
Fail Safe (1964)
: Sidney Lumet ♥♥♡
เข้าฉายปีเดียวกับ Dr. Strangelove (1964) ต่างนำเสนอเรื่องราวความผิดพลาดทางเทคนิค ‘Fail Safe’ ทำให้เครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ออกเดินทางมุ่งสู่ Moscow ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (รับบทโดย Henry Fonda) จึงพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อหยุดยับยั้งสงครามโลกครั้งที่สาม
ผิดกับ Dr. Strangelove (1964) ที่ผู้กำกับ Stanley Kubrick ทำออกมาแนวตลกร้าย (Black Comedy) ล้อเลียนเสียดสีการเมือง (Political Satire) ผ่อนคลายความตึงเครียดในช่วงระหว่างสงครามเย็น (แต่ผู้ชมบางคนอาจขบขันไม่ออกสักเท่าไหร่), Fail Safe (1964) ของ Sidney Lumet คือภาพยนตร์ดราม่าระทึกขวัญ (Drama Thriller) บรรยากาศตึงเครียด เก็บกดดัน ดูจบแล้วบังเกิดความหวาดระแวง วิตกจริต รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย หวังว่าเหตุการณ์เลวร้ายแบบในหนังคงไม่เกิดขึ้นจริง … ทั้งสองเรื่องสามารถมองเป็น ‘accompany film’ สำหรับรับชมเคียงข้าง เติมเต็มกันและกัน
แต่ในขณะที่ Dr. Strangelove (1964) ขึ้นหิ้งกลายเป็นตำนานเหนือกาลเวลา! Fail Safe (1964) แม้คุณภาพจะไม่ย่อหย่อนกว่า คะแนนจากเว็บ imdb.com ก็สูงพอๆกัน (Dr. Strangelove คะแนน 8.4, Fail Safe คะแนน 8.0) แต่น้อยคนจะมีโอกาสรับรู้จัก อีกทั้งความไม่สมเหตุสมผลของเรื่องราว โดยเฉพาะการตัดสินใจของประธานาธิบดี เป็นสิ่งที่ผมมองว่ามันอุดมคติ เพ้อเจ้อ ไร้สาระเกินไป ต่อให้ในชีวิตจริงบังเกิดสถานการณ์คล้ายๆกันนี้ ก็ไม่มีวันที่ผู้นำชาติไหนจะทำเรื่องโง่เง่าเต่าตุ่น ด้วยการฆ่าล้างประชาชนแลกเปลี่ยนกับสันติภาพ
มันมีสิ่งอื่นมากมายที่สามารถใช้ต่อรองแลกเปลี่ยน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศประสบหายนะ แต่วิธีการของหนังมันสุดโต่ง บ้าอุดมการณ์ ทำลายความเชื่อมั่น(ของคนในชาติ) และยังไร้ซึ่งมนุษยธรรม … คือมันชัดเจนว่าต้นฉบับนวนิยายต้องการเสียดสีล้อเลียน ‘fail safe’ ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางเทคนิค แต่มนุษย์ก็สามารถตัดสินใจพลาดพลั้งได้เช่นกัน
ทีแรกผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนัง เพราะรับรู้ว่าคงไม่ทางยอดเยี่ยมไปกว่า Dr. Strangelove (1964) แต่พอพานผ่านสักครึ่งชั่วโมงก็เริ่มบังเกิดความชื่นชอบประทับใจ วิธีการนำเสนอของผกก. Lumet แตกต่างตรงกันข้ามกับ Kubrick สามารถทำให้ Fail Safe (1964) มีความโดดเด่น เฉพาะตัวเอง เกือบจะหลงใหลคลั่งไคล้ ถ้าไม่เพราะไคลน์แม็กซ์ที่แม้งโคตรไร้สาระ ทำลายทุกสิ่งอย่างอุตส่าห์สร้างมาโดยพลัน
Sidney Arthur Lumet (1924-2011) ผู้กำกับภาพยนตร์/โทรทัศน์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania แต่มาเติบโตย่าน Lower East Side, Manhattan ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพมาจาก Poland, บิดาเป็นนักแสดง/ผู้กำกับละครเวที Yiddish Art Theatre ฐานะค่อนข้างยากจน ทำให้บุตรชายต้องขึ้นเวทีตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เคยให้เสียงละคอนวิทยุ ขึ้นแสดง Broadway, Off-Broadway และหนังสั้น, การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัครทหาร U.S. Army ประจำการอยู่อินเดียและพม่า
หลังสิ้นสุดสงครามโลก ผันตัวจากหน้าเวทีสู่เบื้องหลัง ก่อตั้งเวิร์คช็อบ (Workshop) สอนการแสดง High School of Performing Arts กำกับโปรดักชั่น Off-Broadway เข้าสู่วงการโทรทัศน์จากเป็นผู้ช่วย Yul Brynner พัฒนาเทคนิคถ่ายทำ “lightning quick” สำหรับกำกับซีรีย์ด้วยความรวดเร็ว อาทิ Danger (1950-55), Mama (1949-57), You Are There (1953-57), บางตอนของ Playhouse 90 (1956-60), Kraft Television Theatre (1947-58) และ Studio One (1947-58) รวมๆแล้วมีเครดิตกว่า 250+ ตอน!
สไตล์การกำกับของ Lumet มีคำเรียกจากนักวิจารณ์ “Hardboiled Straight-Shooter” เพราะได้รับการฝึกฝนจากยุคสมัย Golden Age of Television ในช่วงทศวรรษ 50s จึงมีความรวดเร็ว เน้นประสิทธิภาพ เอ่อล้นด้วยพลังงาน (Energetic Style of Directing) นิยมทำการซักซ้อม (Rehearsal) ตระเตรียมตัวล่วงหน้าให้พร้อม ถ่ายทำจริงจึงแค่ไม่กี่เทค หัวข้อความสนใจมักมีลักษณะ Psychodramas, ศึกษาตัวละคร (Character Study), บ่อยครั้งตัวเอกปฏิลักษณ์ (Antiheroes), ตั้งคำถามความเป็นธรรมทางสังคม (Social Justice) และมักมีพื้นหลังมหานคร New York City
Someone once asked me what making a movie was like. I said it was like making a mosaic. Each setup is like a tiny tile. You color it, shape it, polish it as best you can. You’ll do six or seven hundred of these, maybe a thousand. Then you literally paste them together and hope it’s what you set out to do.
Sidney Lumet
สำหรับ Fail-Safe (1964) ภาพยนตร์สร้างขึ้นลำดับที่หก แต่ออกฉายเป็นเรื่องที่เจ็ด (โดยเฉลี่ยผกก. Lumet สร้างหนังปีละเรื่อง!) ต้นฉบับคือนวนิยายขายดี (Best-Selling) แต่งโดย Eugene Burdick และ Harvey Wheeler ในตอนแรกตีพิมพ์ลงนิตยสารรายสัปดาห์ Saturday Evening Post วันที่ 13, 20, 27 ตุลาคม ค.ศ. 1962 ก่อนรวมเล่มวางแผง 22 ตุลาคม ค.ศ. 1962 พอดิบพอดีคาบเกี่ยวระหว่างวิกฤตการวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา, Cuban Missile Crisis (16-28 ตุลาคม ค.ศ. 1962)
เกร็ด: เรื่องราวของนวนิยาย Fail-Safe มีความละม้ายคล้าย Red Alert (1958) แต่งโดย Peter George [ที่เป็นต้นแบบภาพยนตร์ Dr. Strangelove (1964)] เลยถูกฟ้องร้องลิขสิทธิ์ ได้รับการไกล่เกลี่ยนอกศาล และผกก. Kubrick ยังโน้มน้าวสตูดิโอ Columbia Pictures ให้ซื้อลิขสิทธิ์จัดจำหน่าย Fail Safe (1964) แล้วกำหนดวันเข้าฉายภายหลัง Dr. Strangelove (1964)
บทภาพยนตร์ดัดแปลงโดย Walter Bernstein (1919-2021) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ที่เคยถูก Hollywood Blacklist ในช่วงทศวรรษ 50s เพราะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มการเมืองฝั่งซ้าย และมีชื่อปรากฎในนิตยสาร Red Channels แต่ตัวเขาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ เลยสามารถใช้นามปากกาทำงานวงการโทรทัศน์ จนกระทั่งผกก. Lumet ดึงตัวมาร่วมพัฒนาบท That Kind of Woman (1959), Fail-Safe (1964), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Front (1976), Semi-Tough (1977), Yanks (1979) ฯ
เรื่องราวมีพื้นหลังในช่วงสงครามเย็น (Cold War) ประกอบด้วยตัวละครดังต่อไปนี้
- Brigadier General Black (รับบทโดย Dan O’Herlihy) แห่ง U.S. Air Force ดึกดื่นฝันเห็นนักสู้วัว (Matador) เข่นฆ่าวัวท่ามกลางฝูงชน ราวกับเป็นลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง เช้าวันนั้นขับบินสู่ Washington, D.C. เพื่อร่วมประชุมแผนการรับมือสงครามเย็น
- Professor Groeteschele (รับบทโดย Walter Matthau) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์/ที่ปรึกษาด้านพลเรือน ระหว่างงานเลี้ยงปาร์ตี้ แสดงทัศนะต่อต้านคอมมิวนิสต์ (Anti-Communist) พร้อมทำสงครามเพื่อชัยชนะแม้ต้องแลกกับผู้เสียชีวิตนับล้าน หลังเลิกงานเดินทางสู่ Washington, D.C.
ระหว่างการประชุมในห้อง War Room มีการแจ้งเตือนยานบินไม่ทราบสัญชาติ (Unidentified Aircraft, UFO) ตรงเข้ามาในพรมแดนสหรัฐอเมริกา กำลังจะผ่านจุดไม่ปลอดภัย ‘Fail Safe’ โชคดีสามารถตรวจพบว่าเป็นเครื่องบินพลเรือน แต่ทันใดนั้นเองเกิดความขัดข้องทางเทคนิคกับเครื่องบินทิ้งระเบิด Group 6 ได้รับสัญญาณโจมตีนิวเคลียร์ Colonel Jack Grady (รับบทโดย Edward Binns) จึงออกเดินทางมุ่งสู่ Moscow โดยพลัน
เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (รับบทโดย Henry Fonda) รับทราบเหตุการณ์ดังกล่าว จึงสั่งให้ทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดยับยั้ง พอไม่ประสบความสำเร็จจึงโทรศัพท์ติดต่อผู้นำสหภาพโซเวียต พยายามแสดงความบริสุทธิ์จริงใจ ให้ความร่วมมือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องบินทิ้งระเบิดลำนั้น และที่สุดยินยอมเสียสละพลเมืองบางส่วน มอบหมาย General Black ขับเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงยังมหานคร New York City เพื่อไม่ให้สงครามโลกครั้งที่สามอุบัติขึ้น
Henry Jaynes Fonda (1905-82) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Grand Island, Nebraska ในครอบครัว Christian Scientist วัยเด็กเป็นคนขี้อาย ชอบว่ายน้ำ เล่นสเก็ต และวิ่งแข่ง โตขึ้นวาดฝันอยากทำงานสายข่าว เข้าศึกษาต่อ University of Minnesota แต่ไม่ทันเรียนจบกลายมาเป็นนักแสดงที่ Omaha Community Playhouse อาศัยอยู่ร่วมห้องพักเดียวกับเพื่อนสนิท James Stewart, เริ่มมีชื่อเสียงจาก Broadway เรื่อง The Farmer Takes a Wife (1934) กลับมารับบทเดิมในฉบับภาพยนตร์ปี 1935, ติดตามด้วย You Only Live Once (1937), Jezebel (1938), Young Mr. Lincoln (1939), Jesse James (1939), ผลงานขึ้นหิ้ง อาทิ The Grapes of Wrath (1940), The Lady Eve (1941), The Ox-Bow Incident (1943), My Darling Clementine (1946), War and Peace (1956), 12 Angry Men (1957), How the West Was Won (1965) ฯ
รับบทประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อรับทราบความผิดพลาดทางเทคนิคบังเกิดขึ้น เดินทางไปยังห้องหลบภัยใต้ทำเนียบขาว อยู่ในห้องสองต่อสองกับล่ามแปลภาษา คอยสั่งการ ติดต่อสื่อสารกับผู้นำสหภาพโซเวียต พยายามบอกกล่าว โน้มน้าว ว่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้นไม่ใช่ความจงใจ แสดงความจริงใจด้วยการเปิดเผยข้อมูลลับ และพร้อมรับผิดชอบด้วยการเสียสละพลเมือง New York City แลกกับการสูญเสียกรุง Moscow
เกร็ด: นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Fonda รับบทบาทประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ก่อนหน้านี้ยังมี Young Mr. Lincoln (1939) และอีกหลายปีถัดจากนี้ Meteor (1979)
การแสดงของ Fonda มีความซับซ้อนทางอารมณ์สูงมากๆ พยายามปั้นสีหน้า คำพูดจา ให้ออกมาสุขุมเยือกเย็น แต่ภายในโคตรๆตึงเครียด กดดัน อึดอัดอั้น เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น สั่นสะพรึงกลัว ไม่รู้จะครุ่นคิดทำอะไร ต่อรองผู้นำรัสเซียยังไง ไม่ใช่เรื่องง่ายจะตัดสินใจ
บุคลิกภาพ ความน่าเชื่อถือ Charisma ของ Fonda มีความเป็นผู้นำสูงมากๆ แต่ประธานาธิบดีคนนี้ดูสุภาพนอบน้อม ประณีประณอม อ่อนข้อมากเกินไป แถมยังเป็นพวกบ้าอุดมการณ์ สนเพียงข้ออ้างสันติภาพ ยินยอมฆ่าล้างประชนชนในชาติ นั่นไม่ใช่หนทางออกที่ถูกต้อง อาจเพราะแรงกดดัน ไม่มีใครให้คำแนะนำ จึงเป็นการตัดสินใจที่เลวร้าย รุนแรงยิ่งกว่าความผิดพลาดทางเทคนิคเสียอีก!
Daniel Peter O’Herlihy (1919-2005) นักแสดงสัญชาติ Irish เกิดที่ Wexford, County Wexford ก่อนย้ายมาเติบโตยัง Dublin โตขึ้นร่ำเรียนสถาปนิก University College Dublin แต่ระหว่างศึกษามหาวิทยาลัย พบความลุ่มหลงใหลด้านการแสดง มีโอกาสเข้าร่วมคณะละคอนเวที Abbey Theatre พอเรียนจบก็มุ่งมั่นเอาจริงเอาจังด้านนี้ มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Odd Man Out (1947), โกอินเตอร์กับ Macbeth (1948), Robinson Crusoe (1954), Fail Safe (1964), Waterloo (1970) ฯ
รับบท Brigadier General Warren A. “Blackie” Black เพื่อนสมัยเรียน/ที่ปรึกษาประธานาธิบดี ตื่นจากฝันร้าย เดินทางไปประชุม War Room ณ Pentagon ก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มักคอยโต้ถกเถียง แสดงความคิดเห็นต่อต้าน Professor Groeteschele ไม่ต้องการให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สาม แต่ยินยอมรับคำสั่งของปธน. ขับเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ยัง New York City (แล้วตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต)
โดยปกติแล้ว ‘stereotype’ ของนายพลระดับสูง/ทหารอเมริกัน มักกระหายการต่อสู้ พร้อมเผชิญหน้าศัตรู เพื่อเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความเป็นหมาอำนาจจ้าวโลก แต่ตัวละครนี้กลับแสดงความคิดเห็นต่อต้านสงคราม (Anti-Wars) ไม่ต้องการให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ลักษณะแตกต่างตรงกันข้ามดังกล่าว ทำให้ผมรู้สึกเหมือนผู้แต่งนวนิยายต้องการเสียดสี ประชดประชัน นำเสนอความเป็นไปได้ที่ไม่น่าเป็นไปได้
ทั้งใบหน้าและน้ำเสียงของ O’Herlihy ดูสุภาพ นุ่มนวล แตกต่างจากภาพลักษณ์นายพลที่มักเย่อหยิ่ง ทะนงตน ดาวประดับเต็มบ่า อาจเพราะยังคงติดตากับฝันร้าย ลางสังหรณ์ เลยเกิดความหวาดกังวล จึงพยายามพูดโน้มน้าว แสดงความคิดเห็นต่อต้าน ไม่ต้องการให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สาม แต่เมื่อความผิดพลาดทางเทคนิคบังเกิดขึ้น เขาจึงยินยอมเสียสละตนเอง ยินยอมกลายเป็นนักล่าวัว (Matador) เหมือนกับในความฝันนั้นเอง!
Walter John Matthow (1920-2000) นักแสดง คอมเมอเดี้ยน สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Lower East Side, New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jews มารดาอพยพมาจาก Lithunia บิดาเป็นชาว Ukrainian, หลังกลับจากสงครามโลกครั้งที่สอง ฝึกฝนการแสดงยัง Dramatic Workshop จากนั้นแจ้งเกิดกับละคอนเวที A Shot in the Dark (1960-62)**คว้ารางวัล Tony Award: Best Actor, ภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ A Face in the Crowd (1957), Bigger Than Life (1956), Charade (1963), Fail Safe (1964), The Fortune Cookie (1966)**คว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actor, The Odd Couple (1968), Hello, Dolly! (1969), The Front Page (1974) ฯ
รับบท Professor Groeteschele ที่ปรึกษาฝั่งพลเรือนของประธานาธิบดี ได้รับเชิญมาร่วมประชุมยัง War Room ณ Pentagon ก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พยายามแสดงความคิดเห็นส่งเสริม สนับสนุนสงคราม มองวิกฤตเป็นโอกาสกำจัดสหภาพโซเวียต/คอมมิวนิสต์ให้สิ้นสภาพ
เกร็ด: ในต้นฉบับนวนิยายมีการเล่าพื้นหลังของ Dr. Groeteschele ชายชาว German เชื้อสาย Jews อพยพหลบหนี Nazi Germany มาพร้อมกับครอบครัว แล้วได้ทำงานหน่วยข่าวกรอง U.S. Army เป็นผู้สอบปากคำทหารเยอรมันจับกุมได้ในค่ายกักกัน ขณะนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations)
ผมชอบความนิ่งๆ ไม่แสดงปฏิกิริยาสีหน้าของ Matthau ทำให้เวลาพูดมีความหนักแน่น จริงจัง แม้เนื้อหาฟังดูบ้าคลั่ง แต่เต็มไปด้วยเหตุผล หลักการ ซุกซ่อนอารมณ์เกรี้ยวกราด ทั้งบุคลิภาพ/ทัศนคติแตกต่างตรงกันข้ามกับตัวละคร O’Herlihy (ตัวละครที่เป็นตัวแทนฟากฝั่งประชาชน ไม่ใช่ว่าควรแสดงทัศนะต่อต้านสงครามหรอกหรือ แต่เขาคนนี้กลับให้การส่งเสริมสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า!) … ในบริบทของหนังพยายามทำให้ผู้ชมรู้สึกโชคดีที่ไม่มีใครยินยอมทำตามความคิดเห็นของ Dr. Groeteschele แต่มุมมองของเขาไม่ถูกต้องจริงๆนะหรือ??
มันอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตัวละครนี้กับ Dr. Strangelove เพราะต่างเป็นบุคคลสติเฟื่อง สนเพียงชัยชนะสงคราม ผู้คนล้มตายคือเรื่องธรรมดาสามัญ สันติภาพจักเกิดขึ้นเมื่อคอมมิวนิสต์ถูกโค่นล้างเบ็ดเสร็จ … Dr. Strangelove ดูติ๊งต๊อง เหนือจริง จับต้องไม่ได้ (ถือเป็นตัวละครในเชิงสัญลักษณ์) ผิดกับ Dr. Groeteschele มีการแสดงที่เป็นธรรมชาติ แต่ความคิดเห็นต่างๆทำให้ดูอันตราย บุคคลโฉดชั่วร้าย
ถ่ายภาพโดย Gerald Hirschfeld (1921-2017) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City, ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองประจำการหน่วย Army Signal Corps เป็นผู้ช่วย/ควบคุมกล้องให้กับ Leo Tover, Stanley Cortez จากนั้นเริ่มงานถ่ายทำสารคดี With These Hands (1950), ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Fail Safe (1964), Young Frankenstein (1974) ฯ
หลายๆลูกเล่นของงานภาพ ชวนให้ผมนึกถึง 12 Angry Men (1957) ผกก. Lumet ต้องถือว่าโดดเด่นในการสร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดัน อัดอั้น (Claustrophobic) เลือกใช้ฟีล์มขาว-ดำ แล้วปรับแต่งภาพให้มีความคมชัดสูง (High Contrast), เงาคมข้ม Sharp Shadows, จัดแสง Low Key, สามารถสื่อถึงเหตุการณ์หายนะ ความมืดมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามา
และโดยเฉพาะทิศทางมุมกล้อง ไม่ใช่แค่ระยะภาพใกล้-ไกล หรือการก้ม-เงย บ่อยครั้งยังจัดวางตำแหน่งแปลกๆ ภาพเอียงๆ บิดๆเบี้ยวๆ ดูขัดหูขัดตา แต่มันอาจคือความจงใจให้รู้สึกว่าประดิษฐ์ประดอย ฝืนธรรมชาติ เหมือนบังเกิดความผิดพลาด ‘fali saft’ ขึ้นระหว่างถ่ายทำ
นอกจากอารัมบทที่ออกไปถ่ายทำยังสถานที่จริง (ใน New York City) ฉากหลักๆอย่างห้องหลบภัยใต้ดิน White House, ห้องประชุม War Room ณ Pentagon, หน่วยบัญชาการยุทธศาสตร์ (SAG) และห้องเครื่องนักบิน ล้วนทำการสร้างฉากขึ้นยัง Fox Movietone Studio ตั้งอยู่ Fox East 68th Street, New York City
เริ่มต้นด้วยฝันร้ายของ Brigadier General Black นั่งอยู่ท่ามกลางฝูงชน พบเห็นนักสู้วัว (Matador) กำลังพยายามเข่นฆ่าวัวให้ตกตาย แต่ซีเควนซ์นี้มันช่างผิดแผกแปลกพิศดาร ทั้งๆหนังได้รับการบูรณะแล้วกลับเต็มไปด้วยริ้วรอยขีดข่วน แถมซ้อนภาพทำออกมาไม่แนบเนียน เสียงได้ยินก็มีความอื้ออึงแสบแก้วหู … ทั้งหมดนี้คือความจงใจให้ผู้ชมรับรู้สึกว่ามันคือความผิดพลาด ‘fail safe’
ความฝันนี้ถือเป็นนิมิต ลางสังหรณ์ ซึ่งจะไปล้อกับตอนจบเหตุการณ์บังเกิดขึ้นจริง(ในหนัง) Brigadier General Black ระหว่างขับเครื่องบินทิ้งระเบิดมุ่งสู่ New York City เกิดความตระหนักว่าตนเองไม่ต่างจากนักสู้วัว (Matador) กำลังจะเข่นฆ่ามนุษย์-วัวให้ตกตาย กลายเป็นความคลุ้มบ้าคลั่ง “The dream! The matador! Me!”


ภาพพบเห็นบนจอมอนิเตอร์นั้น ไม่ได้มาจาก “computer-generated” หรือใช้เทคนิคภาพยนตร์อะไรใดๆ แต่เกิดจากการวาดด้วยมือ อนิเมชั่นสองมิติ แนบเนียนสมจริงจนแยกแยะไม่ออก! กล่าวคือนักแสดงจับจ้องมองจอสีขาว แล้วไปลงรายละเอียดเอาภายหลัง Post-Production

ซีเควนซ์ในห้องประชุม War Room ณ Pentagon -ชวนให้นึกถึง 12 Angry Men (1957) อยู่ไม่น้อย- ตั้งโต๊ะรูปตัววี (V) มีการแบ่งแยกบุคคลสองขั้วตรงข้ามออกจากกัน Dr. Groeteschele นั่งอยู่ฟากขวา vs. Brigadier General ยืนอยู่ฝั่งซ้าย ทั้งสองคอยถกเถียง โต้แย้ง แสดงความคิดเห็นแตกต่างตรงกันข้าม โดยบุคคลนั่งอยู่กึ่งกลางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (Defense Secretary) Swenson คือผู้มีอำนาจตัดสินใจ (รองจากประธานาธิบดี)

ในห้องหลบภัยใต้ดิน White House จะมีแค่ประธานาธิบดีและล่ามแปลภาษา Buck แต่การจะถ่ายมุมกล้องเดิมๆซ้ำๆ มันคงน่าเบื่อหน่ายเกินไป ซึ่งถ้าใครสังเกตจะพบเห็นทิศทางมุมกล้อง องค์ประกอบภาพ สะท้อนอำนาจต่อรอง สภาพสิ้นหวังตัวละคร โดยเรายังสามารถเปรียบเทียบล่ามแปลภาษาเป็นตัวแทนผู้นำสหภาพโซเวียตได้ตรงๆเลยละ! … จะไม่มีปรากฎภาพบุคคลปลายสาย
- ครั้งแรกพูดคุยโทรศัพท์กับผู้นำสหภาพโซเวียต สังเกตการจัดองค์ประกอบภาพ ประธานาธิบดีกับล่ามแปลภาษามีความสมมาตร คนละฟากฝั่ง
- แต่การคุยครั้งถัดๆมาเริ่มมีการเอนเอียง สลับทิศทาง บางครั้งกล้องค่อยๆเคลื่อนไหลเข้าหาประธานาธิบดี แสดงถึงการค่อยๆสูญเสียอำนาจต่อรอง สร้างความตึงเครียด กดดัน อึดอัดอั้น เหตุการณ์ค่อยๆเลวร้ายลงตามลำดับ
- ช่วงไคลน์แม็กซ์การต่อรองครั้งสุดท้าย มักถ่ายภาพระยะใกล้ (Close-Up Shot) สลับไปมาระหว่างประธานาธิบดีและล่ามแปลภาษา และพบเห็นใบหน้าครึ่งหนึ่งปกคลุมอยู่ในความมืดมิดตลอดเวลา
ผมไม่ค่อยแน่ใจเรื่องการใช้เลนส์นัก แต่แอบรู้สึกว่าทำออกมาแบบเดียวกับ 12 Angry Men (1957) ในช่วงแรกๆที่เริ่มพูดคุยโทรทัพท์จะมีการใช้เลนส์มุมกว้าง (Wide-Angle) จะนั้นจะค่อยๆปรับระยะเลนส์/ความยาวโฟกัส (Focal Length) เพื่อให้รู้สึกสถานที่แห่งนี้ดูคับแคบลง และเมื่อมาถึงไคลน์แม็กซ์ถ่ายภาพระยะประชิดใกล้ (Close-Up Shot) ด้วยเลนส์ระยะไกล (Telephoto) สร้างความอึดอัด เหมือนถูกบีบรัด





เห็นว่ากองทัพอากาศ (U.S. Air Force) ปฏิเสธให้ความร่วมมือกับหนัง เพราะกลัวจะทำให้ภาพลักษณ์เสียๆหายๆ (เรื่องราวนำเสนอความผิดพลาดทางเทคนิคที่ควบคุมไม่ได้) ด้วยเหตุนี้ทีมงานจึงต้องขุดคุยภาพจาก Archive/Stock Footage และหลายช็อตตอนกลางคืนใช้ภาพถ่ายเนกาทีฟ (Negative) กลับขาวเป็นดำ ดูเหมือนฝันร้ายชัดๆ


ระหว่างที่ Brigadier General Black กำลังเตรียมกดปุ่มปล่อยระเบิดนิวเคลียร์ มีการร้อยเรียงภาพวิถีชีวิต ผู้คนบนท้องถนน มหานคร New York City และเมื่อกดปุ่มจะมีการใช้เทคนิค Zoom-In และ Freeze Frame กับภาพเหล่านั้น (แบบเดียวกับตอนจบของ The 400 Blows (1959)) เพื่อสื่อถึงจุดจบสิ้น หลังจากนี้ไม่หลงเหลืออะไร ทุกสิ่งอย่างราบเรียบเป็นหน้ากลอง ผู้ชมหัวใจหายวาป หล่นลงตาตุ่ม เกิดความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง จากนั้นปรากฎขึ้น Closing Credt และเสียงสัญญาณหัวใจแน่นิ่ง



ตัดต่อโดย Ralph Rosenblum (1925-95) เกิดที่ Manhattan, ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเด็กฝึกงานยัง U.S. Office of War Information ภายใต้ Sidney Meyers และ Helen van Dongen, จากนั้นเธอได้ช่วยตัดต่อ Louisiana Story (1948), ตามด้วยซีรีย์, รายการโทรทัศน์, ได้รับชักชวนจากผกก. Sidney Lemet ร่วมงานกันสี่ครั้ง Long Day’s Journey into Night (1962), Fail-Safe (1964), The Pawnbroker (1964), The Group (1966), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ A Thousand Clowns (1965), The Producers (1967), Love and Death (1975), Annie Hall (1977) ฯ
ในช่วงอารัมบท เริ่มต้นด้วยการแนะนำ 3-4 ตัวละครหลักๆไล่เรียงกันมา พร้อมปรากฎข้อความ (Title Card) บ่งบอกสถานที่และช่วงเวลา
- Brigadier General Black ตื่นจากฝันร้าย ร่ำลาภรรยาและบุตร จากนั้นขับเครื่องบินสู่ Washington D.C.
- Professor Groeteschele กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงปาร์ตี้ แล้วออกเดินทางสู่ Pentagon
- General Bogan ออกจากหน่วยบัญชาการยุทธศาสตร์ เพื่อไปรับลูกน้องคนสนิท Colonel Cascio
- หัวหน้านักบิน Colonel Jack Grady ระหว่างรอเที่ยวบิน เล่นสนุ๊กเกอร์ พูดคุยกับลูกน้องมาใหม่
จากนั้นเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ความผิดพลาดทางเทคนิค การดำเนินเรื่องของหนังจะตัดสลับเวียนวนไปวนมาระหว่าง 3-4 สถานที่ ประกอบด้วย
- ประธานาธิบดีและล่ามแปลภาษา อยู่ในห้องใต้ดิน White House
- ห้องประชุม War Room ณ Pentagon ประกอบด้วย Brigadier General Black และ Dr. Groeteschele พูดคุยถกเถียง ให้คำแนะประธานาธิบดีในการตัดสินใจ
- หน่วยบัญชาการยุทธศาสตร์ (Strategic Air Command, SAC) สำหรับคอยตรวจสอบ บัญชาการการบิน
- และนานครั้งห้องนักบินเครื่องบินทิ้งระเบิด (Bomber Cockpit หรือ Vindicator Bomber)
ในส่วนของโครงสร้างดำเนินเรื่อง ผมแบ่งการเรื่องราวออกเป็นสี่องก์ ตามระดับรุนแรงของเหตุการณ์ที่มีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประกอบด้วย
- อารัมบท, แนะนำตัวละคร สถานที่ และการโต้ถกเถียงทางความคิด
- แนะนำ 3-4 ตัวละครหลัก
- การประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในห้อง War Room ณ Pentagon
- แนะนำหน่วยบัญชาการยุทธศาสตร์ และการมาถึงของ Unidentified Aircraft (UFO)
- ความผิดพลาดบังเกิดขึ้นได้
- บังเกิดความผิดพลาดจากสัญญาณสื่อสารขัดข้อง ทำให้เครื่องบินทิ้งระเบิดได้รับมอบหมายภารกิจ ออกเดินทางสู่ Moscow
- หน่วยบัญชาการยุทธศาสตร์พยายามแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแต่ไม่สำเร็จ จนต้องยกระดับเตือนภัยขั้นสูงสุด
- แจ้งข่าวกับประธานาธิบดี ออกคำสั่งให้ยิงตกเครื่องบินทิ้งระเบิดแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
- ประธานาธิบดีโทรศัพท์พูดคุยกับผู้นำสหภาพโซเวียตด้วยความปรารถนาดี
- เมื่อเหตุการณ์เริ่มบานปลาย
- เครื่องบินรบของสหภาพโซเวียตประสบความล้มเหลวในการโจมตีเครื่องบินทิ้งระเบิด
- ประธานาธิบดี ยินยอมให้ความร่วมมือทุกวิถีทางกับสหภาพโซเวียต รวมถึงเปิดเผยความลับเกี่ยวกับเครื่องบินทิ้งระเบิด
- แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีเครื่องบินทิ้งระเบิดลำหนึ่งหลุดรอดพ้นไปได้
- การตัดสินใจของประธานาธิบดี
- หลังจากผู้นำสหภาพโซเวียตเดินทางสู่สถานที่ปลอดภัย ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจึงแลกเปลี่ยนข้อเสนอเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายสู่สงครามโลกครั้งที่สาม
- และเมื่อระเบิดนิวเคลียร์ถูกทิ้งลง Moscow ก็ถึงคราของ New York City ด้วยเช่นเดียวกัน!
ลีลาการตัดต่ออาจไม่ได้แพรวพราว ระทึกขวัญเทียบเท่า Dr. Strangelove (1964) แต่ถือว่ามีการลำดับเรื่องราว สร้างสัมผัสทางอารมณ์ กดดัน บีบเค้นขั้น สลับไปมาระหว่าง 3-4 สถานที่ได้อย่างลื่นไหล ต่อเนื่อง ดูเป็นธรรมชาติ … หลายคนอาจเข้าใจผิดๆว่า Fail Safe (1964) ได้แรงบันดาลใจลีลาตัดต่อจาก Dr. Strangelove (1964) จริงๆแล้วทั้งสองเรื่องต่างรับอิทธิพลยุคสมัย Soviet Montage ตั้งแต่หนังเงียบโน่นเลย!
ดั้งเดิมนั้น Hal Schaefer (1925-2012) นักแต่งเพลง American Jazz ได้รับการว่าจ้างให้ทำเพลงประกอบ แต่แล้วผกก. Lumet กลับเปลี่ยนใจกลางคัน เลือกที่จะไม่แทรกใส่บทเพลงใดๆ เพื่อสร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดัน นั่นทำให้ Schaefer ตัดสินใจออกอัลบัม Fail Safe Parts 1 and 2 บรรเลงโดย The Hal Schaefer Quintet ลองรับฟังแล้วอาจจะเข้าใจว่าทำไมถึงถูกตัดทิ้ง
มองผิวเผิน Fail Safe (1964) นำเสนอเรื่องราวความผิดพลาดทางเทคนิค อุปกรณ์สื่อสารขัดข้อง นำสู่เหตุการณ์ไม่คาดฝัน เครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ออกเดินทางสู่ Moscow ส่งผลกระทบเลวร้าย หายนะต่อมนุษยชาติ และความเป็นไปได้ของสงครามโลกครั้งที่สาม … เพื่อสร้างความตระหนักว่าเราไม่ควรพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่มากจนเกินไป!
แม้หายนะดังกล่าวจะเกิดขึ้นจากอุปกรณ์สื่อสาร ความขัดข้องทางเทคนิค แต่มันไม่ใช่ปัญหาของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว! ยังรวมถึงความผิดพลาดมนุษย์ ไม่เคยครุ่นคิดแผนสำรอง มาตรการใดๆมารองรับเหตุหายนะ เพียงแต่วิธีทำลายล้างศัตรูให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น!
ความผิดพลาดมนุษย์ใน Fail Safe (1964) ผมยังเหมารวมถึงการตัดสินใจของประธานาธิบดี ที่ทำการแลกเปลี่ยนประชาชนกว่าสิบล้านคนใน New York City บริบทของหนังอาจฟังดูสมเหตุสมผล “ยื่นหมูยื่นแมว” แต่นั่นไม่ใช่วิถีอารยชน ไม่สนความเป็นมนุษย์ … วิธีการดังกล่าวไม่แตกต่างจาก Adolf Hitler เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาว Jews
ผมเชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่สามารถครุ่นคิดเองได้ (อาจยกเว้นชาวอเมริกัน) ไม่มีผู้นำประธานาธิบดี(สหรัฐอเมริกา)คนไหน จะยินยอมรับเสียสละผลประโยชน์ตนเอง/ประเทศชาติ เพื่อความสงบสุขสันติภาพของโลก! เพราะตั้งแต่ทศวรรษ 60s ที่ความคอรัปชั่นเริ่มได้รับการเปิดเผย เปิดโปง เต็มไปด้วยขยะซุกซ่อนใต้พรม ถ้าเกิดความผิดพลาดคล้ายๆเหตุการณ์ในหนัง ใครไหนกันจะยินยอมรับผิดชอบ วิธีแก้ปัญหาจักเป็นแบบคำตอบของ Dr. Groeteschele มองวิกฤตเป็นโอกาส กำจัดศัตรู สหภาพโซเวียต/คอมมิวนิสต์ให้พ้นภัยพาล … มันไม่ใช่ว่าผมมองโลกในแง่ร้าย แต่มันคือวิถีของประเทศเรียกตนเองว่า ‘หมาอำนาจ’
ผมรู้สึกว่าผกก. Lumet ไม่เคยก้าวข้ามจุด ‘Fail Safe’ ถ้าให้ถูกต้องเรียกว่า ‘Safe Zone’ มักเลือกผลงานที่ไม่เกินศักยภาพของตน ก่อนเริ่มต้นโปรดักชั่นทุกครั้ง จะมีการซักซ้อม เตรียมความพร้อม (Rehearsal) จนแทบไม่หลงเหลือโอกาสให้กับความผิดพลาด … เวลาถ่ายทำจริงมันอาจมีเหตุการณ์ขัดข้องทางเทคนิค แต่ก็ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุม ไม่เคยใช้งบเกิน หรือล่วงเลยแผนการทำงาน
สำหรับผลงาน Fail Safe (1964) มันไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค แต่ผมมองว่าผกก. Lumet ล้มเหลวกับการเลือกทิศทางหนัง บรรยากาศตึงเครียดทำให้ผู้ชมรู้สึกหวาดกังวล วิตกจริต ตระหนักถึงภัยสงครามเย็นก็จริง! แต่การตัดสินใจของประธานาธิบดี ทำให้เหตุการณ์จริงจังดูตลกขบขัน เพ้อเจ้อไร้สาระ ขัดย้อนแย้งกันเอง เลวร้ายคือผู้ชม(อเมริกัน)หลงเชื่อสนิทใจ ว่านั่นคือหนทางออกถูกต้องเหมาะสมที่สุด
การที่ Fail Safe (1964) เข้าฉายภายหลัง Dr. Strangelove (1964) ทำให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมากๆ
- Dr. Strangelove (1964) เข้าฉายมกราคม สามารถทำเงิน $9.2 ล้านเหรียญ และได้เข้าชิง Oscar จำนวนสี่สาขา
- Fail Safe (1964) เข้าฉายเดือนตุลาคม ทำเงินได้เพียง $1.8 ล้านเหรียญ และหลุดโผไม่มีลุ้นเข้าชิง Oscar
ความเจิดจรัสของ Dr. Strangelove (1964) บดบัง Fail Safe (1964) จนแทบจะเลือนหายตามกาลเวลา จนกระทั่ง Sony Pictures Entertainment ทำการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2018 แต่ก็สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray ของค่าย Criterion Collection ได้รับสิทธิ์จัดจำหน่ายตั้งแต่ ค.ศ. 2020
This new 4K digital restoration was undertaken by Sony Pictures Entertainment, with restoration cervices provided by Cineric in New York. A new digital transfer was created at Cineric on the facility’s proprietary 4K high-dynamic-range wet-gate film scanner, primarily from the 35mm original camera negative. The original monaural soundtrack was remastered at Deluxe in Hollywood, under the supervision of Bob Simmons.
Transfer supervisor: Grover Crisp/Sony Pictures Entertainment.
Colorist: Sheri Eisenberg/Roundabout Entertainment, Burbank, CA.
ส่วนตัวชื่นชอบหนังประมาณ 80% ประทับใจในบรรยากาศตึงเครียด กดดัน อัดอั้น (Claustrophobic) หลายๆวิธีการของผกก. Lumet ช่างละม้ายคล้ายกับ 12 Angry Men (1957) แต่พอถึงไคลน์แม็กซ์ การตัดสินใจของประธานาธิบดี ทำให้ผมโคตรๆหงุดหงิด หัวเสีย นั่นไม่ใช่สามัญสำนึก วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องเลยสักนิด!
เอาจริงๆภาพยนตร์ที่ทำให้เกิดการโต้ถกเถียงอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ ล้วนมีความทรงคุณค่าด้วยกันทั้งนั้น ผมไม่ได้กีดกั้นว่าห้ามดูหนังเรื่องนี้ แต่พยายามชี้ให้เห็นถึงแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง ถ้าบิดาพลั้งพลาดทำให้บุตรชายเพื่อนเสียชีวิต เขาควรเข่นฆ่าของบุตรตนเองเพื่อชดใช้ความผิด จริงๆนะหรือ??
จัดเรต 15+ กับบรรยากาศสงครามเย็น ตึงเครียด กดดัน อุดมการณ์สุดโต่งเกินไป


ใส่ความเห็น