Chūji หัวหน้าแก๊งค์อาชญากรเคยมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แต่พอไต่เต้าถึงจุดสุด ทุกสิ่งอย่างก็พังทลายลง
แม้ผกก. Itō จะวางแผนสร้างไตรภาคเอาไว้ตั้งแต่แรก แต่โปรดิวเซอร์รอคอยผลลัพท์ก่อนอนุมัติสร้างภาคถัดไป โชคดีว่า Part One: The Kōshū Sword-Fighting ประสบความสำเร็จทั้งรายรับและคำวิจารณ์ เลยมีโอกาสสร้างภาคสอง-สาม แม้ทำรายได้ไม่เทียบเคียง แต่นิตยสาร Kinema Junpo โหวตติดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีทั้งสองภาค! (ภาคแรกไม่ติด Top10)
- Part Two: The Bloody Laughter ติดอันดับ #1
- Part Three: Chūji on the Run ติดอันดับ #4
ตั้งแต่ตอนที่ค้นพบฟุตเทจหนัง ค.ศ. 1991 ก็มีการบูรณะไปแล้วรอบหนึ่ง, สองทศวรรษถัดมา National Film Archive of Japan ได้ทำการ ‘digital restoration’ คุณภาพ 2K แล้วย้อมสีกลางวัน-กลางคืน, ปัจจุบันสามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray รวมอยู่ในคอลเลคชั่น Nikkatsu 110th Anniversary วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2023
แม้ฟุตเทจเหลือถึงปัจจุบันของ A Diary of Chuji’s Travels (1927) จะไม่ใช่ภาคที่ดีที่สุด แต่เราสามารถสังเกตเห็นร่องรอยความยิ่งใหญ่ การสำแดงพลังอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์เอ่อล้น อาจเทียบไม่ได้กับภาพยนตร์ยุคทองของญี่ปุ่น ก็ยังสมควรค่าแก่การเป็นหนึ่งในหนังเงียบ(ญี่ปุ่น)ยอดเยี่ยมที่สุด!
จัดเรต 15+ อาชญากร ความรุนแรง การทรยศหักหลัง


ใส่ความเห็น