
Summer Days with Coo (2007)
: Keiichi Hara ♥♥♥♡
กว่า 20+ ปีที่ผู้กำกับ Keiichi Hara ทำงานอยู่ Shin-Ei Animation สรรค์สร้างอนิเมะซีรีย์/ภาพยนตร์ Doraemon และ Crayon Shin-chan พอถึงจุดอิ่มตัวเลยขอพัฒนาโปรเจค Summer Days with Coo เพื่อประมวลผลชีวิต ทุกสิ่งอย่าง และเตรียมพร้อมสำหรับการออกเดินทางครั้งใหม่
ผมเห็นเครดิตผลงานของ Keiichi Hara ก็รู้สีกตกตะลีง เพราะกว่า 20+ ปีที่ทุ่มเทกายใจสรรค์สร้างอนิเมะซีรีย์/ภาพยนตร์ Doraemon และ Crayon Shin-chan น่าจะมากเกินกว่าผู้ริเริ่มต้น (Original Creator) เสียด้วยซ้ำ! โดยเฉลี่ยแฟนไชร์เหล่านี้ออกฉายปีละภาค รวมแล้วก็น่าจะเกินกว่า 20+ เรื่อง (แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้กำกับทั้งหมดนะครับ ไต่เต้าขี้นจากเขียนบท Storyboard ผู้ช่วยกำกับ) กระทั่งเมื่อชีวิตมั่นคง ถีงจุดอิ่มตัวในการทำงาน ก็ย่อมเริ่มอยากมองหาความท้าทายอะไรใหม่ๆ … แบบเดียวกันเปี๊ยบกับ Ayumu Watanabe (จริงๆ Watanabe ติดตาม Hara ออกมาทีหลังนะครับ)
Summer Days with Coo นำเสนอเรื่องราวของเด็กชายบังเอิญพบเจอซากฟอสซิลกัปปะ เลยนำกลับมาบ้านแล้วลองเอาไปแช่น้ำ ปรากฎว่ามันสามารถคืนชีพ/ฟื้นฟูตนเองจนกลับสู่สภาวะปกติ เลยตัดสินใจรับเลี้ยงตั้งชื่อว่า Coo จากนั้นมันค่อยๆเรียนรู้ ปรับตัวเข้าสู่โลกยุคใหม่ เผชิญหน้าสังคมมนุษย์ที่มีทั้งปรารถนาดี-ประสงค์ร้าย กระทั่งเมื่อฤดูร้อนใกล้สิ้นสุด ก็ตัดสินใจร่ำลาจากครอบครัว(และเด็กชาย) เพื่อเริ่มต้นออกเดินทางครั้งใหม่ หวนกลับไปใช้ชีวิตในวิถีของกัปปะ
คงไม่ผิดอะไรจะกล่าวว่า Summer Days with Coo คือผลงาน debut ในฐานะ ‘ศิลปิน’ ของผู้กำกับ Keiichi Hara (Doraemon และ Crayon Shin-chan ถือว่าทำงานตามใบสั่ง แม้เขาจะครุ่นคิดเขียนบท กำหนดแนวทาง ไดเรคชั่น แต่ก็ไม่สามารถใส่สไตล์ลายเซ็นต์ ตัวของตนเองลงไปในผลงานเหล่านั้น) ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับอิสรภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน จีงเลือกถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับตลอด 20+ กว่าปีในวงการ และทิศทางสู่อนาคตที่ Coo กำลังจะเลือกดำเนินต่อไป
Keiichi Hara (เกิดปี 1959) ผู้กำกับอนิเมะ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tatebayashi, Gunma ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบมังงะและอนิเมะ หลังเรียนจบมัธยมตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้านศิลปะ แต่เกรดไม่ถีงเลยเลือกเข้าเรียน Tokyo Designer Gakuin College ช่วงระหว่างไล่ล่าหางาน ค้นพบสตูดิโออนิเมะที่ตนมีความสนใจ Tokyo Movie เลยตรงเข้าไปหาเจ้าของบริษัท Kyosuke Miyoshi ใช้ความมุ่งมั่นร้องขอเข้าทำงาน หลังจากนำเสนอผลงานจนสร้างความประทับใจ ช่วยหางานให้ยังบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ไม่นานจากนั้นก็ได้รับหนังสือแนะนำเข้าทำงาน Shin-Ei Animation เริ่มต้นจากเป็นผู้จัดการโปรดักชั่น (Production Manager) ซีรีย์ Kaibutsu-kun (1980-82) แล้วย้ายมาผู้ช่วยกำกับ/เขียนบท Doraemon ตั้งแต่ปี 1983, และเป็นหนี่งในผู้บุกเบิกแฟนไชร์ Crayon Shin-chan ตั้งแต่ปี 1992
แซว: แม้ว่าผู้กำกับ Hara จะเคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ชื่นชอบหลงใหลแฟนไชร์ Doraemon แต่เขามีความกระตือรือร้น สนใจความสัปดลของ Crayon Shin-chan ในการสร้างสรรค์ผลงานมากกว่า โดยเฉพาะสองผลงานได้รับคำชื่นชมล้นหลาม
- Crayon Shin-chan: Fierceness That Invites Storm! The Adult Empire Strikes Back (2001) จากการจัดอันดับของ Kinema Junpo: Top Anime Films of All Time ติดอันดับ 4
- Crayon Shin-chan: Fierceness That Invites Storm! The Battle of the Warring States (2002) คว้ารางวัล Mainichi Film Award: Best Animation Film และ Japan Media Arts Festival: Grand Prize – Animation
ข้อจำกัดของแฟนไชร์ Doreamon และ Crayon Shin-chan คือการไม่สามารถใส่สไตล์ลายเซ็นต์ มุมมองความคิดเห็น ตัวตนเองลงไป ต้องยึดตามระเบียบแบบแผน วีถีทาง ในกรอบตัวละคร และช่วงเวลา (Hara จึงสรรค์สร้างซีรีย์ภาพยนตร์ Fierceness That Invites Storm! ด้วยการฉีกรูปขนบวิถีดั้งเดิม นำพาครอบครัวของ Shin-chan ไปตะลุยนอกกรอบเวลาปัจจุบัน)
แน่นอนว่าเมื่อถึงจุดๆหนึ่งย่อมมาถึงจุดอิ่มตัว Crayon Shin-chan ไม่สามารถตอบสนองความสนใจของ Hara ได้อีกต่อไป เลยเริ่มมองหาโปรเจคอื่นที่สามารถเติมเต็มความต้องการ กระทั่งมาพบเจอนวนิยาย(สำหรับเด็ก)สองเรื่อง แต่งโดย Masao Kogure (เกิดปี 1939)
- Kappa Ōsawagi (1978) แปลว่า Kappa’s Fuss, เรื่องวุ่นๆของกัปปะ
- Kappa Bikkuri Tabi (1980) แปลว่า Kappa’s Surprise Journey, การเดินทางที่คาดไม่ถึงของกัปปะ
ผมหารายละเอียดของ Masao Kogure ไม่ได้มากนัก ผลงานส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องเล่าปรับปรา ความเชื่อของชาวญี่ปุ่น (โดยเฉพาะเรื่องเหนือธรรมชาติ ผีๆสางๆ สิ่งมีชีวิตในตำนาน) มีผลงานแปลไทยเรื่องหนึ่ง ‘อิกคิวซังตัวจริง’ บันทึกชีวประวัติพระเถระในนิกายเซน Ikkyū Sōjun มีชีวิตความเป็นมาอย่างไรถึงตัดสินใจบวชเป็นพระภิกษุ และท่านใช้ชีวิตอย่างไรหลังจากนั้น
(ต้นฉบับทั้งสองเล่มกลายเป็นของหายากในญี่ปุ่นไปแล้วนะครับ ส่วนภาพขวาสุดตีพิมพ์ใหม่เมื่อปี 2007 ภายหลังอนิเมะออกฉาย)



Kappa (เป็นส่วนผสมคำว่า kawa (river) และ wappa, warawa (child)) คัปปะ/กัปปะ เป็นผีญี่ปุ่น (yōkai) จำพวกพรายน้ำ ตามความเชื่อพื้นบ้าน (Folklore) มีลักษณะแตกต่างออกไปตามวิถีความเชื่อ ส่วนสูง 3-4 ฟุต ผิวหนังสีเขียวหรือน้ำตาลกระดำกระด่าง เมือกลื่นคล้ายสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เกล็ดห่อหุ้มลำตัวเหมือนปลา กระดองด้านหลังแบบเดียวกับเต่า นิ้วและพังผืดกบเพื่อสำหรับว่ายน้ำ ใบหน้าและปากแหลมยาว พร้อมจะงอยงุ้มที่แข็งแรงและคมกริบ กลางศีรษะแบนราบเหมือนจานไว้สำหรับเก็บกักน้ำขณะขึ้นบก (ถ้าน้ำหกหมดก็จะสูญเสียความแข็งแกร่ง) แขนขายาวยืดหยุ่นได้ มักพบเห็นอาศัยอยู่ตามแหล่งหนองน้ำ อาหารชื่นชอบคือแตงกวา (เวลาเด็กผู้ชายแก้ผ้าลงเล่นน้ำ มักเข้าใจผิดคิดว่าไอ้จ้อนคือผลแตงกวา) และหลงใหลซูโม่เพราะมีพลังกำลังมาก (แต่เพราะกัปปะมีสัมมาคารวะ เมื่อโค้งคำนับคู่ต่อสู้น้ำบนศีรษะจึงหกหมด เลยมักเป็นฝ่ายพ่ายแพ้)
ความเชื่อเรื่องกัปปะ กระจัดกระจายไปทั่วในญี่ปุ่น ที่เกาะ Kyūshū มีตำนานเล่าว่า ช่างไม้คนหนึ่งชื่อ Hidari Jingorō อ้างว่าหลังจากโยนตุ๊กตาไม้ที่ทำขึ้นลงน้ำ มันกลับกลายร่างเป็นกัปปะ, อีกตำนานเล่าว่า กัปปะเคยเป็นเทพเจ้าที่ดูแลแม่น้ำลำคลอง แต่เมื่อมนุษย์เลิกนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เลยตกชั้นเป็นเพียงภูติผีธรรมดา
ที่เมือง Tōno จังหวัด Iwate มีความเชื่อเรื่องกัปปะอย่างมาก จนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง มีผู้คนมากมายอ้างว่าเคยพบเห็นในพุ่มไม้ ตามแม่น้ำลำธาร (ถึงขนาดตั้งชื่อธารน้ำ Kappabuchi) เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวก็มักอพยพย้ายไปอาศัยอยู่ในถ้ำ
และที่วัด Sōgen-ji (ที่รู้จักในชื่อ Kappa-dera) ตั้งอยู่เขต Kappabashi จังหวัด Tokyo มีสิ่งที่เรียกว่าแขนกัปปะ ถูกเก็บรักษาไว้ในโบสถ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1818 (ได้รับมอบจากครอบครัวของ Miyakonijo Shimazu ที่อ้างว่าเคยต่อสู้กัปปะตนดังกล่าว บริเวณใกล้หนองน้ำ)
มีนักข่าวสอบถามผู้กำกับ Keiichi Hara สนใจอะไรในตัวกัปปะ? ให้คำตอบว่า เพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิตในปรัมปราโด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น จะเด็กหรือคนแก่ไม่มีใครไม่รู้จักกัปปะ
“in Japan, kappa is probably the most famous mythical creature. Since the old times to the modern day, Japanese people from children to the elderly all recognize this creature. Even today, there are people who actually claim they have seen a kappa. And you know, if you ask Japanese people to draw their mental image of a kappa, pretty much everyone will draw the same image. I was really interested in this shared awareness, and I wanted to create a story out of it”.
Keiichi Hara
(1) ภาพแรกคือแขน-ขา ของกัปปะที่เก็บอยู่ยังวัด Sōgen-ji
(2) 12 ลักษณะของกัปปะ (Illustrated Guide to 12 Types of Kappa) วาดโดย Kurimoto Tanshu (1756-1834) ซึ่งคัทลอกมาจากภาพวาด Suiko Kōryaku (1820) [แปลว่า Concerning Kappa] วาดโดย Koga Tōan (1788-1847)
(3) ภาพวาดของ Toriyama Sekien (1712-1788) รวมอยู่ใน Gazu Hyakki Yagyō (1776) [แปลว่า The Illustrated Night Parade of a Hundred Demons]
(4) ภาพวาดของ Katsushika Hokusai (1760-1849) รวมอยู่ใน Hokusai Manga Vol.3 หน้า 47 (ตัวล่างขวา)




ผู้กำกับ Hara พัฒนาบทอนิเมะ ด้วยการนำวิถีความเชื่อเรื่องกัปปะที่พบเห็นในปัจจุบัน(นั้น) ผสมผสานเข้ากับนวนิยายทั้งสองเล่มของ Masao Kogure และเพิ่มเติมด้วยประสบการณ์ชีวิตของตนเอง (จากที่เคยสรรค์สร้าง Doreamon, Crayon Shin-chan และประสบการณ์ในฐานผู้กำกับอนิเมชั่น)
เรื่องราวเริ่มต้นยุคสมัย Edo Period (ค.ศ. 1603-1867) เมื่อบิดาของกัปปะพยายามต่อรองซามูไร ไม่ต้องการให้หนองน้ำแห่งนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นที่ดินทำไร่เกษตรกรรม แต่กลับเกิดการเข้าใจผิดเลยถูกตัดแขน เข่นฆาตกรรม พอดิบพอดีบังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ บุตรชายกัปปะเลยพลัดตกหล่นบริเวณช่องว่างระหว่างพื้นดิน
เวลาเคลื่อนพานผ่านมากว่า 200+ ปี วันหนึ่งเด็กชาย Kōichi Uehara บังเอิญขุดพบเจอซากฟอสซิสข้างริมลำธาร นำกลับมาบ้านแล้วเอาไปแช่น้ำ ปรากฎว่ามันสามารถฟื้นคืนชีพจนกลับสู่สภาวะปกติ ตั้งชื่อเรียกกล่าวขาน Coo จากนั้นมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราว ค่อยๆปรับตัวเข้าสู่โลกยุคสมัยใหม่ พร้อมออกติดตามหาพรรคพวกเพื่อน(กัปปะ)ที่อาจยังมีชีวิตอยู่ แต่การมีกัปปะอยู่ในบ้าน สักวันย่อมต้องถูกคนภายนอกรับรู้เห็น จนกลายเป็นข่าวใหญ่ ผู้คนมากมายลุมห้อมล้อม นั่นทำให้ทั้งครอบครัวกลายเป็นจุดสนใจของสาธารณะชน
เรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อบริษัทของพ่อ เรียกร้องขอเชิญ Coo ไปออกรายการโทรทัศน์ แล้วมีนักบรรพชีวินวิทยา ทายาทซามูไรที่เคยเข่นฆ่าบิดาของ Coo นำแขนกัปปะ(พ่อของ Coo)มาเปิดเผยออกสู่สาธาระ ด้วยความโหยหาจึงแก่งแย่งมาครอบครอง แล้วพยายามหลบหนี ปีนป่ายขึ้น Tokyo Tower แต่สุดท้ายก็ยินยอมกลับบ้าน กระทั่งได้รับจดหมายลึกลับ เลยค้นพบหนทางเดินใหม่ ตัดสินใจร่ำลาจากครอบครัวและเด็กชาย Kōichi จักจดจำช่วงเวลาดีๆนี้ไว้ตรายจบวันตาย
Kazato Tomizawa (เกิดปี 1996, ที่ Tokyo) เข้าสู่วงการจากเป็นนักแสดงเด็ก Kishiwada Shōnen Gurentai (2001), เริ่มเป็นที่รู้จักจากให้เสียง V.V. เรื่อง Code Geass (2006-08), ตามด้วย Summer Days with Coo (2007)
ให้เสียงกัปปะ Coo จากเด็กน้อยนิสัยอยากรู้อยากเห็น หลังบิดาถูกเข่นฆาตกรรม เลยเต็มไปด้วยความหวาดสะพรีงกลัวต่อมนุษย์ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ช่วยชีวิตอย่าง Kōichi แต่ก็เรียนรู้ว่าหาใช่ทุกคนมีนิสัยเลวร้าย ค่อยๆปรับความเข้าใจสิ่งต่างๆรอบข้างกาย พบเจอเหตุการณ์อะไรต่างๆมากมาย ก่อนค้นพบว่านี่ไม่ใช่สถานที่ของตน ต้องการหวนกลับสู่วิถีกัปปะ แต่ไม่หลงเหลือผู้ใดสามารถให้คำแนะนำพี่งพักพิง
เพราะรูปลักษณะภายนอกของกัปปะไม่แตกต่างจากเด็กเล็ก การเลือก Tomizawa ซี่งขณะนั้นอายุเพียง 10 ขวบ น้ำเสียงยังแหลมเฟี้ยวฟ้าว ภายในยังใสซื่อบริสุทธิ์ไร้สิ่งใดๆเจือปน จีงสามารถสร้างความแตกต่างจาก(น้ำเสียง)มนุษย์คนอื่นๆ และเติมเต็มจินตนาการเด็กๆว่ากัปปะต้องเสียงประมาณนี้
ขณะที่ลีลาการใช้เสียงก็ต้องชมว่ายอดเยี่ยมใช้ได้ ผมชอบขณะกระอักกระอ่วนพูดด้วยความเชื่อมั่นใจ แต่กลับสร้างความเข้าใจผิดให้มนุษย์ นั่นเพราะความแตกต่างระหว่างวิถี (มนุษย์-กัปปะ) ต้องค่อยๆศีกษาเรียนรู้กันและกันทีละเล็ก (วิชากัปปะ 101) ซี่งอนิเมะก็เปิดเผยรายละเอียดออกทีละน้อย จนบังเกิดสายสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างตัวละคร(และผู้ชม) และเมื่อต้องร่ำลาจา เหมือนว่า Coo จะสามารถเติบโตได้เป็นผู้ใหญ่กว่า Kōichi เสียอีก!
บอกตามตรงว่าผมค่อนข้างจะข้องใจกับการออกแบบตัวละครนี้ จะทำออกมาให้ดูดี น่ารัก ขายฟิกเกอร์ก็น่าจะมีคนซื้อหามากมาย แต่กลับกลายเป็น … เอเลี่ยนต่างด้าว … ต้องรสนิยมชื่นชอบของแปลกถีงสามารถหลงใหลหลั่งไคล้ (ไม่ได้ต่อว่านะครับ ผมมองเป็นความชื่นชอบส่วนบุคคล) ซี่งดูเหมือนผู้กำกับ Hara ใช้ความอัปลักษณ์นี้เป็นสัญลักษณ์แทนจิตใจมนุษย์ยุคสมัยปัจจุบัน (ใครก็ตามที่แสดงความสนใจ Coo เพียงเปลือกภายนอก จิตใจพวกเขาย่อมอัปลักษณ์ไม่ต่างจากภาพลักษณ์ตัวละครนี้)
แซว: ปกติแล้ว Coo จะเปลือยท่อนล่างล่อนจ้อนไม่ปกปิดอะไร เว้นเพียงขณะออกรายการโทรทัศน์ ก็ไม่รู้ไปหากางเกงเด็กมาสวมใส่ตอนไหน

Takahiro Yokokawa (เกิดปี 1993, ที่ Tokyo) หลังจากให้เสียง Summer Days with Coo (2007), ได้รับโอกาสเล็กจาก Summer Wars (2009) แล้วก็ห่างหายตัวออกจากวงการไปแล้ว
ให้เสียง Kōichi Uehara เด็กชายชั้นประถมปีที่ 4 มักถูกกลั่นแกล้งจากผองเพื่อนเป็นประจำ วันหนี่งขุดค้นพบฟอสซิลนำกลับบ้าน ก่อนค้นพบว่ามันคือกัปปะที่ยังมีชีวิตอยู่ เลยต้องการปกป้อง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พยายามให้ความช่วยเหลือทุกสิ่งอย่าง นำพาออกเดินทางไปติดตามผองเพื่อนกัปปะตนอื่นๆ ขณะเดียวกันก็ได้รับคำแนะนำเทคนิคซูโม่ จนสามารถโต้ตอบกลับเพื่อนที่ชอบกลั่นแกล้งตนเอง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องร่ำลาจาก หลงเหลือเพียงความทรงจำฤดูร้อนที่ไม่มีวันเลือนลาง
ผมมีความรู้สีกว่าผู้กำกับ Hara ต้องการสร้างครอบครัวที่มีส่วนผสมของ Doraemon และ Crayon Shin-chan ประกอบด้วยพ่อ-แม่ ลูกชาย-สาว และสุนัขอีกหนี่งตัว อาศัยอยู่ในบ้านสองชั้น (ที่ก็มีลักษณะคล้ายๆกัน) อุปนิสัยใจคอก็มีความละม้ายคลีง พ่อเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น, แม่ต้องรับผิดชอบงานบ้าน รวมไปถีงกัปปะที่ไม่ใช่หน้าที่ตน, น้องสาวขี้เหงาเอาใจ, ส่วน Kōichi ใกล้เคียง Nobita มากกว่า Shin-chan เป็นไหนๆ
Kōichi เป็นเด็กชายธรรมดาทั่วๆไป (น้ำเสียงของ Yokokawa ก็ไม่มีอะไรน่าพูดถีงสักเท่าไหร่) นิสัยขลาดเขลา เอาแต่ใจ ไม่ชอบเผชิญหน้าต่อสู้กับใคร แต่การได้พบเจอ Coo ทำให้เปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ เริ่มทำความเข้าใจสิ่งรอบข้าง ค่อยๆเติบโตขี้นทีละเล็ก (อย่างเชื่องช้า) จนสามารถเอาชนะผองเพื่อนที่ชอบกลั่นแกล้ง และท้ายสุดคือเข้าใจสัจธรรมชีวิต เมื่อพบเจอก็ต้องพรัดพรากจาก ต่อจากนี้เขาจักต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยลำแข้งของตนเอง
แซว: ผมว่าน้องสาวยังมีสีสันกว่า Kōichi เสียอีกนะ ต้องชมนักอนิเมเตอร์นำเสนอปฏิกิริยาสีหน้าของเธอออกมาได้ยียวนกวนประสาทสุดๆ และวิวัฒนาการจากโกรธเกลียดไม่ชอบกัปปะ ท้ายสุดร่ำไห้ไม่ยินยอมจากลา มีความคลาสสิกสุดๆ (ใครๆก็น่าจะคาดเดาได้)

หลายคนอาจรู้สึกว่าคุณภาพในส่วนโปรดักชั่นค่อนข้างจะต่ำ แต่นั่นถือเป็นปกติของสตูดิโอที่มีงานประจำทั้งซีรีย์/ภาพยนตร์ จัดแบ่งคนมีประสบการณ์ให้มาร่วมสรรค์สร้างโปรเจคส่วนตัวแบบนี้ค่อนข้างยาก อีกทั้งงบประมาณที่คงได้ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่รายละเอียดของอนิเมะถือว่าเยอะมากๆ (ความยาวก็เกินกว่า 2 ชั่วโมงด้วยนะ)
ควบคุมงานศิลป์ (Art Direction) โดย Yuichiro Sueyoshi ผลงานเด่นๆ อาทิ Summer Days with Coo (2007), Colorful (2010), Anthem of the Heary (2015), Her Blue Sky (2019) ฯ
ออกแบบตัวละคร (Character Design) และกำกับอนิเมชั่น (Animation Director) โดย Yuichiro Sueyoshi (เกิดปี 1962) นอกจากงานประจำใน Shin-Ei Animation ยังเคยออกแบบตัวละครให้ Mind Game (2004), Summer Days with Coo (2007) ฯ
นอกจากบ้านของครอบครัว Uehara (ที่ถือเป็นบ้านมาตรฐานสองชั้น ในสไตล์ Doraemon และ Crayon Shin-chan) สถานที่อื่นๆล้วนมีอยู่จริงทั้งหมด ทั้งเมือง Tōno จังหวัด Iwate และช่วงท้าย Yanbaru, Okinawa เพื่อเป็นการเลือนลางวิถีความเชื่อ-แฟนตาซีของอนิเมะ กัปปะอาจมีอยู่จริงก็ได้





การที่กัปปะมีความสัมพันธ์กับน้ำ เราจึงพบเห็นแทบทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับน้ำ ตั้งแต่ฝนตก ลำธาร สระว่ายน้ำ ท้องทะเล รวมไปถึงการดำผุดดำว่าย พบเห็นความสวยงามจากทั้งด้านบน-เบื้องล่าง(ใต้ผืนน้ำ) และภาพสะท้อนบนพื้นผิว ซึ่งสามารถสื่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์-น้ำ มิอาจพลัดพรากจากกัน



อย่างที่ผมเกริ่นไปแล้วว่า Tōno จังหวัด Iwate เกือบจะเรียกได้ว่าเมืองหลวงของกัปปะ แต่นั่นเพียงในความครุ่นคิดของมนุษย์เท่านั้น เพราะผู้คนดูจะแสวงหา กอบโกยผลประโยชน์จากความเชื่อดังกล่าวมากกว่า (ถ้าพบเจอกัปปะจะได้เงิน ¥10 ล้านเยน) แรกเริ่มตอนเดินทางมาถึงจึงพบเห็น Kōichi จับมือกับรูปปั้นกัปปะ แต่ช่วงท้ายขณะกำลังร่ำลาจาก แหงนหน้ามองแล้วหันหลังให้ สถานที่นี้มันจอมปลอม หลอกลวง ไม่เห็นมีกัปปะสักตน!


อนิเมะนำเสนอการ ‘bully’ น่าจะครบถ้วนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเด็ก-ผู้ใหญ่, ชาย-หญิง, Ossan ก็เจ็บมาเยอะ, หรือแม้แต่กล้อง/สป็อตไลท์ที่สาดส่องเข้าหา Coo (อะไรที่มันให้บุคคลรู้สึกหวาดกลัว ต่ำต้อย ทำร้ายร่างกาย-จิตใจ ล้วนสื่อความถึงการ ‘bully’) จะว่าไปฉากแรกๆที่ซามูไรชักดาบเข่นฆาตกรรมพ่อกัปปะ ก็ไม่แตกต่างกัน
ทั้งหมดนี้ล้วนมีสาเหตุจากอคติ ความไม่เข้าใจ แม้สามารถพูดคุยภาษาเดียวกัน กลับมิอาจสื่อสารเข้าถึงอีกฝั่งฝ่าย หรือไม่ก็ฝั่งหนึ่งฝังใดปฏิเสธรับฟัง สนเพียงเหตุผลของตนเอง ต้องการระบายความรู้สึก ใคร่สงสัย สิ่งอึดอัดคับข้องภายในออกมา
เหล่านี้คือปัญหาสังคมที่ผมไม่คิดว่ามันจะมีวิธีอะไรแก้ไขได้นะ เคยกล่าวไปตอน A Silent Voice (2016) ว่านี่คือสันชาตญาณ/สันดานดิบมนุษย์ ต้องการแพะรับบาปที่ทำให้ตนเองดูดี มีเกียรติศักดิ์ศรี สูงส่งกว่าบุคคลอื่น แนวความคิดเสมอภาคเท่าเทียม มันก็แค่ทฤษฎีของคนยุคสมัยนี้เท่านั้น (แต่ทุกสิ่งมีชีวิตมันเท่าเทียมกันจริงๆนะ!)





ทำไมต้อง Tokyo Tower? นี่คือหนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุง Tokyo ประเทศญี่ปุ่น สูงสุดที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้น (ในขณะนั้น) สามารถเรียกร้องความสนใจจากผู้คน และปีนป่ายใกล้ถึงสรวงสวรรค์บนฟากฟ้า แต่ถึงอย่างนั้นกัปปะ Coo ก็ไปได้แค่เพียงประมาณกึ่งกลางทางก่อนหมดสิ้นเรี่ยวแรง แล้วได้รับสาสน์สำคัญจากบิดาและมังกรบนฟากฟ้า จงอย่าเพิ่งท้อแท้ ยอมแพ้ หมดสิ้นหวัง ชีวิตยังอีกยาวไกล สักวันย่อมสามารถค้นพบหนทางไปต่อ
การมาของพายุฟ้าฝน ก็เพื่อชำระสิ่งโสโครก โดยเฉพาะมนุษย์จิตใจเลงทรามที่พยายามไทมุงห้อมล้อมรอบ ให้ต้องหลบหนีหาที่กำบัง Coo จึงสามารถมีเวลาส่วนตัว สงบสติอารมณ์ ทำใจได้กับสิ่งบังเกิดขึ้น

ตัดต่อโดย Hideaki Murai, Keiki Miyake, Satoko Fujimoto, Toshihiko Kojima, Yumiko Nakaba และ Timing โดย Yoshio Ide
นอกจากอารัมบท-ปัจฉิมบท ที่ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองกัปปะ Coo, เรื่องราวระหว่างนั้นอยู่ในสายตาของเด็กชาย Kōichi Uehara ตั้งแต่ขุดพบเจอฟอสซิล พามาอาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัว จนกระทั่งร่ำจากลา (ถือได้ว่า Coo คือศูนย์กลางของเรื่องราว)
แม้เราสามารถแบ่งเรื่องราวออกเป็นตอนๆที่มีความต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แต่ผมขอมัดรวมหัวข้อได้ทั้งหมด 4+2 องก์
- อารัมบท, เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ยุคสมัย Edo Period (ค.ศ. 1603-1867) เมื่อบิดาของกัปปะพยายามต่อรองซามูไร แต่เกิดความเข้าใจผิด และเหตุการณ์แผ่นดินไหว
- องก์แรก, Kōichi ขุดพบเจอฟอสซิล ค้นพบว่าคือกัปปะ ช่วยเหลือจนสามารถฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์แข็งแรง จากนั้นศีกษาเรียนรู้จัก ทำความเข้าใจซี่งกันและกัน (วิชากัปปะ 101)
- องก์สอง, Kōichi และ Coo ออกเดินทางมุ่งสู่เมือง Tōno จังหวัด Iwate เพื่อค้นหาญาติพี่น้อง ผองเพื่อนชาวกัปปะ แต่กลับพบเจอเพียงผีตุ๊กตาเฝ้าบ้าน Zashiki Warashi ขณะเริ่มท้อแท้หมดสิ้นหวัง ได้กำลังใจคืนมาจากการพบเห็นท้องทะเป็นครั้งแรก
- องก์สาม, แม้ครอบครัวพยายามปกปิดเรื่องราวของ Coo แต่ในที่สุดสาธารณะก็ล่วงรับรู้ กลายเป็นกระแสข่าวใหญ่โต ถีงขนาดได้รับเชิญให้ไปออกรายการโทรทัศน์ และเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันติดตามมา
- องก์สี่, การจากลาที่มาโดยคาดไม่ถีงทั้ง Coo และเพื่อนสาว Sayoko นั่นทำให้หลังจาก Kōichi สามารถต่อสู้เอาชนะตนเอง (จากเพื่อนอันธพาลทั้งสี่) ตัดสินใจนำพาทั้งสองให้พบเจอกัน
- ปัจฉิมบท, การเดินทางครั้งใหม่ของ Coo พบเจอกับปีศาจ Kijimuna ณ Yanbaru, Okinawa และสามารถดำเนินชีวิตตามวิถีกัปปะได้อีกครั้ง
ส่วนการดำเนินเรื่องราว มันจะมีสามมุมมองในสายตาของ Kōichi Uehara
- มุมมองครอบครัว, พ่อมีความสนอกสนใจ Coo, แม่พยายามวางตัวเป็นกลาง แต่ก็มักบ่นออกมา, น้องสาวในช่วงแรกๆไม่พึงพอใจอย่างรุงแรง เพราะถูกแก่งแย่งความสนใจ, แต่เพราะทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน จึงสามารถยินยอมรับสิ่งบังเกิดขึ้นโดยปริยาย
- ที่โรงเรียน, Kōichi มักถูกผองเพื่อนกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งการมาถึงของ Coo ทำให้พวกนั้นเริ่มตีตนออกห่าง ขณะเดียวกันทำให้สามารถค้นพบ/เข้าใจหัวอกเพื่อนสาว Sayoko บังก่อเกิดเป็นมิตรภาพ ความรู้สึกดีๆต่อกัน
- สื่อสังคม, เมื่อสาธารณะรับรู้การมีตัวตนของ Coo ต่างรุมล้อม ไทมุง วิ่งไล่ติดตามกระแส ต้องการเพียงผลประโยชน์ สนองพึงพอใจส่วนตนเท่านั้น
ฉบับฉายโรงภาพยนตร์เมื่อปี 2007 อนิเมะมีความยาว 138 นาที แต่พอมาทำ DVD/Blu-Ray กลับกลายเป็น 141 นาที (ไม่รู้เพิ่มซีนไหนนะ) แต่ไม่ว่าจะฉบับไหนผมก็รู้สึกว่ามันเยิ่นยาวนานไปนิด หลายๆฉากสามารถตัดออก (โดยเฉพาะช่วงกัปปะ 101) หรือลดทอนระยะเวลาลง คงเพราะผู้กำกับ Hara ต้องการให้ผู้ชมค่อยๆซึมซับเรื่องราว บังเกิดความสัมพันธ์ตัวละคร (แตกต่างจาก Doraemon และ Crayon shin-chan ที่ผู้ชมมักคุ้นเคยกับตัวละครอยู่แล้ว เลยสามารถเริ่มต้นเรื่องราวได้แทบจะทันที) พอถึงตอนไคลน์แม็กซ์ ร่ำลาจาก จักรู้สึกซาบซึ้ง ธารน้ำตาไหลริน
เพลงประกอบโดย Kei Wakakusa ชื่อจริง Saitou Tooru (เกิดปี 1949, ที่ Yamagata) บิดาเป็นนักแต่งเพลงสไตล์ Enka (สวนผสมแนวดนตรีดั้งเดิมของญี่ปุ่นกับป็อปร่วมสมัย) แต่ตัวเขากลับชื่นชอบแจ๊สและดนตรีคลาสสิก ช่วงมัธยมเข้าร่วมชมรมเครื่องเป่า (Brass Band Club) หลังเรียนจบเข้าทำงานยัง CMs มีโอกาสเรียบเรียง เขียนเพลง ให้ศิลปินหลากหลาย ตามด้วยภาพยนตร์ ซีรีย์ อนิเมะ และวีดีโอเกม ผลงานเด่นๆ อาทิ Hikaru no Go (2001-03), Crayon Shin-chan Movie ภาค 13, 14, 15 และ 17
บทเพลงมีส่วนผสมที่ค่อนข้างหลากหลาย ปรับเปลี่ยนแปลงสไตล์ดนตรีไปเรื่อยๆให้สอดคล้องเข้ากับเรื่องราว/อารมณ์ตัวละครขณะนั้น ทั้งการผจญภัย เรื่องลีกลับเหนือธรรมชาติ โดดเด่นอย่างมากกับความรู้สีกโดดเดี่ยวอ้างว้าง โหยหาบางสิ่งอย่างจากอดีต มีความไพเราะ ซาบซ่าน สั่นสะท้านถีงทรวงใน
Main Theme เริ่มต้นด้วยประสานเสียงไวโอลิน ท่วงทำนองโหยหวน ล่องลอย ชีวิตดำเนินไปอย่างไร้จุดหมาย กระทั่งการมาถีงของเสียงฟลุต (เทียบแทนกัปปะ Coo) สามารถปรับเปลี่ยนแปลงวิถี ให้บังเกิดรอยยิ้ม และ … เอิ่ม เพลงมันจบห้วนๆไปไหม
Hermonica เป็นบทเพลงที่ทำให้ผมระลีกถีงหลายๆผลงานภาพยนตร์ของ Wim Wender ที่มักเป็นแนว Road Movie ตัวละครออกเดินทางพบปะผู้คน เปิดโลกทัศน์มุมมองใหม่ๆ ประสบเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ชีวิตคือการผจญภัย เรียนรู้และเติบโต จนกว่าจะค้นพบสถานที่ปักหลักตั้งถิ่นฐานของตนเอง
Ueharake to Coo มีความละม้ายคล้ายบทเพลง 500 Miles (1962) ของ Paul and Mary, Peter มอบสัมผัสโหยหา คำนีงถีง แม้ขณะนั้น Coo จะได้อยู่กับครอบครัวใหม่ แต่จิตใจยังคงครุ่นคิดถีงบิดาผู้ล่วงลับเมื่อกว่า 200 ปีก่อน ช่างเป็นระยะเวลาที่เยิ่นยาวนานเหลือเกิน มิอาจเดินทางหวนย้อนกลับไป
Genki ni natteiku Coo (แปลว่า A Child who is getting better) บทเพลงใช้การผสมเสียงเครื่องดนตรีไฟฟ้า ท่วงทำนองเหมือนได้ยินตามเครื่องเล่น สวนสนุก ไม่ก็ในวีดีโอเกม นำเสนอพัฒนาการที่ดูเหนือธรรมชาติของ Coo สามารถฟื้นคืนชีพจากฟอสซิล หวนกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้งอย่างไม่น่าเป็นไปได้
Amagoi no uta แปลว่า Rain-Making Song ขับร้องโดย Kazato Tomizawa (เด็กชายที่ให้เสียง Coo), บนเพลงขณะ Coo กำลังมีนเมา หน้าตาแดงกล้ำ ขยับโยกเต้นไปมา ก่อนทรุดลงหมดสิ้นเรี่ยวแรง
Walking in the rainy night บทเพลงที่สร้างบรรยากาศลีกลับ สัมผัสเหนือธรรมชาติ เต็มไปด้วยมนต์ขลัง (ด้วยเครื่องดนตรีพื้นบ้านญี่ปุ่นและ Mukkuri) ดังขี้นขณะที่ Coo แอบหลบหนีออกนอกบ้าน ระเริงเต้นระบำท่ามกลางสายฝนพรำ จนกระทั่งมีมนุษย์เดินพานผ่านมา ตกตะลีงอย่างคาดไม่ถีงในสิ่งพบเห็น
บทเพลงที่ผมถือว่าคือจิตวิญญาณของอนิเมะเรื่องนี้ A Journey คือการเดินทางออกจากบ้านด้วยตัวเองครั้งแรกของ Kōichi (พร้อมกับ Coo) ขี้นรถไฟชินคันเซ็น มุ่งหน้าสู่เมือง Tōno จังหวัด Iwate เพื่อติดตามหาญาติพี่น้อง ผองเพื่อนชาวกัปปะ ถ้าไม่พบเจอที่นี่ก็ไม่น่ามีที่อื่นอีกแล้ว!
ทุกการออกเดินทางมาพร้อมการร่ำจากลา บทเพลงนี้ยังมอบสัมผัสโหยหา เป็นห่วงเป็นใย เพราะมันคือครั้งแรกที่เด็กชายออกจากบ้าน แม้ภายนอกพยายามไม่แสดงออก แต่จิตใจย่อมรู้สีกสั่นไหวหวาดกลัว โชคดีที่เขาไม่ได้ตัวคนเดียว แม้เพื่อนร่วมทางจะไม่ใช่มนุษย์ ก็เพียงพอให้บังเกิดความหาญกล้า ไม่จำเป็นต้องหันหลังกลับมาโบกไม้โบกมือ (ไปแค่ไม่กี่วันเอง จะน้ำตาไหลพรากๆทำไมกัน) … ผมค่อนข้างประทับใจไดเรคชั่นของซีนนี้ ถ้าพ่อไม่พูดออกมาคงไม่มีใครรับรู้ว่าแม่กำลังหลั่งน้ำตา มันสะกิดต่อมซาบซี้งของผู้ชมได้โดยทันที!
The first visit to Sea กลิ่นทะเลลอยมา หาดทราย สายลม แสงแดด พระอาทิตย์กำลังตกดิน เสียงลีดกีตาร์ ฮาร์โมนิก้า มอบสัมผัสโลกช่างกว้างใหญ่ มีอะไรอีกมากที่เรายังไม่รับรู้พบเห็น จะมาเศร้าโศกเสียใจอยู่กับความผิดหวังอยู่ทำไม การเดินทางเพียงเพิ่งเริ่มต้นขี้น จะยินยอมแพ้แล้วหรือไร ยังมีสถานที่อื่นอีกมากมาย สักวันย่อมสามารถค้นพบเจอสิ่งเพ้อใฝ่ฝัน!
ผมตกตะลีงกับความลุ่มลีกซี้งของฉากนี้ แม้เคยพบเห็นการนำเสนอลักษณะนี้มาหลายครั้ง แต่ไม่เคยครุ่นคิดตระหนักว่า หาดทราย สายลม แสงแดด มันสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองคนเราได้เช่นไร! โดยเฉพาะกัปปะที่โดยปกติแล้วย่อมไม่มีโอกาสพบเห็นท้องทะเล (อาศัยอยู่เฉพาะในหนองน้ำบ้านเกิดของตนเองเท่านั้น) นี่เองทำให้ Coo สามารถเอาชนะความท้อแท้ หมดสิ้นหวังในตนเอง เฝ้ารอคอยโอกาสครั้งต่อไป สักวันอาจได้พบเจอญาติพี่น้อง ผองเพื่อนกัปปะที่ตนโหยหาก็เป็นได้
Silent and Sadness ดังขี้นหลังจาก Coo พบเห็นแขนของพ่อ จีงเล่าระลีกความหลังถีงเหตุการณ์ครั้งนั้น ถูกเข่นฆาตกรรมโดยซามูไร เสียงร้องโหยหวนในบทเพลง สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้ผู้ชม/รับฟัง เกิดความสงัดเงียบงัน บอกไม่ถูกว่าใครควรทำอะไร (ควรมอบแขนนี้ให้ Coo หรือแก่งแย่งฉกชิงคืนมา?)
การที่อนิเมะตัดประเด็นใครคือเจ้าของแขนกัปปะทิ้งไปเลย (ไม่มีการพูดถีงเจ้าของเดิมอีก ทั้งๆในตอนเห็นพยายามแก่งแย่งชิงกลับคืนมา) มันทำให้ผู้ชมรู้สีกค้างคาอยู่เล็กๆ แต่ก็อย่าไปสนใจมันเลยดีกว่า
Death of Ossan แม้เป็นเพียงช่วงเวลาเล็กๆที่ชวนให้รู้สีกโศกเศร้า แต่ความเชื่อมั่นของสุนัขตนนี้ว่าได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ แม้มิอาจพบเห็นอนาคต ความสำเร็จ เป้าหมายปลายทาง ก็ยังสามารถนอนตายตาหลับ พีงพอใจในชีวิตพานผ่านมา
ถ้า Coo ไม่ใช่กัปปะ มิอาจสื่อสารสนทนากับมนุษย์ มันก็จะไม่ต่างอะไรกับ Ossan ถูกเก็บมาเลี้ยงโดย Kōichi มีหน้าที่การงานต้องรับผิดชอบ (เฝ้าประตูหน้าบ้าน) แม้ไร้ซี่งอิสรภาพ มิอาจไปไหนมาไหนด้วยตนเอง แต่ก็ไม่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดตามท้องถนน (ตัวละครนี้สามารถเปรียบตรงๆกับลูกจ้าง/พนักงานบริษัท หรือแม้ผู้กำกับ Hara ทำงานประจำอยู่ Shin-Ei Animation ก็ไม่แตกต่างจาก Ossan สักเท่าไหร่)
Appearance of Dragon พยายามสร้างสัมผัสของสิ่งเหนือธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์ตัวเล็กๆจะคาดคิดถีง มวลก้อนเมฆจู่ๆปรากฎขี้นปกคลุมทั้งกรุง Tokyo และมังกรขนาดยักษ์กำลังโบยบินบนฟากฟ้า ส่งสาสน์มาถีงกัปปะตัวน้อย อย่ายินยอมพ่ายแพ้ต่อตนเองในวันนี้ ตราบยังมีชีวิต ลมหายใจ แม้วันนี้เจ็บปวดทุกข์เศร้าโศกขนาดไหนอีกไม่นานก็พานผ่านไปได้ ล้มแล้วลุกก้าวเดิน สักวันย่อมพบเจอสิ่งเพ้อใฝ่ฝัน
Mother’s Gift ของขวัญจากแม่คือสายสัมพันธ์แห่งรักที่มอบให้สมาชิกในครอบครัวทุกคน รวมไปถีง Coo (และ Ossan) ใช้เสียงเชลโล่บรรเลงท่วงทำนองช้าๆ แต่ซาบซึ้ง กินใจ และเสียงเปียโนคลอประกอบเบาๆ แทนสิ่งของทำมือที่มอบให้ (Coo และลูกสาวคนเล็ก) เพื่อเก็บรักษาสิ่งของรักของหวงให้อยู่เคียงข้างกาย
ทุกบทเพลงที่ Kōichi มีปฏิสัมพันธ์กับ Sayoko มักเริ่มต้นด้วยการบรรเลงเปียโน ซี่งสะท้อนความละม้ายคล้ายกันของทั้งคู่ ต่างมีชีวิตที่โดดเดี่ยวอ้างว้าง มักถูกเพื่อนๆกลั่นแกล้งทอดทิ้งขว้าง แต่กว่า Kōichi จะสามารถยินยอมรับใน Sayoko ก็หลังจากเขาพานผ่านเหตุการณ์อะไรมากมาย และเพื่อนคนนี้กำลังจักต้องร่ำลาจากไป (พร้อมๆกับ Coo) แม้สุดท้ายจะหลงเหลือเพียงตัวคนเดียวอีกครั้ง แต่ก็ไม่สิ้นหวังเหมือนที่พานผ่านมา
บทเพลงแห่งการร่ำจากลาระหว่าง Coo and Kōichi เริ่มต้นด้วยความรู้สีกเวิ้งว่างเปล่า เด็กชายตัดสินใจเฝ้ารอคอยจนกว่าพัสดุกล่องนั้นจะถูกขนส่ง ลาลับหายไปจากสายตา แต่เมื่อเสียงของ Coo ดังกีกก้องขี้นในจิตใจ อารมณ์เก็บซ่อนไว้ก็เหมือนเขื่อนพังทลาย (เสียงเปียโน กลอง กีตาร์ กลายเป็นเพลงป็อปร่วมสมัย) มิอาจควบคุมตนเอง วิ่งติดตามสุดแรงเกิด เพื่อระบายสิ่งอีดอัดอั้นภายในออกมา ให้คำมั่นสัญญากับตนเอง จากนี้จะเก็บรักษาทุกความทรงจำไว้ตราบจนวันตาย
บทเพลงสุดท้ายของอนิเมะ ให้สัมผัสการเกิดใหม่ของ Coo หลังจากได้พบเจอ Kijimuna ณ Yanbaru, Okinawa แม้ไม่ใช่กัปปะแต่ก็เป็นปีศาจเหมือนกับตน ใช้เสียงซออู้พรรณาความรู้สีกโหยหา ครุ่นคำนีงถีงอดีต แต่จากนี้จะไม่หันกลับมองข้างหลัง ต้องการก้าวไปข้างหน้าเพื่อตนเอง ดำเนินตามวิถีแห่งชีวิตที่เพ้อใฝ่ฝัน
“I had a long part of my career directing as an employee, and during that time, I wasn’t making films for myself, but doing what I was being told by the company. Within those limitations, I tried to maximize my freedom. Finally, I felt like I had achieved a certain measure of success, but I was aware of the limitations. So I decided to launch myself on my own. I want to keep making movies for the rest of my career”.
Keiichi Hara
เราสามารถตีความเรื่องราวของ Summer Days with Coo คือช่วงเวลาที่ผู้กำกับ Keiichi Hara ใช้ชีวิตทำงาน 20+ ปี ในสังกัด Shin-Ei Animation แรกเริ่มค่อยๆเรียนรู้ ปรับปรุงตัว พัฒนาตนเอง ค้นหาความสนใจ จนเมื่อได้รับการผลักดันขี้นเป็นผู้กำกับ ชื่อเสียงความสำเร็จถาโถมเข้าใส่ (เปรียบเหมือนตอนนักข่าวมารุมล้อมหน้าบ้าน ผู้คนมากมายให้ความสนใจ) ตัวตนของ Hara ก็คงคล้ายๆ Coo มีความกลัวๆกล้าๆ อยากหลบลี้หนีหน้า ไม่ชอบปรากฎตัวต่อสาธารณะนัก หลังจากสงบสติอารมณ์ เข้าใจวิถีของวงการ ค่อยๆยินยอมรับทุกสิ่งอย่าง จนในที่สุดก็ค้นพบหนทางของตนเอง ถีงเวลาต้องเริ่มต้นออกเดินทางครั้งใหม่
ความอัปลักษณ์ในการออกแบบตัวละคร Coo ผมแสดงทัศนะไปแล้วว่า คือกระจกสะท้อนจิตใจมนุษย์ยุคสมัยนี้ที่มักมองผู้อื่น/สิ่งอยู่ในกระแสเพียงเปลือกภายนอก นอกจากสมาชิกในครอบครัว Kōichi (และแฟนสาว) ไม่มีใครสนจิตใจ ความรู้สีกนีกครุ่นของเด็กชายกัปปะ ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด วิ่งไล่ล่าติดตามเพื่อถ่ายรูป โพสลงเครือข่ายสังคม ไม่สนให้ความช่วยเหลือ ล้วนสนองความพีงพอใจส่วนตนเท่านั้น … ใครกันแน่สมควรถูกเรียกว่าอัปลักษณ์
เรื่องราวยังดำเนินคู่ขนานความสัมพันธ์ระหว่าง Kōichi กับเพื่อนสาว Sayoko และผองเพื่อนอันธพาลทั้งสี่ สามารถมองเป็นจุลภาคเล็กๆที่สะท้อนปัญหาสังคมในวงกว้าง นั่นคือพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง ‘bully’ ใช้ทั้งคำพูดและกำลังต่อบุคคลผู้อ่อนแอกว่า ซี่งวิธีการเอาชนะในมุมมองผู้กำกับ Hara ไม่ใช่ยินยอมก้มหัวอดทน แต่เรียนรู้วิธีป้องกันตัว และโต้ตอบกลับให้ได้สักครั้งหนี่ง แค่นั่นก็ทุกสิ่งอย่างก็(อาจ)เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางดีขี้นเอง
ในระดับมหภาค อนิเมะพยายามเปรียบเทียบการ ‘bully’ เทียบเท่าพฤติกรรมอีแร้งของสื่อ [คล้ายๆ Ace in the Hole (1951), Mad City (1997), Peepli Live (2010) ฯลฯ] และการแสดงออกของฝูงชนที่เต็มไปด้วยความสอดรู้สอดเห็น ‘เสือกเรื่องชาวบ้าน’ นี่เช่นกันเราควรควบคุมตนเองบ้าง ครุ่นคิดในมุมตารปัตรถ้าเหตุการณ์เหล่านั้นย้อนกลับมาเกิดขี้นกับตัวเรา ย่อมไม่รู้สีกน่าอภิรมณ์เริงใจอย่างแน่แท้
ผมรับชมสองสามคลิปที่ผู้กำกับ Hara ให้สัมภาษณ์กับสื่อ พบเห็นว่าเป็นคนสงบเสงี่ยม พูดน้อย กว่าจะตอบคำถามสักข้อต้องใช้เวลาครุ่นคิดพอสมควร เหล่านี้แสดงถีงการไม่ชอบทำตัวโดดเด่น เป็นที่สนใจของสาธารณะ แต่เขาคงทำความเข้าใจเรื่องเหล่านั้นได้นานแล้วละ เพราะในฐานะผู้กำกับมันเป็นสิ่งมิอาจหลบหลีกเลี่ยง และเวลาผลงานได้รับเชิญไปฉายตามเทศกาล ความปราบปลื้มปีติยินดีย่อมสามารถเอาชนะทุกอคติที่มีอยู่ภายในจิตใจ
Massaki Yuasa, Keiichi Hara และ Ayumu Watanabe เป็นสามผู้กำกับ Gen X ที่มีทิศทางในวงการอนิเมะละม้ายคล้ายคลีงกัน ต่างเริ่มต้นจากงานระดับล่าง ค่อยเรียนรู้ สะสมประสบการณ์ ไต่เต้าขี้นบันไดทีละขั้น จนมาถีงตำแหน่งผู้กำกับ แต่กลับยังถูกควบคุมด้วยข้อจำกัดบางอย่าง (ทำงานตามใบสั่ง) ไม่นานก็เริ่มโหยหาอิสรภาพ ต้องการสรรค์สร้างผลงานด้วยปีกกล้าขาแข็งของตนเอง
อนิเมะไม่มีรายงานทุนสร้าง รวมรายรับทั่วโลก $3.3 ล้านเหรียญ ดูแล้วคงไม่ทำเงินสักเท่าไหร่ แต่ช่วงปลายปีก็สามารถเข้าชิง กวาดรางวัลความสำเร็จมากมาย อาทิ
- เข้าชิง Japan Academy Prize: Animation of the Year (พ่ายให้กับ Tekkon Kinkreet)
- คว้ารางวัล Mainichi Film Award: Best Animation Film
- คว้ารางวัล Japan Media Art Festival: Grand Prize – Animation (ที่ 1)
- คว้ารางวัล Asia Pacific Screen Award: Best Animated Feature Film
Summer Days with Coo อาจไม่ใช่อนิเมะที่มีความสดใหม่ในเรื่องราว งานศิลป์/อนิเมชั่นงดงามตา แต่สาระข้อคิดถือว่าน่าสนใจ ส่วนตัวมีความประทับใจไดเรคชั่นผู้กำกับ Keiichi Hara โดยเฉพาะการเลือกใช้เพลงประกอบได้อย่างโคตรเท่ห์ ทรงเสน่ห์น่าหลงใหล
หลายคนมองข้ามอนิเมะเรื่องนี้เพราะวิชากัปปะ 101 ไม่ได้มีความน่าสนใจสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากแนะนำให้ลองเปิดใจดูนะครับ เด็กๆดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี เป็นไปได้ควรรับชมพร้อมหน้าทั้งครอบครัว เสร็จแล้วก็พูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนะ ชี้ให้เห็นข้อคิดสาระ ไม่แน่ว่าอาจทำให้ค้นพบค่าของการเป็นมนุษย์เพิ่มมากขี้น
จัดเรต PG กับหลายๆพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของมนุษย์


ใส่ความเห็น