Kawaita Hana (1964)

Kawaita Hana (1964)

Pale Flower (1964) Japanese : Masahiro Shinoda ♥♥♥♥♡

ยากูซ่าเพิ่งได้รับการปล่อยตัว พบเจอหญิงสาวสวยชื่นชอบการพนัน โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจ แววตาลุกโพลงเมื่อเห็นเขาฆ่าคนตาย แต่ดอกไม้เบ่งบาน ไม่นานก็แห้งเหี่ยวเฉา

เกร็ด: ชื่อหนังภาษาญี่ปุ่น 乾いた花 อ่านว่า Kawaita Hana ถ้าแปลตรงตัวจะคือดอกไม้แห้งเหี่ยวเฉา (Dry หรือ Withered) แตกต่างจากชื่ออังกฤษ Pale Flower ความหมายออกไปทางสีซีดจาง ใบหน้าซีดเผือก ฯ

ตั้งแต่ได้ยินข่าวคราวการเสียชีวิตเมื่อปลายเดือนมีนาคม ค.ศ. 2025 ผมมองหาโอกาสเขียนถึงภาพยนตร์ของผู้กำกับ Masahiro Shinoda มาสักพักใหญ่ๆ เลือกยากทีเดียวจะเริ่มต้นเรื่องอะไร เลยเอาผลงานถือเป็นหมุดไมล์ของ Japanese/Shōchiku New Wave โคตรหนังนัวร์ยากูซ่าที่ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ

Pale Flower is one of the most haunting noirs I’ve seen, and something more; in 1964 it was an important work in an emerging Japanese New Wave of independent filmmakers, an exercise in existential cool. It involves a plot, but it is all about attitude.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie

Pale Flower (1964) เป็นหนังที่งานภาพแปลกประหลาด, เพลงประกอบ Avant-Garde (ของ Toru Takemitsu) สุดพิศดาร! สร้างสัมผัสสังคมเสื่อมโทรมทราม คนรุ่นใหม่ชื่นชอบใช้ชีวิตเปรียบดั่งการพนันขันต่อ (ลองตีความในเชิงสัญลักษณ์ดูนะครับ) โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจ อะดรีนาลีนหลั่งไหล … เรื่องราวในหนัง Pale Flower อาจสื่อถึงหญิงสาวสวยคนนั้น แต่สามารถเหมารวมบุปผาชน/ฮิปปี้ของชาวตะวันตกได้ด้วยกระมัง


Masahiro Shinoda, 篠田 正浩 (1931-2025) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Gifu หลังสงครามโลกครั้งที่สองเข้าศึกษาคณะการละคอน Waseda University แต่พอมารดาเสียชีวิตจำต้องทอดทิ้งการเรียน ได้เข้าทำงานสตูดิโอ Shōchiku เคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Yasujirô Ozu เรื่อง Tokyo Twilight (1957), กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก One-Way Ticket to Love (1960), Pale Flower (1964), Assassination (1964), With Beauty and Sorrow (1965), Samurai Spy (1965), จากนั้นออกมาก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง สรรค์สร้างผลงานชิ้นเอก Double Suicide (1969), Silence (1971), Himiko (1974), Under the Blossoming Cherry Trees (1975), Ballad of Orin (1977), Demon Pond (1979), Gonza the Spearman (1986), Childhood Days (1990), Sharaku (1995), Owls’ Castle (1999) ฯ

ผกก. Shinoda ขณะนั้นกำลังมีความสนใจบทกวี Les Fleurs du mal (แปลว่า The Flowers of Evil) ประพันธ์โดย Charles Baudelaire (1821-67) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการค้นหาความงามในสิ่งเสื่อมโทรมทราม (a search for beauty in decay) รวมถึงการทำลายล้างตนเอง (Self-Destruction)

ก่อนค้นพบเจอเรื่องสั้น 乾いた花, Kawaita Hana ประพันธ์โดย Shintaro Ishihara, 石原 慎太郎 (1932-2022) [ในอนาคตจะผันตัวเป็นนักการเมือง และเคยเป็นผู้ว่าการ Tokyo ระหว่าง 1999-2012] ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Shincho ฉบับเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1958 โดยนำแรงบันดาลใจจากตำนานความรัก Tristan and Iseult มาปรับเข้ากับญี่ปุ่นยุคสมัยใหม่

The Pale Flower is my story of Tristan and Isolde. I believe that such a sterile love is the most modern archetype of love. Can we truly call the painful wisdom of these protagonists, who understand this and cut off their own love, a genuine human wisdom?

Shintaro Ishihara

เมื่อตอน Ishihara ขายลิขสิทธิ์ดัดแปลงให้สตูดิโอ Shōchiku ย้ำหนักย้ำหนากับผกก. Shinoda ว่าอย่าทำชุ่ยๆ “Don’t do something sloppy and act as if you’re violating a woman I love.” นี่คือผลงานที่ทั้งรักและหวงแหนราวกับภรรยา … ผลลัพท์ให้คำชื่นชมว่าเป็นการดัดแปลงผลงานของตนเองยอดเยี่ยมที่สุด!

ผกก. Shinoda ตกลงกับเพื่อนนักเขียน 馬場当, Masaru Baba (1926-2011) ว่าจะร่วมกันดัดแปลงคนละครึ่งเรื่อง (Shinoda เขียนครึ่งแรก, Baba ดัดแปลงครึ่งหลัง) แต่ผลลัพท์เมื่อกลายเป็นภาพยนตร์ มีการปรับเปลี่ยนโน่นนี่นั่น จนสร้างความไม่พอใจให้กับ Baba

เกร็ด: แม้ว่าสตูดิโอ Shōchiku คือผู้ออกทุน แต่โปรดิวเซอร์ไม่เคยเข้ามายุ่งย่ามก้าวก่าย ทำให้ผกก. Shinoda ได้รับอิสรภาพในการสรรค์สร้างภาพยนตร์อย่างเต็มที่ เป็นความรู้สึกเหมือนได้สร้างหนังอิสระ (Independent Film) หลังจากนี้ไม่นานเขาจึงแยกตัวออกมาก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง


เรื่องราวของยากูซ่า Muraki (รับบทโดย Ryō Ikebe) สมาชิกแก๊งค์ Funada เพิ่งได้รับการปล่อยตัวหลังจากฆาตกรรมล้างแค้นคู่อริแก๊งค์ Yasuoka แต่ปัจจุบันแก๊งค์ทั้งสองได้จับมือกลายเป็นพันธมิตร เพื่อต่อกรกับศัตรูใหม่แก๊งค์ Imai จาก Osaka

วันว่างๆของ Muraki มักเดินทางยังไปบ่อนการพนัน ไม่ได้สนกำไร-ขาดทุน เพียงความตื่นเต้นเร้าใจจากการแพ้-ชนะ แล้วได้พบเจอหญิงสาวสวย Saeko (รับบทโดย Mariko Kaga) พอมีโอกาสพูดคุย ทำความรู้จัก เธอขอให้เขาช่วยแนะนำบ่อนแห่งใหม่ที่มีการเดิมพันสูง (High-Stakes)

แม้ได้รับชัยชนะจากการพนันเดิมพันสูง Saeko ยังคงโหยหาความตื่นเต้นเร้าใจจากการซิ่งรถแข่ง และกำลังอยากลิ้มลองเสพเฮโรอีนโดยไม่สนคำห้ามปรามของ Muraki นั่นทำให้เขาตัดสินใจพาเธอไปเป็นประจักษ์พยานการฆาตกรรมคู่อริแก๊งค์ Imai … แต่สุดท้ายแล้วดอกไม้เบ่งบาน ไม่นานก็แห้งเหี่ยวเฉา


Ryō Ikebe, 池部良 (1918-2010) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo สำเร็จการศึกษาจาก Rikkyō University ทีแรกอยากเป็นผู้กำกับ แต่กลับได้งานนักแสดงสตูดิโอ Tōhō ผลงานเด่นๆ อาทิ Desertion at Dawn (1950), The Blue Mountains: Part I & II (1949), Early Spring (1956), Vampire Moth (1956), Pale Flower (1964) ฯ

รับบทยากูซ่า Muraki สมาชิกแก๊งค์ Funada เพิ่งได้รับการปล่อยตัวหลังจากจำคุกนานสามปี คดีฆาตกรรมล้างแค้นคู่อริแก๊งค์ Yasuoka แม้หลายๆสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไป แต่อะไรๆก็ยังคงเหมือนเดิม จึงเกิดความเบื่อหน่าย เลือกใช้ชีวิตอย่างล่องลอยเรื่อยเปื่อย เที่ยวเล่นการพนันขันต่อ จนกระทั่งได้พบเจอหญิงสาวสวย Saeko เกิดความชื่นชอบหลงใหล อยากอยู่เคียงชิดใกล้ ร่วมกระทำสิ่งตื่นเต้นเร้าใจ

ก่อนแสดงหนังเรื่องนี้ Ikebe เพิ่งถูกไล่ออกจากโปรดักชั่นละคอนเวที สาเหตุเพราะไม่สามารถจดจำบทพูดยาวๆ ใบ้แดกระหว่างการแสดง เลยครุ่นคิดว่าตนเองอยู่ในจุดตกต่ำสุดของชีวิต แต่ทว่าผกก. Shinoda เดินทางไปหาถึงบ้าน ชักชวนมาเล่นหนังเรื่องนี้ “Why do you want me? I’m just a ham actor.” ได้รับคำตอบว่าชื่นชอบท่าทางการเดิน “You walk very gracefully… very erotic and graceful presence.”

เหตุผลจริงๆเพราะ Ikebe ไม่แตกต่างจากตัวละคร Muraki ที่เพิ่งพานผ่านจุดตกต่ำสุดของชีวิต พอได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ ยังไม่รู้จะทำอะไรต่อไป ล่องลอยเรื่อยเปื่อย เปลือกภายนอกอาจดูไม่ยี่หร่า ไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆออกมา สงบนิ่ง เยือกเย็นชา แต่ภายในโหยหาสิ่งสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ

การได้พบเจอหญิงสาวคนนั้น อยากเด็ดดอมดอกไม้เบ่งบานสะพรั่ง เกิดความครึกครื้น ระเริงรื่น ร่วมทำในสิ่งสร้างตื่นเต้นเร้าใจ (มันไม่จำต้องเป็นเรื่องเพศสัมพันธ์เท่านั้นนะครับ) พยายามปกปักษ์รักษา ยุงไม่ให้ ไร่ไม่ให้ตอม แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขช่างแสนสั้น ไม่นานนักเธอก็ค่อยๆเหินห่าง เกิดความว้าวุ่น กระวนกระวายใจ … และภายหลังรับรู้ข่าวคราวการเสียชีวิต ก็สร้างความแห้งเหี่ยวเฉาทั้งร่างกายและจิตใจ

In this film, Ikebe reminds me of the also handsome Alain Delon in Jean-Pierre Melville’s Le Samourai (1967), another film about a detached hit man. Here the performance depend on Ikebe’s ability to maintain a Charles Bronson-like impassivity. It is the quality of a man wary of emotion, and the story depends on how he becomes helplessly becomes fascinated by Saeko because she seems even more distant and guarded than he is.

นักวิจารณ์ Roger Ebert

Mariko Kaga, 加賀まりこ ชื่อจริง Masako Kaga, 加賀 雅子 (1943-) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo เป็นบุตรของ Shiro Kaga โปรดิวเซอร์สตูดิโอ Daiei วัยเด็กมีนิสัยแก่นแก้ว รักอิสระ กล้าพูด กล้าแสดงออก ชื่นชอบเล่นกีฬา ทีแรกไม่ได้มีความสนใจวงการบันเทิง จนกระทั่งถูกพบเจอโดยผู้กำกับ Masahiro Shinoda และ Shuji Terayama จับเซ็นสัญญาห้าปีสตูดิโอ Shōchiku แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก A Flame at the Pier (1962), ผลงานเด่นๆ อาทิ Legend of a Duel to the Death (1963), Pale Flower (1964), With Beauty and Sorrow (1965), Muddy River (1981) ฯ

รับบท Saeko หญิงสาวไม่รู้เป็นใคร? มาจากไหน? ประกอบอาชีพอะไร? (เคยพบเห็นที่ล็อบบี้โรงแรม ไม่รู้เป็นผู้ติดตาม หรือหญิงบริการชนชั้นสูง) แต่มีเงินเป็นถุงเป็นถัง ชื่นชอบการเล่นพนัน ไม่สนกำไร-ขาดทุน เข้าหายากูซ่า Muraki เพียงเพื่อให้เขานำพาสู่ความตื่นเต้นใหม่ๆ เฉกเช่นเดียวกับฆาตกรขี้ยา Noh อยากลิ้มลอง มองประสบการณ์ท้าความตาย

Mariko Kaga had been on a variety TV show in a decorative role when I found her and cast her. Her style didn’t have an everyday Japanese quality to it, like sushi or miso soup, but it didn’t quite feel Western either. Her uncanny presence made her a suitable lead for my film, which itself seems to have no definite nationality.

Masahiro Shinoda

หน้าตาของ Kaga ยังดูละอ่อนวัย บริสุทธิ์สดใส (ชวนนึกถึง Audrey Hepburn) อายุเพิ่งยี่สิบนิดๆ แต่ต้องมองลึกเข้าไปในดวงตา ช่วงแรกๆมีความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า หลังพ่ายแพ้การพนันให้กับ Muraki เริ่มเกิดความสนอกสนใจ เรียกร้องให้เขาช่วยค้นหาสิ่งสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ โหยหาประสบการณ์เฉียดตาย เพื่อจะได้รู้สึกเหมือนกำลังมีชีวิต

ไฮไลท์การแสดงของ Saeko คือขณะจับจ้องมอง Muraki เข่นฆาตกรรมศัตรูคู่อริ ดวงตาของเธอเบิกโพลง แทบไม่กระพริบ หอบหายใจรุนแรงอย่างหื่นกระหาย (คล้ายขณะหัวเราะอย่างบ้าคลั่งหลังแข่งรถ) ปฏิกิริยาแสดงออกราวกับถึงจุดไคลน์แม็กซ์ระหว่างร่วมเพศสัมพันธ์ มันช่างอิ่มเอม กระสันต์ซ่าน เติมเต็มความหิวโหยทางจิตใจ

ถ่ายภาพโดย Masao Kosugi, 小杉正雄 (1922-2014) ตากล้องขาประจำผู้กำกับ Masahiro Shinoda อาทิ Pale Flower (1964), Assassination (1964), Samurai Spy (1965), Clouds at Sunset (1967), Demon Pond (1979) ฯ

แม้หนังจะถ่ายทำด้วยอัตราส่วน Anamorphic Widescreen (2.35:1) แต่การเต็มไปด้วยช็อตระยะใกล้ โคลสอัพใบหน้า สร้างความรู้สึกแออัดยัดเยียด ผ่านการจัดองค์ประกอบอย่างละเอียด (ผกก. Shinoda ร่ำเรียนมาจาก Yasujirô Ozu) ส่วนใหญ่ถ่ายทำยามค่ำคืน ปกคลุมด้วยความมืดมิด กลิ่นอายหนังนัวร์ สร้างสัมผัสล่องลอยเหมือนฝัน ส่วนฉากฝันจริงๆนั้นกลับกลายเป็นภาพหลอนประสาท (Psychedelic)

พื้นหลังของหนังระบุว่าคือ Tokyo แต่จริงๆแล้วปักหลักถ่ายทำอยู่เมืองท่า Yokohama, Kanagawa ซึ่งเคยเป็นฐานทัพกองทัพสหรัฐอเมริกา และเห็นว่าบรรดาตรอกซอกซอย สถานที่ถ่ายทำยามค่ำคืน คืออดีตย่านโคมแดง เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งออกกฎหมายห้ามค้าประเวณี บริเวณดังกล่าวเลยถูกทอดทิ้งร้าง บรรยากาศทะมึนๆ ปกคลุมด้วยความมืดครื้ม เหมาะสำหรับหนังนัวร์นักแล!


หนังเริ่มต้นด้วยเสียงบรรยายของ Muraki ตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัว เดินทางกลับมาถึงกรุง Tokyo ร้อยเรียงชุดภาพประกอบในลักษณะคล้าย ‘City Symphony’ โดยกล้องแทนมุมมองสายตาตัวละคร พร่ำบ่นถึงความเปลี่ยนแปลง (สภาพแวดล้อมภายนอก) แต่หลายสิ่งอย่าง (จิตใจมนุษย์) ยังคงเหมือนเดิมไม่แตกต่าง

ชื่อหนัง Pale Flower (乾いた花) ปรากฎขึ้นขณะภาพถ่ายหญิงสาว Saeko นี่ก็ชัดเจนว่าเธอคือบุคคลที่ชื่อหนังต้องการกล่าวถึง ดอกไม้เบ่งบาน ไม่นานก็แห้งเหี่ยวเฉา

การพนันในญี่ปุ่นถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย นั่นกระมังคือเหตุผลที่ Masaru Baba ไม่อยากให้ความสนใจกับมันมากนัก เขียนในบทหนังแค่ประโยค “Muraki begins gambling” แต่วิสัยทัศน์ของผกก. Shinoda มองว่านี่คือส่วนสำคัญอย่างยิ่ง! ถ่ายทำโดยอ้างอิงคำอธิบายจากต้นฉบับเป๊ะๆ เต็มไปด้วยรายละเอียด ขั้นตอน พิธีการ (Ritual)

ทั้งสองวงไพ่มองผ่านๆอาจดูละม้ายคล้าย (คือนั่งล้อมวงสี่เหลี่ยม เว้นพื้นที่ตรงกลางสำหรับเปิดไพ่+ลงเงิน) แต่จริงๆแล้วมีความแตกต่างกันพอสมควร สถานะทางสังคมของผู้เล่น (ชาวบ้านทั่วไป vs. ระดับผู้บริหาร/นายทุน) เงินที่พร้อมจ่าย (Low-Stakes vs. High-Stakes) และหนังยังแบ่งสองเกมไพ่ดอกไม้ (花札 อ่านว่า Hanafuda เป็นไพ่ญี่ปุ่นที่ใช้รูปดอกไม้ สรรพสัตว์ แทนตัวเลขและ King-Queen-Jack)

  • เกมไพ่แบบแรกชื่อว่า Atosaki (アトサキ) เจ้ามือจะแบ่งไพ่ออกเป็นสองฝั่ง Front (Saki) และ Rear (Ato) ให้ผู้เล่นลงเงินว่าฝั่งไหนทำแต้มเข้าใกล้ 9 มากที่สุด
    • นี่เป็นเกมที่มีความเรียบง่าย ตรงไปตรงมาก ฟากฝั่งไหนมาก-น้อยกว่า วัดดวงล้วนๆ
  • อีกเกมไพ่ชื่อว่า Tehonbiki (手本引き) เจ้ามือจะมีไพ่สี่ใบ 1-2-3-4 เลือกจั่วหนึ่งในนั้นซุกซ่อนเอาไว้ แล้วให้ผู้เล่นทายว่าจะออกเลขไหน
    • ผมรู้สึกว่าเกมมันละม้ายคล้ายโป๊กเกอร์ ไม่ใช่แค่วัดดวง แต่คือการอ่านใจเจ้ามือว่าจะเลือกไพ่เบอร์ไหน มีความท้าทาย ตื่นเต้นเร้าใจ และกำไร-ขาดทุนสูงกว่า

หลายคนอาจรู้สึกแปลกๆที่หนังไม่ฉายฉากร่วมรักระหว่าง Muraki และ Saeko ทั้งๆก็มีโอกาส (ตอนตำรวจบุกเข้าตรวจค้น อยู่ในห้องโรงแรมเพียงสองคน) และเขาดูเหมือนต้องการครอบครองเป็นเจ้าของเธอ แต่กลับพบเห็นเพียงมีเพศสัมพันธ์กับแฟนเก่า Shinko?

เพศสัมพันธ์คือสุขทางโลก พอน้ำแตกก็หมดความต้องการ กระทำทุกวี่วันย่อมรู้สึกเบื่อหน่าย ซ้ำซากจำเจ โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจที่มากกว่านั้น! ซึ่งหนังพยายามนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่าง Muraki และ Saeko ในแง่มุมที่เหนือกว่าความรัก หรือการมีเพศสัมพันธ์ … สุขทางใจนั้นสูงส่งกว่าสุขทางกาย!

ปล. แฟนเก่า Shinko อาศัยอยู่ในร้านขายนาฬิกา ราวกับต้องการสื่อถึงเวลาความสัมพันธ์กับ Muraki ที่ใกล้จบสิ้นลง เฉกเช่นเดียวกับดอกไม้เบ่งบาน ไม่นานก็แห้งเหี่ยวเฉา

Muraki แวะเวียนมายังสนามม้า (สถานที่เดียวที่การพนันเป็นสิ่งถูกกฎหมาย) แล้วได้รับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแก๊งค์เคยเป็นคู่อริ Funada และ Yasuoka (ก็เหมือนการแข่งม้าในสนาม) ปัจจุบันจับมือกลายเป็นพันธมิตร เพื่อต่อกรกับศัตรูแก๊งค์ใหม่ Imai จาก Osaka

มันจะมีคำรำพันของหัวหน้าแก๊งค์ทั้งสองที่มานั่งดูแข่งม้าด้วยกัน “The less his own body can move, the more watching his horse run becomes his only pleasure.” ฟังผ่านๆอาจแค่สื่อถึงสังขารร่างกาย แต่มันยังสะท้อนถึงตำแหน่งหัวหน้าที่ไม่ต่างจากหัวโขน เพียงออกคำสั่งให้ลูกน้องทำโน่นนี่นั่น ไม่สามารถลงไปแข่งขันทำอะไรได้อีก … สังขารโรยรา ไม่ต่างจากดอกไม้แห้งเหี่ยว

ผมคงไม่รายละเอียดเกี่ยวกับทิศทางมุมกล้องมากนัก แค่อยากจะชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของผกก. Shinoda ที่รับมาจาก Yasujirô Ozu อย่างการจัดองค์ประกอบภาพไม่ให้ซ้อนทับ หรือการเอียงกล้อง 45 องศา (Isometric)

ซีเควนซ์นี้แรกเริ่มต้นถ่ายจากเบื้องหน้าหน้า หัวหน้าแก๊งค์ทั้งสองพูดคุยกันเรื่องม้าแข่งทั่วๆไป → พอหัวหน้าแก๊งค์ Yasuoka หันมากระซิบกระซาบ สอบถามถึงเรื่อง Muraki มีการสลับเปลี่ยนมุมกล้องถ่ายจากด้านหลัง (เอียง 45 องศาเข้าหา Yasuoka) ราวกับจะสื่อว่าเป็นเรื่องที่ต้องหลบซ่อน เต็มไปด้วยลับลมคมใน → พอหัวหน้าแก๊งค์ Funada บอกว่าตั้งใจจะพูดคุยตอนทานอาหารเย็น แล้ว Yasuoka บอกจะทำตามสัญญาเคยให้ไว้ มุมกล้องยังคงถ่ายจากด้านหลัง แต่ย้านตำแหน่งไปอีกฟากฝั่งหนึ่ง (เอียง 45 องศาเข้าหา Funada)

เสร็จจากการเล่นพนันค่ำคืนนี้ Muraki บังเอิญมาพบเจอ Saeko ที่ร้านริมคลอง สั่งอาหารสองอย่างที่น่าสนใจ

  • Devil’s Tongue น่าจะคือ Konnyaku (蒟蒻) หรือบุกญี่ปุ่น มีลักษณะเหนียวๆ กัดลงไปรู้สึกหนึบๆ มันอาจฟังดูขัดแย้งกับชื่อที่สร้างสัมผัสอันตราย แต่คนเคยกินจะรับรู้ว่ามันช่างจืดชืด สามารถสะท้อนถึงชีวิตที่ไร้ชีวา
  • Fried Surimi (擂り身) เนื้อบดที่ทำจากปลา พวกปลาเส้นหรือปูอัด แล้วนำไปทอดจนกรอบ สามารถสื่อถึงชีวิตที่ถูกบีดอัด กดทับ ไร้ซึ่งอิสรภาพ

Saeko เรียกร้องขอให้ Muraki พาไปยังบ่อนการพนันที่มีการเดิมพันสูง เขาจึงเดินทางไปยังลานโบว์ลิ่ง เพื่อสอบถามจากสมาชิกแก๊งค์ Yasuoka พออีกฝ่ายถามกลับว่าใคร พอได้ยินว่าเป็นผู้หญิงก็มีการสลับเปลี่ยนมุมกล้องจากหนังเป็นหลังโดยพลัน … ราวกับว่าผู้หญิงไม่ค่อยมีความน่าเชื่อในสายตาบุรุษ ครุ่นคิดว่าคงแค่มือสมัครเล่น กิริยาท่าทางก็ดูผิดหวังเล็กๆ แต่เมื่อ Muraki ยืนกรานเลยยินยอมอนุญาต

ผมครุ่นคิดว่าเหตุผลที่หนังเลือกลานโบว์ลิ่ง เพราะการสไตรค์ (Strike) มีความหมายเดียวกับการถูกโจมตี ทิ่มแทง ไอ้เด็กเมื่อวานซืนพยายามจะลอบสังหาร Muraki แต่ประสบความล้มเหลว!

ช่วงระหว่างที่ Jiro พยายามจะลอบสังหาร Muraki สังเกตว่าเสียงบทเพลงบรรเลงที่ดังอยู่ในลานโบว์ลิ่ง It’s Now or Never (Elvis Presley) จะเด่นดังขึ้นมา เพื่อสอดคล้องฉากไคลน์แม็กซ์ของหนังที่ใช้อุปรากรของ Henry Purcell บรรเลงระหว่างการฆาตกรรม … ชื่อเพลง It’s Now or Never ก็ช่างสอดคล้องการกระทำของ Jiro ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้ล้างแค้นอีกต่อไป

หัวหน้าแก๊งค์ Funada พูดคุยกับ Muraki ยังร้านทำฟัน อธิบายความสัมพันธ์กับแก๊งค์ที่เคยเป็นศัตรูคู่อริ ถึงขนาดเข่นฆ่ากันตาย มาวันนี้กลายเป็นพันธมิตร การเสียสละที่ทำให้เขาต้องติดคุกนานถึงสามปี มาวันนี้ไม่หลงเหลือเกียรติ ศักดิ์ศรี คุณค่าความหมายใดๆ คำสัญญาวันนั้นแค่เพียงสายลมปาก

ภาพช็อตนี้ค่อนข้างจะตรงไปตรงมา Shinko พยายามพูดบอก แสดงออกความจงรักภักดีต่อ Muraki แต่เขากลับไม่แย่แส ไม่หันมาเหลียวแล แม้แต่กล้องยังไม่ Deep-Focus เพียงถ่ายภาพเธอเบลอๆอยู่ด้านหลัง ไม่เห็นคุณค่าใดๆ … นี่มันช่างย้อนรอยความสัมพันธ์ของ Muraki ยินยอมทุ่มเทเสียสละทุกสิ่งอย่างให้แก๊งค์ Funada แต่หัวหน้ากลับจับมือเป็นพันธมิตรศัตรูคู่อริ Yasuoka แล้วที่อุตส่าห์ทำไปหลงเหลือความหมายอะไร?

มันมีร้อยพันสถานที่ที่ Muraki จะเฝ้ารอคอย Saeko มารับไปบ่อนการพนัน แต่หนังเลือกสถานที่ถ่ายทำยัง Yokohama Kaigan Church, 横浜海岸教会 โบสถ์โปรเตสแตนต์ (Protestant) เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1872 นี่ทำเหมือนว่าหญิงสาวราวกับนางฟ้า เทพธิดากำลังมารับเขาเดินทางสู่สรวงสวรรค์

ตำแหน่งที่นั่งของ Saeko ช่างพอดิบพอดีกับภาพวาดหญิงสาวในสไตล์ Ukiyo-e (浮世絵) ที่มาจากคำว่า Ukiyo (浮世) แปลว่า Floating World คำอธิบายวิถีชีวิต (Lifestyle) ในช่วง Edo Period (1600-1867) ของกลุ่มคนชื่นชอบหาความสุขสำราญ (pleasure-seeking) สิ่งบันเทิงเริงรมณ์ สุรา นารี การพนัน ยาเสพติด ฯ ในทางพุทธศาสนาคือโลกแห่งความทุกข์ที่ไม่จีรังยั่งยืน

รถของ Saeko คือ Renault Caravelle รุ่น 1959 Floride Convertible เวลาถ่ายนักแสดงบนรถ (น่าจะด้วย Rear Projection) ดูนิ่งมากๆ แทบไม่มีส่ายๆสั่นๆ สองข้างทางเคลื่อนผ่านดูราวกับล่องลอยอยู่ในโลกแห่งความฝัน (Dream-like) ซึ่งหลังได้รับชัยชนะเดิมพันสูง ทั้งสองต่างระเบิดพลังหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง

จากนั้น Saeko เริ่มขับรถด้วยความเร็วสูง (ทำเอา Muraki หัวเราะไม่ออก) นี่คือสัญลักษณ์ของการโหยหาสิ่งสร้างความตื่นเต้นเร้าใจที่รุนแรง เสี่ยงอันตราย ท้าความตายขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพชีวิต ไร้ขีดจำกัด

สถานที่รับประทานอาหารของสองหัวหน้าแก๊งค์ Funada และ Yasuoka มีการเลือกตำแหน่ง ทิศทางมุมกล้องต่ำกว่าระดับสายตา ชวนให้นึกถึงภาพถ่าย ‘สไตล์ Ozu’ แต่ร้านแห่งนี้ดูหรูหรา มีความเป็นตะวันตก นั่งบนโต๊ะอาหาร ใช้ช้อนรับประทานซุป ดื่มไวน์ (มีสอนมารยาทให้ใช้ช้อนแทนการยกซด) และภาพวาด Mona Lisa … ซีเควนซ์นี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลชาติตะวันตก เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศญี่ปุ่น

ภาพวาด Mona Lisa หญิงสาวถือกันว่าสวยที่สุดในโลก นี่เป็นการเปรียบเทียบถึง Saeko อย่างตรงไปตรงมา (ช็อตก่อนหน้านี้ฉายภาพเธอกำลังหัวเราะลั่น แล้วตัดมาภาพวาด Mona Lisa นี่คือลูกเล่น ‘Match Cut’ สื่อว่าทั้งสองคือบุคคลเดียวกัน) ไม่ได้หมายความว่าเธอสวยที่สุดในโลก แต่คือสามารถสร้างความประทับใจให้กับบรรดาแขกเหรื่อ ผู้ร่วมเล่นการพนัน รวมถึงสองหัวหน้าแก๊งค์ก็ยังกล่าวชื่นชม “an unusually nice day.”

Saeko คือใคร? มาจากไหน? ทำอาชีพอะไร? นั่นคือสิ่งที่หนังไม่เคยการเปิดเผย เพียงฉากเล็กๆที่ Muraki บังเอิญพบเจอตรงล็อบบี้โรงแรม แต่งชุดราวกับเจ้าสาว เกาะกลุ่มเพื่อนๆและบรรดานักธุรกิจกำลังจะขึ้นลิฟท์ ไปทำอะไร? ดูตัว? ขายบริการ? หรือเป็นผู้ติดตาม? ก็แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดจินตนาการ

การไม่เปิดเผยเบื้องหลังตัวละคร อาจสร้างความหงุดหงิดใจให้กับผู้ชม แต่เราสามารถมองในเชิงเหมารวม ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ไม่สำคัญว่าเธอเป็นใคร? มาจากไหนก็ได้? พฤติกรรมแสดงออกสะท้อนความว่างเปล่าชีวิต (Nihilism และ Emptiness) โหยหาบางสิ่งอย่างสร้างความตื่นเต้าเร้าใจ … เป็นบุคคลสอดคล้องแนวคิดของนักกวี Charles Baudelaire

ความบังเอิญพบเจอเธอในวันนั้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Saeko กับ Muraki ค่อยๆเหินห่าง หญิงสาวจากเคยสวมใส่ชุดสีอ่อน กลายมาเป็นสีเข้ม แล้วพอเลิกเล่น ฝนตก รถเสีย จอดนิ่งอยู่กลางทาง (=ความสัมพันธ์ที่ใกล้พังทลาย) หลังจากพูดคุยเรื่องของ Yoh เขาก็ก้าวเดินจากไป ทอดทิ้งเธอไว้เบื้องหลัง

เราสามารถมองเหตุการณ์นี้ได้จากทั้งสองมุมมอง

  • ในมุมของ Muraki การได้พบเจอ Saeko แม้ไม่รับรู้ว่าจริงๆแล้วเธอคือใคร? มาจากไหน? ทำให้เขาเริ่มหมดความกระตือรือล้น สูญสิ้นความสนใจ … ก่อนหน้านี้เขามองหญิงสาวราวกับนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ แต่พอพบเห็นบนโลกมนุษย์ เริ่มตระหนักว่าเธอก็ไม่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป
  • แต่สำหรับ Saeko เขาเป็นเพียงบันไดขั้นหนึ่ง (Stepping Stone) เมื่อต่างฝ่ายต่างหมดสูญสิ้นความสนใจ ก็ถึงเวลาเปลี่ยนคนใหม่ ซึ่งเป้าหมายถัดไปของเธอคือ Yoh ชายผู้หลบซ่อนอยู่ในมุมมืด ครุ่นคิดว่ายาเสพติดน่าจะสร้างความสุขได้มากกว่าการเล่นพนัน

Muraki มองการยาเสพติดในเชิงรูปธรรมถึงผลลัพท์ หายนะบังเกิดขึ้นกับผู้เสพ จึงพยายามกีดกัน Saeko ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวข้องแว้ง, แต่เธอมองในเชิงนามธรรมว่าอาจเป็นสิ่งสามารถเติมเต็มความต้องการ สร้างความตื่นเต้าเร้าใจ อยากรู้อยากลอง เลยไม่สนคำตักเตือน โหยหาอิสรภาพโบยบิน

ค่ำคืนหนึ่งมีตำรวจบุกเข้ามาตรวจค้น Muraki ลากพา Saeko มายังห้องพัก แสร้งทำเป็นคู่รัก นี่คือโอกาสที่จะร่วมเพศสัมพันธ์ ฝ่ายหญิงก็ดูพร้อมจะมอบเรือนร่างกายให้ แต่เขายังคงมองเธอราวกับนางฟ้า เทพธิดา โหยหาความสุขมากกว่าความสัมพันธ์ทางกาย

เธอเลยชักชวนทายไพ่ในมือ เขาเลือก Pine (เดือนมกราคม = 1) และ Peony (เดือนมิถุนายน = 6) ปรากฏว่าเปิดไพ่มาเป็น Cherry Blossom (เดือนมีนาคม = 3) … ก็คือแพ้พนันนั่นเอง

ความฝันของ Muraki เริ่มต้นจากการซ้อนภาพพื้นผิวน้ำระหว่างนอนอยู่บนเตียง (=จิตใต้สำนึก) จากนั้นก้าวออกวิ่งไปจนพบเห็น Saeko เล่นยากับ Yoh ผมไม่แน่ใจว่าเอ็ฟเฟ็กนี้มีคำเรียกอะไร แต่สร้างสัมผัสเหมือนภาพหลอนประสาท (Psychedelic) เคลิบเคลิ้มล่องลอยหลังการเสพยา … แม้ฉากนี้จะเป็นแค่เพียงความฝัน แต่ความจริงก็คงไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่

ภาพความฝันนี้สะท้อนความหวาดกลัวของ Muraki ที่ไม่ต้องการให้ Saeko ยุ่งเกี่ยวข้องแว้งกับ Yoh และยาเสพติด แต่หลังจากได้ข่าวคราวว่ามีคนพบเจอทั้งสองอยู่ด้วยกัน มันจึงทำให้เขาจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล ยินยอมรับไม่ได้ หลังจากนี้จึงพยายามออกติดตามหา ทำบางสิ่งอย่างเพื่อไม่ให้เธอเลือกทางเดินชีวิตผิดพลาด

สมาชิกแก๊งค์ Funada ถูกฆาตกรรม! แต่สิ่งแรกที่หัวหน้าเข้ามาในห้องกลับคือโทรศัพท์หาหัวหน้าแก๊งค์ Yasuoka นัดพูดคุย ดูหนัง รับประทานอาหาร ฯ ราวกับไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการล้างแค้นสักเท่าไหร่ จนกว่าจะเสร็จธุระของตนเอง นั่งลงหัวโต๊ะ สวมหัวโขน ถึงเริ่มร้องเรียกหาคนที่พร้อมเสียสละ … ก่อนพบว่าไม่มีใครขันอาสา

ทั้งๆไม่ใช่หน้าที่ของ Muraki แถมยังเพิ่งออกจากคุกมาไม่นาน แต่กลับขันอาสาฆ่าล้างแค้นหัวหน้าแก๊งค์ Imai ส่วนหนึ่งอาจเพราะเขาเบื่อหน่ายกับโลกภายนอก (แต่ติดคุกมันสนุกตรงไหน?) เหตุผลแท้จริงน่าจะต้องการแสดงให้ Saeko เข้าใจความหมายของชีวิต

มันมีหลากหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่าง Muraki พยายามออกติดตามหา Saeko ขอเวลากับหัวหน้า ยังไม่พร้อมลงมือฆ่าล้างแค้นหัวหน้าแก๊งค์ Imai ซึ่งล้วนเกี่ยวกับการถือกำเนิด เริ่มต้นชีวิตใหม่

  • ภรรยาของหัวหน้าให้กำเนิดบุตร เดินทางไปเยี่ยมเยียนโรงพยาบาล
  • Shinko พยายามร้องขอคืนดี แต่เขาบอกให้ตัดใจจากตนเอง แต่งงานกับชายคนนั้น และเริ่มต้นชีวิตใหม่
  • แม้อีกฝ่ายเคยพยายามฆ่าล้างแค้น แต่หลังการตัดนิ้วก้อย แวะเวียนมาหาบ่อยครั้ง วันสุดท้ายนี้เลยมอบของขวัญเสื้อสูทตัวใหม่ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่

ต่อให้คนเราสะสมอำนาจบารมี มากด้วยยศฐาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งการงานใหญ่โต หรือเป็นหัวหน้าแก๊งค์ยากูซ่า จากจุดสูงสุดย่อมหวนกลับสู่สามัญ ความตายไม่หลงเหลืออะไร ทุกสิ่งอย่างไร้คุณค่าความหมายโดยพลัน … การเลือกอุปรากรคลอประกอบพื้นหลังซีเควนซ์นี้ เพื่อสร้างสัมผัสสรวงสวรรค์ ราวกับวันพิพากษา (Judgement Day) ใครเคยทำอะไรใครไว้ ย่อมต้องได้รับผลกรรมคืนตอบสนอง

ความตายของหนังหน้าแก๊งค์ Imai ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร ทุกสิ่งอย่างยังคงดำเนินไปตามครรลองของมัน ราวกับไม่เคยมีอะไรบังเกิดขึ้น! จนสองปีถัดมาเมื่อ Muraki ได้รับแจ้งข่าวการตายของ Saeko เขาไม่สนใจอะไรอื่น ก้าวกลับเข้าห้องขัง ปิดประตู เดินอยู่ท่ามกลางความมืดมิด กลายเป็นชีวิตที่ไร้ความหวัง แสงสว่างสุดท้ายมอดดับลงไป ไม่รู้ต้องชดใช้โทษทัณฑ์อีกนานเท่าไหร่

ตัดต่อโดย Yoshi Sugihara, 杉原よ志 ผลงานเด่นๆ อาทิ Stray Dog (1949), Twenty-Four Eyes (1954), The Ballad of Narayama (1958), This Year’s Love (1962), Pale Flower (1964), The Face of Another (1966) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองยากูซ่า Muraki ตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ แวะเวียนมาบ่อนการพนันแล้วพบเจอกับ Saeko พาเธอไปกระทำสิ่งสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ ก่อนจบลงด้วยการฆ่าศัตรูแก๊งค์คู่อริ แล้วหวนกลับเข้าห้องขังอีกรอบ

  • หลายสิ่งอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่อะไรๆยังคงเหมือนเดิม
    • Muraki ได้รับการปล่อยตัว เดินทางไปยังบ่อนการพนัน
    • พอมาถึงบ่อนพบเจอหญิงสาว Saeko
    • แวะเวียนกลับมาหาคนรักเก่า Shinko ที่ร้านนาฬิกา
    • เดินทางไปสนามแข่งม้า รับฟังความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างถูกจองจำ
    • Muraki แวะเวียนมายังบ่อนการพนันพบเจอกับ Saeko หลังเลิกเล่นได้มีโอกาสพูดคุย โน้มน้าวให้เขาแนะนำสถานที่ที่มีการเดิมพันสูง
    • Muraki เดินทางไปลานโบว์ลิ่งเพื่อสอบถามบ่อนการพนันที่มีการเดินพันสูง
      • Murak ถูกลอบทำร้ายโดย Jiro ที่ต้องการแก้แค้นแทนพี่ชาย (บุคคลที่ Murak ฆาตกรรมก่อนติดคุก)
    • Muraki มายังร้านทำฟันเพื่อพูดคุยกับหัวหน้าแก๊งค์ Funada
    • Shinko ระหว่างทางกลับบ้าน ถูกเพื่อนร่วมงานเซ้าซี้ อยากสู่ขอแต่งงาน แต่เธอมีใจให้กับ Muraki เพียงคนเดียวเท่านั้น
    • Jiro ตัดนิ้วตนเองนำมาให้ Muraki เพื่อกล่าวคำขอโทษ
  • หญิงสาวผู้หลงใหลในความตื่นเต้นเร้าใจ
    • Saeko แวะเวียนมาที่อพาร์ทเม้นท์ของ Muraki
    • จากนั้นออกเดินทางสู่บ่อนการพนันที่ Aikawa’s Inn
    • ระหว่างการเล่นพนัน Muraki และ Saeko เกิดความสนใจเด็กใหม่ที่หลบอยู่ในมุม Yoh
    • หลังเลิกเล่น Saeko ขับรถซิ่งบนถนน ก่อนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
    • หัวหน้าแก๊งค์ Funada รับประทานอาหารร่วมกับหัวหน้าแก๊งค์ Yasuoka 
    • Muraki ได้รับมอบหมายงานใหม่ เดินทางไปพูดคุยผู้จัดการนักแสดงที่โรงแรมแห่งหนึ่ง
      • ระหว่างนั้นได้พบเจอ Saeko ท่ามกลางคนกลุ่มหนึ่ง
    • Muraki และ Saeko หวนกลับไปยังบ่อนการพนัน ระหว่างทางกลับรถจอดเสีย สนทนากันเกี่ยวกับ Yoh
    • ค่ำคืนนี้ Muraki อ้างว่าติดธุระ แต่ภายหลังเขาก็แวะเวียนไปยังบ่อน
      • ก่อนถูกตำรวจเข้าตรวจค้น พาหลบหนีเข้าห้องพักโรงแรม รอดการถูกจับกุมได้อย่างหวุดหวิด
  • เวียนวนกลับสู่จุดเริ่มต้น
    • ระหว่างทางกลับอพาร์ทเม้นท์ Muraki ถูกใครก็ไม่รู้ดักซุ่มโจมตี
    • Muraki หลับฝันเห็น Saeko เล่นยากับ Yoh
    • มีสมาชิกแก๊งค์ Funada ถูกฆาตกรรม, Muraki เลยอาสาโต้ตอบด้วยการฆ่าปิดปากหัวหน้าแก๊งค์ Imai 
    • แต่ก่อนจะลงมือ Muraki พยายามออกติดตามหา Saeko สูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
    • บอกเลิกกับอดีตคนรัก Shinko 
    • จนกระทั่งวันหนึ่ง Saeko เดินทางมาหาที่อพาร์ทเม้นท์
    • พาเธอไปเป็นผู้สังเกตการณ์ ขณะลงมือฆาตกรรมหัวหน้าแก๊งค์ Imai
  • ปัจฉิมบท, หลังติดคุกสองปี Muraki ได้ยินข่าวการเสียชีวิตของ Saeko

เพลงประกอบโดย Tōru Takemitsu, 武満 徹 (1930-96) คีตกวีสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Hongō, Tokyo ก่อนย้ายไปเติบโตยัง Dalian, Liaoning (ประเทศจีน) ถูกบังคับเกณฑ์ทหารตั้งแต่อายุ 14 แม้ได้รับประสบการณ์อันขมขื่น แต่ทำให้มีโอกาสรับฟังเพลงตะวันตก, หลังสงครามโลกกลับมาญี่ปุ่น ทำงานในกองทัพสหรัฐ (ที่เข้ามายึดครองชั่วคราว) แม้ไม่เคยฝึกฝนการเล่นดนตรี แต่เริ่มแต่งเพลงเมื่ออายุ 16 โอบรับแนวคิดเครื่องดนตรีไฟฟ้า แนวทดลอง สไตล์ Avant-Garde ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Experimental Workshop (実験工房 อ่านว่า Jikken Kōbō) ที่พยายามผสมผสานไม่ใช่แค่ดนตรี แต่ยังสรรพเสียง และศิลปะแขนงอื่นๆคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน ทำให้มีโอกาสรับรู้จัก Kōbō Abe และ Hiroshi Teshigahara ที่ต่างก็แนวคิดทิศทางเดียวกัน โด่งดังกับระดับนานาชาติกับผลงาน Requiem for String Orchestra (1957), ทำเพลงประกอบภาพยนตร์มากมายนับไม่ถ้วน Harakiri (1962), Pitfall (1962), Pale Flower (1964), Kwaidan (1964), Woman in the Dunes (1964), The Koumiko Mystery (1965), The Face of Another (1966), Samurai Rebellion (1967), Scattered Cloud (1967), Double Suicide (1969), Dodes’ka-den (1970), Under the Blossoming Cherry Trees (1975), Ballad of Orin (1977), Empire of Passion (1978), Ran (1985), Black Rain (1989) ฯ

Takemitsu มีชื่อเสียงกับบทเพลงแนว ‘Avant-Garde’ นำเอาเครื่องดนตรีพื้นบ้านญี่ปุ่นมาสร้างเสียงประหลาดๆ ท่วงทำนองสะเปะสะปะ ฟังดูมั่วๆซั่วๆ กระโดดไปกระโดดมา แต่สามารถสร้างสัมผัสอัดบิดเบี้ยว สังคมเสื่อมโทรมทราม หายนะคืบคลานเข้ามา หญิงชาวญี่ปุ่นที่ควรเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ กลับแสดงพฤติกรรมบ้าบิ่น หัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง คาดเดาอะไรไม่ได้สักสิ่งอย่าง

งานเพลงของ Takemitsu มักแทรกแซมอยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย ดังขึ้นแล้วดับไป (เหมือนดอกไม้เบ่งบานแล้วเหี่ยวเฉา) ผสมผสานเข้ากับเสียงประกอบ (Sound Effect) จนบางครั้งอาจแยกแยะไม่ออก ยกตัวอย่างฉากการเล่นพนัน ได้ยินเสียงสับไพ่ คลอประกอบด้วยเสียงการเต้นแท็บ (Tab Dance) … เล่นไพ่ = เต้นแท็บ, ช่างเป็นการเปรียบเทียบที่ลึกล้ำนักแล!

ว่ากันว่านี่คือครั้งแรกของวงการภาพยนตร์ ที่นำเอาบทเพลงอุปรากรมาใช้คลอประกอบพื้นหลังขณะเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรม โดยเลือกใช้ Aria ชื่อว่า Dido’s Lament (When I am laid in earth) จากอุปรากร Henry Purcell: Dido and Aeneas (1689)

อุปรากรนี้มีพื้นฐานมาจาก Aeneid (19 BC) มหากาพย์โรมัน (Epic Poem) ประพันธ์โดยกวี Virgil หรือ Publius Vergilius Maro (70 BC – 19 BC) เล่าเรื่องราวของ Aeneas นักรบชาว Trojan เดินทางจากเมือง Troy ที่ล่มสลาย (จากสงครามเมือง Troy) ไปยังอิตาลีเพื่อตั้งรกรากและสืบทอดวงศ์ตระกูล ระหว่างทางเรือของพวกเขาถูกพายุพัดพามาจนถึงชายฝั่งแอฟริกาเหนือในเมือง Carthage ซึ่งเป็นสถานที่ของผู้ลี้ภัยจากเมือง Tyre แม้ใช้เวลาซ่อมแซมเรือเสียหายไม่นาน แต่ทว่า Aeneas ตกหลุมรักราชินี Dido ถึงอย่างนั้นก็มิอาจตอบรับรัก เพราะต้องออกเดินทางไปอิตาลีตามหน้าที่ เลยตัดสินใจทอดทิ้งเธอให้อยู่อย่างโดดเดียวดาย ด้วยความเศร้าเสียใจจึงสั่งให้สร้างเชิงตะกอนแล้วจุดไฟขึ้น เพื่อให้เขาพบเห็นตนเองขณะปลิดชีพฆ่าตัวตาย ขับร้องบทเพลงรำพันความโหยหา คร่ำครวญ ขอให้เขาจดจำฉันตลอดไป Remember Me!

Recitative
Thy hand, Belinda, darkness shades me,
On thy bosom let me rest,
More I would, but Death invades me;
Death is now a welcome guest.

Aria
When I am laid, am laid in earth, May my wrongs create
No trouble, no trouble in thy breast;
Remember me, remember me, but ah! forget my fate.
Remember me, but ah! forget my fate.

เกร็ด: Francis Ford Coppola และ Martin Scorsese ติดต่อสตูดิโอ Shōchiku ขอซื้อฟีล์มหนังเรื่องนี้สำหรับรับชมเป็นการส่วนตัว, Marty เคยเล่าว่าเคยรับชมไม่ต่ำกว่า 30 รอบ! ส่วน Coppola นำแรงบันดาลใจเลือกอุปรากรมาใช้กับฉากฆาตกรรม The Godfather Part III (1990)

Pale Flower (1964) นำเสนอเรื่องราวของสมาชิกแก๊งค์ยากูซ่า เพิ่งได้รับการปล่อยตัวหลังจากติดคุกมาหลายปี แม้หลายสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไป แต่อะไรๆกลับยังคงเหมือนเดิม ทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับความซ้ำซากจำเจ จนกระทั่งพบเจอหญิงสาวคนหนึ่งกระทำสิ่งผิดแผกแตกต่าง เข้ามาสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ (ที่มากกว่าเพศสัมพันธ์กับแฟนเก่า) ชื่นชอบเสี่ยงอันตราย ท้าความตาย ปลดปล่อยตนเองจากโลกความจริงที่โหดร้าย

ตัวละคร Saeko คือภาพสะท้อนไม่ใช่แค่หญิงสาว แต่ยังชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ (เหมารวมบุบผาชน/ฮิปปี้ของชาติตะวันตก) ที่ถือกำเนิด-เติบโตภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พวกเขาและเธอพานผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบาก (Great Depression ภายหลังสงคราม) เต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น เบื่อหน่ายวิถีความเป็นอยู่ เลยต้องการหลบหนี (Escapist) ดิ้นรนสู่อิสรภาพ ซึ่งพอถึงวัยเติบใหญ่จึงเลือกใช้ชีวิตอย่างไม่ยี่หร่า ไม่สนห่าเหวอะไรใคร เหมือนการพนันขันต่อที่เพียงสร้างความตื่นเต้น ตอบสนองความพึงพอใจ ระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่งออกมา … คือมันไม่ใช่แค่ชาวญี่ปุ่น แต่เป็นกระแสของทั่วโลกดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน!

ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาคือศัตรูอันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น แต่ความพ่ายแพ้หลังทำให้ถูกยึดครอง (Occupation of Japan) จำต้องยินยอมรับอิทธิพลหลายๆสิ่งอย่าง รวมถึงอนุญาตให้กองทัพ(อเมริกัน)เข้ามาตั้งฐานทัพ การมาถึงของสงครามเย็น (Cold War) มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจับมือกับอดีตศัตรูเพื่อต่อกรภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ (จีน+สหภาพโซเวียต)

ฟังดูสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างแก๊งค์ยากูซ่าในหนัง แรกเริ่มต้น Funada คือศัตรูคู่อริกับ Yasuoka แต่ระหว่าง Muraki ชดใช้โทษในเรือนจำ ทั้งสองแก๊งค์จับมือกันเพื่อต่อต้านการมาถึงของ Imai … นี่แสดงว่าถ้าเราเปรียบเทียบแก๊งค์ Imai คือตัวแทนคอมมิวนิสต์ (จีน+สหภาพโซเวียต) ไคลน์แม็กซ์ของหนังที่ Muraki ลอบสังหารหัวหน้าแก๊งค์ จักสามารถตีความในลักษณะ Anti-Communist ได้กระมัง

แต่ความสนใจจริงๆของ Muraki ไม่ใช่เรื่องการเมือง ต้องการให้หญิงสาว(และผู้ชม)ตระหนักถึงสัจธรรมชีวิต หัวหน้าแก๊งค์ Imai ยิ่งใหญ่ขนาดไหน พอถูกลอบสังหารก็พลันตกบันได สูงสุดหวนกลับสู่สามัญ (ชีวิต)ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เฉกเช่นเดียวกับตัวเขาเริ่มต้นได้รับการปล่อยตัว ตอนจบก็หวนกลับเข้าเรือนจำ … ดอกไม้เบ่งบาน ไม่นานก็แห้งเหี่ยวเฉา

ผกก. Shinoda สรรค์สร้าง Pale Flower (1964) ตอนอายุสามสิบต้นๆ พอปิดกองถ่ายทำเกิดความตระหนักขึ้นโดยพลัน “When I finished shooting it, I realized that my youth was over.” รวมถึงอิสรภาพในการสรรค์สร้างหนังเรื่องนี้ ทำให้เขาแทบมิอาจหวนกลับไปสร้างหนังสตูดิโอ (เหมือนนกที่โบยบินออกจากกรงขัง จะให้หวนกลับไปอยู่ภายในนั้นจึงไม่ยินยอมพร้อมใจสักเท่าไหร่) แต่ก็อดรนทนอยู่จนหมดสัญญา ถึงออกมาก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง

Making Pale Flower, I tasted the freedom of independent filmmaking. I found freedom in the limitations. You have to work out every step yourself. But in return you get a kind of artistic freedom for which there’s no substitute. It was very appealing. So it was as I was making Pale Flower that I began to feel I no longer had the patience to work for a studio.

Masahiro Shinoda

ว่ากันว่าเหตุผลที่พอหนังสร้างเสร็จ ถูกหมักดองไว้นานกว่า 9 เดือน เพราะความไม่พึงพอใจของนักเขียน Masaru Baba เลยไปพร่ำบ่นต่อผู้บริหารสตูดิโอ กล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นพวก Anarchist!

When the screening (test) was over, everyone was silent. They didn’t know what to do with it. Masaru Baba was the first to speak: “Shinoda, that isn’t the script I wrote!” Shōchiku seized on this rift between director and screenwriter at the screening as a good excuse to shelve the film.

Masahiro Shinoda

รอคอยเวลาที่ไม่มีผลงานอื่นๆถึงค่อยนำออกฉาย ผลปรากฎว่าได้เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม ประสบความสำเร็จทำเงินอย่างล้นหลาม คงเพราะความผิดแผกแตกต่าง ผู้ชมสมัยนั้นกำลังโหยหารับชมสิ่งแปลกใหม่ … พอดิบพอดีกับการมาถึงของ Japanese New Wave

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ HD (High Definition) สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray วางจำหน่ายตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 หรือจะรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel

เกร็ด: Pale Flower (1964) คือหนึ่งในหนังเรื่องโปรดของผกก. Michael Mann และกล่าวสั้นๆไว้ว่า “For its incredible opening scenes alone.”

สิ่งที่ทำให้ผมหลงใหลคลั่งไคล้ Pale Flower (1964) คือความเปร่งประกายของ Mariko Kaga ใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอช่างดูละอ่อนวัย บริสุทธิ์สดใส มิอาจห้ามใจไม่ให้ตกหลุมรักใคร่ โดยเฉพาะแววตาของเธอซ่อนเร้นความ(หื่น)กระหาย โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจ หลังซิ่งรถหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง ดวงตาลุกโพลงขณะจับจ้องมองความตาย มันช่างเป็นอารมณ์เหนือกว่าไคลน์แม็กซ์ระหว่างเพศสัมพันธ์ … และตอนจบของหนังเมื่อบุปผาแห้งเหี่ยว ผมก็แทบจะเฉาตาย

ในบรรดาสองผลงานมาสเตอร์พีซของผกก. Shinoda ส่วนตัวมองว่า Pale Flower (1964) มีความลงตัวกลมกล่อมกว่า Double Suicide (1969) ที่แม้ซับซ้อน ท้าทาย ผสมผสานศิลปะขั้นสูง แต่ขาดสิ่งสร้างแรงดึงดูดให้ลุ่มหลงใหล

จัดเรต 18+ ยากูซ่า ฆ่าคนตาย พนันขันต่อ

คำโปรย | Pale Flower บุปผาแห้งเหี่ยว เฉกเช่นเดียวกับจิตใจมนุษย์ และความเสื่อมโทรมทรามของสังคม
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | แห้งเหี่ยวเฉา


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)