
Poltergeist (1982)
: Tobe Hooper ♥♥♡
Steven Spielberg ถูกสั่งห้ามกำกับหนังเรื่องอื่นระหว่างสรรค์สร้าง E.T. the Extra-Terrestrial (1982) จึงมอบหมายให้ Tobe Hooper เข้ามาดูแลงานสร้างเอง แต่เจ้าตัวในฐานะโปรดิวเซอร์แวะเวียนมากองถ่ายไม่เว้นวัน ชี้นิ้วสั่งโน่นนี่นั่น เสนอแนะนั่นโน่นนี่ … สรุปแล้วใครกันกำกับหนังเรื่องนี้?
วันก่อนตอนเขียนถึง The Texas Chain Saw Massacre (1974) เลยตั้งใจจะมองหาผลงานอีกสักเรื่องของผกก. Hooper หลับหูหลับตาจิ้ม Poltergeist (1982) เพราะได้ยินเสียงลือเล่นขานมานาน แต่กลับพบพานความผิดหวัง แทบไม่เห็นความดิบๆ บ้าระห่ำ พอเป็นหนังทุนสูงเลยถูก Hollywood กลืนกิน สูญสิ้นวิสัยทัศน์ของตนเองไปแล้วหรือไร?
ทีแรกผมไม่ได้ครุ่นคิดจะเขียนบทความนี้หรอกนะ แต่พออ่านเบื้องหลังแล้วค้นพบข่าวลือว่าหนังถูกแทรกแซงโดย Steven Spielberg ก็เลยเข้าใจทุกสิ่งอย่าง! มือปืนรับจ้างก็อย่างนี้แหละ จะไปต่อต้านขัดขืนโปรดิวเซอร์ให้ทุนสร้างได้อย่างไร แถมผลลัพท์ออกมาประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย ย่อมไม่มีใครกล้าออกมาพูดเสียๆหายๆ
Tobe had a hard time on that film. It’s tough when a producer is on set every day and there’s always been a lot of talk about that. I considered Tobe my director. That’s my stand on all those rumours.
นักแสดง James Karen ผู้รับบท Mr. Lewis Teague
The creative force of the movie was Steven. Tobe was the director and was on the set every day. But Steven did the design for every storyboard, and he was on the set every day except for three days when he was in Hawaii with Lucas.
โปรดิวเซอร์ Frank Marshall
Tobe was always calling action and cut. Tobe had been deeply involved in all of the pre-production and everything. But Steven is a guy who will come in and call the shots. And so, you’re on your first studio film, hired by Steven Spielberg, who is enthusiastically involved in this movie. Are you gonna say, ‘Stop that… let me do this’?
ผู้กำกับ Mick Garris ขณะนั้นเป็นนักหนังสือพิมพ์ ได้มีโอกาสเยี่ยมกองถ่าย Poltergeist (1982) อยู่บ่อยครั้ง
จุดเริ่มต้นของหนังเกิดจาก Steven Spielberg พัฒนาบทหนังภาคต่อของ Close Encounters of the Third Kind (1977) ตั้งชื่อว่า Night Skies แต่ด้วยความที่ตนเองติดพันหลากหลายโปรเจค จึงลองมองหาผู้กำกับคนอื่น ยื่นข้อเสนอให้กับ Tobe Hooper จากความประทับใจภาพยนตร์ The Texas Chain Saw Massacre (1974)
William Tobe Hooper (1943-2017) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Austin, Texas ครอบครัวเป็นเจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์ที่ San Angelo ทำให้ตัวเขามีความสนใจเล่นกล้อง 8 mm ตั้งแต่อายุเก้าขวบ โตขึ้นเข้าศึกษา University of Texas at Austin สาขาวิทยุ-โทรทัศน์-ภาพยนตร์ จบออกมากลายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ควบคู่กับตากล้องถ่ายทำสารคดี ก่อนสร้างหนังสั้น The Heisters (1965) ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Eggshells (1969), ก่อนโด่งดังพลุแตกกับ The Texas Chain Saw Massacre (1974)
ผกก. Hooper ไม่ค่อยชื่นชอบองค์ประกอบไซไฟของบทหนัง Night Skies ครอบครัวหนึ่งถูกเอเลี่ยนนอกโลกเข้ามาก่อกวน สร้างความรำคาญ เลยเสนอแนะ Spielberg ให้ปรับเปลี่ยนมาเป็น Poltergeist (แปลตรงตัว ผีที่น่ารำคาญหรือส่งเสียงดัง) ผีในบ้านตามความเชื่อชาวตะวันตก ชอบเคลื่อนย้ายสิ่งข้าวของโดยไม่มีใครรู้เห็น หรืออาจถึงขั้นสร้างความเสียหาย ทำลายทรัพย์สิน หรือกระทั่งทำร้ายมนุษย์ บาดแผลขีดข่วน/รอยกัดตามร่างกาย
Spielberg นำแนวคิดเรื่องผี Poltergeist ไปพูดคุยกับสองนักเขียน Michael Grais และ Mark Victor ตั้งชื่อบทหนัง (Working Title) Nighttime หรือ It’s Nighttime โดยบทร่างแรกหมู่บ้านจัดสรรตั้งอยู่บนหลุมศพของชนพื้นเมืองอินเดียนแดง (Native American) ที่เคารพนับถือเทพเจ้าแห่งไฟ (Evil Fire God) วิญญาณร้ายเข้าสิงสถิตบุตรสาวคนเล็ก Carol Anne และตอนจบเธอถูกครอบครัวทอดทิ้ง มอดไหม้ไปพร้อมกับบ้าน
เกร็ด: Steven Spielberg พยายามชักชวน Stephen King มาร่วมพัฒนาบท Poltergeist แต่อีกฝ่ายงานยุ่งมากจึงตอบปฏิเสธไป
ในตอนแรก Spielberg มีความตั้งใจอยากกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตนเอง แต่ทว่าในสัญญา Universal Studios สั่งห้ามกำกับหนังเรื่องอื่นระหว่างโปรดักชั่น E.T. the Extra-Terrestrial (1982) ด้วยเหตุนี้เขาจึงส่งต่อให้ผกก. Hooper เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มเตรียมงานสร้าง (Pre-Production)
ครอบครัว Freeling อาศัยอยู่ยังหมู่บ้านจัดสรร (Planned community) ณ Cuesta Verde, California บิดาเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ อาศัยอยู่กับภรรยา และบุตรสามคน (พี่สาววัยรุ่น, น้องชายคนกลาง และน้องสาวคนเล็ก)
เหตุการณ์วุ่นๆเริ่มต้นในค่ำคืนดึกดื่น หลังทุกคนนอนหลับสนิท บุตรสาวคนเล็ก Carol Anne จู่ๆสนทนากับใครไม่รู้ตรงหน้าจอโทรทัศน์ที่ไร้สัญญาณ (หลังปิดสถานี) แล้ววันถัดมาจู่ๆมีมือยื่นออกจากหน้าจอ ทำให้บ้านสั่นไหว โต๊ะเก้าอี้เคลื่อนย้าย และอีกวันถัดมาระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง Carol Anne ถูกดึงดูดหายตัวเข้าไปในตู้เสื้อผ้า
นั้นทำให้ต้องเชื้อเชิญนักปรจิตวิทยา (Parapsychology) Dr. Lesh และคนทรง Tangina Barrons เข้ามาสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ก่อนค้นพบความจริงว่าหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้สร้างขึ้นบนสุสานเก่า นายทุนเพียงทำการขนย้ายป้ายสุสาน แต่ไม่ได้เคลื่อนย้ายศพ วิญญาณคนตายจึงแสดงความเกรี้ยวโกรธ ต้องการลากพาเด็กหญิง Carol Anne ไปอาศัยอยู่ด้วย … สุดท้ายแล้วจะมีใครสามารถช่วยเหลือเด็กหญิงกลับออกมาจากประตูมิติ เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์ vs. โลกวิญญาณ/หลังความตาย
ในส่วนของนักแสดง ทีแรกมีการติดต่อ Shirley MacLaine แต่พอเธอตอบปฏิเสธเพื่อเล่นหนัง Terms of Endearment (1983) ทำให้ทั้ง Spielberg และ Hooper เห็นพ้องต้องกันว่าควรหานักแสดงหน้าใหม่ ยังไม่เป็นที่คุ้นหน้าคาดตา เรื่องงบประมาณด้วยส่วนหนึ่ง เหตุผลหลักๆคือไม่ต้องการให้ชื่อเสียงนักแสดงโดดเด่นเกินหน้าเกินตา และเพื่อสร้างความสมจริงให้กับครอบครัวคนธรรมดาๆ
Steven Spielberg and Tobe Hooper wanted virtually unknown actors to play the Freelings because they wanted to add a realism to the family that would off-balance the ghost story. They felt that if the audience watched well-known stars, then it would take away from the realistic feel of the characters.
เกร็ด: Shirley MacLaine อธิบายอีกเหตุผลที่ตอบปฏิเสธบทบาทนี้ เพราะเธอกลัวที่จะ “objected to the terrorization of children”
- บิดา Steven Freeling รับบทโดย Craig T. Nelson (1944-) เริ่มต้นจากเป็นคอมเมอดี้ เคยแสดงรับเชิญรายการวาไรตี้ สมทบภาพยนตร์ประปราย ตอนได้รับบท Poltergeist (1982) พอมีชื่อเสียงนิดๆหน่อยๆ
- มารดา Diane Freeling รับบทโดย JoBeth Williams (1948-) เริ่มต้นจากแสดงซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Kramer vs. Kramer (1979), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Stir Crazy (1980) และ Poltergeist (1982)
- นักปรจิตวิทยา (Parapsychology) Dr. Lesh รับบทโดย Beatrice Straight (1914-2001) ถือเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงที่สุดกลุ่มแล้วกระมัง เคยคว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actress จากภาพยนตร์ Network (1976)
สำหรับบุตรสาวคนเล็ก Carol Anne Freeling หลังการออดิชั่นเด็กๆนับร้อยคน แรกเริ่มนั้น Spielberg ค้นพบเจอ Drew Barrymore ที่มีความโดดเด่นอย่างมากๆ แต่เขาต้องการเด็กสาวที่มีใบหน้า “more angelic” โชคดีว่าวันถัดมาได้พบเจอ Heather O’Rourke (1975-88) กำลังรับประทานอาหารกับมารดา ในกองถ่ายภาพยนตร์ Pennies from Heaven (1981) [พี่สาว Tammy O’Rourke เป็นนักแสดงในหนังเรื่องดังกล่าว] … ส่วน Barrymore ได้เซ็นสัญญาเล่นหนัง E.T. the Extra-Terrestrial (1982)
การแสดงของ O’Rourke ได้รับคำชื่นชมอย่างมากๆในความสดใส ดวงตาอันบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ไม่รับรู้ว่ามันเกิดห่าเหวอะไรขึ้น โดยเฉพาะประโยคพูด “They’re here!” ติดอันดับ #69 ชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes (2005) ความสำเร็จดังกล่าวทำให้เธอได้เล่นภาคต่อ แสดงซีรีย์โทรทัศน์อีกหลายเรื่อง น่าเสียดายล้มป่วยโรคโครห์น (Crohn’s disease) เล่นน้ำสกปรกแล้วติดเชื้อปาราสิตชนิด Giardiasis จากไปขณะอายุเพียง 12 ขวบเท่านั้น!

ถ่ายภาพโดย Matthew F. Leonetti (เกิดปี ค.ศ. 1941) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, บิดา Frank Leonetti คือตากล้องภาพยนตร์เกรดบี หลังเรียนจบ Loyola Marymount University ได้ช่วยงานบิดาหลายเรื่อง จนไต่เต้าขึ้นมาได้รับเครดิตถ่ายภาพเรื่องแรก The Bat People (1974), แจ้งเกิดกับ Breaking Away (1979), Poltergeist (1982), Strange Days (1995), Star Trek: First Contact (1996), Rush Hour 2 (2001), 2 Fast 2 Furious (2003), Dawn of the Dead (2004) ฯ
บ้านจัดสรรของครอบครัว Freeling ตั้งอยู่ยัง 4267 Roxbury Street ในหุบเขา Simi Valley, California แต่ภายในบ้านสร้างฉากขึ้นที่โรงถ่ายสตูดิโอ MGM, ส่วนสถานที่ถ่ายทำอื่นๆ มักอยู่ไม่ห่างไกลจากกองถ่าย E.T. the Extra-Terrestrial (1982) เพื่อว่า Spielberg จะสามารถเทียวไปเทียวมาระหว่างสองกองถ่าย
ประเด็นคือผกก. Hooper ไม่ใช่คนที่ชอบหือรือ ตอบปฏิเสธใคร เขาอยู่ในกองถ่ายทุกวันก็จริง แต่ Spielberg มักเข้ามาปรับแก้ไขโน่นนี่นั่นให้ตรงตามวิสัยทัศน์ของตนเอง
I can tell you that Steven directed all six days I was there. I only worked six days on the film and Steven was there. Tobe set up the shots and Steven made the adjustments. You’re not going to hear that from Tobe Hooper, you’ll hear it from Zelda, because that was my honest to God experience. I’m not a fan of Tobe Hooper… Because I feel he allowed… I don’t know how to say this… he allowed some unacceptable chemical agents into his work. I felt that immediately. I felt that when I first interviewed for the job. Steven was there, Tobe was there, two casting people from MGM were there and I felt at that time Tobe was only partially there.
Zelda Rubinstein ผู้รับบทคนทรง Tangina Barrons
นั่นทำให้งานภาพของหนังเต็มไปด้วยลายเซ็นต์ Spielberg นิยมใช้เครน รางเลื่อน ขยับเคลื่อนกล้องอย่างโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียด ละเล่นกับแสงสว่าง-เงามืด แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือเทคนิคพิเศษ ฝนตกฟ้าคะนอง สิ่งข้าวของ-ต้นไม้ขยับเคลื่อนไหว แสงไฟกระพริบ (Lens Flare) ประตูมิติ วิญญาณล่องลอย หลุมดำดูดกลืนทุกสรรพสิ่งอย่าง ฯ
ผกก. Hopper พอจะมีประสบการณ์ในส่วน Special Effect ต้นไม้ขยับเคลื่อนไหว โครงกระดูกผุดขึ้นมาจากสระน้ำ แต่งหน้าทำผม (Special Make-Up Effect หรือ Prosthetic Makeup) แต่ในส่วนของ Visual Effect ต้องมอบให้กับ Spielberg ที่มีความเชี่ยวชำนาญกว่ามาก ผ่านการดูแลของ Richard Edlund (Star Wars, Raiders of the Lost Ark, Ghostbusters) จาก Industrial Light and Magic
ค่ำคืนดึกดื่น Carol Ann ยื่นมือเข้าไปสัมผัสกับวิญญาณโครงกระดูก(มือ) ล่องลอยออกจากหน้าจอโทรทัศน์ (TV Static) นี่เป็นช็อตที่ชวนนึกถึง Michelangelo: The Creation of Adam สัมผัสระหว่างมนุษย์และพระเจ้า … อันเป็นจุดเริ่มต้นเหตุการณ์วุ่นๆวายๆระหว่างโลกมนุษย์ & โลกวิญญาณ/หลังความตาย
ทำไมวิญญาณล่องลอยออกจากต้องหน้าจอโทรทัศน์? ถ้าอธิบายตามตรรกะของหนัง โทรทัศน์คือเครื่องรับสัญญาณแล้วแปรเป็นภาพ วิญญาณคงถือเป็นคลื่นสัญญาณประเภทหนึ่งกระมัง แต่เรายังสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์แบบเดียวกับ Videodrome (1983) ตัวแทนความหมกมุ่นยึดติดในวัตถุ/บริโภคนิยม

ไข่อีสเตอร์ (Easter Egg) เหล่านี้ผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นของ Spielberg เสียมากกว่า อาทิ โปสเตอร์ Star Wars (1977), Darth Vader, Alien (1979), และภาพยนตร์ฉายในโทรทัศน์คือ A Guy Named Joe (1943)




การที่ปีศาจต้นไม้พยายามจะกลืนกินเด็กชาย Robbie (ในเชิงกายภาพ) มันเหมือนเป็นแค่ความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของครอบครัว จุดประสงค์แท้จริงคือลักพาตัวเด็กหญิง Carol Anne เข้าไปในตู้เสื้อผ้า/ประตูมิติ เพื่อดูดกลืนพลังชีวิต (Life Force) รักษารูปวิญญาณของตนเอง … กระมังนะ?
- โดยปกติแล้วต้นไม้คือสัญลักษณ์แทนชีวิต (Tree of Life) แต่ในบริบทนี้เราสามารถมองว่าเป็นการเอาคืนของธรรมชาติ (Revenge of Nature) เพราะการตั้งรกรากถิ่นฐาน บ้านจัดสรรของมนุษย์ ล้วนเกิดขึ้นจากการตัดต้นไม้ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
- ผมอ่านเจอว่าความหวาดกลัวตัวตลก (The Clown) และต้นไม้ใหญ่นอกห้องนอน มาจากความกลัวสมัยวัยเด็กของ Steven Spielberg เองเลย!
- ส่วนตู้เสื้อผ้า = ประตูมิติ ชวนนึกถึงวรรณกรรมเยาวชน The Chronicles of Narnia ของ C. S. Lewis โดยเฉพาะภาคแรก The Lion, the Witch and the Wardrobe (1950) ที่สี่พี่น้องก้าวเข้าไปในตู้เสื้อผ้า แล้วโผล่ออกมายังอาณาจักรแฟนตาซี Narnia … เปลี่ยนจากอาณาจักรแฟนตาซี เป็นสถานที่ระหว่างโลกความจริง vs. โลกวิญญาณ/หลังความตาย
- ตอนเข้าฉากนี้ที่ Heather O’Rourke ต้องเกาะหัวเตียงแล้วถูกเครื่องเป่าลมพัดปลิดปลิว มีเทคหนึ่งที่เธอจับไม่อยู่แล้วม้วนกลิ้ง Spielberg จึงสั่งหยุดทุกสิ่งอย่าง (แล้วผกก. Hooper ละ?) เข้ามาโอบกอด ปลอบประโลม แล้วบอกว่าเธอไม่ต้องถ่ายทำฉากนี้อีก


หลังจากที่ Diane ช่วยเหลือบุตรสาว Carol Anne ออกจากประตูมิติ สังเกตว่าทั้งเปลอะเปลื้อนด้วยของเหลวเหนียวหนึบนับ (มีคำเรียก Ectoplasm) คล้ายๆกับการคลอดบุตรที่มีจะเยื่อหุ้มทารกน้อย นั่นเป็นความจงใจให้ฉากนี้แลดูเหมือนการถือกำเนิด เกิดใหม่ (Rebirth Scene)

ภาพนี้น่าจะเป็นช็อตผีอาฆาต Poltergeist ชัดเจนที่สุดแล้วกระมัง มีลักษณะเหมือนโครงกระดูก แต่เป็นเนื้อเยื่อโปร่งแสง พริ้วไหวไปมา แขนขายาวกว่าปกติ สามารถล่องลอย เปร่งประกาย และมีลูกแสงบริวาร (วิญญาณ?) โบยบินไปมารอบตัว


อาจมีคนสงสัยว่าซีนนี้ถ่ายทำอย่างไร ถึงทำให้นักแสดงม้วนกลิ้งขึ้นไปบนเพดาน? คำตอบก็คือสร้างฉากขึ้นในสตูดิโอ ตั้งอยู่บนฐานไฮโดรลิกที่สามารถขยับเคลื่อนหมุน คล้ายๆเดียวกับ Inception (2010)

ผมเห็น Dolly Zoom หรือ Vertigo shot แล้วอดใจไม่ได้ เพราะจะพบเห็นอยู่เรื่อยๆในภาพยนตร์ของ Steven Spielberg เริ่มตั้งแต่ Jaws (1975) เลยมีอีกชื่อเล่น Jaws Effect

ตัดต่อโดย Michael Kahn (เกิดปี ค.ศ. 1930) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish ร่วมงานขาประจำ Steven Spielberg ตั้งแต่ Close Encounters of the Third Kind (1977) เคยคว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing ทั้งหมดสามครั้ง Raiders of the Lost Ark (1981), Schindler’s List (1993), Saving Private Ryan (1998)
ด้วยความที่ Spielberg มองว่าการตัดต่อ Poltergeist (1982) มีความยุ่งยากท้าทายกว่า E.T. the Extra-Terrestrial (1982) จึงขอให้ Kahn มาคุมบังเหียรโปรเจคนี้แทน (ส่วน E.T. ตัดต่อโดย Carol Littleton) ซึ่งหลังจากสิบสัปดาห์แรกที่ผกก. Hooper เข้ามามีส่วนร่วมกับฉบับ Rough Cut จากนั้นส่งต่อให้ Spielberg เป็นผู้ตัดสินใจ ‘final cul’
หนังดำเนินเรื่องโดยมีจุดศูนย์กลางคือบ้านจัดสรรของครอบครัว Freeling ณ Cuesta Verde, California ค่ำคืนหนึ่งบุตรสาวคนเล็ก Carol Anne จู่ๆสนทนากับใครบางคน/บางสิ่งอย่างบนหน้าจอโทรทัศน์ จากนั้นค่ำคืนถัดๆมาเริ่มบังเกิดเหตุการณ์ผิดแผกแปลกประหลาด ปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ
- การมาถึงของสิ่งเหนือธรรมชาติ
- ยามดึกดื่นหลังสถานีโทรทัศน์เลิกส่งสัญญาณ Carol Anne ตื่นขึ้นมาสนทนากับใครบางคน/บางสิ่งอย่างหน้าจอโทรทัศน์
- เรื่องวุ่นๆวายๆในละแวกบ้านจัดสรร
- นกตัวโปรดของ Carol Anne พลันด่วนเสียชีวิต ช่วยกันกลบฝัง ก่อนเธอได้รับปลาทองตัวใหม่
- เสียงพายุฝนฟ้าคะนองทำให้เด็กๆหลับไม่ลง จึงเข้ามานอนกับบิดา-มารดา
- ตกดึก Carol Anne พบเห็นบางสิ่งอย่างล่องลอยออกจากหน้าจอโทรทัศน์ “They’re here!”
- Carol Anne ถูกลักพาตัว
- วันถัดมาเกิดเหตุการณ์ประหลาดๆ เจ้าสุนัขเห่าหอนอะไรก็ไม่รู้ โต๊ะเก้าอี้ขยับเคลื่อนย้ายได้เอง
- ยามค่ำคืนฝนตกหนัก ต้นไม้หน้าบ้านพยายามจะกลืนกิน Robbie
- ขณะเดียวกันน้องสาวคนเล็ก Carol Anne ถูกดูดเข้าไปในตู้เสื้อผ้า
- พยายามออกค้นหาแต่ไม่มีใครบอกได้ว่า Carol Anne สูญหายตัวไปไหน
- การมาถึงของนักปรจิตวิทยา
- บิดาติดต่อขอความช่วยเหลือจากนักปรจิตวิทยา Dr. Lesh
- Dr. Lesh และลูกน้องเดินทางมาที่บ้าน แสดงหลักฐาน ตระหนักว่าบ้านแห่งนี้คือศูนย์กลางปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ
- ค่ำคืนนี้กล้องจับภาพวิญญาณล่องลอยจากชั้นบน
- บิดาพบเจอกับเจ้าของโครงการบ้านจัดสรร พยายามโน้มน้าวให้เขาตอบตกลงโปรเจคใหม่ที่กำลังจะสร้างบนพื้นที่สุสาน
- คนทรงให้ความช่วยเหลือ Carol Anne
- คนทรงเดินทางมาสำรวจสถานที่ สัมผัสได้ถึงวิญญาณอาฆาตแค้น
- พูดคุยวางแผน เตรียมความพร้อม
- เปิดประตูห้อง ทำการทดลองโยนแอปเปิ้ล ลูกเบสบอลใส่ประตูมิติ
- มารดาเสียสละตนเองเข้าไปในประตูมิติ ช่วยเหลือบุตรสาวกลับออกมาได้สำเร็จ
- ใครบอกว่าทุกสิ่งอย่างจบสิ้น
- เช้าวันถัดมา ครอบครัว Freeling เริ่มเก็บข้าวของ เตรียมมองหาที่อยู่ใหม่
- แต่ค่ำคืนนี้แทนที่จะหลับสบาย วิญญาณร้ายกลับหวนกลับมาหลอกหลอน พังทำลายสิ่งข้าวของ พยายามฉุดกระชากลงสู่ขุมนรก
- โชคดีว่าท้ายที่สุดครอบครัว Freeling สามารถดิ้นหลบหนี ออกเดินทาง ก่อนบ้านหลังนี้ถูกดูดหายเข้าไปในประตูมิติ
เอาจริงๆเรื่องราว/โครงสร้างของหนังไม่ได้มีความสลับซับซ้อน (ผมรู้สึกว่า E.T. ยังดูซ่อนเงื่อนกว่าด้วยซ้ำไป) แต่อาจเพราะมีฉากที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษ (Visual Effect) ค่อนข้างเยอะ จึงจำต้องพึ่งพานักตัดต่อมากประสบการณ์ … แต่ผมแอบรู้สึกว่า Spielberg ไม่เชื่อมือผกก. Hooper เลยให้ Kahn ที่เป็นนักตัดต่อขาประจำมาช่วยดูแลงานส่วนนี้
เพลงประกอบโดย Jerry Goldsmith (1929-2004) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California ครอบครัวเชื้อสาย Romanian Jewish บิดาเป็นวิศวกรโยธา มารดาเป็นครูสอนหนังสือ ถูกส่งไปเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ แต่กว่าจะค้นพบความชื่นชอบก็ตอนอายุ 11 ปี แล้วฝีกฝนอย่างจริงจังจนได้เป็นลูกศิษย์ของ Jakob Gimpel, พออายุ 16 รับชมภาพยนตร์ Spellbound (1945) ประทับใจเพลงประกอบของ Miklós Rózsa เลยมุ่งมั่นต้องการเอาดีด้านนี้ เลือกเข้าเรียน University of Southern California เพื่อได้มีโอกาสรับฟังเลคเชอร์จาก Rózsa แต่ไม่นานก็ลาออกมาเพื่อเข้าเรียนคอร์สที่ได้ฝีกฝนดนตรีมากว่าที่ Los Angeles City College จนมีโอกาสเข้าร่วมเป็นผู้ช่วยกำกับวงคอรัส เล่นเปียโนประกอบพื้นหลัง ต่อมาได้งานทำเพลงประกอบรายการวิทยุ, ซีรีย์โทรทัศน์, ภาพยนตร์เรื่องแรก Black Patch (1957), โด่งดังจาก Freud (1962) อัตชีวประวัติ Sigmund Freud ทำให้ได้เข้าชิง Oscar: Best Original Score ครั้งแรก, ผลงานเด่นๆ อาทิ Planet of the Apes (1968), Patton (1970), Chinatown (1974), The Omen (1976) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Original Score, Alien (1979), Star Trek: The Motion Picture (1979), Poltergeist (1982), Total Recall (1990), Basic Instinct (1992), L.A. Confidential (1997), Air Force One (1997), Mulan (1998) ฯ
ด้วยความที่ John Williams ติดพันกับ E.T. the Extra-Terrestrial (1982) นั่นทำให้ Spielberg ต้องมองหานักแต่งเพลงคนใหม่ ติดต่อหา Goldsmith เพราะความประทับใจจาก The Omen (1976) ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นโปรดักชั่นถึงห้าเดือน ส่งบทหนังให้อ่าน พูดคุยรายละเอียด โดยผกก. Hooper ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย
Steven Spielberg called me about five months before it went into production and wanted to know if I would be interested in doing it. He’d long been an admirer of mine, and we had met several times. I said I’d be very interested, so he sent me a script and I loved it. I was very excited about being involved with anything with Spielberg, anyway… [Tobe Hooper] was not involved at all with post-production. That was all strictly with Steven, and I worked very closely with him.
Jerry Goldsmith
งานเพลงของ Poltergeist (1982) มีส่วนผสมของความสดใสไร้เดียงสา เด็กหญิงห้า-หกขวบยังแทบจะไม่รู้เรื่องราวอะไร แต่สิ่งที่เธอประสบพบเจอมันมีความเหนือธรรมชาติ วิญญาณล่องลอย ต้องสร้างท่วงทำนองสัมผัสจับต้องไม่ได้ เคลือบแฝงความโฉดชั่วร้าย
บทเพลงที่ถือเป็น Main Theme ของหนังคือเพลงกล่อมเด็ก (Lullaby) ชื่อว่า Carol Anne’s Theme ที่ไม่เพียงกล่อมบุตรสาวคนเล็กเข้านอน แต่ยังเป็นตัวแทนหมู่บ้านจัดสรรแห่งนี้ที่ภายนอกแลดูสงบสุข ร่มเย็น ไม่ต่างจากชุมชนทั่วๆไปในอุดมคติของอเมริกันชน
แต่เอาจริงๆผมสัมผัสความหลอกหลอน (Horror) ในงานเพลงของ Goldsmith ไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ นั่นเป็นผลพวงจากการใช้ออร์เคสตราวงใหญ่ เครื่องดนตรีมีความหลากหลายเกินไป แข่งขันกันเด่นดัง มันเลยฟังดูสับสนวุ่นวาย แต่นั่นคือความจงใจในการสร้างบรรยากาศเหนือธรรมชาติ เกินกว่ามนุษย์จะจับต้อง/ฟังรู้เรื่อง แค่สามารถสร้างความตื่นเต้นเร้าใจ สัมผัสอันตราย หายนะคืบคลานเข้ามา
I’ve done a lot of horror and supernatural pictures, but I don’t consider Poltergeist (1982) a horror story at all. It’s an old fashioned ghost story, and there’s only one horrifying moment in it which is very brief.
Jerry Goldsmith
บทเพลงมีความน่าสนใจที่สุดของหนังก็คือ Let’s Get Her – Rebirth ดังขึ้นระหว่างการช่วยเหลือ Carol Anne ออกจากประตูมิติ ด้วยความยาว 16 นาที ท่วงทำนองจะค่อยๆดำเนินไปตามเรื่องราวของหนัง เริ่มจากคนทรงค้นหาต้นสายปลายเหตุ จากนั้นพูดคุย วางแผน ตระเตรียมความพร้อม ทดลองด้วยการโยนลูกเบสบอล ลูกแอปเปิ้ล จากนั้นมารดาเสียสละตนเองเข้าไปในประตูมิติ ลุ้นระทึกว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ และพอกลับออกมา(เสียงฉาบพร้อมคอรัสประสานเสียง)ก็ราวกับได้ถือกำเนิดเกิดใหม่
นักวิจารณ์ดนตรีหลายคนกล่าวยกย่องสรรเสริญบทเพลงนี้ คือหนึ่งในผลงานยอดเยี่ยมที่สุดของ Goldsmith เพราะรังสรรค์ท่วงทำนองที่สามารถเล่าเรื่องราวของหนังได้อย่างต่อเนื่องลื่นไหล ลงตัวกลมกล่อม (โดยไม่ต้องแยกออกเป็นหลายเพลงสั้นๆ) แถมยังสร้างสัมผัสสิ่งเหนือธรรมชาติ รวมถึงการถือกำเนิดใหม่ (Rebirth) ได้อย่างครบถ้วนวัฏจักรชีวิต
Poltergeist ตามความเชื่อของชาวตะวันตก คือวิญญาณคนตายที่ยังไม่ไปผุดไปเกิด มีความอาฆาตแค้น (Vengeful Ghost/Spirit) จากการตายอันโหดร้าย ผิดธรรมชาติ ขาดความยุติธรรม ชอบที่จะส่งเสียง สร้างความรบกวน ขยับเคลื่อนย้ายสิ่งข้าวของในบ้าน หรือถ้าเคียดแค้นรุนแรงมากๆก็อาจถึงขั้นทำร้ายร่างกาย ฆ่าให้ตกตาย จนกว่าบุคคลนั้นจะได้รับผลกรรมติดตามทัน
ผีอาฆาตในภาพยนตร์ Poltergeist (1982) เกิดจากความละโมบโลภมากของนายทุน/เจ้าของโครงการ สร้างบ้านจัดสรรบนพื้นที่เคยเป็นสุสานเก่า (เพราะที่ดินราคาถูกกว่าบริเวณอื่นๆ) แล้วเพียงทำการขนย้ายป้ายสุสาน แต่ไม่ได้เคลื่อนย้ายศพที่ฝัง วิญญาณคนตายจึงแสดงความเกรี้ยวโกรธ ไม่พึงพอใจ แล้วบังเอิญว่าประตูมิติเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์ vs. โลกวิญญาณ/หลังความตาย อยู่ตรงบ้านครอบครัว Freeling ความซวยจึงตกกับเด็กหญิง Carol Anne ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย ถูกลักพาเพราะความเห็นแก่ตัวของพวกผู้ใหญ่ … บิดาที่เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ก็เฉกเช่นเดียวกัน!
ผมแอบชื่นชอบบทดั้งเดิมของสองนักเขียน Michael Grais & Mark Victor ดูเหมือนได้รับอิทธิพลจาก The Shining (1980) ที่ให้วิญญาณอาฆาตคือชนพื้นเมืองอินเดียนแดง ซึ่งสามารถสะท้อนไปไกลถึงรากเหง้า จุดกำเนิดของสหรัฐอเมริกา และยังตอนจบที่เด็กหญิง Carol Anne ถูกครอบครัวทอดทิ้งให้มอดไหม้ไปกับบ้านจัดสรร … นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีวันพบเห็นในภาพยนตร์ ‘family friendly’ ของ Steven Spielberg
แม้หนังทั้งเรื่องอาจถือได้ว่าเป็นผลงาน/วิสัยทัศน์ของ Steven Spielberg แต่ก็พอมีส่วนเล็กๆที่เป็นแนวคิดของผกก. Hooper คือภาพสะท้อนความเห็นแก่ตัว ละโมบโลภมากของนายทุน สนเพียงกำไร-ขาดทุน สร้างบ้านจัดสรรบนพื้นที่เคยเป็นสุสาน แล้วดันไม่ทำให้ถูกต้องเหมาะสม มันอาจฟังดูงมงายไร้สาระ ความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ (Superstitious) นั่นถือว่าขาดความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และเมื่อหายนะบังเกิดขึ้น เบื้องหลังความจริงถูกเปิดเผย ทุกสิ่งสร้างมาจักล่มสลายโดยพลัน!
ตอนจบของหนัง ครอบครัว Freeling เข้าพักโรงแรม Holiday Inn แล้วบิดายกโทรทัศน์ออกมาตั้งตรงระเบียง ต่อจากนี้จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงวิถีทุนนิยมที่ทำให้ใครต่อใครละโมบโลภมาก สำแดงความเห็นแก่ตัวออกมา … มันอาจดูเป็นบทสรุปที่ดี ตัวละครได้รับบทเรียนจากหายนะบังเกิดขึ้น แต่มันช่างขัดย้อนแย้งกับเบื้องหลังงานสร้างของหนังเรื่องนี้ Spielberg ทำตัวไม่แตกต่างจากนายทุน เจ้าของบ้านจัดสรรเหล่านั้น?
ผมรู้สึกเหมือนผกก. Hooper ไม่แตกต่างจาก Carol Anne เด็กหญิงไม่รู้ประสีประสา ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย แล้วจู่ๆถูกลักพาตัว ไม่สามารถหลบหนีออกจากประตูมิติได้ด้วยตนเอง = มือปืนรับจ้างกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก่อนตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะให้ความเคารพรัก Spielberg แต่พอเขาเข้ามายุ่งย่ามก้าวก่าย มิอาจขับไล่ ผลักไส เรียกร้องสิทธิ์ในตนเอง เลยจำต้องปล่อยตามโชคชะตาฟ้าลิขิต
Regrettably, some of the press has misunderstood the rather unique, creative relationship which you and I shared throughout the making of Poltergeist.
I enjoyed your openness in allowing me, as a writer and a producer, a wide berth for creative involvement, just as I know you were happy with the freedom you had to direct Poltergeist so wonderfully.
Through the screenplay you accepted a vision of this very intense movie from the start, and as the director, you delivered the goods. You performed responsibly and professionally throughout, and I wish you great success on your next project.
จดหมายเปิดผนึกที่ Steven Spielberg ส่งให้กับ Tobe Hooper ภายหลังหนังออกฉาย
หนังเข้าฉายสหรัฐอเมริกา 4 มิถุนายน ก่อนหน้า E.T. เข้าโรงฉายแค่เพียงสัปดาห์เดียว 11 มิถุนายน (นิตยสาร TIME ตั้งชื่อฤดูร้อนปีนั้นว่า “The Spielberg Summer”) แต่ยังสามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกาได้ถึง $76.6 ล้านเหรียญ รวมรายรับทั่วโลก $121.7 ล้านเหรียญ (สูงอันดับ 8 แห่งปี ค.ศ. 1982) จากทุนสร้าง $10.7 ล้านเหรียญถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม จนมีภาคต่อ สร้างใหม่ติดตามมาอีกหลายเรื่อง
งานสร้างของหนังได้รับคำชื่นชมอย่างมาก ได้เข้าชิง Oscar ถึงสามสาขา แต่ทั้งหมดล้วนพ่ายให้กับ E.T. the Extra-Terrestrial (1982) อย่างไม่มีลุ้นใดๆ
- Best Original Score
- Best Sound Effects Editing
- Best Visual Effect
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K โดยสตูดิโอ Warner Bros. สีสันสวยสดใส สามารถหาซื้อ Blu-Ray คุณภาพ 4K Ultra HD วางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2022
แม้เรื่องราวของหนังจะพอมีแนวคิด ความสนใจของผกก. Hooper สอดแทรกอยู่บ้าง แต่ผมไม่รู้สึกว่าพี่แกเหมาะสร้างหนังที่ใช้ CGI สักเท่าไหร่ มันดูปลอมๆ จับต้องไม่ได้ แล้วพอถูกแทรกแซงโดยโปรดิวเซอร์ Spielberg ทำการ Hollywoodization มันจึงกลายเป็นความ(ผี)รำคาญขึ้นมาในบัดดล
จัดเรต 13+ กับภาพขยะแขยง ความหลอกหลอน เด็กหญิงถูกลักพาตัว