
The Neighbor’s Wife and Mine (1931)
: Heinosuke Gosho ♥♥♡
มันช่างประหลาดและน่าขัน! ภาพยนตร์ที่ถือเป็นหนังพูด (Talkie) เรื่องแรกของญี่ปุ่น กลับนำเสนอความน่ารำคาญของสรรพเสียง โดยเฉพาะเพื่อนบ้านขับร้อง-เล่นดนตรีแจ๊ส ส่งเสียงดังจนไม่สามารถทำการทำงาน พอจะไปห้ามปรามกลับม่วนจอยซะงั้น!
จริงๆแล้วไม่เชิงว่า The Neighbor’s Wife and Mine (1931) คือหนังพูดเรื่องแรกของญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ยังมี Fujiwara Yoshie no Furusato (1930) ชื่ออังกฤษ Hometown กำกับโดย Kenji Mizokuchi แต่มักถูกมองข้ามเพราะบางส่วนเป็นหนังพูด บางส่วนมีแค่เสียงเพลงและปรากฎข้อความในลักษณะหนังเงียบ (อาจจะเรียกว่า part-Sound Film)
เหตุผลแท้จริงคงละม้ายคล้ายกับ The Jazz Singer (1927) ซึ่งก็ไม่ใช่หนังพูดเรื่องแรกของ Hollywood แต่เพราะเป็นหนังพูดเรื่องแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม กลายเป็นหมุดไมล์ของวงการภาพยนตร์ เปิดประตูสู่ยุคสมัยใหม่ … The Neighbor’s Wife and Mine (1931) ก็เฉกเช่นเดียวกัน!
เมื่อหลายเดือนก่อนหอภาพยนตร์จัดโปรแกรม Japanese & Thai Prewar Talkies หนึ่งในเรื่องที่นำมาฉายก็คือ The Neighbor’s Wife and Mine (1931) ทีแรกผมครุ่นคิดจะเขียนถึงตั้งแต่ตอนนั้น แต่ตัดสินใจเก็บเอาไว้ก่อน รอคอยช่วงเวลาเหมาะสมตอนเขียนถึงหนังเงียบญี่ปุ่น แล้วค่อยต่อด้วยหนังพูดเรื่องแรกนี้
ช่วงปลายทศวรรษ 1920s, Shirō Kido ผู้บริหารสตูดิโอ Shōchiku ระหว่างเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา ได้มีโอกาสรับชม The Jazz Singer (1927) หนังพูดที่กระแสกำลังมาแรง เกิดความมุ่งมั่นอยากจะสร้างหนังพูดในญี่ปุ่นขึ้นบ้าง แต่เพราะไม่มีเงินซื้อระบบบันทึกเสียง Vitaphone System (ที่ใช้ใน The Jazz Singer) เลยปรึกษาช่างเทคนิคสองพี่น้อง Takeo & Haruo Dobashi ให้ช่วยประดิษฐ์คิดค้น ออกแบบระบบบันทึกเสียงขึ้นใช้เอง
เกร็ด: Dobashi System (土橋) เป็นระบบบันทึกภาพกับเสียงแยกกัน (Double-System) แตกต่างจากปัจจุบันที่ใช้ระบบ Single-System บันทึกภาพและเสียงในกล้องตัวเดียวกัน
จริงๆแล้วการทดลองเกี่ยวกับหนังพูด/การบันทึกเสียงในญี่ปุ่น มีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษ 1900s แต่ด้วยความยุ่งยาก สลับซับซ้อน เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย หรือถ้าจะซื้ออุปกรณ์จากชาติตะวันตกก็ราคาแสนแพง (แถมมีค่าขนส่งอีก) แต่ปัญหาใหญ่คือความเกรงอกเกรงใจนักดนตรีและอาชีพ Benshi (ผู้บรรยายหนังเงียบ) จึงไม่มีใครอยากริเริ่มหนังพูดสักเท่าไหร่
แต่เมื่อไม่มีใครสามารถเอาชนะความเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา โปรดิวเซอร์ Kido จึงมอบหมายให้ Komatsu Kitamura ครุ่นคิดพัฒนาบทหนัง (Original Story & Screenplay By), Akira Fushimi เขียนบทตลก (Jokes By) และเลือกผู้กำกับ Heinosuke Gosho ที่ไม่ได้มีความกระตือรือร้นต่อหนังพูดสักเท่าไหร่ แค่ว่าคือบุคคลมีประสบการณ์สูงสุดขณะนั้นของสตูดิโอ Shōchiku
Heinosuke Gosho, 五所平之助 (1902-81) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kanda, Tokyo บิดาเป็นพ่อค้า ส่วนมารดาคือชู้รักเกอิชา โตขึ้นร่ำเรียนบริหารศาสตร์ Keio University ตั้งใจจะสืบทอดกิจการของบิดา ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมสตูดิโอ Shōchiku เริ่มจากฝึกงานผู้ช่วยผู้กำกับ Yasujirō Shimazu, สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Nantō no haru (1925) น่าเสียดายผลงานในทศวรรษนี้สูญหายไปหมดสิ้น (Lost Film)
Gosho คือหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวหนัง Shomin-Geki (Common People Drama) ยกตัวอย่าง Burden of Life (1935), An Inn at Osaka (1954) ฯ แต่ช่วงต้นทศวรรษ 30s ตามใบสั่งของโปรดิวเซอร์ Kido จำต้องหันมาสรรค์สร้าง Nansensu Kigeki (Nonsense Comedy) เริ่มต้นจาก The Neighbor’s Wife and Mine (1931) ที่ว่ากันตามตรงแทบไม่เค้าโครงเรื่อง เนื้อหาสาระอะไร เพียงร้อยเรียงมุกตลกขบขัน ภรรยาฉันและเพื่อนบ้านที่มีความแตกต่างตรงกันข้าม!
เกร็ด: Working Title ของหนังเรื่องนี้คือ 隣の雑音 อ่านว่า Tonari no zatsuon แปลตรงตัว Noise from Next Door
เรื่องราวของ Shinsaku Shibano (รับบทโดย Atsushi Watanabe) นักเขียนบทละคอนเวทีจาก Tokyo Theater กำลังมองหาบ้านใหม่ ครุ่นคิดว่าชานเมืองละแวกนี้ที่เพิ่งสร้างเสร็จคงมีความเงียบสงัด เหมาะสำหรับทำงานเขียนบทละคอนให้เสร็จทันกำหนดการ!
แต่ที่ไหนพอย้ายเข้ามาอยู่อาศัย กลับประสบพบเจอแต่เรื่องวุ่นๆวายๆ ดึกดื่นได้ยินเสียงร้องของสรรพสัตว์ ลูกๆไม่ยอมหลับนอน ภรรยาขี้บ่น (รับบทโดย Kinuyo Tanaka) รวมถึงเพื่อนข้างบ้าน Takiko Yamakawa (รับบทโดย Satoko Date) ที่กำลังซักซ้อมวงดนตรีแจ๊สส่งเสียงดังลั่น เมื่อไหร่ฉันจะเขียนบทละคอนเรื่องใหม่สำเร็จเสร็จสรรพ?
Atsushi Watanabe, 渡辺 篤 ชื่อจริง Sochi Watanabe, 渡辺 総一 (1898-1977) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ด้วยความที่บิดาเสียชีวิตแต่เด็ก อาศัยอยู่กับมารดาที่ Gunma Prefecture ต้องเรียนไปทำงานไป จนกระทั่งมีโอกาสเข้าร่วมคณะการแสดงของ Azuma Hanae จากนั้นเข้าร่วมคณะ Asakusa Opera ก่อนผันตัวสู่วงการภาพยนตร์ Makino Educational Pictures เมื่อปี ค.ศ. 1921 แล้วย้ายมาปักหลักสตูดิโอ Shōchiku ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1925 กลายเป็นนักแสดงตลกชื่อดัง มีผลงานกว่า 250+ เรื่อง และยุคหลังๆกลายเป็นตัวประกอบขาประจำของผู้กำกับ Akira Kurosawa
รับบท Shinsaku Shibano นักเขียนบทละคอนเวทีจาก Tokyo Theater เช่าบ้านพักอยู่ชานเมืองห่างไกล เพราะเป็นคนอ่อนไหวกับสิ่งรอบข้าง ขณะนั้นคงกำลังขาดแรงบันดาลใจเขียนบทละคอนเรื่องใหม่ พอได้ยินเสียงเล็กๆน้อยๆก็เกิดความหงุดหงิด สูญเสียสมาธิ แต่หลังจากแวะเวียนไปทำความรู้จักบ้านข้างๆ ทีแรกตั้งใจจะขอให้ลดเสียงดัง พอสุราเข้าปาก ลุกขึ้นมาเริงระบำ กลับบ้านแทบมิอาจวางปากกา ความคิดใหม่ๆไหลมาเทมา
Watanabe คือนักแสดงตลกที่โดดเด่นกับการปั้นแต่งสีหน้า ท่าทางเหรอหรา ชอบทำตัวไม่รู้เดียงสา บ่อยครั้งตกอยู่ในสถานการณ์ขัดแย้ง น่าหงุดหงิดรำคาญใจ พร้อมมีปากเสียง ทะเลาะวิวาทกับใครไปทั่ว (มีคำเรียกตลกสไตล์นี้ Situational Comedy)
ผมไม่ได้อยากจะโทษว่ากล่าว Watanabe แต่เขาไม่ใช่ตลกประเภทสร้างเสียงหัวเราะได้เอง ต้องมีคนคอยรับส่ง หรือเกิดสถานการณ์บางอย่างขึ้นมา อย่างฉากแรกของหนังมีคู่ขาจิตรกรสมัครเล่นถือว่าทำออกมาได้ดี ผิดกับตอนกลางคืนอยู่ตัวคนเดียวเขียนบทละคอน เป็นซีเควนซ์หาวแล้วหาวอีก หาวจนไม่มีอะไรให้หาว … แต่มันอาจเพราะว่าเขายังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสไตล์หนังพูด ผู้สร้างก็ไม่รู้จะทำอะไรยังไงออกมาให้ตลกขบขัน
Kinuyo Tanaka, 田中 絹代 (1909-77) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Shimonoseki, Yamaguchi ในครอบครัวค้าขายกิโมโน ตั้งแต่เด็กชื่นชอบการเล่นเครื่องดนตรี Biwa เคยเข้าร่วมคณะ Biwa Girls’ Operetta Troupe ต่อมาเซ็นสัญญากับสตูดิโอ Shochiku เริ่มจากมีผลงานหนังเงียบ I Graduated, But… (1929), แสดงหนังพูดเรื่องแรกของญี่ปุ่น The Neighbor’s Wife and Mine (1931) ประสบความสำเร็จล้นหลามจนหลายๆผลงานติดตามมาต้องตั้งชื่อตามอย่าง The Kinuyo Story (1930), Doctor Kinuyo (1937), Kinuyo’s First Love (1940) ฯ หลังสงครามโลกครั้งที่สองออกจากสังกัดเก่ากลายเป็นนักแสดง Freelance ทำให้มีโอกาสร่วมงานหลากหลายผู้กำกับดัง อาทิ The Life of Oharu (1952), Ugetsu (1953), Sansho the Baliliff (1954), The Ballad of Narayama (1956), Flowing (1956), Equinox Flower (1958) ฯ
เกร็ด: นิตยสาร Kinema Junpo จัดอันดับ Movie Star of the 20th Century ฝั่งนักแสดงหญิงของประเทศญี่ปุ่น Kinuyo Tanaka #ติดอันดับ 5
รับบทภรรยาของ Shinsaku Shibano ในสายตาสามีเธอคงเป็นผู้หญิงจู้จี้ขี้บ่น เรื่องมากเอาแต่ใจ แต่ทุกสิ่งทำไปเพราะรับรู้ว่าเขาเป็นคนเอื่อยเฉื่อย ขี้เกียจคร้าน ทำงานไม่ค่อยเสร็จตามกำหนด ถ้าไม่จุกจิกแล้วเดือนนี้จะเอาเงินจากไหนกิน? เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยามาดามเพื่อนบ้าน อยากแต่งสวย มีโน่นนี่นั่นเหมือนเธอคนนั้นบ้าง
แม้จะแต่งงานและมีลูกสอง แต่ตัวละครนี้ของ Tanaka ยังมีความแก่นแก้ว บริสุทธิ์สดใส สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความสนใจ สวมใส่กิโมโนก็จริง (ตัวแทนผู้หญิงยุคก่อน) กลับไม่เคยทำตามคำสั่งสามี โชคดีว่านี่คือหนังตลก เรื่องแบบนี้สามารถสร้างเสียงหัวเราะขบขัน … ถ้าเป็นหนังดราม่า สังคมสมัยนั้นคงยินยอมรับไม่ได้อย่างแน่แท้!
ผมรู้สึกว่าฉากของ Tanaka สร้างเสียงหัวเราะขบขันได้มากกว่านักแสดงตลกแท้ๆอย่าง Watanabe เสียอีก! นั่นอาจเพราะบทบาทของเธอคือการขโมยซีน คอยกลั่นแกล้งสามี ทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้า คายไม่ออก บอกไม่ถูก ภรรยาเอาตัวรอดสบายๆ ส่วนอีกฝ่ายไม่รู้จะทำอะไรยังไง … ด้วยเหตุนี้ Tanaka จึงกลายเป็นนักแสดงระดับซุปตาร์ค้างฟ้า สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น
Satoko Date, 伊達里子 ชื่อจริง Mie Ishikawa, 石川 三枝 (1910-72) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Yokosuka, Tokyo หลังเรียนจบมัธยมทำงานคาเฟ่แห่งหนึ่ง บังเอิญพบเจอนักเขียน Kogo Noda ใช้เส้นสายเข้าร่วมสตูดิโอ Shōchiku แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Fue no shiratama (1929), แจ้งเกิดกับ The Neighbor’s Wife and Mine (1931) ฯ
รับบท Takiko Yamakawa มาดามเพื่อนบ้าน (หญิงแต่งงานแล้ว) เธอเป็นคนสมัยใหม่ สวมใส่เสื้อผ้าตะวันตก ชื่นชอบดนตรีแจ๊ส สามารถร้อง-เล่น-เริงระบำ ดื่มสุราเมามาย ไม่ได้รู้สึกอับอาย ไม่ได้เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ สร้างความลุ่มหลงใหลให้กับ Shinsaku Shibano จนแทบมิอาจหักห้ามใจตนเอง
เรื่องการแสดงอาจไม่มีอะไรให้กล่าวถึงสักเท่าไหร่ แต่บทบาทนี้คือตัวแทนหญิงสาวรุ่นใหม่ กล้าพูด กล้าแสดงออก รักในอิสระ ไม่ได้เป็นนกกรงเหมือนผู้หญิงตามขนบชาวญี่ปุ่น เธออาจดูอันตราย (ชาติตะวันตกมีคำเรียก ‘Vamp’) นางมารร้าย ลวงล่อหลอกบุรุษให้ลุ่มหลงใหล “Eroticism 100%” ถึงอย่างนั้นมันผิดอะไรกับการเลือกเส้นทางชีวิตแบบนี้?
ถ่ายภาพโดย Monjiro Mizutani, 水谷文二郎 (1869-) สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Tokyo เข้าร่วมสตูดิโอ Nikkatsu ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1915 ก่อนย้ายมาสตูดิโอเปิดใหม่ Shōchiku เป็นตากล้องถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรก(ของสตูดิโอ) Souls on the Road (1921) และอีกผลงานเด่น The Neighbor’s Wife and Mine (1931)

ข้อจำกัดของอุปกรณ์บันทึกเสียงในยุคแรกๆ คือมีความอ่อนไหว (Sensitive) ต่อเสียงเล็กๆน้อยๆ เห็นว่าฉากภายในสตูดิโอทั้งหมดต้องถ่ายทำตอนกลางคืนเงียบสงัด ทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนพื้นผนังใหม่หมด ติดตั้งฉนวนกันเสียงรบกวนจากภายนอก และกล้องถ่ายภาพสมัยนั้นส่งเสียงดังมากๆ ก็สร้างตู้เก็บเสียงแล้วขังตากล้องไว้ในนั้น! ด้วยเหตุนี้งานภาพของหนังจึงมักไม่ค่อยพบเห็นการขยับเคลื่อนไหว แต่ยังพอแพนนิ่งได้เล็กน้อย
ส่วนฉากภายนอกผมก็ไม่รู้บันทึกเสียงกันยังไง คงพยายามเลือกสถานที่ที่ห่างไกลผู้คน ติดตั้งตู้เก็บเสียงบนเครนหรืออะไรสักอย่างที่สามารถขยับเคลื่อนย้าย หมุนซ้ายหมุนขวา เลื่อนไปมาได้โดยง่ายดาย และมันจะมีช็อตแพนนิ่ง 360 องศา เห็นว่าให้นักดนตรีหลบซ่อนอยู่หลังเสาไฟ พุ่มไม้ (เพราะมันต้องบันทึกเสียงพร้อมการถ่ายทำ)
อีกปัญหาหนึ่งคือการซิงค์เสียง (Sound Synchronous) โดยเฉพาะฉากที่มีการบรรเลงดนตรี ถ้าเทคหนึ่งผิดพลาดก็ต้องเริ่มต้นถ่ายทำใหม่หมด วิธีแก้ปัญหาของผกก. Goshu คือใช้กล้องสามตัวถ่ายทำพร้อมกัน ถ้าฟุตเทจจากกล้องแรกมีปัญหาก็เปลี่ยนมาใช้กล้องสองหรือสาม โดยเสียงที่บันทึกยังคงเดิมไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร


เรื่องราวของหนังเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่าง Shinsaku กับใครสักคน? เริ่มต้นด้วยจิตรกรสมัครเล่น ละคอนเวที vs. ภาพวาดศิลปะ, ภรรยาแม่ศรีเรือน vs. มาดามเพื่อนบ้านที่เป็นสาวสมัยใหม่, ยามค่ำคืนเงียบกัน vs. กลางวันได้ยินเสียงดนตรีแจ๊ส, หรือแม้แต่ชื่อบทละคอน The Pig and the Pearl (เป็นชื่อที่ชวนให้ผมนึกถึงสำนวนไทย วานรได้แก้ว ผู้ที่ไม่รู้คุณค่าของสิ่งมีค่าที่ได้มาหรือที่มีอยู่)
คำพูดประโยคแรกของหนัง ไม่เชิงว่าเป็นประโยคแรกของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น “Look good. I think I’ll make the Imperial Exhibition again this year.” แม้จะเป็นคำพูดของจิตรกรสมัครเล่น กล่าวชมผลงานศิลปะของตนเอง แต่ก็ฟังผกก. Gosho กล่าวถึงผลลัพท์ของหนังเสียงเรื่องนี้ ก็ไม่เลว ออกมาใช้ได้ น่าจะประสบความสำเร็จพอประมาณ

ตัดต่อไม่มีเครดิต, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Shinsaku Shibano เริ่มตั้งแต่มองหาบ้านอยู่ใหม่ ขนย้ายข้าวของเข้าอาศัย ค่ำคืนแรกเต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆ เช้าวันถัดมาก็เกือบชิบหายวายป่วน โชคดีที่หลังจากการเยี่ยมเยือนเพื่อนบ้าน บังเกิดแรงบันดาลใจเขียนบทละคอนเวทีเสร็จทันกำหนดการ
- Shinsaku มองหาบ้านใหม่
- จิตรกรสมัครเล่นกำลังวาดภาพทิวทัศน์ บ้านเช่าหลังใหม่
- Shinsaku เดินทางมาถึง พูดคุยสอบถาม แล้วเกิดความขัดแย้งกันจิตรกรคนนั้น
- ค่ำคืนแรกย้ายเข้าบ้านใหม่
- เพื่อนๆร่วมโรงละคอนช่วยขนย้ายสิ่งข้าวของ
- เล่นไพ่นกกระจอกกันจนดึกดื่น
- Shinsaku ตั้งใจจะเริ่มเขียนบทละคอน แต่จนแล้วรอด
- เรื่องวุ่นวายกับเพื่อนข้างบ้าน
- เช้ากว่าจะลุกขึ้นตื่นเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
- ขณะกำลังจะจรดปากกาเขียนบทละคอน ได้ยินเสียงบทเพลงดังลอยมา
- ตั้งใจจะเดินทางไปตำหนิต่อว่าเพื่อนข้างบ้าน
- กลับกลายเป็นดื่มด่ำเมามาย เริงระบำสนุกสนาน
- พอกลับมาบ้านบังเกิดแรงบันดาลใจเขียนบทละคอนเรื่องใหม่
- ปัจฉิมบท, หลังจากส่งบทละคอนเรื่องใหม่เสร็จทันกำหนด พาลูกๆออกมาเดินเล่นละแวกบ้าน
ในส่วนของเพลงประกอบ เนื่องจากยุคสมัยนั้นยังไม่มีการผสมเสียง (Sound Mixing) ทุกสิ่งอย่างได้ยินในหนัง ทั้งเสียงสนทนา เพลงประกอบ (Soundtrack) และเสียงประกอบ (Sound Effect) ล้วนเกิดจากการบันทึกสดๆพร้อมกันหมดระหว่างถ่ายทำ!
หนังมีสองบทเพลงที่แต่งขึ้นใหม่โดย Tetsuo Takashina, คำร้องโดย Hachirô Satô, ในหนังขับร้องโดย Satoko Date ประกอบด้วย
- スピード時代 อ่านว่า Supīdo Jidai แปลตรงตัว The Speed Age
- スピードホイ อ่านว่า Supīdo Hoi แปลตรงตัว Speed Hoi!
สำหรับเพลงที่ผมหาได้นี้คือฉบับบันทึกเสียง Speed Hoi! ขับร้องโดย Noriko Awaya, 淡谷のり子 (1907-99) นักร้องเสียง Soprano เจ้าของฉายา “Queen of Blues” แห่งญี่ปุ่น
อีกบทเพลงที่ดังขึ้นช่วงท้ายของหนัง My Blue Heaven (1927) แต่งโดย Walter Donaldson, คำร้องโดย George A. Whiting, ต้นฉบับใช้ในการแสดงของ Ziegfeld Follies ก่อนได้รับการบันทึกเสียงปีถัดมาโดย Gene Austin ร่วมกับ Victor Orchestra ติดอันดับหนึ่งชาร์ท US Billboard Hot 100 นานถึง 13 สัปดาห์ ยอดขายแผ่นกว่า 5 ล้านก็อปปี้ และได้รับเลือกเข้าหอเกียรติยศ Grammy Hall of Fame เมื่อปี ค.ศ. 1978
Day is ending, birds are wending
Back to the shelter of each little nest they love
Nightshades falling, love birds calling
What makes the world go round? Nothing but love
When whippoorwill calls, And evening is nigh
I hurry to my blue heaven, I turn to the right
A little white light will lead you to my blue heaven[Chorus]
A smiling face, a fireplace, a cozy room
A little nest that’s nestled where the roses bloom
Just Molly and me, and baby makes three
We’re happy in my blue heavenFly birdie back home
I turn to the right, honey, at night
That little road to my blue heaven
See upcoming pop shows
Get tickets for your favorite artistsYou might also like
The Middle
Zedd, Maren Morris & Grey
You Broke My Heart
Drake
My Blue Heaven
Taking Back Sunday
The Neighbor’s Wife and Mine (1931) อาจไม่ได้มีเค้าโครงเรื่องราว เนื้อหาสาระอะไร เพียงสร้างสถานการณ์ ใส่มุกตลกขบขัน Nansensu Kigeki (Nonsense Comedy) รวมถึงร้องรำทำเพลง เพื่อให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกเพลิดเพลินผ่อนคลายกับการมาถึงของหนังพูด (Talkie) เปิดประตูสู่ยุคสมัยใหม่แห่งวงการภาพยนตร์
แต่แม้เรื่องราวไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไร แต่หลายสิ่งอย่างเป็นการเผชิญหน้าระหว่างวิถีชาวญี่ปุ่น vs. อิทธิพลจากโลกตะวันตก, ภรรยาแม่ศรีเรือน (สวมกิโมโน) vs. มาดามเพื่อนบ้านที่เป็นสาวสมัยใหม่ (สวมเสื้อผ้าแฟชั่น), ความสงบเงียบยามค่ำคืน (หนังเงียบ) vs. เสียงดนตรีตอนกลางวันที่สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ ฯ
เริ่มต้นเรื่องราว Shinsaku Shibano เต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจต่อสรรพเสียง จนไม่สามารถครุ่นคิดเขียนบทละคอนเสร็จสักที นี่สามารถเปรียบเทียบถึงผกก. Gosho ในตอนแรกไม่ได้อยากมีส่วนร่วมอะไรกับหนังพูดเรื่องนี้ แต่เพราะถูกใบสั่งจากโปรดิวเซอร์ บอกปัดปฏิเสธก็ไม่ได้ จึงทำการทดลองผิดลองถูก เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ จนเมื่อสร้างหนังเสร็จคงเกิดความประทับใจเล็กๆ เหมือนตอนของที่ภรรยา(ของ Shinsaku) ร่วมร้องเพลง My Blue Heaven นั่นสื่อได้ถึงการเริ่มเปิดใจยินยอมรับ
เกร็ด: ชื่อหนังภาษาญี่ปุ่น マダムと女房 อ่านว่า Madamu to Nyōbō แปลตรงตัว The Madame and My Wife, ซึ่งคำว่า Madame สำหรับชาวญี่ปุ่น(สมัยนั้น)คือคำเรียกผู้หญิง(แต่งงานแล้ว)สมัยใหม่ สวมใส่เสื้อผ้าแฟชั่น อุปนิสัยใจคอเหมือนชาวตะวันตก … เป็นคำเรียกที่แบ่งแยกชาวญี่ปุ่นแท้ๆ vs. ผู้หญิงสมัยใหม่
It is not only the first talkie produced by [Shōchiku] Kamata Studios, it is the first full-fledged talkie to be produced by the Japanese film industry. With this film we can announce to the world that we have talkies in Japan too.
นักวิจารณ์ Tamura Yukihiko จากนิตยสาร Kinema Junpo
เมื่อตอนออกฉายไม่เพียงแค่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม บรรดานักวิจารณ์จากนิตยสาร Kinema Junpo ยังโหวตให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Best Film of the Year) แต่ก็แค่นั้นแหละครับ เพียงหมุดไมล์เริ่มต้นยุคสมัยหนังพูดของประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นเอง!
แต่ความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้การเปลี่ยนแปลงขึ้นโดยทันที ญี่ปุ่นน่าจะเป็นประเทศที่เปลี่ยนผ่านสู่หนังพูดช้าที่สุดในโลก! อย่างสตูดิโอ Shōchiku ก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง ยังคงมุ่งเน้นหนังเงียบจนปี ค.ศ. 1935 ถึงแปรเปลี่ยนสู่หนังพูดอย่างเต็มตัว
ปัจจุบัน The Neighbor’s Wife and Mine (1931) ได้กลายเป็นสมบัติสาธารณะ (Public Domain) สามารถหารับชมทาง Youtube คุณภาพระดับ HD จากการแสกนใหม่ของค่าย Criterion Collection แต่ไม่เห็นวางจำหน่าย DVD หรือ Blu-Ray คงจะรอคอยการบูรณะอยู่กระมัง?
The Neighbor’s Wife and Mine (1931) เป็นหนังที่มีหลายๆแนวคิดน่าสนใจ บทเพลงไพเราะ แต่ภาพรวมก็ตามมีตามเกิดตามข้อจำกัดยุคสมัย ไม่ได้สมควรค่าระดับ Best Film of the Year เพียงทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเท่านั้นแล
จัดเรตทั่วไป แต่อาจรู้สึกรำคาญใจ


ใส่ความเห็น