Summer Hours

Summer Hours (2008) French : Olivier Assayas ♥♥♥♥♡

ชื่อหนังฝรั่งเศส L’Heure d’été แปลตรงตัว Daylight Saving Time (DST) เวลาออมแสงคือการปรับนาฬิกาเพื่อให้มีกลางวันเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว สอดคล้องเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงครอบครัว เมื่อมารดาตายจากไป ลูกๆต่างต้องปรับตัว ก่อนแยกย้ายตามหนทางตนเอง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เกร็ด: เวลาออมแสง (Daylight Saving Time, DST) หรือจะเรียกเวลาฤดูร้อน (Summer Time) คือข้อตกลงในการปรับนาฬิกาไปข้างหน้าหนึ่งชั่วโมงก่อนเข้าฤดูใบไม้ผลิ และปรับกลับในฤดูใบไม้ร่วง จุดมุ่งหมายเพื่อให้มีช่วงแสงสว่างที่เหมาะสม ตามความต้องการของท้องถิ่น เข้ากับการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ … ประเทศไทยไม่มีการปรับเวลาออมแสง ส่วนใหญ่คือยุโรป+สหรัฐอเมริกา ใครชอบดูฟุตบอลก็คงรับรู้ว่าช่วงฤดูหนาวจะต้องนอนดึกขึ้นหนึ่งชั่วโมง!

DST ถูกนำมาใช้ในเชิงเปรียบเทียบกับหนังเรื่องนี้ ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวหนึ่ง เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่คนสุดท้ายในบ้านตายจากไป ทรัพย์สิน มรดก สิ่งตกทอดทั้งหลายจะถูกส่งต่อให้ลูกหลาน บุตรคนโตอยากเก็บรักษาเอาไว้ แต่น้องสาวทำงานอยู่สหรัฐอเมริกา (โลกตะวันตก) และน้องชายคนเล็กลงหลักปักฐานสาธารณรัฐประชาชนจีน (โลกตะวันออก) ต่างแยกย้ายกันคนละทิศละทาง บ้านต่างจังหวัดที่ฝรั่งเศสเก็บไว้คงไม่มีใครอยู่อาศัย … มันช่างเป็นช่วงเวลาเศร้าๆ เหงาๆ หดหู่หัวใจ หนาวเหน็บทรวงใน

Summer Hours (2008) เริ่มต้นคละคลุ้งกลิ่นอาย Impressionist (ชาวรัสเซียจะมีอีกคำเรียก Chekhovian) ชวนนึกถึงภาพยนตร์ Partie de campagne (1936), A Sunday in the Country (1984), May Fools (1990) ฯ แต่ความตายของมารดาทำให้บรรยากาศหนังเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บเย็นชา โหยหาอาลัย ซึมเศร้าโศกเสียใจ (Melancholia) ใครเคยรับชมผลงานผกก. Assayas น่าจะรับรู้ว่าเป็นคนโหยหาอดีต ตั้งแต่ยุคสมัยคลาสสิก, French Impressionist, French New Wave ฯ ปัจจุบันเหลือคุณค่าเพียงวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑสถาน


Olivier Assayas (เกิดปี 1955) นักเขียน/นักวิจารณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เป็นบุตรของผู้กำกับ Jacques Rémy อพยพจากตุรกี เชื้อสาย Jewish, ตั้งแต่เด็กชอบช่วยเหลืองานบิดาในกองถ่ายภาพยนตร์ พบเห็นช่วงเวลา Mai ’68 ทำให้ได้รับอิทธิพลทางการเมืองอย่างมากๆ, โตขึ้นเข้าศึกษายัง Beaux-Arts de Paris ตามด้วยสาขาวรรณกรรมสมัยใหม่ Université Sorbonne-Nouvelle จบมาทำงานออกแบบกราฟฟิก (Graphic Designer) ตามด้วยนักเขียน/นักวิจารณ์นิตยสาร Cahiers du cinéma ค้นพบความหลงใหลในวงการภาพยนตร์เอเชีย, กำกับหนังสั้น Paris Awakens (1991) คว้ารางวัล Prix Jean Vigo, สรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Cold Water (1994), Irma Vep (1996), Clean (2004), Summer Hours (2008), Personal Shopper (2016) ฯลฯ

จุดเริ่มต้นของ L’Heure d’été (2008) เกิดจากผกก. Assayas ได้รับการติดต่อจากพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay ต้องการสร้างหนังสั้นเฉลิมฉลองครบรอบ 20th anniversary (เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986) ร่วมกับอีกสองผู้กำกับชื่อดัง Hou Hsiao-hsien และ Hong Sang-soo แต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้นโปรเจคก็ต้องล้มเลิกแผนการ เหมือนจะมีปัญหาเรื่องเงินทุนจากกระทรวงวัฒนธรรม

แต่ถึงไม่ได้สร้างหนังสั้น ผกก. Assayas มีโอกาสพูดคุยกับ Hou Hsiao-hsien รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักวิจารณ์ อีกฝ่ายได้ขยับขยายโปรเจคหนังสั้นของพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay ร่วมกับ Juliette Binoche กลายเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว Flight of the Red Balloon (2007)

นั่นคือแรงบันดาลใจให้ผกก. Assayas ดำเนินตามทิศทางเดียวกัน (เห็นว่าถูก Binoche คะยั้นคะยอ อยากร่วมงานกันด้วยละ) พัฒนาเรื่องราวที่มีส่วนเชื่อมโยงเข้ากับพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay … แม้ว่าพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay ไม่ได้ออกทุนสร้าง ก็พร้อมให้การสนับสนุนทุกสิ่งอย่าง

เกร็ด: ในตอนแรกผกก. Assayas ตั้งชื่อโปรเจค Souvenirs du Valois (แปลว่า Souvenir of Valois) ได้แรงบันดาลใจจากหนังสืออัตชีวประวัติ Sylvie (1853) [บางฉบับตีพิมพ์ใช้ชื่อ Sylvie: Souvenirs Du Valois] ความรักไม่สมหวังของนักเขียน Gérard de Nerval (1808-55)


เรื่องราวเริ่มต้นช่วงวันหยุดฤดูร้อน ณ บ้านชนบทของ Hélène Berthier (รับบทโดย Édith Scob) บรรดาลูกๆหลานๆต่างเดินทางมาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดครบรอบ 75 ปี เธอรับรู้ตัวดีว่าคงมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน จึงแนะนำบุตรชายคนโต Frédéric (รับบทโดย Charles Berling) หลังตนเองเสียชีวิตให้ขายต่อบ้านหลังนี้ พร้อมจัดแจงบอกว่าสมบัติอะไรให้ใคร และงานศิลปะบางชิ้นส่งมอบพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay

Frédéric ดูจะไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำมารดาสักเท่าไหร่ ตั้งใจจะเก็บบ้านหลังนี้ไว้เพื่อเป็นสถานที่รวมญาติ ส่งต่อให้หลาน-เหลน-โหลนรุ่นถัดไป แต่ทว่าน้องสาว Adrienne (รับบทโดย Juliette Binoche) ทำงานอยู่สหรัฐอเมริกา ส่วนน้องชายคนเล็ก Jérémie (รับบทโดย Jérémie Renier) กำลังจะลงหลักปักฐานสาธารณรัฐประชาชนจีน ท้ายที่สุดสามพี่น้องจึงลงมติขายบ้านหลังนี้


ในส่วนของนักแสดงจะขอกล่าวถึงเพียงคร่าวๆ

  • Hélène Berthier (รับบทโดย Édith Scob) มารดาสูงวัย ใช้ชีวิตอยู่บ้านชนบทต่างจังหวัด เป็นคนจู้จี้จุกจิก เจ้ากี้เจ้าการ คาดว่าเคยมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับศิลปิน Paul Berthier เลยเก็บสะสมภาพวาด ผลงานศิลปะไว้มากมาย ตระหนักว่าตนเองคงเหลือเวลาอีกไม่นาน จึงพยายามให้คำแนะนำลูกๆ เตรียมความพร้อมก่อนลาจากโลกนี้ไป
  • Frédéric (รับบทโดย Charles Berling) บุตรชายคนโต ท่าทางเคร่งขรึม จริงจัง นิสัยดื้อรั้น เอาแต่ใจ ทำงานอาจารย์มหาวิทยาลัย อาศัยอยู่กรุง Paris แต่งงานกับ Lisa Marly (รับบทโดย Dominique Reymond) มีบุตรชาย-สาววัยรุ่น ครุ่นคิดอยากเก็บบ้านต่างจังหวัดหลังนี้ไว้ให้ลูกๆ แต่หลังจากพูดคุยกับน้องๆ จึงจำใจต้องประกาศขาย แยกย้ายไปตามทาง
  • Adrienne (รับบทโดย Juliette Binoche) บุตรสาวคนรอง นิสัยรักอิสระ ทำงานออกแบบ (Designer) อาศัยอยู่ New York กำลังจะแต่งงานกับแฟนหนุ่มชาวอเมริกัน คาดว่าคงไม่มีเวลาหวนกลับฝรั่งเศสบ่อยครั้ง
  • Jérémie (รับบทโดย Jérémie Renier) ทำงานบริษัทผลิตรองเท้า เพิ่งเปิดโรงงานใหม่ที่ประเทศจีน ตัดสินใจลงหลักปักฐานกับภรรยา Angela (รับบทโดย Valérie Bonneton) คาดว่าคงไม่มีเวลาหวนกลับฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน

อีกตัวละครที่ต้องพูดถึงคือ Sylvie (รับบทโดย Alice de Lencquesaing) บุตรสาวคนโตของ Frédéric เธอเป็นเด็กเกเร หัวขบถ โหยหาความรักจากบิดาที่ไม่เคยมีเวลาเอาใจใส่ ครั้งหนึ่งถูกตำรวจจับโทษฐานครอบครองสารเสพติด ช่วงท้ายหลังครอบครัวขายบ้านต่างจังหวัด นัดรวมกลุ่มผองเพื่อนมาดื่มด่ำ เลี้ยงฉลอง อำลาบ้านคุณย่าครั้งสุดท้าย


ถ่ายภาพโดย Éric Gautier (เกิดปี 1961) สัญชาติฝรั่งเศส วัยเด็กมีความสนใจด้านดนตรี เล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 11 ปี ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นจึงเปลี่ยนมาเอาดีด้านภาพยนตร์ สำเร็จการศึกษาจาก École nationale supérieure Louis-Lumière (ENS Louis-Lumière) ทำงานเป็นผู้ช่วยตากล้อง Alain Resnais เรื่อง Life Is a Bed of Roses (1982), ผลงานเด่นๆ อาทิ Irma Vep (1996), Those Who Love Me Can Take the Train (1998), Clean (2004), The Motorcycle Diaries (2004), Into the Wild (2007), Summer Hours (2008), Ash Is Purest White (2018), The Truth (2019), Stars at Noon (2022) ฯ

งานภาพของหนังไม่ได้มุ่งเน้นลูกเล่นภาพยนตร์ แต่กล้องมักมีการขยับเคลื่อนเลื่อนไหล เดินไปเดินมา แทบไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง และสิ่งโดดเด่นคือการจัดแสง-สีสัน สร้างสัมผัส Impressionist บางครั้งอบอุ่น บางครั้งหนาวเหน็บ ผันแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

บ้านต่างจังหวัดของคุณย่า ตั้งอยู่ยัง Butry-sur-Oise, Val-d’Oise จังหวัดทางตอนเหนือของกรุง Paris (น่าจะเป็นบ้านส่วนตัว) ใช้เวลาถ่ายทำเพียง 6-7 สัปดาห์ ระหว่าง 4 มิถุนายน – 27 กรกฎาคม ค.ศ. 2007


ช่วงระหว่างงานเลี้ยงวันเกิดมารดาครบรอบ 75 ปี งานภาพของหนังจะคละคลุ้งกลิ่นอาย Impressionist แสงแดดสาดส่อง กล้องเคลื่อนผ่านแมกไม้ หนุ่ม-สาวระริกระรี้ บรรยากาศอบอุ่น เพลิดเพลินผ่อนคลาย ใครเคยรับชมภาพยนตร์ Partie de campagne (1936), A Sunday in the Country (1984) ฯ ก็น่าจะมักคุ้นเป็นอย่างดี

ภาพถ่ายจากเมื่อหลายทศวรรษก่อน มันแทบไม่แตกต่างจากปัจจุบัน บางคนอาจตีความประวัติศาสตร์ซ้ำรอย วัฏจักรชีวิตเวียนวงกลม แต่ความสนใจของผกก. Assayas คือภาพความทรงจำที่ตราฝังอยู่ภายในจิตใจ เป็นสิ่งไม่มีวันลบเลือนหาย

I grew up in the countryside. There’s always this longing, to reconnecting with the landscapes that surround Paris.

Olivier Assayas

เมื่อลูกๆหลานๆแยกย้ายกลับบ้าน ภาพช็อตนี้มันช่างหดหู่เหลือทน Hélène นั่งอยู่ท่ามกลางความมืด พระอาทิตย์เพิ่งลาลับขอบฟ้า โทนสีน้ำเงินมอบสัมผัสหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน ชีวิตใกล้หมดลมหายใจ ไม่หลงเหลือใครเคียงข้างกาย

เมื่อตอนบุตรชายคนโต Frédéric เดินทางไปเลือกหลุมฝังศพมารดา บรรยากาศทะมึน อึมรึม โทนสีเย็นๆ ถ่ายทำตอนเมฆบดบังดวงอาทิตย์ ไร้แสงสว่างสาดส่อง … ชวนให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ I Never Sang for My Father (1970) เพิ่งเขียนถึงเมื่อเดือนก่อน มันจะมีฉากที่บิดาและบุตรเดินทางไปเลือกโลงศพภรรยา/มารดา ธุรกิจเกี่ยวกับความตาย มันช่าง !@#$%^&

สไตล์หนังฝรั่งเศสไม่ชอบการบีบน้ำตา (Tearjearker) ฉากเดียวพบเห็นคือพี่ชายคนโต Frédéric ระหว่างกลับจากเลือกหลุมฝังศพมารดา จู่ๆก็หยุดจอดรถก่อนถึงสะพาน เงาไม้สะท้อนกระจกบดบังใบหน้านักแสดงขณะร่ำร้องไห้ ดูเลือนลาง มองไม่ค่อยเห็น แต่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าว เศร้าโศกเสียใจ

ตั้งแต่ที่ Frédéric รับรู้การเสียชีวิตมารดา มันคงฟังดูเป็นเรื่องเหนือจริง จับต้องไม่ได้ เดินทางมาเลือกหลุมฝังศพก็ยังไม่พบเห็นปฏิกิริยาใดๆ (มันคืออาการปฏิเสธความจริง) จนกระทั่งระหว่างทางกลับก่อนขับรถข้ามสะพาน = หวนกลับสู่โลกความจริง อารมณ์เศร้าโศกจู่ๆถาโถมเข้าใส่ เพิ่งตระหนักได้ว่าต่อจากนี้ไม่มีมารดาอีกต่อไป … นี่ไม่ใช่อาการผิดปกติ แต่ก็มีคำเรียก Delayed Emotional Response สามารถมองเป็นกลไกการป้องกันตัวเองต่อเหตุการณ์ความสูญเสีย

ผมขี้เกียจลงรายละเอียด ‘mise-en-scène’ ระหว่างการสนทนา(ตามสไตล์หนังฝรั่งเศส)ของพี่น้องครอบครัว Marly ว่าจะตัดสินใจยังไงกับบ้านต่างจังหวัดของมารดา แต่ผมให้ข้อสังเกตมุมมอง (Point-of-Viw) ระหว่างที่น้องสาว Adrienne และน้องชายคนเล็ก Jérémie (พร้อมภรรยา Angela) พูดแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ออกมา

  • เริ่มจากมุมมองของน้องชายคนเล็ก Jérémie (แต่ส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นโดยภรรยา Angela) ทั้งสองต่างอยู่ภายในห้องครัว เพิ่งตกลงข้อเสนอห้าปี คงต้องลงหลักปักฐานอยู่ปักกิ่ง ไม่มีโอกาสหวนกลับยุโรปบ่อยครั้ง
  • ฟากฝั่งตรงกันข้ามกับน้องสาว Adrienne นั่งอยู่ภายนอก ตรงระเบียง พยายามจะไม่ออกเสียง แต่ก็อธิบายว่าตนเองกับแฟนหนุ่มกำลังจะแต่งงาน ปักหลักอาศัยอยู่ New York คงไม่ค่อยมีเวลาหวนกลับยุโรปเช่นกัน

ตามเสียงข้างมากแน่นอนว่าพี่ชายคนโต Frédéric จำยินยอมรับฟังความคิดเห็นของน้องๆทั้งสอง อยากจะเก็บบ้านหลังนั้นไว้ แต่มันคงไม่ประโยชน์ นำไปขายทอดตลาด แบ่งเงิน/ตัดเค้กให้พวกเขา (ฉากนี้ระหว่างรับประทานอาหาร มันจะมีฉากตัดขนม ตัดเค้ก ก็เคลือบแฝงนัยยะนี้แหละ)

หลังการพูดคุยจนได้ข้อสรุปเกี่ยวกับบ้านต่างจังหวัดของมารดา พี่ชายคนโต Frédéric แอบหลบเข้ามาในห้องพัก ภรรยาเปิดประตูพบเห็นเขานั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด นี่ย่อมแทนความผิดหวัง จิตใจซึมเศร้า หมองหม่น ไม่มีอะไรเป็นไปตามความต้องการของตนเอง

สามพี่น้องเดินทางไปพูดคุยกับทนายความ สังเกตว่าฉากนี้มีการจัดแสงฟุ้งๆ จร้าๆ แลดูพร่ามัว สามารถสื่อแทนอารมณ์หม่นหมองของพวกเขา ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ เศร้าโศกเสียใจ แต่กลับต้องมาจัดการภาระทางกฎหมาย รายละเอียดมากมาย แถมค่าใช้จ่ายเยอะแยะเต็มไปหมด … ยุคสมัยนี้ ความตายแม้งวุ่นวายชิบหาย

หลังพูดคุยเรื่องกฎหมายกับทนายเสร็จสิ้น ออกมาภายนอกตอนแยกย้ายกับ Adrienne สภาพอากาศยังแค่อึมครึม มืดครึ้ม, ส่วนตอนอำลา Frédéric & Jérémie ลูกผู้ชายแม้ไม่มีน้ำตา แต่ฟ้าฝนค่อยๆพรำลงมา สะท้อนความรู้สึกภายใน/เศร้าโศกเสียใจได้อย่างชัดเจน

หนึ่งปีถัดมาหวนกลับบ้านต่างจังหวัด สถานที่แห่งนี้ถูกทอดทิ้งร้าง เต็มไปด้วยฝุ่นเกรอะกรัง ต้นไม้เหลือเพียงกิ่งก้านไร้ใบ (น่าจะถ่ายทำช่วงฤดูใบไม้ร่วง) บรรยากาศเหือดแห้งแล้ง แสงสีซีดๆ ภายในปกคลุมด้วยความมืดมิด … กลายเป็นสถานที่ดูไร้ชีวิต ไม่หลงเหลือลัทธิประทับใจ แตกต่างตรงกันข้ามกับตอนต้นเรื่องโดยสิ้นเชิง!

แม่บ้าน Éloïse แวะเวียนมาเปลี่ยนแจกันดอกไม้ ระหว่างเดินกลับพร้อม Frédéric สังเกตว่าทั้งสองก้าวเข้าสู่เงามืดมิด ก่อนมีการ Fade-to-Black นี่ก็สะท้อนสภาพจิตใจของพวกเขา ปกคลุมด้วยความหมองหม่น นี่อาจคือครั้งสุดท้ายมาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้ … ช่วงท้ายของหนัง Éloïse ยังแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้อีกครั้ง แต่พอเข้าไม่ได้ ไม่มีแจกันใส่ เธอจึงวางดอกไม้ยังหลุมศพของ Hélène 

โต๊ะทำงาน Aux Orchidées (At the Orchids) [ประมาณปี ค.ศ. 1902-03] ออกแบบสร้างโดย Louis-Jean-Sylvestre Majorelle (1859-1926) นักตกแต่ง ออกแบบเฟอร์นิเจอร์สัญชาติฝรั่งเศส โด่งดังกับสไตล์ Art Nouveau ปัจจุบันจัดแสดงอยู่พิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay

โดยปกติแล้วสิ่งข้าวของที่จะถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ มักต้องเป็นวัตถุโบราณ งานศิลปะล้ำค่า ซึ่งสำหรับโต๊ะทำงาน (Office Desk) ไม่ใช่แค่ความงดงามในการออกแบบ แต่เคลือบแฝงนัยยะถึงสิ่งรังสรรค์สร้างผลงาน … เพื่อให้ได้ผลงานชิ้นหนึ่ง ก็ต้องมีโต๊ะสำหรับทำงาน

ส่วนนัยยะสำหรับแก้วใสจะแตกต่างจากโต๊ะทำงาน Vase en verre fumé (1879) แปลตรงตัว Smoked Glass Vase, แจกันรมควัน ออกแบบสร้างโดย Félix Bracquemond (1833-1914) จิตรกร ออกแบบสิ่งพิมพ์ (Printmaking) สัญชาติฝรั่งเศส ทั้งยังเคยรังสรรค์ผลงานผ่านจาน-ชาม ถ้วยแก้ว ฯ

ผมให้ข้อสังเกตตอนกล้องถ่ายมุมมองสายตา Frédéric พบเห็นแจกันรมควัน บรรยากาศดูมืดหมองหม่น แต่พอเขาและภรรยายินยอมรับกับสภาพเป็นจริง ขณะกำลังเดินจากไป แสงจากภายนอกพลันดูสว่างจร้า พร่ามัว … แล้วแต่จะตีความว่าคือความเศร้าโศกที่ต้องจากลา หรือสถานที่แห่งนี้จักทำให้แจกันมีความเจิดจรัสค้างฟ้า

Glass is something just comes alive with light. It’s nothing in its own but all of a sudden absorbs light so it absorbs the world around it and it make sense! It doesn’t function on its own but you need flowers in it. I mean it’s meant to have flowers in it. The vase without flowers is like nothing. Vase is the perfect metaphor for what store for the story.

Olivier Assayas (ผมแกะจากคำแปลคลิปใน Youtube มันเลยอ่านงงๆสักหน่อย)

ทิ้งท้ายก่อนบ้านคุณยายจะถูกขาย หลานสาว Sylvie ชักชวนผองเพื่อนมาร่วมงานเลี้ยงปาร์ตี้ ดื่มด่ำ-ฟังเพลง ร้อง-เล่น-เต้น ลีลาการถ่ายภาพใช้กล้อง Hand Held เดินติดตามตัวละครไปยังห้องหับต่างๆ (สร้างสัมผัส ‘Unchained Camera’ อิสรภาพชีวิต/การถ่ายภาพ) ซึ่งผมรู้สึกว่ามันมีความละม้ายคล้ายฉากในพิพิธภัณฑ์ก่อนหน้านี้

  • พิพิธภัณฑ์คือสถานที่สำหรับเก็บโบราณวัตถุ งานศิลปะ สิ่งข้าวของทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ (รูปธรรม)
  • บ้านต่างจังหวัดของคุณย่า คือสถานที่แห่งความทรงจำของ Sylvie (นามธรรม)

งานเลี้ยงปาร์ตี้ในบ้านคุณย่า นี่ไม่ได้เป็นการลบหลู่ ทำลายอดีต วิถีของบรรพบุรุษ นั่นเพราะเด็กหญิงไม่ได้มีสิทธิ์เสียง ส่วนร่วมรู้เห็นในการพังทลาย ขายสิ่งข้าวของคุณย่า (ยังเด็กเกินกว่าจะรับรู้ความสำคัญ) เธอมีเพียงภาพความทรงจำ และทำได้เพียงยินยอมรับความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้น

ภาพสุดท้ายของหนัง หลังจาก Sylvie ร่ำร้องไห้คิดถึงคุณย่า จากนั้นร่วมกับเพื่อนชาย(แฟนหนุ่ม)วิ่งผ่านถนนลูกรัง จากนั้นปีนป่ายข้ามกำแพง กล้องบนเครนค่อยๆยกสูงจนเห็นทิวทัศน์ด้านหลัง(กำแพง) ผมมองว่าคือสัญญะการเปลี่ยนแปลง ก้าวสู่โลกยุคสมัยใหม่ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ชีวิตดำเนินต่อไป

ตัดต่อโดย Luc Barnier (1954-2012) ขาประจำผู้กำกับ Olivier Assayas ตั้งแต่หนังสั้น Laissé inachevé à Tokyo (1982) จนกระทั่งผลงานสุดท้าย Something in the Air (2012)

หนังไม่ได้ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละครใดเป็นพิเศษ แต่สามารถเหมารวมสมาชิกครอบครัว Marly ตั้งแต่รวมญาติวันเกิดมารดาครบรอบ 75 ปี ต่อด้วยงานศพ แบ่งทรัพย์สิน ปีถัดมาประกาศขายบ้านต่างจังหวัด ก่อนจบลงด้วยปาร์ตี้อำลาของ(หลานสาว) Sylvie

  • รวมญาติวันเกิดมารดาครบรอบ 75 ปี
    • เด็กๆวิ่งเล่นสนุกสนาน
    • มารดาเปิดกล่องของขวัญ
    • ทานอาหารกลางวัน + จิบชายามบ่าย
    • มารดาจัดแจงแบ่งสมบัติ พูดบอกรายละเอียดกับ Frédéric
    • Frédéric และภรรยา ตัดดอกไม้มาใส่แจกัน
    • มารดานั่งคุยกับ Adrienne 
    • ตกเย็นอำลาลูกๆหลานๆ
    • Hélène นั่งตัวคนเดียวท่ามกลางความมืด
  • ความตายของมารดา
    • หลังเลิกงาน Frédéric ได้รับแจ้งข่าวการเสียชีวิตของมารดา
    • Frédéric เดินทางหาสถานที่ฝังศพ จบลงด้วยการร่ำร้องไห้กลางทาง
    • Adrienne พร่ำบ่นกับแฟนหนุ่มเรื่องงานศพ
    • พี่น้องรวมตัว พูดคุยกันเรื่องแบ่งสมบัติ ก่อนได้ข้อสรุปขายบ้านต่างจังหวัด
    • สามพี่น้องเดินทางไปพูดคุยกับทนาย
    • Adrienne แยกย้ายกลับไปก่อน, Frédéric นั่งดื่มกับน้องชาย Jérémie 
  • ประกาศขายบ้าน
    • ปีถัดมาหวนกลับมาบ้านต่างจังหวัด เพื่อจัดแจงสิ่งต่าง แบ่งประมูล แบ่งมอบให้พิพิธภัณฑ์
    • แม่บ้าน Éloïse แวะเวียนมาเปลี่ยนดอกไม้ในแจกัน
    • Frédéric เดินทางไปประกันตัวบุตรสาว Sylvie ถูกจับกุมข้อหามียาเสพติดในครอบครอง
    • งานประมูลสินค้า
    • เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay
    • แม่บ้าน Éloïse เดินทางมาอำลาบ้านเป็นครั้งสุดท้าย
    • บุตรสาว Sylvie จัดงานปาร์ตี้ทิ้งท้าย

หนังไม่มีเครดิตเพลงประกอบ แต่ผกก. Assayas ทำการเลือกสองบทเพลงบรรเลง + สามเพลงคำร้อง(ดังจากวิทยุในงานปาร์ตี้ช่วงท้าย)จากศิลปินมีชื่อ ที่มีความสอดคล้องเข้ากับเรื่องราว/บรรยากาศของหนัง

Opening Credit (และหลังจากลูกๆกลับบ้าน มารดานั่งตัวคนเดียวท่ามกลางความมืด) เปิดบทเพลง Loftus Jone ท่วงทำนองพื้นบ้าน Irish ประพันธ์โดย Turlough O’Carolan, บรรเลงโดย Robin Williamson (Celtic Harp), Mat Maneri (Viola) และ Barre Phillips (Double Bass) ประกอบอัลบัม The Iron Stone (2006), ท่วงทำนองมีความเศร้าๆ เหงาๆ โหยหาอาลัย ครุ่นคิดถึงอดีต บ้านหลังนั้น ความทรงจำเมื่อครั้นวันวาน

เกร็ด: Loftus ในภาษา Old Norse หมายถึง Loft House (บ้านสไตล์ Loft คือบ้านที่เน้นโชว์โครงสร้างเดิมของอาคาร), ส่วนคำว่า Jone ผันมาจาก Joan/John ภาษาฮิบรู หมายถึง God is gracious

บทเพลงระหว่างเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay ได้ยินบทเพลง Gwydion’s Dream (1981) แต่ง/บรรเลงโดย Robin Williamson, เสียงบรรเลง Celtic Harp ชวนเคลิบเคลิ้ม ล่องลอยบนสรวงสวรรค์ อาจต้องการสื่อถึงสถานที่แห่งนี้ พิพิธภัณฑ์คือสถานที่แห่งความฝันของศิลปิน รวบรวมผลงานที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ยืนยงคงกระพัน ให้คนรุ่นหลังได้จดจำ เพ้อใฝ่ฝัน

สำหรับสองบทเพลงในงานเลี้ยงปาร์ตี้ของ Sylvie ประกอบด้วย

  • Je Represente Paris (แปลว่า I Represent Paris) ทำการแสดงโดยวงฮิปฮอป Emotion La Foliiie
  • Loser (2007) แต่งโดย Katty Besnard, ขับร้องโดยวงร็อคหญิงล้วน Les Plastiscines

บทเพลงแรก “I Represent Paris” ทำการแร็ปบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้คือตัวแทนฝรั่งเศสในปัจจุบัน มีสภาพไม่ต่างจาก Loser ผู้หลักผู้ใหญ่ต่างทอดทิ้งวิถีดั้งเดิม สนเพียงเงินทอง ความสุขสบายตนเอง โดยไม่ครุ่นคิดจะส่งต่ออะไรให้รุ่นลูกหลาน ราวกับไม่มีตัวตน ไม่สนห่าเหวอะไรทั้งนั้น

คำร้องฝรั่งเศสคำแปล Google Translate
Chaque fois que tu m’apelles
Je ne réponds pas, je ne réponds pas et
Chaque fois que tu me vois
Je ne te vois pas, je ne te vois pas

Tu n’est qu’un looo, tu n’est qu’un looo-ser
Oh ! tu n’est qu’un looo, tu n’est qu’un looo-ser
Méfies-toi looser, trop d’arogance en toi looser
Tu te méfies comme un roi looser, sa ne m’interresse
Prends garde à toi, prends garde à toi !

Chaque fois que tu me cherches
Je ne suis pas là, je ne suis pas là et
Chaque fois tu n’y arrive pas
Je ne comprend pas, je ne comprend pas

Tu n’est qu’un looo, tu n’est qu’un looo-ser
Oh ! tu n’est qu’un looo, tu n’est qu’un looo-ser
Méfies-toi looser, trop d’arogance en toi looser
Tu te méfies comme un roi looser, sa ne m’interresse pas
Prends garde à toi, prends garde à toi !

Chaque fois que tu m’attrapes
Je me débat, je me débat et
Chaque fois je ne viens pas
Tu ne comprends pas, tu ne comprends pas

Tu n’est qu’un looo, tu n’est qu’un looo-ser
Oh ! tu n’est qu’un looo, tu n’est qu’un looo-ser
Méfies-toi looser, trop d’arogance en toi looser
Tu te méfies comme un roi looser, sa ne m’interresse pas
Prends garde à toi, prends garde à toi !
Every time you call me
I don’t answer, I don’t answer and
Every time you see me
I don’t see you, I don’t see you

You’re just a looo, you’re just a looo-ser
Oh! You’re just a looo, you’re just a looo-ser
Watch out, loser, too much arogance in you, loser
You’re wary like a king, loser, that doesn’t interest me
Watch out, watch out!

Every time you look for me
I’m not there, I’m not there and
Every time you don’t succeed
I don’t understand, I don’t understand

You’re just a looo, you’re just a looo-ser
Oh! You’re just a loser, you’re just a loser.
Beware, loser, too much arogance in you, loser.
You’re wary like a king, loser, that doesn’t interest me.
Watch out, watch out!

Every time you catch me,
I struggle, I struggle and
Every time I don’t come.
You don’t understand, you don’t understand.

You’re just a loser, you’re just a loser.
Oh! You’re just a loser, you’re just a loser.
Beware, loser, too much arogance in you, loser.
You’re wary like a king, loser, that doesn’t interest me.
Watch out, watch out!

ทิ้งท้ายกับบทเพลงระหว่าง Closing Credit ชื่อว่า Little Cloud (1967) แต่งโดย Mike Heron, ทำการแสดงโดย The Incredible String Band วงดนตรี Psychedelic Folk สัญชาติอังกฤษ, ฟังดูเคลิบเคลิ้มมึนเมา เหมือนคนเพิ่งเสพกัญชา กลายเป็นปุยเมฆล่องลอยบนท้องฟากฟ้า

How sweet to be a cloud, floating in the blue.

Lying awake, late the other night
Heard above me a trembling,
I looked up, it was a little cloud,
From which a gold string was dangling;
You know, I gave the string a little pull,
Just to see what was on the other end.
Just then a voice came down to me, says,
“Hey, now, don’t you want to be my friend,

And float with me to distant lands,
wondrous and fair;
Float with me to distant lands wondrous and fair?
You see I’m just a happy little cloud,
I laugh and float and sing my song,
But the other clouds don’t like me none.
They say I am behaving very wrong.
You see a cloud’s supposed to be sad,
To cry and weep and tear its hair and all,
And don’t matter how hard I try,
I can’t get the first little tear to fall.”

And float with me to distant lands, wondrous and fair;
Float with me to distant lands, wondrous and fair;

I said, “Hey, I like you little cloud,
You are a nice little fellow, yes.”
“You making some, kind of a joke?”, said the cloud,
“Now can’t you see I’m wearing such a pretty dress?
You see I am the prettiest little chick cloud
That you’d find anywhere up above.
I just dropped in on you awhile
To see if you could give me some kind of love.”

And float with me to distant lands, wondrous and fair;
Float with me to distant lands wondrous and fair;

Just then the chief cloud come into view
And says, “Hey, girl, now what you think you’re doing there?
I told you so many times before
You just don’t seem at all to care.
You know you should be floating up above, now
Don’t let me catch you down here again.”

And as my cloud pulled out of view,
There come failing down a gentle shower of rain.
Happy rain come failing down,
Red, green, blue and golden.
And every drop, as it fell, it smiled
And, throwing back its head, began singing,

“Oh float with me to distant lands, wondrous and fair;
Float with me to distant lands, wondrous and fair.”

ชื่อหนังภาษาอังกฤษ Summer Hours คงต้องการสื่อถึงฤดูร้อนครั้งสุดท้ายของมารดา ครบรอบวันเกิดอายุ 75 ได้พบเจอลูกๆหลานๆพร้อมหน้า แต่ขณะเดียวกันก็รับรู้ตนเองว่าคงมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน พยายามจัดแจง เตรียมความพร้อม เมื่อถึงวันลาจากโลกนี้ไป จะไม่มีอะไรติดค้างคาใจ … หรือมองในมุมกลับกัน ฤดูร้อนครั้งนั้นคือช่วงเวลาแห่งความทรงจำของลูกๆหลานๆ ความประทับใจสุดท้ายต่อมารดาก่อนลาจากโลกนี้ไป

Death is for the living, and not for the dead so much.

Floyd McClure จากสารคดี Gates of Heaven (1978)

พอมารดาตายจากไป ลูกหลานต้องจัดการทรัพย์สิน แบ่งมรดก แม้พวกเขาจะมีการตกลงปากเปล่าไว้ก่อนหน้า แต่ทางกฎหมายถ้าไม่ได้เขียนพินัยกรรมทิ้งไว้ จำเป็นต้องว่าจ้างทนาย จ่ายเสียภาษี มันช่างเป็นกระบวนการยุ่งยากวุ่นวาย คนกำลังเศร้าเสียใจ กลับต้องมาจัดการห่าเหวอะไรก็ไม่รู้! … อันนี้เป็นบทเรียนที่เราควรต้องศึกษาข้อกฎหมายเอาไว้เลยนะครับ เพื่อไม่ให้ความตายของพ่อ-แม่ กลายเป็นภาระลูกหลาน โอนบ้าน โอนทรัพย์สิน เขียนรหัสบัญชีทิ้งไว้ หรือถ้ากลัวลูกไม่เลี้ยงก็ทำพินัยกรรมลงลายลักษณ์อักษร ปลอดภัย หายห่วง

เรื่องราวของหนังสะท้อนปัญหาครอบครัวสมัยใหม่ เมื่อบุตรหลานเติบใหญ่ ต่างคนต่างแยกย้าย มองหาสถานที่อยู่ใหม่ของตนเอง นานๆครั้งถึงมาพบปะสังสรรค์ หวนกลับบ้านเพราะยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ แต่เมื่อบิดา-มารดาลาจากโลกไป พวกเขาจึงไร้ศูนย์กลางทางจิตใจ … มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะกล่าวโทษบุตรหลาน อวชาตบุตร อกตัญญูไม่รู้คุณบรรพบุรุษ เพราะต่างคนต่างมีเหตุมีผล มีสถานการณ์ชีวิตแตกต่างออกไป วัตถุข้าวของก็เพียงสิ่งนอกกาย สำหรับผู้ชมอาจเกิดอารมณ์โหยหาอาลัย ซึมเศร้าโศกเสียใจ (Melancholia) แต่ประเดี๋ยวมันก็พานผ่านไป

ความตั้งใจของผกก. Assayas เพราะได้แรงบันดาลใจจากโปรเจคทำร่วมกับพิพิธภัณฑ์ Musée d’Orsay เราจึงสามารถมองในเชิงเปรียบเทียบ มารดาสูงวัย = งานศิลปะ/วัตถุโบราณ เมื่อหมดอายุขัย กาลเวลาเคลื่อนผ่านไป สำหรับลูกๆหลานๆหลงเหลือเพียงความทรงจำวันวาน (นามธรรม) ส่วนวัตถุมีคุณค่าเหล่านั้น (รูปธรรม) จะถูกเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ เพื่อสร้างโอกาสให้คนรุ่นหลังได้ชื่นเชยชม

ด้วยความที่ผกก. Assayas คือผู้สร้างภาพยนตร์ เริ่มต้นจากเป็นนักวิจารณ์ หลงใหลคลั่งไคล้ผลงานเก่าๆตั้งแต่ยุคสมัยหนังเงียบ, French Impressionist, French New Wave ฯ เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านสูสหัสวรรษใหม่ หนังเก่าๆเหล่านั้นก็ไม่แตกต่างจากวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑสถาน เพียงเชยชมแล้วเดินผ่านไป … มันคงไม่ผิดที่คนรุ่นใหม่จะมีทัศนคติเช่นนั้น เพราะไม่ใช่ทุกคนจักสามารถพบเห็นคุณค่าความสำคัญของประวัติศาสตร์ แค่มันเป็นเรื่องน่าเศร้าใจเท่านั้นเอง

We don’t live in a world that we have a grasp on. The way the world is changing, transforming … no one asked you or me if we were okay with the way it is changing, we just have to accept that that is the way it is going.

Olivier Assayas

ความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่ไม่ใครสามารถต่อต้านทาน บ้านต่างจังหวัดที่เคยอบอุ่น เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน หลงเหลือเพียงความทรงจำวันวาน คนรุ่นใหม่อาจไม่เห็นคุณค่าความสำคัญ แต่พวกเขาล้วนมีโลกส่วนตัว มุมมองความเข้าใจที่แตกต่างออกไป

Sylvie is the one person who has completely grasped what is going on, and she does not care so much about losing the house or losing the artwork, she doesn’t care so much what’s in the Musée d’Orsay or not in the Musée d’Orsay, what is being sold or not sold, what she relates to are the landscapes her grand-uncle painted. Because ultimately it is how art kind of “shines it’s light on the world,” or something like that—I don’t want to sound pompous about it—but what they are losing are the landscapes, it is the ghosts, they are losing the presence of the ghosts, of the magic that has been happening through the art of her grand-uncle. It has nothing to do with money or the art market or whatever; it is so much simpler than that. And she says it so simply with her own words, but ultimately she understood it in a much more profound way than her father, aunt or whomever.


ด้วยทุนสร้าง $3.8 ล้านเหรียญ (อีกแหล่งข่าวประมาณไว้ €4.4 ล้านยูโร) สามารถทำเงินในฝรั่งเศส $3.7 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $7.8 ล้านเหรียญ น่าจะได้กำไรคืนจากยอดจำหน่าย DVD/Blu-Ray ของค่าย Criterion Collection

เสียงตอบรับของหนังในสหรัฐอเมริกา ถือว่าดีล้นหลาม เท่าที่ผมไล่ๆดูคือได้เข้าชิง+คว้ารางวัล Best Foreign Language Film สมาคมนักวิจารณ์จากบรรดาหัวเมืองต่างๆมากมายไปหมด Boston Society of Film Critics, Chicago Film Critics Association, Dallas-Fort Worth Film Critics Association, Los Angeles Film Critics Association, National Society of Film Critics, New York Film Critics Circle, Southeastern Film Critics Association, Toronto Film Critics Association, Vancouver Film Critics Circle ฯ (ตัวหนาคือคว้ารางวัล) จริงๆยังมีอีกหลายสำนักแต่ผมขี้เกียจก็อปปี้แล้ว น่าประหลาดใจไม่ได้เข้าชิง Oscar, Golden Globe หรือแม้แต่ Critics’ Choice Awards

ผมมีความสองจิตสองใจว่าจะตีพิมพ์บทความนี้ไหม? หรือเก็บเอาไว้ช่วงบั้นปลายของ raremeat.blog เพราะใจความหนังเกี่ยวกับการสูญเสีย และเหตุการณ์หลังจากนั้น (Aftermath) แต่ครุ่นคิดไปมา Scattered Clouds (1967) ยังเหมาะสมจะเป็นภาพยนตร์สุดท้ายของบล็อคนี้มากกว่า

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะความตายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลบหนีพ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้จักช่วยเตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมความพร้อมต่อการสูญเสียสมาชิก/ผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัว และรวมถึงตัวเองเราเองในบั้นปลายชีวิตเช่นเดียวกัน!

จัดเรตทั่วไป แต่หนังเหมาะสำหรับผู้ใหญ่

คำโปรย | Summer Hours ช่วงเวลาออมแสงแห่งความประทับใจ เตรียมพร้อมต่อการสูญเสียสมาชิก/ผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัว
คุณภาพ |
ส่วนตัว | ประทับใจ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: