
Children in the Wind (1937)
: Hiroshi Shimizu ♥♥♥♥
เด็กชายเปรียบดั่งสายลม พัดพามรสุม ก่อความวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่หลังจากบิดาถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินบริษัท ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาจึงจำต้องปรับตัว เติบโต เรียนรู้จักโลกกว้าง
ทีแรกผมมีความตั้งใจจะรับชมแค่ Travels with Hiroshi Shimizu แต่พอได้อ่านหลายๆบทความวิจารณ์ ส่วนใหญ่มักกล่าวถึงผลงานที่ถือเป็นไฮไลท์จริงๆของผกก. Shimizu คือหนังเกี่ยวกับเด็ก (Children Film) อันประกอบด้วย Children in the Wind (1937), Four Seasons of Childhood (1939) และ Children of the Beehive (1948) … จริงๆยังมีอีกหลายเรื่อง แต่สามผลงานนี้ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญถึงมากที่สุดแล้ว
ผลงานเรื่องก่อนๆหน้านี้ของผกก. Shimizu มักถูกมองข้ามจากนักวิจารณ์ เพราะเป็นแนวตลก ท่องเที่ยว ออกจะไร้สาระ เพียงสร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลินผ่อนคลาย แต่สำหรับ Children in the Wind (1937) คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้รับเลือกจากนิตยสาร Kinema Junpo ติดอันดับ #3 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี!
ผมรู้สึกอึ่งทึ่งต่อการกำกับนักแสดงเด็กของผกก. Shimizu ต้องบอกเลยว่าไม่มีใครในสตูดิโอ Shōchiku สามารถเทียบเคียงได้เลย! แม้แต่ I Was Born, But… (1932) ของผกก. Yasujirô Ozu ก็ดูประดิษฐ์ประดอย ปรุงปั้นแต่ง มิอาจเทียบเคียงการแสดงที่เอ่อด้วยพลังของเด็กๆใน Children in the Wind (1937) วิ่งเร็วจี๋ราวกับสายลม
Hiroshi Shimizu, 清水宏 (1903-66) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Yamaka, Shizuoka บิดาเป็นพนักงานบริษัทเหมือง Furukawa Mining Company ส่วนมารดาคือทายาทตระกูล Ohashi เจ้าของธุรกิจป่าไม้ ฐานะครอบครัวถือว่าร่ำรวย กินหรูอยู่สบาย แต่บุตรชายไม่ชอบเรียนหนังสือ ทำตัวเป็นนักเลงรีดไถเงินเพื่อนฝูงไปเที่ยวเกอิชา ถูกบังคับให้เข้าศึกษาคณะวนศาสตร์ Hokkaido University ทนอยู่เพียงปีเดียวก็ลาออก เดินทางสู่กรุง Tokyo เข้าร่วมสตูดิโอ Shōchiku ฝึกงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Yoshinobu Ikeda สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรกเมื่อปี ค.ศ. 1924 ขณะอายุเพียง 21 ปี!
風の中の子供 อ่านว่า Kaze no Naka no Kodomo แปลตรงตัว Children in the Wind ดัดแปลงจากซีรีย์วรรณกรรมเด็ก Zenta and Sampei แต่งโดย Jōji Tsubota, 坪田 譲治 (1890-82) เริ่มต้นตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ Asahi (朝日新聞, Asahi Shimbun) ช่วงปลายปี ค.ศ. 1936 ก่อนนำมาแยกเล่มวางขาย อาทิ
- 風の中の子供, Children in the Wind (1938)
- 子供の四季, Four Seasons of Children (1938)
- 善太と三平のはなし 坪田譲治童話集, The Story of Zenta and Sanpei – A Collection of Children’s Stories by Joji Tsubota (1938)
ตามสไตล์ของผกก. Shimizu ไม่ได้มีการพัฒนาบทดัดแปลงแต่อย่างใด เพียงยึดตามเค้าโครงสร้างจากต้นฉบับนวนิยาย แล้วออกเดินทางสู่สถานที่จริง เริ่มต้นถ่ายทำโดยโยนบทหนังทิ้งไป
เรื่องราวนำเสนอผ่านมุมมองของสองพี่น้อง Zenta (รับบทโดย Masao Hayama) และ Sampei (รับบทโดย Bakudan Kozo) คนพี่ตั้งใจร่ำเรียนหนังสือ ไม่เคยสร้างปัญหาวุ่นวาย ตรงกันข้ามกับน้องชายชอบเที่ยวเล่นสนุกสนาน กลั่นแกล้งเพื่อนพ้อง ทำตัวเป็นหัวหน้าแก๊งค์เด็ก เกรดออกมาก็ตามมีตามเกิด
เหตุการณ์วุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อบิดาถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินบริษัท (จริงๆคือตกเป็นแพะรับบาป) เลยถูกตำรวจจับกุม คุมขัง รอวันไต่สวนคดีความ นั่นทำให้ไม่มีเด็กๆคนไหนยินยอมเล่นกับ Sampei อีกต่อไป! สถานะการเงินของครอบครัวก็กำลังเข้าใกล้วิกฤต คุณลุง (รับบทโดย Takeshi Sakamoto) จึงมารับตัว Sampei ออกเดินทางสู่ต่างจังหวัด พบเจอเพื่อนใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายจะปรับตัว พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อนหวนกลับบ้านเก่า
Jun Yokoyama, 横山準 ชื่อจริง Shoichi Yokoyama, 横山 昇一 (1928-) นักแสดงเด็กสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Higashikubiki, Niigata (ปัจจุบันคือ Tokamachi City) เข้าร่วมสตูดิโอ Shōchiku ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 ผลงานเด่นๆ อาทิ The Only Son (1937), Children in the Wind (1937), The Masseurs and a Woman (1938), Four Seasons of Children (1939), Introspection Tower (1941), Ornamental Hairpin (1941) ฯ
เกร็ด: ในเครดิตใช้ชื่อ Bakudan Kozô, 爆弾小僧 แปลตรงตัว Bomb Boy
รับบทน้องชาย Sampei ยังอยู่ในวัยซุกซน ชอบเที่ยวเล่นสนุกสนาน กลั่นแกล้งคนอื่นจนได้เป็นหัวหน้าแก๊งค์เด็ก แต่หลังจากบิดาถูกตำรวจจับกุม ลุงมารับไปอยู่ต่างจังหวัด ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่ สำแดงความอัดอั้นตันใจ พอถูกส่งกลับบ้าน เริ่มตระหนักถึงความทุกข์ยากลำบากครอบครัว ให้คำมั่นสัญญาว่าจะกลับตัวกลับใจ ตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่ทำตัวเป็นภาระ(ครอบครัว)อีกต่อไป
ตั้งแต่ต้นจนจบ บอกเลยว่าผมจดจำใบหน้าเด็กชายคนนี้ไม่ได้! นี่คือวิธีการของผกก. Shimizu จงใจไม่ถ่ายภาพระยะใกล้ เพราะการที่กล้องประชิดตัวนักแสดงเด็กมากเกินไป มันเป็นการสร้างความกดดัน จนไม่สามารถทำการแสดงที่สมจริง/ดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งภาพระยะกลาง-ไกล พบเห็นแค่เรือนร่าง บุคลิกภาพ กิริยาท่าทาง ก็เพียงพอจะแยกแยะเด็กคนนี้คือใคร?
ความโดดเด่นของ Yokoyama คืออุปนิสัยใจคอ ความแก่นแก้วที่ราวกับสายลม พัดพามรสุม พายุฝน สารพัดความวุ่นๆวายๆ เด็กชายยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจปัญหาของผู้ใหญ่ ทำไมบิดาถึงลาออก? ถูกตำรวจจับกุม? มารดาดูเศร้าๆ? พี่ชายเอาแต่เรียนหนังสือ? ตนเองสนเพียงความสนุกสนาน กระทำสิ่งต่างๆโดยไม่สนอะไรใคร
หลังจากบิดาถูกตำรวจจับกุม และลุงมารับไปอยู่บ้านต่างจังหวัด พฤติกรรมของเด็กชายอาจดูไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม แต่ทุกสิ่งที่เขากระทำ ปีนป่ายต้นไม้มองหาบ้านเก่า, ล่องกะละมังไหลตามลำธาร, หนีออกจากบ้านไปดูสัตว์ประหลาด คณะละครสัตว์ ฯ ล้วนคืออาการครุ่นคิดถึงบ้าน (Home Sick)
และการกลับมาบ้านครั้งนี้ บีบบังคับให้เด็กชายต้องเติบโต (Coming-of-Age) เรียนรู้ปัญหาครอบครัว ยินยอมรับสภาพเป็นอยู่ในปัจจุบัน มอบคำมั่นสัญญากับมารดาว่าจะตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่สร้างปัญหา ไม่ทำตัวเป็นภาระ(ครอบครัว)อีกต่อไป
ถ่ายภาพโดย Masao Saitō, 斎藤正夫 ตากล้องในสังกัดสตูดิโอ Shōchiku ไต่เต้าจากเป็นผู้ช่วย No Blood Relation (1932), Every-Night Dream (1933), Street Without End (1934), ได้รับเครดิตถ่ายภาพ Children in the Wind (1937), The Masseurs and a Woman (1938), Four Seasons of Children (1939) ฯ
งานภาพของหนังอาจไม่มีลูกเล่นอะไรให้พูดกล่าวถึง ส่วนใหญ่ตั้งกล้องแน่นิ่ง น้อยครั้งถึงมีการขยับเคลื่อนไหวติง (Tracking Shot) พยายามรักษาระยะห่างระหว่างผู้ชม-ตัวละคร ใกล้สุดพบเห็นคือ Medium Shot จุดประสงค์เพื่อให้อิสระผู้ชมในการสังเกตการณ์ (Observation Cinema) จะชื่นชมองค์ประกอบภาพ ความงดงามทิวทัศน์พื้นหลัง หรือจับจ้องมองเหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับตัวละคร … ก็แล้วแต่ความสนใจ
จริงๆมันมีอีกเหตุผลที่หนังแทบไม่พบเห็นช็อตระยะใกล้ เพราะวิธีการของผกก. Shimizu คือบันทึกเสียงภายหลังการถ่ายทำ (อุปกรณ์บันทึกเสียงสมัยนั้นยังมีความอ่อนไหว (Sensitive) เลยยังไม่สามารถถ่ายภาพ+บันทึกเสียงยังสถานที่จริงไปพร้อมๆกัน) นั่นทำให้บ่อยครั้งปากขยับไม่ตรงกับเสียงได้ยิน การถ่ายภาพที่มีระยะห่างจากใบหน้านักแสดง ผู้ชมจึงมองไม่ค่อยเห็นความผิดพลาดดังกล่าว!
จะว่าไปนี่คือวิธีการอันชาญฉลาดสำหรับกำกับนักแสดงเด็กเล็ก ผกก. Shimizu มักเพียงบอกให้ทำอะไร ยืนตรงไหน พูดคุยเรื่องอะไร แต่จะไม่มีการลงรายละเอียด ท่องบท หรือทำอย่างโน้นนี่นั่นเป๊ะๆ ซึ่งมุมกล้องระยะไกลจะทำให้ผู้ชมมองเห็นเพียงรูปร่าง เค้าโครงหน้า กิริยาท่าทาง การแสดงออกดูมีความเป็นธรรมชาติ
มีสองสามวรรณกรรมกล่าวอ้างถึงในหนัง
- Robinson Crusoe (1719) นวนิยายแนวผจญภัยของ Daniel Defoe น่าจะสื่อถึงการเดินทางของ Sampei ราวกับถูกทอดทิ้งให้ไปอยู่บ้านลุงที่ต่างจังหวัด และยังมีฉากล่องกะละมังไหลตามลำธาร
- แต่ Sampei มีความสนอกสนใจ Tarzan จากนวนิยาย Tarzan of the Apes (1912) แต่งโดย Edgar Rice Burroughs เพราะเด็กชายชอบปีนป่ายต้นไม้ และตะโกนโหวกเหวกโวยวาย
- Sempei แกล้งทำเป็นอ่านหนังสือมีการกล่าวถึง Momotarō เด็กชายถือกำเนิดจากลูกท้อ ออกเดินทางผจญภัยไปยัง Oni Island เพื่อต่อสู้กับปีศาจร้าย
- เรื่องราวของ Momotarō ถูกนำมาสร้างเป็นอนิเมชั่นชวนเชื่อ (Propaganda) ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง Momotarō’s Sea Eagles (1942) และ Momotarō: Sacred Sailors (1945)

หนึ่งในลายเซ็นต์ของผกก. Shimizu คือการ Cross-Cutting ตั้งกล้องทิ้งไว้ตำแหน่งเดิม หรือมุมกล้องคล้ายๆเดิม แล้วตัวละครมีการขยับเคลื่อนไหว สลับตำแหน่ง สูญหายไปอยากเฟรม จุดประสงค์เพื่อสร้างสัมผัส ‘กาลเวลาเคลื่อนผ่าน’ หรือ ‘การเดินทางจากสถานที่แห่งหนึ่งสู่สถานที่อีกแห่งหนึ่ง’
และอีกลายเซ็นต์พบเห็นในหนังเกี่ยวกับเด็กๆ คือพวกเขามักออกวิ่งอย่างสุดแรงเกิด เอ่อล้นด้วยพละกำลัง ความกระตือรือล้น ชื่นชอบการแข่งขัน ราวกับสายลม มรสุมพัดผ่านมาแล้วก็พัดผ่านไป


ในขณะที่เด็กชายราวกับสายลม แต่จะมีอยู่สองครั้งที่ผู้ใหญ่หยุดแน่นิ่ง ไม่ขยับเคลื่อนไหวติง ประกอบด้วย บิดาขณะถูกไล่ออกจากงาน และมารดาหลังจากสามีถูกตำรวจจับกุมตัว คงเกิดอาการช็อค ตกอกตกใจ ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวังอาลัย รับไม่ได้ต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น ลูกๆพยายามร้องเรียกหาก็ไม่สามารถแสดงปฏิกิริยาใดๆออกมา


ปัญหาของผู้ใหญ่ส่งผลกระทบถึงลูกๆ บิดาถูกตำรวจจับกุมจึงไม่มีใครยินยอมเล่นด้วย Sampei เลยหวนกลับมาบ้าน แล้วว่ายน้ำกลางอากาศร่วมกับพี่ชาย … มองผิวเผินอาจย้อนรอยกับต้นเรื่องที่เด็กๆไปว่ายน้ำเล่น แต่เราสามารถมองนัยยะของการแหวกว่าย ตะเกียกตะกาย โหยหาการยินยอมรับจากผู้อื่นmu

ช่วงระหว่างที่ Sampei อาศัยอยู่กับลุงที่ต่างจังหวัด เขาทำการปีนป่ายต้นไม้ (มองหาบ้าน), ล่องกะละมังไหลตามลำธาร (อยากเดินทางกลับบ้าน), หนีไปรับชมสัตว์ประหลาด คณะละครสัตว์ พูดคุยกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน (มองย้อนกลับหาตนเองที่ยังมีบิดา-มารดา) … ด้วยความที่เด็กชายยังไม่เข้าใจความซับซ้อนทางอารมณ์ หนังจึงใช้การกระทำที่สามารถสำแดงความโหยหา คร่ำครวญ ครุ่นคิดถึงบ้าน (Home Sick)



Sampei มีความชื่นชอบ Tarzan จึงหลงใหลสัตว์ประหลาด คณะละครสัตว์ แต่เพราะไม่มีเงินเลยไม่ได้เข้ารับชม (จะมองในเชิงสัญญะว่านั่นคือโลกของผู้ใหญ่ ที่ต้องใช้เงินจ่ายเข้าไป) ถึงอย่างนั้นยังมีโอกาสพบเจอกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน (รับบทโดย Tomio Aoki) แสดงเจตจำนงค์ว่าอยากเข้าร่วม อีกฝ่ายเลยสอบถามกลับ นายไม่มีครอบครัวเหรอ? นั่นทำให้เด็กชายนิ่งเงียบงัน แม้บิดาถูกตำรวจจับ ไม่ได้พบเจอหน้ามารดา แต่ชีวิตตนเองไม่ได้สิ้นหวังขนาดนั้น

พอถูกส่งกลับมาบ้าน Sampei พยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ ช่วยหุงข้าวแต่ก็เกือบไหม้ มารดาพาไปฝากงานก็ได้รับการตอบปฏิเสธ (ยังเด็กเกินไปที่จะทำอะไร) พอเดินทางมาถึงสะพาน สัญญะของทางข้าม จุดเปลี่ยนชีวิต (จะมีเปลี่ยนฝั่งราวสะพานจากซ้ายไปขวาด้วยนะ) เขาจึงพูดบอกกับมารดา ให้คำมั่นสัญญาว่าจะตั้งใจเรียน ไม่สร้างปัญหา ไม่ทำตัวเป็นภาระ(ครอบครัว)อีกต่อไป
แซว: มารดาพา Sampei ไปฝากงานที่โรงพยาบาลสัตว์ นี่ก็สะท้อนถึง Tarzan อาศัยอยู่ในป่า รายล้อมรอบด้วยสรรพสัตว์

ตัดต่อไม่มีเครดิต, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองเด็กชาย Sampei ตั้งแต่ไต่เต้าขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งค์เด็ก ก่อนสูญเสียทุกสิ่งอย่างหลังบิดาถูกไล่ออก ตำรวจเข้าจับกุม แล้วลุงมารับไปอยู่ต่างจังหวัด พยายามปรับตัวสักพัก ก่อนหวนกลับมาบ้านอีกครั้ง!
- สองพี่น้อง Zenta & Sampei
- หลังเลิกเรียน สองพี่น้องขึ้นเกวียนกลับมา
- Zenta สอบได้เกรดดี, Sampei สอบตกทุกวิชา
- มารดาพยายามบังคับให้ Sampei อ่านหนังสือ แต่ไม่ทันไรก็ออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน
- Kintaro ไม่ได้เอาชุดว่ายน้ำมา ปฏิเสธลงเล่นน้ำ เลยถูก Sampei วิ่งไล่ล่า
- ยามค่ำคืน Zenta พยายามเสี้ยมสอน Sampei ให้ตั้งใจเรียน แต่น้องชายประชดด้วยการอ่านหนังสือเสียงดัง
- บิดาถูกไล่ออกจากงาน
- Sampei นำพาเพื่อนๆไปติดตามหา Kintaro
- Kintaro เปิดเผยว่าบิดาของ Sampei ถูกไล่ออกจากงาน
- ผองเพื่อนทั้งหลายย้ายข้างไปอยู่กับ Kintaro
- วันถัดมาระหว่าง Sampei นำข้าวกลางวันไปให้บิดา ก็พบว่าเขาถูกไล่ออกจากงานจริงๆ
- พอกลับมาบ้านไม่นาน ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเรียกตัวไปโรงพัก
- เด็กๆเฝ้ารอคอยบิดากลับมาบ้าน แต่มารดาก็ไม่สามารถให้คำตอบใดๆ
- บ้านต่างจังหวัด
- ลุงเดินทางมารับ Sampei เพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว
- พอเดินทางมาถึงบ้านต่างจังหวัด Sampei ก็สร้างปัญหาแรกด้วยการปีนป่ายขึ้นต้นไม้
- วันถัดมาล่องกะละมังไหลตามลำธาร
- ก่อนหนีไปรับชมคณะละครสัตว์
- หวนกลับมาบ้าน
- นั่นทำให้ป้าต้องพา Sampei กลับมาส่งที่บ้าน
- Sampei อาสาหุงข้าว แต่ก็เกือบทำข้าวไหม่
- มารดาพยายามฝากงานให้ Sampei แต่เขาเด็กเกินไป
- Sampei เริ่มเข้าใจปัญหาครอบครัว ให้คำสัญญามารดาว่าจะตั้งใจเรียน ไม่สร้างปัญหา ไม่ทำตัวเป็นภาระ(ครอบครัว)อีกต่อไป
- บิดาหลุดพ้นมลทิน ครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้าอีกครั้ง
หนึ่งในลายเซ็นต์ ‘สไตล์ Shimizu’ คือเมื่อจบฉากมักมีการ Fade-to-Black ซึ่งหลายต่อหลายครั้งมักเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความห่อเหี่ยว สิ้นหวัง สามารถสื่อแทนความรู้สึกมืดหมองหม่นของตัวละคร ถูกใส่ร้าย ไร้หนทางออก ไม่รู้จะทำอะไรยังไง โลกทั้งใบมืดลงทันตาเห็น
เพลงประกอบโดย Senji Itō, 伊藤宣二 นักแต่งเพลงในสังกัดสตูดิโอ Shōchiku ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Yasujirô Ozu และ Hiroshi Shimizu ผลงานเด่นๆ อาทิ The Only Son (1936), Children in the Wind (1937), The Masseurs and a Woman (1938), Four Seasons of Children (1939), Osaka Woman (1940), The Brothers and Sisters of the Toda Family (1941), Children of the Beehive (1948), Late Spring (1949), Early Summer (1951) ฯ
ด้วยความที่หนังยังไม่ได้ผ่านการบูรณะ คุณภาพเสียงย่ำแย่เกินทนไหว นอกจาก Opening & Closing Credit ผมแทบไม่ได้ยินเสียงอะไร แต่ก็พอมีดังขึ้นเบาๆตอนเด็กชายออกเดินทางสู่บ้านต่างจังหวัด, ล่องกะละมังไหลตามลำธาร, หรือการมาถึงของคณะละครสัตว์ ฯ
สำหรับ Opening Credit ผมพยายามเงี่ยหูฟัง แต่ก็บอกไม่ได้ว่าหนังต้องการอารัมบทอะไร? บางช่วงมีความสนุกสนานครื้นเครง สอดคล้องพฤติกรรมเด็กชายจอมแก่น แล้วจู่ๆเงียบสงัดลง ก่อนไต่ขึ้นสูง แล้วรัวกลอง ก่อนจบลงด้วยท่วงทำนองสนุกสนานอีกรอบ … คุณภาพเสียงย่ำแย่ขนาดนี้ แล้วจะให้แสดงความคิดเห็นได้อย่างไร?
ชื่อหนัง Children in the Wind คือคำเปรียบเทียบถึงน้องชายคนเล็ก Sampei เป็นเด็กขี้เล่นซุกซน เทียวไปเทียวมา ชอบพัดพามรสุม ก่อความวุ่นๆวายๆไม่รู้จักจบสิ้น แต่เหตุผลเพราะเขายังมีความละอ่อนเยาว์วัย ไม่เข้าใจปัญหาของผู้ใหญ่ หลังพลัดพรากจากครอบครัว จึงมีโอกาสเผชิญโลกกว้าง เริ่มเรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ถึงเวลาเติบโต (Coming-of-Age) ยินยอมรับสภาพเป็นจริง มอบคำมั่นกับมารดาว่าจะตั้งใจเรียน ไม่สร้างปัญหา ไม่ทำตัวเป็นภาระ(ครอบครัว)อีกต่อไป
เนื้อหาสาระของ Children in the Wind (1937) มีความละม้ายคล้าย I Was Born, But… (1932) เด็กเล็กจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Family Romances’ ครุ่นคิดว่าครอบครัวคือทุกสิ่งอย่าง แต่เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น เริ่มตระหนักถึงโลกกว้าง บิดา-มารดาหาใช่ทุกสิ่งเคยวาดฝันไว้ ก่อบังเกิดความผิดหวัง พานผ่านช่วงเวลา “5 Stages of Grief” คล้ายๆกัน ก่อนค่อยๆเรียนรู้ที่จะยินยอมรับสภาพเป็นจริง ปรับตัวเข้ากับวิถีทางสังคม
- I Was Born, But… (1932) สองพี่น้องพอพบเห็นบิดาปั้นหน้าเหมือนตัวตลก แสดงอาการรับไม่ได้ (Denial) กลับมาบ้านระเบิดระบายอารมณ์ (Anger) ประท้วงไม่กินข้าว (Bargaining) นั่งมองรถไฟเศร้าๆ (Depression) ก่อนค่อยๆยินยอมรับสภาพเป็นจริง (Acceptance)
- Children in the Wind (1937) ผมมองว่าหนังให้เวลากับการนำเสนอ “5 Stages of Grief” ใส่รายละเอียดเข้ามามากกว่า
- เมื่อได้ยินข่าวบิดาลาออกจากงาน ก็ครุ่นคิดว่าจะตั้งบริษัทใหม่ นั่นอาจมองว่าคือการปฏิเสธยินยอมรับความจริง (Denial)
- แสดงความไม่พึงพอใจ (Anger) ที่เพื่อนๆต่างเลิกคบหา บิดาถูกตำรวจจับกุมตัว
- เฝ้ารอคอย (Bargaining) ด้วยความคาดหวังว่าบิดาจะได้รับการปล่อยตัว
- ตอนถูกส่งไปอยู่บ้านต่างจังหวัด อาจไม่ถึงขั้นซึมเศร้า (Depression) แต่มีความโหยหา ครุ่นคิดถึงบ้าน
- และท้ายที่สุดเมื่อหวนกลับ ก็สามารถยินยอมรับสภาพเป็นจริง (Acceptance)
ซีเควนซ์น่าสนใจที่สุดของหนังคือตอน Sempei ถูกส่งไปอยู่บ้านต่างจังหวัด = ออกไปเผชิญโลกกว้าง, ด้วยความที่เด็กชายยังไม่เข้าใจความซับซ้อนทางอารมณ์ หนังจึงใช้การกระทำที่สามารถสำแดงความโหยหา คร่ำครวญ ครุ่นคิดถึงบ้าน (Home Sick) ปีนป่ายต้นไม้ (มองหาบ้าน), ล่องกะละมังไหลตามลำธาร (อยากเดินทางกลับบ้าน), หนีไปรับชมสัตว์ประหลาด คณะละครสัตว์ พูดคุยกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน (มองย้อนกลับหาตนเองที่ยังมีบิดา-มารดา)
ด้วยความที่เมื่อวันก่อนผมเพิ่งเขียนถึง Ornamental Hairpin (1941) จู่ๆเลยเกิดความตระหนักว่า Family Romances ไม่แตกต่างจาก Poetic Illusions ความไม่รู้เดียงสาของเด็กๆ = จินตนาการเตลิดเปิดเปิงของผู้ใหญ่ แล้วพอดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยน รูปธรรมแปรสภาพสู่นามธรรม ทุกสิ่งอย่างจึงพลิกกลับตารปัตรตรงกันข้าม โลกกว้าง/โลกความจริงหาได้สวยงามอย่างเคยวาดฝันไว้
ช่วงปีที่สร้างหนัง ญี่ปุ่นถือว่าเข้าสู่สงครามอย่างเต็มตัว Second Sino-Japanese War (1937-45) ฟีล์มหนังเป็นสิ่งหายาก รัฐบาลทหารพยายามเรียกร้องให้สร้างหนังชวนเชื่อ รักชาติ (Patriotic Film) แต่ผกก. Shimizu ไม่สนห่าเหวอะไรใคร สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ
มันไม่ใช่ว่าผกก. Shimizu ปิดหูปิดตาต่อการมาถึงของสงคราม แต่เขาพยายามซุกซ่อน สะท้อนทัศนคติของตนเองผ่านมุมมองเด็กชาย ทำไมบิดาถึงถูกตำรวจจับติดคุกติดตาราง? สงครามความขัดแย้งเกิดขึ้นได้อย่างไร? ลุงมารับตัวไปอยู่บ้านต่างจังหวัด = ทหารถูกส่งไปรบต่างประเทศ ใครกันจะไม่ครุ่นคิดถึงบ้าน?
เสียงตอบรับที่ดียอดเยี่ยมในญี่ปุ่น เลยได้รับเชิญไปฉายเทศกาลหนังเมือง Venice แต่พ่ายรางวัล Mussolini Cup: Best Foreign Film (ก่อนกาลมาถึงของ Golden Lion) ให้กับภาพยนตร์ Olympia (1938)
ปัจจุบันหนังยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ เพียงสามารถหาซื้อดีวีดี Shimizu Hiroshi Collection – Part 2 Kodomo No Shiki (Four Seasons of Children) ประกอบด้วย Children in the Wind (1937), Nobuko (1940), Mikaheri no Tou (1941) และ Four Seaons of Children (1939) จัดจำหน่ายโดย Shochiku Home Video ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008
ส่วนตัวชื่นชอบหนังมากๆ โดยเฉพาะการกำกับนักแสดงเด็ก เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมักพบเห็นพวกเขาออกวิ่งหน้าตั้ง เต็มไปด้วยพละพลัง แข่งขันระหว่างพวกพ้อง ช่างเป็นวิธีการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ‘สไตล์ Shimizu’ สามารถเปรียบดั่งสายลมตามชื่อหนัง Children in the Wind, ถ้าไม่เพราะพล็อตเรื่องราวมีความละม้ายคล้ายคลึง I Was Born, But… (1932) ก็อาจเกิดความอึ้งทึ่งในวินาทีที่โลกทั้งใบของเด็กชายพังทลายลงมากกว่านี้
จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย


ใส่ความเห็น