
The Mirror (1997)
: Jafar Panahi ♥♥♥♡
เด็กหญิงชั้นประถมรอคอยมารดามารับกลับบ้าน แต่ไม่รู้หลงลืมหรือเกิดเหตุอันใด เป็นเหตุให้เธอตัดสินใจหาหนทางกลับบ้านด้วยตนเอง ท่ามกลางการจราจรสุดวุ่นวายกลางกรุงเตหะราน
The Mirror (1997) เป็นภาพยนตร์ที่สักประมาณกลางเรื่อง จะเกิดการหักมุม (Plot Twist) เหตุการณ์บางอย่างสร้างความตกตะลึงงัน คาดไม่ถึง ทำให้ผู้ชมตื่นขึ้นจากความง่วงหงาวหาวนอน เกิดความใจจดใจจ่อต่อสิ่งคาดไม่ถึง! ผมเองก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าคุณเคยรับชมผลงานของ Abbas Kiarostami หรือ Mohsen Makhmalbaf ก็อาจไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่สักเท่าไหร่ … มันคือสิ่งพบเห็นกลาดเกลื่อน แทบจะทั่วๆไปกับหนังอิหร่าน
ผมไม่ได้อยากจะด้อยค่าผกก. Panahi แต่หนังทุกเรื่องที่ได้รับชมและกำลังจะเขียนถึง ล้วนให้ความรู้สึกคล้ายๆเดียวกัน คือขาดความสดใหม่ (Original) มักมีรายละเอียด โครงสร้าง วิธีการนำเสนอ หรืออะไรสักสิ่งอย่างเคยพบเห็นมาก่อนหน้านี้ รับแนวคิด/อิทธิพลจากภาพยนตร์ชื่อดัง นำมาปรับประยุกต์เข้ากับบริบท/เรื่องราวสมัยใหม่ นั่นต่อให้กวาดรางวัลใหญ่จากสามเทศกาลหนัง Palme d’Or, Golden Lion, Golden Bear ก็ยังไม่สามารถไต่เต้าถึงระดับตำนานเทียบเท่ารุ่นพี่ (Abbas Kiarostami) หรือแม้แต่รุ่นน้อง (Asghar Farhadi)
นอกจากนี้ The Mirror (1997) ยังมีอีกปัญหาใหญ่ คือนอกจากจุดหักมุมนั้นแล้ว หนังไม่มีความน่าสนใจอะไรอื่น การเดินทางกลับบ้านของเด็กหญิงก็พบเจอแต่เหตุการณ์ซ้ำๆ ย้อนรอย (สอดคล้องกับชื่อหนัง The Mirror) หลงทาง ขึ้นรถผิด สอบถามคนโน้นนี่นั่น และสิ่งน่าเบื่อหน่ายสุดๆก็คือคำสนทนาของคนรอบข้าง ทำไมฉันต้องมานั่งฟังคำพร่ำบ่น ด้อยค่า/ตีแผ่สภาพเป็นจริง (มองได้ทั้งสองมุมนะครับ) ของประเทศตนเองอยู่นั่น!
Jafar Panahi, جعفر پناهی (เกิดปี ค.ศ. 1960) ผู้กำกับสัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Mianeh, East Azerbaijan ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) ตอนอายุสิบสองเริ่มทำงานหลังเลิกเรียน เก็บเงินไปรับชมภาพยนตร์ พออายุยี่สิบอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Iran-Iraq War (1980-88) แต่รับหน้าที่เป็นตากล้องบันทึกภาพสารคดีการต่อสู้ เมื่อปลดประจำการสมัครเข้าเรียน Iran Broadcasting University ร่วมรุ่นเดียวกับผกก. Parviz Shahbazi และตากล้องขาประจำ Farzad Jodat จบออกมาถ่ายทำสารคดี หนังสั้น The Friend (1992) ซึ่งเป็นการเคารพคารวะ Bread and Alley (1970) ของผกก. Abbas Kiarostami เลยมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Through the Olive Trees (1994), ก่อนได้รับโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The White Balloon (1995)
หลังเสร็จจาก The White Balloon (1995) ผกก. Pahani ได้รับมอบหมายให้กำกับ Willow and Wind (2000) จากบทหนังของ Abbas Kiarostami แต่เจ้าตัวอยากมองหาสิ่งที่อยู่ในความสนใจของตนเองมากกว่า … Willow and Wind (2000) เลยถูกส่งต่อให้ผู้กำกับ Mohammad-Ali Talebi เห็นว่ามาคว้ารางวัลช้างทองคำ (Golden Elephant) เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๗
สำหรับ ینه อ่านว่า Ayneh แปลตรงตัว The Mirror ได้แรงบันดาลใจระหว่างการเข้าร่วมเทศกาลหนัง 1996 Pusan International Film Festival ที่ประเทศเกาหลีใต้ พบเห็นเด็กสาวตัวกระเปี๊ยกถูกทิ้งให้นั่งอยู่ตัวคนเดียวในสวนสาธารณะ มันทำให้เขาเกิดความตระหนักว่าเคยพบเห็นภาพดังกล่าวบ่อยครั้งในอิหร่าน แต่ไม่เคยทำความเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
I choose a precocious child and placed her in a situation where she is left to her own devices. Everyone she meets on her journey is wearing a mask or playing a role. I wanted to throw these masks away.
Jafar Panahi
เกร็ด: คงเพราะได้แรงบันดาลใจหนังเมื่อตอนอยู่ประเทศเกาหลีใต้ จึงน่าจะคือเหตุผลที่พื้นหลังได้ยินการพากย์ฟุตบอลเอเชียนคัพรอบแปดทีมสุดท้ายระหว่าง Iran vs. South Korea วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1996 โดยครึ่งแรกอิหร่านตาม 1-2 ก่อนพลิกกลับมาเอาชนะ 6-2 ถึงอย่างนั้นรอบรอบแพ้จุดโทษซาอุดิอาราเบีย แต่ยังคว้าที่สามหลังเอาชนะจุดโทษคูเวต (แชมป์คือเจ้าภาพซาอุดิอาราเบีย)
ในส่วนของนักแสดงนำ Mina Mohammadkhani คือพี่สาวของ Aida Mohammadkhani ที่เคยเล่นหนัง The White Balloon (1995) คงมีโอกาสพบเจอผกก. Panahi ตอนน้องสาวเล่นหนัง สังเกตเห็นแววตาอันว่างเปล่า เคลือบแฝงความอิจฉาริษยา ต้องการพิสูจน์ตนเองว่าฉันก็เป็นนักแสดงได้เช่นกัน
I selected her sister. Why? I detected a feeling of emptiness within her, and a determination to prove herself to the world. So I changed the negative aspect of her personality into a positive point.
บทสัมภาษณ์ของผกก. Panahi มีการกล่าวถึง Aida Mohammadkhani ที่หลังจากแสดง The White Balloon (1995) แล้วได้รับโอกาสเล่นหนังเรื่องอื่น ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวิธีการทำงานที่แตกต่าง จนผู้กำกับคนนั้นมาพร่ำบ่นให้ฟัง … นั่นอาจเป็นแรงบันดาลใจจุดหักมุมของ The Mirror (1997) กระมัง!
After The White Balloon Aida was slated to work with another director, whom I know, and who came to me after the first day of shooting and told me he had a problem with her. On my film, the sound recording was direct, but on this other film, she was told that they would add the sound later and she didn’t like that. She said that “when I play it must be my own voice,” and she was told that Mr Panahi works differently from us, and we will add the voice later. She stopped and told them not to say anything about Mr. Panahi, because (and, this is an Iranian expression) a “single hair from Mr. Panahi’s head is worth more than all of you.” Her act was clearly un-professional, and, she couldn’t give them the performance shading that they wanted. When they want to go on to the next movie, it is not easy for children to adapt.
ถ่ายภาพโดย Farzad Jadat, فرزاد جودت เพื่อนร่วมรุ่นผกก. Jafar Panahi มีผลงาน The White Balloon (1995), The Mirror (1997) ฯ
งานภาพในหนังของผกก. Panahi โอบรับแนวคิด (Italian Neorealist) ใช้นักแสดงสมัครเล่น ถ่ายทำยังสถานที่จริง ด้วยแสงธรรมชาติเท่านั้น! ซึ่งสำหรับ The Mirror (1997) ทำการเกาะติดตามเด็กหญิง Mina
- ช่วงครึ่งแรกเป็นภาพหน้าตรงทั่วๆไป ไม่มีสิ่งใดมากีดกั้นขวาง บางครั้งก็ถ่ายผ่านมุมมองสายตาของเธอ สังเกตเห็นผู้คน-สรรพสิ่งต่างๆรอบข้าง
- ส่วนครึ่งหลังจะเปลี่ยนมาเป็นการแอบถ่ายเด็กหญิงจากระยะห่างออกไป น่าจะตั้งกล้องบนรถ ขับติดตาม เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง บางครั้งนั่งอยู่บนรถ บางครั้งถูกรถคันอื่นแล่นมาบดบัง ยังดีที่สามารถติดตามหาจนถึงบ้าน
- เสียงจากไมโครโฟนไร้สาย บางครั้งได้ยินชัด บางครั้งติดๆขัดๆ และบางครั้งเงียบหายไปเลยก็มี
หลายคนน่าจะรับรู้อยู่เต็มอก ครึ่งหลังของหนังแม้พยายามทำเหมือนการแอบถ่าย แต่ทั้งหมดล้วนผ่านการวางแผน ตระเตรียมการมาเป็นอย่างดี ไม่ได้ปล่อยให้เด็กหญิงเดินทางกลับบ้านตามลำพัง ทีมงานคอยประกบอยู่ห่างๆ เพียงสร้างสถานการณ์ให้เธอสนทนากับคนแปลกหน้า ลุ้นระทึกว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกไหม
ภาพแรกของหนังเริ่มต้นคล้ายๆ The White Balloon (1995) คือถ่ายทำแบบ Long Take ด้วยการแพนนิ่งจากคน-สัตว์-สิ่งของหนึ่งสู่อีกคน-สัตว์-สิ่งของหนึ่ง ฟากฝั่ง(ถนน)หนึ่งสู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง เด็กๆเดินข้ามถนน → คนขายพรม → มารดาเข็นรถเข็น ฯ นี่คือลักษณะของ ‘Narrative Shift’ คล้ายๆการส่งไม้ผลัด ชักชวนให้ผู้ชมค้นหาตัวละครหลักอยู่ไหน? หรือจะมีใครโผล่มาอีกในอนาคต?

เมื่อตอนกลุ่มเด็กๆเดินข้ามถนน รถก็พร้อมหยุดจอด สามารถเดินข้ามโดยง่ายดาย! แต่พอเป็นเด็กหญิง Mina ตัวคนเดียว มันกลับมีความยุ่งยาก วุ่นวาย ไม่มีใครอยากหยุดรถ หรือพาข้าม ถูกมองคือคนสร้างปัญหา ทำไมไม่ข้ามตอนที่คนอื่นเค้าข้ามกัน? นี่สะท้อนหลักการใช้ชีวิตของชาวอิหร่าน มักไม่ให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคล (Individualism) ใครกระทำสิ่งนอกคอก ต่อต้านสังคม ก็จะถูกกำจัด/จำกัดสิทธิ์โน่นนี่นั่น
แต่ถึงไม่มีใครช่วย หรือรถไม่หยุดให้ข้าม Mina ก็สามารถหาหนทางข้ามถนน โทรศัพท์หามารดาได้ด้วยตนเอง นี่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องกระทำตามผู้อื่น คล้อยตามบริบทกฎกรอบทางสังคม ก็สามารถพึ่งพา เอาตัวรอดด้วยตนเอง … นี่ถือเป็นการอารัมบบทครึ่งแรก vs. ครึ่งหลังของหนัง, ภาพแรกคือฝูงชนข้ามถนน vs. เด็กหญิงข้ามถนนด้วยตนเอง

ผมคุ้นๆว่าเคยเห็นเด็กขายลูกโป่ง (น่าจะคนเดียวกับ The White Balloon (1995)) ช่วงครึ่งหลังของหนังด้วยนะ แต่จำไม่ได้ว่าอยู่ฉากไหน ขี้เกียจค้นหาก็เลยแค่นำมาบอกให้ลองสังเกตดูกัน

มันมีหลากหลายเหตุการณ์ในครึ่งแรก หวนกลับมาเกิดขึ้นคล้ายๆเดียวกันกับตอนครึ่งหลัง ผมไม่สามารถยกมาอธิบายทั้งหมด เอาที่สังเกตเห็นชัดๆหน่อยก็แล้วกัน
- ครึ่งแรกคุณลุงขับมอเตอร์ไซด์ประสบอุบัติเหตุล้มลง vs. ครึ่งหลังระหว่างทางพบเห็นสภาพย่อยยับของรถเก๋ง
- ระหว่างอยู่บนรถโดยสาร พบเจอคุณยายจู้จี้ขี้บ่น vs. ครึ่งหลังเด็กหญิงก็พบเจอเธอนั่งอยู่ที่สวนสาธารณะ
- เด็กหญิงขึ้นรถเมล์มาถึงสถานีปลายทาง ได้รับความช่วยเหลือจากคนขับรถ vs. นั่งแท็กซี่มาถึงอู่รถ ได้รับความช่วยเหลือจากบรรดาคนขับเช่นกัน






ผมมาครุ่นคิดดู The Mirror (1997) ไม่ใช่แค่กระจกสะท้อนครึ่งแรก vs. ครึ่งหลัง, แต่ยังหลายๆสิ่งอย่างสะท้อนกับ The White Balloon (1995) ตั้งแต่ภาพแรกของหนังที่อธิบายไปแล้ว, นักแสดงนำเป็นพี่น้องกัน Mina & Aida, เด็กขายลูกโป่ง, หรือสองภาพนี้ที่ชวนนึกถึงไทยมุงการแสดงงู แล้วเด็กหญิงถูกฉกเงินจากโถใส่ปลาทอง
- ครึ่งแรกมีนักดนตรีขึ้นมาเล่นเพลงบนรถโดยสาร แม้คราวนี้จะไม่ได้ถูกฉกเงิน แต่ผู้โดยสารข้างๆขอให้ Mina นำเงินมามอบให้นักดนตรีพ่อ-ลูก
- ช่วงครึ่งหลังพบเห็นกลุ่มคนกำลังรุมล้อม ไทยมุงอยู่ริมถนน ผมก็ไม่รู้เค้าดูอะไรกัน (ภาพพิมพ์? โพรารอยด์? ด้านหลังคือร้านรูป) แต่พบเห็นเด็กหญิงแทรกตัวเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น


ผมไม่แน่ใจว่าคือความจงใจ หรือเกิดจากฟีล์มเสื่อมสภาพ? หลังจากที่ Mina บอกว่าไม่เล่นหนังอีกต่อไปแล้ว ช็อตถัดมาโทนสีภาพก็แปรเปลี่ยนไปโดยพลัน! คือมันสีตก ฟีล์มเก่าเสื่อมสภาพ แต่ดูแล้วน่าจะเป็นความจงใจ ใช้กล้องคนละตัว เลยสามารถตีความว่าถึงการเปลี่ยนแปลง ‘Narrative Shift’ จากภาพยนตร์สู่โลกความจริงที่ไม่ได้มีความสวยสดงดงามสักเท่าไหร่
แต่หลังจากการฉายให้เห็นทีมงานเบื้องหลัง ผกก. Panahi, ตากล้อง Farzad Jadat, ช่างเสียง และผู้ประสานงานคนอื่นๆ พอเข้าสู่ช่วงการแอบถ่ายการผจญภัยของเด็กหญิงบนท้องถนน โทนสีของหนังก็หวนกลับสู่สภาวะปกติ


สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าครึ่งหลังของหนังเป็นการปล่อยให้ Mina หาหนทางกลับบ้านเองหรือไม่? ให้ลองสังเกตตอนจบเมื่อเธอฟากคืนไมค์แก่เจ้าของร้านขายของเล่น ได้ยินบทสนทนาแสดงความยินดีที่ลูกค้ากำลังจะแต่งงาน (แต่การ Congratuation นี้ราวกับแสดงความยินดีที่เด็กหญิงเดินทางมาถึงบ้าน) และพอดิบพอดีกับฟุตบอลจบการแข่งขัน อิหร่านเอาชนะเกาหลีใต้ 6-2 … มันจะบังเอิญเป๊ะๆได้ขนาดนั้นเชียวฤา?

ตัดต่อโดย Jafar Panahi, เริ่มต้นหลังโรงเรียนเลิก เด็กๆแยกย้ายกันกลับบ้าน กล้องถ่ายวนรอบสี่แยกหน้าโรงเรียน ก่อนหวนกลับมาถึงเด็กหญิง Mina วันนี้มารดายังมาไม่ถึง หรือมีเหตุบางอย่างให้ล่าช้า หลงลืม ทอดทิ้งบุตรสาวตัวคนเดียว เธอจึงตัดสินใจออกหาหนทางกลับบ้านด้วยตนเอง!
- ภาพยนตร์
- หลังโรงเรียนเลิก เด็กๆแยกย้ายกลับบ้าน
- เด็กหญิง Mina มารดายังไม่มารับ ข้ามถนนไปโทรศัพท์ (ไม่มีคนรัก) ก่อนหวนกลับหน้าโรงเรียน
- คุณลุงอาสาขับมอเตอร์ไซด์พา Mina ไปส่งยังป้ายรถเมล์ … ก่อนลุงคนนั้นประสบอุบัติเหตุถูกรถชน
- เด็กหญิง Mina ขึ้นๆลงๆรถโดยสาร รับฟังคำพร่ำบ่น จนมาถึงสถานีปลายทาง
- พนักงานขับรถให้เธอขึ้นๆลงๆ สอบถามว่าจะไปลงป้ายรถเมล์ไหน ก่อนเธอสำแดงความไม่พึงพอใจ
- โลกความจริง
- เด็กหญิง Mina ลงจากรถโดยสาร แสดงความไม่พึงพอใจอะไรบางอย่าง
- เธอออกเดินไปตามท้องถนน สอบถามทางจากผู้คน พยายามหาหนทางกลับบ้านด้วยตนเอง
- โทรศัพท์หาที่บ้าน แต่ไม่มีใครว่างมารับ
- ได้ผู้ใหญ่ใจดีอนุญาตให้ขึ้นรถแท็กซี่
- มาถึงที่จอดรถของคนขับแท็กซี่ พยายามสอบถามบุคคลหน้าตาคุ้นเคยว่าบ้านอยู่ไหน?
- มาถึงร้านขายของเล่น และบ้านของเธออยู่ฟากฝั่งตรงกันข้าม
ครึ่งแรกของหนังจะมีการตัดต่ออยู่เรื่อยๆ ภาพถ่ายเด็กหญิง จับจ้องมองสิ่งต่างๆรอบข้าง ตัดสลับกับปฏิกิริยาสีหน้าของเธอ, ผิดกับครึ่งหลังที่(การตัดต่อ)แทบจะนับครั้งได้ ส่วนใหญ่ถ่ายทำแบบ Long Take แอบติดตามจากระยะไกล เฉพาะตอนเปลี่ยนสถานที่ ฟีล์มหมด หรือมองไม่เห็นตัว ถึงพบเห็นการตัดต่อฉากถัดไป
ช่วงครึ่งแรกของ The Mirror (1997) เหมือนจะนำเสนอปัญหาผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับลูกๆหลานๆ ปล่อยปละละเลย หลงลืมไปรับ ปล่อยให้เธอกลับบ้านด้วยตนเอง ซึ่งระหว่างทางเด็กหญิงพานพบเจอทั้งบุคคลพยายามช่วยเหลือ และแสดงความเห็นแก่ตัวออกมา … สามารถสะท้อนถึงชนชั้นผู้นำ/รัฐบาลอิหร่านไม่เคยให้ความสำคัญกับประชาชน
ในมุมมองของผกก. Panahi คนดีมักไม่มีที่ยืนในประเทศอิหร่าน (นั่นคือเหตุผลที่คุณลุงขับมอเตอร์ไซด์พาเด็กหญิงไปส่งป้ายรถเมล์ ประสบอุบัติเหตุถูกรถชน) คล้ายๆแบบ The White Balloon (1995) มักฉายภาพบุคคลเห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน เต็มไปด้วยการพร่ำบ่น โดยเฉพาะพวกผู้สูงวัยเรียกร้องให้คนหนุ่มสาวเสียสละเพื่อผู้อื่น (บนรถโดยสาร หญิงสูงวัยเรียกร้องเด็กหญิงลุกขึ้นให้คนตั้งครรภ์นั่ง) สร้างความเก็บกด อัดอั้น จนแทบมิอาจอดกลั้นฝืนทน
นั่นทำให้เมื่อถึงจุดๆหนึ่งเด็กหญิงมิอาจอดรนทน จู่ๆหันมาสบตาหน้ากล้อง “Breaking the Fourth Wall” คือการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ขัดต่อขนบกฎกรอบ วิถีทางภาพยนตร์ โหยหาอิสรภาพ ประกาศเลิกเล่นหนัง … การปฏิบัติตามคำสั่งผู้กำกับ = ประชาชนชาวอิหร่านภายใต้การปกครองของผู้นำอิสลาม
นี่ก็เท่ากับว่าผกก. Panahi ใช้ลูกเล่นภาพยนตร์ในการสำแดงอารยะขัดขืน ต่อต้านวิถีชีวิต สภาพสังคม-การเมือง โดยเฉพาะชนชั้นผู้นำ บริหารประเทศด้วยความคอรัปชั่น ยึดหลักศาสนาเคร่งครัดเกินไป ทำให้ประชาชนไร้สิทธิ เสรีภาพ ไม่สามารถแสดงความคิดเห็น ทำเพียงก้มหัวศิโรราบ บลา บลา บลา
ชื่อหนัง The Mirror คือการสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างครึ่งแรก vs. ครึ่งหลัง, ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ที่ผู้กำกับสั่งให้ทำโน่นนี่นั่น vs. มอบอิสระให้เด็กหญิงหาหนทางกลับบ้านด้วยตนเอง, มันอาจไม่ได้เหมือนกันเป๊ะๆ แต่มีความละม้ายคล้ายภาพสะท้อนกระจกเงา … ไม่จำเป็นต้องมีคนมาคอยเน้นย้ำ จ้ำจี้จำไช รัฐบาลสั่งให้ทำโน่นนี่นั่น การมอบอิสระให้ประชาชนก็เหมือนการถอดเฝือก สามารถขยับเคลื่อนไหว เลือกเส้นทางชีวิต/กลับบ้านได้ด้วยตนเอง!
reality and the imagination are intertwined, they are very similar. When I see my picture, the picture resembles me.
Jafar Panahi
จะว่าไปสไตล์ของผกก. Panahi มักเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ แนวคิดธรรมดาๆที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม คาดไม่ถึง แล้วค่อยๆวิวัฒนาการ ก่อบังเกิดความเปลี่ยนแปลง จนสามารถปรับเปลี่ยนทุกสิ่งอย่างจากหน้าเป็นหลัง … The Mirror (1997) คือจุดเปลี่ยนที่เขาต้องการ “Breakthrought” ก้าวออกจากขีดจำกัดของตนเอง
With the film, The White Balloon, I wanted to prove to myself that I can do the job, that I can finish a feature film successfully and get good acting out of my players. With The Mirror I was no longer concerned with proving myself, but, it was the beginning, lets say, of my “movement,” and I started to be concerned with the form. One idea is that in the middle of the film everything will change.
ประเทศอิหร่านช่วงทศวรรษ 90s อุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมและอิสลาม (Ministry of Culture and Islamic Guidance) มีการกำหนดประเภทหนังที่สามารถออกฉายในวงกว้าง ประกอบด้วย
- Sacred Defense เกี่ยวกับสงคราม Iran-Iraq War (1980-88)
- Commercial Film แนวตลก ดราม่า
- Social/Children’s Film เกี่ยวกับการศึกษา เด็กและเยาวชน
The Mirror (1997) แม้น่าจะสามารถจัดเข้าพวก Children’s Film แต่เพราะความติสต์แตกกลางเรื่อง ทำให้กองเซนเซอร์แยกมาเป็นอีกประเภท Festival films สำหรับฉายตามเทศกาลหนัง สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติ แต่ในประเทศจะถูกจำกัดโรง ไม่ได้รับโอกาสฉายวงกว้าง … บางแหล่งข่าวบอกว่า The Mirror (1997) ได้ฉายจำกัดโรง แต่เว็บไซด์ IMBD.com ไม่มีระบุด้วยวันเข้าฉายในอิหร่าน ก็อาจถือว่าไม่ได้เข้าฉายกระมัง?
ผลงานของผกก. Panahi เริ่มถูกทางการสั่งแบน ห้ามฉายในประเทศตั้งแต่ The Circle (2000) นั่นทำให้ผลงานเก่าๆย่อมได้รับผลพวง ถูกเก็บเข้ากรุ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน โอกาสการบูรณะยังไม่ต้องคาดหวัง … ตอนเขียนบทความนี้การปฏิวัติอิหร่าน ค.ศ. 2026 ยังคงดำเนินไป ก็ไม่รู้ผลลัพท์จะลงเอยแบบไหน
ใจหนึ่งผมก็อยากจะชื่นชอบ The Mirror (1997) แต่นอกจากการหักมุมกลางเรื่อง มันไม่มีอะไรอย่างอื่นที่สามารถสร้างความประทับใจ ผกก. Panahi ละเล่นกับรูปแบบ โครงสร้าง คำพร่ำบ่นสภาพสังคมอิหร่านที่มากเกินไป ก็ถือว่าเป็นลองผิดลองถูก ลองติสต์แตกสักหน่อยประไร
จัดเรตทั่วไป แต่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่


ใส่ความเห็น