Cronos

Cronos (1992) Mexican : Guillermo del Toro ♥♥♥♡

Cronos หรือ Chronos ในปกรณัมกรีกคือเทพเจ้าแห่งเวลา หรือนาฬิกาจับเวลา (Stopwatch), สำหรับภาพยนตร์ขนาดยาว (Feature Length) เรื่องแรกแจ้งเกิดของผู้กำกับ Guillermo del Toro ได้ทำการหยุดเวลาชีวิต เพื่อเรียนรู้จักความหมายของชีวิต!

Cronos ในความหมายของหนังเรื่องนี้ คือแมลงชนิดหนึ่งที่มีอายุยืนยาวนาน สามารถดูดดื่มเลือดมนุษย์แล้วรักษาอาการเจ็บป่วยทุกสิ่งอย่าง ทำให้ชีวิตยืนยาว (เกือบ)กลายเป็นอมตะ (Immortal) แต่การทำเช่นนั้นย่อมต้องแลกมาด้วยหลายๆสิ่งอย่าง ผิวหนังลอกคราบ ไม่สามารถสัมผัสแสงแดด หิวกระหายเลือดมนุษย์ และประเด็นคือหยุดไม่ได้ (กลายเป็นแวมไพร์+ยาเสพติด)

ผมมีความตั้งใจว่าเทศกาล Halloween ปีนี้จะเขียนถึง ‘del Toro Fairy Tales’ ผลงานยุคแรกๆของผู้กำกับ Guillermo del Toro ที่มักมีส่วนผสมของปรัมปรา เทพนิยาย Dark Fantasy นำเสนอผ่านมุมมองเด็กชาย-หญิง เลือนลางเข้ากับชีวิตจริงที่เหี้ยมโหดร้าย Cronos (1993), The Devil’s Backbone (2001) และ Pan’s Labyrinth (2006) … แต่ตอนตีพิมพ์บทความนี้คงจะล่วงเลยเทศกาล Halloween ไปแล้วกระมัง

แม้นักวิจารณ์หลายคนจะยกย่องสรรเสริญ Cronos (1993) คือผลงานมาสเตอร์พีซ แต่ผมรู้สึกว่าหนังยังห่างไกลจุดนั้น หลายสิ่งอย่างขาดความลงตัวกลมกล่อม ถึงอย่างนั้นกลไกของ Cronos มันช่างมีความลุ่มลึกล้ำ เรื่องราวแฝงข้อคิดเกี่ยวกับชีวิต-การเป็นอมตะได้น่าสนใจ และความสัมพันธ์ระหว่างคุณปู่กับหลานสาว กลายเป็นแม่แบบพิมพ์สไตล์ del Toro … หลายๆผลงานของผกก. del Toro มักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงวัย (คุณปู่-ย่า) และหลาน (ชาย-สาว)

People are going to say it’s a Mexican, Catholic, vampire movie with mariachis, but it’s not. I think of it more as a sick but really very tender love story.

Guillermo del Toro

Guillermo del Toro Gómez (เกิดปี ค.ศ. 1964) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติ Mexican เกิดที่ Guadalajara, Jalisco ในครอบครัวคาทอลิกที่เคร่งครัด ตั้งแต่เด็กชื่นชอบหยิบกล้อง Super 8 ของบิดามาถ่ายทำหนังสั้นจากของเล่น มักเกี่ยวกับสัตว์ประหลาด สร้างหนังสั้นเป็นสิบเรื่องๆมักเกี่ยวกับสัตว์ประหลาด Fantasy Horror, โตขึ้นเข้าเรียน University of Guadalajara จบออกมาทำงาน Special Make-Up Effect ได้เป็นลูกศิษย์ของ Dick Smith (เจ้าของฉายา The Godfather of Make-Up) สะสมประสบการณ์นับสิบๆปี ระหว่างนั้นก็ยังคงทำหนังสั้นออกมาเรื่อยๆ

ดั้งเดิมนั้นผกก. del Toro วางแผนสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกเป็น Stop-Motion Animation ตั้งชื่อว่า Omnivore เกี่ยวกับมนุษย์กิ้งก่าถือกำเนิดในดินแดนแห่งความป่าเถื่อน มีการก่อสร้างฉาก ประดิษฐ์หุ่นกว่าร้อยตัวในระยะเวลาสามปี แล้วจู่ๆค่ำคืนหนึ่งสตูดิโอถูกปล้น โจรคนนั้นทำลายทุกสิ่งอย่างสร้างมา

นั่นเองทำให้ผกก. del Toro ตัดสินใจเปลี่ยนมาสร้างภาพยนตร์คนแสดง (Live Action) ตั้งชื่อโปรเจค Vampire Of The Grey Dawn เริ่มพัฒนามาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย มีลักษณะกึ่งๆอัตชีวประวัติสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคุณย่ากับตนเอง ผสมผสานเข้ากับแวมไพร์ สารสกัดจากแมลงฉีดเข้าร่างกาย ฯ

It’s came from various source, from the idea of a sort of autobiography, my relationship with my grandmother which was difficult but very full of love in which we both forgave each other our imperfections. So from that came the idea of a movie about vampires which starts like an American movie where the first three minutes are spectacular. Then it becomes a melodrama with four characters at breakfast or saying “hi” at a party, something much smaller. From there, if you add to it the idea of an addiction to an insect. If an insect could become the juice of an insect injected into your flesh, could become addicitive. Anyway, weird things.

Guillermo del Toro

จุดเปลี่ยนของโปรเจคนี้เกิดจากสตูดิโอสัญชาติอเมริกันแห่งหนึ่ง (ไม่ระบุนาม) แสดงความสนใจอยากให้ทุนสร้างหนัง $600,000 เหรียญ แต่ด้วยความที่ผกก. del Toro เขียนบทเป็นภาษาสเปน พอแปลอังกฤษอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง เลยขอเวลาปรับปรุงบทหนังใหม่เป็นภาษาอังกฤษ เลยใช้โอกาสนั้นปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เพิ่มเติมนักแสดงอเมริกัน (ด้วยเหตุนี้หนังจึงมีบทสนทนาสองภาษา) พอยื่นเสนอกลับได้รับคำตอบปฏิเสธ ซะงั้น!

Of course, the American money never materialized. Now that I work in Hollywood, I know exactly why it didn’t. In those days I knew nothing and I thought “They’re gonna love a story about a vampire grandfather with a granddaughter who loves him”.

แม้ถูกสตูดิโอสัญชาติอเมริกันตอบปฏิเสธ แต่ผกก. del Toro ตัดสินใจเดินหน้าโปรเจคนี้ต่อ ขอทุนมหาวิทยาลัย University of Guadalajara หยิบยืมจากเพื่อนพ้องคนรู้จัก จำนำบ้าน ขายรถ กู้หนี้ยืมสิน รวมๆแล้วใช้งบประมาณ $2 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนังทุนสร้างสูงสุดใน Mexico ขณะนั้น!

เกร็ด: จากชื่อหนังแรกเริ่ม (Working Title) Vampire Of The Grey Dawn โปรดิวเซอร์ขอให้เปลี่ยน เลยกลายมาเป็น The Cronos Mechanism ก่อนท้ายที่สุดหลงเหลือแค่ Cronos สั่นๆง่ายๆได้ใจความ


เรื่องราวเริ่มต้น ค.ศ. 1536, นักเล่นแร่แปรธาตุนิรนามคนหนึ่งได้ประดิษฐ์กลไกชื่อว่า Cronos สามารถทำให้ตัวเขาอายุยืนยาวนานมาจนถึงปี ค.ศ. 1937 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ตึกถล่ม คานหักลงมาทิ่มแทงหัวใจเสียชีวิต ทอดทิ้งสมุดบันทึก เอกสารค้นคว้าวิจัย และรูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์

กระโดดมายังปี ค.ศ. 1996, ชายสูงวัย/พ่อค้าขายของเก่า Jesús Gris (รับบทโดย Federico Luppi) ได้ครอบครองรูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์ แล้วค้นพบ Cronos ซุกซ่อนอยู่ในนั้น หยิบขึ้นมาทดลองกลไก ถูกสิ่งที่อยู่ภายในนั้นดูดเลือดเข้าไป โดยไม่รู้ตัวทำให้อาการเจ็บป่วยหายเป็นปลิดทิ้ง!

ขณะเดียวกันนักธุรกิจสูงวัย Dieter de la Guardia (รับบทโดย Claudio Brook) มีโอกาสอ่านสมุดบันทึกของนักเล่นแร่แปรธาตุ พยายามออกติดตามหารูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์ ต้องการนำเอา Cronos มารักษาอาการเจ็บป่วยร่างกาย มอบหมายให้หลานชายชาวอเมริกัน Angel (รับบทโดย Ron Perlman) เดินทางไปซื้อต่อรูปแกะสลักดังกล่าวจาก Jesús Gris แต่พอค้นพบว่าไม่มีอะไรอยู่ในนั้นก็พยายามข่มขู่ แบล็กเมล์ ใช้ความรุนแรง ผลักรถตกเขา จนแล้วจนรอดไม่ยอมตายเสียที


Federico Luppi (1936-2017) นักแสดงสัญชาติ Argentine เกิดที่ Ramallo, Argentina ในครอบครัวเชื้อสายอิตาเลียน ช่วงวัยรุ่นรับจ้างทำงานหลากหลาย พ่อค้าขายเนื้อ โรงงานบรรจุภัณฑ์ เสมียนธนาคาร ขายประกัน ด้วยความชื่นชอบการวาดรูป เคยเข้าเรียนวิจิตรศิลป์ ก่อนหันเหความสนใจสู่วงการแสดง ภาพยนตร์เรื่องแรก Pajarito Gómez (1965), ผลงานเด่นๆ อาทิ Time for Revenge (1981), Last Days of the Victim (1982), A Place in the World (1992), Common Ground (2002), ร่วมงานผกก. Guillermo del Toro ทั้งหมดสามครั้ง Cronos (1992), The Devil’s Backbone (2001) และ Pan’s Labyrinth (2006)

รับบทช่างทำนาฬิกา/เจ้าของร้านขายของเก่า Jesús Gris บังเอิญพบเจอ Cronos ซุกซ่อนอยู่ในรูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์ จับพลัดจับพลูถูกดูดเลือด หลังรับรู้ที่มาที่ไปจาก Dieter de la Guardia เลยเกิดความละโมบ อยากมีชีวิตเป็นอมตะ แต่หลังจากได้รับผลข้างเคียง ทำเขาได้รับบทเรียนครั้งสำคัญ

ช่วงระหว่างพัฒนาบทหนัง ผกก. del Toro มีภาพนักแสดงคนโปรด Arturo de Córdova แต่อีกฝ่ายเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973, แลัววันหนึ่งมีโอกาสรับชม Last Days of the Victim (1982) ค้นพบเจอ Federico Luppi พอดิบพอดีอีกฝ่ายมาถ่ายทำหนังที่ Mexico เลยเดินทางไปพบเจอยังกองถ่าย ยื่นเสนอบทหนัง โชคดีว่ามีเงินจ่ายค่าตัวเลยได้รับการตอบตกลง

Luppi เป็นนักแสดงที่สามารถใช้การแสดงออกทางสีหน้า ท่วงท่าและภาษากาย ถ่ายทอดความรู้สึกภายในตัวละครออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม! Jesús Gris เป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน สองจิตสองใจ ไม่รู้จะทำอะไรยังไง ช่วงหนึ่งลุ่มหลงกับการเป็นอมตะ แต่พอหายนะบังเกิดขึ้นทำให้เขาเกิดความรู้สึกผิดในตนเอง ห่อเหี่ยวสิ้นหวัง (อยากตายแต่ไม่สามารถตายได้) โชคดีได้หลานสาว Aurora เปร่งประกายแสงสว่าง จึงค่อยๆสามารถยินยอมรับความจริง เข้าใจความหมายของชีวิต ก่อนกระทำการ …

ผมแอบขัดใจเล็กๆกับหลังถูกดูดเลือดจาก Cronos มันไม่ใช่ว่ากิริยาท่าทางควรมีความกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่าขึ้นหรอกฤา? แต่จากโกนหนวดให้ดูหนุ่มขึ้น(นิดนึง) ก็ไม่พบเห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพใดๆ … นี่เป็นปัญหาเดียวกับ The Irishman (2019) แม้ใบหน้าสามารถ ‘de-aging’ แต่การขยับเคลื่อนไหวยังคงดูเหมือนผู้เฒ่าผู้แก่ ไม่ได้มีความกระฉับกระเฉงสมวัย


Claudio Brook ชื่อจริง Claude Sydney Brook Marnat (1927-95) นักแสดงสัญชาติ Mexican เกิดที่ Mexico City บิดาเป็นนักการทูตชาวอังกฤษ แต่งงานมารดาเชื้อสาย French-Mexican เลยสามารถพูดคล่องแคล่วทั้งสามภาษา โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักพากย์หนัง ตามด้วยละครเวที และภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆ อาทิ The Exterminating Angel (1962), Simon of the Desert (1965), La Grande Vadrouille (1966), La vida de nuestro Señor Jesucristo (1986), Licence to Kill (1989) ฯ

รับบท Dieter de la Guardia นักธุรกิจ/มหาเศรษฐี เมื่อมีโอกาสอ่านสมุดบันทึกของนักเล่นแร่แปรธาตุ พยายามออกติดตามหารูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์ เพื่อนำเอา Cronos มารักษาอาการป่วย ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตอมตะ แต่จนแล้วจนรอด …

เกร็ด: ผกก. del Toro เล่าว่าได้แรงบันดาลใจตัวละครนี้จากนักธุรกิจชาวอเมริกา Howard Hughes (ใครเคยรับชม The Aviator (2004) ก็น่าจะมักคุ้นกันดี) ผสมเข้ากับเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงของชายชาว Mexican ที่หลังจากภรรยาเสียชีวิต แยกชิ้นส่วน เก็บรักษาอวัยวะของเธอไว้ในโถหมัก จนกระทั่งตนเองเสียชีวิตรวมระยะเวลา 35 ปี … ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าชายคนนั้นคือใคร

Brook สมัยยังหนุ่มๆ เป็นนักแสดงที่มีภาพลักษณ์พระผู้ไถ่ เคยรับบท Jesus Christ และตัวละครคล้ายๆเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง แต่พอสังขารโรยรา มาเรื่องนี้กลับกลายเป็น Satan ที่ถูกกักขัง ทำได้เพียงออกคำสั่ง น้ำเสียงหนักแน่น เย่อหยิ่ง หลงตนเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ว่าฉันจักต้องได้ครอบครอง Cronos และมีชีวิตอมตะ! … ก็ไม่รู้เอาความมั่นหน้ามาจากไหน? ครุ่นคิดว่าเงินทองสามารถซื้อได้ทุกสิ่งอย่าง?

แซว: แม้ตัวละครนี้ล้มป่วยสารพัดโรคจนต้องอาศัยอยู่ในห้องปลอดเชื้อ ไม่สามารถก้าวออกสู่โลกภายนอก (นี่แอบล้อกับภาพยนตร์ The Exterminating Angel (1962)) แต่กิริยาท่าทางของ Brook ดูกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่า Federico Luppi เสียอีก!


Ronald N. Perlman (เกิดปี ค.ศ. 1950) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นมือกลอง ช่างซ่อมโทรทัศน์ พยายามผลัดดันบุตรชายให้กลายเป็นนักแสดง โตขึ้นร่ำเรียนการละคอน University of Minnesota จบออกมาเริ่มจากมีผลงานละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Quest of Fire (1981), The Name of the Rose (1986), แจ้งเกิดโด่งดังจากแสดงซีรีย์ Beauty and the Beast (1987-90), Cronos (1993), แต่กว่าจะได้รับบทนำก็ The City of Lost Children (1995), Hellboy (2004) ฯ

รับบท Angel de la Guardia หลานชายไม่เอาอ่าวของ Dieter เต็มไปด้วยความหงุดหงิดหัวเสียเวลาถูกเรียกตัว ออกคำสั่งให้ทำโน่นนี่นั่น แอบสาปแช่งให้อีกฝ่ายตายไวๆ (ตนเองจะได้รับมรดก) ได้รับภารกิจให้เข่นฆ่า Jesús Gris ใครจะไปครุ่นคิดว่าชายแก่คนนั้นจะกลายเป็นอมตะ?

เกร็ด: แม้ตัวละครนี้จะถือเป็นตัวร้าย แต่กลับชื่อ Angel ที่ฟังดูขัดย้อนแย้งโดยสิ้นเชิง! นั่นเพราะผกก. del Toro ตีความตัวละครนี้คือบุคคลที่ทำให้ Jesús (Gris) ได้เข้าใจความหมายชีวิต ถูกฆ่าแล้วฟื้นคืนชีพ

Jesus has to be heralded by an angel. So I thought, the statue of the Archangel heralds him. But the person who really watches over him and helps him to fulfil his manifest destiny is this character who in theory is evil, Angel de la Guardia. Without this character, there would be no death of resurrection, there would be no moment of doubt.

Guillermo del Toro

ในตอนแรก ผกก. del Toro พัฒนาตัวละครนี้ให้เป็นอดีต Nazi หลบซ่อนตัวอยู่ใน Mexico มีภาพนักแสดงอย่าง Klaus Maria Brandauer, Max von Sydow ฯ แต่ตอนสตูดิโอสัญชาติอเมริกันเข้ามาพูดคุย สอบถามว่าเปลี่ยนเป็นนักแสดงชาวอเมริกันได้ไหม? ชื่อของ Ron Perlman จึงปรากฎขึ้นจากความประทับใจภาพยนตร์ Quest for Fire (1981), The Name of the Rose (1986)

Perlman เป็นนักแสดงที่มีภาพจำชายร่างใหญ่หัวใจเด็กน้อย แม้หน้าตาดูโหดเหี้ยม แต่นิสัยขี้เกียจสันหลังยาว ไม่ได้ชื่นชอบใช้ความรุนแรงหรือกระทำร้ายใคร พอถูกสั่งก็มักทำหน้าบึงตึง ปฏิบัติภารกิจแบบผ่านๆไปที สนเพียงจมูกศัลยกรรมของตนเอง … ในสายตาของ Dieter จึงคือหลานชายที่พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่

ด้วยความที่หนังมีเงินทุนไม่พอ Perlman เป็นคนเดียวที่ยินยอมลดค่าตัวลงกว่าครึ่ง! ช่วงหลังการถ่ายทำชักชวนผกก. del Toro ไปร่วมงานเลี้ยงวันชาติสหรัฐอเมริกา (4 July) ที่บ้านของตนเอง แล้วแนะนำให้รู้จัก James Cameron กลายเป็นเพื่อนสนิทสนม พึ่งพาอาศัย ให้ความช่วยเหลือยามยาก … สำหรับ Perlman ยังกลายเป็นนักแสดงขาประจำ ร่วมงานกันอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะทวิภาค Hellboy น่าจะคือไฮไลท์ในอาชีพการแสดง แต่คาแรคเตอร์ตัวละครแทบไม่แตกต่างจาก Cronos (1992) สักเท่าไหร่


ถ่ายภาพโดย Guillermo Jorge Navarro Solares (เกิดปี ค.ศ. 1955) ตากล้องสัญชาติ Mexican เกิดที่ Mexico City เริ่มต้นหลงใหลการถ่ายภาพนิ่งตั้งแต่อายุสิบสาม ระหว่างเรียนสังคมวิทยา National Autonomous University of Mexico รับงานฟรีแลนซ์เกี่ยวกับการถ่ายรูป เริ่มสนใจในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เมื่อพี่สาวที่เป็นโปรดิวเซอร์ ว่าจ้างให้มาเป็นถ่ายภาพในหนังของเธอ จากนั้นเริ่มทำงานเป็นผู้ช่วย เดินทางสู่ Paris ฝึกงานกับตากล้อง Ricardo Aronovich ใช้เวลากว่าสิบปีถึงเริ่มได้เครดิตภาพยนตร์เรื่องแรก Amor a la vuelta de la esquina (1986), ก่อนกลายเป็นตากล้องขาประจำผู้กำกับ Robert Rodriguez และ Guillermo del Toro ผลงานเด่นๆ อาทิ Cronos (1992), Desperado (1995), From Dusk till Dawn (1996), Jackie Brown (1997), The Devil’s Backbone (2001), Spy Kids (2001), Hellboy (2004), Pan’s Labyrinth (2006) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Night at the Museum (2006), The Twilight Saga: Breaking Dawn – Part 1 & 2 (2011-12), Pacific Rim (2013) ฯ

งานภาพของ Navarro ช่างมีความลื่นไหล กล้องขยับเคลื่อนเลื่อน ดำเนินไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น โดดเด่นกับการจัดแสง-สีสัน-เงามืด สำหรับสร้างสัมผัสอารมณ์ รับอิทธิพลจาก German Expressionism คละคลุ้งกลิ่นอาย Gothic Horror … ออกแบบศิลป์ (Art Director) โดย Brigitte Broch และออกแบบงานสร้าง (Production Design) โดย Tolita Figuero

หลายๆสิ่งอย่างของหนังมักมีลักษณะกลับตารปัตรตรงกันข้าม คนอยากเป็นอมตะแต่ไม่ได้เป็นอมตะ คนไม่ได้อยากเป็นอมตะกลับกลายเป็นอมตะ, บุคคลน่าจะเข้มแข็งที่สุดกลับมีจิตใจอ่อนไหว, ชื่อตัวละคร Angel แต่กระทำสิ่งเหี้ยมโหดร้าย, หรือภาพนี้พบเห็นข้อความ Feliz Navidad (แปลว่า Merry Christmas) ที่พลิกกลับตารปัตรบนภาพสะท้อนพื้นผิวน้ำ

It is a very personal film that in many ways reverses the cliches of a regular horror film while following them religiously.

Guillermo del Toro

คุณปู่กับหลานสาวเล่นต่อจิ๊กซอว์ นี่น่าจะสื่อถึงรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ Cronos ซึ่งหนังจะค่อยๆเปิดเผยรายละเอียดทีละเล็ก ชักชวนให้ผู้ชมแปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกัน

จะว่าไปผลงานของผกก. del Toro แทบทุกเรื่องจะต้องมีนักแสดงเด็ก เขาเล่าว่ามันคือภาพจำจาก Frankenstein (1931) เจ้าสิ่งนั้นกับเด็กหญิงริมทะเลสาป “You have to have the monster and the child” อยู่เคียงข้างกันเสมอๆ … เหมือน King Kong กับหญิงสาวสวย

ผกก. del Toro มีความชื่นชอบเรื่องแมลง (Insect) เป็นการส่วนตัว ภาพยนตร์แทบจะทุกเรื่องต้องมีการกล่าวอ้างถึงแมง แมลง โดยเฉพาะ Mimic (1997) เกี่ยวกับแมลงสาปกลายพันธุ์! ซึ่งรูปลักษณะของอุปกรณ์ Cronos ช่างดูคล้ายๆกับด้วง (Beetle) ซึ่งถ้าอ้างอิงตามตำราเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ (Egyptian mythology) แมลงปีกแข็ง (Scarab Beetle) คือสัญลักษณ์ของการถือกำเนิด เกิดใหม่ (Rebirth, Renewal, and the cycle of the Sun) หรือการเป็นอมตะนั่นเอง

I have a sort of a fetish for insects, clockwork, monsters, dark places, and unborn things… It’s as hard to explain as a sexual proclivity. Some guys like high-heeled shoes. I like horror.

Guillermo del Toro

ยามค่ำคืนคุณปู่มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนคนอยากยา โหยหาอุปกรณ์ Cronos พอใช้แล้วนอนแผ่พังพาบตรงกลางบันได ค่อยๆไหลลงเบื้องหลัง พบเห็นโดยหลานสาวจับจ้องมองจากชั้นบน … การไหลลงบันไดของคุณปู่ เหมือนจะสื่อถึงชีวิตที่ค่อยๆตกต่ำ สาละวันเตี้ยลง หลังการเสพติดการใช้เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้

ตอนแรกผมไม่ได้เอะใจว่าทำไมหลานสาวถึงถือไฟฉายสีเขียว? ก่อนตระหนักว่า Aurora แสงเหนือที่พบเห็นได้บ่อยคือสีเขียว อาจเรียกได้ว่าสีสัญลักษณ์ของเด็กหญิงได้เลยกระมัง

Empresas de la Guardia (de la Guardia Enterprise) ผมก็ไม่รู้ประกอบธุรกิจอะไร แต่ห้องปลอดเชื้อของ Dieter ตั้งอยู่ภายใน/ใจกลางโรงงานอุตสาหกรรม เลือกใช้แสงสีน้ำเงิน-เทา สร้างความมืดหม่น และหนาวเหน็บ สองข้างทางรายรอบด้วยรูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์ห่อหุ้มด้วยพลาสติก และเตียงนอน+มุ้งขาว แลดูราวกับบัลลังก์ของพระเจ้า/ซาตาน? … บรรยากาศของสถานที่แห่งนี้ถือว่ารับอิทธิพลจาก German Expressionism

หลังค้นพบอุปกรณ์ Cronos จากรูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์ เปลี่ยนสถานที่เก็บกล่องใส่รองเท้า (อาจสื่อถึงการยังไม่เห็นคุณค่าความสำคัญของมัน) จากนั้นหลานสาวลักขโมยมาซุกซ่อนไว้ในตุ๊กตาหมี (ของเล่นที่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยเห็นคุณค่าความสำคัญ แต่สำหรับเด็กสาวคือสิ่งหวงแหนรักใคร่ ราวกับชีวิต-จิตวิญญาณ)

ผมชอบรูแสงเล็กๆในห้องเก็บของแห่งนี้ มันทำให้ยามกลางวันแลดูราวกับดาวดารา ฉากนี้อาจยังไม่ชัดเจนนัก แต่ตอนคุณปู่หลบซ่อนตัว/นอนอยู่ในกล่องของเล่น (เมื่อเริ่มแพ้แสงอาทิตย์) นั่นคือการใช้ประโยชน์จากรูแสงเหล่านี้ โลกแห่งความฝันของเด็กหญิง

Jesús และครอบครัวมาร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในตอนแรกก็เริงระบำกับภรรยา แต่พอพบเห็นชายคนหนึ่งเลือดกำเดาไหล บังเกิดอารมณ์พลุกพล่าน แอบติดตามอีกฝ่ายเข้าห้องน้ำ … แม้เหตุผลของหนังคือผู้ใช้ Cronos จะมีความหิวกระหายเลือดมนุษย์ แต่เราสามารถตีความถึงในทิศทางรักร่วมเพศ (Homosexual) และการติดโรค AIDS ที่กำลังแพร่หลายในช่วงทศวรรษนั้น

ยังไม่ทันจะนับถอยหลังสู่วันปีใหม่ คุณปู่ Jesús Gris ถูกลักพาตัว โดนอัดน่วมจนนอนกองกับพื้น มันจะมีขณะหนึ่งที่ Angel ทิ้งตัวลงนอน ศีรษะวางตรงเป้ากางเกง อย่าเพิ่งจินตนาการไปไกล ผมแค่อยากให้สังเกตตำแหน่ง ทิศทางการนอนของพวกเขา ดูราวกับไม้กางเขน! … จะว่าไป Passion of Christ คำว่า Passion มันแอบมีความหมายสองแง่สองง่ามอยู่นะ!

และหลังจาก Angel ผลักรถตกเขา กล้องค่อยๆเคลื่อนไหลติดตามหาคุณปู่ รำพันความทุกข์ทรมาน วินาทีสิ้นใจตาย สังเกตว่ามีการหมุนกล้อง 180 องศา นี่สามารถสื่อถึงชีวิตของเขาที่ทุกสิ่งอย่างกำลังจะพลิกกลับตารปัตร คนควรตายไม่ตาย อีกสามวันจักฟื้นคืนชีพขึ้นใหม่

ปล. ซีนนี้จบลงขณะคุณปู่คอตก (เหมือนจะ)สิ้นใจตาย แล้วฉากถัดไปฉายภาพหลานสาวลืมตาตื่น ลุกขึ้นจากเตียง ทำเหมือนว่าเธอมีลางสังหารณ์ จิตสัมผัส รับรู้การเสียชีวิตของคุณปู่

ทั้งสี่รูปติดผนังน่าจะคือมวยปล้ำ La Lucha Libre คำเรียกสไตล์การปล้ำ Freestyle Wrestiling ของชาว Mexican ผมไม่ใช่แฟนวงการนี้เลยบอกไม่ได้ว่ามีใครบาง แต่บังเอิญหาข้อมูลคนล่างสวมใส่หน้ากากชื่อว่า Aníbal ซึ่งตรงกับคำว่า Hannibal ในภาษา Spanish หมายถึง grace of God … แต่ผู้ชมสมัยนั้นได้ยินชื่อ Hannibal น่าจะครุ่นคิดถึง Hannibal Lecter อย่างแน่แท้

ผมแอบประหลาดใจเล็กๆว่าทำไมครอบครัว Gris ถึงใช้การเผา (Cremation) แทนการฝังศพ (Burial) มันคงเป็นตัวเลือกของผกก. del Toro ทำในสิ่งตรงกันข้ามกับหลักศาสนา ในอดีตมีความเชื่อว่าการเผาศพจักทำลายโอกาสฟื้นคืนชีพเมื่อถึงวันพิพากษา

หลังจากฟื้นคืนชีพของ Jesús Gris หวนกลับมาหาหลานสาวด้วยการสวมใส่ผ้าคลุมสีแดง หลายคนคงนึกถึงหนูน้อยหมวกแดง (Red Riding Hood) แต่มันกลับตารปัตรกันหรือเปล่า? เพราะสภาพคุณปู่ขณะนี้ดูเหมือนหมาป่า/สัตว์ประหลาดเสียมากกว่า!

นอกจากอ้างอิงถึงหนูน้อยหมวกแดง ผ้าคลุมนี้สามารถมองเป็นสัญลักษณ์ความเปลี่ยนแปลงหลังการฟื้นคืนชีพ จากเคยเข้มแข็ง ไม่หวาดกลัวเกรง ลุ่มหลงระเริงกับการใช้อุปกรณ์ Cronos มาคราวนี้กลับมีสภาพอ่อนแอ ขลาดเขลา ได้รับบทเรียนที่แสนเจ็บปวด ทุกข์ทรมานกาย-ใจ … ผมขอเรียกว่าผ้าคลุมของคนบาปก็แล้วกัน

ความตายของ Dieter ไม่ได้เกิดจาก Jesús หรือหลานสาว แต่คือหลานชายของตนเอง Angel มาพบเห็นคุณลุงในสภาพนอนจมกองเลือด จากนั้นเริงระบำ แสดงท่าทางดีอกดีใจ แล้วพอหันมาเห็นยังขยับเคลื่อนไหว ก็ใช้เท้าย่ำเหยียบ บิดศีรษะให้หักคาตีน นั่นคือการกระทำที่สำแดงความดูถูกเหยียดหยาม อคติของคนรุ่นใหม่ต่อบรรดาพวกผู้เฒ่า/คนรุ่นเก่าที่ไม่ยอมปล่อยวางอำนาจเสียที!

เคราะห์กรรมอันใดไม่ทราบได้ Angel มักถูกกระทำร้ายเข้าที่จมูก อุตส่าห์ไปทำศัลยกรรม สร้างภาพให้ดูดี กลับมีเหตุต้องสูญเสียภาพลักษณ์ จากนั้นก็สำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราดออกมา … นี่เป็นตัวละครที่ถือเป็นตัวแทนสหรัฐอเมริกา ขึ้นชื่อเรื่องการอวดเบ่ง สร้างภาพ บ้าอำนาจ ใครทำอะไรไม่ถูกใจก็ใช้ความรุนแรงโต้ตอบ

ผลกรรมของ Angel ไปต่อสู้กับ Jesús Gris บนชั้นดาดฟ้า ตรงป้ายโรงงาน de la Guardia แต่ทว่าเทวดาตนนี้ไม่มีปีกสำหรับโบยบิน เลยถูกฉุดกระชาก พลัดตกลงมาชะตาขาดเบื้องล่าง สูญสิ้นความทะเยอทะยาน/เพ้อใฝ่ฝัน ตายไปโดยไม่หลงเหลืออะไรสักสิ่งอย่าง

Jesús Gris มิอาจอดรนทนสภาพสัตว์ประหลาดของตนเอง เกิดความหิวกระหายเลือดหลานสาว รวมถึงความเจ็บปวดที่ได้รับจากการถูกกระทำร้ายร่างกาย เลยเลือกที่จะตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม ทุบทำลายอุปกรณ์ Cronos หรืออาจจะเรียกว่าเป็นการหักดิบ (เลิกยากระทันหัน) ก็ได้กระมัง

โดยปกติแล้วฉากความตายมันควรที่จะกลางวันสู่กลางคืน Fade-to-Black แต่ทว่าหนังกลับใช้วิธีกลับตารปัตร คือจากมืดมิดสู่แสงสว่าง คงต้องการสื่อถึงการรื้อฟื้น ไถ่ถอน (Redemption) ยกโทษให้อภัย … การทุบทำลายอุปกรณ์ Cronos ทำให้ Jesús Gris กลับกลายมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง กระมัง?

แต่ทว่าคุณปู่กำลังจะเสียชีวิตจริงๆนะหรือ? ผมแอบรู้สึกว่าผกก. del Toro ทำการล่อหลอกให้ผู้ชมครุ่นคิดว่า Jesús Gris กำลังนอนรอความตาย เขาอาจยังมีความอมตะอยู่ก็เป็นได้ (ถ้าแมลงใน Cronos มีพลังเชื่อมโยงกับมนุษย์ คุณปู่ก็น่าจะสิ้นใจตายตั้งแต่ตอนถูกทุบทำลาย รึเปล่า?)

ในส่วนของการตัดต่อขึ้นเครดิต Raúl Dávalos แต่ทอดทิ้งโปรเจคไปหลังเสร็จจาก Rough Cut โดยหลงครุ่นคิดว่าตัดต่อเสร็จแล้ว โชคดีว่าเพื่อนผู้กำกับ Alfonso Cuarón มีโอกาสรับชมหนังฉบับดังกล่าว แล้วสอบถามผกก. del Toro ว่าทำไมหนังถึงดูแปลกๆ จึงต้องรีบเร่งแก้ไขในระยะเวลาสองสัปดาห์ก่อนออกฉายรอบปฐมทัศน์

We had a difficult time in post-production. We had one editor at first, called Raúl Davalos, who left the film when we finalised the cut. And I was left with the feeling that the film still need editing. It was 27 minutes longer than it is now. One day, I showed it to Alfonso Cuarón. He came to see me and he said “It’s edited in a really weird way. Why have you… You don’t normally leave such big gaps in between this and that…” I realized that the first edit which was done in LA while I was in Mexico. I sent notes but when I arrive there was already a cut which has never happened since. So that same afternoon, I started craving out the film. In that one afternoon alone, I cut out five minutes of nothing. So we re-edited it in a space of about two weeks working against the clock due to the competition.

Guillermo del Toro

หนังไม่ได้ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละครใด แต่อาจถือได้ว่า Cronos คือจุดศูนย์กลางเรื่องราว เริ่มตั้งถูกประดิษฐ์คิดค้นโดยนักเล่นแร่แปรธาตุ เมื่อปี ค.ศ. 1536 จากนั้นกระโดดไปตอนเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ค.ศ. 1936 ที่ทำให้ตึกถล่ม เสาคานทิ่มแทงหัวใจ และกระโดดอีกครั้งมาถึงปี ค.ศ. 1996 เมื่อพ่อค้าขายของเก่า Jesús Gris ค้นพบเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ในรูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์

เรื่องราวของหนังต่อจากนี้จะเป็นการตัดสลับไปมาระหว่าง Jesús Gris (กับหลานสาว Aurora) และนักธุรกิจ Dieter de la Guardia (กับหลานชาย Angel) รับรู้จัก Cronos จากสมุดบันทึกของนักเล่นแร่แปรธาตุ เกิดความหมกมุ่น ลุ่มหลงใหล มอบหมายให้หลานชาย Angel ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้อุปกรณ์ชิ้นนั้นมา

  • อารัมบท, จุดเริ่มต้นของ Cronos จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
  • การค้นพบ Cronos ในวันคริสต์มาส
    • ณ ร้านขายของเก่า มีชายคนหนึ่งมาด้อมๆมองๆรูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์
    • คุณปู่ Jesús ระหว่างเล่นกับหลานสาว สังเกตเห็นความผิดปกติของรูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์ ก่อนค้นพบเจออุปกรณ์ลึกลับ
    • Dieter สั่งให้หลานชาย Angel ไปซื้อต่อรูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์จากร้านขายของเก่า
    • Angel เดินทางไปร้านขายของเก่า ขอซื้อรูปแกะสลักไม้อัครทูตสวรรค์
    • คุณปู่ Jesús เปิดกลไก Cronos แล้วถูกดูดเลือด ได้รับบาดเจ็บ แล้วไปให้ภรรยาทำแผล
    • ยามค่ำคืนคุณปู่ Jesús มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว โหยหา Cronos ให้ทำการดูดเลือดอีกรอบ
  • วันขึ้นปีใหม่
    • เช้าวันถัดมา ร้านขายของชำถูกทำลายย่อยยับ
    • คุณปู่ Jesús จึงเดินทางไปหา Dieter เรียนรู้เกี่ยวกับ Cronos
    • พอกลับมาบ้าน Cronos สูญหายไป ก่อนค้นพบว่าหลานสาวลักขโมยไปซ่อนในตุ๊กตา
    • คุณปู่ Jesús เริ่มที่จะเสพติด Cronos
    • ครอบครัว Gris เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงฉลองสิ้นสุดปีเก่า ต้อนรับปีใหม่
    • คุณปู่สังเกตเห็นใครบางคนเลือดกำเดาไหล แอบติดตามไปที่ห้องน้ำ มิอาจอดกลั้นลิ้มลองหยดเลือด
    • Angel เข้ามากระทำร้ายคุณปู่ ผลักรถตกเขา
  • การฟื้นคืนชีพ
    • ศพคุณปู่ถูกส่งมายังห้องชันสูตร
    • Dieter กระทำร้าย Angel เพราะไม่พึงพอใจที่หลานชายไม่ตรวจสอบให้ดีว่า Jesús เสียชีวิตแล้วหรือยัง
    • ลูกน้องส่งศพคุณปู่เข้าเตาเผา
    • แต่คุณปู่กลับเดินทางมาหาหลานสาว หลบซ่อนตัวในห้องใต้หลังคา เขียนจดหมายร่ำลาภรรยา
  • ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน
    • คุณปู่ Jesús และหลานสาว เดินทางมาเผชิญหน้า Dieter
    • ทั้งสองถูกไล่ล่าโดย Angel ปีนป่ายขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า
    • คุณปู่ร่ำลาหลานสาว ตัดสินใจทุบทำลาย Cronos

เพลงประกอบโดย Javier Álvarez Fuentes (1956-2023) คีตกวีสัญชาติ Mexican เกิดที่ Mexico City เป็นบุตรของสถาปนิกชื่อดัง Augusto H. Álvarez อายุสิบแปดเข้าเรียน Conservatorio Nacional de Música (CNM) แล้วเดินทางมาเรียนต่อปริญญาโท University of Wisconsin, Royal College of Music (RCM) และปริญญาเอก City St George’s, University of London, เริ่มต้นด้วยการผสมผสาน Latin American เข้ากับออร์เคสตรา/เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ฯ ออกอัลบัมดนตรีคลาสสิกมากมาย ผกก. del Toro มีโอกาสรับฟังบทเพลง Mambo à la Braque (1990) แล้วเกิดความชื่นชอบประทับใจ ไม่เคยได้ยินบทเพลง Mexican ในลักษณะนี้มาก่อน จึงลองชักชวนมาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Cronos (1992)

ผมแอบแปลกใจเล็กๆที่ Opening Credit แทนที่จะเลือกใช้ Mambo กลับนำเอา Tango (ก็ถือเป็นจังหวะดนตรีจาก Lain American ไม่ต่างกัน) ผสมเข้ากับเครื่องดนตรีสากลตะวันตก แอคคอร์เดียน เปียโน ไวโอลิน ฯ ยุคสมัยนั้นถือว่าเป็นเสียงที่ผิดแผกแตกต่างจากดนตรี Mexican สร้างความสนุกสนาน ครึกครื้นเครง ช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆก่อนกาลมาถึงของหายนะครั้งใหญ่

บทเพลงไพเราะที่สุดของหนังอยู่ช่วงท้าย แม้หลานสาวจะพยายามยื้อลมหายใจคุณปู่ Jesús Gris แต่เจ้าตัวเพิ่งเริ่มเข้าใจความหมายชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเป็นอมตะนิรันดร์ แต่คือมีคนรักอยู่เคียงข้างกาย ตราบจนวันตาย เขาจึงตัดสินใจทุบทำลาย Cronos และจากไปอย่างสงบ … เป็นบทเพลงที่บรรยากาศสุขปนเศร้า หลานสาวไม่อยากสูญเสียคุณปู่ แต่มันคือกลไก/วัฏจักรชีวิต มีเกิดก็ต้องมีตาย ไม่มีใครสามารถหลบหนีความจริงอันโหดร้าย

ผมชอบการที่บทเพลงนี้ลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงการปรากฎขึ้นของ Closing Credit ออร์เคสตราก็ดังกระหึ่ม นำพาอารมณ์พุ่งทะยาน บางคนคงแทบมิอาจกลั่นหลังธารน้ำตา กึ่งบังคับไม่ให้ผู้ชมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ต้องใช้เวลาสงบสติอารมณ์ จนกว่าจะได้ยินเสียงเคาะระฆัง ทำให้ความวุ่นวายทั้งหลายสงบลง (ก่อบังเกิดความสงบสุขทางจิตวิญญาณ) หลังจากนั้นเสียงพิณ(และอื่นๆ)น่าจะช่วยเยียวยารักษาแผลใจ (Healing)

Cronos ลักษณะคล้ายๆกับศิลานักปราชญ์ (Philosopher’s Stone) เป้าหมายสูงสุดในศาสตร์การเล่นแร่แปรธาตุของชาวตะวันตก มีคุณสมบัติทางเวทมนตร์สามารถเปลี่ยนโลหะฐานให้เป็นทองคำหรือเงิน หรือสามารถเป็นเหมือนน้ำอมฤต ทำให้คืนสู่วัยหนุ่มสาว และบรรลุความเป็นอมตะ

แต่กลไกในอุปกรณ์ Cronos ซุกซ่อนแมลงอะไรสักอย่าง นักเล่นแร่แปรธาตุจับมันมากักขัง สามารถดูดเลือด รักษาโรคภัยไข้เจ็บ มีชีวิตยืนยาวนาน แต่ต้องแลกมากับผิวหนังขาวซีด ไม่สามารถเผชิญกับแสงแดด และหิวกระหายเลือดมนุษย์ … ผมขอเรียกว่า ‘แมลงแวมไพร์’ ก็แล้วกัน!

ผกก. del Toro มีความชื่นชอบเรื่องแมลงเป็นการส่วนตัว จากความสามารถในการเอาตัวรอดสูง และถ้าอ้างอิงตามตำราเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ (Egyptian mythology) แมลงปีกแข็ง (Scarab Beetle) คือสัญลักษณ์ของการถือกำเนิด เกิดใหม่ (Rebirth, Renewal, and the cycle of the Sun)

Insects are as close as we come in the real world to having monsters walk amongst us. I’m fascinated by biology; I always have been since I was a kid; I’m fascinated with anatomy … how these creatures have no real heart, they just have hollow chambers, they pump white blood, they have 6 or more eyes, they have 6 legs, they have a hard shell and have no skeleton. It’s wonderful. It’s an absolutely incredible design, and in that they are perfect and that makes them also incredibly scary.

Guillermo del Toro

เราสามารถตีความแมลงแวมไพร์ ผลิตสารที่ทำให้มนุษย์เกิดการเสพติด (เหมือนติดยา) ยิ่งใช้ยิ่งเกิดอาการอยาก(ยา) พอกลไกที่ดูเหมือนเข็มฉีดยาทิ่มแทงลงไปในผิวหนัง สร้างความเคลิบเคลิ้ม ผ่อนคลาย และเมื่อใช้ไปนานวันหน้าตาจะซีดเซียว ผิวหนังแห้งเหี่ยว สายตาไม่สู้แสง … ผลกระทบจากการใช้ Cronos ไม่ต่างจากพวกเสพยาสักเท่าไหร่

(เพราะมันมี ‘เลือด’ เข้ามาเกี่ยวข้อง บางบทความวิจารณ์จึงมีการกล่าวเปรียบเทียบถึงอาการโรค AIDS ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในทศวรรษนั้น)

เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย นั่นคือกลไกชีวิตที่ไม่มีมนุษย์คนไหนหลบหนีพ้น แต่ก็มีหลายคนไม่อยากยินยอมรับโชคชะตา ต้องการฝืนลิขิตฟ้า พยายามค้นหาวิถีทางให้อายุยืนยาวนาน ร้อย-พัน-หมื่นปี! ความตลกร้ายของหนังก็คือ คนที่อยากเป็นอมตะกลับไม่ได้เป็นอมตะ คนที่ไม่อยากเป็นอมตะกลับกลายเป็นอมตะ

  • Jesús Gris คือชายสูงวัยทั่วๆไป ไม่เคยมีความครุ่นคิดอยากอยู่ค้ำฟ้า แต่โชคชะตาทำให้เขามีโอกาสลิ้มลองความเป็นอมตะ ช่วงแรกๆก็ชอบอกชอบใจ ไปๆมาๆหลังถูกกระทำร้าย ฆ่าไม่ตาย กลับกลายเป็นความทุกข์ทรมาน
  • Dieter de la Guardia หลังพบเห็นการจากไปก่อนวัยอันควรของภรรยา คงจะเกิดความหวาดกลัวต่อความตาย แล้วพออายุมากขึ้น ล้มป่วยอิดๆออดๆ พยายามหาหนทางรอด Cronos อยู่ใกล้แค่เอื้อมกลับไม่สามารถไขว่คว้า

ข้อดีของการเป็นอมตะคืออายุยืนยาวนาน สามารถเลี้ยงดูแลลูก-หลาน-เหลน-โหลน แต่ยังไม่ทันจะถึงจุดนั้น Jesús Gris ก็ได้รับบทเรียนสอนใจ ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรีๆ ถูกศัตรูไล่ล่า พยายามเข่นฆ่า บาดเจ็บทั้งร่างกาย-จิตใจ มันมีประโยชน์อะไรถ้าต้องทนทุกข์ทรมาน แล้วพอคนรักตายจากไป ฉันจะอยู่ยังไง?

สำหรับการตีความในเชิงศาสนา Jesús Gris = Jesus Christ (จริงๆชื่อภาษา Spanish แปลว่า Gray Jesus) ถูกทัณฑ์ทรมานโดย Angel de la Guardia (=Angel of Guardian?) ถือกำเนิดในวันคริสต์มาส ถูกฆ่าตายในค่ำคืนวันสิ้นปีใหม่ แล้วฟื้นคืนชีพในอีกสามวันถัดมา เอาหยาบๆแค่นี้ก็พอกระมัง … คุณย่าของผกก. del Toro เป็นคาทอลิกเคร่งครัด ตัวเขาไม่ได้สนใจศาสนาขนาดนั้น แต่ภาพยนตร์สัญชาติ Mexico มักต้องสอดแทรกความเชื่อศรัทธาพระเจ้าอยู่เสมอๆ

ผมไม่ได้มีความเชี่ยวชาญการเมืองของประเทศ Mexico แต่เห็นว่ามีการเปรียบเทียบอุปกรณ์ Cronos ถึงแนวคิดการเมืองเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal) ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 80s

Critics viewed these policies as a foreign system that would drain Mexico’s resources and labor for the benefit of external powers, creating a parasitic relationship.

ขณะที่ Dieter de la Guardia คือตัวแทนอำนาจเก่าที่ใกล้โรยรา พวกเขาไม่สนห่าเหวอะไรนอกจากกาะกิน กอบโกย แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนเอง ร่วมมือกับหลานชายชาวอเมริกัน ประเทศบ้าอำนาจ ชอบสร้างภาพ (Angel ศัลยกรรมจมูก) ใช้ความรุนแรงกำจัดบุคคลครุ่นคิดเห็นต่าง

สิ่งที่ช่วยยกระดับความลุ่มลึกล้ำของหนัง คือมุมมองของเด็กหญิง Aurora ทีแรกหวาดกังวลว่าคุณปู่จะได้รับบาดเจ็บเลยซุกซ่อน Cronos ไว้ในตุ๊กตา หลังจากหายตัวไปหวนกลับมา พยายามเกาะติด ยื้อชีวิต อยากให้(คุณปู่)อยู่ค้ำฟ้า … กล่าวคือเธอยังไม่รับรู้ประสีประสาเกี่ยวกับชีวิต-ความตาย บิดามารดาไม่รู้หายตัวไปไหน คุณปู่จึงถือเป็นที่พึ่งพักพิงสุดท้าย เหตุการณ์นี้น่าจะทำให้เด็กหญิงเติบโตขึ้นกระมัง

ช่วงท้ายเครดิตจะปรากฎข้อความ “Dedicated to the Memory of Josefina Camberos, del Toro’s grandmother.” แต่หลายคนอาจฉงนสงสัย หนังมีแค่คุณปู่เหตุไฉนกลับอุทิศให้คุณย่า? นั่นก็เพราะทุกสิ่งอย่างล้วนกลับตารปัตรตรงกันข้าม บุคคลน่าจะเข้มแข็งที่สุดกลับมีจิตใจอ่อนไหว, ชื่อตัวละคร Angel แต่กระทำสิ่งเหี้ยมโหดร้าย, ความสัมพันธ์ระหว่างบุตรสาวกับคุณปู่ ก็คือภาพสะท้อนตอนเป็นเด็กของผกก. del Toro กับคุณย่านั่นเอง!

I saw her as flawed and cruel in many ways, but I still loved her, and I thought it would be great if a little girl could see her grandfather as a monstrous creature while loving him and keeping him in a toy box.


ตอนออกฉายใน Mexico เสียงตอบรับถือว่าดีล้นหลาม สามารถกวาดรางวัล Ariel Awards (เทียบเท่า Oscar ของ Mexico) ไปถึงเก้าสาขา (จากเข้าชิง 13 สาขา) เลยมีโอกาสเดินทางสู่เทศกาลหนังเมือง Cannes สายการประกวด International Critics’ Week และสามารถคว้ารางวัล Mercedes-Benz Award

แม้ว่า Cronos (1992) ได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศ Mexico ลุ้นรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film แต่เสียงตอบรับในอเมริกาไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เลยไม่สามารถผ่านเข้ารอบใดๆ

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K จากฟีล์มเนกาทีฟต้นฉบับ 35mm โดย Les Films du Camelia ร่วมกับ BFI National Archive ผ่านการตรวจอนุมัติโดยผกก. del Toro เสร็จสิ้นเมื่อต้นปี ค.ศ. 2025 สามารถหาซื้อ Blu-Ray 4K Ultra HD ของค่าย Criterion และ BFI Video … เหมือนว่า BFI จะมีของแถมเยอะกว่า!

Criterion ได้ออกบ็อกเซ็ตตั้งชื่อว่า Trilogía de Guillermo del Toro ประกอบด้วย Cronos (1992), The Devil’s Backbone (2001) และ Pan’s Labyrinth (2006) ผมแนะนำให้ซื้อแยกดีกว่านะครับ เพราะแต่ละเรื่องก็ทะยอยวางขายแผ่น Blu-Ray 4K น่าเก็บสะสมมากกว่า

หลายๆสิ่งอย่างของ Cronos (1992) ตั้งคำถามปรัชญาเกี่ยวกับชีวิตได้น่าสนใจมากๆ แต่ผมรู้สึกว่าภาพรวมยังคลุกเคล้าไม่เข้ากัน เดี๋ยวพูดอังกฤษ เดี๋ยวพูดเม็กซิกัน ยังหาจุดสมดุลไม่ได้สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะส่วนผสมของ Ron Perlman แม้เป็นตัวละครสามารถเติมเต็มเรื่องราว กลับสร้างความแตกแยก ผิดที่ผิดทาง … เหล่านี้แสดงถึงความยังอ่อนประสบการณ์ของผกก. del Toro ยังมีอะไรให้ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์อีกมาก!

จัดเรต 15+ แวมไพร์ ความรุนแรง ขยะแขยง

คำโปรย | Cronos ภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิดผู้กำกับ Guillermo del Toro ทำการหยุดเวลาชีวิต เพื่อเรียนรู้จักความหมายของชีวิต
คุณภาพ | หยุดเวลา
ส่วนตัว | บทเรียนชีวิต

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: