
Offside (2006)
: Jafar Panahi ♥♥♥♡
ในประเทศอิหร่าน หลายๆสิ่งอย่างมีการแบ่งแยกชาย-หญิง (Sex Segregation) ห้ามยุ่งเกี่ยว สุงสิง สัมผัสเนื้อต้องตัว เฉกเช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬา รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2006 สตรีเพศไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าชม พวกเธอจึงสรรหาวิธีแอบเข้าไปในสนาม
Offside ภาษาฟุตบอลแปลว่าการล้ำหน้า ทุกครั้งที่มีการตั้งเตะ (ลูกบอลหยุดอยู่นิ่ง) แล้วมีผู้เล่นฝ่ายรุกยืนใกล้ประตูมากกว่าผู้เล่นฝ่ายรับ (ไม่นับรวมผู้รักษาประตู) กรรมการริมเส้นจะยกธงแสดงสัญลักษณ์ล้ำหน้า จุดประสงค์เพื่อไม่ให้ฝ่ายรุกได้เปรียบจนเกินไป
ซึ่งในบริบทของหนัง Offside สามารถสื่อถึงกลุ่มสาวๆวัยรุ่น หลงใหลคลั่งไคล้กีฬาฟุตบอล พยายามอย่างยิ่งที่จะหาหนทางเข้าไปเชียร์ทีมชาติในสนาม แต่นั่นคือการกระทำที่ล้ำเส้น ล้ำหน้า ผิดกฎกติกาสังคม ชาวอิหร่านส่วนใหญ่(ยัง)ไม่ให้การยินยอมรับ!
จริงๆแล้วมันไม่มีกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าสตรีเพศห้ามรับชมการแข่งขันฟุตบอลในสนาม แต่มันคือสามัญสำนึก/กฎไม่ได้เขียนไว้ (Unwritten Law) ใช้ข้ออ้างศาสนาอิสลามแบ่งแยกชาย-หญิง ห้ามยุ่งเกี่ยว สุงสิง สัมผัสเนื้อต้องตัว
Of course when you try to restrict something or implement a restriction it has to be based on some sort of law. But there is nothing in the law which has been approved by the Iranian parliament or anybody else which bans women from taking part. It has become a kind of unwritten law. The policemen and the soldiers too, have to follow this unwritten law and unwritten rules, and they are answerable to their superiors for it.
Jafar Panahi
แน่นอนว่าหนังถูกแบนห้ามฉายในประเทศ เพราะเรื่องราวดังกล่าวคือการสำแดงอารยะขัดขืน เหมือนพยายามชี้นำให้สตรีเพศไม่ปฏิบัติตามขนบกฎกรอบทางสังคม แต่ผกก. Panahi ก็สามารถลักลอบส่งฟีล์มไปฉายต่างประเทศ ประสบความสำเร็จ กวาดรางวัลมากมาย สร้างความอับอายให้รัฐ สรรหาข้ออ้างยึดพาร์สปอร์ต ตัดสินโทษจำคุกหกปี (ติดจริงสองเดือน แล้วถูกกักบริเวณในบ้าน) และห้ามสร้างภาพยนตร์ 20 ปี … ถึงอย่างนั้น ฉันไม่แคร์!
Jafar Panahi, جعفر پناهی (เกิดปี ค.ศ. 1960) ผู้กำกับสัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Mianeh, East Azerbaijan ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) ตอนอายุสิบสองเริ่มทำงานหลังเลิกเรียน เก็บเงินไปรับชมภาพยนตร์ พออายุยี่สิบอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Iran-Iraq War (1980-88) แต่รับหน้าที่เป็นตากล้องบันทึกภาพสารคดีการต่อสู้ เมื่อปลดประจำการสมัครเข้าเรียน Iran Broadcasting University ร่วมรุ่นเดียวกับผกก. Parviz Shahbazi และตากล้องขาประจำ Farzad Jodat จบออกมาถ่ายทำสารคดี หนังสั้น The Friend (1992) ซึ่งเป็นการเคารพคารวะ Bread and Alley (1970) ของผกก. Abbas Kiarostami เลยมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Through the Olive Trees (1994), ก่อนได้รับโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The White Balloon (1995), ติดตามด้วย The Mirror (1997), The Circle (2000),
เมื่อปี ค.ศ. 2002, ผกก. Panahi อาศัยอยู่อพาร์ทเม้นท์ใกล้ๆกับสนามฟุตบอล บ่อยครั้งแวะเวียนไปรับชมการแข่งขัน วันหนึ่งบุตรสาวเรียกร้องอยากมีโอกาสเข้าไปในสนามบ้าง พยายามอธิบายว่าทางการไม่อนุญาต แต่เธอยืนกรานและหาหนทางเข้าไปได้สำเร็จ
Four years ago I was living near the stadium where our football team trains. I wanted to go and watch and my daughter wanted to come with me. I tried to explain to her that she couldn’t, but she nevertheless wanted to try. So we set out with the entire family, that way if my daughter was refused entry, my wife could take her back home. We went to the stadium entrance and, as I had expected, my daughter was refused entry. I told her to go home with her mother, but she found another way of getting into the stalls and to my surprise, she joined me.
Jafar Panahi
ช่วงปี ค.ศ. 2005 พอได้ยินว่ากำลังจะมีการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกระหว่างอิหร่าน vs. บาห์เรน, ผกก. Panahi จึงเร่งรีบพัฒนาบทหนังเพื่อยื่นขออนุญาตจากทางการ แต่เขารับรู้ตัวว่าคงไม่ผ่านการอนุมัติแน่ๆ เลยส่งบทปลอมเกี่ยวกับชายหนุ่มเดินทางไปรับชมการแข่งขัน ถึงอย่างนั้นยังคงได้รับคำตอบปฏิเสธ เพราะพวกเขามีบทเรียนจากผลงานก่อนๆ
ถึงอย่างนั้นการแข่งขันฟุตบอลโลกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เลื่อนได้เสียที่ไหน! ต้องการบันทึกภาพบรรยากาศในสนามระหว่างการแข่งขันจริงๆ ผกก. Panahi จึงแอบซ่อนกล้องดิจิตอล ใช้กลยุทธ์แบบกองโจร (Guerrilla) ถ่ายทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ แทรกตัวเข้าไปในสนามกีฬาแห่งชาติ Azadi Stadium
เรื่องราวของหนังไม่ได้มีการระบุชื่อตัวละคร เริ่มต้นจากหญิงสาวคนหนึ่งปลอมตัวขึ้นรถโดยสาร เดินทางไปยังสนามกีฬาแห่งชาติ Azadi Stadium เพื่อรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ระหว่างทีมชาติอิหร่าน vs. บาห์เรน วันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2005
เมื่อเดินทางมาถึงสนาม เธอต้องเสียเงินมากกว่าสามสี่เท่าเพื่อซื้อตั๋วผี แต่ยังไม่ทันผ่านเข้าประตูก็ถูกตรวจพบ พามาควบคุมขังด้านหลังสนาม พบเจอเพื่อนสาวคนอื่นๆที่แอบเข้ามาแล้วถูกจับได้ พยายามพูดคุยต่อรอง ไหว้วานร้องขอ สรรหาข้ออ้างให้เจ้าหน้าที่ปลดปล่อยพวกตนไป ท้ายที่สุดแล้วจะทำสำเร็จหรือไม่ สาวๆจะมีโอกาสรับชมฟุตบอลในสนามหรือเปล่า?
ถ่ายภาพโดย Rami Agami & Mahmoud Kalari (A Moment of Innocence, A Separation)
งานภาพในหนังของผกก. Panahi โอบรับแนวคิด (Italian) Neorealist แทบทั้งหมดคือนักแสดงสมัครเล่น (สาวๆต่างคือนักศึกษามหาวิทยาลัย มีความหลงใหลคลั่งไคล้ฟุตบอล) ให้อิสระในการดั้นสด (ผกก. Panahi บอกให้พวกเธอปลอมตัว หาหนทางแอบเข้าสนามด้วยตนเอง) ถ่ายทำยังสถานที่จริง Azadi Stadium ด้วยแสงธรรมชาติเท่านั้น!
สำหรับ Offside (2006) เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ จึงใช้วิธีเหมือนกองโจร (Guerrilla) ตากล้องสองคนแอบถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลขนาดเล็ก บันทึกบรรยากาศระหว่างการแข่งขันฟุตบอลนัดนั้นจริงๆ ส่วนฉากอื่นๆอย่างบนรถโดยสาร หรือสาวๆถูกกักบริเวณหลังสนามฟุตบอล ก็ค่อยๆทะยอยถ่ายทำวันหลัง รวมระยะเวลาโปรดักชั่น 39 วัน
เกร็ด: สนามกีฬาแห่งชาติ ورزشگاه آزادی อ่านว่า Varzeshgâh-e Âzâdi, ชื่อเดิม(ก่อนการปฏิวัติอิหร่าน ค.ศ. 1975) Aryamehr (แปลว่า Light of the Aryans) ก่อนเปลี่ยนมาเป็น Azadi (แปลว่า Freedom) ตั้งอยู่ใจกลางกรุง Tehran เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1971 รองรับความจุกว่าแสนคน (หนึ่งในสนามขนาดใหญ่ที่สุดโลก) ก่อนได้รับการปรับปรุง-บูรณะ-ซ่อมแซมล่าสุด ค.ศ. 2016 เหลือรองรับ 78,116 ที่นั่ง แต่ก็ยังขึ้นเชื่อเรื่องเสียงเชียร์จากแฟนฟุตบอลเจ้าถิ่น จนได้รับฉายา “ดินแดนที่น่ากลัวของทีมเยือน” และเสียงวูวูเซลาดังมากคล้ายกับเสียงผึ้ง ทำให้บางครั้งมีผู้เรียกสนามนี้เป็น “ฝูงผึ้ง”
ตัดต่อโดย Jafar Panahi,
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองวัยรุ่นสาวนิรนาม พยายามหาหนทางแอบเข้าสนามฟุตบอล เริ่มต้นจากขึ้นรถโดยสาร ซื้อตั๋วผี ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับได้ระหว่างตรวจค้นร่างกาย พาไปกักบริเวณหลังสนามฟุตบอล พบเจอเพื่อนสาวคนอื่นๆ ต่างสรรหาสรรพข้ออ้าง พูดคุยโน้มน้าว ขอโอกาสให้รับชมการแข่งขัน
- เดินทางไปสนามฟุตบอล
- ชายสูงวัยบนรถแท็กซี่ พยายามติดตามหาบุตรสาวแอบขึ้นรถโดยสาร เดินทางไปรับชมการแข่งขันฟุตบอล
- หญิงสาวทำตัวเนียนๆบนรถโดยสาร
- พอมาถึงสนามฟุตบอล ซื้อตั๋วผีราคาแพง
- ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับได้ตรงประตูทางเข้า
- เรื่องวุ่นวายหลังสนามฟุตบอล
- หญิงสาวถูกพาตัวมากักบริเวณหลังสนามฟุตบอล
- เธอคนหนึ่งเรียกร้องขอเข้าห้องน้ำ ก่อนหาหนทางหลบหนี แล้วหวนกลับมา
- สาวๆพยายามพูดคุย โน้มน้าว ร่ำร้องขอเจ้าหน้าที่ทหารให้ปลดปล่อยตนเอง
- ชายสูงวัยคนนั้นมาถึงยังสนามฟุตบอล พบเจอเพื่อนบุตรสาว กล่าวคำตำหนิต่อว่า (แต่ไม่พบเจอบุตรสาว)
- อิหร่านยิงประตูขึ้นนำช่วงท้ายเกม
- ระหว่างทางกลับ
- ผู้บังคับบัญชานำรถโดยสารมารับสาวๆไปโรงพัก
- หลังจากอิหร่านได้รับชนะ ชาวเมืองออกมาเฉลิมฉลอง รถติดหนัก สาวๆฉวกฉวยโอกาสหลบหนีเอาตัวรอด
ลีลาการดำเนินเรื่องในสไตล์ผกก. Panahi คล้ายๆกับการส่งไม้ผลัด (Narrative Shift) จากตัวละครหนึ่ง สู่อีกตัวละครหนึ่ง ซึ่งสำหรับ Offside (2006) ก็คือสลับไปมาระหว่างบรรดาวัยรุ่นสาวๆ ผลัดกับสรรหาข้ออ้าง โน้มน้าวเจ้าหน้าที่ทหาร แต่ทั้งหมดทั้งมวลอาจถือว่าอยู่ในสายตาหญิงสาวคนแรกก็ได้กระมัง
ในส่วนของเพลงประกอบ แทบทั้งหมดคือ ‘diegetic music’ เสียงร้องเพลงเชียร์ของแฟนบอล ตั้งแต่บนรถโดยสาร ติดขอบสนาม และสาวๆร่วมกันขับร้องรำทำเพลง ยกเว้นเพียงตอนจบดังจากวิทยุ Ey Iran! (1946) แต่งโดย Ruhollah Khaleghi, คำร้องโดย Hossein Gol-e-Golab, บันทึกเสียงครั้งแรก ขับร้องโดย Gholamhosein Banan ถือเป็นเพลงชาติของรัฐบาลชั่วคราวอิหร่าน ภายหลังการปฏิวัติอิหร่าน ค.ศ. 1979
The song I used to close the film is a sort of a national hymn. Sixty years ago, when the Westerners were in Iran, one of our poets witnessed the abuses inflicted on the Iranian people. He was so pained by what he saw he decided to write a song. The song speaks of our country and our people, not the States that have governed it. That is why we love it more and more with each passing day. Many singers have sung it over the years. The version we have chosen was the one that seemed the most epic to me.
Jafar Panahi
ปล. ผมเห็นใน Wikipedia มีคำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาไทย ไหนๆก็ฟังภาษาเปอร์เซียไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว ก็เลยคัทลอกเฉพาะคำแปลมาก็แล้วกัน
๑
โอ้อิหร่าน ดินแดนอันล้ำค่า
แผ่นดินเจ้าคือบ่อเกิดแห่งศิลป์ศรี
ห่างจากเจ้า ความคิดมาดร้ายอย่าได้มี
ขอเจ้าจงดำรงอยู่ดี ชั่วนิรันดร์กาล
โอ้ หากศัตรูแข็งดั่งศิลาผา ข้าจะแข็งดั่งเหล็กกล้าไม่ครั่นคร้าม
ชีวิตข้ามอบแด่ผืนดินอันบริสุทธิ์งาม เพิ่อมาตุภูมิอิหร่าน
ประสานเสียง
เมื่อความรักต่อเจ้ากลายเป็นวิถีใจ
ความคิดข้าไม่เคยห่างไกลจากเจ้า
ชีวิตนี้มีค่าเพียงใดเล่า เมื่อมอบให้ทางของเจ้า
ขอให้แผ่นดินอิหร่านของเรา จงยั่งยืนเทอญ๒
ภูผาของเจ้าคือแก้วและอัญมณี
ผืนดินราบนี้ มีค่ากว่าสุวรรณ
จะให้ถอนรักเจ้าออกจากใจได้อย่างไรกัน
จงบอกข้ามาเถิด หากไม่มีใครรักเจ้าแล้วจะอยู่อย่างไร
ตราบใดที่โลกยังหมุน เวหาจะยังโคจรมิสลาย
แสงแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะยังนำทางเราเสมอไป
ประสานเสียง๓
โอ้อิหร่าน สวรรค์อันรื่นรมย์ของข้า
ชะตาชีวิตข้า ส่องสว่างกว่าเพราะเจ้า
แม้เปลวเพลิงไฟจะโปรยใส่กายข้าเผา
หัวใจข้าก็จะหล่อเลี้ยงไว้เพียงความรักต่อเจ้า
จากนที จากธรนิน จากความรักเจ้า จงหล่อหลอมเป็นตัวข้า
หากความรักนี้จากไป ฤทัยก็สูญเปล่ายิ่งไร้ค่า
ประสานเสียง
เมื่อปี ค.ศ. 1997 เกิดปาฏิหารย์รอบเพลย์ออฟระหว่างโซน AFC-OFC เมื่อทีมชาติอิหร่านบุกไปยันเสมอออสเตรเลียหลังตามอยู่สองลูก ผ่านเข้ารอบตามกฎยิงประตูทีมเยือน (Away Goal) ครั้งที่สองในประวัติศาสตร์เล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย France 98 ทำให้ชาวอิหร่านแห่กันออกมาเฉลิมฉลองชัยชนะทั่วประเทศ และมีการอนุญาตผู้หญิงหลายพันคนเข้าร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬาในสนามกีฬา Azadi Stadium นั่นคือจุดเริ่มต้นการตั้งคำถาม เมื่อโอกาสแบบนี้อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าสนามฟุตบอลได้ เหตุไฉน…???
I remember at the time reading an article by a sports journalist, explaining that even in Ancient Greece, women were confronted with this problem. Four hundred years B.C. women had to disguise themselves as men in order to cheer on their sons who were sports heroes. Whether or not this is true, it triggered my first ideas on the subject.
Jafar Panahi
ช่วงทศวรรษ 60s-70s ภายใต้การปกครองของพระเจ้าชาห์ Mohammad Reza Pahlavi (1919-80, ครองราชย์ 1941-79) พยายามเปิดประเทศ รับอิทธิพลชาติตะวันตก ให้สิทธิ-เสรีภาพ-เสมอภาคเทียม สตรีเพศไม่จำเป็นต้องสวมผ้าคลุมศีรษะ สามารถทำกิจกรรมร่วมกับบุรุษ แต่เพราะความหวาดกลัวเกรงจะกลายเป็นหุ่นเชิดสหรัฐอเมริกา นำไปสู่เหตุการณ์การปฏิวัติอิหร่าน (1979 Iranian Revolution) ผู้นำสูงสุดคนใหม่ Ayatollah Ruhollah Khomeini (1900-89, ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด 1879-89) ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran) ออกกฎหมายอ้างอิงหลักศาสนา สตรีเพศต้องสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะเมื่ออยู่ในสาธารณะ ห้ามทำกิจกรรมร่วมกับบุรุษ บลา บลา บลา
หลายคนอาจมองอิหร่านผ่านเลนส์ปัจจุบัน (ค.ศ. 2026) แล้วแสดงความคิดเห็นว่าการปฏิวัติ ค.ศ. 1979 คือจุดเริ่มต้นหายนะ แต่เราไม่ควรไปตัดสินอะไรแบบนั้น เพราะบริบทของยุคสมัยล้วนมีเหตุและปัจจัย พระเจ้าชาห์ตอนนั้นหัวก้าวหน้าเกินไป ประชาชนหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง (คล้ายๆพรรคสีส้มที่พยายามเปลี่ยนแปลงประเทศสารขัณฑ์ แต่ยังทำไม่เสร็จเพราะหัวก้าวหน้าเกินไป สังคมส่วนใหญ่ยังไม่สามารถยินยอมรับการเปลี่ยนแปลง) ผู้นำอิสลามคนใหม่สร้างความหวังให้ประชาชนมากกว่า
เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน สิ่งที่ชาวอิหร่านสมัยนั้นคาดหวัง กลับกลายเป็นฝันร้ายจากความเข้มงวดกวดขัน คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามโน่นนี่นั่น ทำไมฉันต้องสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะตอนออกจากบ้าน ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามร่วมกิจกรรมกับบุรุษ เกิดการแบ่งแยกชาย-หญิง (Sex Segregation) แทบจะทุกสรรพสิ่งอย่าง ถูกลดบทบาท สิทธิ เสรีภาพ ไหนความเสมอภาคเท่าเทียม
I use the football game as a metaphor to show the discrimination against women on a larger scale. All my movies have that topic at their center. This is what I am trying to change in Iranian society.
เรื่องราวของหนังเกี่ยวกับการห้ามผู้หญิงเข้ารับชมการแข่งขันกีฬา ในมุมของชาวอิหร่านคงคือความถูกต้องชอบธรรมตามหลักศาสนา และกฎหมายบ้านเมือง, แต่สายตาชาวโลก(เสรี)ย่อมเห็นถึงการแบ่งแยก เลือกปฏิบัติ ไม่เท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิง ถือเป็นสิ่งล้าหลัง ไร้อารยธรรม (บางประเทศมหาอำนาจอาจถึงขนาดมองว่าเป็น) ศัตรูของมนุษยชาติ!
ในมุมชาวต่างชาติอย่างเราๆ คงทำอะไรไม่ได้นอกจากส่งกำลังใจ แสดงความรู้สึกสงสารเห็นใจ เพราะบุคคลที่จะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ย่อมต้องคือชาวอิหร่านด้วยกันเองเท่านั้น (ไม่ใช่มหาอำนาจเข้าแทรกแซง) ถ้าประชาชนไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ก็ต้องอดรนทนกินหญ้าหวานต่อไป
ปล. จะว่าไปมันเป็นความตลกร้ายที่ชื่อสนามกีฬาแห่งชาติ Azadi แปลว่า Freedom, อิสรภาพ แต่กลับจำกัดสิทธิสตรี ไม่อนุญาตให้เข้าชม หรือถ้าถูกจับได้ก็โดนกักบริเวณอยู่ด้านหลัง
หลังจาก Ministry of Culture and Islamic Guidance สั่งแบนห้ามฉายในประเทศ ผกก. Panahi จึงลักลอบส่งฟีล์มหนังไปยังเทศกาลหนังเมือง Berlin เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม สามารถคว้ารางวัล Silver Bear: Grand Jury Prize (ที่สอง) เคียงคู่กับ Tied with A Soap (2006) พลาดรางวัล Golden Bear แก่ภาพยนตร์ Grbavica: The Land of My Dreams (2006)
เกร็ด: ว่ากันว่าตอนหนังถูกแบนห้ามฉาย ผกก. Panahi คือผู้อยู่เบื้องหลังในการลักลอบจัดจำหน่าย DVD เถื่อนทั่วประเทศอิหร่าน ช่วงนั้นกระแสฟุตบอลโลกกำลังมาแรง เชื่อกันว่าอาจเป็นแผ่นเถื่อนขายดีที่สุด (ในประเทศอิหร่าน) … ข่าวลือไม่ได้รับการยืนยันนะครับ อาจจะเกิดขึ้นหลังจาก Taxi (2015) ที่หนึ่งในผู้โดยสารคือ xxx (ยังไม่สปอยดีกว่า)
ปัจจุบันหนังยังไม่มีจัดจำหน่าย Blu-Ray คุณภาพแค่ DVD แต่สามารถหารับชมออนไลน์ได้แทบจะทุกแพล็ตฟอร์ม iTunes, Google Play, Amazon Prime ฯ สงสัยเพราะผกก. Panahi ขายลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายต่างประเทศให้ Sony Pictures Classics เลยเข้าถึงวงกว้างมากกว่า … เข้าฉายในประเทศไทยชื่อว่า ผู้หญิงก็มีหัวใจ
ใจนึงผมก็อยากจะชื่นชอบหนัง สไตล์ของผกก. Panahi วิพากย์วิจารณ์สังคมอย่างถึงพริกถึงขิง ถึงอย่างนั้นปัญหาเหล่านี้พบเจอได้เพียงประเทศมุสลิม ตะวันออกกลาง ชาวโลกเสรีอย่างเราๆทำได้เพียงกระพริบตาปริบๆ แสดงความสงสารเห็นใจ รู้สึกโชคดีเกิดในประเทศไทย แล้วยังไงต่อ?
สักวันเมื่ออิหร่านทำการปฏิวัติสำเร็จ ชาย-หญิงสามารถเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลในสนามได้พร้อมกัน เรื่องราวของหนังจะตกยุคล้าหลังลงโดยพลัน เหลือคุณค่าเพียงบันทึกประวัติศาสตร์ ไทม์แคปซูลให้ลูกหลานรู้สึกอับอายกับทัศนคติโลกแคบของบรรพบุรุษ
จัดเรต 13+ กับการกีดกันสตรีเพศด้วยทัศนคติชายเป็นใหญ่


ใส่ความเห็น