Being John Malkovich (1999)

Being John Malkovich (1999)

Being John Malkovich (1999) hollywood : Spike Jonze ♥♥♥♥

นักเชิดหุ่น จับพลัดจับพลูมุดลงรูโพรงกระต่าย สวมวิญญาณ อวตาร เข้าไปในร่าง John Malkovich, เทพนิยายผู้ใหญ่ที่มีความเหนือจริง ตั้งคำถามชวนสัปดนเกี่ยวกับความรู้อยากเห็น อยากเป็นบุคคลอื่น จนสูญเสียความเป็นตัวของตนเอง

Why the fuck can’t it be Being Tom Cruise?

Robert Shaye ผู้ก่อตั้งสตูดิโอ New Line Cinema

เหตุผลที่สตูดิโอ New Line Cinema บอกปัดโปรเจคนี้เพราะ Robert Shaye ไม่เข้าใจบทหนังของ Charlie Kaufman ทำไมถึงต้องเป็น Being John Malkovich? เอาคนอื่นมีชื่อเสียงกว่านี้ไม่ได้หรือไร? Being Tom Cruise? Being James Woods? Being Julia Roberts?

เอาจริงๆแม้แต่ตัวของ John Malkovich ก็ตั้งคำถามแบบเดียวกัน (Kaufman พัฒนาบทโดยมี Malkovich อยู่ในใจตั้งแต่แรก แต่ไม่เคยติดต่อขออนุญาตประการใด) เมื่อได้อ่านบทหนัง พูดคำประชดประชัน

Either the movie’s a bomb and it’s got not only my name above the title but my name in the title, so I’m fucked that way; or it does well and I’m just forever associated with this character.

John Malkovich

เหตุผลที่ Kaufman จำเพาะเจาะจงต้อง John Malkovich เพราะนามสกุลพี่แกเมื่อต้องพูดซ้ำๆ Malkovich Malkovich Malkovich (มันจะมีฉากที่ Malkovich มุดเข้าไปในอุโมงค์ Malkovich แล้วพบเจอใครต่อใครหน้าตาเหมือน Malkovich) สามารถสร้างความตลกขบขัน มนต์เสน่ห์น่าหลงใหลบางอย่าง

ความน่าสนใจของ Being John Malkovich (1999) คือบทหนังที่โคตรๆสร้างสรรค์ (Creative) ของ Charlie Kaufman เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด ยียวนกวนประสาท เทพนิยายผู้ใหญ่ที่มีความเหนือจริง (Surrealist) ผมว่าโดดเด่นกว่าการกำกับของ Spike Jonze เสียอีกนะ! และต้องชมความหาญกล้าของ John Malkovich ตอบตกลงโปรเจคนี้ ตายเป็นตาย ถ้าออกมาล้มเหลวมันยิ่งกว่าขายขี้หน้า


Charles Stuart Kaufman (เกิดปี 1958) นักเขียน/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เชื้อสาย Jewish เกิดที่ New York City แล้วมาเติบโตยัง West Hartford, Connecticut ตั้งแต่สมัยเรียนสมัครชมรมการแสดง โตขึ้นเข้าศึกษาต่อ Boston University ก่อนย้ายมาเรียนภาพยนตร์ New York University Film School ทำให้มีโอกาสรับรู้จัก Paul Proch ร่วมกันเขียนบทความตลก, Spec Scripts, Sketch Comedy, Pilot Scripts ฯ

Kaufman เริ่มต้นครุ่นคิดพัฒนาบท Being John Malkovich ด้วยตนเองเมื่อปี ค.ศ. 1994 โดยนำสองแนวคิด/พล็อตที่เคยถูกปฏิเสธจากโปรดิวเซอร์ มาคลุกเคล้าเข้าดัวยกัน

  • เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ตกหลุมรักหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่ภรรยา
  • ใครคนหนึ่ง(นักเชิดหุ่น)พบเจออุโมงค์พิศวง ที่เมื่อมุดเข้าไปแล้วราวกับอยู่ในศีรษะของ John Malkovich

สไตล์การเขียนของ Kaufman มักทำการสร้างสถานการณ์แปลกประหลาด ชักชวนให้ผู้ชมขบครุ่นคิด แต่ไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์บังเกิดขึ้น โดยเฉพาะไคลน์แม็กซ์มักเป็นสิ่งคาดไม่ถึง และไม่ใช่ตามวิถี Hollywood ที่ชอบจบลงแบบ Happy Ending

I want to create situations that give people something to think about. I hate a movie that will end by telling you that the first thing you should do is learn to love yourself. That is so insulting and condescending, and so meaningless. My characters don’t learn to love each other or themselves.

Charles Kaufman

หลังพัฒนาบทหนังเสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 1995 นำไปเสนอสตูดิโอต่างๆแต่ได้รับการตอบปฏิเสธ จนกระทั่งมีโอกาสผ่านตา Francis Ford Coppola เกิดความชื่นชอบเลยส่งต่อให้แฟนหนุ่มของบุตรสาว Spike Jonze เห็นว่ากว่าได้อ่าน ค.ศ. 1996 และใช้เวลาอีกเป็นปีๆก่อนตอบตกลงเป็นผู้กำกับ


Spike Jonze ชื่อจริง Adam Spiegel (เกิดปี 1969) ผู้กำกับภาพยนตร์ โฆษณา Music Video สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City บิดาเป็นชาวเยอรมันเชื้อสาย Jewish, ช่วงวัยรุ่นมีความลุ่มหลงใหล BMX ตอนอายุ 16 ทำงานในร้าน Rockville BMX, Maryland ชื่นชอบถ่ายภาพจักรยาน เจ้าของร้านเห็นแววเลยส่งตีพิมพ์ลงนิตยสาร Freestylin’ Magazine จากนั้นออกเดินทางสู่ Hollywood ถ่ายทำโฆษณา Music Video ให้วง Sonic Youth จึงมีโอกาสพบเจอตกหลุมรัก Sofia Coppola, หลังถ่ายกำกับสารคดีสั้น Amarillo by Morning (1997) มองหาบทหนังสำหรับสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก

ผกก. Jonze เล่าว่าตนเองเป็นคนอ่านช้า และใช่ว่าเมื่อบทหนังมาถึงมือจะได้อ่านโดยทันที ยังมีอีกหลายเรื่องกองพะเนินให้พิจารณา แต่ก็ค้นพบความประทับใจทันทีที่ได้อ่าน Being John Malkovich

I’m a really slow reader, and the first time I read the script for ‘Being John Malkovich’ all the way through, it was really late … I read a lot of scripts, and they’re mostly terrible. This one just completely blew me away. It’s like going to the Mercury Lounge and seeing bands for four months, and they’re all bad, and one night you go and it’s the best live performance you’ve ever seen.

Spike Jonze

หลังจากผกก. Jonze ตัดสินใจเลือกบทหนัง Being John Malkovich ก็ใช้เส้นสายยื่นของบประมาณ Propaganda Films ร่วมทุนกับ Single Cell Picture ได้เงินมา $10 ล้านเหรียญ (ยังไม่รวมค่าประชาสัมพันธ์อีก $3 ล้านเหรียญ) จากนั้นก็ติดตามตื้อ John Malkovich บอกปัดอยู่หลายรอบก่อนก่อนยินยอมตอบตกลง


เรื่องราวของนักเชิดหุ่น Craig Schwartz (รับบทโดย John Cusack) ใช้ชีวิตวุ่นๆกับภรรยาผู้รักสัตว์ Lotte (รับบทโดย Cameron Diaz) วันหนึ่งเดินทางไปสมัครงานเสมียน Lester Corp. บริษัทตั้งอยู่ Mertin-Flemmer ชั้น 7 1/2 ต้องงัดประตูลิฟท์ เดินเอียงๆคอ (เพราะเพดานต่ำเตี้ย) สัมภาษณ์งานกับ Dr. Lester (รับบทโดย Orson Bean) ได้รับการว่าจ้างโดยทันที

Schwartz แอบตกหลุมรักเพื่อนร่วมงานสาว Maxine Lund (รับบทโดย Catherine Keener) พยายามเกี้ยวพาราสี แต่เธอกลับไม่เคยสนใจใยดี กระทั่งเรื่องวุ่นๆบังเกิดขึ้นเมื่อเขาพบเจอโพรงลึกลับหลังตู้เก็บเอกสาร มุดเข้าไปโผล่ศีรษะของ John Malkovich ระยะเวลา 15 นาทีก่อนถูกผลักออกมา นี่มันบังเกิดเหตุการณ์ห่าเหวอะไรขึ้น?


John Paul Cusack (เกิดปี 1966) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน บุตรชายของ Dick Cusack เกิดที่ Evanston, Illinois ในครอบครัว Irish Catholic โตขึ้นเข้าศึกษา New York University ได้เพียงเทอมเดียวก็ตัดสินใจลาออก แจ้งเกิดภาพยนตร์ The Sure Thing (1985), ผลงานเด่นๆ อาทิ Con Air (1997), Being John Malkovich (1999), High Fidelity (2000), 1408 (2007), 2012 (2009) ฯ

รับบท Craig Schwartz นักเชิดหุ่นอัจฉริยะ เข้าใจศาสตร์ของการเชิดชัก สามารถถ่ายทอดอารมณ์ร่วมกับหุ่นที่เชิด แต่ใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาผู้รักสัตว์ ซึ่งต่างเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมครอบงำ เลยเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่าย เพ้อฝันอยากกลายเป็นใครบางคน และออกไปจากสถานที่แห่งหนนี้

หลังได้เข้าทำงานยัง Lester Corp. พบเจอโพรงลึกลับ มุดเข้าไปโผล่ศีรษะของ John Malkovich ทดลองผิดลองถูกจนสามารถควบคุมร่างกาย ขยับเคลื่อนไหว พูดกระทำตามคำสั่ง (แบบเดียวกับหุ่นเชิดชัก) ร่วมเพศสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานสาว Maxine Lund และปรับเปลี่ยนชีวิตของ Malkovich ให้ตอบสนองความต้องการส่วนตน

Cusack พูดบอกกับผู้จัดการส่วนตัว ให้มองหาบทหนังที่ความบ้าระห่ำสุดโต่ง “craziest, most unproduceable script you can find” เมื่อพบเจอ Being John Malkovich ก็รู้สึกเนื้อเต้น เสนอตัวเข้าทดสอบหน้ากล้อง

ตัวละคร Schwartz มีความน่าสนใจอย่างมากๆ ระหว่างทำการแสดงหุ่นเชิดชัก สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ราวกับต้องมนต์ แต่เมื่อหวนกลับสู่โลกความเป็นจริง ชีวิตช่างเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ทำอะไรป้ำๆเป๋อๆ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง วันๆเอาแต่เพ้อใฝ่ฝัน ครุ่นคิดอยากเป็นคนโน่นนี่นั่น ซึ่งพออวตารเข้าไปในร่าง John Malkovich ก็พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยไม่สนห่าเหวอะไรใครทั้งนั้น

บทเรียนของ Schwartz แม้เป็นคนมีความสามารถ(ในการเชิดชักหุ่น) กลับขาดความมั่นใจในตนเอง มัวแต่อิจฉาริษยา เพ้อฝันอยากกลายเป็นคนอื่นโน่นนี่นั่น ไม่ครุ่นคิดทำอะไรด้วยตนเองอย่างเอาจริงเอาจัง ถึงหนังทำให้เขาประสบความสำเร็จในการกลายเป็น John Malkovich ผลกรรมจำต้องทนทุกข์ทรมาน สูญเสียจิตวิญญาณ ไม่หลงเหลืออะไรสักสิ่งอย่าง

นี่ถือเป็นอีกบทบาทน่าจดจำของ Cusack บ้าๆบอๆ แต่ซ่อนเร้นการแสดงอันทรงพลัง เอาจริงๆก็น่าจะได้ลุ้นเข้าชิง Oscar แต่ปีนั้นคงสายแข็งน่าดู และเมื่อเทียบกับสองสาว Cameron Diaz และ Catherine Keener พวกเธอขโมยซีนได้โดดเด่นกว่าพอสมควร


Cameron Michelle Diaz (เกิดปี 1972) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Diego, California แล้วมาเติบโตยัง Long Beach ระหว่างเรียนมัธยมเซ็นสัญญานางแบบ Elite Model Management, แจ้งเกิดวงการภาพยนตร์เรื่อง The Mark (1994), ผลงานเด่นๆ อาทิ My Best Friend’s Wedding (1997), There’s Something About Mary (1998), Being John Malkovich (1999), Vanilla Sky (2001), Gangs of New York (2002), Charlie’s Angels (2000) ฯ

รับบทภรรยาสุดเนิร์ด Lotte Schwartz ชอบปล่อยทรงผมยุ่งๆ เต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆ ชื่นชอบสัตว์เลี้ยงมากกว่าสามี รู้สึกเหมือนชีวิตติดอยู่ในกรงขัง การได้มุดผ่านอุโมงค์ John Malkovich ทำให้ค้นพบเพศภาวะ Transexual ต้องการสานสัมพันธ์รักกับ Maxine Lund เลยถูกทรยศหักหลังจากสามี พยายามทำทุกสิ่งอย่างให้เขาป่นปี้

แซว: เมื่อตอน Diaz แรกพบเจอผกก. Jonze เห็นเขากำลังนั่งสัปหงกในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทำให้เธอต้องขึ้นเครื่องบินไปยัง New York เพื่อทำการทดสอบหน้ากล้อง

ว่ากันตามตรง ผมแทบไม่สามารถจดจำ Diaz นั่นเป็นความตั้งใจของทีมงาน แต่งหน้าทำผมให้ออกมาเหมือนคนไร้บ้าน (Homely) ท่าทางใสซื่อ ทึ่มทื่อ แต่ตัวจริงไม่ไร้เดียงสาสักเท่าไหร่ ท่าทางเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย พูดกระทำอะไรไม่ค่อยยี่หร่าสามี … หลังจากค้นพบเพศภาวะ ก็แทบเปลี่ยนไปคนละคน กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าแสดงความรัก ไม่สนห่าเหวสามีอีกต่อไป

เอาจริงๆ Diaz ไม่ได้พลิกบทบาทการแสดงสักเท่าไหร่ แต่เพราะภาพลักษณ์ที่แทบจดจำไม่ได้ ทำให้ผู้ชมรู้สึกแปลกตา แปลกใหม่ แหวกแนวจากที่เคยเป็นมา และอาจรวมถึงการค้นพบเพศภาวะ นั่นเป็นสิ่งที่ยุคสมัยนั้นยังยินยอมรับกันไม่ค่อยได้ จึงถูกมองเป็นเรื่องตลกขบขัน เพ้อเจ้อไร้สาระ แต่งแต้มพฤติกรรมบ้าๆบอๆของตัวละครให้เต็มไปด้วยสีสัน


Catherine Ann Keener (เกิดปี 1959) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Miami, Florida บิดาเป็นชาว Irish ส่วนมารดาเชื้อสาย Lebanese, โตขึ้นเข้าศึกษาคณะ American Studies มหาวิทยาลัย Wheaton College, Massachusetts ก่อนเปลี่ยนมาศิลปศาสตรบัณฑิต จบออกมาเริ่มจากแสดงซีรีย์โทรทัศน์ แจ้งเกิดภาพยนตร์อินดี้ Johnny Suede (1991), Walking and Talking (1996), โด่งดังกับ Being John Malkovich (1999), ผลงานอื่นๆ อาทิ The 40-Year-Old Virgin (2005), Capote (2005), Into the Wild (2007), Synecdoche, New York (2008), Percy Jackson & the Olympians: The Lightning Thief (2010), Get Out (2017) ฯ

รับบทพนักงานสาว Maxine Lund ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพื่อนร่วมงานบริษัทเดียวกับ Craig Schwartz หรือเปล่า? แค่ทำงานอยู่ชั้น 7 1/2 มีความสวยเริด เชิดหยิ่ง สายตาเย็นชา ทำตัวหัวสูง ไม่ชอบบุคคลทึ่มๆทื่มๆ แต่ลุ่มหลงใหลความตื่นเต้น แปลกใหม่ รุกเร้าใจ ชายก็ได้หญิงก็ดี ใครก็ตามสามารถทำให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล

ความเป็นจอมบงการของ Maxine พยายามเชิดชัก Craig, Lotte รวมถึง John Malkovich ทุกคนต่างหลงเสน่ห์ มารยาหญิง จนแทบมิอาจควบคุมความต้องการ(ทางเพศ)ตนเอง แต่การจะได้ร่วมเพศสัมพันธ์กับเธอนั้น ต้องยินยอมศิโรราบ และปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง (คืออวตาร สวมวิญญาณ เข้าไปในร่าง Malkovich)

เห็นว่า Keener ไม่ได้ชื่นชอบตัวละครนี้นัก มองว่ามีบุคลิกภาพตรงกันข้ามกับตนเอง (ตัวจริงเป็นคนสนุกสนาน เฉลียวฉลาด เป็นกันเอง เข้าถึงง่าย และมีความติดดิน) แต่ตอบตกลงเพราะประทับใจผลงาน Music Video ของผกก. Jonze แต่ใครจะไปคาดคิดว่าสามารถแย่งซีนโดดเด่น จนได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress

I wasn’t who I saw for the part of Maxine. She was sexy and bold, and I didn’t really like her.

Catherine Keener

การแสดงของ Keener ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของหนัง จริตของเธอช่างเย็นชา จัดจ้าน ร่านราคะ ใช้ความสวยเริดเชิดหยิ่ง มารยาหญิงชี้นิ้วบงการ อยากได้อะไรต้องได้ ใครอ้อนวอนร้องขอไม่สนใจ โลกทั้งใบต้องหมุนรอบตัวฉัน และโดยเฉพาะฉากร่วมเพศสัมพันธ์กับ Malkovich มันช่างบิดๆเบี้ยวๆ อาจเติมเต็มแฟนตาซีของใครหลายคน

ถึงเจ้าตัวบอกว่าไม่ค่อยชื่นชอบตัวละครนี้นัก แต่ผมรู้สึกเหมือนเธอสนุกกับบทบาทนี้มากๆ เพราะมันไม่ใช่ตัวตนเอง จึงดูเป็นการปลดปล่อย ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ท้าทาย ผลลัพท์ถือว่าเกินความคาดหมาย


John Gavin Malkovich (เกิดปี 1953) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Christopher, Illinois วัยเด็กชื่นชอบการแสดง ร้องเพลง โตขึ้นเข้าศึกษาการแสดงยัง William Esper Studio จบออกมาเข้าร่วมคณะ Steppenwolf Theatre Company มีผลงาน West End, Broadway, ซีรีย์โทรทัศน์, ภาพยนตร์เรื่องแรก Places in the Heart (1984), The Killing Fields (1984), ผลงานเด่นๆ อาทิ Empire of the Sun (1987), Dangerous Liaisons (1988), In the Line of Fire (1993), Con Air (1997), Being John Malkovich (1999), Ripley’s Game (2002), Burn After Reading (2008), Red (2010) ฯ

รับบท John Horatio Malkovich นักแสดง Hollywood มีชื่อเสียงจากหนังปล้นเพชรเรื่องหนึ่ง (เจ้าตัวอ้างว่าไม่เคยแสดงภาพยนตร์ประเภทนั้น) ระหว่างดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข ถูกรุกรานโดยบุคคลลึกลับ บุกเข้ามาในความครุ่นคิด พยายามควบคุมครอบงำ โน้มน้าวให้ทำโน่นนี่นั่น ร่วมเพศสัมพันธ์กับ Maxine Lund เมื่อตระหนักถึงความผิดปกติ สืบค้นจนพบอุโมงค์มหัศจรรย์ ตัดสินใจมุดรูเข้าไป ผลลัพท์คือ ‘paradox’ โลกที่ไม่มีใครคาดคิดถึง

เกร็ด: John Malkovich ตัวจริงไม่เคยแสดงภาพยนตร์เกี่ยวกับโจรปล้นเพชร ต้องหลังจากนี้ถึงได้เล่นหนัง Johnny English (2003)

เหมือนว่าบุคคลที่ทำการโน้มน้าว Malkovich ตอบรับบทบาทนี้คือ Francis Ford Coppola เป็นทั้งผู้ติดต่อ และคงให้คำแนะนำอะไรบางอย่าง ภายหลังจึงยินยอมกัดฟันตอบตกลง ทั้งๆตอบปัดปฏิเสธมาหลายครั้งครา … Malkovish ยังเคยแสดงความคิดเห็น ทำไมถึงไม่เป็น Tom Cruise? แบบเดียวกันเป๊ะกับคำพูดโปรดิวเซอร์ New Line Cinema

ตัวละคร Malkovich หาได้มีอุปนิสัย บุคลิกภาพ แบบเดียวกับตัวจริงของ Malkovich แต่เป็น ‘fiction charactor’ ที่ชื่อ Malkovich ซึ่งวิธีการที่ Malkovich เล่นเป็น Malkovich ก็แค่ครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายเป็นตัวละครหนึ่ง ไม่นำมันมาสับสนกับชีวิตจริงเท่านั้นเอง

ตัวละครสมมติ Malkovich ดูไม่แตกต่างจากนักแสดง Hollywood ทั่วๆไป ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง ใช้ชีวิตอย่างไม่ยี่หร่าอะไรใคร เชื่อว่าตนเองสามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง แต่เมื่อถูกบุกรุกรานทางจิตวิญญาณ ความน่าทึ่งก็คือกลายร่างเป็นบุคคลนั้นๆได้อย่างแนบเนียน สมจริง

ต่อให้หนังล้มเหลวทั่งรายรับและเสียงวิจารณ์ แต่ผมครุ่นคิดว่าคงไม่ส่งผลกระทบต่อ Malkovich สักเท่าไหร่หรอก พี่แกขึ้นชื่อเรื่องการรับบทประหลาดๆ แปลกพิศดารเช่นนี้อยู่แล้ว … แค่ได้เห็น Malkovich แต่งหญิง ก็รู้สึกขบขำกลิ้งแทบตกเก้าอี้แล้วละ!


ถ่ายภาพโดย Lance Acord (เกิดปี 1964) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Fresno County, California โตขึ้นเข้าเรียนถ่ายภาพยัง San Francisco Art Institute เข้าสู่วงการโดยเป็นขาประจำ Bruce Weber ถ่ายทำสารคดี โฆษณา Music Video โด่งดังจากบทเพลง Weapon of Choice ของ Fatboy Slim กำกับโดย Spike Jonze คว้ารางวัล MTV Award: Best Cinematography, สำหรับภาพยนตร์เริ่มจาก Buffalo ’66 (1998), Being John Malkovich (1999), Adaptation (2002), Lost in Translation (2003), Marie Antoinette (2006), Where the Wild Things Are (2009) ฯ

งานภาพของหนังไม่ได้มีลูกเล่นอะไรหวือหวา หรือเทคนิคที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจ ผมรู้สึกเหมือนผกก. Jonze พยายาม ‘play safe’ กับภาพยนตร์เรื่องแรกของตนเอง (ผิดกับงานภาพของ Adaptation (2002) ที่มีความน่าสนใจกว่ามากๆ) อาจเพื่อต้องการให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงโดยง่าย เพลิดเพลินสนุกสนานในโลกแฟนตาซีเหนือจริง ที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนงำ … แต่การทำเช่นนั้นทำให้มิติทางภาพยนตร์ลดลงไปมากๆ ผมแทบไม่รู้สึกอยากหวนกลับมาดูรอบสองสามสักเท่าไหร่ จบแล้วก็จบไป นอกจากมุมมองและโลก ‘paradox’ ของ Malkovich ที่พอมีความประทับใจอยู่บ้าง

หนังใช้เวลาโปรดักชั่นเกือบๆสองเดือน ระหว่าง 20 กรกฎาคม – 18 กันยายน ค.ศ. 1998, สถานที่ถ่ายทำหลักๆอยู่ยัง Los Angeles อาทิ โรงแรม Ambassador Hotel, Belasco Theatre, University of Southern California, และยังมี RMS Queen Mary เทียบท่าอยู่ Long Beach, California


I wanted the character to be an artist and be frustrated in his professional life.

Charlie Kaufman

ในส่วนของหุ่นเชิด (String Puppets) ได้รับการออกแบบ แกะสลักโดย Kamela Portuges-Robbins ร่วมกับ Images in Motion และบุคคลทำการเชิดชักชื่อว่า Philip Huber ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี

I saw this project’s potential for showcasing some of the marionette’s dramatic abilities while treating this art form with a degree of respect.

Philip Huber

เราสามารถเปรียบเทียบร่างกายมนุษย์ ไม่แตกต่างจากหุ่นเชิดชัก มันอาจไม่เส้นสายโยงใยอยู่ด้านหลัง แต่ทุกความกระทำ ขยับเคลื่อนไหว ล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า ‘จิตวิญญาณ’ อยู่ภายในเรือนร่างกาย ซึ่งภาพยนตร์ Being John Malkovich (1999) ได้พยายามสร้างเรื่องราวแฟนตาซีในเชิงเปรียบเทียบ สมมติว่ามีคนสามารถอวตาร สวมวิญญาณ มุดอุโมงค์ลึกลับแล้วไปโผล่ในร่างกายอีกคน จากนั้นสามารถควบคุมครอบงำ บีบบังคับให้กระทำตามคำสั่งโน่นนี่นั่น มันจะมีความวุ่นๆวายๆอะไรบังเกิดขึ้นต่อไป…

การแสดงหุ่นเชิดช่วงอารัมบท เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด กรีดกราย ทำลายสิ่งข้าวของ ทุบกระจกแตก (แสดงถึงการสูญเสียอัตลักษณ์ตัวตน) กระโดดดิ้นไปดิ้นมา ครั้งหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองผู้เชิดชัก (เป็นการมองย้อนกลับหาตัวเอง มนุษย์=หุ่นเชิด) ก่อนสิ้นสุดการแสดงด้วยการทรุดนั่งห่อเหี่ยวในมุมมืด … ทั้งหมดนี้เป็นการบอกใบ้เรื่องราวของหนัง โชคชะตากรรมของ Craig Schwartz

การแสดงหุ่นเชิดครั้งถัดมาข้างถนน Craig ดูมีความเคลิบเคลิ้มกับบทเพลง Pace, pace, mio Dio (แปลว่า Peace, O mighty Father, give me peace) จงใจเชิดชักบาทหลวงและแม่ ทำท่าทางราวกับกำลังร่วมเพศสัมพันธ์(กับพระเป็นเจ้า) … นี่ไม่ใช่การดูหมิ่นศรัทธาศาสนานะครับ แต่เป็นการเปรียบเทียบถึงบุคคลผู้เชิดชัก ไม่แตกต่างจากพระเจ้าของหุ่นไม้เหล่านี้ สามารถมองชีวิต จิตวิญญาณ รวมถึงความรัก และเพศสัมพันธ์

Derek Mantini ทำการแสดง The Belle of Amherst ด้วยการเชิดชักหุ่น Emily Dickinson ขนาด 60 ฟุต! ปฏิกิริยาของ Criag อุทานว่า “Gimmicky bastard” แสดงถึงความไม่พึงพอใจ อิจฉาริษยา มองว่าอีกฝ่ายทำเพื่อขายชื่อเสียง เรียกร้องความสนใจ (สมัยนี้มีคำเรียก ‘ขายคอนเทนต์’)

นี่สามารถสะท้อนมุมมอง Charlie Kaufman ต่อวงการ Hollywood ที่สนเพียงการสร้างภาพ เน้นความยิ่งใหญ่อลังการ ด้วยเหตุนี้บทหนังที่ขายความคิดสร้างสรรค์ของตนเองจึงมักถูกบอกปัดปฏิเสธ โปรดิวเซอร์ไม่ค่อยให้ความสนใจ รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ (ไม่ต่างจากตัวละคร Craig Schwartz)

แซว: ผกก. Spike Jonez ปรากฎตัว (Cameo) เป็นผู้ช่วย Derek Mantini น่าจะสวมแว่นดำยืนอยู่เบื้องหลัง

ทำไมบริษัท Lester Corp. ถึงตั้งอยู่ชั้น 7 1/2? นอกจากเหตุผลเพื่อซุกซ่อนอุโมงค์ลึกลับ (ที่ Dr. Lester ค้นพบมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18th) ตามคำอธิบายจากวีดีทัศน์แนะนำอาคารหลังนี้ เพราะต้องการสร้างความเสมอภาคเท่าเทียมให้กับหญิงสาวตัวเล็ก ความผิดปกติฮอร์โมนทำให้ร่างกายไม่สามารถเจริญเติบโต แต่จิตใจของเธอถือว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว (ความขัดแย้งระหว่างร่างกาย-จิตวิญญาณ ไม่แตกต่างจากพวกที่อวตารเข้าร่าง John Malkovich)

แซว: ใครเคยรับชม Adaptation (2002) น่าจะพบเห็นเบื้องหลังชั้น 7 1/2 ก่อสร้างขึ้นในสตูดิโอ สถานที่แห่งนี้ไม่มีอยู่จริง!

ส่วนเหตุผลในเชิงนามธรรมของตึกครึ่งชั้น ผมครุ่นคิดว่าน่าจะสื่อถึงจิตใจอันคับแคบ เห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน ของบรรดาพนักงานในบริษัท Lester Corp. ต้องการจะควบคุมครอบงำ … ไม่ต่างจากการชักเชิดหุ่น

นี่ก็เป็นภาพยนตร์ไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจการมุดโพรงกระต่าย จากวรรณกรรมเยาวชน Alice’s Adventures in Wonderland (1865) ของ Lewis Carroll แล้วไปโผล่ยังดินแดนสุดพิศวง Wonderland ซึ่งสำหรับ Being John Malkovich (1999) ก็ตามชื่อหนัง อวตาร สวมวิญญาณ เข้าสู่ร่างของนักแสดงชื่อ John Malkovich

ทำไมถึงต้องเป็น John Malkovich? … จากบทสัมภาษณ์ของ Kaufman ก็แค่ครุ่นคิดเล่นๆ ไม่จริงจัง แต่พอได้ผลลัพท์ มันก็คาดไม่ถึงจริงๆ

Malkovich just seemed right to me. He would be an interesting person to be that character. When I wrote it, I wasn’t working as a screenwriter, and I wasn’t thinking that he or anyone else would actually read it. I wasn’t thinking, can this be made? When I heard that [Malkovich] read it and thought it was funny, that was as big a thrill as I expected to have.

Charlie Kaufman

ทุกครั้งเมื่อมีการอวตาร สวมวิญญาณ เข้าไปในร่างของ John Malkovich สังเกตว่ากล้องถ่ายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (ของ Malkovich) ขอบภาพจะถูกห้อมล้อมรอบกรอบดำให้แลดูคล้ายมองผ่านดวงตา เสียงได้ยินก็อู้ๆอี้ๆ เหมือนอยู่ในห้องเงียบ เสียงพูดกึกก้อง (และได้ยินเสียงความครุ่นคิดของบุคคลที่เข้าไปในร่าง Malkovich)

ซีเควนซ์ที่ถือเป็นไฮไลท์ของหนัง หลายคนเรียกว่าโลกของ Malkovich หรือ Malkovich’s Malkovich แต่ผมเคยเรียนฟิสิกส์จึงขอเรียกโลกแห่งความขัดแย้ง (Paradox) ที่เมื่อ Malkovich มุดเข้าไปในอุโมงค์ Malkovich นั่นเป็นสิ่งที่ไม่น่าเป็นได้ (คล้ายๆการตั้งกระจกสองบานให้หันหน้าเข้าหากัน จักพบเห็นภาพซ้อนภาพ กระจกซ้อนกระจกจำนวนนับไม่ถ้วน) ผลลัพท์จึงนำเสนอความเป็นไปไม่รู้จบของ Malkovich โลกที่ทุกสิ่งอย่าง ทุกบุคคล ทุกคำพูด ทุกภาษาเขียน เมื่อทำการ ‘Whip Pan’ ล้วนเต็มไปด้วย Malkovich

(หนังไม่มีใช้ CG สักช็อตเลยนะครับ แต่เป็นการเล่นมุมกล้อง ถ่ายซ้ำ 2-3 ครั้ง นักแสดงหน้าเหมือน ส่วนบุคคลหันหลังล้วนคือตัวประกอบทั้งหมด)

ผมมองนัยยะเชิงสัญลักษณ์ของซีเควนซ์นี้ ถ้าทุกคนล้วนมีความเพ้อฝันอยากเป็นคนโน่นนี้นั้น (Being John Malkovich) จนไร้ซึ่งอัตลักษณ์ตัวตน สูญเสียความเป็นตัวของตนเอง นี่อาจคือสิ่งอาจบังเกิดขึ้น พบเห็นใครต่อใครล้วนแล้วแต่คือ Malkovich

มีคำเรียกซีเควนซ์นี้ “Dance of Despair and Disillusionment” หลังจากที่ Craig สามารถควบคุมร่างกายของ John Malkovich ลุกขึ้นมาเริงระบำ ทำเหมือนกำลังถูกเชิดชัก ซึ่งบทเพลงบรรเลง Béla Bartók: Music for Strings, Percussion and Celesta ท่อน II. Allegro เดียวกับตอนอารัมบท (Craig เชิดชักหุ่นด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด)

ซีเควนซ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเชิดชักหุ่น = อวตาร สวมวิญญาณ เข้ามาในร่างของ Malkovich ซึ่งสร้างความหมดสิ้นหวัง (ให้กับ Malkovich) และทั้งหมดคือภาพลวงตาของ (Craig Schwartz)

และยังมีขณะหนึ่งที่เขวี้ยงขว้างกระจกแตก (ตอนอารัมบทก็มีทุบกระจกแตกเช่นกัน) ซึ่งครั้งนี้สามารถสื่อถึงการสูญเสียอัตลักษณ์ตัวตน ของทั้ง Malkovich (สูญเสียให้ Craig) และรวมถึง Craig (เปลือกภายนอกกลางเป็น Malkovich)

นี่เป็นช็อตที่แอบน่าสะพรึงกลัวอย่างมากๆ เพราะเต็มไปด้วยบุคคลผู้เป็นอมตะ ทำตัวราวกับพระเจ้า ขัดขืนธรรมชาติชีวิต ไม่แตกต่างจากพวกชนชั้นสูง ร่ำรวยเงินทอง (กลุ่มคน Elite) ต้องการควบคุมครอบงำ กระทำสิ่งต่างๆโดยไม่สนห่าเหวอะไรใคร ใช้ชีวิตเพียงตอบสนองสันชาติญาณ ความพึงพอใจส่วนบุคคลเท่านั้น

ตำแหน่งที่นั่งนักแสดง/ตัวประกอบช็อตนี้ ทำให้ผมตระหนักว่า Elle (และเจ้าลิงชิมแปนซี) สามารถสะท้อนสถานะทางสังคม ชนชั้น(และเดรัจฉาน) ในสายตา Dr. Lester และผองพวก ปากอ้างว่าต้องช่วยเหลือ ชักชวนเข้าร่วมกลุ่ม แท้จริงแล้วสนเพียงผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น (เพื่อจะได้เข้าสิงสถิตย์ในร่าง Malkovich)

และนี่ทำให้ผมครุ่นคิดเหตุผลที่ Elle ชื่นชอบเลี้ยงสรรพสัตว์ ชิมแปนซี นกแก้วนกขุนทอง เพราะมันเป็นเพียงเดรัจฉาน ไร้ซึ่งความครุ่นคิดอ่าน สามารถควบคุมครอบงำ บีบบังคับให้ทำโน่นนี่นั่น (แต่พวกมันก็มีจิตวิญญาณของตนเองนะครับ)

Being John Malkovich

รวบรวมนักแสดงมีชื่อที่มารับเชิญ Cameo อาทิ Octavia Spencer, Sean Penn (ใบปิดด้านหลังคือภาพยนตร์ The Crossing Guard (1995)), Winona Ryder (ในหมู่ผู้ชม), David Fincher (ในบท Christopher Bing บรรณาธิการ Los Angeles Times), Charlie Sheen (เล่นเป็นตัวเอง เพื่อนของ John Malkovich แต่สวมวิกให้ศีรษะล้าน) ฯ

ซีเควนซ์การไล่ล่าระหว่าง Maxine Lund กับ Lotte ต่างมุดเข้าไปในอุโมงค์ โผล่ยังจิตใต้สำนึกของ John Malkovich ถือเป็นอีกไฮไลท์ไคลน์แม็กซ์ของหนัง แนวคิดที่โคตรพิลึกพิลั่น (แอบนึกถึง Paprika (2006) และ Inception (2010) อยู่เล็กๆ) ทำการร้องเรียงเหตุการณ์ที่ถือเป็นปมด้อยของ Malkovich (ทั้งหมดเป็นการสร้างเรื่องสมมติขึ้นนะครับ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับตัวจริงของ Malkovich) ซึ่งแต่ละฉากที่เปลี่ยนไป มักมีการพลิกหมุน เอียงมุมกล้อง จากความทรงจำหนึ่ง สู่อีกความทรงจำหนึ่ง

Dr. Lester กล่าวว่าจะสามารถอวตาร สวมวิญญาณ เข้าไปในร่างกาย John Malkovich ได้ไม่เกินเที่ยงคืนวันครบอายุ 44 ปี … นี่เป็นการสร้างกฎกติกาของ Kaufman ที่ไม่มีคำอธิบายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ใดๆ

เพราะความยึดถือมั่นในตนเองของ Craig Schwartz ครุ่นคิดว่า Maxine ตกอยู่ในอันตราย จึงยินยอมเสียสละทุกสิ่งอย่าง ถอดวิญญาณออกจากร่าง Malkovich ก่อนค้นพบว่าทั้งหมดล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา ด้วยเหตุนี้จึงพยายามหวนกลับเข้าไปใหม่ แต่เพราะช่วงเวลาหลังเที่ยวคืนครบอายุ 44 ปี ทำให้เขาต้องสิงสถิตอยู่ในร่างบุตรสาว แถมไม่สามารถควบคุมอีกฝ่าย รวมถึงถอดวิญญาณออกจากเด็กหญิง เรียกว่าสูญสิ้นทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ … การที่เราครุ่นคิดเพ้อใฝ่ฝันอยากได้ อยากมี อยากเป็นบุคคลอื่น มักทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวของตนเอง

ตัดต่อโดย Eric James Zumbrunnen (1964-2017) สัญชาติอเมริกัน เรียนจบวารสารศาสตร์ เคยเป็นนักร้อง-นักกีตาร์ ก่อนพบเจอผู้กำกับ Spike Jonze เปลี่ยนมาเป็นนักตัดต่อหนังสั้น, Music Video, ภาพยนตร์ อาทิ Being John Malkovich (1999), Adaptation (2002), Where the Wild Things Are (2009), John Carter (2012), Her (2013) ฯ

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของนักเชิดหุ่น Craig Schwartz เริ่มจากอารัมบทชีวิต เข้าทำงานบริษัท Lester Corp. พบเจอโพรงลึกลับ มุดเข้าไปโผล่ศีรษะของ John Malkovich จากนั้นชักชวนภรรยา Lotte โน้มน้าวเพื่อนร่วมงาน Maxine Lund ต่างฝ่ายต่างมีความต้องการสนองตัณหาเกี่ยวกับ Malkovich ที่แตกต่างกัน

  • อารัมบท, Craig Schwartz แสดงการเชิดชักหุ่น
  • องก์แรก, ความวุ่นวายในชีวิตของ Craig Schwartz
    • แนะนำตัวละคร Criag อาศัยอยู่กับภรรยา Lotte ในอพาร์ทเม้นท์รายล้อมรอบด้วยสรรพสัตว์
    • Criag เดินทางไปสมัครงานบริษัท Lester Corp.
    • Criag พยายามเกี้ยวพาราสีเพื่อนร่วมงาน Maxine แต่เธอกลับไม่สนใจใยดี
  • องก์สอง, อุโมงค์ลึกลับ เข้าไปโผล่ศีรษะของ John Malkovich
    • Criag บังเอิญพบเจออุโมงค์ลึกลับ ซ่อนอยู่หลังตู้เก็บเอกสาร ลองมุดเข้าไปโผล่ยังศีรษะของ John Malkovich
    • กลับมาชักชวนภรรยา Lotte หลังกลับออกมาตระหนักว่าตนเองมีเพศภาวะ Trangender
    • Maxine เมื่อได้รับฟังปรากฎการณ์ดังกล่าว ติดต่อเข้าหา John Malkovich ต้องการร่วมเพศสัมพันธ์กับใครบางคนที่อยู่ในนั้น
    • Criag เกิดความอิจฉาริษยา Lotte จึงจับขังเธอไว้ในกรง แล้วเข้าไปในศีรษะของ John Malkovich แล้วร่วมเพศสัมพันธ์กับ Maxine
  • องก์สาม, โลกแห่งความขัดแย้ง (Paradox)
    • Criag เปิดเผยความจริงกับ Maxine ระหว่างกำลังร่วมเพศสัมพันธ์กับ John Malkovich จึงเริ่มสามารถควบคุมคำพูด การกระทำของอีกฝ่าย
    • นั่นสร้างความตระหนักให้กับ John Malkovich ว่ามีสิ่งผิดแผกแปลกประหลาดบังเกิดขึ้นกับตนเอง ออกติดตามหาจนมาพบเจออุโมงค์ลึกลับ
    • เมื่อ John Malkovich เข้าไปในอุโมงค์ของตนเอง จึงพบเจอกับโลกแห่งความขัดแย้ง (Paradox)
  • องก์สี่, Criag Schwartz ในร่างของ John Malkovich
    • Lotte สามารถหลบหนีออกจากกรงขัง ขอความช่วยเหลือจาก Dr. Lester ทำให้รับล่วงรู้ความจริงบางอย่าง
    • Criag ตัดสินใจฝังตัวเข้าไปอยู่ในร่างของ John Malkovich ร่วมรักหลับนอนกับ Maxine และทำการฟื้นฟูการแสดงหุ่นเชิดชัก จนประสบความสำเร็จ
    • Dr. Lester ทำการลักพาตัว Lotte ที่กำลังตั้งครรภ์ สามารถล่อหลอก Craig จนยินยอมกลับออกจากร่าง
    • แต่แล้ว Maxine กลับเลือกครองคู่รักกับ Lotte
  • ปัจฉิมบท, Criag Schwartz ตัดสินใจหวนกลับไปมุดอุโมงค์นั้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ …

การดำเนินเรื่องของ Being John Malkovich (1999) มีความตรงไปตรงมา แทบไม่มีอะไรหวือหวา ‘play safe’ อาจจะล่อหลอกผู้ชมช่วงท้ายสักหน่อย ถึงโชคชะตากรรมของ Craig Schwartz ภายหลังหวนกลับไปมุดอุโมงค์นั้นอีกครั้ง (แต่ก็มีการบอกใบ้บทสรุปอยู่พอสมควร) … ใครที่เคยรับชมผลงานถัดไปของผกก. Jonze เรื่อง Adaptation (2002) ก็อาจถึงขั้นเหวอออก เพราะลีลาตัดต่อซับซ้อนอย่างมากๆ จนเกิดความสงสัยว่าผู้สร้างคนเดียวกันจริงๆหรือ?


เพลงประกอบโดย Carter Benedict Burwell (เกิดปี 1954) เกิดที่ New York City เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากทำเพลงประกอบ Blood Simple (1984) แล้วกลายเป็นขาประจำสองพี่น้อง Coen, ผลงานเด่นๆ อาทิ Raising Arizona (1987), Fargo (1996), The Big Lebowski (1998), Being John Malkovich (1999), Adaptation (2002), No Country for Old Men (2007), The Twilight Saga: Breaking Dawn (2011-12), Carol (2015), Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (2017), The Banshees of Inisherin (2022) ฯ

ด้วยชื่อเสียงเรียงนามของ Spike Jonze ที่เคยกำกับ Music Video ให้กับศิลปินมากมาย ทีแรกผมครุ่นคิดว่าคงจะเป็นการรวบรวม (Remix) บทเพลงหลากหลาย แต่กลับทำออกมาในลักษณะ Original Soundtrack (OST) ด้วยสัมผัสแฟนตาซีเหนือจริง มีความลึกลับ ราวกับต้องมนต์ และสามารถขับเน้นความรู้สึกจากภายใน

ผมมีความชื่นชอบประทับใจบทเพลง Puppet Love ไม่เชิงว่าเป็น Main Theme แต่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกตัวละครระหว่างกำลังเชิดชักหุ่น มองภายนอกดูงดงาม ตราตรึง แต่ภายในปกคลุมด้วยความหมองหม่น ทนทุกข์ทรมาน พานผ่านชีวิตยากลำบาก ต้องการทำอะไรสักสิ่งอย่าง เพ้อฝันอยากกลายเป็นใครสักคน เพื่อชีวิตจักได้สุขสบาย ผ่อนคลายจิตวิญญาณ

(บทเพลงนี้ดังช่วงกลางเรื่อง หลังจากที่ Craig สร้างหุ่นของ Maxine แล้วทำการแสดง เกี้ยวพาราสีกัน)

มีสองบทเพลงน่าสนใจระหว่าง Craig Schwartz กำลังเชิดชักหุ่นตอนต้นเรื่อง เริ่มต้นจาก Music for Strings, Percussion and Celesta ท่อน II. Allegro แต่งโดย Béla Bartók คีตกวีสัญชาติ Hungarian เมื่อปี ค.ศ. 1937 ท่วงทำนองเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สับสนวุ่นวาย เครื่องสายกับเปียโนละเล่นตัดกันไปมา สามารถสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจตัวละครขณะนั้น ไม่พึงพอใจกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบัน

บทเพลงนี้ยังดังขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ Craig สามารถควบคุมร่างกายของ John Malkovich ลุกขึ้นมาเริงระบำ ทำเหมือนกำลังถูกเชิดชัก “Dance of Despair and Disillusionment” แสดงให้ Maxine พบเห็นหลังจากร่วมเพศสัมพันธ์ … การใช้บทเพลงเดียวกัน ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความละม้ายคล้ายของการเชิดชักหุ่น = สวมวิญญาณ อวตารเข้าไปในร่างของ Malkovich

แซว: รับฟังบทเพลงนี้ชวนให้ผมนึกถึง Ballet Mécanique อยู่ไม่น้อยทีเดียว

อีกบทเพลงคือ Pace, pace, mio Dio (แปลว่า Peace, O mighty Father, give me peace) นำจากอุปรากรความยาวสี่องก์ La forza del destino (แปลว่า The Power of Fate) ประพันธ์โดย Giuseppe Verdi เมื่อปี ค.ศ. 1862, ผมขี้เกียจเขียนอธิบายเรื่องย่ออุปรากรนี้ แต่แค่ชื่อบทเพลง Peace … Give me Peace แต่สิ่งที่ Craig กำลังเชิดชักอยู่ข้างถนนนั้น มันช่างป่นปี้ความเชื่อศรัทธาศาสนาเสียจริง

ช่วงหลังจากฉายสารคดี John Malkovich ยังมีอีกการเชิดชักหุ่นขนาดเท่ามนุษย์บนเวที (โดยผู้เชิดอยู่เบื้องบนเวทีอีกที) พร้อมการแสดงบัลเล่ต์บทเพลง Tchaikovsky: Swan Lake

เมื่อ Malkovich มุดลอดอุโมงค์เข้าไป สิ่งพบเจอกลับคือโลกแห่งความขัดแย้ง ‘paradox’ พบเห็นสารพัด Malkovich ทั้งชาย-หญิง เด็ก-สูงวัย และได้ยินบทเพลง Malkovich Masterpiece Remix ฟังแล้วก็รู้สึก Malkovich Malkovich … ช่วงท้ายของซีเควนซ์นี้ เสียงเปียโนเหมือนจะบรรเลงผิดๆถูกๆ ไม่ต่างจากโลกใบนี้ที่มีความบิดๆเบี้ยวๆ

สำหรับ Closing Song คือบทเพลง Amphibian (1999) แต่ง/ขับร้องโดย Björk, เนื้อคำร้องเต็มไปด้วยถ้อยคำโหยหวน ไม่มีความหมาย (แต่บางคำเหมือนจะมีความหมายในภาษา Icelandic) ฟังคล้ายเสียงสัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก (Amphibian แปลว่า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ) สร้างสัมผัสธรรมชาติ วิวัฒนาการชีวิต ที่ต้องเผชิญหน้าสรรพสิ่งต่างๆ บังเกิดหลากหลายอารมณ์ ความรู้สึก กาลเวลาผันแปรเปลี่ยนไป

bidur loff
ah-aha-oooooow
aaaaaaaahhhhhh
aaaaaaaah
sem
woooo-ooooh

ค่านิยมของโลกยุคสมัยใหม่ มักเสี้ยมสอนให้มนุษย์มีความเพ้อฝัน อยากได้ อยากมี อยากเป็นเหมือนคนโน่นนี่นั่น Being John Malkovich (1999) เลยทำการสร้างเรื่องสมมติ Craig Schwartz จับพลัดจับพลูมุดลงรูโพรงกระต่าย สวมวิญญาณ อวตาร เข้าไปในร่างนักแสดงชื่อดัง John Malkovich แล้วดูว่าต่อจากนั้นเขาจะเลือกดำเนินชีวิตต่อไปเช่นไร?

การสวมวิญญาณ อวตาร เข้าไปในร่างใครคนหนึ่ง จักทำให้เรากลายเป็นบุคคลนั้นแค่เพียงเปลือกภายนอก รูปร่างหน้าตา เพราะมันไม่มีทางที่อากัปกิริยา ความครุ่นคิด จิตวิญญาณ รวมถึงประสบการณ์ชีวิต จะสามารถลอกเลียนแบบ ปรับเปลี่ยนสันดานธาตุแท้ตัวตน

John Malkovich คือนักแสดงมากฝีมือ แต่หลังจากถูกสวมวิญญาณ อวตาร เข้าสิงโดย Craig Schwartz ย่อมไม่มีทางจะสามารถเป็นนักแสดงยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่เทียบเท่า แถมความสนใจของเขามีเพียงการเชิดชักหุ่น ด้วยเหตุนี้จึงทำการปรับเปลี่ยน Malkovich โดยใช้ชื่อเสียงเงินทอง (ที่เป็นของ Malkovich) สร้างสิ่งตอบสนองผลประโยชน์ตนเอง

แต่สุดท้ายแล้วชื่อเสียงความสำเร็จจากการเชิดชักหุ่น ก็หาได้เป็นของ Criag Schwartz แต่คือ John Malkovich (เพราะเขาอยู่ในร่างของ Malkovich) และเมื่อตัดสินใจถอดวิญญาณออกจากร่าง ทำให้ทุกสิ่งอย่างสร้างมาพลันล่มสลาย จบสูญสิ้นโดยพลัน … และท้ายสุดเมื่อหวนกลับเข้าอุโมงค์ลึกลับ กลับโผล่ยังบุตรสาวของ Maxine Lund ไม่สามารถควบคุมตนเอง เรียกว่าสูญเสียทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ

นอกจากประเด็นอัตลักษณ์ตัวตน (Self Identity) หนังยังชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดถึงเพศภาวะ (Gender Identity) หลังจาก Lotte สวมวิญญาณ อวตาร เข้าไปในร่าง John Malkovich นั่นคือจิตวิญญาณหญิงในร่างกายชาย (หรือในทางกลับกัน จิตวิญญาณชายในร่างกายหญิง) นั่นถือเป็นลักษณะของคนข้ามเพศ (Transgender) ยุคสมัยนั้นสังคมยังไม่ค่อยให้การยอมรับแนวคิดนี้ หาข้อสรุปไม่ได้ว่าเขา/เธอ เพศสภาพอะไรกันแน่??

หนังไม่ได้มีแค่เรื่องของ ‘อัตลักษณ์’ เท่านั้นนะครับ Craig Schwartz ในฐานะศิลปิน นักเชิดหุ่น (สามารถเปรียบเทียบตรงๆถึง Charlie Kaufman) ทั้งๆเป็นบุคคลมากความสามารถ แต่สาเหตุที่ต้องตกทุกข์ได้ยาก เพราะสังคมไม่ให้การยินยอมรับ นี่เป็นการแอบโจมตีบรรดาโปรดิวเซอร์(ในวงการ Hollywood) สนเพียงผลงานที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ สร้างผลประโยชน์ อยู่ในกระแสนิยม และทำกำไรคืนกลับมา … มีพล็อตหนัง/บทละครเจ๋งๆมากมายที่ Kaufman เคยครุ่นคิดพัฒนาเอาไว้ แต่ส่วนใหญ่แทบไม่ได้รับความสนใจใยดี

นักเขียนบท ถือเป็นบุคคลสำคัญในการสรรค์สร้างภาพยนตร์ (ปัจจุบัน ค.ศ. 2023 ก็กำลังมีเรื่องประท้วงใหญ่โต) แต่มักไม่ค่อยได้รับเครดิต ยกย่องชื่นชม พูดกล่าวถึงสักเท่าไหร่ นั่นก็คล้ายๆการที่ Craig Schwartz สวมวิญญาณ อวตาร เข้ามาสิงสถิตย์อยู่ในร่าง John Malkovich ทำได้เพียงเชิดชักบงการอยู่เบื้องหลัง ส่วนชื่อเสียง ความสำเร็จ ไม่มีทางที่ Craig จะได้รับผลประโยชน์อะไรใดๆ

รับชม Being John Malkovich (1999) ผมมองแทบไม่เห็นอัตลักษณ์ตัวตนของผู้กำกับ Spike Jonze แต่แทบทุกรายละเอียดล้วนมีความเป็น Charlie Kaufman พยายามต่อต้านค่านิยมโลกยุคสมัยใหม่ ทำไมคนเราต้องมีความเพ้อใฝ่ฝัน อยากได้ อยากมี อยากกลายเป็นบุคคลอื่น ไม่ลองมองหาเส้นทางชีวิตที่เราสามารถ ‘เป็นตัวของตนเอง’ เพียงพอดีในสิ่งต้องการ นั่นต่างหากความสุขแท้จริง เกิดขึ้นภายในจิตวิญญาณ

ปล. ใครเคยรับชม Adaptation (2002) จะพบเห็นความเป็น’ตัวตนเอง’ของ Kaufman ที่คลุ้มบ้าคลั่งยิ่งกว่า Being John Malkovich (1999) เสียอีกนะ!


ด้วยทุนสร้าง $13 ล้านเหรียญ เข้าฉายสหรัฐอเมริกาสัปดาห์แรกเพียง 25 โรงภาพยนตร์ ทำเงินได้ $637,731 เหรียญ ก่อนขยับขยายมากสุด 624 โรงภาพยนตร์ และยืนยาว 26 สัปดาห์ (น่าจะได้รับกระแสเข้าชิง Oscar 3 สาขาด้วยกระมัง) รวมรายรับ $22.8 ล้านเหรียญ ทั่วโลก $32 ล้านเหรียญ ถือว่ากำไรพองาม

  • Academy Award
    • Best Director
    • Best Supporting Actress (Catherine Keener)
    • Best Original Screenplay
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Musical or Comedy
    • Best Supporting Actress (Cameron Diaz)
    • Best Supporting Actress (Catherine Keener)
    • Best Screenplay

แซว: หนังชื่อ Being John Malkovich แต่ว่า John Malkovich กลับไม่ได้เข้าชิงรางวัลการแสดงใดๆ

ฉบับ DVD/Blu-Ray ของค่าย Criterion ขึ้นข้อความอ่านแล้วงงๆๆ Restored Digital Transfer สรุปแล้วคือบูรณะ? สแกนดิจิตอล? หรืออะไรยังไงกันแน่? แต่ผมแนะนำให้หาของค่าย Arrow Academy มีการบูรณะหลังสแกนดิจิตอล 4K เมื่อปี ค.ศ. 2019 ได้รับการตรวจอนุมัติโดยผกก. Spike Jonze (ของ Criterion ยังไม่มี 4K)

ส่วนตัวประทับใจความบ้าระห่ำ เหนือจริง บทหนังของ Kaufman ถือว่าโคตรๆสร้างสรรค์ รวมถึงทีมนักแสดงที่ต่างมีจริตจัดจ้าน แข่งกันแย่งซีนโดดเด่น ขณะที่ผกก. Jonze ดูขาดวิสัยทัศน์ ความเป็นส่วนตัว เพียงแปะติดปะต่องานส่วนต่างๆเข้าด้วยกันเท่านั้นเอง

ชื่อของผกก. Spike Jonez แม้เคยโด่งดังช่วงทศวรรษ 90s ถึง 2000s แต่เหมือนค่อยๆเลือนลางไปตามกาลเวลา ผิดกับ Charlie Kaufman ได้รับคำยกย่องสรรเสริญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นผู้พัฒนาบท Adaptation (2002), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004), ก่อนผันตัวผู้กำกับ Synecdoche, New York (2008), Anomalisa (2015) ฯ

จัดเรต 18+ กับความรุนแรง เหนือจริง เพศสัมพันธ์

คำโปรย | Being John Malkovich เชิดชัก สวมวิญญาณ อวตาร กลายร่างเป็น John Malkovich
คุณภาพ | มัวิ
ส่วนตัว | ขบขำกลิ้ง


MEAT Category: , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)