Midaregumo (1967)

Midaregumo (1967)

Scattered Clouds (1967) Japanese : Mikio Naruse ♥♥♥♥♥

หญิงหม้าย Yumiko (รับบทโดย Yōko Tsukasa) เต็มไปด้วยความโกรธ รังเกียจ เคียดแค้น Shiro Mishima (รับบทโดย Yūzō Kayama) ขับรถชนสามีเสียชีวิต แต่โชคชะตานำพาให้ทั้งสองต้องเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา พบเจอหน้ากันบ่อยครั้งจน … ผลงานสวอนซองของ Mikio Naruse ที่จักทำลายหัวใจแหลกละเอียด แล้วประกอบขึ้นใหม่

ผมมีคำเรียก Floating Clouds (1955) ภาพยนตร์แนว ‘เฉี่ยวรัก’ ตรงกันข้ามกับ Scattered Clouds (1967) คงต้องเรียกว่า ‘เฉี่ยวเกลียด’ หญิงสาวไม่อยากพบเจอหน้าบุคคลเข่นฆ่าสามี (แม้มันจะเป็นอุบัติเหตุก็เถอะ) แต่เขาพยายามติดตาม งอนง้อ พร้อมชดใช้ทุกสิ่งอย่าง ไม่ได้ต้องการให้เธอยกโทษให้อภัย เพียงสามารถก้าวผ่านโศกนาฎกรรม บังเกิดรอยยิ้มขึ้นอีกครั้ง

Scattered Clouds (1967) คือภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของผกก. Naruse ก่อนเสียชีวิตสองปีให้หลังจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) ตอนนั้นน่าจะรับรู้ตนเองว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน นี่จึงคือผลงานทิ้งท้าย สั่งลา อย่าจมปลักอยู่กับความสูญเสีย

มันมีหลายสิ่งอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่สร้างความประทับใจให้ผมมากๆ แต่ขอเกริ่นถึงแค่ภาพสี Eastmancolor มันอาจไม่ได้ฉูดฉาด จัดจ้าน แต่ต้องชมว่าสามารถควบคุมเฉดสี (Color Palette) ให้สามารถสะท้อนจิตวิทยาตัวละครได้อย่างแนบเนียน … ผกก. Naruse ถ่ายทำหนังด้วยภาพสีแค่ 5-6 เรื่อง แต่มีเพียง Scattered Clouds (1967) ที่ได้รับคำชื่นชม และมักถูกเปรียบเทียบกับ Douglas Sirk ซะงั้น!


Mikio Naruse, 成瀬 巳喜男 (1905-69) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ในตระกูลซามูไร Naruse Clan แต่ครอบครัวมีฐานะยากจน แถมบิดาพลันด่วนเสียชีวิต จึงจำต้องต่อสู้ดิ้นรนกับพี่ชายและพี่สาว ตอนอายุ 17 สมัครเข้าทำงานสตูดิโอ Shōchiku ไต่เต้าจากลูกจ้าง เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Yoshinobu Ikeda ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับหนัง(เงียบ)สั้นเรื่องแรก Mr. and Mrs. Swordplay (1930), ผลงานช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นแนว Comedy Drama ตัวละครหลักคือผู้หญิง ต้องต่อสู้ดิ้นรนในสภาพแวดล้อมทุกข์ยากลำบาก … น่าเสียดายที่ผลงานยุคหนังเงียบของ Naruse หลงเหลือมาถึงปัจจุบันแค่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น

โดยปกติแล้วผู้ช่วยผู้กำกับในสังกัด Shōchiku เพียงสามสี่ปีก็มักได้เลื่อนขั้นขึ้น แต่ทว่า Naruse กลับต้องอดทนอดกลั้น ฝึกงานนานถึงสิบปีถึงมีโอกาสกำกับหนังเรื่องแรก (Yasujirō Ozu และ Hiroshi Shimizu เข้าทำงานทีหลัง แต่ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้กำกับก่อน Naruse) นั่นทำให้เขาตระหนักว่า Shōchiku ไม่ค่อยเห็นหัวตนเองสักเท่าไหร่ ไม่เคยมีห้องทำงานส่วนตัว ยื่นโปรเจคอะไรไปก็ไม่เคยได้รับการอนุมัติ เลยยื่นใบลาออกช่วงปลายปี ค.ศ. 1934 เพื่อย้ายไปอยู่ P.C.L. Studios (Photo Chemical Laboratories ก่อนกลายเป็นสตูดิโอ Toho) สรรค์สร้างภาพยนตร์ Wife! Be Like a Rose! (1935) ถือเป็นครั้งแรก(ในยุคก่อน Post-War)ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม

แต่หลังจาก Wife! Be Like a Rose! (1935) ผลงานถัดๆมาของผกก. Naruse ล้วนถูกมองว่าเป็น ‘lesser film’ แนวตลาด คุณภาพปานกลาง ขายได้บ้าง เจ๊งเสียส่วนใหญ่ เสียงตอบรับไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ จนสตูดิโอ Toho เริ่มสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจ กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Post-War) สรรค์สร้าง Repast (1951) ประสบความสำเร็จทั้งรายรับ และกวาดรางวัลในญี่ปุ่นมากมายนับไม่ถ้วน, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Lightning (1952), Sound of the Mountain (1954), Late Chrysanthemums (1954), Floating Clouds (1955), Flowing (1956) ฯ

สำหรับ 乱れ雲 อ่านว่า Midaregumo แปลตรงตัว Scattered Clouds บางครั้งใช้ชื่ออังกฤษ Two in the Shadow สร้างขึ้นจากบทดั้งเดิมของนักเขียน Nobuo Yamada, 山田 信夫 ก่อนหน้านี้เคยมีผลงานเด่นๆ อาทิ Black Sun (1964), Assassination (1964), With Beauty and Sorrow (1965), A Colt Is My Passport (1967) ฯ

เกร็ด: 乱れ อ่านว่า Midare หมายถึงความสับสน กระจัดกระจาย, 雲 อ่านว่า Kumo หรือ Gumo แปลว่าก้อนเมฆ, รวมกันแล้วจึงหมายถึง ก้อนเมฆกระจัดกระจายทั่วท้องฟ้า สภาพอาการกำลังเปลี่ยนแปลง และสามารถสื่อถึงสภาพจิตใจที่มีความสับสน ว้าวุ่นวายใจ


เรื่องราวของ Yumiko (รับบทโดย Yōko Tsukasa) หญิงสาวผู้มีความเพรียบพร้อม สามีทำงานกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม กำลังจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ แต่วันหนึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนถึงแก่อนิจกรรม ทำให้ทุกสิ่งอย่างพังทลาย ความฝันสูญสลาย เต็มไปด้วยความโกรธ รังเกียจ เคียดแค้นผู้ก่อเหตุ Shiro Mishima (รับบท Yūzō Kayama) แม้ศาลตัดสินว่าคืออุบัติเหตุ แต่เธอก็มิอาจทำใจ พยายามขับไล่ ผลักไส ไม่ต้องการพบเจออีกฝ่าย

ทางฟากฝั่ง Shiro เหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้เขาสูญเสียทุกสิ่งอย่างเช่นเดียวกัน ถูกแฟนสาวบอกเลิกรา โดนสั่งย้ายไปทำงานต่างจังหวัด ฯ ถึงอย่างนั้นเขายังแสดงเจตจำนงค์ ต้องการชดใช้เงินคืนให้กับ Yumiko พยายามหาโอกาสเดินทางเยี่ยมเยียน แม้ถูกขับไล่ ผลักไส ก็ไม่ย่นย่อ ยินยอมรับความพ่ายแพ้ จนกว่าเธอจะยินยอมเปิดใจ ไม่ต้องยกโทษให้อภัยฉันก็ได้ เพียงสำแดงรอยยิ้ม ร่าเริงสดใส นั่นคือการก้าวผ่านโศกนาฎกรรม ไม่จมปลักอยู่กับอดีตอีกต่อไป


Yōko Tsukasa, 司葉子 ชื่อจริง Yōko Shōji, 庄司 葉子 (เกิดปี ค.ศ. 1934) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Sakaiminato, Tottori Prefecture หลังเรียนจบมัธยม เข้าตาแมวมองชักชวนมาถ่ายแบบหน้าปกนิตยสาร Katei Yomiuri เซ็นสัญญาสตูดิโอ Toho แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Kimi shinitamo koto nakare (1954), ผลงานเด่นๆ อาทิ Late Autumn (1960), The End of Summer (1961), Yojimbo (1961), A Woman’s Place (1962), The Kii River (1966), Samurai Rebellion (1967), Scattered Clouds (1967) ฯ

รับบท Yumiko จากหญิงสาวผู้มีความเพรียบพร้อม เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ร่าเริงสดใส หลังสูญเสียสามี ตกอยู่ในความห่อเหี่ยว สิ้นหวัง แถมยังถูกครอบครัวฝ่ายชายขับไล่ (เพราะต้องการฮุบเงินประกันจากหน่วยงานรัฐ) จึงจำใจต้องหวนกลับบ้านเกิดที่ Towada, Aomori แต่ไม่วายคือสถานที่ที่ผู้ก่อเหตุ Shiro ย้ายมาทำงาน จึงมีโอกาสเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาหลายครั้ง หลังจากระบายความอัดอั้นภายใน ค่อยๆเปิดใจ ให้การยินยอมรับ จนบังเกิดรอยยิ้มขึ้นอีกครั้งครา

ก่อนหน้านี้ Tsukasa เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่เล่นเป็นตัวประกอบ บทนางรอง จนกระทั่งภาพยนตร์ The Kii River (1966) เพิ่งกวาดรางวัล Best Actress จากทุกสำนักในญี่ปุ่น (Kinema Junpo, Manichi Award, Blue Ribbon Award) เลยถูกผลักดันให้กลายเป็นนางเอกเต็มตัวหลังเข้าวงการมานับทศวรรษ

คนที่เคยรับชมหลายๆผลงานของผกก. Naruse ย่อมอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบ Tsukasa คือตัวตายตัวแทน Hideko Takamine ขณะนั้นเข้าสู่วัยกลางคน อายุเกิน 40 ไปแล้ว จะให้มารับบทสาวๆก็คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่ภาพลักษณ์ของทั้งสองมีความแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!

  • Takamine คือสาวน้อย ตัวกระเปี๊ยก น่ารักสดใส ใบหน้ากลมๆ เหมือนขนมโมจิ
  • Tsukasa รูปร่างผอมเพียว สูงยาว ใบหน้ามีเหลี่ยมมีมุม เหมือนสาวผู้ดี มีการศึกษาสูง

ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ผู้ชมบังเกิดความประทับใจต่อตัวละครที่แตกต่างออกไป! Tsukasa กับบทบาท Yumiko รอยยิ้มช่วงแรกๆก็ดูสดใสอยู่หรอก แต่หลังจากสูญเสียสามี ใบหน้าของเธอสามารถถ่ายทอดความขื่นขม ระทมทุกข์ทรมาน ดูแห้งเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว ไร้จิตวิญญาณ จมปลักอยู่กับอดีต สร้างกำแพงขึ้นมาปกปิดบัง ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านโศกนาฎกรรมได้ด้วยตนเอง

ในส่วนของการแสดง Tsukasa อาจยังประสบการณ์น้อยกว่า Takamine แต่จุดโดดเด่นของเธอคือการแสดงความสิ้นหวัง ให้ผู้ชมบังเกิดความรู้สึกสงสารเห็นใจ (ถ้าเป็น Takamine มันจะมีความรู้สึกว่าเธอสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งตนเอง, ผิดกับ Tsukasa ต้องหาใครสักคนฉุดกระชากให้ลุกขึ้นมา) และคอยเป็นกำลังใจให้คลายความทุกข์โศก หวนกลับมามีรอยยิ้มแห้งๆอีกครั้ง

ว่ากันตามตรง Tsukasa ฉายแววเจิดจรัสมากๆ ถ้าสะสมประสบการณ์ด้านการแสดงไปเรื่อยๆ เชื่อว่าอนาคตอาจมีโอกาสกลายเป็นดาราค้างฟ้าดวงถัดไป น่าเสียดายที่เธอไม่ได้เลือกเส้นทางสายนี้ หลังแต่งงานเมื่อปี ค.ศ. 1969 ก็ให้เวลากับครอบครัว ค่อยๆถอยห่างจากวงการภาพยนตร์


Yūzō Kayama, 加山 雄三 (เกิดปี ค.ศ. 1937) นักร้อง/นักแสดง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Yokohama, Kanagawa แล้วมาเติบโตยัง Chigasaki เป็นบุตรของนักแสดง Ken Uehara (หนึ่งในนักแสดงขาประจำของผู้กำกับ Naruse) และ Yuko Kozakura, สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจาก Keio University ก่อนเซ็นสัญญาเข้าร่วมสตูดิโอ Toho แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Otoko tai Otoko (1960), แจ้งเกิดกับหนังซีรีย์ Wakadaishō (1961-81), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Sanjuro (1962), Yearning (1964), Red Beard (1965), Scattered Clouds (1967) ฯ

รับบท Shiro Mishima ชายหนุ่มหล่อ ครองรักอยู่กับบุตรสาวเจ้าของบริษัท อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้เขาสูญเสียทุกสิ่งอย่าง! แต่ก็ไม่เคยย่นย่อท้อแท้ ยินยอมรับความพ่ายแพ้ แม้ถูกสั่งย้ายไปทำงานต่างจังหวัด Towada, Aomori ก็พยายามหาโอกาสย้ายกลับกรุง Tokyo รวมถึงสำแดงความรับผิดชอบต่อหญิงหม้าย Yumiko ทั้งๆไม่ใช่ภาระหน้าที่ แต่เขาก็พยายามหาหนทางชดใช้ อย่างน้อยที่สุดต้องการช่วยให้เธอก้าวข้ามผ่านโศกนาฎกรรม หวนกลับมีรอยยิ้มอีกครั้ง

เกร็ด: Shiro, 白 แปลว่าสีขาว สะอาด บริสุทธิ์ นี่ก็แอบบอกใบ้ว่าตัวละครมีจิตใจดีงาม ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ

เมื่อตอน Yearning (1964) ผมพร่ำบ่นการแสดงของ Kayama ขาดๆเกินๆ ดูอึดอัด กระอักกระอ่วน ส่วนหนึ่งอาจเพราะแนวทางผกก. Naruse ไม่เคยให้คำแนะนำอะไรใดๆ มอบอิสรภาพให้นักแสดงออกแบบตัวละครอย่างเต็มที่ เขาเลยไม่สามารถประเมินตนเองว่าควรแสดงออกมากน้อยเพียงไร, แต่สำหรับ Scattered Clouds (1967) สัมผัสได้เลยว่าทำการบ้าน เตรียมตัวมาพร้อมมากๆ รับรู้ว่าต้องทำอะไรยังไงกับตัวละคร อีกทั้งประกบนักแสดงรุ่นราวคราวเดียวกัน มันเลยไม่มีความตะขิดตะขวงใจ

ถึงอย่างนั้นการแสดงของ Kayama ออกไปทางนักแสดงยุคคลาสสิก ตัวละครไม่ได้มีมิติทางอารมณ์ ตื้นลึกหนาบาง เพียงพระเอกในอุดมคติที่มีจิตวิญญาณเข้มแข็งแกร่ง แฉกยิ้มแช่ง หล่อกระชากใจ อุปนิสัยดื้อรั้น ดึงดัน มองโลกในแง่ดี เชื่อมั่นว่าตนเองทำในสิ่งถูกต้อง ฉันสามารถเอาตัวรอด พานผ่านสถานการณ์ยากลำบาก เอาชนะได้ทุกสรรพสิ่งอย่าง สารพัดสิ่งชั่วร้ายพบเจอก็แค่สายลมพัดผ่าน! … สิ่งเดียวที่พ่ายแพ้คือหัวใจหญิงสาว

Kayama อาจไม่ใช่นักแสดงเจ้าบทบาท แต่ชื่อเสียงในวงการเพลงถือว่าระดับตำนาน ลูกคอขณะขับร้องเพลงพื้นบ้าน (Folk Song) สร้างความสั่นสะท้านทรวงใน ล่าสุดเห็นว่าได้ขับร้องหนึ่งในเพลงประกอบการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก Tokyo Gorin Ondo 2020 มันจะมีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกไหม!


ถ่ายภาพโดย Yuzuru Aizawa, 逢沢譲 (1924-2012) ตากล้องสัญชาติญี่ปุ่น เข้าทำงานสตูดิโอ Toho ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1944 เริ่มมีชื่อเสียงจากเป็นซีนถ่ายทำใต้น้ำ Gojira (1954), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Bad Sleep Well (1960), Scattered Clouds (1967) ฯ

งานภาพของหนังอาจไม่ได้มีลูกเล่นภาพยนตร์มากนัก แต่คงความเป็น ‘สไตล์ Naruse’ ในทุกๆช็อตฉาก โดดเด่นกับการควบคุมเฉดสี (Color Palette) ให้สามารถสะท้อนจิตวิทยาตัวละคร มันอาจไม่ได้มีความฉูดฉาด จัดจ้าน แต่สามารถทำออกมาให้กลมกลืน และเป็นธรรมชาติ … จากโทนสีหม่นๆ จักค่อยๆดูสว่างสดใสขึ้นเรื่อยๆ

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงเกือบทั้งหมด ณ กรุง Tokyo และบริเวณโดยรอบ Lake Towada ตั้งอยู่ยัง Towada, Aomori ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น (อยู่เหนือสุดของเกาะหลัก Honshu)

แซว: ตอนเริ่มเขียนถึงผลงานของผกก. Naruse ผมมักคอยจับจ้องมองหา ฉากไหนเดินทางไปถ่ายทำยังสถานที่จริง เพราะยุคสมัยก่อนมันมีข้อจำกัดโน่นนี่นั่นมากมาย, แต่สำหรับ Scattered Clouds (1967) ผมก็คอยจับจ้องมองหาเช่นกัน แต่เป็นฉากไหนถ่ายทำภายในสตูดิโอ … ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปไวจริงๆ


ระหว่างรับชมผมไม่ได้เอะใจอะไร แต่พอไล่ย้อนดูถึงค่อยตระหนักว่าหนังมีสอดแทรก ‘Death Flag’ อยู่หลายที่ ตั้งแต่สามีรับรู้กำหนดการคลอดบุตรประมาณวันที่ 1-2 มกราคม พูดทักทายเล่นๆกับภรรยา Happy New Year, หรือตอน Yumiko เดินทางไปเยี่ยมเยียนครอบครัวพี่สาว Ayako เด็กๆมีการละเล่นอำลา Ba-ya-Bye … ตลอดทั้งเรื่องจะพบเห็นสองสิ่งตรงกันข้ามนี้อยู่เสมอๆ

‘สไตล์ Naruse’ มักไม่ค่อยถ่ายให้เห็นเหตุการณ์อะไร มากสุดก็คือก่อน-หลัง ส่วนใหญ่คือการพูดคุยสนทนา เดินไปคุยไป (Cinema of Walking), พี่สาวชักชวนร่วมรับประทานอาหารเย็น จากนั้นตัดมากำลังเดินไปส่ง Yumiko ขึ้นรถไฟ แล้วกลับมาเห็นสามี(ของพี่สาว)กำลังเก็บถ้วยชาม … ไหนละฉากทานอาหารเย็น?

เฉกเช่นเดียวกับอุบัติเหตุ โศกนาฎกรรม พบเห็นเพียงลางบอกเหตุ หรือสัญญาณเตือนภัย (Death Flag) หนึ่งในนั้นคือสัญญาณไฟกระพริบขณะรถไฟกำลังแล่นเข้าชานชาลา … มันมีสิ่งอื่นๆมากมายให้ถ่ายทำ แต่กลับเลือกฉายภาพสัญญาณไฟกระพริบ ก็ชัดเจนว่าต้องการจะสื่อถึงอุบัติเหตุ ความตาย หายนะบังเกิดขึ้นโดยไม่มีใครรับรู้ตัว

การสนทนาระหว่างบุตรชายกับบิดา (สามีของ Ayako) ทำไมพ่อไม่สนใจไปทำงานต่างประเทศบ้าง? สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส? ก่อนได้รับคำตอบ “I like Japan.” นี่ทำให้ผมนึกถึงช่วงทศวรรษ 60s มีผู้กำกับชาวญี่ปุ่นหลายคน (หนึ่งในนั้นคือ Akira Kurosawa) ได้รับการชักชวนจาก Hollywood ให้ไปโกอินเตอร์ สรรค์สร้างภาพยนตร์ที่สหรัฐอเมริกา ก็เป็นไปได้ว่าผกก. Naruse อาจคือหนึ่งในนั้น หลังจากความสำเร็จล้นหลามของ When a Woman Ascends the Stairs (1960) แต่เขาคงบอกปัดปฏิเสธ ด้วยเหตุผลเดียวกับคำตอบของบิดา

โดยปกติแล้วการละเล่นกับเงาอาบฉาบใบหน้า เพื่อสะท้อนความรู้สึกมืดหมองหม่นภายในจิตใจ มักทำออกมาให้ดูคมเข้ม สังเกตเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน แต่ขณะนี้ที่ Yumiko อยากจะแสดงปฏิกิริยาอะไรสักอย่าง ระหว่างแรกพบเจอฆาตกร Shiro Mishima ผมขอเรียกว่า ‘touch of shadow’ เพียงสัมผัสเงาบางๆแตะลงบนหน้าผาก

สิ่งที่ทำให้ผมหลงใหลคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้ คือการแสดงออกด้วยภาษากาย + ภาษาภาพยนตร์ ท้าทายให้ผู้ชมสังเกต จับจ้องมอง ทำความเข้าใจด้วยตนเองว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น?

Shiro ถูกหัวหน้าสั่งพักงาน เดินทางกลับห้องพัก พบเห็นแฟนสาวเฝ้ารอคอยอยู่ในห้อง เธอเลื่อนปิดผ้าม่านหน้าต่าง (ถ่ายจากภายใน) ชัดเจนว่าต้องการร่วมรักกับเขาครั้งสุดท้าย แต่ฝ่ายชายกลับเดินมาเปิดผ้าม่าน (ถ่ายจากภายนอก) นี่มันใช่เวลาเหมาะสมเสียที่ไหน! จากนั้นฝ่ายหญิงก็หยิบกระเป๋า ทอดทิ้งกุญแจ ก้าวออกจากห้อง … ภายหลัง Shiro ได้ยินข่าวคราวว่าอดีตแฟนสาวหมั้นหมายกับ !@#$% ใครสักคนที่มีฐานะ สถานะสังคม ชนชั้นเดียวกัน

มันคือโต๊ะตัวเดิมกับตอนต้นเรื่องที่ Yumiko นัดพบเจอสามี พูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม นั่งอยู่เคียงข้าง, ครั้งหลังในทิศทางตรงกันข้าม Shiro เฝ้ารอคอยด้วยสีหน้าบูดบึ้งตึง สนทนากันอย่างเคร่งขรึม และหญิงสาวเลือกที่นั่งฟากฝั่งตรงกันข้าม (ให้พี่สาวเป็นสื่อกลางต่อรอง)

ปล. ด้วยความที่มุมกล้องมีการสลับสับเปลี่ยนทิศทางไปมาบ่อยครั้ง แต่ผมจะให้ข้อสังเกตนิดนึงว่า ตอนต้นเรื่องมักเอนเอียงฟากฝั่งภายนอกร้าน, ส่วนครั้งหลังมักหันเข้าหาเคาเตอร์ภายในร้าน

เมื่อตอน Yumiko เดินทางมาดูศพสามี ซีนนั้นจบลงด้วยการ Fade-to-Black ร่ำลาจากกันชั่วนิรันดร์, ตรงกันข้ามกับตอนเธอคลอดบุตร จบลงด้วยการ Fade-to-White มันอาจคือสัญญะของการให้กำเนิดชีวิตใหม่ แต่ทว่าหนังทั้งเรื่องกลับไม่เคยฉายภาพทารก/บุตรของ Yumiko เลยสักครั้งเดียว! (น่าจะมอบให้ครอบครัวฝ่ายชายเลี้ยงดูแล)

นี่เป็นช็อตที่นิยามการเฉี่ยว คลาดกันแค่เสี้ยววินาที, Yumiko กำลังเดินกลับจากเยี่ยมเยียนพี่สาว (กล้องเคลื่อนเลื่อนติดตาม) ตรงกันข้ามกับ Shiro มาส่งเงินตามที่อยู่เคยแจ้งเอาไว้ (กล้องหยุดนิ่งให้เขาเดินตรงเข้ามา)

Yumiko อ่านจดหมายจากครอบครัวสามี เขียนอย่างสวยหรู แต่มันคือการขับไล่ ผลักไส ใช้ข้ออ้างความเป็นมนุษย์ (อะไรสักอย่าง) และบังคับใช้กฎหมายเพื่อย้ายชื่อเธอออกจากสำมะโนครัว จุดประสงค์แท้จริงก็คาดเดาไม่ยาก ต้องการฮุบเงินประกันชีวิตของบุตรชายทั้งหมด

หลังอ่านจดหมายดังกล่าว Yumiko ทำอะไรไม่ได้นอกจากทอดถอนหายใจ เหม่อมองภาพถ่ายสามี ปิดไฟห้องพัก ถือขันน้ำออกไปชำระล้างความสกปรก แปดเปื้อน เสนียดจัญไร

หลังจาก Shiro ส่งลูกค้าต่างประเทศไปท่องเที่ยว Lake Towada ก็แวะเวียนมาเล่นปาจิงโกะ (ชีวิตของเขาตอนนี้ ไม่ต่างจากการเล่นพนันขันต่อ เสี่ยงวัดดวงว่าจะสามารถขอย้ายกลับ Tokyo ได้สำเร็จหรือไม่) แล้วจู่ๆได้รับการทักทายจากเลขาสาว บอกว่ามีหญิงสาวแปลกหน้ามาเยี่ยมเยียน

ผมขอกล่าวถึงการสนทนาในร้านกาแฟทั้งสองครั้งเลยแล้วกัน เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง ทิศทางตรงกันข้าม, ครั้งแรก Yumiko เดินทางมาแจ้งข่าวกับ Shiro ว่าไม่ต้องจ่ายเงินทำขวัญอีกต่อไป, ครั้งหลังเธอส่งคืนไฟแช็คที่เขาหลงลืมไว้ และขอโทษขอโพยต่อการแสดงออกไม่เหมาะสม

  • ครั้งแรก Yumiko ด้อมๆมองๆอยู่หน้าร้านปาจิงโกะ, ครั้งหลัง Shiro เดินเข้ามาในร้านภายหลัง
  • Shiro นั่งติดเคาน์เตอร์ สวมสูทผูกไทด์ ขณะที่ Yumiko สวมใส่ชุดสีเข้มๆ (สะท้อนสภาพจิตใจตัวละคร มีความมืดหม่น อับจน)
    • ครั้งหลังสลับตำแหน่งกัน Yumiko นั่งติดเคาน์เตอร์ สวมใส่เสื้อสีฟ้า ดูผ่อนคลายขึ้นมาก ขณะที่ Shiro ใส่ชุดลำลอง เสื้อแขนสั้น (แต่ก็ยังผูกไทด์เหมือนเดิม)
  • ครั้งแรก Yumiko เป็นคนตัดจบการสนทนา ขอลาไปก่อน, ครั้งหลังเลขาสาวเดินทางมาเรียกหา Shiro (นี่ก็ย้อนรอยกับตอนต้นที่เลขาสาวเดินทางมาบอกกับ Shiro ว่ามีคนมารอพบเจอ)

ระหว่างการสนทนาครั้งแรก สาวเสิร์ฟทำกาแฟหกใส่ถ้วยของ Yumiko สร้างความไม่พึงพอใจให้กับ Shiro อาสาสลับเปลี่ยนแก้วของตนเอง … การกระทำดังกล่าวสอดคล้องใจความของหนังที่เกี่ยวกับการสลับเปลี่ยน เรียนรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา จิตใจหญิงสาวที่ยังแปดเปื้อน จมอยู่ในความมืดหม่น (กาแฟดำ) เขาจะเป็นผู้ทำให้มันสะอาดสดใส

หลังจาก Yumiko บอกกับ Shiro ว่าไม่ต้องส่งเงินค่าทำขวัญ/ชดใช้ค่าเสียหายอีกต่อไป! กล้องถ่ายให้เห็นลูกค้าคนหนึ่งลุกขึ้น จ่ายเงิน แล้วเดินออกจากร้าน นี่เป็นเหตุการณ์สะท้อนความรู้สึกของเขา ราวกับได้ปลดเปลื้องภาระรับผิดชอบ เสร็จสิ้นการดื่มกาแฟ แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนว่ากำลังจะสูญเสียบางสิ่งอย่างไป

ระหว่างที่ Yumiko เดินทางขึ้นรถโดยสาร พานผ่านผืนป่า เหม่อมองทิวทัศน์ข้างทาง หวนระลึกความทรงจำกับชายคนรัก ภาพน้ำตกมักเคลือบแฝงนัยยะถึงกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน ฉายภาพย้อนอดีตตอนเธอตกหลุมรักเขา … มันจะมีช็อตที่ฝ่ายชายพลั้งเผลอย่ำเหยียบลงบนแอ่งน้ำจนเกือบลื่นไถล (ก็ถือเป็น ‘ตกหลุม’ ได้กระมัง)

ผมนึกถึงภาพยนตร์ Floating Clouds (1955) ที่เมื่อมีการฉายภาพย้อนอดีต หวนระลึกความทรงจำอันงดงาม มักเลือกสถานที่ภายในผืนป่า พงไพร แสงอาทิตย์ระยิบระยับ (ภาพขาว-ดำ) … สำหรับ Scattered Clouds (1967) พอถ่ายทำด้วยฟีล์มสี ใบไม้สีเขียวช่วยสร้างความสดชื่น สบายตา หลังจากพบเห็นโทนจืดๆ หมองๆหม่นๆมาตั้งแต่ต้นเรื่อง

ภาพนี้ภาพเดียวอธิบายเหตุผลที่ Yumiko ไม่อยากหวนกลับบ้าน เพราะความวุ่นๆวายๆ เจ้ากี้เจ้าการของพี่สาว เพิ่งเดินทางมาถึง กระเป๋าเสื้อผ้ายังไม่เกิด ก็เรียกตัวมาแนะนำให้รู้จัก/ดูตัวกับลูกค้าที่มีฐานะ ชนชั้น … ความตลกร้ายของภาพนี้คือผู้ชายทุกคนล้วนสวมใส่สูทผูกไทด์ โทนสีเดียวกันหมด แสดงถึงพื้นฐานรากเหง้า ความสนใจของพวกเขามีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

ผมนึกถึงภาพยนตร์ Lightning (1952) ที่หญิงสาวอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อม ครอบครัววุ่นๆวายๆ มีแต่คนเร่งเร้าให้เธอแต่งงาน จนท้ายที่สุดมิอาจอดกลั้นฝืนทน จึงตัดสินใจหลบหนี ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง … นี่อาจฟังดูไม่เกี่ยวกับอะไร Scattered Clouds (1967) แต่เราสามารถมองถึงเหตุผลที่ Yumiko ต้องการหลบหนีออกจากสถานที่แห่งนี้

หรือเราจะมองในทิศทางกลับกัน Scattered Clouds (1967) คือการหวนกลับหารากเหง้า กลับบ้านเกิด (สูงสุด)กลับสู่สามัญ เพื่อเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้าตัวตนเอง แล้วสามารถลุกขึ้นยืน ก้าวข้ามผ่านอดีตเลวร้าย และเริ่มต้นชีวิตใหม่

ผมขี้เกียจค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบทเพลงพื้นบ้าน ระหว่างงานเลี้ยงสังสรรค์ทั้งสองครั้ง แค่อยากนำเสนอความละม้ายคล้ายคลึง และแตกต่างตรงกันข้าม

ครั้งแรก, น่าจะคืองานเลี้ยง(ลูกค้า)ของบริษัทยามค่ำคืน ทั้งหมดเป็นชายล้วน นั่งอยู่ฟากฝั่งหนึ่ง Shiro ลุกขึ้นมาร่วมเต้นรำ ก่อนพบเห็นการซุบซิบ รับรู้ว่าต้องคือเรื่องของตนเอง จึงแอบปลีกตัวออกมา ทิ้งตัวลงนอน ได้รับการถามไถ่จากพนักงานเสิร์ฟ … ซีนนี้เกิดหลังจากพี่สาวพยายามโน้มน้าวให้ Yumiko เดินทางกลับบ้าน แต่เธอปฏิเสธเสียงขันแข็ง เนื้อคำร้องบทเพลงเหมือนสะท้อนความรู้สึกนึกคิดตนเอง

I’m marrying you off with a wardrobe, a chest and a trunk
You’re leaving with so many things
Don’t ever come back home

ครั้งหลัง, ลูกค้าคือผู้หญิงล้วน นั่งห้อมล้อมรอบนักเต้นตรงกลาง Yumiko ร่วมนั่งอยู่ด้านข้าง พบเห็นทิวทัศน์ภายนอกตอนกลางวัน ลูกค้าหญิง(ที่นั่งข้างๆ)ชวนคุย สอบถามถึงการสูญเสียภรรยา นั่นทำให้เธอหมดอารมณ์สนุกสนาน รินสุราทานเอง ก่อนแวบออกไปที่บาร์ สั่งน้ำเปล่ามาดื่มคลายกระหาย … ซีนนี้เกิดขึ้นหลังจากหัวหน้ารับรู้ว่า Shiro ใช้เส้นสายติดต่อขอย้ายงานกลับกรุง Tokyo

In Izumo
At Yaegaki Shrine
Reflected in the Mirror Pond
Are the figures of a proud, newlywed couple
I was born in Izumo

ความเบื่อหน่ายต่องานเลี้ยงสังสรรค์ Yumiko จึงแอบออกมาที่บาร์โรงแรม บังเอิญพบเจอกับ Shiro พาลูกค้ามาท่องเที่ยวพักผ่อน เธอแสดงความไม่พึงพอใจ พูดระบายอารมณ์อัดอั้ด สังเกตว่าสถานที่แห่งนี้ เต็มไปด้วยเงา ความมืดจางๆแผ่ปกคลุม และภาพสุดท้ายมอบสัมผัสระทมขื่นขม เขาถูกทอดทิ้งให้ยืนตัวคนเดียว ห่อเหี่ยวหัวใจ

ถ้าเทียบกับตอนที่ Yumiko ระเบิดอารมณ์ขับไล่, Shiro ขณะระบายความอัดอั้นภายใน แทบไม่มีรายละเอียดโดดเด่นสักเท่าไหร่ นอกจากสลับตำแหน่ง/ทิศทางการสนทนา ความแตกต่างอื่นๆที่พอสังเกตได้ อาทิ สถานที่สาธารณะ vs. ห้องส่วนตัว, เงามืดมีความคมเข้ม เด่นชัด vs. เพียงสัมผัสเบาๆของเงาลางๆ

ตอนที่เพื่อนของ Shiro แจ้งข่าวเรื่องการโยกย้ายไปประจำการ Lahore, Pakistan มีการแทรกภาพแมลงในน้ำซุป ตกลงมาตาย นี่คือลางบอกเหตุร้าย หายนะ ความตาย (Death Flag)

สามีของ Yumiko ตอนต้นเรื่องได้รับมอบหมายงานใหม่ที่ New York, สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นดินแดนแห่งความฝัน (American Dream) อาจเรียกได้ว่าสรวงสวรรค์, ตรงกันข้ามกับ Shiro ช่วงท้ายของหนังจะต้องออกเดินทางไปยัง Lahore, Pakistan ทศวรรษนั้นสงครามยังคงคุกรุ่น อาจเรียกได้ว่าขุมนรกเลยกระมัง

ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ระหว่าง Yumiko กับ Shiro มักมีใครบางคน บางสิ่งอย่างกีดขวางกั้น (ก็เหมือนชายสูงวัยคนนี้นั่งอยู่เคียงข้าง Yumiko ทั้งๆที่มีเบาะว่างบนรถโดยสารมากมาย) แต่ตั้งแต่วินาทีนี้กำแพงระหว่างทั้งสองได้พังทลายลง สามารถพูดคุย เปิดใจ ให้การยินยอมรับกันและกัน

การพายเรือใน Lake Towada สามารถสื่อถึงการดำเนินไปของชีวิต โดยมี Shiro เป็นผู้พายเรือนำพา Yumiko คงตั้งใจจะไปให้ถึงฟากฝั่งฝัน แต่ทว่าระหว่างทางเขาเกิดอาการหนาวสั่น จับไข้ ไม่สบาย อากาศเปลี่ยนแปลง จึงรีบเร่งกลับเข้าฝั่ง

ด้วยความดื้อรั้นของ Shiro ยังพยายามทำตัวเข้มแข็ง ปฏิเสธเข้าพักโรงแรม ต้องการขึ้นรถโดยสารกลับบ้าน แต่ทว่าจู่ๆฝนตกหนัก ใกล้หมดเรี่ยวแรง Yumiko เลยลากพาเขาเข้าโรงแรม เฝ้าไข้ ค้างคืน ตื่นเช้าถึงค่อยแยกย้ายกลับบ้าน … สังเกตเห็นความตรงกันข้ามของเหตุการณ์นี้ไหมเอ่ย?

ฉากชักเย่อร่ม ตอนรับชมผมไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ แต่ระหว่างค้นหาใบปิดหนัง มันมีภาพที่ Yumiko ยืนถือร่มซ้ายบ้าง-ขวาบ้าง บังเกิดความสับสน มันต้องทิศทางไหน? เลยนั่งดูฉากนี้อีกรอบถึงพบว่ามีสลับตำแหน่งไปมา เอียงร่มไปทางซ้ายที ขวาที นี่คือวินาทีที่ต่างฝ่ายต่างครุ่นคิดถึงอีกฝ่าย เริ่มให้ความสำคัญกับผู้อื่นมากกว่าตนเอง

ระหว่างที่ Yumiko เฝ้าไข้ Shiro จะมีขณะหนึ่งที่ไฟฟ้าติดๆดับๆ ฟ้าแลบ ฟ้าฝ่า แม้ไม่ได้พบเห็นลำแสงสายฟ้าเหมือนตอน Lightning (1952) หรือ Flowing (1956) แต่ก็น่าจะเคลือบแฝงนัยยะคล้ายๆเดียวกัน ถึงการกระทำสิ่งที่ขัดต่อวิถีฟ้าดิน … ในบริบทนี้น่าจะคือ Yumiki เริ่มมีใจ ตกหลุมรักต้องห้าม Shiro ชายคนที่ฆาตกรรมสามีตนเอง

ก่อนหน้านี้พี่สาวกับ Mr. Hayashida เพิ่งมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ถึงขั้นตบหน้า ไล่ออกจากโรงแรม แต่ขณะนี้เมื่อ Yumiko เดินทางกลับมา ปรากฎว่าทั้งสองคืนดีกันเรียบร้อย … ก็เหมือนความสัมพันธ์ระหว่าง Shiro กับ Yumiko ปากอ้างว่าอีกฝ่ายคือฆาตกร แต่จิตใจเริ่มครุ่นคิดเป็นอื่น

Shiro แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน Yumiko พบเจอเธอกำลังเก็บพืชพันธุ์ในผืนป่า ช่วงแรกๆของการสนทนาทั้งสองต่างยืนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ แต่หลังจากสอบถามออกเดินทางเมื่อไหร่ ทั้งสองจักอยู่ภายใต้ร่มเงา ‘touch of shadow’ ต้องใช้การสังเกตพอสมควรถึงพบเห็นความแตกต่าง

มันมี ‘Mise-en-scène’ ซุกซ่อนอยู่มากมายในซีเควนซ์นี้ แต่ชัดเจนที่สุดคือตอน Shiro ทำการสารภาพรัก เขาค่อยๆก้าวย่างเข้าหา พออยู่ในระยะเอื้อมมือก็ดึงเข้ามากอดจูบ Yumiko จากนั้นเธอพยายามผลักไส เบือนหน้า เดินหนี ฝ่ายชายก็พยายามติดตามไปทุกทิศทาง ยังคงปฏิเสธต่อต้าน เลยจำต้องยินยอมรับความพ่ายแพ้

ภาพคู่เกือบๆสุดท้ายก่อนที่ Shiro ร่ำลาจากไป ถ่ายติดลำต้นไม้ใหญ่ด้านซ้ายมือ ลักษณะของมันดูขวางหูขวางตา ราวกับ(สัม)ภาระ สิ่งที่หญิงสาวแบกไว้เบื้องหลัง หมกมุ่นยึดติด ยังไม่สามารถปล่อยละวางจากอดีต, ภาพสุดท้ายในซีเควนซ์นี้ของ Yumiko ก็มีลักษณะคล้ายๆกัน ต้นไม้เล็กๆวางอยู่หน้ากล้อง ทำให้พื้นที่ของเธอดูคับแคบลง

มันเป็นการร่ำลาจากที่ไม่น่าอภิรมณ์สักเท่าไหร่ ค่ำคืนนี้ Yumiko จึงนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย แสดงอาการลุกลี้ร้อนรน กระวนกระวาย ก่อนจบลงด้วยการ Fade-to-Black สะท้อนสภาพจิตใจอันมืดหมองหม่น ไม่อยากให้มันจบลงแบบนั้น … นั่นแสดงว่าหญิงสาวมีความห่วงหา อาลัย ครุ่นคิดถึงจิตใจของ Shiro แอบมีใจให้เขาอยู่เล็กๆ

และแล้วสิ่งที่ผมหวาดกลัวสุดๆก็มาถึง เพราะทิศทางของหนังเต็มไปด้วย ‘สูตรสอง’ อะไรๆเคยบังเกิดขึ้นตอนต้นเรื่อง มันจะเวียนวนหวนกลับมาเกิดอีกครั้งช่วงท้าย นั่นรวมถึงลางบอกเหตุ สัญญาณเตือนภัย (Death Flag) คู่รักฆ่าตัวตาย, สัญญาณทางข้ามรถไฟ และยังพบเห็นภาพรถชนกัน … คนที่สามารถทำความเข้าใจสัญญะพวกนี้ระหว่างรับชม ย่อมครุ่นคิดว่าตอนจบต้องเกิดเหตุการณ์โศกนาฎกรรมขึ้นอีกหน!

พอ Shiro และ Yumiko มาถึงห้องพักโรงแรม พวกเขาก็แทบมิอาจหยุดยับยั้งชั่งใจ ถาโถมเข้าใส่ โอบกอด จุมพิตอย่างดูดดื่ม แต่ไม่ทันไรเมื่อได้ยินเสียงหวอรถพยาบาลจากอุบัติเหตุรถชนกันก่อนหน้า ภาพผู้บาดเจ็บทำให้ทั้งสองฟื้นตื่น หวนกลับสู่โลกความจริง ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มต้นจากโศกนาฎกรรม มันไม่มีทางที่เราจะครองรักกัน

ปล. ระหว่างที่ Yumiko ทรุดนั่งลงร่ำไห้ พนักงานโรงแรมเข้ามาสอบถามว่าจะอาบน้ำหรือทานอาหารเย็นก่อน นั่นคือการขัดจังหวะ แบบเดียวกับเสียงหวอรถโรงพยาบาล ทำให้ Shiro ไม่สามารถปลอบประโลม ทำอะไรได้ในสถานการณ์นี้

จากเตรียมพร้อมที่จะปล่อยกายปล่อยใจ เพียงเหตุการณ์ขัดจังหวะทำให้ทั้งสองเกิดช่องว่าง ระยะห่าง ก่อกำแพงขึ้นมาขวางกั้น แต่ครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจความรู้สึก เลยสามารถนั่งพูดคุย กล่าวคำขอโทษ ให้อภัยกันและกัน จะได้ไม่หลงเหลืออะไรติดค้างคาใจ ก่อนจะจบลงด้วย Shiro ขับร้องบทเพลง Nanbu Oxherd Song สำหรับสร้างขวัญ กำลังใจ อำนวยอวยชัย ขอให้เธอโชคดี

สองภาพสุดท้ายคือการเดินทางของ Shiro (ถ่ายระยะใกล้บนขบวนรถไฟ) และ Yumiko ยืนเหม่อมอง Lake Towada (ถ่ายภาพระยะไกล) … มันอาจดูเหมือนว่าหนังจบลงด้วยแสงสว่าง ความหวัง Yumiko พร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่, แต่อย่าลืมว่า Shiro กำลังเดินทางมุ่งสู่ขุมนรก Lahore เต็มไปด้วยความเสี่ยงอันตราย และอาจต้องเผชิญหน้าความตาย (ปัจฉิมบทเต็มไปด้วย ‘Death Flag’)

ย้อนรอยกับช่วงต้นของหนัง เริ่มต้นด้วยภาพความสุขของ Yumiko ก่อนเผชิญหน้าโศกนาฎกรรม (Linear Narrative), ตรงกันข้ามกับช่วงท้าย ฉายภาพการเดินทางสู่ขุมนรกของ Shiro ก่อนจบลงด้วยทิวทัศน์สรวงสวรรค์ ในลักษณะดำเนินเรื่องคู่ขนาน (Parallel Narratives)

ตัดต่อโดย Eiji Ooi, แต่ขึ้นชื่อในเครดิต Hideji Ooi, 大井英史 ขาประจำผู้กำกับ Mikio Naruse ตั้งแต่ Wife (1953) จนถึง Scattered Clouds (1967)

การดำเนินเรื่องของหนัง มักสลับกลับไปกลับมาระหว่าง Yumiko และ Shiro Mishima เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราว/พบเห็นมุมมองของทั้งสองตัวละคร ต่างคนต่างได้รับผลกระทบจากโศกนาฎกรรม แม้ไม่ได้อยากพบเจอหน้า แต่ก็มักเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา จนท้ายที่สุดสามารถคลายความโกรธ-รังเกียจ-เคียดแค้น และให้การยินยอมรับกันและกัน

  • ผลกระทบจากโศกนาฎกรรม
    • Yumiko กับสามี กำลังจะมีอนาคตสดใส จนกระทั่งเขาถูกรถชนเสียชีวิต
    • Shiro เดินทางมาเคารพ กลับไปที่ทำงานถูกสั่งย้าย แฟนสาวบอกเลิกรา ศาลพิพากษาว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ต้องโทษทัณฑ์ใดๆ
    • Yumiko และพี่สะใภ้เดินทางไปหน่วยงานราชการ รับฟังค่าชดเชยของรัฐ จากนั้นนัดพบเจอ Shiro ยืนกรานจ่ายค่าเสียหาย
    • Shiro มาเยี่ยมเยียน Yumiko วันที่เธอคลอดบุตร ก่อนออกเดินทางสู่ Towada, Aomori
    • Yumiko ปรับเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ตัดสลับกับปัญหาที่ทำงานของ Shiro
    • Yumiko ได้รับจดหมายจากครอบครัวสามี ถูกขับไล่ออกจากทะเบียนบ้าน
  • Yumiko เดินทางกลับบ้าน
    • Yumiko นัดพบเจอ ดื่มกาแฟกับ Shiro บอกกับเขาว่าไม่ต้องจำเป็นต้องจ่ายเงินอีกต่อไป
    • Yumiko เดินทางกลับบ้านที่ Lake Towada ช่วยงานโรงแรม
    • มารดาเดินทางมาเยี่ยมเยียน Shiro
    • มารดาของ Shiro เดินทางไปพูดคุย ปรับความเข้าใจกับ Yumiko แต่ไม่เป็นผลสักเท่าไหร่
    • ในงานเลี้ยง Yumiko ดื่มเหล้าเมามาย บังเอิญพบเจอ Shiro ระบายอารมณ์อัดอั้นตันใจ
    • Shiro พาลูกค้ามาท่องเที่ยวโรงแรมของ Yumiko เมื่ออยู่สองต่อสอง ก็ถึงคิวของเขาพูดความในใจออกไป
  • Shiro ถูกสั่งย้ายไป Lahore
    • Yumiko นัดพบเจอ ดื่มกาแฟกับ Shiro กล่าวคำขอโทษในสิ่งเคยพลั้งพลาดไป
    • เพื่อนของ Shiro บอกว่าอีกฝ่ายอาจถูกย้ายไปประจำอยู่ Lahore
    • Shiro บังเอิญพบเจอ Yumiko ชักชวนกันไปล่องเรือ Lake Towada
    • แล้วจู่ๆ Shiro ล้มป่วย ไข้ขึ้น ฝนตกหนัก จึงเข้าพักในโรงแรม
    • Shiro เก็บข้าวของ ร่ำลาเพื่อนร่วมงาน เตรียมย้ายไปทำงาน Lahore
    • Shiro สารภาพรักกับ Yumiko ระหว่างหาพืชพันธุ์ในผืนป่า
  • การหวนกลับมาของโศกนาฎกรรม
    • เช้าวันถัดมามีคนกระโดดทะเลสาปฆ่าตัวตาย
    • Yumiko เดินทางไปหา Shiro พากันไปยังโรงแรมห่างไกล
    • แต่ระหว่างทางพบเจออุบัติเหตุรถชน
    • ระหว่างพูดคุยสนทนา ได้ยินเสียงรถพยาบาล Yumiko ก็ไม่สามารถตอบรับรักของ Shiro
    • Shiro ขึ้นรถไฟเดินทางไป Lahore, ส่วน Yumiko ยืนเหม่อมองท้องทะเลสาป

คล้ายๆกับ Floating Clouds (1955) หนังเต็มไปด้วย ‘Time Skip’ ล่องลอยไปอย่างไม่รู้วัน-เดือน-ปีเคลื่อนผ่าน แต่ความแตกต่างของ Scattered Clouds (1967) คือการสลับเปลี่ยนมุมมองดำเนินเรื่องอย่างลื่นไหล โดยใช้การเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาเป็นจุดหมุน พบเจอกันเมื่อไหร่ก็สลับมุมมองตัวละคร … คล้ายๆการส่งไม้ผลัด แต่แค่สลับกันไปมาระหว่าง Yumiko & Shiro


เพลงประกอบโดย Tōru Takemitsu, 武満 徹 (1930-96) คีตกวีสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Hongō, Tokyo ก่อนย้ายไปเติบโตยัง Dalian, Liaoning (ประเทศจีน) ถูกบังคับเกณฑ์ทหารตั้งแต่อายุ 14 แม้ได้รับประสบการณ์อันขมขื่น แต่ทำให้มีโอกาสรับฟังเพลงตะวันตก, หลังสงครามโลกกลับมาญี่ปุ่น ทำงานในกองทัพสหรัฐ (ที่เข้ามายึดครองชั่วคราว) แม้ไม่เคยฝึกฝนการเล่นดนตรี แต่เริ่มแต่งเพลงเมื่ออายุ 16 โอบรับแนวคิดเครื่องดนตรีไฟฟ้า แนวทดลอง สไตล์ Avant-Garde ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Experimental Workshop (実験工房 อ่านว่า Jikken Kōbō) ที่พยายามผสมผสานไม่ใช่แค่ดนตรี แต่ยังสรรพเสียง และศิลปะแขนงอื่นๆคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน ทำให้มีโอกาสรับรู้จัก Kōbō Abe และ Hiroshi Teshigahara ที่ต่างก็แนวคิดทิศทางเดียวกัน โด่งดังกับระดับนานาชาติกับผลงาน Requiem for String Orchestra (1957), ทำเพลงประกอบภาพยนตร์มากมายนับไม่ถ้วน Harakiri (1962), Pitfall (1962), Pale Flower (1964), Kwaidan (1964), Woman in the Dunes (1964), The Koumiko Mystery (1965), The Face of Another (1966), Samurai Rebellion (1967), Scattered Cloud (1967), Double Suicide (1969), Dodes’ka-den (1970), Under the Blossoming Cherry Trees (1975), Ballad of Orin (1977), Empire of Passion (1978), Ran (1985), Black Rain (1989) ฯ

ผมแอบประหลาดใจไม่น้อยที่ผกก. Naruse เลือกใช้บริการ Takemitsu ขณะนั้นโด่งดังกับสไตล์เพลง Avant-Garde แต่ใช่ว่าพี่แกจะไม่สามารถประพันธ์บทเพลงทั่วๆไป เอาจริงๆจุดเริ่มต้นความสนใจด้านดนตรีมาจากบทเพลงฝรั่งเศสโคตรหวานอย่าง Parlez-moi d’amour (Tell Me About Love) … จะว่าไป Main Theme ของ Scattered Cloud (1967) ก็มีกลิ่นอายฝรั่งเศสอยู่ไม่น้อย

นั่นก็เพราะการเลือกใช้แอกคอร์เดียน (เครื่องดนตรีประจำชาติฝรั่งเศส) เป็นเครื่องดนตรีหลัก ได้ยินทีไรรู้สึกโหยหวน คร่ำครวญ เจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน คลอประกอบออร์เคสตราเครื่องสาย สร้างความเคลื่อนคล้อย จิตวิญญาณ/ก้อนเมฆล่องลอย กระจัดกระจาย ไม่มีวันหวนกลับมารวมเป็นหนึ่ง แม้การมาถึงของเครื่องเป่าลม โอโบ (บางครั้งบรรเลงเปียโน) จักทำให้ชีวิตพอมีความหวังขึ้นบ้าง แต่คนตายไม่อาจฟื้นคืน อดีตไม่มีวันย้อนกลับมา ท้ายที่สุดจึงหลงเหลือเพียงความระทม ขื่นขม

ผมเสียเวลาอยู่นานกว่าจะค้นพบว่าท่วงทำนองหลัก (Main Theme) และบทเพลงช่วงท้ายขับร้องโดย Yūzō Kayama เรียบเรียงมาจากเพลงพื้นบ้าน (Folk Song) ชื่อว่า 南部牛追唄 อ่านว่า Nanbu Ushi Oi Uta แปลอังกฤษ Nanbu Oxherd Song, ในอดีตภูมิภาค Nanbu, Aomori เลื่องชื่อเรื่องการปศุสัตว์ เลี้ยงวัวสำหรับทำไร่ไถนา ขนส่งสินค้า ออกเดินทางข้ามขุนเขา … เป็นบทเพลงสำหรับขับร้องเวลาออกเดินทางไกล อำนวยอวยพร ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

ในส่วนของเนื้อคำร้อง เหมือนว่ามันจะมีหลากหลายฉบับ ที่ได้ยินในหนังก็เวอร์ชั่นหนึ่ง หารับฟังทาง Youtube ก็มีอีกหลายเวอร์ชั่นหนึ่ง … แต่ถึงฟังคำร้องไม่รู้เรื่อง ได้ยินทีไรน้ำตาไหลพรากๆ (ลูกคอของ Yūzō Kayama คือว่าที่ตำนานอย่างแท้จริง) ไม่ใช่แค่การร่ำลาจากตัวละคร แต่ยังรวมถึงชีวาลัยของผกก. Naruse

Although provincial
The Nanbu region
Is a bountiful place
All the way from east to west

The field of Sawauchi yield 3,000 koku of rice
The rich bounty of rice
Isn’t measured with a cup
But with a straw poncho

Scattered Clouds (1967) เริ่มต้นด้วยโศกนาฎกรรม จากนั้นนำเสนอผลกระทบติดตามมาของทั้งผู้ก่อเหตุ (Shiro) และผู้เสียหาย (Yumiko) ต่างฝ่ายต่างสูญเสียบางสิ่งอย่าง ต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ กว่าจักสามารถยินยอมรับ ปรับตัว ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาเลวร้าย ลุกขึ้นมาเริ่มต้นชีวิตใหม่

ถ้าหนังเรื่องนี้สร้างโดยชาติตะวันตก มันไม่มีทางที่คนสองจะอยู่นิ่งเฉย พบเจอกันเมื่อไหร่ต้องระเบิดอารมณ์ ระบายความอัดอั้นออกมา, แต่พอเป็นชาวญี่ปุ่นที่มีความสงบเสงี่ยม รู้จักควบคุมตนเอง พวกเขาจึงมักเก็บกดความรู้สึก ซุกซ่อนความเจ็บปวดรวดร้าวภายใน ถ้าไม่ดื่มสุราเมามาย ย่อมไม่มีทางพูดบอก แสดงออก กล่าวความในใจออกมา

แต่ไม่ว่าจะวิธีการของตะวันตก-ตะวันออก ระบายอารมณ์-เก็บซ่อนความรู้สึก ล้วนไม่สามารถทำให้บุคคลนั้นก้าวผ่านโศกนาฎกรรมได้โดยง่าย เพียงกาลเวลาเยียวยารักษาแผลใจ และเรียนรู้จักทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝั่งฝ่าย ไม่ใช่แค่ตัวเราประสบความสูญเสีย

ผลงานในยุคบั้นปลาย (Later Years หรือ Post Post-War) ของผกก. Naruse มักนำเอาแนวคิด หลายๆสิ่งอย่างที่เคยรังสรรค์ มาขยับขยาย ปรับเปลี่ยนมุมมอง ในทิศทางกลับตารปัตรตรงกันข้าม, อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ต้น Scattered Clouds (1967) ผมให้คำนิยามภาพยนตร์ ‘เฉี่ยวเกลียด’ ตรงกันข้าม Floating Clouds (1955) ที่เรียกว่า ‘เฉี่ยวรัก’

  • Floating Clouds (1955) แรกพบเจอตกหลุมรัก แต่หลังสงครามโลกทำให้ทั้งสองมิอาจครองคู่อยู่ร่วม เพียงเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา เติมเต็มความต้องการของกันและกันบางครั้งครา ก่อนท้ายที่สุดมีเหตุให้ต้องแยกจากกันชั่วนิรันดร์ ตกอยู่ในความสิ้นหวัง
  • Scattered Clouds (1967) แรกพบเจอเต็มไปด้วยความโกรธ-รังเกียจ-เคียดแค้น พยายามขับไล่ ผลักไส ไม่ต้องการพบเจอหน้า โชคชะตาทำให้ทั้งสองเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา จนคลายความเกลียดชัง ยกโทษให้อภัยอีกฝั่งฝ่าย แม้ตอนจบจะมิอาจครองคู่อยู่รวม ก็จากลาด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง

ตัวหนังเองก็มีลีลาดำเนินเรื่อง ตัดสลับกลับไปกลับมาระหว่างสองตัวละคร นำเสนอมุมมองสองฟากฝั่ง และตรงกึ่งกลางทุกสิ่งอย่างจักพลิกกลับตารปัตรตรงกันข้าม … นั่นคือเหตุผลที่ระหว่างรับชม ผมโคตรอกสั่นขวัญแขวน หวาดกลัวว่าตอนจบ เหตุการณ์โศกนาฎกรรมมันอาจย้อนรอย หวนกลับมาบังเกิดขึ้น เริ่มต้น-สิ้นสุดหวนกลับสู่สามัญ

ถ้าเกิดว่า Scattered Clouds (1967) ไม่ใช่ผลงานเรื่องสุดท้าย มันก็อาจมีตอนจบอันห่อเหี่ยว สิ้นหวัง แต่หลังจากผกก. Naruse รับรู้ว่าตนเองล้มป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายจึงไม่อยากใครเศร้าโศกเสียใจ เกิด-ตาย พบเจอ-พลัดพรากจาก มันคือวิถีแห่งชีวิต เราควรเรียนรู้ที่จะยินยอมรับสภาพเป็นจริง และจากไปด้วยรอยยิ้ม

คนที่น่าจะเข้าใจความต้องการของ Mikio Naruse มากที่สุดก็คือนักแสดงขาประจำ Hideko Takamine เคยเดินทางไปเยี่ยมเยียนช่วงเดือนสุดท้าย ประหลาดใจกับรอยยิ้ม ความช่างพูด แถมยังชวนคุยโปรเจคหนังเรื่องถัดไป (ทั้งๆที่โดยปกติผกก. Naruse เป็นคนเงียบขรึม พูดน้อย ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร)

Hide-chan? Someday, I want [to make a film] with no sets, no color, just a single white curtain as a backdrop. I’d like to show nothing but the drama itself, unfolding before a white backdrop with no impediments…. When I do this, will you act in it for me?

Mikio Naruse

ภายหลังเสียชีวิต Takamine ปฏิเสธเข้าร่วมงานศพ หรือแม้แต่เดินทางไปเคารพสุสาน เพราะไม่ต้องการจดจำภาพสุดท้าย ความตายของเขา

[I want to remember] that of the healthy-looking face with the gentle smile that I saw when I visited his house in Seijo… If I say he lives on in my heart, there is no need for me to trek shamelessly to his grave to make certain of his death.

Hideko Takamine

เมื่อตอนออกฉาย เสียงตอบรับของหนังค่อนข้างจะซบเซา แต่กาลเวลาทำให้ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ หนึ่งในผลงานชิ้นเอกทิ้งท้ายของผู้กำกับ Naruse และเป็นเพียงหนึ่งในสองเรื่อง(ของผกก. Naruse) ที่ติดชาร์ทเทศกาลหนังเมือง Busan (อีกเรื่องก็คือ Floating Clouds (1955))

  • Kinema Junpo: Top 100 best Japanese movies ever made (1999) #ติดอันดับ 78
  • เทศกาลหนังเมือง Busan: Asian Cinema 100 Ranking (2015) #ติดอันดับ 54

ปัจจุบันหนังยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ ฉบับที่ผมรับชมมาจากคอลเลคชั่น Mikio Naruse – 5 films ของค่าย Carlotta Film (ฝรั่งเศส) ประกอบด้วย Sound of the Mountain (1954), Flowing (1956), When a Woman Ascends the Stairs (1960), Yearning (1964) และ Scattered Clouds (1967)

ส่วนตัวมีความชื่นชอบ Scattered Clouds (1967) ตั้งแต่ฉากแรกๆ นางเอกสวย บรรยากาศโรแมนติก ดำเนินเรื่องด้วยสัมผัสกวีภาพยนตร์ แต่การมาถึงของโศกนาฎกรรม บดขยี้หัวใจแหลกละเอียด … ในบรรดาผลงานของผกก. Naruse นอกจาก Floating Clouds (1955) ก็มีเรื่องนี้แหละที่อารมณ์ขึ้นสุดลงสุดตั้งแต่สิบนาทีแรก

หลังจากรับชมไปเรื่อยๆ ตระหนักว่าหนังนำเสนอมุมมองกลับตารปัตรตรงกันข้ามกับ Floating Clouds (1955) หัวใจแหลกละเอียด ค่อยๆแปะติดปะต่อ ประกอบขึ้นรูปใหม่ นั่นทำให้ผมเกิดความหลงใหล คลุ้มคลั่งไคล้ จากลาผู้กำกับ Naruse ด้วยรอยยิ้ม อิ่มอกอิ่มใจ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” นี่ไม่ใช่แค่ผลงานสั่งลาของผกก. Naruse ยังมีเรื่องราวที่สร้างขวัญ กำลังใจ ให้กับผู้ประสบหายนะ โศกนาฎกรรม สูญเสียสมาชิกในครอบครัว แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์เลวร้าย แต่กาลเวลาจักช่วยเยียวยารักษาแผลใจ ยิ้มสู้เข้าไว้ ตราบยังมีลมหายใจ ย่อมสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่

ผมเคยตั้งใจที่จะให้ Departures (2008) คือบทความสุดท้ายของ raremeat.blog แต่หลังจากได้รับชมหนังเรื่องนี้ จู่ๆตระหนักขึ้นได้ว่ามีความเหมาะสมยิ่งกว่า เพราะเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการปรับตัวภายหลังโศกนาฎกรรม = หวังว่าผู้ติดตามจะสามารถสู้ชีวิตต่อไปหลังบล็อคนี้ปิดตัวลง ขอให้โชคดีมีชัย อนาคตสักวัน ชาติภพถัดไปเราคงได้พบเจอกันอีก

Don’t cry because it’s over, smile because it happened.

Dr. Seuss

จัดเรต 15+ กับการจมปลักอยู่กับโศกนาฎกรรม

คำโปรย | Scattered Clouds ผลงานสวอนซองของผู้กำกับ Mikio Naruse ที่จักทำลายหัวใจผู้ชมแหลกละเอียด แล้วค่อยๆแปะติดปะต่อ ประกอบขึ้นรูปได้อีกครั้ง
คุณภาพ |
ส่วนตัว |


MEAT Category: , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)