
Ornamental Hairpin (1941)
: Hiroshi Shimizu ♥♥♥♥♡
Chishū Ryū ระหว่างอาบน้ำแร่ แช่ออนเซ็น เท้าเหยียบปิ่นปักผมได้รับบาดเจ็บ พูดคุยกับเพื่อนเข้าพัก รู้สึกเหมือนฝัน ราวกับกวีนิพนธ์ “my foot has been pierced by poetry” ใครๆต่างครุ่นคิดว่าเธอคนนั้นต้องเป็นหญิงสาวสวยแน่ๆ แต่ความจริงแล้ว …
ตอนแรกเห็นชื่อหนัง ชวนให้ผมระลึกนึกถึง The Earrings of Madame de… (1953) ของผู้กำกับ Max Ophüls ต่างหูถูกส่งต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง, Ornamental Hairpin (1941) อาจไม่ได้มีการส่งต่อในเชิงรูปธรรม แต่ความวุ่นๆวายๆของปิ่นปักผมคือการต่อยอดความคิดในเชิงนามธรรม
ตัวละครของ Chishū Ryū เท้าเหยียบปิ่นปักผม → แสดงความเห็นว่ารู้สึกเหมือนฝัน ราวกับกวีนิพนธ์ → ใครต่อใครต่างครุ่นคิดจินตนาการว่าเจ้าของปิ่นปักผมคนนั้นต้องเป็นหญิงสาวสวยอย่างแน่แท้ → ขณะเดียวกันก็พยายามพูดเตือนว่าอย่าไปคาดหวัง จะได้ไม่รู้สึกผิดหวัง → และเมื่อพบเจอ Kinuyo Tanaka (ในวัยสามสิบต้นๆยังคงสวยสะพรั่ง) ราวกับความฝันได้รับการเติมเต็ม แต่ …
ผมจะยังไม่สปอยตรงนี้ว่าครึ่งหลังมีอะไรลุ่มลึกล้ำเคลือบแอบแฝง แค่บอกใบ้ว่ามันคือการเปลี่ยนแปรสภาพจากนามธรรม → รูปธรรม, เมื่อความฝันได้รับการเติมเต็ม หรือกลายเป็นสิ่งจับต้องได้ อะไรจะขึ้นหลังจากนั้น? “Poetic illusions are like dreams, and they’re always beautiful.”
ปล. ด้วยความที่ Ornamental Hairpin (1941) เกี่ยวกับรีสอร์ทบนเขา และผมรู้สึกว่าน่าจะใช้สถานที่เดียวกับ The Masseurs and a Woman (1938) เลยขอเรียกหนังทั้งสองเรื่องว่าภาคต่อทางจิตวิญญาณ เหมาะแก่การรับชมเคียงข้างกันนักแล!
Hiroshi Shimizu, 清水宏 (1903-66) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Yamaka, Shizuoka บิดาเป็นพนักงานบริษัทเหมือง Furukawa Mining Company ส่วนมารดาคือทายาทตระกูล Ohashi เจ้าของธุรกิจป่าไม้ ฐานะครอบครัวถือว่าร่ำรวย กินหรูอยู่สบาย แต่บุตรชายไม่ชอบเรียนหนังสือ ทำตัวเป็นนักเลงรีดไถเงินเพื่อนฝูงไปเที่ยวเกอิชา ถูกบังคับให้เข้าศึกษาคณะวนศาสตร์ Hokkaido University ทนอยู่เพียงปีเดียวก็ลาออก เดินทางสู่กรุง Tokyo เข้าร่วมสตูดิโอ Shōchiku ฝึกงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Yoshinobu Ikeda สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรกเมื่อปี ค.ศ. 1924 ขณะอายุเพียง 21 ปี!
簪 อ่านว่า Kanzashi แปลตรงตัว Hairpin ดัดแปลงจากเรื่องสั้น 四つの湯槽 อ่านว่า Yottsu no Yubune แปลตรงตัว The Four Bathtubs แต่งโดย Masuji Ibuse, 井伏 鱒二 (1898-1993) หลายคนอาจรับรู้จักผลงานชิ้นเอก Black Rain (1965) เกี่ยวกับหายนะจากระเบิดนิวเคลียร์ที่ Hiroshima
ตามสไตล์ของผกก. Shimizu ไม่ได้มีการพัฒนาบทดัดแปลงแต่อย่างใด เพียงยึดตามเค้าโครงสร้างจากเรื่องสั้น แล้วออกเดินทางสู่สถานที่จริง (ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าถ่ายทำยังแห่งหนไหน แต่แอบรู้สึกว่าอาจคือสถานที่เดียวกับภาพยนตร์ The Masseurs and a Woman (1938)) เริ่มต้นถ่ายทำโดยโยนบทหนังทิ้งไป
ณ รีสอร์ทบนเขาแห่งหนึ่ง เหตุการณ์วุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อ Takeshi Nanmura (รับบทโดย Chishū Ryū) ระหว่างอาบน้ำแร่ แช่ออนเซ็น เท้าเหยียบปิ่นปักผมได้รับบาดเจ็บ พูดคุยกับเพื่อนเข้าพัก Professor Katada (รับบทโดย Tatsuo Saitō) รู้สึกเหมือนฝัน ราวกับกวีนิพนธ์ ใครๆต่างจินตนาการเจ้าของปิ่นปักผม วาดฝันว่าเธอคงเป็นสาวสวย น่ารักสดใส
หลายวันถัดมาเจ้าของปิ่นปักผม Emi Ota (รับบทโดย Kinuyo Tanaka) เดินทางมาขอโทษขอโพย ก่อนตัดสินใจเข้าพักอาศัย ต้องการให้ความช่วยเหลือ Takeshi จนกว่าจะสามารถก้าวเดินได้อีกครั้ง และพอวันนั้นมาถึงใครๆต่างแยกย้ายกลับบ้าน หมดเวลาสนุกแล้วสิ
นำแสดงโดย Chishū Ryū (1904-93) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tamamizu, Kyush หมู่เกาะทางใต้ของญี่ปุ่น บิดาบวชเป็นพระที่ Raishōji โตขึ้นสอบสาขาพุทธศาสนาที่ Tōyō University ครอบครัวตั้งใจให้เป็นนักบวช แต่เจ้าตัวลาออกกลางคัน เลือกเข้าเรียนการแสดงที่สตูดิโอ Shōchiku, จากนั้นกลายเป็นตัวประกอบเล็กๆ ขาประจำผู้กำกับ Yasujirō Ozu มีชื่อเสียงจาก The Only Son (1936), รับบทนำครั้งแรก There Was a Father (1942), โด่งดังสุดในชีวิตคงเป็น Late Spring (1949), Tokyo Story (1953), An Autumn Afternoon (1962) ฯ
เกร็ด: นิตยสาร Kinema Junpo จัดอันดับ Movie Star of the 20th Century ฝั่งนักแสดงชายของประเทศญี่ปุ่น Chishū Ryū #ติดอันดับ 5
รับบท Takeshi Nanmura ชายหนุ่มผู้มีความโรแมนติก หลังเท้าเหยียบปิ่นปักผมได้รับบาดเจ็บ ยังคงมองโลกในแง่ดี เปรียบเทียบอุบัติเหตุครั้งนี้ราวกับกวีนิพนธ์ แต่เขาไม่ได้ครุ่นคิดอะไรมากไปกว่านั้น ไม่ได้อยากพบเจอเจ้าของปิ่นปักผมเสียด้วยซ้ำ เพียงเฝ้ารอวันกลับมาเดินได้เมื่อไหร่ ก็ถึงเวลาเดินทางกลับกรุง Tokyo
หลายคนคงมีภาพจำ Ryū รับบทบิดาผู้มีความเอื่อยเฉื่อยชา ใครว่าอะไรก็เออออห่อหมก เห็นดีเห็นงาม มองโลกในแง่บวกอยู่ตลอดเวลา ตัวละครนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน! แม้เท้าเหยียบปิ่นปักผมได้รับบาดเจ็บ ไม่เคยกล่าวโทษเจ้าของ ถึงอย่างนั้นผู้ชม(และบรรดาลูกค้าโรงแรม)ต่างคาดหวังให้เขาคบหา สานสัมพันธ์ ครองรักร่วมกัน มันกลับไม่มีอะไรบังเกิดขึ้นสักสิ่งอย่าง!
ความผิดหวังต่อตัวละคร ไม่ได้หมายความว่าผิดหวังต่อการแสดงของ Ryū พี่แกเล่นเป็นตัวตนเอง ตามภาพจำแบบเป๊ะๆ ผู้ชมส่วนใหญ่ก็น่าจะตระหนักรับรู้ แต่ยังคงคาดหวังตามการวาดฝันของบรรดาลูกค้าโรงแรม ‘อุบัติเหตุครั้งนี้ราวกับกวีนิพนธ์’ นั่นต่างหากคือภาพลวงตา มันไม่มีอะไรในกอไผ่ตั้งแต่แรกเริ่มต้น
Kinuyo Tanaka, 田中 絹代 (1909-77) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Shimonoseki, Yamaguchi ในครอบครัวค้าขายกิโมโน ตั้งแต่เด็กชื่นชอบการเล่นเครื่องดนตรี Biwa เคยเข้าร่วมคณะ Biwa Girls’ Operetta Troupe ต่อมาเซ็นสัญญากับสตูดิโอ Shochiku เริ่มจากมีผลงานหนังเงียบ I Graduated, But… (1929), แสดงหนังพูดเรื่องแรกของญี่ปุ่น The Neighbor’s Wife and Mine (1931) ประสบความสำเร็จล้นหลามจนหลายๆผลงานติดตามมาต้องตั้งชื่อตามอย่าง The Kinuyo Story (1930), Doctor Kinuyo (1937), Kinuyo’s First Love (1940) ฯ หลังสงครามโลกครั้งที่สองออกจากสังกัดเก่ากลายเป็นนักแสดง Freelance ทำให้มีโอกาสร่วมงานหลากหลายผู้กำกับดัง อาทิ The Life of Oharu (1952), Ugetsu (1953), Sansho the Baliliff (1954), The Ballad of Narayama (1956), Flowing (1956), Equinox Flower (1958) ฯ
เกร็ด: นิตยสาร Kinema Junpo จัดอันดับ Movie Star of the 20th Century ฝั่งนักแสดงหญิงของประเทศญี่ปุ่น Kinuyo Tanaka #ติดอันดับ 5
รับบท Emi Ota หญิงสาวจาก Tokyo แรกเริ่มต้นเพียงเดินทางมาท่องเที่ยว อาบน้ำแร่ แช่ออนเซ็น แล้วบังเอิญทำปิ่นปักผมหล่นหาย เลยหวนกลับมาอีกครั้งเพื่อขอโทษขอโพยชายผู้โชคร้าย หลังจากใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนเข้าพักโรงแรม จู่ๆเธอตัดสินใจปลดเปลื้องภาระ (มันจะมีฉากที่เธอปล่อยผมระหว่างร่วมทานอาหารเย็น) ทอดทิ้งปัญหาไว้เบื้องหลัง ไม่ต้องการหวนกลับไปอยู่ในกรงขังอีกต่อไป
แบบเดียวกับหญิงสาวจากภาพยนตร์ The Masseurs and a Woman (1938) ตัดสินใจทอดทิ้งชู้รัก/ชายผู้อุปภัมภ์ (Patron) หลบหนีออกจากกรงขัง เดินทางมาถึงยังรีสอร์ทบนเขา แล้วได้พบปะผู้คน เรียนรู้จักโลกกว้าง เข้าใจความหมายชีวิต กางปีกโบยบินสู่อิสรภาพ
แต่ความแตกต่างก็คือ Emi ยังคงโหยหาใครสักคนสำหรับพึ่งพักพิง ไม่สามารถโบยบินอย่างไร้พันธนาการเหนี่ยวรั้งเหมือน Michiho (จากภาพยนตร์ The Masseurs and a Woman (1938)) ด้วยเหตุนี้หลังจากเพื่อนเข้าพักโรงแรมทะยอยกลับบ้าน ฤดูร้อนใกล้สิ้นสุด เธอจึงไม่หลงเหลืออะไรสักสิ่งอย่าง เพียงก้าวออกเดินไปยังสถานที่แห่งความทรงจำ หลังจากนั้นจะทำอะไรต่อไปคงไม่มีใครให้คำตอบได้
ความแตกต่างทางวัยวุฒิของ Kinuyo Tanaka vs. Mieko Takamine ทำให้ตัวละครของพวกเธอมีการแสดงออกที่แตกต่างกันพอสมควร
- Mieko Takamine เล่นหนัง The Masseurs and a Woman (1938) ตอนอายุยังไม่ถึงยี่สิบเลยด้วยซ้ำ เลยยังมีความระริกระรี้ ร่าเริงสดใส เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ยังไม่อยากลงหลักปักฐานอยู่แห่งหนใด
- Kinuyo Tanaka เล่นหนัง Ornamental Hairpin (1941) ตอนอายุสามสิบต้นๆ เธอดูเป็นผู้ใหญ่ มีวัยวุฒิ เหมือนคนพานผ่านอะไรมาพอสมควร ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความโหยหา สีหน้าเหน็ดเหนื่อยหน่าย พยายามซุกซ่อนอารมณ์ขัดแย้งภายใน ช่วงท้ายเมื่อหลงเหลือตัวคนเดียว รอยยิ้มที่เคยแช่มชื่น แปรสภาพสู่ความขมขื่น
Tatsuo Saitō, 斎藤 達雄 (1902-68) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Sagacho, Tokyo บิดาเป็นพ่อค้าขายข้าว แต่มีความหลงใหลด้านการแสดง ให้เงินทุนสนับสนุนคณะทัวร์การแสดงจนหมดเนื้อหมดตัว จำต้องย้ายบ้านไปอาศัยอยู่ Sotokanda การมาถึงของสื่อภาพยนตร์ ร่วมทุนเปิดโรงหนังที่ Asakusa ทำให้บุตรชายมีความหลงใหลคลั่งไคล้ ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง โตขึ้นเริ่มจากเข้าร่วมสตูดิโอ Nikkatsu ก่อนย้ายมา Shōchiku โด่งดังกับผลงาน Days of Youth (1929), Tokyo Chorus (1931), I Was Born, But… (1932), Every-Night Dreams (1933), Burden of Life (1935), What Did the Lady Forget? (1937), Ornamental Hairpin (1941) ฯ
รับบท Professor Katada อาจารย์สอนมหาวิทยาลัย เดินทางมารีสอร์ทบนเขาเพื่อที่จะอ่านหนังสือกองพะเนิน แต่ทุกวี่วันล้วนเต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆ คณะทัวร์มากมายส่งเสียงดังรบกวน เพื่อนข้างห้องก็ล้วนสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ ถึงอย่างนั้นอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับ Takeshi Nanmura ทำให้จินตนาการของเขาเตลิดเปิดเปิงไปไกล
โดยปกติแล้ว Saitō มักได้รับบทบุคคลพึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ พ่อหนุ่มทึ่มทื่อ สามีซื่อบื้อ บิดาไม่เอาอ่าว ศิลปินแมงดา ฯ มาคราวนี้เล่นเป็นศาสตราจารย์ผู้ทรงเกียรติ ระดับเชาวน์ปัญญาสูงส่ง (IQ) แต่ความฉลาดทางอารมณ์ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (EQ) ผมชอบคำอธิบายภาษาอังกฤษ “Grumpy” สื่อถึงบุคคลผู้มีใบหน้าบูดบึ้ง อารมณ์ไม่ค่อยดี หงุดหงิดหัวเสียง่าย ใครทำอะไรล้วนแสดงความไม่พึงพอใจ
ทุกสิ่งอย่างของตัวละครนี้มันช่างดูขัดแย้งกันไปหมด ชายหน้าตาตลกๆอย่าง Saitō รับบทศาสตราจารย์ผู้ทรงเกียรติ, ปากบอกเบื่อหน่ายกับการเล่นโก๊ะ ไม่ทันถึงนาทีพอถูกเรียกก็หวนกลับไปเล่นใหม่, ชีวิตในโรงแรมช่างวุ่นๆวายๆ บ่นลูกค้ามาเป็นกลุ่มส่งเสียงดังหนวกหูชิบหาย แต่พี่แกคือบุคคลเรื่องมาก เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจที่สุด!
สิ่งที่ทำให้ผมขำไม่หยุด ตัวละครนี้คือตัวตั้งตัวตี Takeshi แค่บอกว่าอุบัติเหตุราวกับกวีนิพนธ์ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย มีหน้าที่ครุ่นคิดจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล แถมยังพูดคุยโน้มน้าวเพื่อนเข้าพักโรงแรม จนทุกคนเออออห่อหมก … มีเพียง Takeshi ไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเค้าเลยสักสิ่งอย่าง
ในบรรดาผลงานของ Saitō ผมรู้สึกว่า Ornamental Hairpin (1941) ทุกมุกตลก ทุกความยียวนกวนประสาท ทุกความเฉลียวฉลาด(ในเรื่องโง่ๆ) ไม่มีครั้งไหนแป๊กเลยสักครั้ง! กลายเป็นผลงานน่าจดจำที่สุดในอาชีพนักแสดงแล้วกระมัง
ถ่ายภาพโดย Suketarô Inokai, 猪飼助太郎 ผลงานเด่นๆ อาทิ No Blood Relation (1932), Apart from You (1933), Every-Night Dreams (1933), Street Without End (1934), Introspection Tower (1941), Notes of an Itinerant Performer (1941), Ornamental Hairpin (1941) ฯ
งานภาพของหนังมีความละม้ายคล้าย The Masseurs and a Woman (1938) แทบไม่มีลูกเล่นอะไรให้พูดกล่าวถึง ส่วนใหญ่ตั้งกล้องแน่นิ่ง น้อยครั้งถึงมีการขยับเคลื่อนไหวติง เฉพาะระหว่างการก้าวเดิน กินลมชมวิว ปีนป่ายขึ้นบันไดถึงใช้วิธีเคลื่อนติดตาม (Tracking Shot)
การตั้งกล้องทิ้งไว้เฉยๆ เป็นการสร้างระยะห่างระหว่างผู้ชม-ตัวละคร ใกล้สุดพบเห็นคือ Medium Shot จุดประสงค์เพื่อให้อิสระผู้ชมในการสังเกตการณ์ (Observation Cinema) จะชื่นชมองค์ประกอบภาพ ความงดงามทิวทัศน์พื้นหลัง หรือจับจ้องมองเหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับตัวละคร … ก็แล้วแต่ความสนใจ
จริงๆมันมีอีกเหตุผลที่หนังแทบไม่พบเห็นช็อตระยะใกล้ เพราะวิธีการของผกก. Shimizu คือบันทึกเสียงภายหลังการถ่ายทำ (เพราะอุปกรณ์บันทึกเสียงสมัยนั้นมีความอ่อนไหวสูง (Sensitive) เลยยังไม่สามารถถ่ายภาพ+บันทึกเสียงยังสถานที่จริงไปพร้อมๆกัน) นั่นทำให้บ่อยครั้งปากขยับไม่ตรงกับเสียงได้ยิน การถ่ายภาพที่มีระยะห่างจากใบหน้านักแสดง ผู้ชมจึงมองไม่ค่อยเห็นความผิดพลาดดังกล่าว!
หนังเต็มไปด้วยสัญญะของการก้าวเดิน สามารถสื่อตรงๆถึงการดำเนินไปของชีวิต ตั้งแต่ฉากแรกที่ Emi (และ Okiku) เข้าร่วมกลุ่มจาริกแสวงบุญ (Pilgrimage) เส้นทางของพระนิจิเร็ง (日蓮, Nichiren) ระหว่างพานผ่านแสงสว่างสาดส่องลงมา พูดบอกรู้สึกเหมือนได้ชำระล้างเครื่องสำอางค์ ความสกปรกบนร่างกายและจิตวิญญาณ
เกร็ด: ปิ่นปักผมของชาวญี่ปุ่นจะมีคำเรียกว่า Kanzashi (簪) ตลอดทั้งเรื่องพบเห็นเพียงครั้งเดียวคือตอน Emi สวมใส่ขณะเดินธุดงค์ แต่มันก็ไม่ได้ชัดเจนอะไรมากนัก หลังจากแม้ถูกพูดกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้ง (ถือเป็น Plot Device) หนังกลับไม่เคยฉายให้เห็นอีกเลย!

Takeshi เท้าเหยียบปิ่นปักผมได้รับบาดเจ็บ สามารถตีความถึงการประสบเหตุร้าย ไม่คาดฝัน ทำให้ชีวิตติดหล่ม ไม่สามารถก้าวดำเนินต่อไปได้ชั่วขณะ คนบางคนอาจแสดงความโอดครวญ เกรี้ยวกราด โทษว่ากล่าวผู้อื่น หรือยินยอมรับความพ่ายแพ้ แต่สำหรับ Takeshi มองอุบัติเหตุครั้งนี้คือโอกาสแห่งการเริ่มต้น ฝึกฝนการก้าวเดิน จากต้นไม้สู่ต้นไม้ ก้าวข้ามสะพานคับแคบ (บางสิ่งอย่างต้องดำเนินไปด้วยตนเอง หรือใครสักคนสำหรับพึ่งพาอาศัย) รวมถึงปีนป่ายขึ้นบันได (สามารถเอาชนะขีดจำกัดตนเอง ไต่เต้าสู่จุดสูงสุด)



และไฮไลท์ของหนังก็คือตอนจบ หลังจากทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน ฤดูร้อนจบสิ้นลง หลงเหลือเพียง Emi ตัวคนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย เดินกางร่ม (เข้าสู่ฤดูฝน) พานผ่านสถานที่แห่งความทรงจำทั้งหลาย ต้นไม้, สะพาน, บันได ชีวิตล่องลอยเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดมุ่งหมาย



ตัดต่อโดย Yoshiyasu Hamamura, 浜村義康 นักตัดต่อในสังกัดสตูดิโอ Shōchiku ขาประจำผู้กำกับ Hiroshi Shimizu และ Yasujirô Ozu ผลงานเด่นๆ อาทิ Introspection Tower (1941), Ornamental Hairpin (1941), Late Spring (1949), Early Summer (1951), Tokyo Story (1953), An Autumn Afternoon (1962) ฯ
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Emi เริ่มต้นจากเดินธุดงค์ จาริกแสวงบุญขึ้นเขา จากนั้นพลั้งพลาดทำปิ่นปักผมหล่นหาย กลายเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของบรรดาลูกค้าโรงแรม เพราะทำให้ Takeshi ได้รับบาดเจ็บที่เท้า ทุกคนต่างพยายามครุ่นคิดจินตนาการ เธอคนนั้นหน้าจะหน้าตาสวยสะคราญหรือไม่ และครึ่งหลังเมื่อความฝันจับต้องได้ ความตื่นเต้น กระตือลือร้น ก็ค่อยๆจางหายไป
- เรื่องวุ่นๆของปิ่นปักผม
- Emi (และ Okiku) เดินธุดงค์ จาริกแสวงบุญขึ้นเขา
- เดินทางมาถึงรีสอร์ทบนเขา ส่งเสียงดังวุ่นๆวายๆ แนะนำตัวละครอื่นๆ
- วันถัดมาระหว่างอาบน้ำแร่ แช่ออนเซ็น Takeshi ก้าวเหยียบปิ่นปักผม ได้รับบาดเจ็บที่เท้า
- บรรดาผู้เข้าพักโรงแรมต่างพูดคุย ครุ่นคิดจินตนาการถึงเจ้าของปิ่นปักผม
- เธอตอบจดหมาย และตั้งใจมากล่าวคำขอโทษด้วยตนเอง
- บรรดาผู้เข้าพักต่างเตรียมพร้อม รอคอยการต้อนรับ โดยที่ Takeshi ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย
- ความฝันได้รับการเติมเต็ม
- Emi เดินทางมาถึงรีสอร์ทบนเขา กล่าวขอโทษ Takeshi
- Emi และเด็กๆช่วยเป็นกำลังใจให้ Takeshi ก้าวเดินจากต้นไม้หนึ่ง สู่อีกต้นไม้หนึ่ง
- Emi ตัดสินใจพักค้างแรม ตั้งใจว่าอยู่ช่วยเหลือจนกว่า Takeshi จะสามารถก้าวเดินได้อีกครั้ง
- ชีวิตกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เช้าออกกำลังกาย สายซักผ้า บ่ายช่วย Takeshi ซักซ้อมก้าวเดิน
- บรรดาลูกค้าโรงแรมนั่งล้อมวง รับประทานอาหารร่วมกัน
- หมดเวลาสนุกแล้วสิ
- Okiku เดินทางมาเยี่ยมเยียน Emi โน้มน้าวให้กลับ Tokyo แต่เธอตัดสินใจปักหลักอาศัยอยู่รีสอร์ทแห่งนี้
- Emi และเด็กๆช่วยเชียร์ Takeshi เดินข้ามสะพานแคบ
- Prof. Katada เริ่มพร่ำบ่นความซ้ำซากจำเจ ก่อนถึงจุดแตกหัก เลยตัดสินใจกลับ Tokyo ก่อนกำหนด
- Emi และเด็กๆช่วยเชียร์ Takeshi ปีนป่ายขึ้นบันได
- ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน หลงเหลือเพียง Emi ก้าวออกเดินเพียงลำพัง ยังสถานที่หวนระลึกความหลัง
เพลงประกอบโดย Asai Takateru, 浅井挙曄 (1904-2000) สัญชาติญี่ปุ่น มีผลงานเด่นๆ อาทิ Ornamental Hairpin (1941), Morning for the Osone Family (1946) ฯ
หนังประสบโชคชะตาคล้ายๆกับ The Masseurs and a Woman (1938) ด้วยข้อจำกัดการบันทึกเสียง รวมถึงเต็มไปด้วยบทสนทนา เลยไม่สามารถหาจังหวะแทรกใส่เพลงประกอบ โดยเฉพาะครึ่งแรกของหนัง (ก่อนการมาถึงของ Emi) แทบไม่ได้ยินเสียงเพลงใดๆ
การมาถึงของ Emi นี่น่าจะเป็นความจงใจของผู้สร้างกระมัง จักเริ่มได้ยินบทเพลงดังขึ้นระหว่างเดินเล่น กินลมชมวิว, ออกกำลังกายตอนเช้า, Takeshi ซักซ้อมการเดิน (โดยมีเด็กๆ+Emi ส่งเสียงให้กำลังใจเชียร์) ช่วยสร้างบรรยากาศสนุกสนาน ครึ้นเครง โลกสวยสดใส
และตอนจบของหนังหลังจากทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน Emi ก้าวออกเดินไปตามสถานที่ต่างๆ หวนระลึกความทรงจำวันวาน ช่วงเวลาแห่งความสุขพานผ่าน บทเพลงรำพันความเหงาหงอย โดดเดี่ยวเดียวดาย โหยหาใครสักคนเคียงข้างกาย ชีวิตล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย
Ornamental Hairpin (1941) มองผิวเผินคือเรื่องราวของชายผู้ได้รับบาดเจ็บจากปิ่นปักผม แต่ยังคงมองโลกในแง่ดี ไม่ได้ตำหนิต่อว่าหญิงสาวที่ทำตกหล่นหาย ซึ่งเธอถึงขนาดเดินทางกลับมากล่าวขอโทษขอโพย และให้ความช่วยเหลือจนเขาสามารถหวนกลับมาเดินได้อีกครั้ง
ความลุ่มลึกล้ำของหนังเกิดจากคีย์เวิร์ด “poetry” อุบัติเหตุครั้งนี้ราวกับกวีนิพนธ์ ความตั้งใจของผู้พูดแค่เพียงไม่ต้องการมองโลกในแง่ร้าย แต่ความสนใจของผู้ฟัง (โดยเฉพาะ Prof. Katada) พยายามขบครุ่นคิด จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล ว่าอีกฝ่ายวาดฝันจะได้พบเจอเจ้าของปิ่นปักผม คือหญิงสาว หน้าตาดี สถานะโสดสนิท โชคชะตานำพาให้เราได้พบเจอกัน
นั่นนำไปสู่เรื่องราวของความคาดหวัง วาดฝัน เธอจะสวยไหม? สวมใส่กิโมโนหรือเปล่า? (ในมุมชาวญี่ปุ่นยุคสมัยนั้น ผู้หญิงที่ดีคือแม่ศรีเรือน ไม่ใช่สาวรุ่นใหม่สวมใส่ชุดแฟชั่นตะวันตก) ซึ่งพอได้พบเจอตัวจริง ก็ราวกับความฝันได้รับการเติมเต็ม นามธรรมแปรสภาพสู่รูปธรรม
หลังจากความฝันได้รับการเติมเต็ม หญิงสาวกลายมาเป็นลูกค้าโรงแรม ชีวิตก็จักค่อยๆหวนกลับสู่สภาวะปกติที่เต็มไปด้วยความน่าเบื่อหน่าย ซ้ำซากจำเจ (เด็กชายพร่ำบ่นว่าไม่รู้จะเขียนอะไร มันก็เหมือนกันทุกวี่วัน, อาหารเย็นที่เสริฟก็เฉกเช่นเดียวกัน) และด้วยความที่ทั้งสองไม่ได้จะมองหาคนรัก หรือเกี้ยวพาราสีกันและกัน เมื่อวันพักผ่อนฤดูร้อนใกล้สิ้นสุดลง มันจึงไม่บังเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้นต่อจากนั้น ผิดความคาดหวังของทุกผู้คน
“Poetic illusions are like dreams, and they’re always beautiful.” ครึ่งแรกผู้ชมคงวาดฝันอย่างสวยหรู โชคชะตาจับพลัดจับพลูให้ชายหญิงพบเจอ นำไปสู่เรื่องราวโรแมนติก ความรัก และการแต่งงาน จินตนาการเพ้อคลั่งไปไกล แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งหมดเพียงความคาดหวังของบุคคลนอก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอะไรพวกเขาทั้งสองเลยสักนิด!
เมื่อตอนหนังออกฉาย เสียงตอบรับค่อนข้างจะย่ำแย่เพราะเป็นช่วงระหว่างสงคราม (Wartime) มีนักวิจารณ์คนหนึ่ง (หาข้อมูลไม่ได้ว่าใคร) ตำหนิต่อว่าผกก. Shimizu มัวสรรค์สร้างหนังไร้สาระอะไร? “Film stock is so precious in these times, yet Hiroshi Shimizu still comes up with such la-di-da stuff.” ผมรู้สึกว่าคำวิจารณ์ดังกล่าว มันช่างสอดคล้องความตั้งใจของผู้สร้างโดยแท้!
กล่าววคือยุคสมัยสงคราม (Wartime) ฟีล์มหนังเป็นสิ่งหายาก รัฐบาลพยายามเรียกร้องให้สร้างหนังชวนเชื่อ รักชาติ (Patriotic Film) นั่นเปรียบดั่งความคาดหวังของบุคคลนอก! ผกก. Shimizu บอกทำไมฉันต้องทำตามข้อเรียกร้องของผู้อื่น เลยตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง (แบบเดียวกับ Emi หญิงสาวจาก Tokyo ไม่ต้องการหวนกลับไปใช้ชีวิตที่อยู่ภายใต้การควบคุมครอบงำของใคร) แล้วมองหาสถานที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของตนเอง
แต่ท้ายที่สุดนั้นไม่เคยมีใครพยายามทำความเข้าใจฉัน ตอนจบของหนังคือการรำพันความรู้สึกของผกก. Shimizu ราวกับถูกทอดทิ้ง ให้อยู่ตัวคนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่เหลือใครเคียงข้างกาย ก้าวเดินแต่ละก้าวเหมือนพยายามครุ่นคิดทบทวนตนเอง นี่ฉันตัดสินใจทำในสิ่งถูกต้องหรือไม่? หรือจะตีความในทิศทางตรงกันข้าม คือการเลือกใช้ชีวิตล่องลอยเรื่อยเปื่อย ไม่รู้จะทำอะไรยังไงต่อไป!
กาลเวลาทำให้หนังกลายเป็นตำนาน นิตยสาร Sight & Sound (BFI.co.uk) จัดชาร์ท The best Japanese film of every year – from 1925 to now (2020) ได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นแห่งปี ค.ศ. 1941
ปัจจุบันหนังน่าจะยังไม่ได้รับการบูรณะ แต่ดีวีดีบ็อกเซ็ต Travels with Hiroshi Shimizu (2009) ของค่าย Criterion Collection ประกอบด้วย Japanese Girls at the Harbor (1933), Mr. Thank You (1936), The Masseurs and a Woman (1938), Ornamental Hairpin (1941) ทำการแสกนใหม่ มันอาจยังมีริ้วรอยขีดข่วนอยู่บ้าง คุณภาพโดยรวมถือว่าใช้ได้เลยละ
ระหว่างรับชมผมชื่นชอบครึ่งแรกของหนังมากๆ ส่งต่อความคิดได้อย่างเฉียบคมคาย แอบเสียดายครึ่งหลัง มันดูยื้อเยื้อ ค่อยๆสูญเสียความน่าสนใจไปทีละอย่างสองอย่าง … แต่พอเริ่มค้นหาข้อมูล อ่านบทความวิจารณ์ บังเกิดความตระหนักถึงคำกล่าว “Poetic illusions are like dreams, and they’re always beautiful.” ความน่าผิดหวังของครึ่งหลังคือความตั้งใจของผู้สร้าง สะท้อนชีวิตจริงอาจไม่ได้สวยงามเหมือนฝัน/กวีนิพนธ์ (พบเจอหญิงสาวสวย ความฝันเติมเต็ม แต่มันก็ไม่มีอะไรหลังจากนั้น)
พอตระหนักถึงความลุ่มลึกล้ำของ Ornamental Hairpin (1941) เลยกลายเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของผกก. Shimizu ที่ผมหลงใหลคลั่งไคล้ ยังตอบไม่ได้ว่ามากกว่าหรือน้อยกว่า Mr. Thank You (1935) แต่อยู่ระดับใกล้เคียงกันมากๆ
จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย


ใส่ความเห็น