American Psycho

American Psycho (2000) hollywood : Mary Harron ♥♥♥♥

สำรวจจิตวิทยาสังคมอเมริกันในทศวรรษ 1980s มีสภาพไม่ต่างจากผู้ป่วยจิตเภท! เบื้องหน้าพยายามสร้างภาพให้ดูดี ทำตัวเหมือนคนมีศีลธรรม แต่ลับหลังกลับแสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง ระเบิดระบายอารมณ์อัดอั้น ฆาตกรอํามหิตไม่สนห่าเหวอะไรใครทั้งนั้น!

สมัยวัยรุ่นเมื่อผมได้รับชม American Psycho (2000) ทั้งส่ายหัว ทั้งกุมขมับ ไม่เข้าใจว่านี่มันหนังห่าเหวอะไร ป่วยจิต ทรีซัม ฆ่าคนอย่าบ้าคลั่ง ทั้งขวาน (The Shining) ทั้งเลื่อยยนต์ (The Texas Chainsaw Massacre) เลยจับยัดใส่ในแบล็กลิสต์ ไม่ครุ่นคิดจะหามาดูอีก! ตอนเห็นโปรแกรมฉายของ House Samyan ก็เต็มไปด้วยความโล้เล้ลังเลใจ จะเขียนดี? ไม่เขียนดี? จนเห็นข่าวผกก. Luca Guadagnino วางแผนจะสร้างใหม่(หรือภาคต่อก็ไม่รู้) เลยเกิดความฉงนสงสัย แสดงว่ามันอาจต้องมีดีอะไรบางอย่าง

ระหว่างรับชมผมก็ค่อยๆค้นพบความลุ่มลึกล้ำของ American Psycho (2000) ตระหนักได้ว่าเป็นหนังประเภทเสียดสีล้อเลียน (Satire) หรือในมุมกลับกันคือสะท้อนสภาพสังคมอเมริกันที่มีความกลับกลอก ปอกลอก พยายามสร้างภาพภายนอกให้หล่อเหลา ดูดี อวดร่ำอวดรวย ตามวิถีวัตถุนิยม แต่ลับหลังสันดานธาตุแท้ตัวตนกลับมีความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ นำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ด้วยวิธีการอันรุนแรง สุดโต่ง ระดับคลุ้มบ้าคลั่ง จบลงด้วยความไม่รับรู้ตนเองว่ามันเกิดห่าเหวอะไรกัน? ผู้ชมก็บอกไม่ได้ว่าทั้งหมดคือความฝัน หรืออิหยังว่ะ?

ตอนออกฉายเสียงตอบรับแตกแยกสุดขั้ว ก็เพราะความรุนแรงสุดโต่งจนโดนจัดเรต NC-17 แต่กาลเวลาก่อบังเกิดกระแสคัลท์ติดตามมา (Cult Following) ซึ่งสิ่งน่าสนใจคือพื้นหลังนำเสนอช่วงเวลาทศวรรษ 80s กลับสามารถสะท้อนสภาพสังคมในปัจจุบัน และไม่ใช่แค่ชาวอเมริกัน ยังเหมารวมชนชั้นคนรวย (ตั้งแต่ Upper-Middle Class ขึ้นไป) จากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างตรงเผง! … นั่นแปลว่าหนังเรื่องนี้กลายเป็นอมตะเหนือกาลเวลาไปเรียบร้อยแล้ว!


American Psycho (1991) นวนิยายแนว Satirical Horror แต่งโดย Bret Easton Ellis (เกิดปี ค.ศ. 1964) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ในตอนแรกเจ้าไม่คิดว่าผลงานเรื่องนี้จะสามารถดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ แต่หลังจาก Johnny Depp แสดงความสนใจรับบทนำ โปรดิวเซอร์ Edward R. Pressman จึงติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์โดยพลัน

ในตอนแรก Pressman พยายามติดต่อผู้กำกับ Stuart Gordon แต่อีกฝ่ายไม่คิดว่านวนิยายเรื่องจะสามารถดัดแปลงเป็นภาพยนตร์, ต่อมา David Cronenberg พยายามปรับเปลี่ยนโน่นนี่นั่น แก้ไขบทหนังจนเละเทะ สุดท้ายก็ถอนตัวออกไป, อีกคนหนึ่งคือ Rob Weiss อ่านบทแล้วก็เงียบหาย ไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ก่อนมาถึง Mary Harron ที่เพิ่งเสร็จสร้าง I Shot Andy Warhol (1996) เสียงตอบรับจากเทศกาลหนังดียอดเยี่ยมเลยได้รับการติดต่อจากโปรดิวเซอร์ ทีแรกอ่านนวนิยายก็ครุ่นคิดว่ามันรุนแรงเกินไป แต่พอตระหนักว่าเรื่องราวทั้งหมดคือการเสียดสีล้อเลียน ก็บังเกิดความสนอกสนใจขึ้นมา

It is extremely, extraordinarily violent. And when I first started reading it, I was like “Lalalalala” for the first 30 pages. I hit this really horrible part, when he kills Bethany, and I had to stop reading it for a month. I could not read it. And then I thought, I’m going to go back in.

When I re-read the book, the very first thing I thought was, Oh, just enough time has passed that you could make a period film about the 1980s. That interested me. They had a script, which I didn’t want to make, so I said I’d write my own from the book. I did feel like my first film had been quite challenging, and the scripts I was being sent [after] were very mainstream and boring. This seemed risky, and that made me feel like it was the right way to go.

Mary Harron

Mary Harron (เกิดปี ค.ศ. 1953) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Canadian เกิดที่ Bracebridge, Ontario เป็นบุตรของนักแสดง Don Harron ตอนอายุสิบสามเดินทางสู่อังกฤษ สำเร็จการศึกษาสาขาภาษาอังกฤษ St Anne’s College (ในเครือ Oxford University) เห็นว่าตอนสาวๆเคยเดทกับ(ว่าที่นายกรัฐมนตรี) Tony Blair ก่อนย้ายกลับมาปักหลักอยู่ New York City ในช่วงทศวรรษ 70s เริ่มต้นเป็นนักเขียนนิตยสาร Punk Magazine อยู่ในแวดวงดนตรี จนกระทั่งมีโอกาสเขียนบท+ถ่ายทำสารคดีให้กับสถานีโทรทัศน์ BBC กำกับสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก I Shot Andy Warhol (1996) เข้าฉายรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนังเมือง Cannes Film Festival สายการประกวด Un Certain Regard เสียงตอบรับดีล้นหลาม

ในส่วนของบทหนัง Harron รู้สึกว่านวนิยายของ Ellis พยายามลงรายละเอียด ค้นหาเบื้องหลัง-สาเหตุผล สำรวจจิตวิทยาตัวละคร เสี้ยมสอนศีลธรรมมากเกินไป “It doesn’t matter if his mother was mean to him. I don’t care. He’s a monster.” เลยติดต่อหานักเขียน/นักแสดง Guinevere Turner ที่แม้ไม่ใช่แฟนหนัง/นวนิยายแนว Horror แต่หลังจากพูดคุย ได้รับการโน้มน้าว พออ่านหนังสือก็ตระหนักว่า

She said they keep trying to find writers to adapt this book, and we were the sixth team to be hired. And she said you’re gonna hate me—because she knows I don’t like scary things—but I think we can make a really good movie out of this book.

So I read it, and I was like ‘Ewww, I hate you—but I see what you mean.’ It’s actually really funny in addition to being horrifying. And with the right spin it could be a really subversive, feminist movie.

Guinevere Turner

และด้วยความที่ Harron อยากได้นักแสดงนำชาย Christian Bale ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบตกลงแล้วด้วย แต่ผู้บริหารของ Lionsgate Film ต้องการนักแสดงที่มีชื่อเสียงกว่าอย่าง Edward Norton หรือ Leonardo DiCaprio, ซึ่งพอ DiCaprio ตอบตกลงผู้กำกับ Oliver Stone ก็แสดงความสนอกสนใจ แต่ปัญหาเกิดขึ้นระหว่างปรับปรุงบทหนัง

Leo was looking for solutions to things that weren’t problems when he first started. So they had many meetings together trying to figure out if they could do it togethe. As time went on more and more questions came into Leo’s mind – which might have been about the script or other factors.

Edward R. Pressman

ท้ายที่สุดแล้ว DiCaprio ตอบรับแสดงภาพยนตร์ The Beach (2000) ของ Danny Boyle นั่นทำให้ผกก. Stone ขอถอนตัวออกไปเช่นกัน โปรเจคจึงหวนกลับมาหา Harron และ Bale พร้อมเริ่มต้นเตรียมงานสร้างได้สักที!


เรื่องราวของ Patrick Bateman (รับบทโดย Christian Bale) รองประธานบริษัทวาณิชธนกิจชั้นนำใน Wallstreet รูปหล่อ บ้านรวย เรียนจบมหาวิทยาลัยดัง สถานะทางสังคมชนชั้นสูง เรียกว่ามีความเพรียบพร้อมสมบูรณ์แบบ แต่ลับหลังสบโอกาสเมื่อไหร่ กลับกลายร่างเป็นฆาตกรโรคจิต เข่นฆ่าคนตายอย่างเลือดเย็น ใครทำอะไรไม่พึงพอใจก็พร้อมโต้ตอบด้วยความรุนแรง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่สนห่าเหวอะไรใครทั้งนั้น

เหตุการณ์วุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อ Bateman ไม่สามารถอดรนทนต่อคำโอ้อวด หลงตนเองของ Paul Allen (รับบทโดย Jared Leto) จึงวางแผนมอมเหล้า แล้วใช้ขวานจามเข้าที่ศีรษะ เป็นเหตุให้นักสืบ Donald Kimball (รับบทโดย Willem Dafoe) เข้ามาซักไซร้ไล่เรียง จนสร้างความหวาดระแวง วิตกจริต เริ่มมองเห็นภาพหลอน จึงโทรศัพท์ไปสารภาพความจริงกับทนาย แต่อีกฝ่ายกลับครุ่นคิดว่าเป็นการล้อเล่นตลก สรุปแล้วอะไรจริง? อะไรเท็จ? มันเกิดห่าเหวอะไรขึ้น?


Christian Charles Philip Bale (เกิดปี ค.ศ. 1974) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Haverfordwest, Wales บิดา-มารดาต่างเป็นชาวอังกฤษ ตอนอายุสองขวบย้ายมาปักหลักอาศัยอยู่ Bournemouth, England วัยเด็กฝึกฝนการเต้นบัลเล่ต์ ตอนอายุแปดขวบแสดงโฆษณาเรื่องแรก ตามด้วยละคอนเวที สมทบภาพยนตร์โทรทัศน์ Anastasia: The Mystery of Anna (1986) เข้าตาผู้กำกับ Steven Spielberg รับบทเด่น Empire of the Sun (1987), ต่อด้วย Henry V (1989), ก่อนโด่งดังกับ American Psycho (2000), The Machinist (2004), กลายเป็นซุปเปอร์สตาร์จากแฟนไชร์ Batman ของ Christopher Nolan, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Prestige (2006), 3:10 to Yuma (2007), The Fighter (2010) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actor, American Hustle (2013), The Big Short (2015), Vice (2018), Ford v Ferrari (2019) ฯ

รับบท Patrick Bateman ชายหนุ่มผู้มีความเพรียบพร้อม รูปหล่อ บ้านรวย สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ทำงานตำแหน่งรองประธานบริษัท เป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมชนชั้นสูง แต่ขณะเดียวกันเป็นคนยึดติดกับวัตถุ รูปร่างหน้าตา เต็มไปด้วยความลุ่มหลงใหลในตนเอง ชื่นชอบการอวดร่ำอวดรวย ไม่ชอบให้ใครทำตัวโดดเด่นกว่า ใช้ชีวิตตอบสนองตัณหาอารมณ์ ลับหลังเมื่อไหร่ก็พร้อมระเบิดระบายความอัดอั้นออกมา

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่อง Psycho (1960) ตัวร้ายชื่อ Norman Bates นามสกุลช่างละม้ายคล้ายกับ Patrick Bateman

มีนักแสดงหลายคนที่ได้รับการติดต่อ โปรดิวเซอร์ยื่นข้อเสนอ แต่ผกก. Harron ยืนกรานว่าอยากได้ Christian Bale ที่ขณะนั้นยังเป็นนักแสดงโนเนม (แม้ว่า Bale จะเคยโด่งดังกับ Empire of the Sun (1987) แต่นั่นคือตอนเขายังเป็นนักแสดงเด็ก พอเติบใหญ่ยังไม่ได้แจ้งเกิดในวงการ) เพราะเป็นบุคคลเดียวที่อ่านบทแล้วเข้าใจว่าเรื่องราวคือการเสียดสีล้อเลียน

I had no idea what to expect. I had not read the book at that time. I had heard of the controversy, people calling for it to be banned, and I was not expecting what I read. As I read it, I was exploding with laughter. And I didn’t know if that was Mary’s intent.

Christian Bale

เมื่อตอนที่ Lionsgate พยายามจะเปลี่ยนตัวนักแสดงเป็น Leonardo DiCaprio ราวกับว่า Bale รับรู้ว่าอีกฝ่ายต้องถอนตัวออกไปอย่างแน่นอน ซึ่งระหว่างนั้นเขาปฏิเสธรับงานแสดงอื่นถึงเก้าเดือน เพื่อเตรียมความพร้อมเล่นบทบาทนี้ (โดยที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาด้วยซ้ำ) เข้ายิมออกกำลังกาย ย้อมผิวสีแทน ฝึกท่าทางการเดิน พูดสำเนียงเสียงอเมริกัน ฯ

I was told they perhaps had someone else in mind but I kept on at it like a crazy bastard. I mean, they had Leonardo DiCaprio all primed for it, but I just kept rehearsing, training and preparing. People would look at me sort of worryingly, and I’d stare them in the face and say, “Listen, I am definitely making this movie!” A look of pity would fall across their faces – “Christian, I’m sorry but you’re not. What the hell are you doing?” When Leo dropped out the casting guys were like, “What happened to that crazy, obsessed guy we saw months ago?” And people said, “That crazy f***er is still preparing. He hasn’t taken any other jobs.” Eventually they came back to me.

แซว: ในมุมของผกก. Harron เธอมองว่า Leo ดูหน้าเด็กไปหน่อย และการพลิกบทบาทจากเทพบุตรสุดหล่อ Titanic (1997) มาเป็นฆาตกรโรคจิต คงทำให้แฟนๆหัวใจสลาย, เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน Jordan Belfort ภาพยนตร์ The Wolf of Wall Street (2013) น่าจะมีความใกล้เคียง Patrick Bateman ที่สุดแล้วกระมัง

ยามกลางวัน เดินทางไปทำงาน พบปะเพื่อนฝูงในแวดวงสังคม แววตาของ Bateman ช่างดูว่างเปล่า ชีวิตเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย พยายามเหม่อมองหาสิ่งสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ อวดร่ำอวดรวย อวดว่าเย็นวันก่อนรับประทานอาหารร้านไหน นามบัตรของใครเท่ห์กว่า บลา บลา บลา ไร้สาระจะสนทนา

จนกระทั่งยามค่ำคืนเมื่ออยู่ตัวคนเดียว เต็มไปด้วยความระริกระรี้ กระปรี้กระเปร่า มองหาโสเภณีร่วมรักสามเส้า (Threesome) ระบายอารมณ์อัดอั้นด้วยการฆ่าคนตาย แสดงสีหน้าราวกับสำเร็จความใคร่ ค่อยๆไต่ระดับความคลุ้มบ้าคลั่ง จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งเริ่มไม่สามารถควบคุมตนเอง เกิดความหวาดระแวง วิตกจริต แยกแยะไม่ออกระหว่างความจริง หรือความฝัน?

ภาพลักษณ์ของ Bale ดูเป็นคนขึงขัง สีหน้าจริงจัง กิริยาท่าทางเต็มไปด้วยการปรุงปั้นแต่ง ราวกับหุ่นยนต์ โหยหาความสมบูรณ์แบบ ซึ่งนั้นคือสิ่งขัดแย้งกับตัวตนของตัวละคร Bateman มีชีวิตที่เพรียบพร้อม สมบูรณ์แบบ มันมีอะไรให้เคร่งเครียดขนาดนั้น จนหลายๆครั้งสร้างความตลกขบขัน (แต่หลายคนอาจขำไม่ออกสักเท่าไหร่) ฉากที่ผมขำกลิ้งสุดคือตอนร่วมรักสามเส้าแล้วเบ่งกล้ามโชว์ เพื่ออะไร? หรือขณะเดินถอยหลัง (Moonwalk) ก่อนใช้ขวานจามลงบนศีรษะ Paul Allen … แค่จินตนาการว่า Christian Bale เดินมูนวอล์กก็ชวนขำกลิ้งแล้ว

ตลอดทั้งการถ่ายทำ Bale สวมวิญญาณตัวละคร (in-charactor) พูดสำเนียงอังกฤษ ใบหน้านิ่งคิ้วขมวด ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร จนเพื่อนนักแสดงหลายคนมองว่าเย่อหยิ่ง เล่นตัว จนกระทั่งปิดกล้องแล้วหวนกลับไปพูดสำเนียงอังกฤษ นั่นคือจุดเริ่มต้นการเป็นซุปเปอร์สตาร์

ปล. Patrick Bateman น่าจะคือบทบาทที่ทำให้ Bale ได้รับบท Bruce Wayne ในแฟนไชร์ Batman ของ Christopher Nolan ต่างเป็นตัวละครสองหน้า กลางวันคือมหาเศรษฐี มีพร้อมทุกสิ่งอย่าง ยามค่ำคืนกลับกลายเป็น …


ถ่ายภาพโดย Andrzej Sekuła (เกิดปี ค.ศ. 1954) ตากล้องสัญชาติ Polish เกิดที่ Wrocław, Poland เริ่มจากทำงานช่างภาพนิ่ง ก่อนได้ถ่ายภาพเคลื่อนไหวระหว่างอยู่ในกองทัพ หลังมีโอกาสรับชม Moulin Rouge (1952) และ Fiddler on the Roof (1971) เดินทางสู่อังกฤษ ร่ำเรียนการถ่ายภาพจาก Oswald Morris สถาบัน National Film School จากนั้นถ่ายทำโฆษณา อพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกาช่วงปลายทศวรรษ 80s ได้รับเครดิตภาพยนตร์เรื่องแรก Reservoir Dogs (1992), Pulp Fiction (1994), American Psycho (2000) ฯ

ผมดูหนังฉบับ 4K ไปประมาณครึ่งเรื่องแล้วไฟล์เสีย เลยจำใจต้องโหลดอีกไฟล์ HD มารับชมต่อครึ่งหลัง แล้วรู้สึกว่าอรรถรสในการรับชมแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว! หนังฉบับ 4K สามารถพบเห็นรายละเอียดใบหน้าถึงรูขุมขน หงาดเหงื่อไหลเป็นเม็ดๆ สัมผัสได้ถึงความลุ่มร้อน กระวนกระวายใจ พอเปลี่ยนมาไฟล์ HD รายละเอียดเหล่านี้จะเบลอๆ เห็นไม่ค่อยชัดสักเท่าไหร่

สาเหตุที่ผมแอบบ่นตรงนี้ก็เพราะเกินกว่า 80% ของหนังถ่ายภาพระยะกลาง-ใกล้ จับจ้องใบหน้าตัวละคร รายละเอียดเกี่ยวกับพื้นผิวหนัง (Texture) เนื้อสัมผัส หยาบ, เรียบ, นุ่ม, มันวาว, เหงื่อไคลไหลมาก-น้อย ฯ ผสมเข้ากับการจัดแสง-เงามืด สามารถสะท้อนความรู้สึกซ่อนเร้น หรือเมื่อมองเข้าไปในดวงตา ชักชวนให้ค้นหาตัวตนแท้จริง/หน้าต่างของจิตวิญญาณ

ผมอ่านเจอว่าผกก. Harron มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งตากล้อง Sekuła อยู่บ่อยครั้ง คนหนึ่งพยายามถ่ายภาพออกมาสวยๆ เท่ห์ๆ สงสัยจะรับอิทธิพลมาจากตอนร่วมงาน Quentin Tarantino แต่นั่นหาใช่ความต้องการของผู้สร้าง อยากได้ภาพถ่ายสำหรับเล่าเรื่องราวเสียมากกว่า

The DP shot Reservoir Dogs… He seemed to be a relatively kind of gruff, tough guy. My memory of it was that I think he was setting up shots that in Mary’s mind may have been cool shots, pretty shots, but didn’t tell the story she wanted to.

Matt Ross

แม้เรื่องราวของหนังมีพื้นหลัง New York City แต่ก็มีถ่ายทำฉากภายนอกแค่ไม่กี่ซีนเท่านั้น ผกก. Harron เลยเลือกปักหลักอยู่ใกล้บ้านที่ Toronto, Ontario ใช้เวลาโปรดักชั่นทั้งหมด 7 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 23 เมษายน ค.ศ. 1999


Opening Credit เริ่มต้นด้วยฉายภาพการจัดจานอาหาร (Plating) พบเห็นการบีบซอสพริกที่ดูเหมือนคราบเลือด ราสเบอรี่ มีดหั่นเนื้อ(เป็ด) แต่ละสิ่งอย่างช่างดูเหมือนการจัดฉากฆาตกรรม! … เบื้องหน้าคืออาหารระดับ Fine Dining มีความเลิศหรู ภายนอกแลดูดี จัดจานสวยงามตา แต่ลับหลังกลับซุกซ่อนสิ่งชั่วร้าย ความตาย และลัทธิบริโภคนิยม “blood disguised as luxury” อารัมบทว่าทุกสิ่งอย่างพบเห็นในหนังเรื่องนี้อาจเป็นเพียงภาพลวงตา มีนัยยะบางสิ่งอย่างซ่อนเร้นไว้!

ประเด็นหนึ่งที่กลุ่มเพื่อนของ Bateman นิยมชมชอบคุยโวโอ้อวด คือเมื่อคืนไปรับประทานอาหารร้านไหน? เพราะระดับของร้านอาหารบ่งบอกรสนิยม ความมีอภิสิทธิ์ชน โดยเฉพาะ Dorsia ที่จองยากมาก ได้รับความนิยมอย่างสูง มีเงินก็ใช่ว่าจะมีโอกาสเข้าใช้บริการ … เปรียบเทียบก็คงประมาณมิชลินสามดาว กระมังนะ

ตั้งแต่ฉากแรกของหนังก็มีจดจำผิดคน ใครไหนคือ Paul Allen? ซึ่งชายคนนั้นก็มักจดจำ Bateman สลับกับ Marcus Halberstram สร้างความสับสน มึนงง แต่เคลือบแฝงนัยยะว่าพวกเขาเหล่านี้ล้วนมีความละม้ายคล้าย รสนิยม ร้านตัดผม สวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เดียวกัน อาชีพการงานก็ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ อาจยกเว้นเพียงชื่อในนามบัตรเท่านั้นกระมัง?

ความละม้ายคล้ายกันดังกล่าวถือเป็นผลผลิตของลัทธิบริโภคนิยม ที่ทุกสิ่งอย่างมีความสำเร็จรูป ถอดแบบมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ จนมนุษย์แทบจะสูญสิ้นตัวตน/ความเป็นตัวของตนเอง

ตรงชักโครกมีรูปภาพหน้าปกหนังสือ Les Misérables (1862) ของ Victor Hugo จากนั้นช็อตโคลสอัพมีความพยายามซ้อนทับใบหน้า Bateman กับหญิงสาวในภาพ นี่ราวกับต้องการจะสื่อว่าตนเองมีสภาพไม่ต่างจากเธอคนนั้น ที่ต้องอดรนทนทุกข์ยากลำบาก … มันใช่เหรอ? พี่แกอาศัยอยู่อพาร์ทเม้นท์หรูหรา ใจกลางมหานคร New York City มันจะมีความ Miserable (หมายถึงบุคคลประสบทุกข์ยาก อนาถา น่าเวทนา)ยังไงกัน?

บางคนอาจตีความ Miserable ในเชิงนามธรรมของตัวละคร เพราะอาการป่วยจิตเป็นผลิตมาจากครอบครัว/ระบบสังคม แต่นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของผู้สร้าง ผกก. Harron จงใจตัดทิ้งฉากวัยเด็ก ความสัมพันธ์กับครอบครัว ฯ เพราะไม่ต้องการให้ผู้ชมค้นหาเบื้องหลัง เหตุผลการกระทำ เพียงมองตัวละครนี้คือสัตว์ชั่วร้าย “simply a monster”

I remember someone objecting to the fact that Bateman was homophobic. Like, really? He’s just stabbed a homeless guy in the eye and he’s killed 30 people and you’re worried about him being homophobic?

There was one thing that happened that I’ve often encountered as an objection to the scripts I do: People want more psychology. But having a very clear psychological explanation isn’t of great interest to me.

Especially not with Patrick Bateman. I’d be having a meeting, and they’d want to know more about his childhood and his parents. It doesn’t matter if his mother was mean to him. I don’t care. He’s a monster.

Mary Harron

ทุกเช้าเมื่อตื่นนอน Bateman จะมีพิธีการ (Ritual) กิจวัตรประจำวันหลายสิ่งอย่างที่ต้องทำ บำรุงผิวพรรณ สร้างภาพภายนอกให้ดูหล่อเหลา สมบูรณ์แบบมากที่สุด นี่ถือเป็นอีกพฤติกรรมของบุคคลหมกมุ่นยึดติดกับลัทธิบริโภคนิยม โดยไฮไลท์คือขณะลอกหน้า(กาก) สื่อถึงการกลายเป็นอีกบุคคล ปกปิดซ่อนเร้นตัวตนแท้จริง

There is an idea of a Patrick Bateman. Some kind of abstraction. But there is no REAL me, only an entity. Something illusory. And though I can hold my cold gaze and you can shake my hand and feel flesh gripping yours, and maybe you can even sense our lifestyles are probably comparable… I simply am not there.

Patrick Bateman

แซว: ยุคสมัยสังคมออนไลน์มันมีคลิปอวดร่ำอวดรวย อวดกิจวัตรประจำวัน ซึ่งพิธีการนี้ของ Bateman ชวนให้ผมนึกถึง Ashton Hall ผู้นำเทรนด์ Morning Routine ก็ไม่รู้มันฮิตได้ยังไงกัน?

Bateman เดินทางมาถึงสถานที่ทำงาน แล้วมีการพูดคุยทักทายเพื่อนร่วมงาน ผมอ่านเจอว่าซีเควนซ์นี้อ้างอิงถึงฉาก Walking on Sunshine ภาพยนตร์เรื่อง The Secret of My Success (1987) กำกับโดย Herbert Ross นำแสดงโดย Michael J. Fox

Bateman พบเจอหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งระหว่างข้ามทางม้าลาย มองผิวเผินเหมือนแค่การทักทายทั่วๆไป แต่ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งอาบฉาบด้วยเงามืด ฝ่ายหญิงหันมามองแล้วแสดงปฏิกิริยาเหมือนสนอกสนใจ สัญญาณไฟ “Don’t Walk” และฉากต่อไปผ้าคลุมเตียงเปลื้อนคราบสีแดง ราวกับ Death Flag! … ขึ้นอยู่กับผู้ชมว่าจะสามารถจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกลแค่ไหน

ระหว่างที่ Bateman โทรศัพท์คุยกับแฟนสาวเพื่อน/ชู้รัก Courtney Rawlinson เขาถือวีดีโอเทป Raw Talent: Deep Inside Lydia’s Ass (1993) แต่เรื่องที่เปิดอยู่ทางโทรทัศน์เหมือนว่าจะคือ White Angel (1998)

Bateman บอกกับ Courtney Rawlinson จะพามารับประทานอาหารยัง Dorsia ร้านเลื่องชื่อเรื่องการจับจองยากมากๆ มีเงินก็ใช่ว่าจะได้รับประทาน แต่เพราะเธอไม่เคยเข้าร้านนั้นมาก่อน ทั้งยังมีอาการสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ยังไม่สร่างเมากับสารเสพติด เลยไม่รับรู้ตัวว่าถูกหลอกพามายังร้าน Barcadia (ชื่อร้านอยู่หลังเมนูอาหาร)

“peanut butter soup with smoked duck and mashed squash” ผมบังเอิญอ่านเจอว่านี่เป็นเมนูอาหารที่มีความย้อนแย้งกันเอง “peanut butter soup” คืออาหารพื้นๆ บ้านๆ ถั่ว+เนยคือวัตถุดิบราคาถูก สำหรับชาวอเมริกันทั่วๆไป ผิดกับ “smoked duck and mashed squash” ถือเป็นอาหารจานหรู ราคาแพง เหมาะสำหรับร้าน Fine Dining … ความย้อนแย้งดังกล่าวสะท้อนแนวคิดลัทธิบริโภคนิยมได้เช่นกัน อาหารธรรมดาๆเมื่อมาอยู่ในร้านหรูชื่อดังย่อมสามารถเพิ่มราคาจนเกินความเหมาะสม

มันน่าสนใจทีเดียวที่ชื่อของ Donald Trump และ Ivana Trump (ภรรยาคนแรก) ถูกกล่าวถึงในหนังเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับนักธุรกิจที่แท้จริงแล้วคือฆาตกรโรคจิต

เรื่องวุ่นๆของนามบัตร ในบรรดา 4-5 ใบที่อวดโชว์กันนี้ Bateman น่าจะดูธรรมดาสามัญที่สุดแล้วกระมัง ทั้งแบบอักษร ความหนา-บาง การจัดวาง พื้นสัมผัสกระดาษ ไฮไลท์คือของ Paul Allen เห็นว่ามีลายน้ำช่วยสร้างความหรูหรา ยกระดับหน้าตาของเจ้าของ … ศาสตร์ของการออกแบบนามบัตร สามารถสะท้อนตัวตนของเจ้าของ

เมื่อตอนเริ่มอวดนามบัตร กิริยาท่าทาง นั่งกางแขนอย่างผ่าเผยของ Bateman ช่างดูภาคภูมิใจในบัตรของตนเองเหลือเกิน แต่หลังจากพบเห็นของคนอื่นๆที่มีรายละเอียด ผิวสัมผัส ความงดงามที่เด่นชัดกว่า สีหน้าก็เริ่มซีดเผือก และพอพบเห็นนามบัตรของ Paul Allen ภาพระยะใกล้ (Close-Up Shot) แทบจะมองเห็นหยาดเหงื่อซึมออกมาจากรูขุมขน … รายละเอียดนี้เฉพาะฉบับ 4K เท่านั้นนะครับ

หลังความอับอายขายขี้หน้าเรื่องนามบัตร Bateman เดินผ่าน(เบื้องหน้า) Federal Hall National Memorial เข้าไปยังตรอกซอกข้างๆ ถูกทิ้งร้าง บรรยากาศนัวร์ๆ เต็มไปด้วยขยะ สุนัขจรจัด และคนไร้บ้าน … นี่เป็นการสะท้อนสภาพเป็นจริงของสหรัฐอเมริกา เบื้องหน้าคือประเทศมหาอำนาจสุดยิ่งใหญ่ แต่เบื้องหลังกลับ xxx ดั่งที่พบเห็น ถูกใช้เป็นสถานที่ระบายอารมณ์อัดอั้นของ Bateman

เกร็ด: Federal Hall National Memoria คือศาลาว่าการแห่งแรกของนคร New York ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ American Revolution (1765-83) อาคารแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานนัดพบของสภาสมาพันธรัฐ (Confederate States of America) ก่อนกลายเป็นรัฐบาลกลางสหรัฐในปี ค.ศ. 1789 รวมถึงใช้จัดประชุมรัฐสภาที่ 1 และ George Washington สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

ต่อเนื่องจากฉากที่แล้วที่เพิ่งจะฆ่าคนตาย Bateman ทำการนวดหน้า หมอนวดถึงกับเอ่ยปากชม “What beautiful skin you have. So fine, so smooth.” นั่นคือวิถีอเมริกันที่ลับหลังมีความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะสักเพียงไหน ตราบใดที่ทำการนวดหน้า เข้าเครื่องอบผิวแทน (Solarium Machine) หรือสร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูดี ก็ไม่มีใครรับรู้เห็นอะไรใดๆ

งานปาร์ตี้คริสต์มาส จัดในตีม How the Grinch Stole Christmas แต่หนังเรื่องนี้ออกฉายก่อน How the Grinch Stole Christmas (2000) มันเลยเป็นการอ้างอิงถึง How the Grinch Stole Christmas! (1966) … “Stop scowling, Patrick, you’re such a Grinch.” ใครเคยรับชมภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ก็น่าจะพอเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง Bateman = Grinch

อีกสิ่งน่าสนใจก็คือของขวัญคริสต์มาสของ Evelyn Williams เจ้าหมูแคระพุงพลุ้ย (Vietnamese Pot Belly)ชื่อ Snowball นี่เป็นสัตว์สัญลักษณ์ของลัทธิบริโภคนิยมได้อย่างชัดเจนที่สุดแล้ว!

Bateman นัดหมายรับประทานอาหารกับ Paul Allen ณ ร้าน Texarkana (เป็นร้านแนว Cajun/Louisiana/Tex-Mex)ที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง ลูกค้าก็น้อยนิด สภาพอาหาร (กระต่ายย่าง? grilled free-range rabbit?) ดูไม่ค่อยน่ารับประทานสักเท่าไหร่ นี่เหมือนเป็นความจงใจดูถูก ด้อยค่า (Insult) เทียบไม่ได้กับร้านประจำอีกฝ่าย Dorsia และสถานที่แห่งนี้ที่ไม่มีใครรับรู้จัก แถมบรรยากาศทะมึนๆมองอะไรไม่ค่อยเห็น เหมาะสำหรับการอำพรางตัว หลังจากนี้ชักชวนขึ้นอพาร์ทเม้นท์เพื่อที่จะ …

มันคือหนึ่งในพิธีกรรม (Ritual) ก่อนที่ Bateman จะกระทำอะไรใคร (ฆ่าคนตาย, ร่วมรักทรีซัม ฯ) ต้องมีการเปิดเพลงสร้างบรรยากาศ พร้อมอธิบายรายละเอียดเบื้องหลัง สาเหตุผลที่เลือกบทเพลงนี้เพื่อเป็น “Personal Statement” ผมรู้สึกเหมือนเป็นการประชดประชันผู้ชม ที่ชอบสอบถามผู้สร้างถึงเหตุผลโน่นนี่นั่น ก็เลยให้ตัวละครอธิบายคำตอนนั้นโน้นนี้มาให้เสร็จสรรพ

แม้ว่าขวานจะพาดพิงถึง The Shinning (1980) แต่ผมรู้สึกว่าท่าทางการเต้น เริงระบำก่อนลงมือฆาตกรรม ชวนนึกถึงภาพยนตร์ A Clockwork Orange (1971) ขับร้องบทเพลง Singin’ in the Rain (เลยสวมใส่เสื้อกันฝน) สำหรับคนช่างสังเกตจะพบว่าซีเควนซ์นี้ไม่มีฉายภาพขณะขวานจามลงศีรษะ เพียงพบเห็นเลือดสาดกระเซ็นโดนใบหน้า Bateman (สัญญะแทนฆาตกร เปิดเผยใบหน้าแท้จริงที่แปดเปื้อนเลือด กระทำสิ่งชั่วร้ายสารพัด)

เกร็ด: ฉากนี้ Jared Leto ไม่รับรู้มาก่อนว่าตัวละครจะถูกฆ่า ปฏิกิริยาตอนเห็น Christian Bale ถือขวานตรงเข้ามา นั่นคืออาการตกอกตกใจจริงๆ

Willem Dafoe เล่าว่าซีเควนซ์นี้ถ่ายทำทั้งหมดสามแบบ 1) Kimball รับรู้ว่า Bateman คือฆาตกร 2) เพียงเป็นบุคคลต้องสงสัย 3) เชื่อว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ฆาตกร, แล้วเวลาตัดต่อนำมาคลุกเคล้า สลับไปสลับมา สร้างความคลุมเคลือจนผู้ชมบอกไม่ได้ว่านักสืบเอกชนคนนี้ครุ่นคิดอะไรยังไงกับ Bateman

I remember her telling me to play it those different ways. And then she cut it together in a way that was ambiguous where she kind of had her cake and ate it too. … That lifted up the scene.

Willem Dafoe

เกร็ด: สำนักงานและห้องทำงานนี้ของ Bateman เห็นว่าสร้างฉากขึ้นในสตูดิโอ เพราะว่าเจ้าของตึกไม่ชอบต้นฉบับหนังสือ เลยไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่ถ่ายทำ

ช่วงระหว่าง Bateman กำลังออกกำลังกาย ซิทอัพอยู่นั้น ภาพยนตร์ฉายทางโทรทัศน์คือ The Texas Chain Saw Massacre (1974) ที่จักกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวละครใช้เลื่อยยนต์ (Chainsaw) เข่นฆ่าคนตาย

ช่วงทศวรรษ 80s กระแสเรื่อง Sex Tape กำลังมาแรง แสดงถึงรสนิยมทางเพศของพวกชอบโชว์ เบ่งกล้าม อวดอ้างว่างฉันเก่ง หลงตนเอง (Narcissism) ชอบออกคำสั่งให้ทำโน่นนี่นั่น (Manipulative) สำแดงภาวะชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity) กดขี่ข่มเหงสตรีเพศ/บุคคลต่ำต้อยด้อยค่ากว่าตน อย่างไร้ความสงสารเห็นใจ

ซีเควนซ์นี้มันเป็นมากกว่าแค่การร่วมรักทรีซัม (Threesome) แต่สะท้อนวิถีของลัทธิบริโภคนิยม (Consumerism) ที่ทำการลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) หญิงสาวไม่ต่างจากวัตถุทางเพศ (Object of Desire) สินค้าสำหรับการบริโภค เสพกามเสร็จแล้วก็แยกทางไป ไม่ต่างจาก(สินค้า)ใช้แล้วทิ้ง (Disposable commodities) หรือถูกทำลายในฉากร่วมรักครั้งถัดไป

มาในตอนที่คนอื่นเค้าเลิกฮิตไปแล้ว นามบัตรของ Luis Carruthers แม้งโคตรอลังการงานสร้าง โดยเฉพาะตัวอักษรลงเคทอง (Foiling) มีความหรูหราเกินกว่านามบัตรของใคร นั่นสร้างความอิจฉาริษยาให้กับ Bateman จนแทบมิอาจอดกลั้นฝืนทน ต้องการเข่นฆ่าให้ตกตาย

แต่กลับกลายเป็นว่าขณะที่ Bateman กำลังจะบีบคอ Luis Carruthers แล้วจู่ๆกลับไม่ทำอะไรต่อ มันมีคำเรียกลักษณะอาการเช่นนี้ว่า Gay Panic เหตุผลที่ไม่ลงมือเพราะเพิ่งตระหนักว่าตนเองมีรสนิยมทางเพศเดียวกัน ชาย-ชาย (Homosexual) แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆนะหรือ?

ผกก. Harron และเพื่อนนักเขียน Guinevere Turner คือคนแสดงความคิดเห็นดังกล่าว เพราะรับรู้ว่าผู้แต่งนวนิยาย Bret Easton Ellis มีรสนิยมรักร่วมเพศ เธอจึงมองอัตลักษณ์ทางเพศในเชิงเสียดสีล้อเลียน “a gay man’s satire on masculinity” กล่าวคือความสัมพันธ์กับผู้หญิงของ Bateman เป็นเพียงการสร้างภาพให้ตนเอง (Social Façade) เพื่อปกปิดบังตัวตนแท้จริงที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ (Homo หรือ Bisexual)

หลังค้นพบรสนิยมทางเพศของตนเองครั้งนั้น ทำให้การร่วมเพศสัมพันธ์กับชู้รัก Courtney Rawlinson ดูจืดชืด ไร้ชีวิตชีวา เพียงท่วงท่า Man on Top (ท่วงท่าชายเป็นใหญ่ อยู่เหนือสตรีเพศ สามารถควบคุมจังหวะ-อารมณ์) เร่งรีบให้เสร็จๆแล้วลุกขึ้นแต่งตัว หลังจากนี้เราคงไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันอีก

Crossword Puzzle ปริศนาอักษรไขว้ คือเกมคำศัพท์ที่ประกอบด้วยตารางสี่เหลี่ยมดำ-ขาว ผู้เล่นจะป้อนคำหรือวลีลงในช่องขวา โดยตัดกันในแนวนอนและแนวตั้งตามชุดคำใบ้ แต่สังเกตจากข้อความของ Bateman กลับมีเพียง Meat & Bone กฎระเบียบอะไรฉันไม่สน เพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน

Bateman ชักชวนเลขาสาว Jean มายังอพาร์ทเม้นท์ แล้วพยายามอยู่หลายครั้งจะลงมือเข่นฆ่าเธอ แต่จนแล้วจนรอด จนท้ายที่สุดยินยอมปล่อยกลับบ้านไป เพราะอะไรกัน? ในบรรดาบุคคลที่เขารับรู้จัก หญิงสาวคนนี้เป็นคนเดียวที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน บริสุทธิ์สดใส ซื่อสัตย์จริงใจ ไม่ได้ยึดติดกับโลกวัตถุนิยม ซึ่งทุกครั้งก่อนจะลงมือล้วนมีบางสิ่งอย่าง/สวรรค์ขัดขวาง ครั้งสอง ครั้งสาม จนเกิดสติหยุดยับยั้งชั่งใจ

Because Jean was the only person in his life who genuinely cared for him, but more important than that, she was OUTSIDE of the shallow yuppie lifestyle that Bateman was entrenched in, and hated so much.

เกร็ด: การจะใช้ปืนตะปูฆ่าคนตาย เป็นการอ้างอิงถึง The Nail Gun Massacre (1985)

เธอคนนี้คือ Guinevere Turner ผู้ร่วมดัดแปลงบทหนัง ตัวจริงเป็นเลสเบี้ยน (ในหนังพูดประโยคแสร้งทำเป็นไม่ยินยอมรับ “I’m not a lesbian!”) หลังร่วมรักสามเส้า ก็ถูกฆ่าหมกผ้าห่ม

มันมีอาวุธมากมายที่ Bateman สามารถใช้เข่นฆ่าคนตาย แต่ทุกสิ่งอย่างขวาน (The Shining), ปืนตะปู (The Nail Gun Massacre), เลื่อยยนต์ (The Texas Chain Saw Massacre) ล้วนเกิดจากการลอกเลียนแบบภาพยนตร์ (Imitating & Acting Out) นี่สามารถสื่อถึงอิทธิพลจากปัจจัยแวดล้อมรอบข้าง คือสิ่งหล่อหลอมให้เขามีสภาพเป็นอย่างที่พบเห็น ไม่สามารถควบคุมตนเอง ปลดปล่อยสันชาตญาณ ระเบิดระบายอารมณ์อัดอั้นออกมา

เลื่อยยนต์มันเสียงดังมากเลยนะ หรือตอนโสเภณีพยายามเคาะประตู ตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่กลับไม่มีใคร/ห้องหับไหนยินยอมเปิดออก (พวกเขาอาจไม่อยู่บ้าน หรืออพาร์ทเม้นท์ยังหาคนเช่นไม่ได้ ฯ) แสดงถึงความเห็นแก่ตัวของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องการหาเหาใส่หัว ปฏิเสธยุ่งเกี่ยวข้องแว้ง เห็นคนแก่หกล้มก็ปล่อยทิ้งไว้นั้น

ความสัมพันธ์ระหว่าง Bateman กับคู่หมั้น Evelyn Williams ไม่ต่างจากชู้รักหรือโสเภณี ทั้งหมดเป็นเพียงการสร้างภาพ เล่นละคอนตบตา ไม่เคยครุ่นคิดจะแต่งงาน ลงหลักปักฐาน เมื่ออีกฝ่ายทำตัวเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ หมดประโยชน์ก็ถึงเวลาบอกเลิกรา เลือกสถานที่ร้านอาหารเต็มไปด้วยผู้คน ก็เพื่อไม่ให้เธอแสดงอาการเสียสติแตกออกมา (อยู่สถานที่สาธารณะ ทำอะไรเสียงดังจักสร้างความอับอายขายขี้หน้า)

เกร็ด: ตอนถ่ายทำหนังเรื่องนี้ Reese Witherspoon ตั้งครรภ์ได้สามเดือน และตอนที่ Christian Bale คว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actor จากภาพยนตร์ The Fighter (2010) ก็คือเธอที่เป็นผู้มอบรางวัล

จุดแตกหักของหนังเริ่มต้นเมื่อเครื่อง ATM ปรากฎข้อความ “FEED ME A STRAY CAT” มันอาจมีใครเจาะระบบธนาคารอยู่ก็เป็นได้ แต่ผู้ชมส่วนใหญ่มักมองว่าต่อจากนี้คือช่วงเวลาภาพหลอนของ Bateman ทุกสิ่งอย่างจะทวีความรุนแรง คลุ้มบ้าคลั่ง หยุดไม่อยู่ เปลี่ยนแปรสภาพจาก Psychopath มาเป็น Psychosis (อาการป่วยทางจิตที่รุนแรง ประสาทหลอน สูญเสียการรับรู้ความจริง)

ถ้าหนังเรื่องนี้สร้างโดยผู้กำกับ New Wave (ไม่ว่าจะประเทศไหน) ซีเควนซ์ต่อจากนี้มักถูกทำให้มีความเหนือจริง (Surrealist) จนอาจถึงขนาดจับต้องไม่ได้ (Abstraction) แต่พอมาเป็นผู้กำกับหญิง Harron เลือกใช้วิธีการผู้บรรยายเรื่องผู้ไม่น่าเชื่อถือ (Unreliable Narrator) เหตุการณ์บังเกิดขึ้นอาจดูไม่สมเหตุสมผล แต่มันยังมีความเป็นไปได้ว่าสามารถบังเกิดขึ้นจริง

เหตุการณ์ความคลุ้มคลั่งที่บังเกิดขึ้นทำให้ Bateman ถึงคราอับจน ไม่รู้จะทำอะไรยังไง (Cry for Help) พยายามเรียกหาความช่วยเหลือ โทรศัพท์ฝากข้อความกับทนายความ สารภาพการกระทำความผิดของตนเอง ต้องการให้ทุกสิ่งอย่างถึงจุดจบสิ้น! แต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครรับฟัง สิ่งอุตส่าห์ทำไปไร้ความหมาย (Meaningless) สะท้อนสภาพสังคมแห่งความเห็นแก่ตัว สร้างกำแพงขึ้นมาปิดกั้น ความจริงที่ไม่มีใครอยากรับฟัง

My punishment continues to elude me, and I gain no deeper knowledge of myself. No new knowledge can be extracted from my telling. This confession has meant… nothing.

Patrick Bateman

หลังจากค่ำคืนนั้นพานผ่าน เช้าวันใหม่มาถึง Bateman อาบน้ำแต่งตัว เลือกสวมใส่เสื้อผ้า ท่ามกลางความมืด (ภาพย้อนแสง) นี่สร้างสัมผัสราวกับเตรียมตัวรอรับโทษประหาร กำลังจะเผชิญหน้าผลกรรมของสิ่งที่ได้กระทำมา

แต่ทว่าพอแวะเวียนมายังอพาร์ทเม้นท์ของ Paul Allen คาดไม่ถึงว่าศพคนตายที่ซุกซ่อนเอาไว้ ได้สูญหายไปหมดสิ้น แถมมีการทาสีใหม่ เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาดูห้องพัก นี่มันบังเกิดห่าเหวอะไร? ความฝัน? หรือมีอะไรมากกว่านั้น? คำพูดสองแง่สองง่ามของเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ ราวกับเธอล่วงรู้บางสิ่งอย่างหรือเปล่า?

Iran-Contra affair หรือ Iran–Contra scandal (1985-87) คือเหตุการณ์อื้อฉาวทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา ในยุคสมัยปธน. Ronald Reagan โดยเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐบาลด้วยการลักลอบขายอาวุธให้อิหร่าน แล้วโอนเงินจากการขายอาวุธไปสนับสนุนกลุ่มกบฎ Contra เหตุการณ์นี้ถูกเปิดโปงในปี ค.ศ. 1986 ก่อบังเกิดโกลาหลทางการเมือง ทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล Reagan ที่อ้างว่าไม่รู้เรื่องใดๆ … จริงๆนะหรือ?

นั่นคือสิ่งที่เพื่อนร่วมงานของ Bateman พูดแสดงความคิดเห็นออกมาว่า “How can he lie like that?” นี่คือการเปรียบเทียบตัวตนของ Bateman ในระดับมหภาค ผู้นำประเทศ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เบื้องหน้าแสดงออกอย่างหนึ่ง ลับหลังกระทำอีกอย่างหนึ่ง … โทรทัศน์ตั้งอยู่ตำแหน่งสูงสุดในร้านแห่งนี้ด้วยนะ!

ตอนจบของหนัง ผู้ชมจะได้ยินเสียงบรรยาย/รับสารภาพของ Bateman ต่อเหตุการณ์ล่าสุดที่เขาเพิ่งพานผ่านมา กล้องค่อยๆแพนนิ่งไปโดยรอบร้าน ฉายภาพผู้คนที่กำลังดื่มด่ำ เคลิบเคลิ้มไปกับลัทธิบริโภคนิยม และแสดงความคิดเห็นว่าตัวเขา/โลกใบนี้ได้ก้าวผ่านเส้นแบ่งบางๆระหว่างถูก-ผิด ดี-ชั่ว หลงเหลือเพียงความคลุ้มคลั่ง การพูดความจริงไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา โลกใบนี้ไร้หนทางออก “This is not an Exit!”

There are no more barriers to cross. All I have in common with the uncontrollable and the insane, the vicious and the evil, all the mayhem I have caused… and my utter indifference toward it, I have now surpassed. My pain is constant and sharp… and I do not hope for a better world for anyone. In fact, I want my pain to be inflicted on others. I want no one to escape. But even after admitting this, there is no catharsis. My punishment continues to elude me… and I gain no deeper knowledge of myself. No new knowledge can be extracted from my telling. This confession has meant… nothing.

Patrick Bateman

ตัดต่อโดย Andrew Marcus สัญชาติอังกฤษ เริ่มต้นจากเป็นนักตัดต่อในสังกัด Merchant Ivory Productions ไต่เต้าจากผู้ช่วยตัดต่อ Maurice (1987), ได้รับเครดิตภาพยนตร์ Mr. & Mrs. Bridge (1990), Howards End (1992), The Remains of the Day (1993), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ American Psycho (2000), Hedwig and the Angry Inch (2001), Begin Again (2013), Sing Street (2016) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Patrick Bateman แสดงให้เห็นชีวิตสองด้าน กลางวันคือรองประธานบริษัทวาณิชธนกิจชั้นนำใน Wallstreet รูปหล่อ บ้านรวย เพรียบพร้อมทุกสิ่งอย่าง, แต่ยามค่ำคืนกลับกลายเป็นฆาตกรโรคจิต เข่นฆ่าคนตายอย่างเลือดเย็น

  • กลางวันของ Patrick Bateman
    • Bateman สนทนากับเพื่อนๆในร้านอาหารหรู จากนั้นไปแดนซ์ในผับบาร์
    • เช้าตื่นมาแต่งองค์ทรงเครื่อง สำแดงกิจวัตรประจำวัน
    • เดินทางไปทำงาน สนทนากับเลขาสาว Jean
    • หลังเลิกงานพาคู่หมั้น Evelyn Williams ไปรับประทานอาหารเย็น
    • ระหว่างกลับบ้านพบเจอหญิงแปลกหน้ากำลังข้ามถนน
  • กลางคืนของ Patrick Bateman
    • เช้าวันถัดมาที่ร้านซักรีด ขอให้พนักงานจัดการคราบสีแดงบนผ้าคลุมเตียง
    • Bateman คุยโทรศัพท์กับแฟนสาวเพื่อน/ชู้รัก Courtney Rawlinson ชักชวนมาร่วมรับประทานอาหารที่ Dorsia แต่เธอมึนเมายาเกินกว่าจะแยกแยะออก
    • หนุ่มๆในห้องประชุมแข่งกันอวดนามบัตร
    • ยามค่ำคืน Bateman ใช้มีดทิ่มแทงชายไร้บ้าน
    • Bateman ชักชวน Paul Allen มาร่วมรับประทานอาหารเย็น
      • แล้วพอไปต่อที่อพาร์ทเม้นท์ Bateman ใช้ขวานจามศีรษะ
  • ความหลงระเริงของ Patrick Bateman
    • นักสืบ Donald Kimball เดินทางมาที่ห้องทำงาน สอบถามการสูญหายตัวไปของ Paul Allen
    • Bateman ว่าจ้างสองสาวโสเภณีมาร่วมทรีซัม (Threesome)
    • Luis Carruthers นำนามบัตรมาอวดอ้าง Bateman ตั้งใจจะฆ่าปิดปาก แต่พออีกฝ่ายเปิดเผยว่ามีรสนิยมรักร่วมเพศ ก็แทบมิอาจอดรนทน
    • นักสืบ Donald Kimball แวะเวียนมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
    • Bateman ร่วมรักกับชู้รัก Courtney Rawlinson ก่อนทั้งสองจะตัดสินใจเลิกรา
    • Bateman ชักชวนเลขาสาว Jean ไปที่อพาร์ทเม้นท์ ตั้งใจจะเข่นฆ่า ก่อนล้มเลิกความตั้งใจ
    • Bateman รับประทานอาหารเย็นกับนักสืบ Donald Kimball
  • อาการเสียสติแตกของ Patrick Bateman
    • Bateman เรียกใช้บริการโสเภณีมาร่วมทรีซัม ก่อนลงมือฆ่าปิดปาก
    • Bateman บอกเลิกกับคู่หมั้น Evelyn Williams
    • ค่ำคืนนี้ฆ่าคนตาย ฆ่าตำรวจตาย ฆ่าพนักงานรักษาความปลอดภัย
    • พอหวนกลับมาอพาร์ทเม้นท์ โทรศัพท์หาทนาย สารภาพความจริงทั้งหมด
    • เช้าวันถัดมาเดินทางไปอพาร์ทเม้นท์ของ Paul Allen แต่ไม่พบเจอศพ เพียงนายหน้าขายอพาร์ทเม้นท์
    • Jean พบเจอสมุดบันทึกของ Bateman ในลิ้นชัก
    • พบเจอกับทนายที่พอว่าโทรศัพท์เมื่อคืนเป็นเรื่องตลกขบขัน ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น?

เกร็ด: ฉบับเข้าฉายสหรัฐอเมริกามีการหั่นฉากทรีซัมออกไปประมาณ 18 วินาที และเปลี่ยนประโยคพูด “Christy, get down on your knees so Sabrina can see your asshole” โดยตัดคำว่า hole ทิ้งไปเหลือแค่ “see your ass” เพื่อให้ได้เรตติ้ง 18+


เพลงประกอบโดย John Davies Cale (เกิดปี ค.ศ. 1942) นักแต่งเพลงสัญชาติ Welsh เกิดที่ Garnant, Carmarthenshire วัยเด็กชื่นชอบการเล่นดนตรี เล่นออร์แกนในโบสถ์ Ammanford Church แต่พรสวรรค์แท้จริงคือวิโอล่า เข้าศึกษา National Youth Orchestra of Wales (NYOW) ก่อนได้ทุนเรียนต่อ Goldsmiths College, University of London (UoL) พอเดินทางสู่ New York ร่วมก่อตั้ง The Velvet Underground (1964-68) จากนั้นแยกตัวออกมาทำอัลบัม เพลงประกอบภาพยนตร์ภาพยนตร์ อาทิ Heat (1972), Something Wild (1986), I Shot Andy Warhol (1996), Basquiat (1996), American Psycho (2000) ฯ

การทำเพลงของ John Cale แต่งท่วงทำนองโดยใช้เครื่อง Sampler แล้วส่งไฟล์เพลงไปให้ใครบางคนทำการเรียบเรียง ว่าจ้างนักดนตรีสำหรับบันทึกเสียง ซึ่งนอกจาก Main Theme ดังขึ้นระหว่าง Opening Credit นอกนั้นจะเป็นท่วงทำนองสั้นๆ สำหรับสำแดงสภาวะอารมณ์ (Psychological) ของ Patrick Bateman ในช่วงขณะต่างๆ

Main Theme ใช้การประสานเสียงไวโอลินเป็นหลัก กลิ่นอาย Classical มอบสัมผัสของชนชั้นสูง (ดนตรีของ)ผู้ดีมีสกุล ท่วงทำนองฟังดูขี้เล่นซุกซน ไม่รู้หนาวไม่รู้ร้อน ไม่สนห่าเหวอะไรใคร ซึ่งเมื่อนำมาประกอบเข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน สามารถสะท้อนภาพสังคมบริโภคนิยมที่มีความหรูหราฟุ่มเฟือย พร้อมฉายภาพจัดแต่งจานอาหาร (Fine Dinning) ให้มีความสวย เลิศรส ไม่มีทางที่คนธรรมดาจะได้ลิ้มลอง เข้าถึงรสชาติอันลึกล้ำ

ยังมีอีกเพลงหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงชื่อว่า The Ritual ดังขึ้นตอนตื่นเช้า Patrick Bateman ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา แต่งองค์ทรงเครื่อง ทำกิจวัตรประจำวันก่อนออกเดินทางไปทำงาน บทเพลงมีการบรรเลงเปียโนในลักษณะเวียนวนกลม เล่นโน๊ตชุดเดิมซ้ำไปซ้ำมา (สไตล์เพลง Minimalist) ชีวิตคนเราก็เฉกเช่นกัน เต็มไปด้วยความซ้ำซากจำเจ ไม่รู้จักจบจักสิ้น

ในส่วนของ ‘diegetic music’ ดังจากเครื่องเล่น ซาวน์เบาน์ หรือตามร้านอาหาร ในอัลบัมมีอยู่แค่สิบกว่าเพลง แต่ผมนั่งนับในเครดิต IMDB.com มีเกือบสามสิบเพลง! รวบรวมเพลงฮิตจากทศวรรษ 80s แต่ไม่ได้ทั้งหมดเพราะศิลปินบางคนอย่าง Whitney Houston ไม่อนุญาตให้ใช้บทเพลงเนื่องจากความรุนแรงของเรื่องราว

ผมขอเลือกมาแค่สองสามบทเพลงที่มีนัยยะสำคัญกับหนัง เริ่มจากตอนใช้ขวานจามศีรษะ Paul Allen เปิดบทเพลง Hip to Be Square (1986) แต่งโดย Bill Gibson, Sean Hopper, ขับร้องโดย Huey Lewis รวมอยู่ในอัลบัม Fore! (1986) ทำอันดับสูงสุด #3 ชาร์ท US Billboard Hot 100

I used to be a renegade
I used to fool around
But I couldn’t take the punishment
And had to settle down

Now I’m playing it real straight
And yes, I cut my hair
You might think I’m crazy
But I don’t even care
‘Cause I can tell what’s going on

It’s hip to be square
It’s hip to be squareI like my bands in business suits
I watch them on TV
I’m working out most every day
And watchin’ what I eat

They tell me that it’s good for me
But I don’t even care
I know that it’s crazy
I know that it’s nowhere
But there is no denying that

It’s hip to be square
It’s hip to be square
It’s hip to be square
So hip to be square

It’s not too hard to figure out
You see it every day
And those that were the farthest out
Have gone the other way

You see them on the freeway
It don’t look like a lot of fun
But don’t you try to fight it
An idea whose time has come
Don’t tell me that I’m crazy
Don’t tell me I’m nowhere
Take it from me

It’s hip to be square
It’s hip to be square
It’s hip to be square
So hip to be square
Tell ’em, boys

So hip to be square
(Hip, hip)

ฉากทรีซัมมีการกล่าวถึงหลากหลายบทเพลงของ Phil Collins อาทิ In Too Deep, In The Air Tonight, Against All Odds แต่ท้ายที่สุด Bateman เปิดบทเพลงโปรด Sussudio รวมอยู่ในอัลบัม No Jacket Required (1985) สามารถติดอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100

เกร็ด: Sussudio เป็นศัพท์เทียม (pseudoword) ดูเหมือนจะมีความหมาย แต่แท้จริงแล้วมิได้เป็นส่วนหนึ่งของศัพทานุกรม หรือก็คือไม่มีความหมายจริง เกิดจากการดั้นสดคำร้องระหว่างแต่งเพลง ตั้งใจจะหาคำอื่นแต่หาไม่ได้ ก็เลยใช้คำนี้แม้งเลย!

There’s this girl that’s been on my mind
All the time, Sussusudio oh oh
Now she don’t even know my name
But I think she likes me just the same
Sussusudio oh oh

Oh if she called me I’d be there
I’d come running anywhere
She’s all I need, all my life
I feel so good if I just say the word
Sussusudio, just say the word
Oh Sussusudio

Now I know that I’m too young
My life has just begun
Sussusudio oh oh
Ooh give me a chance, give me a sign
I’ll show her anytime
Sussusudio oh oh

Ah, I’ve just got to have her, have her now
I’ve got to get closer but I don’t know how
She makes me nervous and makes me scared
But I feel so good if I just say the word
Sussusdio just say the word
Oh Sussusudio, oh

Ah, she’s all I need all of my life
I feel so good if I just say the word
Sussusudio I just say the word
Oh Sussusudio I just say the word
Oh Sussusudio I’ll say the word
Sussusudio oh oh oh
Just say the word
Just say the word
Sussusudio oh oh oh
Sussusudio
Sussusudio
Sussusudio oh oh oh
Sussusudio
Just say the word
Sussusudio oh oh oh
Sussusudio
Just say the word…

สำหรับฉากทรีซัมรอบสอง มีการกล่าวถึง The Greatest Love of All (1977) แต่งโดย Michael Masser, คำร้องโดย Linda Creed, ขับร้องโดย Whitney Houston ไต่ขึ้นถึงอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100 นานถึงสามสัปดาห์ แต่อย่างที่อธิบายไปแล้ว Houston ปฏิเสธไม่ให้ใช้ฉบับขับร้องของเธอ เห็นว่ามีการเรียบเรียงออร์เคสตรา แต่ผมรู้สึกเหมือนไม่ได้ยินอะไรในฉากนี้นะ

แซว: การเลือกบทเพลงนี้ไม่ได้แปลว่า Bateman พบเจอความรักแท้ The Greatest Love of All แต่ต้องการสื่อถึงสิ่งที่เขาตกหลุมรัก หลงใหลคลั่งไคล้ที่สุด ก็คือการกระทำสิ่งตอบสนองความใคร่ และเข่นฆ่าคนตาย!

I believe that children are our future
Teach them well and let them lead the way
Show them all the beauty they possess inside
Give them a sense of pride to make it easier
Let the children’s laughter remind us how we used to be

Everybody’s searching for a hero
People need someone to look up to
I never found anyone who fulfilled my needs
A lonely place to be
And so I learned to depend on me

I decided long ago, never to walk in anyone’s shadows
If I fail, if I succeed
At least I lived as I believe
No matter what they take from me
They can’t take away my dignity

Because the greatest love of all
Is happening to me
I found the greatest love of all
Inside of me
The greatest love of all
Is easy to achieve
Learning to love yourself
It is the greatest love of all

I believe that children are our future
Teach them well and let them lead the way
Show them all the beauty they possess inside
Give them a sense of pride to make it easier
Let the children’s laughter remind us how we used to be

I decided long ago, never to walk in anyone’s shadows
If I fail, if I succeed
At least I lived as I believe
No matter what they take from me
They can’t take away my dignity

Because the greatest love of all
Is happening to me
I found the greatest love of all
Inside of me
The greatest love of all
Is easy to achieve
Learning to love yourself
It is the greatest love of all

And if by chance, that special place
That you’ve been dreaming of
Leads you to a lonely place
Find your strength in love

หนึ่งในบทเพลงได้ยินระหว่าง Closing Credit คือ Something in the Air (1999) แต่งโดย David Bowie, Reeves Gabrels, ขับร้องโดย David Bowie รวมอยู่ในอัลบัม hours… (1999) แต่เดี๋ยวนะ? เพลงนี้เพิ่งวางจำหน่ายก่อนหนังฉายแค่ปีเดียว ไม่ได้เกี่ยวกับทศวรรษ 1980s เลยสักนิด นี่อาจเคลือบแฝงนัยยะถึงกาลเวลาเคลื่อนผ่าน คำพูดสุดท้ายของ Bateman คือ “This is not an exit” แต่บางสิ่งอย่างยังคงล่องลอยอยู่ในอากาศ (Something in the Air) หรือก็คืออะไรๆยังคงเหมือนเดิม ไม่มีสิ่งใดปรับเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต

Your coat and hat are gone
I really can’t look at your little empty shelf
A ragged teddy bear
It feels like we never had a chance
Don’t look me in the eye

We lay in each other’s arms
But the room is just an empty space
I guess we lived it out
Something in the air
We smile too fast
Then can’t think of a thing to say

Lived with the best times
Left with the worst
Danced with you too long
Nothing left to save

Let’s take what we can
I know you’ll hold your head up high
We’ve raged for the last time
A place of no return

And there’s something in the air
Something in my eye
I’ve danced with you too long
Yeah
Something in the air
Something in my eye

Abracadoo, I lose you
We can’t avoid the clash, the big mistake
Now we’re going to pay and pay
The sentence of our lives
Can’t believe I’m asking you to go

We used what we could
To get the things we want
But we lost each other on the way
I guess you know I never wanted anyone more than you

Lived all our best times
Left with the worst
I’ve danced with you too long
Say what you will
There’s something in the air

Raged for the last time
But I know you’ll hold your head up high
There’s nothing we have to say
There’s nothing in our eyes

But there’s something in the air
Something in my eye
I danced with you too long
There’s something I have to say
There’s something in the air
Something in my eye

I’ve danced with you too long
Danced with you too long
Danced with you too long
And there’s something in the air
Something in the air

American Psycho (2000) เป็นภาพยนตร์ที่ทำการสำรวจจิตวิทยาสังคมอเมริกันในทศวรรษ 1980s ผ่านตัวละคร Patrick Bateman ชายหนุ่มผู้มีความเพรียบพร้อมสมบูรณ์แบบ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นการสร้างภาพ เล่นละคอนตบตา ทั้งในเชิงรูปธรรม (การแต่งตัว บำรุงผิวพรรณ ฯ) และนามธรรม (แสดงออกว่าเป็นคนดีมีศีลธรรม) แท้จริงแล้วเบื้องหลังกลับมีความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ ทั้งการอวดร่ำอวดรวย ครุ่นคิดมิดีมิร้าย (ในเชิงนามธรรม) และการกระทำอย่างล่อลวงขึ้นห้อง ร่วมรักทรีซัม เข่นฆ่าคนตาย (ในเชิงรูปธรรม)

ตัวละคร Bateman คือผลผลิตของสังคมบริโภคนิยม (Consumerism) ได้รับการปลูกฝังว่าการแสวงหาทรัพย์สินทางวัตถุ (Materialist) จะนำมาซึ่งความสุขกายสบายใจ ประสบความสำเร็จในชีวิตและทุกสิ่งอย่าง ซึ่งเมื่อเขาดำเนินไปถึงจุดนั้น เติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน (American Dream) ก็ไม่จำเป็นต้องสนห่าเหวอะไรใครอีกต่อไป นอกจากการครอบครอง เป็นเจ้าของ กระทำสิ่งตอบสนองตัณหาความใคร่

ในแง่มุมหนึ่งเราอาจมองว่า Bateman มีความผิดปกติทางจิต ผมลองสอบถาม AI Bard ก็พบเจอบทความ/คลิปใน Youtube ที่นักจิตวิทยาวินิจฉัยอาการป่วยเอาไว้อย่างน้อยสามโรค!

  • Anti-social Personality Disorder (ASPD) ความผิดปกติของบุคลิกภาพต่อต้านสังคม การไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น การขาดความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) พฤติกรรมชอบบงการ (Manipulative) และมักมีส่วนร่วมในพฤติกรรมที่ละเมิดบรรทัดฐานและกฎเกณฑ์ทางสังคม (Anti-Social)
  • Narcissistic Personality Disorder (NPD) โรคหลงตัวเอง มันเป็นมากกว่าความเย่อหยิ่งหรือเห็นแก่ตัว ผู้ป่วยต้องต่อสู้กับความรู้สึกล้มเหลว การถูกปฏิเสธ ไม่ได้รับการยินยอมรับ ครุ่นคิดว่าตนเองมีความสำคัญมากๆ จนเกินความเป็นจริง
  • Obsessive-Compulsive Disorder (OCD) โรคย้ำคิดย้ำทำ คิดกังวลซ้ำๆ (Obsessions) และต้องทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำๆ (Compulsions) เพื่อบรรเทาความกังวลนั้น
    • ในกรณีของ Bateman คือเรื่องความสะอาด ทุกสิ่งอย่างเป็นไปตามขั้นตอน พิธีการ (Ritual) ตื่นเช้าล้างหน้าล้างตา แต่งองค์ทรงเครื่อง, จะฆ่าคนตายหรือร่วมเพศสัมพันธ์ ก็ต้องเปิดเพลง พร้อมอธิบายเบื้องหลังความเป็นมา ฯ

ทีแรกผมแอบสงสัยว่ามันไม่ใช่โรคหลายบุคลิก/หลายอัตลักษณ์ Split Personality หรือชื่อทางการ Dissociative Identity Disorder (DID), จริงอยู่ว่า Bateman ใช้ชีวิตสองด้าน (Double Life) แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนละคน หรือคนละบุคลิกภาพ เพียงแค่ตอนกลางวันสวมใส่หน้ากาก สร้างภาพให้ดูดี พอถึงเวลาค่ำคืนถึงสำแดงสันดานธาตุแท้ออกมา

ไคลน์แม็กซ์ของหนัง ตามความตั้งใจของผกก. Harron ต้องการสร้างความคลุมเคลือว่า Bateman มีอาการป่วยจิต เหตุการณ์ทั้งหมดคือภาพหลอนที่เกิดจากความครุ่นคิดจินตนาการ? หรือจะมองว่าทุกสิ่งอย่างล้วนเกิดขึ้นจริง แต่ด้วยอภิสิทธิ์ทางชนชั้น จึงทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดพ้นผิด

  • Delusion/Hallucination Theory หรืออาจเรียกว่า Violent Fantasy เกิดจากอาการจิตแตก/สติแตก (Psychotic Break) เนื่องจากพฤติกรรมหลงตนเอง (NPD) และต่อต้านสังคม (ASPD) ดำเนินมาถึงจุดที่ไม่สามารถควบคุม ถูกแรงกดดันจากภายนอกจนร่างกายตอบสนองด้วยกลไกการป้องตัว ตัดขาดจากโลกความจริง เลยไม่สามารถแยกแยะเหตุการณ์บังเกิดขึ้นคือความจริงหรือกำลังนอนหลับฝัน
    • ความวุ่นๆวายๆของทฤษฏีนี้คือการค้นหาว่า อะไรจริง? อะไรฝัน? หรือทั้งหมดคือความฝัน? แต่เราจำเป็นต้องหาคำตอบเหล่านั้นด้วยฤา?
  • Reality/Societal Indifference Theory เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นจริง แต่กลับไม่มีใครสนใจ ไม่อยากรับผิดชอบกับความวุ่นๆวายๆติดตามมา
    • Paul Allen ถูกฆ่าตายจริงๆ คำกล่าวอ้างของทนายความว่าเคยพบเจอที่ London อาจเกิดจากการจดจำคนผิด ใครบางคนหน้าเหมือน ไม่ได้สนใจอีกฝ่ายอย่างจริงจัง
    • เจ้าของอพาร์ทเม้นท์อาจเป็นผู้จัดการกับศพเหล่านั้น ทำความสะอาดใหม่เอี่ยมอ่อง แล้วรีบขายออก หาผู้เช่าใหม่ จะได้ไม่ต้องมีเรื่องวุ่นๆวายๆติดตามมา
    • รถตำรวจระเบิด รปภ.ถูกยิงเสียชีวิต ยุคสมัยนั้นอาจยังไม่มีกล้องวงจรปิด ติดตามจับกุมคนร้ายไม่ได้ ไม่มีใครสามารถสืบสาวมาถึง Bateman

ส่วนตัวชื่นชอบทฤษฎีหลังมากกว่า เพราะมันสะท้อนสภาพสังคมสมัยนั้น(นี้) เสียดสีล้อเลียนความความเห็นแก่ตัวของผู้คน สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน ชนชั้นผู้นำไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนระดับรากหญ้า จะเป็นหรือตาย จะทำดีหรือร้าย เงินทองสามารถซื้อขายได้ทุกสิ่งอย่าง … หรือคือความตลกร้ายของหนังนั่นเอง

ชื่อหนัง American Psycho อาจต้องการสื่ออาการป่วยจิตของชาวอเมริกันในช่วงทศวรรษ 80s แต่ว่ากันตามตรงมันสามารถสะท้อนถึงคนทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน ระบอบทุนนิยม ลัทธิบริโภคนิยม ได้แทรกซึมไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ประเทศโลกที่สามก็ไม่ได้มีความแตกต่าง แถมยังทวีความรุนแรง คลุ้มบ้าคลั่ง เหนือเกินกว่าจะครุ่นคิดจินตนาการ ไม่มีใครสามารถดิ้นหลบหนี “This is not an Exit!”


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Sundance Film Festival เสียงตอบรับแตกเป็นสองฝ่าย ชื่นชมบทหนังและการแสดงของ Christian Bale แต่ความรุนแรงสุดโต่งเกินกว่าจะรับไหว

But after an hour of dissecting the ’80s culture of materialism, narcissism and greed, the movie begins to repeat itself. It becomes more grisly and surreal, but not more interesting.

นักวิจารณ์ David Ansen จากนิตยสาร Newsweek

ด้วยทุนสร้าง $7 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $15 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $34.2 ล้านเหรียญ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างไม่มีใครคาดคิดถึง แต่กระแสนิยมแท้จริงเกิดขึ้นหลังวางจำหน่าย DVD/Blu-Ray ได้รับกระแสคัลท์ติดตามมา (Cult Following)

ปัจจุบันหนังยังไม่ได้รับการบูรณะ แต่สตูดิโอ Lionsgate Films เก็บรักษาฟีล์มหนังไว้เป็นอย่างดี แล้วได้ทำการสแกนใหม่ (Digital Transfer) คุณภาพ 4K Ultra HD สามารถหา Blu-Ray ฉบับ Uncut Version ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018

(ฉบับปกติกับ Uncut Version แตกต่างกันแค่ 18 วินาที เพิ่มเติมซีนในฉากร่วมรักสามเส้า (Threesome) เข้ามานิดหน่อยเท่านั้นเอง)

สมัยวัยรุ่นผมเคยเต็มไปด้วยอคติต่อหนัง ไม่เข้าใจพฤติกรรมบ้าคลั่งของตัวละคร แต่พอมีโอกาสรับชมคราวนี้บังเกิดความชื่นชอบประทับใจ เข้าใจเนื้อหาสาระแท้จริงที่ต้องการเสียดสีล้อเลียน/สำแดงธาตุแท้ตัวตนของสังคมอเมริกัน เหมารวมชนชั้นคนรวย (ตั้งแต่ Upper-Middle Class ขึ้นไป) จากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างตรงเผง! และเหนือกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน

จัดเรต NC-17 กับความป่วยจิตของตัวละคร

คำโปรย | American Psycho สะท้อนสภาพสังคมอเมริกันป่วยจิตได้อย่างคลุ้มคลั่ง หลอกหลอน คัลท์คลาสสิก
คุณภาพ | ป่จิ
ส่วนตัว | หลอกหลอน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: