The Circle (2000)

The Circle (2000)

The Circle (2000) Iranian : Jafar Panahi ♥♥♥♥

ร้อยเรียงเรื่องราวของสตรีเพศในประเทศอิหร่าน ดำเนินเรื่องแบบส่งต่อไม้ผลัด จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง เหตุการณ์หนึ่งสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง เวียนวงกลมดั่งวัฏจักรชีวิต, แม้ถูกแบนห้ามฉายในประเทศ แต่สามารถคว้ารางวัล Golden Lion จากเทศกาลหนังเมือง Venice

ผกก. Panahi ดูจะมีความหลงใหลการเล่าเรื่องแบบส่งไม้ผลัด (Narrative Shift) พอพบเจอเรื่องราวเหมาะสม จึงกลายเป็นโอกาสทดลองภาษาภาพยนตร์ใหม่ๆ (แต่ก็รับอิทธิพลมาเต็มๆจาก The Phantom of Liberty (1974) ของ Luis Buñuel) เพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมอิหร่านที่ปิดกั้น เต็มไปด้วยกฎกรอบ ผ้าคลุมฮิญาบ/ชอโดร์ครอบงำสตรีเพศ ไร้ซึ่งสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียมบุรุษ

แน่นอนว่าหนังย่อมไม่ผ่านกองเซนเซอร์ของอิหร่าน แม้ก่อนหน้าได้รับอนุญาตให้สร้าง แต่พอลักลอบแอบส่งไปฉายเทศกาลหนังเมือง Venice มันคงเป็นฟางเส้นสุดท้าย ถูกสั่งแบนห้ามฉาย … แต่ผกก. Panahi ก็ปฏิเสธก้มหัวศิโรราบต่อทาง(เผด็จ)การ หลังจากนี้ถึงไม่อนุญาต ก็ยังหาหนทางแอบถ่ายหนังอยู่ดี!

ในขณะที่ The White Balloon (1995) และ The Mirror (1997) มีหลายสิ่งอย่างเชื่อมโยงใย ราวกับภาพสะท้อนกระจก! The Circle (2000) คือการเติบโตจากเด็กหญิงสู่ผู้ใหญ่ เรียนรู้จักโลกกว้าง แต่งงาน ตั้งครรภ์ คลอดบุตร ชีวิตเวียนวงกลม หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น เหมาะแก่การไล่เรียงรับชม … ผมขอตั้งชื่อ “Goldfish Trilogy” เพราะทั้งเรื่องสามเรื่องเกี่ยวกับสตรีเพศในอิหร่าน มีสภาพชีวิตไม่ต่างจากปลาทองในโถ สีสันสวยงามแต่ไร้ซึ่งอิสรภาพ

All three films, The White Balloon, The Mirror and The Circle, are like full cycles – or circles – where the characters are facing up to problems, and they are trying to get out of their boundaries.

Jafar Panahi

Jafar Panahi, جعفر پناهی (เกิดปี ค.ศ. 1960) ผู้กำกับสัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Mianeh, East Azerbaijan ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) ตอนอายุสิบสองเริ่มทำงานหลังเลิกเรียน เก็บเงินไปรับชมภาพยนตร์ พออายุยี่สิบอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Iran-Iraq War (1980-88) แต่รับหน้าที่เป็นตากล้องบันทึกภาพสารคดีการต่อสู้ เมื่อปลดประจำการสมัครเข้าเรียน Iran Broadcasting University ร่วมรุ่นเดียวกับผกก. Parviz Shahbazi และตากล้องขาประจำ Farzad Jodat จบออกมาถ่ายทำสารคดี หนังสั้น The Friend (1992) ซึ่งเป็นการเคารพคารวะ Bread and Alley (1970) ของผกก. Abbas Kiarostami เลยมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Through the Olive Trees (1994), ก่อนได้รับโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The White Balloon (1995)

ระหว่างสรรค์สร้าง The Mirror (1997) ผกก. Panahi เล็งเห็นข้อจำกัดของการนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองเด็กๆ มันเลยถึงเวลาที่เขาจะเริ่มต้นสร้างหนังสะท้อนปัญหาของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะสตรีเพศในสังคมอิหร่าน

In my first films, I worked with children and young people, but I began to think of the limitations facing these girls once they grow up. In order to visualize these limitations and to have this constraint better projected visually, I went to a social class, which has more limitations to areas that are more underprivileged, so that this idea could come out ever stronger.

Jafar Panahi

สำหรับ دایره อ่านว่า Dâyere แปลตรงตัว The Circle, ผกก. Panahi ร่วมพัฒนาบทหนังกับเพื่อนผู้กำกับ Kambuzia Partovi, کامبوزیا پرتوی ซึ่งก่อนหน้านี้(ผกก. Panahi)เคยขโมยพล็อตหนัง The Fish (1989) มาเป็นแรงบันดาลใจสรรค์สร้าง The White Balloon (1995)

ผกก. Panahi เล่าว่าใช้เวลาพัฒนาบทหนังนานเกือบปี เพราะต้องครุ่นคิดเขียนเรื่องราวแต่ละตัวละครแยกออกจากกัน โดยตัวละครหลักสี่คนละเฉลี่ย 2 เดือน และยิบๆย่อยๆอีกไม่รู้เท่าไหร่

  • Nargess (รับบทโดย Nargess Mamizadeh) หนึ่งในสามที่เพิ่งหลบหนีจากเรือนจำ หน้าตาใสซื่อ ไร้เดียงสา พยายามชักชวนเพื่อนสาวทั้งสองร่วมเดินทางกลับบ้านเกิด สถานที่ที่พวกเธอจะได้รับอิสรภาพ ไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยใคร แต่เพื่อนคนหนึ่งโดนจับกุม อีกคนพอหาเงินมาได้ก็ปฏิเสธร่วมเดินทาง แล้วพอมาถึงสถานีขนส่ง หญิงสาวไม่มีบัตรประจำตัว ไม่มีเพื่อนร่วมเดินทาง พบเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจ เอาตัวรอดออกมาได้หวุดหวิด
    • Nargess Mamizadeh คือนักแสดงสมัครเล่น พบเจอโดยผกก. Panahi นั่งอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง เลยเข้าไปพูดคุยโน้มน้าว ชักชวนมาเล่นหนัง … ฟังดูคล้ายๆเดียวกับการค้นหานักแสดงของ Vittorio De Sica
  • Pari (รับบทโดย Fereshteh Sadre Orafaee) หนึ่งในนักโทษหลบหนีกลับมาบ้าน ถูกบิดาปฏิเสธไม่ให้ Nargess พบเจอ ก่อนการมาถึงของพี่ชาย แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด เลยตัดสินใจหลบหนีออกมา ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสาวที่เคยเป็นอดีตนักโทษ แต่งงานกับหมอ ทำงานพยาบาล บอกว่าอยากจะทำแท้ง(ตั้งครรภ์สี่เดือน)แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธ เลยออกร่อนเร่ เตร็ดเตร่ ค่ำคืนนี้ไม่รู้จะหลับนอนแห่งหนไหน
    • อาจเพราะบทบาทนี้ต้องใช้ทักษะการแสดงพอสมควร ผกก. Panahi เลยตัดสินใจเลือก Orafaee หนึ่งในสองนักแสดงอาชีพของหนัง ก่อนหน้านี้เคยรับบทมารดา The White Balloon (1995)
  • มารดา (รับบทโดย Fatemeh Naghavi) พยายามทอดทิ้งบุตรสาวมาแล้วสองครั้งแต่ก็มิอาจหักห้ามใจตนเอง มาคราวนี้ทอดทิ้งเธอหน้าโรงแรมแห่งนี้ พูดคุยกับชั่วครูกับ Pari ก่อนขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน รอดพ้นการถูกตรวจค้นอย่างหวุดหวิด
    • การดำเนินไปของตัวละครนี้ มีการถ่ายภาพโคลสอัพใบหน้าแทบตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องใช้นักอาชีพ Fatemeh Naghavi ทำการแสดงสีหน้าอันห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ไม่มีมารดาคนไหนอยากจะทอดทิ้งลูกได้ลง
  • โสเภณี (รับบทโดย Mojgan Faramarzi) ระหว่างขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้น ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เลยโดนจับกุม ส่งขึ้นรถโดยสาร ค่ำคืนนี้หลับนอนในห้องขัง

ถ่ายภาพโดย Bahram Badakshani, بهرام بدخشانی

งานภาพในหนังของผกก. Panahi โอบรับแนวคิด (Italian Neorealist) ส่วนใหญ่ใช้นักแสดงสมัครเล่น ถ่ายทำยังสถานที่จริง ด้วยแสงธรรมชาติเท่านั้น! ซึ่งสำหรับ The Circle (200) จะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการถ่ายทำไปตามบริบทของตัวละครหลักๆทั้งสี่

  • Nargess ใช้กล้องมือถือ (Hand-Held) ส่ายๆสั่นๆ ดำเนินติดตามไปเรื่อยๆแทบไม่เคยหยุดนิ่ง สามารถสื่อถึงชีวิตวัยรุ่น โหยหาอิสรภาพ ต้องการหลบหนีไปจากเมืองหลวง
  • Pari ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย งานภาพจึงไม่ส่ายๆสั่นๆ วางกล้องบนขาตั้ง ขยับเคลื่อนด้วยรางเลื่อน และดอลลี่ (Dolly)
  • มารดาวัยกลางคน ทอดทิ้งบุตรสาวยังเล็ก ถ่ายทำตอนกลางคืน รอบข้างมืดมิด กล้องแทบไม่ขยับเคลื่อนไหว ถ่ายภาพใบหน้านักแสดงระยะใกล้ (โคลสอัพ) สำแดงสีหน้าห่อเหี่ยว-สิ้นหวัง-อาลัย
  • โสเภณีและกล้องแทบจะไม่ขยับเคลื่อนไหว (มากสุดคือแพนนิ่ง) หรือพูดคุยสนทนากับใคร ส่วนใหญ่อยู่ภายในเงามืด และความเงียบงัน

แม้หนังจะมีบรรยากาศเหมือนสารคดี บันทึกภาพเหตุการณ์สดๆบังเกิดขึ้น แต่ทุกสิ่งอย่างล้วนมีการวางแผน ตระเตรียมการ ซักซ้อมมาเป็นอย่างดี ใช้เวลาโปรดักชั่นยาวนานถึง 53 วัน แต่มีหยุดพักระหว่างกลาง 18 วันเพราะฟ้าฝนไม่เป็นใจ รวมระยะเวลาจริงๆคือ 37 วัน!


ภาพแรกของหนังคล้ายๆเดียวกัน The White Balloon (1995) และ The Mirror (1997) คือเริ่มต้นด้วยการถ่ายทำแบบ Long Take ความยาวสามนาที และมีการสลับเปลี่ยนมุมมองตัวละครไปเรื่อยๆคล้ายการส่งไม้ผลัด (Shift Narrative) เริ่มต้นจากห้องคลอด → ติดตามมารดา(ฝ่ายหญิง)รับรู้เพศทารกเดินลงบันได พูดคุยกับบุตรสาว (น้องสาวคนคลอด) → น้องสาวคนคลอดเดินออกมาภายนอกคลินิก พบเจอกัล Nargess และผองเพื่อนหน้าตู้โทรศัพท์

ผกก. Panahi เล่าว่าซีเควนซ์นี้ถ่ายทำถึง 13 ครั้ง (ไม่นับรวมตอนซักซ้อม) เพราะพอถ่ายเสร็จตากล้องต้องรีบนำฟีล์มไปล้าง เพื่อตรวจสอบว่าใช้งานได้หรือเปล่า ขาดตกบกพร่องอะไรตรงไหน ซึ่งก็พลาดเล็กพลาดน้อย จนกว่าจะได้ผลลัพท์ตามความต้องการ

The first plan-séquence was repeated 13 times.the shot from the hospital to the street. The cameraman would film the scene and take the shot back to the laboratory to check it and then he would re-shoot it again. This was repeated 13 times until we got what we wanted. This is one of the difficulties of doing long sequences like this. If I had wanted to break it down, I could have done it in half a day. That sequence took about five days. There were seven to eight such long takes in the film.

Jafar Panahi

Nargess พยายามอธิบายให้เพื่อนสาวรับรู้ว่าบ้านชนบทของตนเองเป็นอย่างไร ด้วยการให้รับชมภาพวาดเลียนแบบผลงานศิลปะ Wheat Field with Cypresses (1889) ของ Vincent van Gogh นี่เป็นการสื่อถึงดินแดนแห่งความฝัน ความประทับใจ (Impressionism) ของหญิงสาว ยังคงโหยหาสถานที่แห่งความทรงจำเมื่อครั้นยังเป็นเด็ก … นี่เป็นการแสดงถึงความช่างฝัน (Dreamer, Idealist) ของตัวละคร

บทสัมภาษณ์ของผกก. Panahi กล่าวว่าหญิงสาวทั้งสามพูดภาษา Azerbaijani นั่นคือสิ่งที่ผู้ชมทั่วไป (ที่ไม่ใช่ชาวอิหร่าน) จะสามารถทำความเข้าใจนัยยะ(ทางภาษา)ซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งสถานที่ที่เธอพร่ำเพ้อถึงนั้นก็คือประเทศบ้านเกิด Azerbaijan หาใช่ชนบทอิหร่านอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ

the three girls … they’re speaking in the Azerbaijani language, and the young girl who is one of the three women in the beginning, also has an Azerbaijani accent. And when she’s sitting in front of the painting, and talking about the countryside that she sees in the painting, she’s actually talking about Azerbaijan. So there are all kinds of connections. That painting was something from Van Gogh, for example. I chose it because it was not a specific geographic place. It could be anywhere in the world, but it was inspired by an actual painting by Van Gogh. I wanted to say that where you want to be could be anywhere in the world.

Jafar Panahi

หนังเรื่องนี้อาจไม่มีฉากไทมุงเหมือนสองเรื่องก่อน แต่สายตาของ Nargess เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่ต่างจากเด็กน้อยไร้เดียงสา ครั้งหนึ่งระหว่างรอคอยเพื่อนสาว (กำลังหาหยิบยืมเงินกับแฟนหนุ่ม) พบเห็นนักดนตรีพื้นบ้าน ขับร้อง บรรเลง เดินผ่านไป … จริงๆตอน The Mirror (1997) ก็มีฉากนักดนตรีพ่อ-ลูก ขึ้นมาเล่นเปิดหมวกบนรถโดยสาร

เมื่อตอน The Mirror (1997) เด็กหญิงนั่งรถโดยสารไปถึงสถานีปลายทาง แต่จะไม่ได้เข้าไปในสถานีเพราะเธอยังไม่รับรู้ประสีประสา คราวนี้พอเป็นหญิงสาว Nargess จึงพบเห็นขณะซื้อตั๋ว เตรียมขึ้นรถทัวร์ ก่อนต้องล้มเลิกแผนการเพราะมีเจ้าหน้าที่ดักรอคอยตรวจบัตรประจำตัวอยู่หน้ารถ หมดโอกาสหวนกลับบ้านเกิด ความฝันพังทลาย ไม่สามารถหลบหนีจากวังวนสตรีเพศในประเทศอิหร่าน

จะว่าไปหนังไม่ได้อธิบายว่าหญิงสาวติดคุกข้อหาอะไร? แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นของหนัง ผกก. Panahi จงใจสร้างความคลุมเคลือ ก็แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดจินตนาการ ถึงอย่างนั้นคนส่วนใหญ่มักมองเรื่องพฤติกรรมต่อต้านสังคม กระมังนะ!

It doesn’t matter. It could be anything you want. That’s not important. It’s a very delicate point. If I had decided to give them some crime that they were guilty of, like something political or because of drugs, they would become specific persons. But they are not specific persons. You can have anybody there. Then the problem is a much larger problem. Maybe if it were a specific person there would be no censorship. But when it’s open to interpretation, then it’s more difficult. If it was a specific person, the censors can then say this person has this kind of crime, then it’s not a problem. Because I wanted the audience to think for themselves, I left it open to interpretation.

Jafar Panahi

เมื่อตอน Nargess หลบหนีจากเจ้าหน้าที่ดักรอหน้ารถโดยสาร เธอวิ่งผ่านโถงทางเดินที่มีลักษณะเหมือนกรงขัง (ไม่สามารถหลบหนีกลับบ้าน) จากนั้นเดินวกไปวนมาในสถานีขนส่ง ก้าวขึ้นขึ้นบันไดวน (สัญลักษณ์ของชีวิตเวียนวงกลม) พยายามติดตามหาใครบางคน ก่อนหวนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่หน้าโรงพยาบาล

Nargess เดินทางมาหา Pari ที่หลบหนีออกมาพร้อมๆกัน (คนละคนกับที่โดนจับตอนต้นเรื่องนะครับ) แต่บิดาไม่ให้การตอนรับ เธอจึงเดินกลับแล้วก็หายตัวจากหนังไปเลย! สวนทางกับพี่ชาย(ของ Pari)เข้ามาสำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราด เหมือนจะใช้ความรุนแรงกับน้องสาว จนเธอต้องหลบหนีออกจากบ้าน

ซีเควนซ์นี้ถ่ายทำแบบ Long Take ตั้งกล้องทิ้งไว้หน้าประตูประมาณเกือบๆสามนาที คล้ายๆเดียวกับซีนแรกของหนัง และยังย้อนรอยภาพดำ = ปิดประตู ให้ผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการเอาเองว่าเกิดเหตุการณ์รุนแรงอะไรขึ้นภายในบ้าน

Pari แวะเวียนมาหาเพื่อนทำงานพนักงานขายตั๋วที่โรงภาพยนตร์ สังเกตจากภาพก็บ่งบอกความรู้สึก สภาพจิตใจ โลกภายนอกไม่ต่างจากห้องขังในเรือนจำ ชีวิตไร้ซึ่งอิสรภาพ ถูกควบคุมครอบงำจากสรรพสิ่งต่างๆมากมาย

เรื่องราวของ Nargess มีภาพวาดศิลปะของ Van Gogh แสดงถึงความเพ้อใฝ่ฝัน (Dreamer, Idealist) โลกใบนั้นสิ่งใดๆล้วนบังเกิดขึ้นได้, พอดำเนินมาถึง Pari เลือกใช้สถานที่โรงภาพยนตร์ ซึ่งก็ถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่สามารถสร้างความฝัน แต่ภาพช็อตนี้ราวกับจะสื่อว่าผกก. Panahi ไม่สามารถรังสรรค์ผลงานได้อย่างอิสรเสรี

ผมบอกไม่ได้ว่านี่คือคลินิก/โรงพยาบาลเดียวกับฉากตอนทำคลอดไหม? แต่ค่อนข้างเชื่อได้ว่าคือสถานที่เดียวกัน (เพราะมันสามารถสื่อถึงชื่อหนัง The Circle เวียนวงกลม หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น) และสังเกตว่าชุด ผ้าคลุม ตำแหน่งการนั่งของ Pari กับเพื่อนเก่า (เคยร่วมติดคุกกันมา) ล้วนมีความแตกต่างตรงกันข้าม อีกฝ่ายจึงไม่สามารถตอบรับข้อเรียกร้องที่จะทำแท้งเถื่อน มันต้องใช้เอกสาร การอนุญาตจากสามี สตรีเพศในอิหร่านมิอาจทำอะไรๆได้ด้วยตนเองสักสิ่งอย่าง!

หนึ่งลายเซ็นต์ของผกก. Panahi แต่คราวนี้ไม่ใช่เด็กขายลูกโป่ง เขาคนนั้นคงเติบโต ไปทำอย่างอื่นแล้วกระมัง เรื่องนี้เลยมาเป็นชายสูงวัย มอบลูกโป่งให้เด็กหญิงถูกมารดาท้อดทิ้ง … เมื่อตอน The White Balloon (1995) เด็กขายลูกคือสัญลักษณ์ของบุคคลนอก ถูกสังคมมองข้าม ในบริบทนี้ของ The Circle (2000) ก็ถือว่าสื่อความหมายเดียวกัน!

ลุงขายลูกโป่งพยายามช่วยเหลือเด็กหญิงติดตามหามารดา แล้วจู่ๆรถแต่งงานของคู่บ่าวสาวก็เดินทางถึง! นี่เป็นการนำเสนอภาพความขัดแย้ง/แตกต่างตรงกันข้ามระหว่างสองเหตุการณ์ หนึ่งสุข-หนึ่งทุกข์ มันคือวัฏจักรชีวิตที่สามารถเติมเต็มกันและกัน … เป็นฉากที่ทั้งสวยงาม และสิ้นหวัง!

ซีเควนซ์ของมารดาที่แม้ไม่ยาวมาก แต่กล้องถ่ายภาพโคลสอัพ สีหน้าดำคร่ำเครียด รอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด สะท้อนถึงสภาพจิตใจอันห่อเหี่ยว หมดสิ้นหวังอาลัย หลังตัดสินใจทอดทิ้งบุตรสาว ไม่สามารถเลี้ยงดูแล แค่ตนเอง(น่าจะแม่เลี้ยงเดี่ยว)ยังเอาตัวไม่รอด เพียงวาดฝันว่าเธอจะพบเจอครอบครัวบุญธรรมที่ดีกว่าตนเอง

ผมขี้เกียจไล่แคปรูป แต่จะบอกว่าทุกเรื่องราว แทบทุกตัวละครหญิงสาวในหนัง ต้องมีฉากพยายามสูบบุหรี่ ก่อนถูกทัก ห้ามโน่นนี่นั่น คราวของโสเภณีก็เฉกเช่นเดียวกัน แต่พอเจ้าของรถสูบบุหรี่ และชายด้านหลังเริ่มสูบบุหรี่ มันจึงหมดสิ้นข้ออ้าง นายทำได้ ทำไมฉันถึงจะทำไมบ้างไม่ได้? … นี่คือบทสรุปของหนังถึงสารพัดข้ออ้าง กฎกรอบทางสังคมที่ควบคุมครอบงำสตรีเพศ ล้วนเกิดจากความเห็นแก่ตัวของบุรุษ ต้องการอวดอ้าง สำแดงอำนาจ เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้นเอง

ผมเพิ่งมาเอะใจตอนเขียนบทความนี้ว่าหนังใช้ชื่อ Solmaz Gholami ที่ถูกเรียกเดียวกัน! ไม่แน่ใจว่าคือความบังเอิญ? หรือหลังจากเธอเพิ่งคลอดบุตรก็ออกมารับงานโสเภณี? แต่เอาว่าภาพแรก-ภาพสุดท้าย เริ่มต้น-สิ้นสุด นำมาเปรียบเทียบให้เห็นเลยว่ามีความละม้ายคล้าย และแตกต่างตรงกันข้าม!

ห้องคลอด = เรือนจำ, การเกิดเป็นผู้หญิงในประเทศอิหร่าน คือความซวยบัดซบ ไม่มีวันที่ชีวิตจะได้รับสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียมกับบุรุษ!

ตัดต่อโดย Jafar Panahi,

การดำเนินเรื่องของหนังมีลักษณะเหมือนส่งต่อไม้ผลัด (Narrative Shift) เริ่มต้นจากตัวละครหนึ่ง พอเดินสวนทางก็ปรับเปลี่ยนการติดตามสู่อีกตัวละครหนึ่ง ซึ่งหลักๆจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสี่คน Nargess → Pari → มารดา → โสเภณี ซึ่งเรื่องราวของพวกเธอมักค้างๆคาๆ ไร้จุดเริ่มต้น-สิ้นสุด ผู้ชมต้องคอยสังเกตเบื้องหลังความเป็นมา และจินตนาการอนาคตที่จะบังเกิดขึ้นกับพวกเธอแต่ละคนเอาเอง

แตกต่างจาก The White Balloon (1995) และ The Mirror (1997) ที่ระยะเวลาในหนัง (Film Time) = ระยะเวลาชีวิตจริง (Real Time), The Circle (2000) ไม่สามารถทำเช่นนั้นเพราะผกก. Panahi ต้องการใช้ช่วงเวลาแทนความหวังของหญิงสาวทั้งสี่ Nargess = เช้า/บ่าย, Pari = บ่าย/ค่ำ, มารดา = ค่ำ/ดึก, โสเภณี = ดึกดื่น

เนื่องจากผมลงรายละเอียดเรื่องราวของแต่ละตัวละครไปเรียบร้อยแล้ว ตรงนี้เลยจะแยกแยะถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยน ส่งต่อไม้ผลัด (Narrative Shift) อันประกอบด้วย

  • อารัมบท, หญิงสาวคลอดบุตร พอมารดา(ฝ่ายหญิง)รับรู้เพศทารก เดินลงมาจากชั้นบนโรงพยาบาล พานผ่านตู้โทรศัพท์ พบเจอกับ Nargess และเพื่อนทั้งสอง
  • หลังการผจญภัยของ Nargess ตัดสินใจไปเยี่ยมเยียนเพื่อนในเรือนจำ Pari แต่ถูกบิดาของเธอขับไล่ออกมา
  • Pari พบเจอกับเด็กหญิงถูกทอดทิ้ง ข้ามถนนไปพบเจอมารดาของเธอ
  • มารดาระหว่างขึ้นแท็กซี่ มีเจ้าหน้าที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ หยุดตรวจรถอีกคนที่รับหญิงสาวโสเภณี

เรื่องราวของทั้งสี่ตัวละครอาจไม่ได้มีความต่อเนื่อง แค่เพียงบางสิ่งอย่างเชื่อมโยงใย สร้างสัมผัสกวีภาพยนตร์ ถึงอย่างนั้นการจะทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของหนัง วิธีการก็คือมองพวกเธอทั้งหมดคือบุคคลเดียวกัน ผมลองสมมติตัวละครชื่อ Goldfish เรื่องราวจะประมาณว่า

Goldfish ถือกำเนิดเป็นเพศหญิง ถูกบิดาทอดทิ้ง เติบโตในชนบท เข้าเมืองกลายเป็นวัยรุ่นหัวขบถ หลบหนีออกจากเรือนจำ พยายามหาหนทางกลับบ้านเกิด ครองรักแฟนหนุ่มจนตั้งครรภ์ ครอบครัวไม่ยินยอมรับ ทำแท้งไม่สำเร็จ กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ก่อนตัดสินใจทอดทิ้งบุตรสาว จากนั้นกลายเป็นโสเภณี โดนจับติดคุกติดตาราง

The Circle, which was supposed to have four women of different ages. I tried to imply that the four women were actually the same, one woman at different stages of her life. 

Jafar Panahi

The Circle (2000) นำเสนอวังวน วัฏจักรชีวิตของสตรีเพศในประเทศอิหร่าน ภายใต้ปิตาธิปไตย (Patriarchy) ปกครองโดยสาธารณรัฐอิสลามอิสลาม, พวกเธอไร้สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม ถูกกดขี่ข่มเหงสารพัด “circle of repression” ต้องอยู่ภายใต้อาณัติบุรุษ ปฏิบัติตามกฎหมาย คัมภีร์อัลกุรอานอย่างเคร่งขัด! ออกนอกบ้านต้องสวมใส่ผ้าคลุมฮิญาบ/ชอโดร์ การเดินทางต้องมีบัตรประชาชนหรือผู้ร่วมเดินทาง ไม่สามารถสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ ฯ

การนำเสนอเรื่องราวในลักษณะส่งไม้ผลัด (Narrative Shift) พานผ่านหลากหลายตัวละคร ทั้งๆที่สามารถใช้หญิงสาวเพียงคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ (จากตัวอย่าง Goldfish สองย่อหน้าก่อน) ก็เพราะไม่ต้องการจำเพาะเจาะจงบุคคลใดคนหนึ่ง แต่แสดงให้เห็นถึงภาพรวมสตรีเพศในอิหร่าน ต่างประสบพบเจอเหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆเดียวกันทั้งหมด!

เริ่มต้นการเกิดที่ควรจะเป็นความหวัง แต่ทารกหญิงกลับสร้างปัญหาขัดแย้ง (อาจ)นำไปสู่ครอบครัวแตกแยก → วัยรุ่นสาว Nargess หน้าตาสดใส ยังเต็มไปด้วยความหวังชีวิต โหยหาช่วงเวลาแห่งความสุขวัยเด็ก → พอแต่งงาน ตั้งครรภ์ Pari ก็เริ่มตระหนักถึงปัญหา อยากจะทำแท้งแต่ไม่สำเร็จ → มารดาตัดสินใจทอดทิ้งบุตรสาว → ก่อนกลายมาเป็นโสเภณี ใช้ชีวิตไปวันๆ ก่อนถูกจับคุมขังในเรือนจำ

ผกก. Panahi ไม่ได้นำเสนอหนทางออกหรือวิธีแก้ปัญหา แต่ละเรื่องราว/ตัวละครก็มักปล่อยทิ้ง ค้างๆคาๆ ให้อิสระผู้ชมในการขบครุ่นคิด ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง แต่ขณะเดียวกันเรายังสามารถมองว่าเขาก็ไม่รู้จะทำยังไง ชีวิตสตรีเพศในอิหร่านมันช่างมืดหม่น สิ้นหวัง

ความตั้งใจของผกก. Panahi ไม่ได้ต้องการสร้างหนังพาดพิงการเมืองหรือศาสนา เพียงสะท้อนให้เห็นปัญหาสังคม (Social Issue) สิทธิสตรีเพศในอิหร่าน … ดูแล้วน่าจะได้แรงบันดาลใจจากบุตรสาวเติบใหญ่ อยู่ในช่วงวัยกำลังมีความหวัง พอครุ่นคิดถึงอนาคตก็คงแอบหวาดหวั่น เธอจะดำเนินชีวิตอย่างไรในสังคมปิดกั้น

I’m not a political person. I don’t like political movies. But I take every opportunity to comment on the social issues. I talk about the current issues. To me it’s not important what is the reason for what has happened. Whether it’s political reasons or geographical reasons: these are not important – but the condition, the social issues. It is important to me to talk about the plight of humanity at that time.

I had my own children, and it went automatically down that road. I have both a boy and a girl and I can see that the girl can strike up relationships in an easier, milder way. So I thought that a girl could give a better impression. Then when I finished the film and I started The Mirror, I began to think about what happens now that the girl has grown up in society. And then automatically, it became a movie about women. It started unconsciously but now the question is settled.


ผกก. Panahi คงจะรับรู้ตนเองว่าหนังเรื่องนี้ต้องถูกแบนในอิหร่าน พอตัดต่อเสร็จก็พิมพ์ฟีล์มหนังเก็บไว้หลายชุด ซุกซ่อนตามสถานที่ต่างๆ แล้วแอบส่งไปฉายรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนังเมือง Venice โดยไม่บอกกล่าวกระทรวงวัฒนธรรมและการชี้นำอิสลาม (Ministry of Culture and Islamic Guidance) ผลลัพท์กวาดมาทั้งหมด 6 รางวัล

  • Golden Lion
  • FIPRESCI Prize
    • For its imaginative blending of content and form, to deal with the situation of women in any patriarchal society.
  • OCIC Award – Honorable Mention
  • UNICEF Award
  • Sergio Trasatti Award
  • Pasinetti Award (Best Actress) มอบให้กับทีมนักแสดงหญิง

จริงๆหนังมีกำหนดเข้าฉายอิหร่านในเทศกาล Fajr International Film Festival แต่ถูกกองเซนเซอร์สั่งแบนด้วยเหตุผล “such a completely dark and humiliating perspective.” และ “offensive to Muslim women”. เลยถือว่าไม่มีโอกาสเข้าฉายในประเทศ

ในบรรดา Goldfish Trilogy เรื่องที่มีลีลานำเสนอน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คือ The Circle (2000) นำเสนอภาพสังคมกดขี่ข่มเหงสตรีเพศได้อย่างสวยงามและสิ้นหวัง แต่โดยส่วนตัวยังมองว่า The White Balloon (1995) มีเรื่องราวอันตราตรึง เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง และเหนือกาลเวลากว่ามากๆ

(The Circle (2000) เป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อชาวอิหร่าน/เปอร์เซีย ผู้ชมจากโลกเสรีอาจยกย่องสรรเสริญ แต่เรื่องราวมันช่างเหินห่างไกล ไม่ได้มีความสลักสำคัญกับชีวิตสักเท่าไหร่ เลยเทียบไม่ได้กับเด็กหญิงอยากซื้อปลาทอง สามารถเข้าถึงผู้ชมทุกชาติ-ทุกเพศ-ทุกวัย)

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศการถูกกดขี่ข่มเหงทางเพศ(หญิง)

คำโปรย | The Circle วัฏจักรของเพศหญิงภายใต้สังคมอิหร่าน มันช่างสวยงามและสิ้นหวัง
คุณภาพ | วัจั


MEAT Category: , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)