Dekigokoro (1933)

Dekigokoro (1933)

Passing Fancy (1933) Japanese : Yasujirô Ozu ♥♥♥♥

เรื่องราวของพ่อเลี้ยงเดี่ยว ให้ความช่วยเหลือหญิงสาวแรกรุ่นที่ถูกไล่ออกจากงาน จากนั้นพยายามเกี้ยวพาราสี ขายขนมจีบ แต่เธอไม่รับรัก ความสุขช่วงสั้นๆผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความทุกข์ก็เฉกเช่นเดียวกัน!

ชื่อหนัง Passing Fancy สามารถแปลว่า แฟนซีพานผ่าน ความสุขช่วงสั้นๆ อารมณ์ชั่ววูบ (คล้ายๆกับแรงกระตุ้น Impulse) เกิดขึ้นแล้วดับไป ก็เหมือนกับเรื่องราวของพ่อเลี้ยงเดี่ยวตกหลุมรักหญิงสาวแรกรุ่น พอเธอไม่เอาด้วยก็จำต้องปล่อยละวาง ว่ายเวียนวนอยู่ในวัฎฎะสังสาร

ผกก. Ozu น่าจะเป็นบุคคลแรกที่สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Best Film of the Year) ของนิตยสาร Kinema Junpo สามปีติดๆกันจาก I Was Born, But… (1932), Passing Fancy (1933) และ A Story of Floating Weeds (1934) แถมทั้งหมดคือหนังเงียบ สร้างขึ้นในช่วงเวลาที่หนังพูดกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ก่อนหน้านี้ผลงานของผกก. Ozu มักเกี่ยวกับนักเรียน/นักศึกษา หนุ่ม-สาวจบใหม่ พนักงานเงินเดือน (Salary Man) เหมารวมชนชั้นกลาง (Lower-Middle Class), แต่ตั้งแต่ Passing Fancy (1932) เริ่มให้ความสนใจคนระดับรากหญ้า (Lower Class) หรือกรรมกรแรงงาน (Working Class) ที่ต้องหาเช้ากินค่ำ อดมื้อกินมื้อ ยากจนค้นแค้น แล้วพยายามมองหาสิ่งสร้างประกายความหวัง สามารถเป็นแสงสว่างนำทางชีวิต ในยุคสมัยแห่งความทุกข์ยากลำบาก Shōwa Depression (1930-32)

Passing Fancy marked a new phase in Ozu’s career. His earlier films had dealt primarily with college students (and recent graduates), young married couples, young “salary men” and their families, and good-hearted young gangsters. With this film, Ozu initiated a series of works that focused on the lives of the working poor.

Michael Kerpan จาก Sense of Cinema

Yasujirô Ozu (1903-63) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Fukagawa, Tokyo เป็นบุตรที่สองจากพี่น้อง 5 คน ตอนอายุเก้าขวบ บิดาส่งลูกๆไปอาศัยอยู่บ้านต่างจังหวัด Matsusaka, Mie Prefecture ชอบโดดเรียนไปดูหนัง Quo Vadis (1913), The Last Days of Pompeii (1913), กระทั่งมีโอกาสรับชม Civilization (1918) เกิดความมุ่งมั่นต้องการทำงานผู้สร้างภาพยนตร์, เรียนจบมัธยมอย่างยากลำบากเพราะเป็นเด็กหัวช้า สอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งไหนก็ไม่ติด โชคดีมีลุงเป็นนักแสดงสตูดิโอ Shōchiku Film Company ได้ทำงานผู้ช่วยตากล้อง ไต่เต้าขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ไม่นานได้กำกับหนังเงียบเรื่องแรก Sword of Penitence (1927) น่าเสียดายฟีล์มสูญหายไปแล้ว

สำหรับ 出来ごころ อ่านว่า Dekigokor สามารถแปลตรงตัว Passing Fancy นำจากประสบการณ์ตรงของผกก. Ozu (ใช้นามปากกา James Maki) เมื่อครั้นยังเป็นเด็กอาศัยอยู่ Fukagawa มีชายคนหนึ่ง(คนรู้จักของบิดา?)นิสัยเจ้าชู้ประตูดิน ชอบแวะเวียนมาหาที่บ้านพร้อมกับบุตรชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน สนิทสนมจนกลายเป็นเพื่อนเล่น แต่สังเกตว่าอีกฝ่ายมักคอยเกาะกิน ไม่ค่อยมีเงินๆทองๆ พ่อ-ลูกคู่นี้มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ

While I was growing up in Fukagawa, there was a good-natured lay-about who frequented our house. He became my model for Kihachi. Since Ikeda Tadao had also come across many suck fellows in Okachimachi, we delineated his character together.

Yasujirô Ozu

เมื่อนำมาพูดคุยกับเพื่อนนักเขียน Tadao Ikeda เจ้าตัวก็เคยรับรู้จักบุคคลอุปนิสัยละม้ายคล้ายคลึง เลยร่วมกันพัฒนาตัวละครตั้งชื่อ Kihachi นำแรงบันดาลใจเพิ่มเติมจากภาพยนตร์ The Champ (1931) ของ King Vidor และมี Working Title ว่า 長屋 紳士録 第一 わ อ่านว่า Nagaya shinshiroku daiichi wa แปลว่า Record of a Tenement Gentleman First Story เหมือนวางแผนจะทำภาคต่อสอง-สาม

เกร็ด: ผกก. Ozu มีความประทับใจตัวละคร Kihachi (รับบทโดย Takeshi Sakamoto) บิดาที่พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้! ถึงขนาดรีไซเคิลตัวละคร พัฒนาภาคต่อทางจิตวิญญาณ มีคำเรียก “Kihachi Series” ประกอบด้วย Passing Fancy (1933), A Story of Floating Weeds (1934), An Innocent Maid (1935) [ฟีล์มสูญหาย] และ An Inn in Tokyo (1935)


เรื่องราวของพ่อเลี้ยงเดี่ยว Kihachi (รับบทโดย Takeshi Sakamoto) พนักงานโรงงานต้มเหล้า หลังจากรับชมการแสดง Rōkyoku ระหว่างทางกลับบ้านพบเจอหญิงสาวแรกรุ่น Harue (รับบทโดย Nobuko Fushimi) ไม่มีที่พักอาศัย เลยให้ความช่วยเหลือแนะนำกับเพื่อนเจ้าของร้านอาหาร Otome (รับบทโดย Chouko Iida)

Kihachi เกิดความชื่นชอบ ตกหลุมรัก Harue พยายามเกี้ยวพาราสี ขายขนมจีบ จนปล่อยปละละเลย ไม่เคยสนใจใยดีบุตรชาย Tomio (รับบทโดย Tokkan Kozo) พอเขาถูกฝ่ายหญิงปฏิเสธ มอบเงิน 50 sen ให้ลูกไปซื้อขนม แต่ทว่ากินของหวานมากเกินจนปวดท้อง โรคลำไส้อักเสบ (Enteritis) ต้องหาเงินจำนวนไม่น้อยมาเป็นค่ารักษาพยาบาล

ในตอนแรก Harue ตั้งใจจะหาเงินมาตอบแทนบุญคุณ แต่ถูกทัดทานโดย Jiro หยิบยืมเงินเพื่อนที่เป็นช่างตัดผม แล้วออกเดินทางไปทำงาน Hokkaido เพื่อหาเงินมาชดใช้หนี้, Kihachi รับรู้เข้าจึงพยายามหักห้าม แอบติดตามขึ้นเรือ แต่พอออกจากท่าไม่นานครุ่นคิดถึงบุตรชาย เลยตัดสินใจกระโดดลงแม่น้ำ ว่ายกลับเข้าฝั่ง … เพื่อ???


Takeshi Sakamoto, 坂本武 ชื่อจริง Takehira Nagaishi, 永石 武平 (1899-1974) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Akō, Hyogo เป็นบุตรของชาวประมงหาปลา หลังเรียนจบชั้นประถมทำงานร้านนาฬิกาที่ Osaka ก่อนมีโอกาสรับชมมายากล เกิดความชื่นชอบหลงใหล ทำงานเป็นผู้ช่วยนักมายากลอยู่หลายปี ก่อนเข้าร่วมคณะการแสดงทัวร์ (Traveling Troupe) หลังการยุบคณะในปี ค.ศ. 1923 กลายมาเป็นนักแสดงภาพยนตร์ในสังกัด Shōchiku มีผลงานกว่า 300 เรื่อง! ส่วนใหญ่บทบาทสมทบ ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Yasujirô Ozu ตั้งแต่ Days of Youth (1929), Tokyo Chorus (1931), I Was Born, But… (1932), รับบทนำ Passing Fancy (1933), A Story of Floating Weeds (1934), An Inn in Tokyo (1935) ฯ

รับบทพ่อเลี้ยงเดี่ยว Kihachi เป็นคนขี้เกียจคร้าน สันหลังยาว วันๆสนเพียงเกี้ยวพาราสีหญิงสาว ขาดความรับชอบต่อบุตรชาย ถ้าไม่เกิดเหตุร้ายก็คงไม่หันมาเหลียวแล แต่พ่อ-ลูกต่างต้องพึ่งพาอาศัย ขาดกันไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เขากระโดดลงจากเรือ ไม่สามารถทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง

Sakamoto เป็นนักแสดงที่ภาพลักษณ์สบายๆ ท่าทางผ่อนคลาย ถ้าคุณรับชมผลงานของผกก. Ozu เรื่อยๆมาเรียงๆ จักพบเห็นชายคนนี้ได้เล่นบทบาทคล้ายๆเดิมมาไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง แต่ทว่าซีรีย์ Kihachi ต้องถือเป็นไฮไลท์ในอาชีพนักแสดง บิดาผู้พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ ไม่ทำการทำงาน วันๆเอาแต่หลีสาว สนเพียงความสุขเฉพาะหน้า ไม่ตระหนักถึงภาระรับผิดชอบ ถึงอย่างนั้นเขามีจิตใจดีงาม ชอบให้ความช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก

และ Passing Fancy (1933) มีฉากที่ผมครุ่นคิดว่ายอดเยี่ยมที่สุดใน Kihachi Series คือตอนทะเลาะวิวาทกับบุตรชาย แล้วถูกเขาโต้ตอบ ตบหน้า ถึงมันไม่เจ็บร่างกาย แต่คงสั่นสะท้านทรวงใน เพราะวัฒนธรรมญี่ปุ่นสอนให้เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ การกระทำของบุตรชายมันต้องถึงขีดสุดจริงๆ ตบอย่างไม่บันยะบันยัง สร้างความตระหนักต่อบิดา ปฏิกิริยาสีหน้าของ Sakamoto ตอนปล่อยให้เขาตบหน้า เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวังในตนเอง

Tokkan Kozō, 突貫小僧 ชื่อจริง Tomio Aoki, 青木 富夫 (1923-2004) เกิดที่ Yokohama ก่อนครอบครัวย้ายมาเปิดบาร์อยู่ Kamata ใกล้ๆสตูดิโอ Shochiku กลายเป็นร้านประจำของบรรดาผู้กำกับภาพยนตร์ เข้าตาผกก. Ozu ชักชวนมาเล่นหนังตลกม้วนเดียว Tokkan Kozo (1929), ผลงานเด่นๆ อาทิ I Was Born, But… (1932), Passing Fancy (1933), A Story of Floating Weeds (1934), An Inn in Tokyo (1940), ก่อนถูกเกณฑ์ทหารส่งไปเกาะ Peleliu ประเทศ Palau หลังสงครามถูกลดบทบาทเหลือเพียงนักแสดงสมทบ ก่อนย้ายไปสตูดิโอ Nikkatsu เล่นหนังวัยรุ่น แอ๊คชั่น ก่อนกลายเป็นฟรีแลนซ์ มีผลงานการแสดงกว่า 300+ เรื่อง!

รับบทบุตรชาย Tomio อายุยังไม่ถึงสิบขวบแต่ดูมีวุฒิภาวะ/ความรับผิดชอบมากกว่าบิดา ตื่นเช้าไปโรงเรียน ขยันขันแข็ง วาดฝันอนาคตจักมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าปัจจุบัน (ไม่อยากโตขึ้นกลายเป็นแบบบิดา) วันหนึ่งถูกเพื่อนล้อเลียน(ถึงพฤติกรรมไม่เอาอ่าวของบิดา) กลับมาบ้านระเบิดระบายอารมณ์ และยังตบหน้าบิดา นี่คือขีดสุดความอดกลั้น ไม่รู้ต้องอดรนทนใช้ชีวิตแบบนี้อีกนานแค่ไหน

ผกก. Ozu น่าจะเห็นแววตอนเล่นหนัง I Was Born, But… (1932) รับบทน้องชายที่ยังไม่รู้ประสีประสา แต่ชอบเลียนแบบทำตามพี่ ช่วยสร้างสีสันให้หนังได้อย่างเพลิดเลินใจ, Passing Fancy (1933) ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญ รับบทเด็กชายมีวุฒิภาวะเหมือนผู้ใหญ่ แม้ไม่ค่อยเข้าใจอะไร แต่ปฏิเสธดำเนินรอยตามบิดา โหยหาชีวิตที่มั่นคง สุขสบาย กลายเป็นเสาหลักครอบครัว

ผมครุ่นคิดว่า Kozō คือหนึ่งในนักแสดงเด็ก (Child Actor) ยอดเยี่ยมยิ่งที่สุดแห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น! ตอนแสดงหนังเรื่องนี้อายุยังไม่ถึงเลขสองหลักเลยด้วยซ้ำ กลับสามารถเข้าถึงบทบาทดราม่าเข้มข้น ใครรับรู้จักสไตล์ Ozu คือผู้ไม่เคยให้คำแนะนำอะไรนักแสดง เพียงสร้างสถานการณ์ แล้วให้อิสระในการสำแดงพลังอารมณ์ ฉากนั้นคือตบจริง ทำเหมือนโกรธจริง เด็กเก้าขวบจริงๆหรือนี่? … น่าเสียดายที่พอเติบใหญ่ อะไรๆหลายสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไป เลยไม่สามารถไต่เต้าเป็นนักแสดงระดับซุปเปอร์สตาร์


ถ่ายภาพโดย Sugimoto Shojiro, 杉本正次郎 หนึ่งในตากล้องสังกัดสตูดิโอ Shōchiku เข้ามาแทนที่ Hideo Shigehara ขาประจำของผกก. Ozu เพราะติดพันโปรเจคอื่นกระมัง ผลงานเด่นๆ อาทิ Passing Fancy (1933), The Only Son (1936) ฯ

งานภาพของหนังมีความเป็น ‘สไตล์ Ozu’ เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว มักตั้งกล้องต่ำกว่าระดับสายตา (Tatami Shot), เวลาสนทนาถ่ายภาพหน้าตรง (ไม่มี Over-the-Shoulder หรือ Short Over), บ่อยครั้งเลือกทิศทาง Isometric พยายามจัดวางนักแสดงเฉียงๆ ไม่ให้เกิดการซ้อนทับใบหน้า ฯ

สิ่งเพิ่มเติมสำหรับ Passing Fancy (1932) คือแนวคิดการเวียนวนกลม (สอดคล้องชื่อหนัง Passing Fancy ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป) เริ่มต้น-สิ้นสุดในแต่ละซีเควนซ์มักมีลีลาการนำเสนอที่ละม้ายคล้ายหรือแตกต่างตรงกันข้าม หรือถ้ายังค้างๆคาๆก็แสดงว่ามันอาจมีเหตุการณ์คล้ายๆเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำสอง (ที่ผมนิยมเรียกว่า “สูตรสอง”)


Naniwa-bushi (浪花節) หรือ Rōkyoku (浪曲) คือการแสดงพื้นบ้านของญี่ปุ่น ที่มีต้นกำเนิดจาก Osaka ช่วงประมาณ Edo Period (1603-1868) ประกอบด้วยศิลปิน/นักร้องเพียงคนเดียวทำการแสดงบนเวที (มีคำเรียก Rōkyokushi, 浪曲師) และมักมีนักดนตรี Shamisen บรรเลงเพลงประกอบอยู่เคียงข้าง … ทศวรรษ 30s เห็นว่าคือช่วงที่ Rōkyoku ได้รับความนิยมสูงสุดในญี่ปุ่น เพราะเป็นการแสดงที่สามารถออกอากาศทางวิทยุไปทั่วประเทศ

หนังไม่ได้มีการระบุเรื่องราวที่ทำการเล่าขาน แต่เพียงปรากฎสองข้อความสั้นๆ “A geisha tells a client she loves him. He lies and says he’ll come again.” และ “Your sincerity won my timid heart. It was love at first sight.” ก็แสดงว่าเกี่ยวกับความรักระหว่างฝ่ายชายและสาวเกอิชา เธอตกหลุมรักเขา แต่อีกฝ่ายกลับไม่สามารถพูดบอกความรู้สึกออกมา … สอดคล้องความสัมพันธ์ระหว่างบิดา Kihachi และหญิงสาวแรกรุ่น Harue นักแล!

ช่วงระหว่างรับชมการแสดง มันจะมีเหตุการณ์เล็กๆเกี่ยวกับกระเป๋าสตางค์ตกหล่น ข้างในไม่เงินสักแดง ใครพบเห็นต่างหยิบมันเปิดออก ก่อนแสดงท่าทางผิดหวัง เลยโยนทิ้งไปข้างหลัง เป็นเช่นนี้อยู่สองสามครั้งจนมาถึง Kihachi พอเปิดออกไม่เห็นมีอะไร แต่กระเป๋าสตางค์ใหม่เลยสลับเปลี่ยนกับตนเอง จากนั้นโยนกลับไปข้างหน้า วนกลับมาถึงเจ้าของ … นี่อาจเรียกว่าการ Passing และสิ่งอยู่ในกระเป๋าคือ Fancy (ครุ่นคิดว่าจะมีเงินซ่อนอยู่)

ผลงานยุคแรกๆของผกก. Ozu ยังสามารถพบเห็นการขยับเคลื่อนเลื่อนกล้องอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งซีเควนซ์การแสดง Rōkyoku มีทั้งหมดสามครั้ง เริ่มต้น-ระหว่างกลาง-สิ้นสุด ในขณะที่เริ่มต้น-สิ้นสุดเคลื่อนเลื่อนด้วยมุมกล้องและทิศทางเดิมเป๊ะๆ (เป็นการสื่อถึงเริ่มต้น-สิ้นสุด ชีวิตไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิม) แต่ระหว่างกลาง กล้องถ่ายติดผู้แสดงบนเวทีขณะเคลื่อนถอยหลังออกมา

ผมนำสองภาพนี้มาเพื่อแสดงให้เห็นถึง “สูตรสอง” ความละม้ายคล้าย-แตกต่างตรงกันข้าม

  • ภาพแรกคือหลังรับชมการแสดง Rōkyoku, บิดาอุ้มบุตรชาย พบเจอหญิงสาวแรกรุ่น Harue แต่ครั้งนี้เขายังโล้เล้ลังเลใจ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเธอ
  • ภาพหลังจากนั่งดื่มในร้านของ Otome ออกมาพบเจอเธออีกครั้ง คราวนี้มีการสลับเปลี่ยนตำแหน่ง (พบเห็นแสงไฟป้ายร้านด้านหลัง) รวมถึง Jiro กลายเป็นคนอุ้ม Tomio นั่นทำให้ Kihachi (พอไม่มีบุตรชายเป็นภาระ) จึงอาสาช่วยเหลือ โน้มน้าว Otome ให้ที่พักอาศัยหลับนอน

“Seeking love is like climbing a waterfall.” คำกล่าวนี้ของ Jiro มันอาจคือเหตุผลที่ผกก. Ozu ครองตัวเป็นโสด ไม่เคยแต่งงาน (แม้มีข่าวความสัมพันธ์กับ Setsuko Hara ก็ตามเถอะ) อาศัยอยู่กับมารดาจนเธอเสียชีวิต

ตอนที่ Kihachi พูดคุยกับ Otome เพื่อจากฟาก Harue ให้อาศัยหลับนอน ผมนำสองภาพนี้ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้น-สิ้นสุดซีเควนซ์ มีลักษณะเวียนวงกลมเหมือนชื่อหนัง Passing Fancy

  • ภาพแรกเริ่มต้นที่โปสเตอร์สาเกติดผนัง → ข้อความเสียงพูดของ Otome → หญิงสาวนั่งซึม → ภาพเบื้องหน้าของ Kihachi พูดคุยกับเจ้าของร้าน อาสารับผิดชอบถ้าเธอทำตัวไม่ดี
  • เริ่มจากด้านข้างของ Kihachi ก้าวเดินออกจากเฟรม (พบเห็น Harue เบลอๆด้านหลัง) → หญิงสาวนั่งซึม → ภาพโปสเตอร์สาเกติดผนัง

เช้าวันถัดมา เริ่มต้นที่นาฬิกาตอน 7:15 จากนั้นร้อยเรียงภาพ Montage สิ่งต่างๆภายรอบบ้าน จากนั้นหวนกลับมาภาพนาฬิกาเวลา 7:20 แปปเดียวผ่านไปห้านาที! ถึงเวลาหยุดการวาดรูป ปลุกตื่นบิดา เตรียมตัวออกเดินทางไปโรงเรียน-ทำงานได้แล้วสิ! … นี่ก็เป็นการเริ่มต้น-สิ้นสุดซีเควนซ์เล็กๆนี้ด้วยการฉายภาพนาฬิกา

เรื่องวุ่นๆของการปลุกตื่นนอน เริ่มต้น Tomio ทำการเขย่าขา แต่ทำยังไงก็ไม่ตื่นจึงใช้ไม้ตีขา ทำเอาบิดากระโดดโหยงลุกขึ้นจากเตียงนอน → (ภาพแรก) จากนั้นเดินไปบ้านของ Jiro → ใช้วิธีการเดียวกันปลุกตื่น ลุกขึ้นจากที่นอนโดยพลัน → (ภาพหลัง) เดินทางกลับบ้าน (สังเกตว่ามุมกล้องมีการสลับฝั่ง) → บิดาหวนกลับไปหลับนอน เด็กชายจึงเตรียมที่จะใช้ไม้ตีขาอีกครั้ง! … พอพบเห็นลักษณะการไปๆกลับๆของซีเควนซ์นี้ไหมเอ่ย?

Ohan และ Chōemon คือคู่รักต่างวัยในนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น (Japanese Folklore) ประมาณศตวรรษที่ 18 ณ กรุง Kyoto เรื่องราวของ Chōemon ชายวัยสามสิบปลายๆ แต่งงานมีครอบครัว เจ้าของกิจการร้านขายผ้าไหม ตกหลุมรัก Ohan สาวแรกรุ่นวัย 14-15 บุตรของเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง พอความสัมพันธ์ทั้งสองถูกเปิดโปง(โดยภรรยาของ Chōemon) จึงร่วมกันกระโดดแม่น้ำ Katsuragawa ฆ่าตัวตาย (Double Suicide)

เกร็ด: ในการแสดงละคอน Kabuki หรือ Bunraku (หุ่นเชิด) จะมีคำเรียกเรื่องราวลักษณะนี้ว่า Shinjūmono (心中物) หรือ Love Suicide Story

ในหนัง Kihachi มีการกล่าวถึง Ohan & Chōemon สองครั้งด้วยกัน (ตามสูตรสอง!) ครั้งแรกตอนสนทนากับ Jiro ในโรงงาน และครั้งหลัง Otome แวะเวียนเอาซูชิและสาเกมาให้ที่บ้าน แล้วพยายามจะโน้มน้าว จับคู่ (Matchmaking) ระหว่าง Jiro กับ Harue … ทั้งสองครั้งที่ Kihachi กล่าวถึง Ohan & Chōemon มีแต่คนหัวเราะ ไม่มีใครตอบคำถามดังกล่าว และครั้งหลังเขาจงใจรับประทานซูชิ วาซาบิเผ็ดจัด จึงมีน้ำตาไหลหลั่งออกมา

Kihachi โดดงานตอนบ่ายเพื่อไปขายขนมจีบ Harue พอออกนอกบ้านมีคนทัก แต่งชุดไปงานศพหรือไร? ผมก็บอกไม่ได้ว่ามันเหมือนชุดงานศพตรงไหน เขาเลยกลับเข้าไปถอดเสื้อคลุม (haori) พออกมาอีกรอบมีการหมุนตัว 360 องศา … ตามสไตล์ “สูตรสอง” ของหนัง

ทีแรกผมไม่ทันสังเกตจนมาพบเห็นในเครดิต หนึ่งในบุคคลที่กลั่นแกล้ง Tomio ก็คือ Hideo Sugawara เคยรับบทพี่ชายของ Tokkan Kozō ภาพยนตร์ I Was Born, But… (1932) อารมณ์ประมาณว่าชาติที่แล้วเคยเป็นพี่ปกป้องน้องชาย มาชาตินี้กลับกลายเป็นหัวหน้าแก๊งค์กลั่นแกล้งน้องสุดที่รักเสียเอง T_T โลกช่างกลับตารปัตร

ซีเควนซ์นี้ดูแปลกประหลาดมากๆ เพราะมันปรากฎขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีอารัมบทหรือ Establishing Shot จู่ๆก็ปรากฎข้อความขึ้นมาก่อน “Get this! I hear his dad’s a big idiot.” แล้วถึงปรากฎภาพ Tomio ห้อมล้อมโดยพวกนักเลงเด็ก (จริงๆมันเป็นการเผชิญหน้า แต่ตำแหน่งของกล้องตั้งอยู่ระหว่างเด็กสองคน มันเลยให้ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกห้อมล้อม) พยายามอดกลั้น แต่ก็ฝืนทนไม่นานจนระเบิดระบายอารมณ์ แล้วถูกโต้ตอบด้วยความรุนแรง

พอถูกเพื่อนๆกลั่นแกล้ง Tomio รู้สึกอับอาย วิ่งร้องไห้กลับมาบ้าน เขวี้ยงขว้างข้าวของ จากนั้นเด็ดใบจากต้นไม้โปรดของบิดา นั่นคือการแสดงพฤติกรรมต่อต้าน (The Act of Rebellion) ทำลายของรักของหวงของอีกฝ่าย ไม่ต้องการเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ หรือลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

และเมื่อตอนบิดากลับมาบ้าน บุตรชายแก้ตัวด้วยการพูดประโยค “When George Washington cut down a cherry tree…” นี่เป็นการอ้างอิงถึง Cherry Tree Myth ตำนานเล่าว่าตอน George Washington อายุหกขวบ ได้รับขวานเป็นของขวัญ เลยฟากฟันไปถูกเชอรี่ต้นโปรดของบิดา พอรับทราบเรื่องเข้าแสดงความเกรี้ยวโกรธ บุตรชายรับสารภาพตรงๆว่า “I cannot tell a lie…I did cut it with my hatchet.” นั่นทำให้บิดาเข้ามาโอบกอด ยกโทษให้อภัย ชื่นชมในความซื่อสัตย์สุจริต มีค่ามากกว่าต้นไม้นับพันต้น … เรื่องราวในหนังบิดาแสดงความเกรี้ยวโกรธต่อบุตรชาย มีการลงไม้ลงมือ โต้ตอบระหว่างพ่อ-ลูก ก่อนท้ายที่สุดพวกเขาก็สามารถโอบกอด ยกโทษให้อภัยกันและกัน

เมื่อตอนต้นเรื่องกว่าบุตรชายจะปลุกตื่นบิดา เสร็จแล้วต้องคอยแต่งเนื้อแต่งตัว สวมใส่เสื้อผ้า (ปกตินี่คือหน้าที่ภรรยา) ครึ่งหลังจากการตบหน้า ยกโทษให้อภัย คราวนี้ไม่ต้องปลุกใครให้ตื่น แถมบิดายังแต่เนื้อแต่งตัวให้บุตรชาย … เหตุการณ์นั้นทำให้ทุกสิ่งอย่างพลิกกลับตารปัตร!

บิดาให้เงิน 50 Sen (เทียบค่าเงินปัจจุบันประมาณ ¥2,000-5,000 เยน หรือ $15-35 ดอลลาร์ ก็ถือว่าเยอะพอสมควร) คงคาดหวังบุตรชายนำไปเลี้ยงขนมเพื่อนๆ แต่เขากลับซื้อมากินเองทั้งหมด จนล้มป่วยโรคลำไส้อักเสบ นี่ไม่ใช่ความละโลภมากของเด็กชาย ผมรู้สึกเหมือนเป็นการย้อนรอยพฤติกรรมของบิดา ได้เงินมาเอาไปดื่มเหล้าเมามาย (ไม่ก็ปรนเปรอนิบัติหญิงสาว) พ่อ-ลูกไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่

บางคนอาจตีความว่าการกินขนมเองทั้งหมดของเด็กชาย Tomio ไม่ใช่เพราะความหิว แต่ต้องการเติมเต็มสิ่งความรู้สึกขาดหาย “Trying to fill the void of his disappointment with physical indulgence” บิดาไม่เคยมอบอะไรให้เขามาก่อน เงินมันกินไม่ได้เลยเอาไปซื้อขนมยัดลงกระเพาะ … แต่ความอิ่มทางกายไม่สามารถเติมเต็มความสุขของจิตใจ

เพื่อที่จะหาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล Tomio บุคคลผู้เสียสละ (Self-Sacrifice) กลับคือ Jiro เพื่อนสนิทของ Kihachi หยิบยืมเงินจากเพื่อนที่เป็นช่างตัดผม และจะชดใช้โดยอาสาไปทำงานยัง Hokkaido

การกระทำของ Jiro ย้อนรอยกับตอนต้นเรื่องที่ Kihachi ให้ความช่วยเหลือหญิงแปลกหน้า Harue ทั้งๆถูกคนรอบข้างทัดทาน แต่ยังสำแดงความเมตตากรุณา (แม้ลึกๆ Kihachi จะแอบหวังผลให้เธอตกหลุมรักตนเองก็ตามที) มาคราวนี้เขาจึงอาสาเสียสละเพื่อมิตรภาพเพื่อนพ้อง สำแดงออกด้วยจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ … เคยทำดีให้กับผู้อื่น คราวนี้จึงได้รับผลกรรมแห่งความดีคืนตอบสนอง

ชายคนนี้ช่างหน้าคุ้นๆ เขาคือ Chishū Ryū หนึ่งในนักแสดงขาประจำของผกก. Ozu ตอนนั้นยังหน้าละอ่อน แต่ในอนาคตจะรับบทบิดาแห่งชาติ ภาพยนตร์ Late Spring (1949), Tokyo Story (1953) และเรื่องอื่นๆ

ถ้าจะอธิบายเหตุผลในเชิงรูปธรรม ก็คือ Kihachi เกิดความโล้เล้ลังเลใจ ครุ่นคิดถึงบุตรชาย มิอาจทอดทิ้งได้ลง เลยกระโดดลงน้ำแหวกว่ายกลับกรุง Tokyo, แต่ในเชิงนามธรรมมันสอดคล้องแนวคิดไปๆกลับๆ ตะเกียกตะกาย ว่ายเวียนวน แฟนซีชั่วครู่ (สอดคล้องชื่อหนัง Passing Fancy) บางคนอาจตีความย้อนรอยเรื่องเล่า Ohan & Chōemon คู่รักกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย (แต่หนังเรื่องนี้ไม่มีใครตายนะครับ)

ตัดต่อโดย Kazuo Ishikawa, 石川和雄 ในสังกัด Shōchiku มีผลงานเด่นๆ อาทิ Woman of Tokyo (1933), Dragnet Girl (1933), Passing Fancy (1933), An Inn in Tokyo (1935) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสองพ่อ-ลูก Kihachi และ Tomio เริ่มจากรับชมการแสดง Rōkyoku ระหว่างทางกลับบ้านให้ความช่วยเหลือหญิงสาวแรกรุ่น Harue บิดาแอบชื่นชอบ ตกหลุมรัก พยายามเกี้ยวพาราสี ขายขนมจีบ โดยไม่รู้ตัวสร้างความวุ่นๆวายๆให้กับบุตรชาย ถูกเพื่อนที่โรงเรียนล้อเลียน กลั่นแกล้ง กลับมาบ้านระบายอารมณ์อัดอั้น เลยซื้อใจด้วยการให้เงินซื้อขนม รับประทานมากไปเลยล้มป่วยโรคลำไส้อักเสบ บิดาจึงกุลีกุจอหาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล

  • เรื่องวุ่นๆวายๆของบิดา Kihachi 
    • Kihachi & Tomio รับชมการแสดง Rōkyoku
    • ระหว่างทางกลับบ้าน Kihachi ให้ความช่วยเหลือหญิงสาวแรกรุ่น Harue
    • เช้าวันถัดมา Tomio ปลุกตื่นบิดา ทานอาหารเช้า แต่งตัวไปโรงเรียน
    • แต่บิดาทำงานเพียงครึ่งวัน จากนั้นโดดงานมาเกี้ยวพาราสี Harue
    • Tomio แอบชื่นชอบ Jiro จึงไม่ตอบรับรัก Kihachi
    • Otome เดินทางไปหา Kihachi โน้มน้าวให้พูดคุยกับ Jiro เรื่องแต่งงานกับ Harue
  • เรื่องวุ่นๆวายๆของบุตรชาย Tomio
    • ระหว่างทางกลับบ้าน Tomio โดนเพื่อนๆล้อเลียน กลั่นแกล้ง
    • กลับมาบ้านทำลายต้นไม้ของบิดา
    • Kihachi กลับมาเลยมีเรื่องทะเลาะวิวาทตบตีกับบุตรชาย
    • เช้าวันถัดมาสองพี่ลูกคืนดี บิดามอบเงิน 50 Sen ให้ไปซื้อขนม
    • แต่ทว่า Tomio กินเยอะเกินจนล้มป่วยโรคลำไส้อักเสบ
    • Harue อาสาจะออกค่าใช้จ่าย แต่ทว่า Jiro ขอหยิบยืมจากเพื่อนช่างตัดผม
    • พอเด็กชายหายดี Jiro เปิดเผยว่าจะออกเดินทางไปทำงาน Hokkaido
    • Kihachi ตัดสินใจออกเดินทางขึ้นเรือ ต้องการจะติดตาม Jiro สู่ Hokkaido โดยไม่ฟังคำทัดทานจากใคร
    • แต่พอเรือออกจากท่าไม่เท่าไหร่ Kihachi คิดถึงบุตรชายเลยกระโดดลงน้ำ ว่ายกลับขึ้นฝั่ง

สังเกตว่าโครงสร้างของหนังราวกับภาพสะท้อนกระจก สลับกลับไปกลับมาระหว่างพ่อ-ลูก ครึ่งแรกบิดาสร้างความวุ่นๆวายๆ (ทำให้บุตรชายลำบากใจ) ครึ่งหลังบุตรชายล้มป่วย (ทำให้บิดาเกิดความวิตกกังวล) ตลอดทั้งเรื่องก็จะมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆสอดคล้องเข้ากับชื่อหนัง Passing Fancy พานผ่านเข้ามาแล้วก็พานผ่านออกไป


Title Card ของหนังจะมีสองลักษณะ ถ้าพื้นสีดำคือบทสนทนาทั่วๆไป บางครั้งปรากฎขึ้นก่อนเข้าฉาก (คนที่เข้าใจโครงสร้างภาษาชาวญี่ปุ่น จะตระหนักว่ามันคือวิถีปกติของการปรากฎ Title Card ก่อนเข้าสู่ฉาก), และนานๆครั้งถ้าพื้นหลังมีลวดลายขีดๆเขียนๆ มักขึ้นข้อความบรรยาย (ไม่ใช่บทสนทนา) สำหรับเกริ่นนำเข้าสู่อะไรบางอย่าง

เกร็ด: โครงสร้างภาษาโดยทั่วไป “I love you.” (Subject + Verb + Object) แต่ชาวญี่ปุ่นมักพูดประมาณว่า “I, You love” (Subject + Object + Verb) มักเอากิริยาไว้หลังสุด ซึ่งแกรมม่าภาพยนตร์ก็คือการนำเอาภาพเหตุการณ์ ปรากฎขึ้นหลังจากข้อความ/ประโยคพูดนั่นเอง!

Passing Fancy (1932) นำเสนอเรื่องวุ่นๆวายๆของสองพ่อ-ลูก บิดาชอบทำตัวเหมือนเด็ก ส่วนเด็กชายมีวุฒิภาวะเหมือนผู้ใหญ่ โลกมันช่างกลับตารปัตร ประเดี๋ยวสุข-ประเดี๋ยวทุกข์ สิ่งต่างๆพานผ่านเข้ามา แล้วก็พานผ่านออกไป เหมือนดั่งชีวิตว่ายเวียนวนอยู่ในวัฏฏะสังสาร

ผกก. Ozu ดูจะมีความหลงใหลในตัวละคร Kihachi ถึงขนาดรังสรรค์ภาคต่อทางจิตวิญญาณอีกหลายเรื่องจนกลายเป็น Kihachi Series นั่นอาจเพราะเขามองตัวละครนี้ไม่ต่างจากบิดาตนเอง เป็นคนเห็นแก่ตัว พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ แถมยังบีบบังคับลูกๆให้ทำตามคำสั่งโน่นนี่นั่น ไม่ใช่ต้นแบบอย่างที่ดีเลยสักนิด!

ผลงานเด่นๆในยุคหนังเงียบของผกก. Ozu มักมีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบิดา-บุตรชาย ต้องเกิดเหตุขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง ซึ่งสำหรับ Passing Fancy (1932) ยกระดับความรุนแรงถึงขนาดลงไม้ลงมือ โต้ตอบกันไปมาระหว่างสองฝ่าย (ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆมักพบเห็นเพียงบิดาลงโทษบุตรชาย)

เพราะเมื่อตอนเก้าขวบซึ่งถือเป็นช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ บิดาของผกก. Ozu ส่งตนเองและน้องๆไปอาศัยอยู่กับญาติที่ต่างจังหวัด Matsusaka (ส่วนบิดาปักหลักทำงานอยู่ Tokyo ไม่ต้องการให้ลูกๆมายุ่งวุ่นวาย) นั่นทำให้ความสัมพันธ์เหินห่าง ไม่ได้รับความรัก ความอบอุ่น หรือเป็นต้นแบบอย่าง (Father Figure) ในการดำเนินชีวิต

การกระทำของเด็กชาย Tomio เต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น ระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มคลั่ง จึงไม่แตกต่างจากผกก. Ozu สำแดงความรู้สึกตนเองออกมา อยากจะโต้ตอบ ตบหน้าบิดา แต่ชีวิตจริงคงไม่หาญกล้าทำเช่นนั้น เพียงจินตนาการชั่ววูบ Passing Fancy ความสุขเล็กๆจากการใช้สื่อภาพยนตร์สำแดงอารมณ์ศิลปินออกมา

บทหนังของ Tadao Ikeda เขียนตอนจบให้ลงเอยอย่าง Happy Ending บิดาว่ายน้ำกลับมาหาบุตรชายที่บ้าน แต่ชีวิตจริงของผกก. Ozu ไม่ได้มีความสุขอะไรแบบนั้น เขาจึงตัดจบแค่บิดากระโดดลงเรือ ปล่อยให้เขาแหวกว่าย ตะเกียกตะกาย ไม่รู้จะสามารถกลับขึ้นฝั่งสำเร็จหรือไม่? มันคือการแก้แค้นด้วยสื่อศิลปะ

นอกจากนี้ Passing Fancy (1932) ยังสะท้อนวิถีชีวิตผู้คนชนชั้นล่าง (Lower Class) กรรมกรแรงงาน (Working Class) ในยุคสมัยแห่งความทุกข์ยากลำบาก Shōwa Depression (1930-32) ที่แม้ต้องต่อสู้ดิ้นรน อับจนหนทาง แต่ถ้าเราไม่ทอดทิ้งความเป็นมนุษย์ ยึดถือมั่นในหลักศีลธรรม เคยกระทำความดีอะไรไว้ สักวันย่อมได้รับผลกรรม(แห่งความดี)คืนตอบสนอง อย่างที่ Kihachi เคยให้ความช่วยเหลือ Harue พอบุตรชายล้มป่วยโรคลำไส้อักเสบ เพื่อนสนิท Jiro ยินยอมกู้หนี้ยืมสิน หาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล … นี่เป็นมากกว่ามิตรภาพผองเพื่อน มันคือการสร้างจิตสามัญสำนึกความเสียสละเพื่อผู้อื่น


โอกาสที่หนังเรื่องนี้จะได้รับการบูรณะน่าจะค่อนข้างยากพอสมควร ปัจจุบันมีเพียง DVD รวมอยู่ในคอลเลคชั่น Silent Ozu-Three Family Comedies (Tokyo Chorus, I Was Born, But…, Passing Fancy) ของค่าย Criterion คุณภาพเพียงตามมีตามเกิด เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป

ระหว่างรับชมผมไม่ค่อยชอบที่หนังเต็มไปด้วยแรงกระตุ้น (Impulse) เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หลายๆสิ่งอย่างสลับเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทีแรกนึกว่าแนวโรแมนติกจู่ๆผันแปรสู่ดราม่าครอบครัว จนกระทั่งตระหนักว่าทั้งหมดสอดคล้องกับชื่อ Passing Fancy (1932) ความสุขผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป ความทุกข์ก็เฉกเช่นเดียวกัน!

ในบรรดา Kihachi Series ผมอาจชื่นชอบ A Story of Floating Weeds (1934) มากกว่า Passing Fancy (1932) แต่เรื่องนี้มีฉากการแสดงที่ต้องยืนปรบมือให้กับ Takeshi Sakamoto และเด็กชาย Tokkan Kozō รุนแรง ตราตรึง น่าประทับใจกว่าเรื่องอื่นใด!

จัดเรต 13+ ความเห็นแก่ตัวของบิดา ทะเลาะวิวาทกับบุตรชาย

คำโปรย | Passing Fancy ความสุขผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป ความทุกข์ก็เฉกเช่นเดียวกัน
คุณภาพ | ซี
ส่วนตัว | ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)