Henry V (1989)

Henry V

Henry V (1989) British : Kenneth Branagh ♥♥♥♥

ฤาว่านี่จะคือภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากบทละครของ William Shakespeare ได้ยอดเยี่ยมที่สุด, กำกับและแสดงนำโดย Kenneth Branagh รับบทพระเจ้าเฮนรีที่ 5 แห่งอังกฤษ ขณะยกทัพไปสู้รบกับพระเจ้าชาร์ลที่ 6 แห่งฝรั่งเศส ในยุทธการอาแฌงคูร์ต (Battle of Agincourt, ค.ศ. 1415) ระหว่างสงครามร้อยปี

จากบทละครของ William Shakespeare จตุภาค Henriad อันประกอบด้วย Richard II, Henry IV Part 1, Henry IV Part 2 และ Henry V เรื่องราวพรรณาถึงความวุ่นวาย ผลกระทบทางการเมือง ตั้งแต่รัชสมัยของ Richard II กษัตริย์ของอังกฤษ ก่อนและหลังถูกยึดอำนาจโดย Henry IV และรัชสมัยถัดมา โดยหนังนำเฉพาะตอน Henry V มาสร้างเป็นภาพยนตร์

ผมรับชมหนังเรื่องนี้ ต่อจากฉบับปี 1944 ของ Laurence Olivier แบบไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะรู้สึกฉบับนั้นถือว่ายอดเยี่ยมสวยงามมากๆแล้ว คงไม่น่าจะมีฉบับอื่นที่สร้างออกมาให้ดีกว่า แต่ขณะรับชมเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่า ขนลุกซู่ การตีความคล้ายๆกัน แต่มีความลึกล้ำยอดเยี่ยมกว่ามาก แม้ส่วนตัวจะเข้าใจบทสนทนาประมาณ 60% (เพิ่มขึ้นจากเดิมพอสมควร) แต่หนังมีวินาทีที่ยิ่งใหญ่อลังการ สัมผัสได้โดยสันชาติญาณว่า มันเจ๋งว่ะ! แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับภาพยนตร์ดัดแปลงบทละครของ Shakespeare เรื่องอื่นๆ

สำหรับ Henry V มีการสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้ว 2 ครั้ง
– Henry V (1944) กำกับและนำแสดงโดย Laurence Olivier ถือว่าเป็นภาพยนตร์ดัดแปลงจากบทละคร Shakespeare เรื่องแรกที่ประสบความสำเร็จ และเข้าชิง Oscar 4 สาขา
– Henry V (1989) กำกับและนำแสดงโดย Kenneth Branagh ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายรับ แต่ได้เข้าชิง Oscar หลายสาขาทีเดียว

Sir Kenneth Charles Branagh นักแสดง/ผู้กำกับชาว Northern Irish เกิดปี 1960 ที่ Belfast, เริ่มต้นจากการเป็นนักเรียน Royal Academy of Dramatic Art ที่ London ต่อมาได้กลายเป็นนักแสดงละครเวที เคยรับบทดังๆอาทิ Romeo (and Juliet), Hamlet, Othello และ Henry V จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแสดง New Wave คลื่นลูกใหม่ของประเทศอังกฤษ

หลังประสบความสำเร็จกับละครเวที Branagh เริ่มต้นรับงานแสดงภาพยนตร์ จากตัวประกอบใน Chariots of Fire (1981) รับบทนำครั้งแรกใน A Month in the Country (1987) กับ High Season (1987) และผลงานถัดมา กำกับ/แสดงนำใน Henry V

ระหว่างพัฒนาบทหนัง Branagh ตัดสินใจนำ Flashback บางส่วนที่อยู่ใน Henry IV Part 1 และ Part 2 ของตัวละคร Falstaff เข้ามาใส่ด้วย เพื่อเป็นการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละครนี้ใน Henry V (ที่มีแค่อยู่ดีๆนอนอยู่บนเตียงใกล้ตาย คนที่ไม่เคยอ่าน/รับชม Henry IV มาก่อนจะได้เข้าใจได้) และมีการเปลี่ยนแปลงผู้พูด ประโยค ‘do not, when thou art King, hang a thief’ เดิมเป็น Falstaff ที่พูดประโยคนี้ (จงอย่า, เมื่อท่านเป็นกษัตริย์, แขวนคอโจร) แต่ในหนังเปลี่ยนเป็น Bardolph ใน Flashback เพื่อสะท้อนสิ่งที่เขาทำไปแล้ว

สำหรับการแสดง ต้องถือว่า Branagh เข้าใจตัวละครนี้อย่างถ่องแท้ เพราะมีการตีความทางอารมณ์ในทุกประโยคคำพูด ทำให้ผู้ชมที่ถึงจะฟังบทสนทนาไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ อย่างน้อยที่สุดคือสามารถรับรู้อารมณ์ของตัวละคร เข้าใจความต้องการของเขาได้

ระหว่าง Laurence Olivier กับ Kenneth Branagh ในบทของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 ตัดสินยากมากๆๆว่าใครเด่นกว่า, คือ Olivier มีความคลาสสิกทรงพลังในแบบละครเวที ส่วน Branagh ลุ่มลึกเร้าอารมณ์ในแบบภาพยนตร์ เรียกว่าตีความตัวละครคนละมุม … ก็แล้วแต่ความชอบของคุณแล้วนะครับ ส่วนตัวชอบการแสดงของ Branagh มากกว่า เพราะรู้สึกจับต้อง เข้าใจตัวละครได้ชัดแจ้งกว่า

สำหรับนักแสดงสมทบอื่นๆ มีที่โด่งดังมากมาย ผมขอไม่เรียงตามลำดับความสำคัญแล้วกัน
– Paul Scofield ในบทพระเจ้าชาร์ลที่ 6 แห่งฝรั่งเศส, ฉบับนี้ใช้การตีความ ด้วยความสูงวัยจึงทำให้ไม่สามารถนำทัพออกสงครามได้ (โดยปกติฉบับอื่น พระเจ้าชาร์ลจะถูกตีความว่า มีปัญหาทางจิต)
– Emma Thompson รับบทแคทเธอรีนแห่งวาลัวร์ ลูกสาวของพระเจ้าชาร์ลที่ 6 ว่าที่อัครมเหสีของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 ไม่ยักรู้ว่าเธอพูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่องปรื๋อ
– Brian Blessed รับบท Duke of Exeter, มีศักดิ์เป็นลุงของพระเจ้าเฮนรี่ ด้วยความที่พี่แกร่างใหญ่มาก เห็นบ่อยจนเด่นเกินหน้าเกินตาหนัง
– Ian Holm รับบท Fluellen นายทหารคู่ใจของพระเจ้าเฮนรี่ เป็นผู้สอดแนมข้าศึก
– Christopher Ravenscroft รับบท Montjoy, French Herald (ผู้แจ้งข่าว) ตอนแรกหยิ่งผยองจองหอง ตอนหลังอ้อนวอนขอเมตตา หน้าพี่แกแสดงอารมณ์ออกมาได้น่าเห็นใจ
– Judi Dench รับบท Mistress Quickly เจ้าของโรงแรมตอนต้นเรื่อง, มีบทไม่เยอะ แต่เค้นอารมณ์ได้จนอยากร้องไห้
– Christian Bale รับบท Robin เด็กหนุ่มถือกระเป๋า, หล่อๆๆ
ฯลฯ

ถ่ายภาพโดย Kenneth MacMillan ความโดดเด่นคือการจัดแสงเงาให้ได้บรรยากาศ, การเคลื่อนกล้องและตำแหน่งการจัดวางที่มีนัยยะสำคัญ

งานถ่ายภาพในหนัง หลายฉากมีความตรงไปตรงมา จัดวางกึ่งกลาง/แบ่งครึ่งสองฝั่ง ด้านหน้า/ด้านข้าง (นี่มีนัยยะถึงการเสมอภาค)

ท่ามกลาง ห้อมล้อมด้วยศัตรู

ท่ามกลาง ห้อมล้อมมิตรสหาย (Band of Brothers)

นกน้อยในกรง (พื้นหลังมีลวดลายเหมือนต้นไม้/ดอกไม้) [นี่เป็นช็อตสว่างที่สุดในหนังแล้ว]

บุกเข้าโจมตีเมือง ด้วยการทลายกำแพงเพียงช่องว่างเดียว ตรงสู่ใจกลาง

บรรยากาศตอนกลางคืน หลอนสนิท (กษัตริย์เฮนรี่ สวมผ้าคลุมยังกับอนาคิน สกายวอร์กเกอร์)

สำหรับฉากการสงคราม ใช้สายฝน ฝุ่นหมอก ขี้โคลนเลน สาดกระเซ็นแทนเลือด (แต่ก็ยังมีให้เห็นบ้าง) ภาพสโลโมชั่นทำให้เกิดอารมณ์ (สวยงามเหมือนบทกวี) ได้ยินเสียงกระทบกันของดาบ เกราะ โล่ แต่จะไม่ค่อยช็อตที่เห็นตัดแขนขา หัวขาด เลือดกระฉูด ฯ นี่สามารถมองได้ว่าเป็นภาพ Visual Graphic ให้รู้ว่ามีการต่อสู้สงคราม แต่มีความสมจริงกว่า Henry V (1944) อยู่มาก

ตัดต่อโดย Michael Bradsell, หนังเล่าเรื่องโดยมีการบรรยาย ปรากฎตัวของท่านเซอร์ Derek Jacobi เริ่มต้นจากด้านหลังโรงถ่ายหนัง เปิดประตูย้อนเวลา เดินเข้าสู่เรื่องราว/บทละคร, เมื่อจบแต่ละองก์ท่าน Jacobi จะเดินออกมาราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ บรรยายนำเข้าสู่เรื่องราว เช่น ยืนมองดูแผ่นดินผืนน้ำ, อยู่ในสถานรบ ฯ

เพลงประกอบโดย Patrick Doyle นี่เป็นผลงานประกอบภาพยนตร์เรื่องแรก เดิมเป็นผู้ควบคุมวงดนตรีให้กับ Renaissance Theatre Company รู้จักกับ Branagh เคยร่วมงานกันมา จึงได้รับความไว้วางใจให้ทำเพลงกับหนัง, มีลักษณะเติมเต็มบรรยากาศของหนัง ในช่วงการเปลี่ยนฉาก/เรื่องราว เพื่อสร้างความต่อเนื่อง และบรรยายอารมณ์ของหนังในขณะนั้น

สำหรับบทเพลงไฮไลท์คือ Non Nobis, Domine (Doyle ปรากฎตัวในหนังด้วย คือคนแรกที่เริ่มร้องเพลงนี้) เดิมเป็นบทสวดภาษาละติน ที่ใช้อธิษฐานวัน Thanksgiving นำมาจาก Psalm 113:9 (บางเล่มบอกว่าจาก Psalm 115:1) ข้อความเต็มๆคือ

Non nobis, Domine, non nobis,
sed nomini tuo da gloriam.

Not unto us, O Lord, not unto us,
but to thy name give the glory.

สำหรับเพลงนี้ Shakespeare ตั้งใจเขียนไว้เลยใน Henry V Act IV Scene 8 หลังจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 ได้รับชัยชนะในยุทธการอาแฌงคูร์ต มีการขับร้องเพลง Non nobis และ Te Deum เพื่อเป็นการระลึกถึงเพื่อนพี่น้อง ผู้เสียชีวิตจากการศึกครั้งนี้, ในฉบับปี 1944 ก็มีร้องเพลงนะ ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าเพลงเดียวกันหรือเปล่า และไม่ค่อยได้รับการพูดถึงเท่าไหร่ด้วย ผิดกับหนังเรื่องนี้ที่เห็นว่ามีการคำร้องแตกต่าง แต่ความอลังการและภาพ long-takes ขณะเคลื่อนผ่านสนามรบที่เพิ่งจบสิ้นไป ร่างอันไร้วิญญาณของผู้เสียชีวิต ทอดกายเต็มท้องทุ่งสุดหูสุดตา มันทำให้เกิดความสั่นไหว โหยหวน ขนลุกซู่, การขับร้องประสานเสียงอันทรงพลังนี้ ได้รับการยกย่องสูงสุดในบรรดาภาพยนตร์ดัดแปลงจากบทประพันธ์ของ Shakespeare

ใจความของ Henry V คือการนำเสนอความยิ่งใหญ่ (Heroism) ของยุวกษัตริย์ ที่สามารถยกทัพข้ามน้ำข้ามบก รบชนะทหารฝรั่งเศส ทำให้ทั้งสองประเทศกลายเป็นดินแดนเดียวกัน … แต่กับหนังเรื่องนี้ จะมีความเด่นชัดในเรื่องของอุดมการณ์ เกียรติและศักดิ์ศรี,  ถึงทหารอังกฤษจะเป็นผู้ร้ายในสายตาคนอื่น แต่เรายังมีจรรยาบรรณ ยึดมั่นในอุดมการณ์ อาทิ ไม่ฉุดคร่า ปล้นชิง รูดไถเหมือนโจรห้าร้อย ที่เมื่อนายทหารคนสนิทรู้จักที่ทำผิด/คิดทรยศ ก็ยังจำต้องรับโทษตามสิ่งที่กระทำ

สงคราม (war) คือ สถานะความขัดแย้ง การต่อสู้ด้วยคน/อาวุธ/ความคิด ระหว่างองค์การที่เป็นอิสระ (เช่น รัฐและตัวแสดงที่มิใช่รัฐ) หรือแนวร่วมขององค์การดังกล่าว, โดยทั่วไปมักมีลักษณะเป็นการรุกราน ทำลายล้าง เพื่อครอบครอง กำจัด แสดงความเป็นเจ้าของในสิ่งที่ยังไม่ใช่ของตน, สิ่งที่มักเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการสงคราม (warfare) ปรัชญาคือเพื่อการปลอดสงคราม ที่เรียกว่า สันติภาพ

สงครามร้อยปี (Hundred Years’ War) เป็นชุดความขัดแย้งระหว่าง ค.ศ. 1337 ถึง 1453 ระหว่างกษัตริย์ราชอาณาจักรอังกฤษ กับราชวงศ์ฝรั่งเศส เพื่อแย่งการควบคุมพื้นที่ราชอาณาจักรฝรั่งเศสทั้งหมด, ที่น่าตลกคือผลลัพท์สุดท้าย เมื่ออังกฤษไร้ซึ่งกำลัง แรงพล และกษัตริย์ที่ดีพอจะสามารถความคุม ต่อกรกับกองทัพของฝรั่งเศสได้ จึงถูกขับไล่ออกไปในสมัยพระเจ้าชาร์ลที่ 7 ซึ่งความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับครั้งนั้น เกิดจากการที่ฝรั่งเศสสร้างอาวุธปืนขึ้นมาได้ (ถือเป็นสงครามครั้งแรกของโลกที่ใช้อาวุธปืน)

From this day to the ending of the world,
But we in it shall be remembered-
We few, we happy few, we band of brothers;

– Henry V, Act IV Scene iii 18–6 (William Shakespeare)

ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในสงคราม ไม่ได้เกิดจากการสู้รบเอาชนะ แต่คือเกียรติยศและศักดิ์ศรี ความเป็นลูกผู้ชาย, ทหารที่สู้รบ เคียงบ่าเคียงไหล่ ร่วมเหนื่อยยากลำเค็ญ เจ็บปวดทรมาน เป็นตายร้ายดี พวกเราเปรียบเสมือนกลุ่มเพื่อนพี่น้อง (Band of Brothers) เสียสละหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ แรงกาย เพื่อความสงบสุขสันติ ประเทศบ้านเมืองที่ร่มเย็น อุดมการณ์ของชีวิต คือสิ่งสำคัญกว่าอื่นใด

พระมหากษัตริย์ไทยสมัยก่อน อย่างสมเด็จพระนเรศวรฯ ได้ยินว่าทุกครั้งก่อนออกสงคราม จะนิมนต์พระมาสวดมนต์ให้พร ตัวท่านเองก็ท่องคาถาชัยปริตร (พาหุงมหากาฯ) ต่อสู้ไม่ได้เพื่อครอบครอง แต่เป็นการปกป้อง รักษาอิสระภาพของดินแดนและคนไทยให้ยั่งยืนมีสันติ การเข้าร่วมสู้รบ เป็นพี่น้องเคียงบ่าเคียงไหล่ ถูกฆ่าตายไป เชื่อมั่นได้เลยว่ามีค่าแน่นอน

แต่สงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสนี้ ผมมองไม่เห็นคุณประโยชน์ของมันเลยนะครับ เป็นชาติอังกฤษที่สมควรถูกต่อว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นผู้ไปรุกรานประเทศอื่น ซึ่งการที่ Shakespeare เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา มองได้ว่าคือการชวนเชื่อ บิดเบือนความจริง ปลูกฝังความคิด ค่านิยม นำเสนอความยิ่งใหญ่ของวีรกษัตริย์ประเทศตนในอดีต ให้คนในชาติเกิดความภาคภูมิ

ประวัติศาสตร์โลกได้จารึกไว้แล้ว อังกฤษสู้สงครามฝรั่งเศส เพื่อการรุกราน แผ่ขยายอำนาจตัวเองสู่ทวีปยุโรป แต่เพราะไม่มีชาวฝรั่งเศสผู้ใดยอมรับความพ่ายแพ้ เพราะ ตนเองคนละเชื้อชาติ สำเนียง เสียง ภาษา จุดจบมันเลยเป็นความสมหน้าหน้า กรรมใดใครก่อ มารุกรานประเทศอื่น จึงถูกขับไล่ผลักไสออกไป

ผมมองว่า สงครามคือวัฏจักรของโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ -ถ้ามนุษย์ไม่ตายด้วยธรรมชาติ ก็ต้องถูกผู้อื่นฆ่า การตายมีเพียงสองอย่างนี้เท่านั้น- ถ้าเราเกิดในยุคสมัยแห่งสงคราม เป้าหมายสูงสุดของสามัญชนผู้โง่เขลา คงเพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรี ต้องกับคนที่เคยผ่านการสงครามมาแล้วเท่านั้น ถึงรู้คุณค่าแท้จริงของคำว่า ‘สันติสุข’

ด้วยทุนสร้างประมาณ $9 ล้านเหรียญ ไม่มีรายงานว่าทำเงินได้เท่าไหร่ในอังกฤษ/ทั่วโลก ในอเมริกาทำเงินได้ $10 ล้านเหรียญ, เข้าชิง Oscar 3 สาขา ได้มา 1 รางวัล
– Best Director
– Best Actor (Kenneth Branagh) พ่ายให้กับ Daniel Day-Lewis จากหนังเรื่อง My Left Foot
– Best Costume ** ได้รางวัล

ส่วนตัวหลงรักหนังเรื่องนี้ในความลุ่มลึก และการตีความที่แสดงอารมณ์ของตัวละครออกมา ทำให้สามารถซึมซับ รับความเข้าใจการสนทนาได้ (โดยแม้ไม่รู้ว่าพูดคุยอะไร) และตอนจบสงคราม ขณะพระเจ้าเฮนรีที่ 5 เดินผ่านสมรภูมิรบครั้งสุดท้าย เป็น long-take พร้อมกับเพลง Non Nobis, Domine ที่ก็ไม่รู้แปลว่าอะไร แต่ทำให้ผมขนลุกซู่ ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของบทละครนี้

แต่หนังมีตำหนิหนึ่ง ที่ผมมองว่าไม่ได้มาจากข้อผิดพลาดของหนัง แต่เป็นความไม่ยอมจบของบทละคร Shakespeare นั่นคือ Epilogue การเกี้ยวพาราสีระหว่าง พระเจ้าเฮนรีที่ 5 กับ แคทเธอรีนแห่งวาลัวร์ นี่เป็นเหตุการณ์ผิดที่ผิดทาง ไม่มีใครเขาสนใจกันแล้วว่าทั้งสองจะได้กันยังไง ก็รู้ว่าได้แต่งงานกันก็พอแล้ว ยังจะยื้อยัก เล่นตัวไม่ยอมจบไปทำไม

แนะนำกับผู้หลงใหลในบทละครของ William Shakespeare โดยเฉพาะจตุภาค Henriad, ชื่นชอบหนังย้อนยุค (Period) ประวัติศาสตร์ยุคกลาง แนวสงคราม และแฟนหนัง Kenneth Branagh, และนักแสดงสมทบชื่อดังอย่าง Ian Holm, Emma Thompson, Judi Dench และ Christian Bale วัยละอ่อน

ปล. ได้ยินว่านี่เป็นหนังโปรดของ Marlon Brando

จัดเรต 13+ กับความรุนแรงในฉากสงคราม

TAGLINE | “Henry V ฉบับของ Kenneth Branagh สามารถสัมผัสได้ในระดับจิตวิญญาณ ว่ามีความยอดเยี่ยมเกือบสมบูรณ์แบบที่สุด ของหนังที่ดัดแปลงจากบทประพันธ์ของ William Shakespeare”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of