
Departures (2008)
: Yōjirō Takita ♥♥♥♥♥
ความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพียงการร่ำลาเพื่อเริ่มต้นออกเดินทางครั้งใหม่ raremeat.blog ก็เฉกเช่นเดียวกัน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
ผมตั้งใจที่จะให้ Departures (2008) คือบทความสุดท้ายของ rearmeat.blog มาตั้งแต่เริ่มต้นเขียน pk (2014) เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอพิธีกรรมแห่งความตาย おくりびと, Okuribito แปลว่า One who sends off แต่งหน้าทำผม แต่งองค์ทรงเครื่อง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ก่อนบอกร่ำลากันครั้งสุดท้าย และจากไปด้วยความสงบงาม
มีภาพยนตร์เกี่ยวกับความตาย/การจากลา ที่น่าสนใจอยู่หลายๆเรื่อง อาทิ Ikiru (1950), The Seventh Seal (1957), The Funeral (1984), Maborosi (1995), After Life (1998), Colorful (2010) ฯลฯ หรือหนังของผู้กำกับ ‘auteur’ รังสรรค์สร้างผลงาน(ตั้งใจให้เป็น)เรื่องสุดท้ายอย่างมีสไตล์ อาทิ Limelight (1952), Imitation of Life (1959), An Autumn Afternoon (1962), All That Jazz (1979), Veronika Voss (1982), Agantuk (1991), Madadayo (1993) ฯลฯ
การเลือก Departures (2008) มันบ่งบอกอะไรๆในตัวเองเยอะอยู่นะครับ ผมไม่ใช่คนประเภทหิวแสง โหยหาเงินทอง ชื่อเสียงดังกึกก้อง โลกต้องแซ่ซ้องสรรเสริญ แค่อยากจากไปอย่างเงียบสงบ หมดทุกข์หมดโศก ไม่มีอะไรติดค้างคาใจ แม้หนังดีๆยังอีกมากมาย แต่ชีวิตคนนั้นแสนสั้น เหนื่อยก็พัก คลายความหมกมุ่น พึงใจในสิ่งที่มี ได้แค่นี้ก็เพียงพอแล้วละ
ตั้งแต่ที่หนังออกฉายและได้รับชมในลิโด้/สกาล่า แทบทุกปีผมต้องหา Departures (2008) มาระบายคราบน้ำตา จนเมื่อเริ่มทำ rearmet.blog เมื่อปี 2015 ก็ตั้งใจว่าเมื่อไหร่สามารถทำเข้าใจภาพยนตร์ในระดับสูง ค่อยหาโอกาสหวนกลับมาเชยชมอีกสักครั้ง … จนถึงวันที่เขียนบทความนี้ประมาณปีที่ 7-8 บอกเลยว่าพบเห็นหลายๆอย่างคาดไม่ถึง!
แม้เรื่องราวอาจตื้นเขินคาดเดาไม่ยากเท่าไหร่ การแสดงดูแข็งๆ ปฏิกิริยาแรงๆเหมือนมังงะ/อนิเมะ แต่นั่นคือสไตล์ของผู้กำกับ Yōjirō Takita สอดแทรกอารมณ์ขันเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียด (ผมไม่เคยรับชมผลงานอื่น แต่ก็ตระหนักถึงลายเซ็นต์ผู้กำกับได้ไม่ยาก) ที่ต้องชื่นชมเลยก็คือการถ่ายภาพของ Takeshi Hamada มีการจัดเฟรมที่แฝงนัยยะอย่างลุ่มลึกซึ้ง และเพลงประกอบโดย Joe Hisaishi สั่นสะท้าน ตราตรึงถึงทรวงใน นี่คือผลงานงดงามทรงคุณค่า สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติผู้ชม แนวคิดเกี่ยวกับความตาย มอบรอยยิ้มอิ่มสุขพร้อมคราบน้ำตาเอ่อล้นออกจากจิตวิญญาณ
Nōkanshi, 納棺師 หรือ Yukanshi, 湯灌師 คำเรียกพิธีทำศพของญี่ปุ่น เป็นวิถีความเชื่อทางวัฒนธรรมของคนต่างจังหวัด ประกอบด้วยการเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ทำความสะอาดร่างกายศพ ยัดสำลีใส่จมูกและปาก แต่งหน้าทำผม จากนั้นนำใส่ในโลงศพ เพื่อให้ญาติบอกร่ำลาครั้งสุดท้าย ก่อนเริ่มต้นพิธีกรรมทางศาสนา
เกร็ด: ว่ากันว่า nōkan น่าจะมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ยุคสมัย Feudal Era (ค.ศ. 1185-1600) โดยบุคคลที่เป็นสัปเหร่อจะถูกมองว่าไม่สะอาด (unclean) น่ารังเกียจขยะแขยง ห้ามคนทั่วไปสัมผัสจับต้อง จึงมักแยกตัวออกจากสังคม
จุดเริ่มต้นของ Departure (2008) เกิดจากนักแสดงนำ Masahiro Motoki เมื่อช่วงต้นทศวรรษ 90s ร่วมทริปผองเพื่อนท่องเที่ยวอินเดีย ระหว่างเดินทางมาถึงเมืองพาราณสี พบเห็นพิธีศพที่มีผู้เข้าร่วมมากมาย หลังเผาร่างผู้เสียชีวิตจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน นำไปล่องลอยอังคารในแม่น้ำคงคา, เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความประทับทรวงในต่อ Motoki เมื่อกลับมาญี่ปุ่นเลยค้นคว้าหาอ่านหนังสือเกี่ยวกับพิธีกรรมความตาย หนึ่งในนั้นคือจดบันทึกอัตชีวประวัติ Nōkanfu Nikki (1993) ชื่อภาษาอังกฤษ Coffinman: The Journal of a Buddhist Mortician แต่งโดย Shinmon Aoki (เกิดปี 1937) ซึ่งเคยทำงานสัปเหร่อในช่วงทศวรรษ 1970s
Motoki พยายามนำเสนอ Coffinman ต่อหลายๆสตูดิโอใหญ่ แต่ก็ค้นพบว่าความตายเป็นประเด็นต้องห้าม ยังมีความอ่อนไหวในญี่ปุ่น จึงแทบไม่มีค่ายไหนยินยอมตอบตกลง จนกระทั่งได้พบเจอสองโปรดิวเซอร์ Yasuhiro Mase, Toshiaki Nakazawa อาสาสรรหาทุนสร้างจากหลายๆแหล่ง
ความที่เรื่องราวเป็นประเด็นต้องห้าม นักเขียนส่วนใหญ่จึงบอกปัดปฏิเสธไม่ต้องการดัดแปลงบทภาพยนตร์ ด้วยเหตุนี้โปรดิวเซอร์เลยลองติดต่อ Kundō Koyama (เกิดปี 1964) มีชื่อเสียงจากเขียนบทรายการโทรทัศน์ Iron Chef (1993-2002) และซีรีย์ตลก The Perfect Manual (2003), ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยพัฒนาบทภาพยนตร์มาก่อน Departures (2008) คือผลงานแรกแจ้งเกิดก็ว่าได้
สำหรับผู้กำกับก็เฉกเช่นกัน ไม่มีใครอยากจับประเด็นต้องห้ามเกี่ยวกับความตาย จนกระทั่งโปรดิวเซอร์ Nakazawa ลองยื่นบทร่างแรกให้ผู้กำกับ Yōjirō Takita ช่วงปี 2006 ได้รับคำตอบตกลงโดยทันที
I wanted to make a film from the perspective of a person who deals with something so universal and yet is looked down upon, and even discriminated against.
Yōjirō Takita
Yōjirō Takita, 滝田 洋二郎 (เกิดปี ค.ศ. 1955) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Takaoka, Toyama เข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ สตูดิโอ Mukai Productions เริ่มมีชื่อเสียงจาก ‘pink film’ แฟนไชร์ Molester’s Train (1982-) พอเปลี่ยนมากำกับหนังกระแสหลัก (Mainstream) ได้รับคำชมล้นหลามจาก Comic Magazine (1986), Onmyōji (2001), When the Last Sword Is Drawn (2003) ** คว้ารางวัล Japanese Academy Prize: Best Film
เมื่อ Takita เข้ามาคุมบังเหียรโปรเจคนี้ ได้ขอให้ Takita โยนทิ้งประเด็นศาสนาที่อยู่ใน Coffinman รวมถึงปรับเปลี่ยนเรื่องราวเครียดๆ ใส่ความบันเทิง เสียงดนตรี (เชลโล่) สร้างความขบขัน ให้สามารถเข้าถึงผู้ชมวงกว้าง (Mainstream) และครุ่นคิดตอนจบขึ้นใหม่แบบ Happy Ending พร้อมสอดแทรกข้อคิดเกี่ยวกับการยกโทษให้อภัย
เกร็ด: ชื่อหนังภาษาญี่ปุ่น Okuribito (เป็นคำสุภาพกว่า nōkanshi) มาจากคำว่า Okuru (แปลว่า to send off) ผสมกับ hito (แปลว่า person) รวมแล้วหมายถึง สัปเหร่อ บุคคลทำศพ ส่งคนตายไปสู่สุขคติ
หลังการยุบวงออร์เคสตราของนักเชลโล่หนุ่ม Daigo Kobayashi (รับบทโดย Masahiro Motoki) ร่วมกับภรรยา Mika (รับบทโดย Ryōko Hirosue) ตัดสินใจออกเดินทางจาก Tokyo กลับบ้านเกิดยัง Yamagata อาศัยอยู่ในคาเฟ่ที่บิดาทอดทิ้งให้มารดาตั้งแต่เขาอายุ 6 ขวบ (พ่อหนีไปอยู่กับชู้รัก ส่วนแม่เสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน)
ระหว่างกำลังมองหางานใหม่ Daigo พบเจอประกาศในหนังสือพิมพ์ ‘ผู้ช่วยออกเดินทาง’ ครุ่นคิดว่าคงเกี่ยวกับบริษัททำทัวร์ แต่เมื่อพบเจอหัวหน้า Sasaki (รับบทโดย Tsutomu Yamazaki) ถึงรับทราบว่าแท้จริงแล้วคือ Nōkanshi ผู้ช่วยส่งคนตายไปสู่สุขคติ นั่นทำให้เขาพยายามปฏิเสธเสียงขันแข็ง แต่เพราะรับเงินค่าจ้างล่วงหน้ามาแล้ว เลยกล้ำกลืนยินยอมฝืนตอบตกลง ปฏิเสธพูดบอกความจริงต่อภรรยา อดรนทนต่ออาชีพที่ถูกตีตราต้องห้ามในสังคม
Masahiro Motoki, 本木 雅弘 (เกิดปี ค.ศ. 1965) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Okegawa, Saitama ครอบครัวเป็นเกษตรกร มีพี่น้องสามคน เข้าสู่วงการจากนักแสดงละครดราม่า ติดตามด้วยเป็นสมาชิกบอยแบน Shibugakitai (1982-88) หลังยุบวงผันตัวเป็นนักแสดง Fancy Dance (1989), Sumo Do, Sumo Don’t (1992), The Bird People in China (1998), Departures (2008) ฯ
รับบท Daigo Kobayashi หลังจากเติมเต็มความฝันได้เป็นนักเชลโล่ประจำวงออร์เคสตรา แต่มีโอกาสแสดงคอนเสิร์ตไม่กี่ครั้งก็ถูกยุบวง ทำให้สูญเสียสิ้นความเชื่อมั่นในตนเอง เลยตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด Yamagata จับพลัดจับพลูได้ทำงาน nōkan ช่วงแรกๆก็ไม่สามารถยินยอมอาชีพนี้ ครุ่นคิดจะลาออกหลายครั้ง กระทั่งได้พบเห็นความงดงามของพิธีกรรม เลยเกิดความมุ่งมั่นสืบสานต่อ แม้ภรรยาจะปฏิเสธต่อต้านหัวชนฝา
ตัวละคร Daigo มีความเป็น ‘stereotype’ ของชายชาวญี่ปุ่น เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงในเกียรติ ศักดิ์ศรี ความเป็นลูกผู้ชาย ภายนอกพยายามทำตัวเข้มแข็งแกร่ง ต้องการเป็นช้างเท้าหน้าครอบครัว แบกรับภาระทุกสิ่งอย่างด้วยตนเอง ปฏิเสธพูดคุยปัญหาบางอย่างกับภรรยา จนเมื่อความจริงเป็นที่ประจักษ์ ต่อให้รักขนาดไหนก็ใช่ว่าเธอจะสามารถยินยอมรับทุกสิ่งอย่าง
Motoki สร้างชื่อในฐานะนักแสดง ‘realist’ มีความหนักแน่น จริงจัง ฝึกฝนเชลโล่/พิธีกรรม nōkan จนเกิดความเชื่อมั่นถึงยินยอมเข้าฉากถ่ายทำ แต่ไดเรคชั่นของภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามทำให้เขาดูเหมือนตัวตลก หลายครั้งแสดงปฏิกิริยาออกมาเว่อเกินจริง Over-Acting คล้ายๆแบบมังงะ/อนิเมะ (ที่มักแสดงท่าทางเว่อๆเมื่อตกใจ ขยะแขยง หวาดสะพรึงกลัว ฯ) จนกระทั่งเมื่อตัวละครค้นพบตนเอง/เป้าหมายชีวิต ถึงสามารถแสดงความเข้มแข็งแกร่ง ภาคภูมิในอาชีพการงาน
ผมประทับใจไดเรคชั่นตัวละครนี้มากๆ เพราะการเริ่มต้นด้วยปฏิกิริยาตลกขบขัน ทำให้ผู้ชมรู้สึกสนิทชิดใกล้ อยากเป็นกำลังใจให้เขาเรียนรู้ เติบโต ติดตามไปจนสามารถค้นพบเป้าหมายชีวิต แม้ระหว่างทางมันอาจต้องแลกมาด้วยบางสิ่งอย่าง แต่ท้ายที่สุดเมื่อความเข้าใจผิดได้รับการแก้ไข ตอนจบแบบ Happy Ending จักสร้างความอิ่มเอิม ภาคภูมิใจ … พัฒนาการตัวละครลักษณะนี้ ทำให้ความหวาดกลัวต่อประเด็นต้องห้าม/สัปเหร่อลดน้อยลง จนสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อ nōkan ไปโดยสิ้นเชิง
Ryōko Hirosue, 広末涼子 (เกิดปี ค.ศ. 1980) นักร้อง/นักแสดง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kōchi วัยเด็กมีนิสัยแก่นแก้ว ชื่นชอบเล่นโรลเลอร์สเก็ต กีฬากระโดดสูง พออายุ 14 เข้าร่วมการประกวดนางแบบครีมล้างหน้า Clearasil คว้ารางวัล Grand Prix เลยได้รับโอกาสเล่นโฆษณา ตามด้วยละครดราม่า ภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิด 20th Century Nostalgia (1997) คว้ารางวัล Japan Academy Prize : Newcomer of the Year, Poppoya (1999), Himitsu (1999), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Wasabi (2001), Departures (2008) ฯลฯ
รับบท Mika ภรรยายังสาว ทำงานออนไลน์ รับออกแบบเว็บไซด์ เพราะรักสามีมากๆจึงยินยอมเป็นช้างเท้าหลัง พร้อมให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุน เสียสละทุกสิ่งอย่างในชีวิต ถึงขนาดยินยอมติดตามมาอยู่ยังชนบทห่างไกล จนกระทั่งเมื่อรับรู้ว่าเขาแอบทำงานเป็นสัปเหร่อ ก็มิอาจอดรนทนได้อีกต่อไป
ในตอนแรกผู้กำกับ Takita อยากได้นักแสดงหญิงรุ่นราวคราวเดียวกับ Motoki แต่ตัดสินใจเลือก Hirosue ที่อายุน้อยกว่าหลายปี เหตุผลหนึ่งเพราะก่อนหน้านี้เคยร่วมงานภาพยนตร์ Himitsu (1999) และให้คำอธิบายว่าภรรยาอายุน้อยกว่า จะมีความน่าเชื่อถือในการเป็นช้างเท้าหลัง ยินยอมติดตามสามีสู่ชนบท สามารถปรับเปลี่ยนตนเอง และให้การยินยอมรับเมื่อพบเห็นคุณค่าของอาชีพ nōkan
ผมเพิ่งพบว่าดวงตาทั้งสองข้างของ Hirosue มีขนาดไม่เท่ากัน O-o แต่นั่นถือเป็นจุดโดดเด่น เพราะผู้ชมที่สังเกตเห็นจะตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการแสดงออกภายนอก เต็มไปด้วยรอยยิ้ม สนุกสนานเฮฮา มองโลกแง่ดีตลอดเวลา ตรงกันข้ามความรู้สึกแท้จริงภายใน ดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ระทมทุกข์ทรมานใจ การเสียสละใดๆของเธอไม่เคยเข้าถึงสามัญสำนึกของสามีเลยสักครั้ง
สำหรับไฮไลท์ด้านการแสดง หาใช่ตอนที่ตัวละครพูดพร่ำ แสดงความคิกขุอาโนเนะ ปกปิดซุกซ่อนเร้นความรู้สึกแท้จริงไว้ภายใน แต่คือระหว่างพบเห็นพิธีกรรมทำศพของสามี จากเคยเต็มไปด้วยอาการขยะแขยง น่ารังเกียจ ค่อยๆตระหนักว่ามันเป็นงานที่มีเกียรติ ทรงคุณค่า น่าภาคภูมิใจอย่างที่สุด น่าเสียดายที่นั่นยังไม่เพียงพอให้เธอคว้า Japan Academy Prize: Best Actress เป็นนักแสดงหลักคนเดียวที่พลาดรางวัลไป
แต่เอาจริงๆผมรู้สึกว่าตัวละครนี้อุดมคติเกินไปนิด เพราะผู้หญิงสมัยนี้มีความเป็นตัวของตนเองสูงมากๆ หายากจะยินยอมศิโรราบแทบเท้าบุรุษ (แต่สังคมญี่ปุ่นยังคงลักษณะผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง แม้ในยุคสมัยปัจจุบันก็ยังเปลี่ยนแปลงไม่มากเท่าไหร่) หรือความสามารถในการยินยอมรับอาชีพ nōkan ปากพูดง่าย คีย์บอร์ดพิมพ์แปปเดียว แต่เอาเข้าจริงล้วนพยายามตีตนออกห่างไกลทั้งนั้น (นี่คือลักษณะหนึ่งของ Racism นะครับ)
Tsutomu Yamazaki, 山崎 努 (เกิดปี ค.ศ. 1936) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Matsudo, Chiba ฝึกฝนการแสดงยัง Haiyuza Theatre Company จากนั้นมีผลงานละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Daigaku no sanzôkutachi (1960), เคยร่วมงานผู้กำกับ Akira Kurosawa อาทิ High and Low (1963), Red Beard (1965), Kagemusha (1980), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Funeral (1984), Farewell to the Ark (1984), Tampopo (1985), Departures (2008) ฯลฯ
รับบท Sasaki ประธานบริษัท NK Agent เริ่มกิจการหลังภรรยาเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน กำลังมองหาคนสืบต่อกิจการเลยทำโฆษณารับสมัครงานผ่านหนังสือพิมพ์ จับพลัดจับพลูได้ลูกจ้าง Daigo Kobayashi ใช้เงินลวงล่อจนเขาติดกับ ไม่เคยพูดบอกให้คำแนะนำอะไร เพียงแสดงให้เห็นว่าอาชีพนี้คือโชคชะตาฟ้าลิขิต ตราบยังมีชีวิตก็ใช้มันอย่างเต็มที่
Yamazaki คือตัวเลือกเดียวของผู้กำกับ Takita เพราะความประทับใจจากภาพยนตร์ The Funeral (1984) (เกี่ยวกับงานศพตามประเพณีญี่ปุ่น แต่เป็นแนว Comedy) และก่อนหน้านี้เคยร่วมงานเรื่อง We Are Not Alone (1993)
เห็นว่า Yamazaki ไม่เคยเข้าร่วม/พบเห็นพิธีกรรม nōkan แต่ก็ศึกษาวิธีการจากคู่มือและวีดีโอ (ส่วนใหญ่จะเป็น Motoki ที่ถือว่ามีความเชี่ยวชาญ ฝึกฝนจนชำนาญ) ส่วนการแสดงต้องชมเลยว่าพูดน้อยต่อยหนัก เต็มไปด้วยข้อคิด มีความเฉียบคมคาย แล้วใช้สีหน้าเคร่งขรึม บูดบึ้งตึงตลอดเวลา ซุกซ่อนเร้นตัวตนได้อย่างลุ่มลึกล้ำ ไม่ยินยอมเปิดเผยความครุ่นคิดออกมาโดยง่ายดาย
ถ่ายภาพโดย Takeshi Hamada, 濱田 武 (เกิดปี ค.ศ. 1951) ตากล้องสัญชาติญี่ปุ่น ผลงานเด่นๆ อาทิ Made in Japan (1993), Blood and Bones (2004), Departures (2008) ฯ
มองผิวเผินงานภาพของหนังอาจไม่ได้ดูหวือหวา น่าตื่นเต้น เทคนิคแปลกใหม่ แต่ก็มีไดเรคชั่นที่ชวนให้ขบครุ่นคิด มีความลุ่มลึกน่าหลงใหล เต็มไปด้วยรายละเอียดเชิงสัญลักษณ์ (แฝงปรัชญา) อยู่พอสมควร
เรื่องราวของ Coffinman มีพื้นหลังยัง Toyama (บ้านเกิดของผู้แต่ง Shinmon Aoki) แต่หนังเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำ Sakata, Yamagata (เหตุผลเพราะ Nōkan Association มีสาขาอยู่ที่ Sakata) ซึ่งขัดต่อความต้องการของ Aoki รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนเนื้อหาหลายๆส่วนจากหนังสือ จึงปฏิเสธมอบลิขสิทธิ์ดัดแปลง แต่ก็อนุญาตให้ใช้ชื่อหนัง Okuribito รวมถึงพัฒนาเรื่องราวที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องใดๆกับต้นฉบับ … ด้วยเหตุนี้ในเครดิตจึงไม่ปรากฎ Story By Shinmon Aoki
ด้วยเหตุที่ความตายและพิธีศพ ถือเป็นประเด็นต้องห้ามของชาวญี่ปุ่น จึงไม่มีใครไหนไหนยินยอมอนุญาตให้ใช้สถานที่ถ่ายทำ ทีมงานเลยต้องมองหาบ้านร้าง บ้านเช่า (ต้องถ่ายทำนอกเวลางานด้วยนะ) แถมพอข่าวการใช้สถานที่แห่งนั้นๆไปเข้าหูชาวเมือง ก็จะถูกตีตราว่าร้าย ไม่มีใครให้ความสนใจเช่า-ซื้ออีกต่อไป … รุนแรงขนาดนั้นเชียวนะ!
ออร์เคสตรา คือการแสดงดนตรีที่มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ชนชั้นสูง โดยเฉพาะ Beethoven: Symphony No. 9 ท่วงทำนองจะค่อยๆไต่ไล่ระดับ ราวกับนำพาผู้ฟังขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ในบริบทของหนังสามารถสื่อถึงการเติมเต็มความเพ้อฝันของ Daigo ได้เป็นนักเชลโล่คอนเสิร์ต เรียกว่าจุดสูงสุดของชีวิต
นี่เป็นส่วนที่ไม่มีอยู่ในต้นฉบับ Coffinman เพิ่มเติมเข้ามาโดยผู้กำกับ Takita ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบในเชิงมหภาค-จุลภาค วงออร์เคสตราทำการแสดงบนเวที=สัปเหร่อประกอบพิธีทำศพ, ผู้ชมคอนเสิร์ต=ครอบครัวญาติพี่น้อง (ที่จับจ้องมองพิธีทำศพแทบไม่กระพริบสายตา), รับฟังเพลงคลาสสิกมอบสัมผัสราวกับขึ้นสู่สรวงสวรรค์=ส่งวิญญาณผู้ตายไปสู่สุขคติ
เกร็ด: วงออร์เคสตราในหนังประกอบด้วย Tokyo Metropolitan Symphony Orchestras และ NHK Symphony Orchestras

มันมีร้อยพันแปดวิธีในการนำเสนอฉาก ‘ยุบวง’ แต่เหมือนว่าสมาชิกวงออร์เคสตราแทบทุกคนต่างรับรู้สิ่งกำลังจะเกิดขึ้นหลังคอนเสิร์ตครั้งนี้ ยกเว้นเพียง Daigo ที่แสดงปฏิกิริยาคาดไม่ถึง ตกตะลึงงัน (ทำออกมาให้ดูขบขันแทนที่จะรู้สึกหมดสิ้นหวัง) แล้วคนอื่นๆเก็บข้าวของ เดินออกจากห้องอย่างเงียบงัน โดยไม่มีใครโวยวายอะไรทั้งนั้น … เป็นไปได้ยังไงกัน?

หลังกลับมาอพาร์ทเม้นท์ที่ Tokyo สังเกตว่าแสงในห้องมีสีเหลืองทอง ราวกับถ่ายทำตอน Golden Hour ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่ยังมีความสว่างหลงเหลืออยู่อีกไม่กี่นาที สามารถสื่อถึงความเพ้อฝันในการเป็นนักเชลโล่คอนเสิร์ตของ Daigo ที่ได้จบสิ้นลงไปแล้ว แต่ยังคงเหลือภาระเชลโล่ราคาหลักแสนตัวนี้ ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันดี
อีกสิ่งหนึ่งในอพาร์ทเม้นท์หลังนี้ที่น่าสนใจ คือหน้าต่างบานเกล็ดมีลักษณะเหมือนกรงขัง สื่อถึงพันธนาการบางอย่างที่ยังคงฉุดเหนี่ยวรั้ง Daigo นั่นคือความเชลโล่ตัวนี้ ที่ยังไม่สามารถปลดปล่อยวาง ทอดทิ้งมันลงได้

ปลาหมึกตัวนี้แม้ว่าจะตายกลายเป็นศพไปแล้ว แต่มันกลับยังสามารถขยับเคลื่อนไหว (เป็นกลไกอัตโนมัติของร่างกาย) ราวกับต้องการมีชีวิตต่อไป นั่นทำให้ Daigo ฉุกครุ่นคิดถึงตนเอง แม้ถูกยุบวงออร์เคสตราก็ไม่ได้แปลว่าทุกสิ่งอย่างดับสิ้นสูญ ซึ่งนี่คือเนื้อหาสาระ/ใจความสำคัญของหนัง ‘ตราบยังมีลมหายใจ ก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนต่อไป’
หลังจากครุ่นคิดได้เช่นนั้น Daigo จึงตัดสินใจ(ด้วยตนเอง)แล้วบอกกับภรรยาว่าจะขายเชลโล่ และออกเดินทางกลับบ้านที่ Yamagata เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

ร้านรับซื้อ-ขายเครื่องดนตรี สังเกตว่ามีกระจกบานใหญ่อยู่ด้านหลัง ใช้สะท้อนตัวตน/จิตวิญญาณของ Daigo ที่สามารถคลายความหมกมุ่นยึดติด ปล่อยวางความเพ้อฝัน ปลดหนี้ขายคืนเชลโล่ตัวนี้ ดิ้นหลุดพ้นพันธนาการเหนี่ยวรั้ง ได้รับอิสรภาพในการครุ่นคิดตัดสินใจ พร้อมแล้วจะมองหาเป้าหมาย/เริ่มต้นชีวิตใหม่

Kobayashis’ Café มีชื่อว่า Concerto (コンチェルト) ตั้งอยู่ที่ Kaminoyama ก่อนหน้านี้คือร้านเสริมสวย (beauty salon) ปิดกิจการไปแล้ว ทีมงานต้องขนแผ่นคลั่งจาก Tokyo เพื่อใช้ตกแต่งสถานที่แห่งนี้ สะท้อนรสนิยมหลงใหลบทเพลงคลาสสิกของบิดา (ของ Daigo)


ช็อตที่ Daigo เดินทางไปสมัครงานที่ NK Agent กล้องวางลงบนพื้นถนน พบเห็นเขาค่อยๆก้าวเดินมาจากจุดตกต่ำสุดของชีวิต และได้ค้นพบสถานที่ที่ราวกับสรวงสวรรค์ของจิตวิญญาณ
เกร็ด: สำนักงาน NK Agent เป็นตึกเก่าสามชั้น สถาปัตยกรรมยุโรป ตั้งอยู่ที่ Sakata สร้างขึ้นช่วงระหว่าง Taishō periods (1880s–1920s) ก่อนหน้านี้คือภัตราคาร Kappō Obata แต่ปิดกิจการตั้งแต่ปี 1998 ขณะนั้นกลายเป็นตึกร้าง ไม่รู้เหมือนกันว่าถูกทุบทำลายหรือยัง


เมื่อเข้ามาใน NK Agent สังเกตว่าตำแหน่งของ Daigo ยืนอยู่บริเวณด้านหลังเสาไม้ลักษณะเหมือนซี่กรงขัง ในบริบทนี้สามารถสื่อถึงการยังไม่รับรู้ว่าบริษัทมาสมัครงานนี้ทำอะไร? หรือจะมองว่าคือทัศนคติต่อ nōkan ที่ไม่แตกต่างจากสังคมทั่วไป เมื่อเขารับทราบความจริงก็แสดงปฏิกิริยารุกรี้รุกรน อยากดิ้นรนหลบหนีให้ห่างไกล

สองสามครั้งที่ Daigo รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังต่อการงาน (ก่อนตระหนักถึงคุณค่าความงดงามของอาชีพนี้) เขาจะมานั่งตรงบันไดชั้นบน กล้องถ่ายจากด้านล่างพบเห็นผนังสองฟากฝั่งดูแออัด คับแคบ เหมือนการถูกบีบบังคับ สร้างแรงกดดันให้เขา ไม่รู้จะครุ่นคิดตัดสินใจ กระทำอะไรต่อไป

หลายคนอาจครุ่นคิดว่าศพคนตายในหนังคือร่างผู้เสียชีวิต หรือไม่ก็สร้างหุ่นปั้นหน้าเหมือนขึ้นมา แต่ความเป็นจริงแล้วมีการคัดเลือกนักแสดง ทดสอบหาบุคคลที่สามารถนอนแน่นิ่ง ไม่ขยับเคลื่อนไหวติงที่สุด ซึ่งก็ต้องชมเลยว่าแนบเนียน สังเกตไม่ออกเลยสักนิด! ยกเว้นเพียงเจ้าของโรงอาบน้ำ Tsuyako Yamashita เป็นบุคคลเดียวที่พบเจอขณะยังมีชีวิต จึงต้องใช้ Visual Effect ซ้อนทับใบหน้าเธอกับนักแสดงแทน
เกร็ด: ฉากนี้ถ่ายทำยัง Sakata Minato-za โรงภาพยนตร์แห่งแรกของเมือง Yamagata ปิดกิจการไปเมื่อปี 2002

ปฏิกิริยาของ Daigo เมื่อพบเห็นร่างเน่าเปื่อย ขึ้นอืด น้ำหนองไหล ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ แสดงอาการสะอิดสะเอียด ผะอืดผะอม พยายามอดกลั้นฝืน สุดท้ายก็ไม่อาจกล้ำกลืนอีกต่อไป แต่หนังนำเสนอฉากนี้ในลักษณะ Comedy เรียกเสียงหัวเราะขบขัน จับจ้องเพียงใบหน้านักแสดง ไม่มีพบเห็นความขยะแขยงของศพเลยสักช็อต (มากสุดแค่ผลไม้มีหนอนชอนไช)

โรงอาบน้ำสาธารณะ ในปัจจุบันค่อยๆเสื่อมความนิยมลงเรื่อยๆ (เพราะการแพร่หลายของออนเซน และบ้านพักส่วนใหญ่ก็มีห้องอาบน้ำส่วนตัวทั้งนั้น) แต่ความน่าสนใจของสถานที่แห่งนี้ คือยังคงวิถีดั้งเดิม ใช้ฟืนเผาไฟให้ความร้อน จะไม่สร้างความระคายเคืองให้ผู้อาบ (เป็นยังไงผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะ)
ออนเซน โรงอาบน้ำ คือสถานที่ราวกับสรวงสวรรค์ของชาวญี่ปุ่น สำหรับชำระล้างร่างกาย แล้วลงไปแช่พักผ่อนคลาย ขณะเดียวกันก็มีความสกปรกโสโครก (ระหว่างการอาบน้ำ) ซึ่งก็ไม่ต่างจากพิธีทำศพสักเท่าไหร่ แต่แค่ผู้คนไม่มีอคติต่อเจ้าของกิจการเท่านั้นเอง

เมื่อกลับมาถึงบ้าน พบเห็นเครื่องใน ศีรษะไก่ ตระเตรียมไว้ทำสุกี้ยากี้ นั่นทำให้ Daigo หวนระลึกถึงภาพความตายที่น่าขยะแขยง จนมิอาจอดกลั้นทนฝืน อ๊วกแตกอ๊วกแตน รู้สึกอับอายขายขี้หน้า คุกเข่าต่อหน้าภรรยา โอบกอดลูบไล้ ถูๆไถๆบริเวณหน้าท้อง ราวกับต้องการหวนกลับสู่ครรภ์มารดา
ผมมองฉากนี้ต่อไปถึง Sex Scene เป็นการนำเสนอมุมอ่อนแอของ Daigo ที่ขาดความหาญกล้า ไม่สามารถเผชิญหน้าความจริง จนสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง จึงต้องการหลบซุกซ่อนตัว ใช้ภรรยาเป็นเกราะกำบัง แต่นั่นก็หาใช่วิธีแก้ปัญหา แค่ระบายความอึดอัดอั้นภายในออกมาเท่านั้น … นี่เป็นการใช้ภรรยาแทนวัตถุทางเพศอย่างหนึ่งนะครับ

ยามค่ำคืนตื่นขึ้นมาดึกดื่น (หลังเสร็จกามกิจ) Daigo ลงมาปัดฝุ่นเชลโล่ตัวเก่า บรรเลงบทเพลง Main Theme พร้อมหวนระลึก/โหยหาถึงวัยเด็ก เมื่อครั้งอาศัยอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพ่อ-แม่-ลูก ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ไม่รู้ลืม แต่มันกลับเริ่มเลือนลาง เจือจาง จนแทบจดจำใบหน้าของบิดาไม่ได้อีกต่อไป


ปลาแซลมอน สัญลักษณ์คลาสสิกของการต่อสู้ดิ้นรน ในชีวิตของมันมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เมื่อตั้งครรภ์จะว่ายทวนกระแสน้ำหวนกลับสู่แหล่งกำเนิด(ต้นน้ำ) เพื่อวางไข่แล้วหมดสิ้นลมหายใจ, เรื่องราวของหนังก็มีทิศทางเช่นนั้นเปะๆ Daigo เดินทางกลับมาบ้านเกิด Yamagata เพื่อค้นหาตัวตนเอง
ปล. ทั้งสามฉากนี้ (โอบกอด/ร่วมรักภรรยา, ตื่นขึ้นมาเล่นเชลโล่ และปลาแซลมอน) ล้วนแฝงนัยยะเดียวกันถึงความต้องการหวนกลับสู่จุดเริ่มต้นของ Daigo

น่าเสียดายที่ผมไม่รู้จักขนมหวานชิ้นนี้ที่หัวหน้า(และ Daigo) ได้รับมอบหลังเสร็จสิ้นพิธีทำศพ แต่สำหรับ Daigo นี่คือช่วงเวลาแห่งการค้นพบตนเอง ปรับเปลี่ยนมุมมองทัศนคติต่ออาชีพ nōkan พร้อมแล้วที่จะออกเดินทาง (อยู่บนรถ) เพื่อเริ่มต้นวิถีชีวิตใหม่สักที

แม้ว่า Daigo จะเริ่มสามารถปรับตัวเข้ากับอาชีพการงานใหม่ แต่เขายังไม่เคยพูดบอกความจริงต่อภรรยา และปมปัญหาเรื่องบิดายังคงคั่งค้างคาใจ ซึ่งเมื่อ Mika เลือกเปิดบทเพลง(โปรดของบิดา) ภาพช็อตนี้พบเห็นเสาแบ่งแยกพวกเขาทั้งสอง นี่สะท้อนความสัมพันธ์ที่ค่อยๆแบ่งแยก แตกต่าง กำลังจะเกิดความไม่ลงรอยในอีกไม่ช้านาน (จัดแสงให้มีลักษณะ Golden Hour อีกเช่นกันนะ)

ครั้งหนึ่งเมื่อพบเจอเพื่อนเก่า Yamashita (รับบทโดย Tetta Sugimoto) สังเกตว่าร้านค้าด้านหลังส่วนใหญ่ปิดให้บริการ (อาจจะยังเช้าอยู่กระมัง) สะท้อนทัศนคติคนทั่วไปเมื่อรับรู้ว่า Daigo ประกอบอาชีพสัปเหร่อ nōkan คือพยายามปิดกั้น ต่อต้าน ตีตนออกให้ห่างไกล ไม่ยินยอมรับบุคคลหากินกับคนตาย
แซว: เหมือนว่า Sugimoto จะสวมรองเท้าเพื่อเพิ่มความสูงให้มากกว่า Motoki ด้วยกระมัง (เพื่อสื่อถึงการมองตนเองสูงส่งกว่าคนทำอาชีพสัปเหร่อ)

วีดิโอสอนทำศพ แทนที่จะบันทึกภาพมุมกว้างของพิธีกรรม สังเกตว่ากล้องกลับค่อยๆเคลื่อนเข้าหาใบหน้าของ Daigo แสดงอาการเจ็บปวด เสียวสันหลังวาป เพื่อสร้างความขบขันทั้งระหว่างตอนถ่ายทำ (ก็ในลักษณะคล้ายๆกัน) และคลายบรรยากาศตึงเครียดในฉากนี้เล็กๆ (ไม่ให้มันดูดราม่า ก่อเกิดอคติ รุนแรงเกินไป)
ความขัดแย้งระหว่าง Daigo กับ Mika ดูไม่ได้รุนแรง แสดงความเกรี้ยวกราด ฝ่ายหนึ่งสงบเงียบงันไม่พูดอธิบายใดๆ อีกฝั่งฝ่ายพยายามเกลี้ยกล่อมให้ลาออกจากงาน เพียงขณะเขาพยายามจับเนื้อต้องตัว เธอถึงขึ้นเสียงขับไล่ ตีตนออกให้ห่างไกล ไร้ดราม่า หรือใครคนหนึ่งลุกขึ้นมาทำลายสิ่งข้าวเครื่องใช้

ครอบครัวนี้สูญเสียบุตรสาวจากอุบัติเหตุ ในตอนแรกพยายามว่ากล่าวโทษ Daigo (ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย) จากนั้นหันไปลงไม้ลงมือกับแฟนหนุ่ม/เด็กแว้น เพราะเป็นบุคคลเดียวสามารถเอาตัวรอดชีวิต … เหตุการณ์นี้คือประมวลผลเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ Daigo ได้สูญเสียเพื่อนสนิทและภรรยา จากเพียงเพราะอาชีพสัปเหร่อ เลยไม่ได้รับการยินยอมรับ ถูกตีตนออกห่างไกล ทำให้หลงเหลือเพียงตัวเดียว ยังคงอดรนทนทำงานนี้ต่อไป

เพราะรักภรรยามาก Daigo จึงไม่อยากเลิกราหย่าร้าง เลยต้องการจะลาออกจากบริษัท แต่เมื่อพบเจอหัวหน้าท่ามกลางป่าดงพงไพร (สะท้อนปรัชญาชีวิตของ Sasaki ดำเนินไปด้วยสัญชาติญาณ ตามครรลองธรรมชาติ โชคชะตาฟ้าลิขิต) กำลังปิ้งย่างไข่ปลาปักเป้า (เป็นสัตว์ที่มีพิษร้าย ถ้าไม่ใช่เชฟมืออาชีพอาจถึงตาย แต่รสชาติอร่อยเหาะถึงสรวงสวรรค์ สามารถสื่อถึงอาชีพสัปเหร่อ nōkan แม้ถูกตีตราต้องห้าม สังคมไม่ให้การยินยอมรับ แต่การเสียสละนั้นได้สิ่งตอบแทนอย่างคุ้มค่าราคา) จากนั้นเล่าความหลังที่มาที่ไปของการทำอาชีพนี้ ทำให้ชายหนุ่มบังเกิดความตระหนักรู้ เข้าใจตนเอง และสามารถค้นพบเป้าหมายชีวิตสักที
การค้นพบตนเอง เป้าหมายชีวิตของ Daigo สามารถเรียกว่าสูงสุดกลับสู่สามัญ แม้สถานที่ที่พวกเขารับประทานอาหารปิ้งย่างจะอยู่ชั้นสอง แต่รายล้อมด้วยพืชพรรณ ต้นไม้ ราวกับป่าดงพงไพร (หวนกลับสู่ความเป็นธรรมชาติชีวิต)

ต่อกับแนวคิด ‘สูงสุดกลับสู่สามัญ’ นั่นคือการหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น/อารัมบท/ฉากแรกของหนัง Daigo ขับรถออกเดินทางท่ามกลางหิมะตกหนัก (สื่อถึงการค้นหาเป้าหมายปลายทาง) เพื่อไปทำพิธีศพให้ชายหนุ่มหญิงสาว ลักษณะสลับเพศของผู้ตาย (ร่างกายตรงกันข้ามกับจิตใจ) สามารถสื่อถึงการปรับตัว/เปลี่ยนแปลง(ภายใน)ของตัวละคร จุดหมุ่นครึ่งแรก-ครึ่งหลัง จากเคยใช้ชีวิตอย่างล่องลอยเรื่อยเปื่อย ในที่สุดสามารถค้นพบเป้าหมาย ตัวตนเอง บังเกิดความภาคภูมิใจในอาชีพการงาน


ล้อกับตอนต้นเรื่องที่ Daigo อ๊วกแตกอ๊วกแตนเมื่อพบเห็นเครื่องใน ศีรษะไก่ มาครานี้สามารถรับประทานไก่ทอด KFC โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ นี่เช่นกันสื่อถึงการปรับตัว เปลี่ยนแปลง สามารถยินยอมรับวิถีแห่งชีวิต เพลิดเพลินไปกับโชคชะตา ไม่ปล่อยให้ตนเองจมปลักต่ออคติของสังคมรอบข้าง

ฉากที่ถือว่ามีความน่าสนใจสุดของหนัง ระหว่าง Daigo กำลังเล่นเชลโล่กลางท้องทุ่งนา (แต่กลับได้ยินเสียงทั้งวงออร์เคสตรา) พบเห็นทิวเขา Mount Gassan อยู่ด้านหลังลิบๆ กล้องเคลื่อนหมุนรอบแทบจะ 360 องศา (สื่อถึงอิสรภาพที่ได้รับการปลดปล่อย) ตามด้วย Cross-Cutting ภาพนกกระเรียนกำลังโบยบิน และพิธีทำศพจากหลากหลายความเชื่อศรัทธา
มองผิวเหมือนต้องการสื่อถึงกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน แต่ช่วงขณะนี้น่าจะคือจุดสูงสุดทางจิตวิญญาณ รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำในสิ่งงดงามทรงคุณค่า (พัฒนาการเล่นเชลโล่ของ Daigo ก็เหมือนมาถึงระดับสูงสุดเช่นเดียวกัน)

โดยไม่รู้ตัว วันหนึ่ง Mika กลับมาบ้านพร้อมบอกข่าวดีตั้งครรภ์ (น่าจะจากค่ำคืนนั้นนะแหละ) แต่เธอยังคงพยายามโน้มน้าว เกลี้ยกล่อมเกลาให้เขาเลิกทำอาชีพสัปเหร่อ แล้วจู่ๆโทรศัพท์งานเข้า สังเกตว่าช็อตนี้มีการปรับโฟกัสเบลอ-ชัด สะท้อนความสนใจของ Daigo ที่ให้ความสำคัญการงานมากกว่าภรรยา ถึงอย่างนั้นเมื่อรับรู้สถานที่/ผู้เสียชีวิต จึงชักชวนเธอให้ร่วมออกเดินทางไปด้วยกัน

การพบเห็นพิธีกรรมทำศพ ได้ทำให้ Mika (รวมถึงเพื่อนสมัยเรียน Yamashita) ปรับเปลี่ยนทัศนคติต่ออาชีพสัปเหร่อไปโดยสิ้นเชิง! บังเกิดความเคารพ ให้เกียรติ เลิกดูถูกเหยียดหยาม และอาจบังเกิดความภาคภูมิใจขึ้นเล็กๆ ที่สามี/เพื่อนสนิท ได้ทำในสิ่งงดงามทรงคุณค่า ไม่ได้มีความน่ารังเกียจขยะแขยงเลยสักนิด!
สำหรับการยื่นผ้าเช็ดหน้าช็อตนี้ (เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ เพื่อให้ครอบครัว/ญาติมิตรสหายบอกร่ำลาผู้ตายครั้งสุดท้าย) ชวนให้นึกถึงภาพวาด Michelangelo: The Creation of Adam (ค.ศ. 1512) ในบริบทของหนังคือสัมผัสแห่งการยินยอมรับ (ระหว่าง Daigo กัย Mika) และปรับเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ (อคติของ Mika ต่ออาชีพสัปเหร่อได้หมดสิ้นลง)

ระหว่างการเผาศพคุณย่าเจ้าของโรงอาบน้ำ สังเกตว่าจะมีการซ้อนภาพระหว่างเปลวเพลิงในเตา กับฝูงนกกำลังโบกโบยบิน (ยังทิวเขา Mount Gassan เลือนลางๆอยู่ด้านหลัง) นี่เป็นการสื่อถึงการล่องลอยของจิตวิญญาณ มุ่งสู่อิสรภาพหลังความตาย ไปสู่สุขคติบนสรวงสวรรค์

จดหมายก้อนหิน (Rock Letter) แม้เป็นวัตถุ/สิ่งไม่มีชีวิต (เหมือนศพคนตาย) แต่สามารถใช้สื่อสารแทนคำพูด ความรู้สึกของผู้ให้ ส่งมอบต่อผู้รับจากสัมผัส รูปลักษณ์ภายนอก ขนาดเล็ก-ใหญ่ รูปทรงกลม-เหลี่ยม ผิวเรียบเนียน-ขรุขระ ฯลฯ
ก้อนหินเป็นวัตถุที่มีความน่าหลงใหลไม่น้อย ในญี่ปุ่นจะมีความเลื่องชื่อในการจัดสวนหิน Karesansui หรือที่เรียกว่า Zen Garden ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา นิกายเซน ด้วยแนวคิด ‘ศิลปะมีชีวิต’ เพราะต้นไม้และพืชพันธุ์ต่างๆมีความเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลเวลา เพราะฉะนั้นสวนญี่ปุ่นจึงไม่เคยมีลักษณะเหมือนเดิมเสมอไป ไม่มีการสิ้นสุดหรือเสร็จสมบูรณ์ ส่วนสำคัญคือการดูแลรักษาให้คงลักษณะเสมือนภาพวาดและจิตรกรรม แฝงนัยยะเชิงนามธรรมเรียกว่า ‘mind-scape’
แม้ว่าจดหมายก้อนหินจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับการจัดสวนหิน แต่ผมครุ่นคิดว่ามันอาจแฝงนัยยะในลักษณะคล้ายๆกัน เพราะก้อนหิน (หรือแม้แต่ทิวเขาด้านหลัง Mount Gassan) ตลอดชั่วชีวิตมนุษย์แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ตีความผิวเผินอาจสื่อถึงความรู้สึกของผู้ให้ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ถึงอย่างนั้นจิตใจมนุษย์กลับผันแปรอยู่ตลอดเวลา (พ่อหนีออกจากบ้านไปมีเมียใหม่, ภรรยาเคยรัก เคยอคติ แล้วกลับมารักใหม่ ฯลฯ) ก้อนหินนี้จึงสื่อถึงความรู้สึกในช่วงเวลานั้น จดหมายความทรงจำ หรือ Time Capsule (เพราะเป็นวัตถุที่ไม่การผันเปลี่ยนแปรในช่วงชีวิตคน)

Sakura, ซากูระ ตัวแทนของดอกไม้ญี่ปุ่น (แต่ไม่ใช่ดอกไม้ประจำชาตินะครับ คือดอกเบญจมาศ) มาจากชื่อเทพธิดาแห่งฤดูใบไม้ผลิ Konohanasakuya-hime สัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นชีวิตของโลก โดยจะเบ่งบานช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเมษายน เมื่ออุณหภูมิเริ่มอุ่นขึ้นจากฤดูหนาวที่หมดไป … แต่ดอกซากูระมีระยะเวลาออกดอกเบ่งบานที่แสนสั้น เหมือนดั่งชีวิตมนุษย์มีการผันแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีความจีรังยังยืน เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ประเดี๋ยวด๋าวก็จากโลกใบนี้ไป
นัยยะของหนังนอกจากสื่อถึงฤดูกาลที่ผันแปรเปลี่ยน จิตใจของตัวละครก็เฉกเช่นเดียวกัน ทั้ง Daigo และ Mika ต่างพานผ่านช่วงเวลาหนาวเหน็บ เมื่อสามารถปรับความเข้าใจ ก็เตรียมพร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ (ทารกในครรภ์ ใกล้จะคลอดแล้วกระมัง)

Daigo พยายามปฏิเสธเสียงขันแข็ง ไม่ต้องการพบเจอ/รับศพบิดา แต่ระหว่างที่เขากำลังออกวิ่งหนี(ลงสู่ขุมนรก) ในทิศทางล้อกับตอนต้น (ที่ก้าวเดินขึ้นสู่สรวงสวรรค์) จู่ๆหยุดยืนนิ่ง สงบสติอารมณ์ หายใจเข้าลึกๆแล้วยินยอมหันหลังกลับไป … นั่นเพราะภายในจิตใจลึกๆของ Daigo ยังคงโหยหา ต้องการพบเจอหน้าบิดาใจจะขาด
อคติ/ปมด้อยทั้งหมดที่ Daigo ไม่พึงพอใจเมื่อเอ่ยกล่าวถึงบิดา แท้จริงแล้วคืออาการโหยหา ครุ่นคิดถึง ต้องการพบเจอหน้า แต่แค่ว่าไม่รู้จะครุ่นคิด-พูดบอก-แสดงออกเช่นไร

ในหนังมีการกล่าวถึง Yurahama Fishing Association แต่เท่าที่ผมค้นเจอพบเพียงเมือง Yurihama, Tottori ซึ่งอยู่ห่างไกลจาก Yamagata คนละฟากฝั่งเลยนะ! (แต่หนังถ่ายทำที่ Yamagata นะครับ ไม่ได้ไปไกลถึง Tottori)
การเลือกเมืองริมทะเลสำหรับฉากสุดท้ายของหนัง ชวนให้ผมระลึกถึง The Seventh Seal (1958) และ Maborosi (1995) ต่างคือสถานที่ที่มีนัยยะถึงความเป็น-ตาย เริ่มต้น-สิ้นสุด พบเจอ-พลัดพรากจาก

ระหว่าง Daigo ทำพิธีศพให้บิดา สังเกตว่ามีการโกนหนวดเคราจนเกลี้ยเกลา ทำให้เขาหวนระลึกถึงภาพความทรงจำที่เคยเลือนลาง หวนกลับมาคมชัดขึ้นอีกครั้ง สามารถสื่อนัยยะถึงการยินยอมรับ ให้อภัยอีกฝั่งฝ่าย เพราะนี่คือครั้งสุดท้ายที่จะได้พบเจอหน้า และตอบแทนบุญคุณในฐานะบุตรชาย ให้ไปสู่สุขคติ ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก

ฉากสุดท้ายของหนัง Daigo พบเจอจดหมายก้อนหินหล่นจากกำหมัดของบิดา ตระหนักว่าท่านยังคงครุ่นคิดถึงคำนึงหา (แต่คงไม่รู้จะหวนกลับไปเผชิญหน้าอดีตภรรยาและบุตรชายเช่นไร) เขาจึงนำมันมาส่งต่อให้บุตรในครรภ์ เป็นการมอบความรู้สึก ความรักความห่วงใย เชื่อมั่นว่าต้องนำทางสู่อนาคตสดใส

ตัดต่อโดย Akimasa Kawashima, 川島章正 (เกิดปี ค.ศ. 1950) สัญชาติญี่ปุ่น ผลงานเด่นๆ อาทิ Begging for Love (1998), Spellbound (1999), Departures (2008) ฯล
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Daigo Kobayashi จากเคยอยู่จุดสูงสุดในชีวิต สามารถเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน เป็นนักเชลโล่แสดงคอนเสิร์ต แต่หลังจากยุบวงออร์เคสตรา ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิด Toyama เพื่อค้นตนเอง/เป้าหมายชีวิตใหม่ แต่อาชีพนี้ต้องผ่านบททดสอบท้าทายเกียรติ ศักดิ์ศรี ประเด็นต้องห้ามสังคม
- อารัมบท, เริ่มต้นเจอตอระหว่างพิธีทำศพ
- องก์หนึ่ง, สูงสุดกลับสู่สามัญ
- Daigo ร่วมแสดงคอนเสิร์ต Beethoven: Symphony No. 9 เสร็จแล้วผู้อำนวยการประกาศยุบวงออร์เคสตรา
- ตัดสินใจขายเชลโล่ราคาแพง แล้วเดินทางกลับบ้านเกิดที่ Toyama
- องก์สอง, อาชีพ nōkan
- พบเห็นประกาศรับหางานในหนังสือพิมพ์ แต่โดยไม่รู้ตัวบริษัทที่ Daigo ยื่นใบสมัครนั้นคือ nōkan สัปเหร่อรับจ้างทำศพ
- งานแรกของ Daigo รับบทเป็นศพ ถ่ายทำวีดิโอสอนการทำศพ
- งานสองของ Daigo ทำศพที่เสียชีวิตมาเป็นสัปดาห์ สภาพเน่าเปื่อย หนอนชอนไช
- Daigo มีความตั้งใจจะลาออกจากงาน แต่หลังจากพบเห็นการทำศพของหัวหน้า ตระหนักถึงคุณค่า ความงดงามของพิธีกรรมดังกล่าว เลยตัดสินใจอยู่ต่อ
- องก์สาม, สิ่งที่ต้องแลกมา/การเสียสละของคนทำอาชีพ nōkan
- หลังจากภรรยา Mika รับรู้อาชีพการงานของ Daigo เรียกร้องให้เปลี่ยนงาน แต่เขายืนกรานเธอจึงหนีกลับบ้าน
- Daigo ต้องการจะลาออกจากงาน แต่หลังจากได้รับคำแนะนำจากหัวหน้า เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไป เลยสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด มีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง
- หวนกลับไปหาอารัมบท ทำพิธีศพต่อให้จนแล้วเสร็จ
- องก์สี่, ตราบยังมีลมหายใจ ชีวิตยังคงเปี่ยมด้วยโอกาสและความหวัง
- Mika เดินทางกลับมาหาสามีเพื่อบอกว่าตนเองตั้งครรภ์ ยังคงเรียกร้องให้เขาเปลี่ยนงาน แต่หลังจากพบเห็นพิธีทำศพของ Daigo เธอจึงเหมือนยินยอมรับ เข้าใจ เกิดความภาคภูมิในสามี
- โทรเลขส่งถึง Daigo บอกว่าบิดา(ที่เคยทอดทิ้งครอบครัวไป)เสียชีวิต แม้ตอนแรกจะปฏิเสธเสียงขันแข็ง แต่เพราะแรงผลักดันจากภรรยา Mika จึงยินยอมออกเดินทางไปพบหน้าครั้งสุดท้าย และได้ทำพิธีแต่งหน้าศพให้ไปสู่สุขคติ
อารัมบทของหนังเป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้ชม โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยอคติต่อความตาย/พิธีทำศพ การใส่มุกผู้เสียชีวิตหญิงหรือชาย? ช่วยผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดลงได้มาก และยังแสดงทิศทางของหนัง มีส่วนผสมของ Comedy ไม่ต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา
หลายๆครั้งในหนังมีการแทรก/ซ้อนภาพทิวทัศน์สวยๆ สรรพสัตว์มากมาย (ปลาหมึก ตีนไก่ ไข่ปลาปักเป้า แซลมอน นกกระเรียน ฯ) และดอกซากุระ เพื่อเป็นสิ่งสัญลักษณ์แสดงถึงพัฒนาการตัวละคร จากเคยถูกควบคุมขังจนได้รับอิสรภาพโบยบิน สภาพอากาศหนาวเหน็บ แห้งเหี่ยวเฉา เมื่อฤดูกาลเคลื่อนพานผ่านก็สามารถเบ่งบานสะพรั่ง
เพลงประกอบโดย Joe Hisaishi ชื่อจริง Mamoru Fujisawa, 藤澤 守 (เกิดปี 1950) นักแต่งเพลงชาวญี่ปุ่น เกิดที่ Nakano, Nagano ค้นพบความสนใจด้านดนตรีตั้งแต่ยังเล็ก อายุ 4 ขวบ เริ่มเรียนไวโอลินยัง Violin School Suzuki Shinichi, โตขี้นเลือกสาขาแต่งเพลง (Music Compostion) ที่ Kunitachi College of Music, สไตล์ถนัดคือ Minimalist, Experimental Electronic, European Classical และ Japanese Classical มีผลงานอนิเมะเรื่องแรกๆ First Human Giatrus (1974-76), ก่อนเป็นที่รู้จักในวงกว้างจาก Nausicaä of the Valley of the Wind (1984) จนกลายเป็นขาประจำของ Hayao Miyazaki, ก่อนโด่งดังระดับโลกเมื่อทำเพลงประกอบ 1998 Winter Paralympics
เกร็ด: ด้วยความโปรดปรานนักร้อง/แต่งเพลง Quincy Jones นำชื่อดังกล่าวมาเล่นคำภาษาญี่ปุ่น Quincy อ่านว่า Kunishi สามารถเขียนคันจิ Hisaishi, ส่วน Jones ก็แผลงมาเป็น Joe
หลายคนอาจเข้าใจผิดครุ่นคิดว่า Hisaishi ทำเพลงประกอบอนิเมะเพียงอย่างเดียว แต่เขายังร่วมงานบ่อยครั้งกับ Takeshi Kitano อาทิ A Scene at the Sea (1991), Hana-bi (1997), Kikujiro (1999) ฯลฯ และทำเพลงประกอบภาพยนตร์ดังๆอีกหลายเรื่อง
สำหรับ Departures (2008) ยินยอมรับความท้าทายเพราะการต้องใช้เชลโล่เป็นเครื่องดนตรีหลัก ‘นี่เป็นงานยากสุดเท่าที่ผมเคยทำมา’ ซึ่งผู้กำกับ Takita ขอให้เขียนสองบทเพลงล่วงหน้า ความสัมพันธ์ระหว่าง Daigo กับบิดา และสัปเหร่อกับภรรยา เพื่อนำมาเปิดในกองถ่าย สร้างบรรยากาศระหว่างการถ่ายทำ
สไตล์เพลงของ Hisaishi มักเริ่มต้นด้วยท่วงทำนองง่ายๆ ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น ในลักษณะ minimalist จนเมื่อเข้าสู่ท่อนฮุคถึงจัดเต็มวงออร์เคสตร้า ใส่ความระยิบระยับ ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ยังคงท่วงทำนองดั้งเดิมไว้ เพียงองค์ประกอบรอบข้างที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป
ถ้าไม่นับการร่วมงานกับ Miyazaki ผมรู้สึกว่า Departures (2008) คือหนึ่งใน Soundtrack ยอดเยี่ยมที่สุดของ Hisaishi เพราะสามารถนำเสนอท่วงทำนอง (สไตล์เพลงของ Hisaishi) สอดคล้องเนื้อเรื่องราว เริ่มต้นจากความตกต่ำของชีวิต สามารถค้นพบเป้าหมาย และจุดสูงสุดทางจิตวิญญาณ
เชลโล่เป็นเครื่องสายเสียงทุ้มต่ำ มักสื่อถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย สุขสงบ (แต่บางคนอาจมองว่าจืดชืด ไร้สีสัน) ขณะเดียวกันยังมอบสัมผัสแห่งความตาย ร่างกายแห้งเหี่ยวโรยรา ถือว่ามีความเหมาะสมในเชิงสัญลักษณ์ต่อหนังมากๆเช่นกัน
นอกจาก Original Score ของ Hisaishi ยังมีอีกสามบทเพลงคลาสสิกที่ได้ยินในหนัง ประกอบด้วย
- Beethoven: Symphony No. 9 in D Minor, Op. 125 – ‘Choral’: IV. Presto, Allegro assai
- Brahms: Wiegenlied, Op.49, No.4
- Méditation sur le Premier Prélude de Piano de J.S. Bach หรือที่รู้จักในชื่อ Bach: Ave Maria
Ave Maria (เอวา มารี) บทเพลงคำร้องสักการะพระแม่มารีย์ นิยมบรรเลงในงานศพ เคียงคู่กับความเป็น-ความตาย สอดคล้องเรื่องราวของหนัง(ที่เกี่ยวกับสัปเหร่อ/พิธีทำศพ) ได้ยินช่วงวันคริสต์มาส/ขึ้นปีใหม่ ระหว่างฤดูหนาวสู่ใบไม้ผลิ เพื่อเฉลิมฉลองจุดเริ่มต้น-สิ้นสุด ซึ่งหลังจาก Diago เดี่ยวเชลโล่เสร็จสิ้น ท่วงทำนองก็จะผันแปรเปลี่ยนสู่บทเพลง Memory (ที่ถือว่าเป็น Main Theme ของหนัง) ร้อยเรียงช่วงเวลาการทำงานที่น่าจดจำประทับใจ
LINK: https://raremeat.blog/ave-maria/
Departure (2008) แม้มีเรื่องราวเกี่ยวกับสัปเหร่อ พิธีทำศพ Nōkanshi แต่แทบไม่พูดถึงความเชื่อศรัทธาศาสนา หรือแนวคิดโลกหลังความตาย สาระสำคัญของหนังคือการ(ยัง)มีชีวิต ค้นหาเป้าหมายที่สามารถเติมเต็มเสียงเพรียกจิตวิญญาณ และความภูมิในอาชีพการงาน ต่อให้ถูกสังคมตีตราต้องห้าม อยู่ที่จิตใจเราเองจักพบความสงบสุขภายใน
บอกตามตรง ผมไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมใครหลายคนถึงเต็มไปด้วยอคติต่อสัปเหร่อ ไม่ยินยอมรับการหากินกับคนตาย ปฏิเสธเข้าใกล้เพราะครุ่นคิดว่าร่างกายเหม็นกลิ่นสาป สกปรกโสมม ฯลฯ แต่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องตกตาย ผิวหนังเน่าเปื่อย ผุผอง หนองไหล ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ ก่อนย่อยสลายกลายเป็นผุผง หรือมอดไหม้หลงเหลือเพียงขี้เถ้าถ่าน
ตอนผมบวชพระ มีเผาศพเมื่อไหร่ต้องรีบแจ้นไปช่วยงานสัปเหร่อ การได้จุดไฟ กวาดขี้เถ้า ทำความสะอาดเตาเผา ล้วนเป็นบุญใหญ่ติดตัวหลายกัปกัลป์ บางครั้งก็ถูกหลวงพี่สั่งให้ไปนั่งสมาธิหน้าโลงศพ ฝึกอสุภกรรมฐาน จับจ้องมองน้ำหนองไหล หนอนชอนไช ให้ตระหนักว่าร่างกายเป็นของไม่เที่ยง ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จีรัง ยั่งยืนยง คงอยู่ตราบชั่วกัลปาวสาน
เป้าหมายของผู้สร้างภาพยนตร์ Departures (2008) คงต้องการให้ผู้ชม (โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น) สามารถปรับเปลี่ยนมุมมองทัศนคติต่อสัปเหร่อ (และอาชีพ nōkan) ความตายไม่ใช่สิ่งขยะแขยง น่ารังเกียจ ตรงกันข้ามเราควรให้เกียรติ แสดงออกความเสมอภาคเท่าเทียม เพราะการไปเหยียดหยามใครคนหนึ่ง ก็เท่ากับด้อยค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเราเอง (และสะท้อนมโนคติทางสังคม ที่มีความจอมปลอม หลอกลวง สร้างภาพภายนอกให้ดูดี แต่ธาตุแท้จริงนั้นอัปลักษณ์ต่ำทราม)
แม้ว่า nōkan เหมือนจะไม่ได้เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ศาสนาไหน แต่ผมค่อนข้างเชื่อว่าเคลือบแฝงกุศโลบายทาง Zen สังเกตจากสมาชิกในครอบครัว ญาติพี่น้อง ล้วนจับจ้องมองพิธีทำศพแทบไม่กระพริบตา นั่นย่อมก่อให้เกิดเวทนา ปลงสังขาร ตระหนักว่าร่างกายเป็นของไม่เที่ยง มนุษย์ทุกคนย่อมต้องตกตาย อีกไม่นานก็ย่อมถึงคราวของเรา และเมื่อถึงเวลาปิดโลงศพ พบเห็นหน้ากันครั้งสุดท้าย นั่นคือการเรียนรู้ที่จะปล่อยวางจากชีวิต
มันเป็นความเหนื่อยหน่ายที่ผมเองตระหนักมาสักพักแล้วว่า คนรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่สามารถทำความเข้าใจสัจธรรมเหล่านั้นได้อีกต่อไป พูดอะไรไปก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ปฏิเสธรับฟัง ให้ความสนใจ แถมนำไปบิดเบือดให้เข้ากับวิถีชีวิต ความต้องการของตนเอง … เมื่อถึงจุดๆหนึ่งมันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดบอก แสดงความคิดเห็นอีกต่อไป อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด นั่นคือวิถีของสรรพชีวิต สักวันหนึ่งทุกสิ่งอย่างย่อมล่มสลาย พุทธศาสนา ประเทศชาติ แม้แต่โลก และจักรวาล สุดท้ายแล้วความสุขสงบมันอยู่ที่ตัวเราเอง ไม่จำต้องสนอะไรใคร หรือปัจจัยภายนอกอีกต่อไป
ความที่เรื่องราวของหนังยังเป็นประเด็นละเอียดอ่อนในญี่ปุ่น จึงมีการทดลองฉาย (pre-release) อยู่หลายครั้งเพื่อสังเกตปฏิกิริยาผู้ชม กระทั่งรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนังเมือง Montreal World Film Festival สามารถคว้ารางวัล Grand Prize ถือเป็นประกายความสนใจ(ให้ชาวญี่ปุ่น) โดยก่อนหน้าคว้ารางวัล Oscar ทำเงินไปแล้ว ¥3.2 พันล้านเยน ($32 ล้านเหรียญ) ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวยิ่งสร้างความอยากรู้อยากเห็นยิ่งๆขึ้นอีก จบโปรแกรมในญี่ปุ่นทำรายรับประมาณ ¥6 พันล้านเยน ($60 ล้านเหรียญ)
เอาจริงๆหนังไม่ได้ถูกคาดหวังจะคว้ารางวัล Oscar: Best Foreign Language Film เพราะไม่ได้เข้าชิงทั้ง Golden Globe Award หรือ Critics’ Choice Award แต่สามารถเอาชนะตัวเต็งหนึ่งปีนั้น Waltz with Bashir (2008) ไปอย่างพลิกล็อค หักปากกาเซียน!
สำหรับ Japan Academy Film Prize ได้เข้าชิง 13 สาขา คว้ามา 10 รางวัล พลาดสาขา Best Actress, Best Art Direction และ Best Film Score อย่างหักปากกาเซียนเช่นกัน!
- Best Film
- Best Director
- Best Actor (Masahiro Motoki)
- เข้าชิง Best Actress (Ryôko Hirosue)
- Best Supporting Actor (Tsutomu Yamazaki)
- Best Supporting Actress (Kimiko Yo)
- Best Screenplay
- Best Cinematography
- Best Lighting
- เข้าชิง Best Art Direction
- Best Editing
- เข้าชิง Best Film Score
- Best Sound
ความสำเร็จล้นหลามของหนัง แม้ทำให้กระแส nōkan ในญี่ปุ่นได้รับความนิยม/เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหรือทัศนคติผู้คนส่วนใหญ่ (สัปเหร่อยังคงเป็นอาชีพต้องห้าม มีความสกปรก ไม่ควรเข้าชิดใกล้) การสำรวจเมื่อปี 2014 คนกว่า 80% เสียชีวิตในโรงพยาบาล พนักงาน(โรงพยาบาล)มักคือผู้แต่งหน้า/ทำศพ ครอบครัวไม่มีโอกาสพบเห็นผู้ตายจนกว่าจะถึงพิธีศพโน่นเลย … นี่สะท้อนว่าคนญี่ปุ่นสมัยใหม่ สนใจความสะดวกสบายมากกว่าประเพณีวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าทางจิตวิญญาณ
หวนกลับมารับชมครานี้ แม้ทำให้ผมตระหนักว่า nōkan สะท้อนความหมกมุ่น ครุ่นยึดติดต่อความตาย ศพก็คือศพ ทำไมต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้สวย-หล่อ ดูดี สร้างพิธีกรรมให้ผู้คนลุ่มหลงใหล แต่เนื้อหาสาระของหนังที่ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องหลังความตาย เป็นการชักชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามถึงการมีชีวิต ปล่อยวางจากความหมกมุ่นครุ่นยึดติด แต่งหน้าทำผมเพื่อให้ครอบครัว/ญาติพี่น้อง สามารถปลงสังขารและเวทนา ถือเป็นกุศโลบายทาง Zen ที่น่าสนใจทีเดียว
Departures (2008) เป็นภาพยนตร์ที่สร้างพื้นที่ในสี่ห้องหัวใจของผมมาตั้งแต่แรกรับชม คงเพราะความงดงามของพิธีทำศพ และความมุ่งมั่นที่จะสืบสานอาชีพต้องห้าม(ของพระเอก) แม้ถูกสังคมรังเกียจต่อต้าน กลับยังคงดื้อรั้นดึงดัน นั่นเพราะตัวละครได้ค้นพบเป้าหมายชีวิต ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญ นั่นคือเกียรติยศ ความภาคภูมิใจ ไม่จำเป็นต้องสนอะไรใคร สักวันหนึ่งเมื่อคนเหล่านั้นประสบด้วยตนเอง พวกเขาก็ย่อมรู้สึกสาแก่ใจ
“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ระหว่างรับชมจะมีวินาทีแห่งการตระหนักรู้ถึงความงดงามทรงคุณค่าของ nōkan แต่อย่าไปลุ่มหลงใหลต่อพิธีกรรมนั้นนะครับ ครุ่นคิดทบทวนถึงชีวิตและความตาย ใช้โอกาสนี้คลายความหมกมุ่น ปลงเวทนาสังขาร ร่างกายไม่ใช่สิ่งจีรัง จักทำให้คุณเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในจิตวิญญาณ
จัดเรต pg กับภาพความตาย


ใส่ความเห็น