Tokyo Chorus (1931)

Tokyo Chorus (1931)

Tokyo Chorus (1931) Japanese : Yasujirô Ozu ♥♥♥

หลังกำกับภาพยนตร์มากว่า 21 เรื่อง! ก็ถึงเวลาที่ผู้กำกับ Yasujirô Ozu จะเติบโต “Mature Film” ค้นพบแนวทางสนใจ สรรค์สร้างเรื่องราวคนธรรมดาทั่วไปในกรุง Tokyo บันทึกภาพวิถีชีวิต ความทุกข์ยากลำบากหลังวิกฤตการณ์การเงิน Shōwa Financial Crisis (1927) นำสู่ยุคสมัย Shōwa Depression (1930-32)

ตั้งแต่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เมื่อปี ค.ศ. 1927, ผกก. Ozu สร้างหนังเงียบปีละ 4-5 เรื่อง รวมแล้ว 21 เรื่องในระยะเวลา 4 ปี! ส่วนใหญ่เป็นแนว ナンセンス喜劇, Nansensu Kigeki (Nonsense Comedy) ใช้เวลาถ่ายทำเรื่องละไม่ถึงสัปดาห์ รับอิทธิพลจากหนังตลกของ Charlie Chaplin และ Harold Lloyd

ความเบื่อหน่ายคงคือแรงผลักดันให้ผกก. Ozu โหยหาความเปลี่ยนแปลง ถึงเวลาหาแนวทางภาพยนตร์ที่สะท้อนความสนใจของตนเอง ซึ่งสิ่งที่เขาทำนั้นก็แสนง่ายดาย คือมองออกไปภายนอกสตูดิโอ Shōchiku พบเห็นความเปลี่ยนแปลงของกรุง Tokyo ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 1923 (1923 Great Kantō earthquake) จากความราบเรียบเป็นหน้ากลอง ตึกรามบ้านช่องค่อยๆเติบโต ขยับขยายอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่ปีก็ฟองสบู่แตก Shōwa Financial Crisis สู่ยุคสมัย Shōwa Depression

มันไม่ใช่ว่าผกก. Ozu คือผู้บุกเบิกแนวหนัง Shōshimin-eiga (小市民 映画) แปลว่า Petty Bourgeois Film หรือ Lower-Middle Class Film หรือเรียกย่อๆ Shōmin-geki = Common People Drama, นักวิชาการเค้าว่ากันว่าเริ่มต้นจากผู้กำกับ Yasujirō Shimazu (ผกก. Ozu เคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ) ในช่วงปลายทศวรรษ 20s น่าเสียดายที่ไม่มีผลงานยุคแรกๆหลงเหลือให้รับชมสักเท่าไหร่

Tokyo Chorus (1931) หลายคนอาจครุ่นคิดว่าเป็นหนังเกี่ยวกับการร้องเพลง แต่คำว่า Chorus ที่ไม่ใช่วงคอรัส สามารถสื่อถึงการร้อยเรียงภาพวิถีชีวิต ผู้คน “collective experience” การต่อสู้ดิ้นรนของชาวเมือง Tokyo ในยุคสมัย Shōwa Depression … แนวคิดละม้ายคล้ายกับหนังแนว City Symphony ที่ทำการร้อยเรียงทิวทัศนียภาพของชุมชนเมืองนั้นๆ


Yasujirô Ozu (1903-63) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Fukagawa, Tokyo เป็นบุตรที่สองจากพี่น้อง 5 คน ตอนเด็กๆชอบโดดเรียนไปดูหนัง Quo Vadis (1913), The Last Days of Pompeii (1913) กระทั่งรับชม Civilization (1918) เกิดความมุ่งมั่นต้องการทำงานผู้สร้างภาพยนตร์, เรียนจบมัธยมอย่างยากลำบากเพราะเป็นเด็กหัวช้า สอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งไหนก็ไม่ติด โชคดีมีลุงเป็นนักแสดงสตูดิโอ Shochiku Film Company ได้ทำงานผู้ช่วยตากล้อง ไต่เต้าขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ไม่นานได้กำกับหนังเงียบเรื่องแรก Sword of Penitence (1927) น่าเสียดายฟีล์มสูญหายไปแล้ว

การมาถึงของวิกฤตการณ์การเงิน Shōwa Financial Crisis (1927) ทำให้ Shiro Kido ผู้บริหารสตูดิโอ Shōchiku ตัดสินใจรัดเข็มขัด ปรับเปลี่ยนทิศทางภาพยนตร์ มุ่งเน้นสร้างหนังสั้นคอมเมอดี้ (Short Comedy) โดยไม่ใช้นักแสดงมีชื่อ ซึ่งผกก. Ozu ก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดอยู่หลายปีจนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัวกับ Tokyo Chorus (1931)

I was getting sick of failure, and decided to make a film in a nonchalant mood… Since that time, I couldn’t figure out what to do to make a good film. What can a director bequeath to posterity? I began to find film meaningless. Now, I feel the other way around. The very fact that films could fade into oblivion is what makes it so enchanting.

Yasujirô Ozu

東京の合唱 อ่าน/แปลตรงตัว Tokyo Chorus ในเครดิตขึ้นว่าสร้างขึ้นจากเรื่องดั้งเดิม (Original Story) ของ Komatsu Kitamura, 北村小松 (1901-64) โดยไม่ได้ระบุว่าดัดแปลงจากนวนิยายเรื่องใด นั่นเพราะ Kôgo Noda, 野田 高梧 (1893-1968) นักเขียนขาประจำของผกก. Ozu นำเอาเรื่องราวตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย จากหลายๆเรื่องสั้ในหนังสือ 小市民街 (1930) อ่านว่า Shōshimin-gai แปลว่า Middle Class Avenue หรือ A Common Citizen’s District มาผสมผสานคลุกเคล้าเข้า แปะติดปะต่อเข้าด้วนกัน


เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ Mr. Omura (รับบทโดย Tatsuo Saitō) ครูสอนพลศึกษาเรียกรวมกลุ่มนักเรียนมัธยม ตั้งแถวตรวจระเบียบ ก่อนเริ่มออกกำลังกาย แต่ทว่า Shinji Okajima (รับบทโดย Tokihiko Okada) กลับมาสายกว่าคนอื่น แถมแต่งตัวไม่ถูกระเบียบ เลยมักถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง

หลายปีถัดมา Shinji เติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่งงานมีครอบครัว ทำงานขายตรงบริษัทประกัน รับปากบุตรชายจะซื้อจักรยานคันใหม่เมื่อโบนัสออก แต่ทว่าเขากลับถูกไล่ออกเพราะดันไปมีปากมีเสียงกับหัวหน้า พยายามเรียกร้องหาความยุติธรรมให้เพื่อนร่วมงาน

Shinji พยายามหางานใหม่ แต่จนแล้วจนรอดในช่วงระหว่าง Shōwa Depression มองไปทางไหนพบเจอแต่คนตกงาน พอบุตรสาว (รับบทโดย Hideko Takamine) ล้มป่วยเลยต้องเอากิโมโนของภรรยาไปขาย กระทั่งมีโอกาสพบเจอครูสอนพลศึกษา Mr. Omura เกษียณตัวออกมาเปิดร้านอาหาร เขาจึงจำยินยอมอับอายขายหน้าดีกว่าครอบครัวต้องอดอยากปากแห้ง


Tokihiko Okada, 岡田 時彦 ชื่อจริง Eiichi Takahashi, 高橋英一 (1903-34) นักแสดงหนังเงียบ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Miyamotocho, Tokyo ตั้งแต่มีโอกาสรับชม The Broken Coin (1915) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว] เกิดความหลงใหลในสื่อภาพยนตร์ เริ่มต้นเป็นนักแสดงในสังกัด Taishō Katsuei ก่อนย้ายมาโด่งดังที่ Shochiku ผลงานเด่นๆ อาทิ That Night’s Wife (1930),Tokyo Chorus (1931), The Water Magician (1933) ฯ น่าเสียดายอายุสั้นไปหน่อย เสียชีวิตจากวัณโรคขณะอายุเพียง 30 ปี

รับบท Shinji Okajima ตั้งแต่หนุ่มๆชอบทำอะไรแปลกแยกจากคนอื่น พอเติบใหญ่พบเห็นความไม่ถูกต้องในสถานที่ทำงาน พร้อมลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องหาความยุติธรรม แต่มันก็ทำให้เขาต้องตกงาน ผิดคำสัญญาต่อบุตรชาย (แต่ภายหลังก็ยินยอมซื้อจักรยานให้) ขัดแย้งภรรยาเพราะแอบเอากิโมโนของเธอไปขาย ท้ายที่สุดเรียนว่าไม่เลือกงานย่อมไม่อับจน ยินยอมกระทำสิ่งขายขี้หน้าย่อมดีกว่าปล่อยให้ครอบครัวตกทุกข์ยากลำบาก

แม้คุณภาพไฟล์หนังที่ผมรับชมจะค่อนข้างย่ำแย่ แถมภาพตัวละครหลุดเฟรมอยู่บ่อยครั้ง และสไตล์ Ozu ก็ไม่คอยมีช็อตระยะใกล้ (Close-Up Shot) แต่การแสดงของ Okada ต้องชมเลยว่ามีความเข้มข้นทางอารมณ์สูงมากๆ ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเกรี้ยวกราด ต้องการยืนหยัดเพื่ออุดมการณ์ กลับเป็นเหตุให้เกือบจะสูญเสียทุกสิ่งอย่าง จนจำยินยอมกระทำสิ่งอับอายขายขี้หน้า

ไฮไลท์คือหลังจากขโมยกิโมโนของภรรยาไปขาย ล้อมวงเล่นตบแปะกับลูกๆ(และภรรยา) เปลือกภายนอกแสร้งทำเป็นว่าอารมณ์ดี ยิ้มแย้มร่าเริง ก่อนตัดสลับกลับไปกลับมากับภาพภรรยา ต่างค่อยๆก้มหน้า มองตาไม่ติด แอบร่ำร้องไห้ เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวังในตนเอง

น่าเสียดายที่ Okada เสียชีวิตก่อนวัยอันควร แนวโน้มน่าจะกลายเป็นนักแสดงระดับตำนาน อาจจะยิ่งใหญ่กว่า Toshiro Mifune หรือ Tatsuya Nakadai ด้วยซ้ำไป! แต่ก็ได้ให้กำเนิดบุตรสาว Mariko Okada (เกิดปี ค.ศ. 1933) ที่กลายดาวดาราค้างฟ้าแทนบิดา

ถ่ายภาพ/ตัดต่อโดย Hideo Shigehara, 茂原英雄 (1905-67) สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Myoko City, Niigata Prefecture ครอบครัวเป็นเจ้าของกิจการโรงแรม พออายุ 17 เดินทางสู่กรุง Tokyo เข้าร่วมสตูดิโอ Shochiku แล้วกลายเป็นตากล้องขาประจำของผู้กำกับ Yasujirô Ozu ตั้งแต่ Dreams of Youth (1928) จนถึง What Did the Lady Forget? (1937) ก่อนรีไทร์จากวงการภาพยนตร์

งานภาพของหนังเต็มไปด้วยร่องรอย ‘สไตล์ Ozu’ อาทิ มักตั้งกล้องต่ำกว่าระดับสายตา (Tatami Shot), เวลาสนทนาถ่ายภาพหน้าตรง (ไม่มี Over-the-Shoulder หรือ Short Over), บ่อยครั้งเลือกทิศทาง Isometric พยายามจัดวางนักแสดงไม่ให้ซ้อนทับใบหน้า ฯ แต่ปัญหาใหญ่คือภาพถ่ายเต็มตัว บ่อยครั้งทำให้ศีรษะ(เกือบ)หลุดออกจากเฟรม … ผมไม่รู้ว่าปัญหาเกิดจากการสแกนฟีล์ม หรือการลองผิดลองถูกระหว่างการถ่ายทำ

ผลงานยุคแรกๆของผกก. Ozu ยังไม่ได้จำกัดตัวเองว่ากล้องต้องไม่ขยับเคลื่อนไหว หลายครั้งในหนังจบพบเห็นการลากกล้องเคลื่อนพานผ่านฝูงชนในทิศทางต่างๆ ครั้งแรกตอนยังเป็นนักเรียนยืนหน้ากระดาน โตขึ้นต่อแถวพนักงานรับเงินเดือน (โบนัส) คนตกงานนั่งอยู่ริมท้องถนนหนทาง และช่วงท้ายงานเลี้ยงรุ่นนั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร … ความเชื่อมโยงนี้เหล่านี้สามารถมองเป็นสัมผัสบทกวี

เกร็ด: ญี่ปุ่นบุกรุกรานแมนจูเรีย (Manchuria) เมื่อวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1931 แม้ภายหลังหนังเรื่องนี้ออกฉาย แต่ครูพละออกคำสั่งให้นักเรียนตั้งแถว ยืนเรียงหน้ากระดาน มันก็ชวนนึกถึงอารัมบทสงครามได้เช่นกัน กระมัง?

หนึ่งในลูกเล่นที่สร้างสัมผัสกวีภาพยนตร์ได้อย่างงดงาม ก็คือการร้อยเรียงชุดภาพ Montage จริงๆปรากฎพบเห็นอยู่หลายครั้ง แต่ผมยกตัวอย่างแค่ขณะนี้ตอนพักกลางวัน ทุกคนในบริษัทต่างหยุดทำงาน วางอาหาร ของว่าง ถอดรองเท้าทิ้งไว้ เพราะวันนี้เป็นวันโบนัสออก พวกเขาเลยลุกไปรอคิวต่อแถวหน้าห้องหัวหน้า

ประโยคเด็ดของหนัง “Hoover’s policies haven’t helped us yet.” เป็นการอ้างอิงถึงปธน. Herbert Hoover ที่เพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1929 ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตกเดือนตุลาคม ค.ศ. 1929 (Wall Street crash of 1929) พยายามโน้มน้าวบรรดานักธุรกิจไม่ให้ลดค่าแรง หรือไล่ออกพนักงาน โดยจะนำเงินของรัฐมาช่วยสนับสนุน … แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่

การถกเถียงระหว่าง Shinji vs. หัวหน้า เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้เพื่อนร่วมงานที่ถูกไล่ออก หนังนำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ด้วยการตบไม้ ตอบโต้ด้วยพัด ก็พอเข้าใจได้ว่าต้องการสร้างความตลกขบขัน แต่มันดู Nonsense ยังไงชอบกล … มันคงคือความจำเป็นที่ผกก. Ozu ต้องสร้างหนังให้มีความตลกขบขันตามใบสั่งหัวหน้า กระมัง!

ตอนสมัยนักเรียน Shinji Okajima ถือเป็นคนนอกคอก ชอบมาสาย ไม่มีเสื้อสวมใส่ เลยมักถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง พอโตขึ้นทำงานบริษัทประกัน เมื่อเขาถูกไล่ออก มันจะมีภาพขณะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะคนเดียว ปล่อยทิ้งเพื่อนร่วมงานไว้เบื้องหลัง … นี่คือประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เด็ก-ผู้ใหญ่ไม่แตกต่าง และยังสร้างสัมผัสบทกวีเช่นเดียวกัน

เมื่อตอนเด็กชายไม่มีจักรยานขับขี่ สังเกตว่าเขาสวมใส่ชุดสีผิดแผกแตกต่างจากคนอื่นๆ คล้ายกับบิดาสมัยเรียนหนังสือ ก็ถือเป็นบุคคลนอกคอก ไม่มีเสื้อขาวสวมใส่เลยไม่สามารถเข้าร่วมกลุ่ม หรือได้รับการยินยอมรับจากผู้อื่น

แต่หลังจากบิดายินยอมซื้อจักรยานให้ เด็กชายก็สวมใส่ชุดสีขาวเหมือนกับเพื่อนๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม นี่คงเป็นความคาดหวัง(ของบิดา)เพื่อไม่ให้บุตรชายดำเนินตามรอยเท้าของตนเอง มีพรรคมีพวก ไม่แปลกแยกจากสังคม

มันเป็นวิถีปฏิบัติของชาวญี่ปุ่น เมื่อสามีกลับมาบ้าน ภรรยามีหน้าที่ต้องคอยปรนนิบัติ ถอดเสื้อผ้า บริการน้ำท่า แต่คราวนี้จู่ๆเธอกลับปฏิเสธ ปล่อยให้เขาทำเองทุกสิ่งอย่าง รู้สึกอับอายที่เขาเดินแจกใบปลิว (ยุคสมัยนั้นมันคงเป็นเรื่องเกียรติ ศักดิ์ศรี สถานะทางชนชั้นกระมังนะ) แต่หลังจากพูดคุยปรับความเข้าใจ ท้ายที่สุดเธอยินยอมหยิบชุดกลับมาสวมใส่เสื้อผ้าให้ … แต่ภาพหลังที่ผมนำมา เหมือนจงใจเลือกมุมกล้องถ่ายให้เห็นว่าสตรีเพศยังอยู่เบื้องล่าง แทบเท้าบุรุษ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Shinji Okajima ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนมาสายกว่าใครเพื่อน พอเติบใหญ่แต่งงานมีครอบครัว ทำงานบริษัทประกัน ยังคงมีพฤติกรรมแปลกแยก เลยถูกไล่ออกจากงาน พยายามหางานใหม่ จนแล้วจนรอด ท้ายที่สุดหวนกลับไปพบเจอครูสอนพลศึกษา

  • อารัมบท, ครูสอนพลศึกษาเรียกรวมพลนักเรียน ตรวจแถว เตรียมตัวออกกำลังกาย
  • ชีวิตที่ไม่เคยเปลี่ยนไปของ Shinji
    • หลายปีถัดมา Shinji แต่งงานมีบุตร รับปากจะซื้อจักรยานคันใหม่
    • แต่พอรับโบนัส ต้องการแสวงหาความยุติธรรมให้เพื่อนร่วมงาน เลยถูกไล่ออกจากงาน
    • กลับมาบ้านด้วยความผิดหวัง บุตรชายแสดงความไม่พึงพอใจ จนที่สุดเขายินยอมซื้อจักรยานให้
  • Shōwa Depression
    • Shinji พยายามออกหางาน แต่ไม่มีใครว่าจ้างงาน
    • บุตรสาวล้มป่วย เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
    • พอกลับมาบ้านภรรยาตระหนักว่ากิโมโนถูกนำไปจำนำ ใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล
  • ทำสิ่งเสียศักดิ์ศรี ยังดีกว่าอดอยากปากแห้ง
    • ระหว่างออกหางาน Shinji พบเจอครูสอนพลศึกษา
    • เดินทางมาร้านอาหาร ตอบตกลงทำงาน
    • Shinji เดินแจกใบปลิวตามท้องถนน
    • พอกลับมาบ้านภรรยาแสดงความไม่พึงพอใจ แต่ไม่นานก็ปรับความเข้าใจ
  • ปัจฉิมบท
    • งานเลี้ยงรวมรุ่นที่ร้านอาหารของครูสอนพลศึกษา
    • Shinji ได้งานใหม่เป็นครูสอนหนังสือที่ต่างจังหวัด

Tokyo Chorus (1931) เป็นภาพยนตร์ที่พยายามนำเสนอวิถีชีวิต ผู้คน การต่อสู้ดิ้นรนของชาว Tokyo ในช่วงหลังวิกฤตการณ์การเงิน Shōwa Financial Crisis (1927) มาจนถึงสู่ยุคสมัย Shōwa Depression (1930-31) ทุกบริษัทต่างพยายามรัดเข็มขัด ปลดพนักงาน ลดเงินเดือน/โบนัส ใครมีปัญหานายจ้างก็อาจถูกขับไล่ ไม่มีใครว่าจ้าง จำเป็นต้องทำสิ่งที่อาจสูญเสียเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ยินยอมอับอายขายหน้าประชาชี

ผมอ่านเจอในชีวประวัติของผกก. Ozu เล่าว่าก่อนไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้กำกับ เคยมีการชกต่อยกับลูกจ้างในโรงอาหารสตูดิโอ Shochiku เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ยอมต่อแถว แซงคิว เรื่องพรรค์นี้คือสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นไม่ให้การยินยอมรับ สะท้อนเข้ากับตัวละคร Shinji Okajima พอพบเห็นเพื่อนร่วมงานถูกไล่ออก จึงพยายามเรียกร้องหาความยุติธรรมจากนายจ้าง … ถือว่ามีจิตวิญญาณนักสู้เหมือนกันกระมัง

ชีวิตจริงผกก. Ozu แม้ไม่เคยถูกไล่ออก แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ราวกับได้ถือกำเนิด เริ่มต้นใหม่ (ก็เหมือนตัวละคร Okajima พอถูกไล่ออกก็ต้องหางานใหม่ จึงต้องมองหาสิ่งแตกต่างออกไป) จากเคยสรรค์สร้างหนังตลกไร้สาระ (จริงๆมันก็ยังพอพบเห็นความพยายามทำให้ตลกขบขันอยู่บ่อยครั้ง) พยายามสอดแทรกเนื้อสาระ บันทึกภาพบรรยากาศยุคสมัย สะท้อนปัญหาสังคมของประชาชนทั่วไป … ที่เรียกว่า Shōmin-geki = Common People Drama

นอกจากสร้างแคปซูลเก็บบันทึกบรรยากาศยุคสมัย เนื้อหาของหนังยังเกี่ยวกับครอบครัว ภาพสะท้อนขนบวิถีทางสังคมยุคสมัยนั้น ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างสามี-ภรรยา รวมถึงบิดา-บุตรชาย/สาว

  • ในฐานะสามี Shinji ไม่เคยสนใจความรู้สึกภรรยาเลยสักครั้ง สร้างความขื่นขม รวดร้าวระทม ถึงอย่างนั้นเธอกลับยังอดกลั้นฝืนทน เพราะนั่นคือวิถีทางสังคมของญี่ปุ่นยุคสมัยนั้น บุรุษคือช้างเท้าหน้า สตรีคือช้างเท้าหลัง ไร้ซึ่งสิทธิ์เสียงแสดงความคิดเห็นใดๆ
    • ตอนแสดงเจตจำนงค์ยืนหยัดเพื่ออุดมการณ์ เลยถูกไล่ออกจากงาน แล้วหลังจากนี้จะอยู่จะกินอย่าง?
    • พอบุตรสาวป่วยหนัก แอบนำกิโมโนของเธอไปขาย
    • ทำงานร้านอาหาร เดินแจกใบปลิว สร้างความอับอายขายขี้หน้า
  • ในฐานะบิดา มักมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง โต้ถกเถียงกับลูกๆอยู่บ่อยครั้ง แต่เด็กน้อยยังไม่รู้ประสีประสา จีงมีความเอ็นดูห่วงใย
    • ในตอนแรกรับปากบุตรชายจะซื้อจักรยานคันใหม่ พอถูกไล่ออกจากงาน สถานะการเงินไม่คล่องตัว แต่ท้ายที่สุดก็ยินยอมซื้อให้
    • ขณะที่บุตรสาวพอล้มป่วย แม้ไม่มีงานไม่มีเงิน แต่ชีวิตของลูกๆสำคัญเหนือกว่าอื่นใด

Shinji อาจไม่ใช่สามีหรือบิดาที่ดี แต่เหตุการณ์ร้ายๆบังเกิดขึ้นทำให้เขาเกิดความตระหนัก มันไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสมาชิกครอบครัวอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า แม้ต้องยินยอมสูญเสียเกียรติ ศักดิ์ศรี อุดมการณ์เคยมี กระทำสิ่งอับอายขายขี้หน้า ก็ยังดีกว่าให้ภรรยาและบุตรต้องทนทุกข์ทรมานจากความเห็นแก่ตัวของตนเอง!

ในชีวประวัติของผกก. Ozu ไม่ใช่น้องสาวที่ล้มป่วยแต่คือตัวเขาเองตอนอายุสามขวบ หมอวินิจฉัยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) อาการโคม่าอยู่หลายวัน มารดาคอยปฐมพยาบาลอยู่ข้างเตียงไม่เคยห่าง แล้วพออายุเก้าขวบบิดาลูกๆย้ายออกจากกรุง Tokyo ไปอยู่บ้านเก่าที่ Matsusaka, Mie Prefecture … อาจถือว่าหนังมีความเป็นส่วนตัวของผกก. Ozu อยู่เล็กๆ


นิตยสาร Kinema Junpo ได้จัดอันดับภาพยนตร์ญี่ปุ่นยอดเยี่ยมประจำปี ค.ศ. 1931 โดยที่ Tokyo Chorus (1931) ได้รับการโหวตอันดับ #3 รองจาก The Neighbor’s Wife and Mine (1931) [หนังเสียงเต็มเรื่องแรกของญี่ปุ่น] และ Kokoro no jitsugetsu: Retsujitsu hen – Gekko hen (1931) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว]

ตอนผมเห็นหนังในคอลเลคชั่น Silent Ozu-Three Family Comedies (Tokyo Chorus, I Was Born, But…, Passing Fancy) ของค่าย Criterion ก็ครุ่นคิดว่าอย่างน้อยน่าจะได้รับการปรับปรุงคุณภาพ แต่กลับสภาพตามมีตามเกิด ตามคุณภาพ DVD ไม่รู้ตอนฉายเทศกาลหนังเงียบในเมืองไทยเมื่อปีก่อน ค.ศ. 2024 ผ่านการบูรณะแล้วหรือยัง?

ไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพของไฟล์หนัง แต่ยังคุณภาพงานสร้างที่น่าหงุดหงิดรำคาญใจ มันอาจคือข้อจำกัดทางเทคโนโลยีสมัยนั้น ผกก. Ozu ยังอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พัฒนาสไตล์ลายเซ็นต์ และชื่อหนังไม่ค่อยสอดคล้องกับสิ่งที่ควรเป็น … แนะนำว่าอย่าไปคาดหวังอะไรมากมาย นี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น การถือกำเนิดของว่าที่ปรมาจารย์ผู้กำกับภาพยนตร์เท่านั้นเอง

จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | Tokyo Chorus คือการเติบโตของผู้กำกับ Yasujirô Ozu อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ค้นพบแนวทางสนใจ และกำลังพัฒนาสไตล์ลายเซ็นต์ของตนเอง
คุณภาพ | คอรัส
ส่วนตัว | น่าสนใจ


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)