
Run Lola Run (1998)
: Tom Tykwer ♥♥♥♡
แฟนหนุ่มทำเงินสด DM 100,000 มาร์คเยอรมันสูญหาย เหลือเวลาอีกเพียง 20 นาที ถ้าส่งมอบไม่ทันอาจถูกมาเฟียฆ่าปิดปาก แฟนสาวผมแดง Lola (รับบทโดย Franka Potente) จึงจำต้องออกวิ่ง ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อช่วยหาเงินมาชดใช้ เธอจะแข่งกับเวลาสำเร็จหรือไม่?
Run Lola Run (1998) คือภาพยนตร์แนวทดลอง (Experimental) ที่ตั้งคำถามปรัชญาชีวิต นิยัตินิยม (Determinism) vs. เจตจำนงเสรี (Free Will), บางคนเชื่อว่าสวรรค์บันดาล ฟ้าลิขิตทุกสิ่งอย่างเอาไว้หมดแล้ว! แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่ามนุษย์มีอิสรภาพที่จะครุ่นคิด กระทำสิ่งต่างๆ ไม่มีใครกำหนดอะไรไว้ทั้งนั้น
หญิงสาวผมแดง Lola พยายามอย่างยิ่งจะเอาชนะโชคชะตา หาเงิน DM100,000 มาร์คเยอรมันภายในระยะเวลา 20 นาที โดยปกติแล้วมันแทบจะเป็นไม่ได้! แต่ตราบยังมีโอกาส 0.01% นั่นคือสิ่งที่ชาวเจตจำนงเสรี เชื่อมั่นว่าจักต้องสามารถทำได้สำเร็จ!
นอกจากคำถามอภิปรัชญา สิ่งน่าสนใจโคตรๆของ Run Lola Run (1998) คือลีลานำเสนอของผกก. Tykwer มีความแพรวพราว เต็มไปด้วยลูกเล่นภาพยนตร์น่าตื่นตาตื่นใจ ผสมผสานภาพนิ่ง (Still Photography) & เคลื่อนไหว (Motion Picture), คนแสดง (Live Action) & อนิเมชั่น (Animation), คุณภาพหนังฟีล์ม (Film) & กล้องวีดิโอ (VHS), วิทยาศาสตร์ (Science) & แฟนตาซี (Fantasy), อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต พยายามคลุกเคล้าทุกสรรพสิ่งอย่างเข้าด้วยกัน
ปล. สาวผมแดงหน้าตาคุ้นๆ Franka Potente คือนางเอก The Bourne Identity (2002) และ The Bourne Supremacy (2004)
Tom Tykwer (เกิดปี ค.ศ. 1965) ผู้กำกับ+นักแต่งเพลง สัญชาติ German เกิดที่ Wuppertal, West Germany ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านภาพยนตร์ เริ่มถ่ายทำหนังด้วยกล้อง Super 8 ตั้งแต่อายุสิบเอ็ด หลังเรียนจบมัธยมพยายามสมัครโรงเรียนสอนภาพยนตร์แต่ไม่สำเร็จ จึงอพยพย้ายสู่ Berlin ทำงานเป็นคนฉายหนัง (Projectionist) ณ Moviemento Cinema สนิทสนมผู้กำกับ Rosa von Praunheim ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างเรื่องจากประสบการณ์ตนเอง กลายมาเป็นหนังสั้น Because (1990) เข้าฉายเทศกาล Hof International Film Festival ด้วยเสียงตอบรับดีเยี่ยมจึงหันมาเอาจริงเอาจัง สร้างภาพยนตร์ขนาดยาว Deadly Maria (1993), Winter Sleepers (1997)
สำหรับภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่สาม Lola rennt แปลตรงตัว Lola Races แต่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ Run Lola Run มีจุดเริ่มต้นจากความหมกมุ่นภาพหญิงสาวกำลังออกวิ่ง
I was just excited to make a movie that was firstly based on an image that represents emotion, dynamics, intensity, speed, and excitement. Because for me, that’s basically what cinema is… We love watching people run. We go to stadiums to see them run and run. There’s a beauty in it that is completely from somewhere in our DNA from thousands of years ago.
Tom Tykwer
I was obsessed, and I still am, with thoughts about “what if?” and chance and coincidence and free will. I was also into philosophy then and into action movies. Somehow, I stumbled upon this idea that it could come together, and the running woman was such an attractive idea. What do we really want to see in cinema? You want to see energy, you want to see physicality, and you want to see emotional expression. And it was all in there. So let’s figure it out.
Tom Tykwer ในอีกบทสัมภาษณ์
แนวทางการพัฒนาบทหนังของผกก. Tykwer ให้อธิบายว่า “Emotion was first. Plot came second, or even third.” นั่นคือเหตุผลที่ Run Lola Run (1998) เริ่มต้นด้วยภาพหญิงสาวออกวิ่ง จากนั้นพัฒนาเรื่องราว “What If?” ที่สามารถเสริมเติมแต่งภาพดังกล่าว
แรงบันดาลใจอื่นๆของผกก. Tykwer ประกอบด้วยภาพยนตร์ Vertigo (1959) ของ Alfred Hitchcock เต็มไปด้วยก้นหอย เวียนวงกลม โดยเฉพาะภาพวาด Kim Novak ในพิพิธภัณฑ์, ขณะที่การเล่าเรื่องสามครั้ง (Triptych) มาจากภาพยนตร์ Blind Chance (1982) ของ Krzysztof Kieślowski
Manni (รับบทโดย Moritz Bleibtreu) โทรศัพท์หาแฟนสาว Lola (รับบทโดย Franka Potente) บอกว่าทำเงินสด DM100,000 มาร์คเยอรมันของแก๊งค์มาเฟียสูญหาย ทิ้งไว้ในขบวนรถไฟใต้ดิน เหลือเวลาอีกเพียง 20 นาที ถึงกำหนดการนัดหมาย ถ้าส่งมอบไม่ทันตนเองอาจถูกฆ่าปิดปาก
นั่นคือให้ Lola เริ่มต้นออกวิ่ง ครุ่นคิดหาหนทางช่วยเหลือ ติดต่อขอยืมเงินบิดาทำงานผู้จัดการธนาคาร แต่ด้วยเวลาจำกัดมันจะเป็นไปได้อย่างไร? Manni จึงตัดสินใจปล้นห้างสรรพสินค้า ขณะหลบหนีถูกตำรวจล้อมจับกุม กระสุนถูก Lola เสียชีวิต … แล้วทุกสิ่งอย่างหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น ราวกับว่าเธอมีพลังพิเศษสามารถย้อนเวลา ได้รับโอกาสสองที่จะเริ่มต้นใหม่
นำเอาความผิดพลาดครั้งแรกมาเป็นบทเรียน Lola เริ่มต้นออกวิ่ง ครุ่นคิดหาหนทางช่วยเหลือ เปลี่ยนจากขอหยิบยืมเงิน ตัดสินใจชักปืนของพนักงานรักษาความปลอดภัย จับบิดาเป็นตัวประกัน แล้วทำการปล้นธนาคาร แต่คราวนี้แม้ได้เงินมา Manni กลับถูกรถชนเสียชีวิตกลางถนน … แล้วทุกสิ่งอย่างหวนกลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
ความล้มเหลวจากย้อนเวลาสองครั้งแรก กลายเป็นบทเรียนให้ Lola ต้องครุ่นคิดหาวิธีการแตกต่างออกไป คราวนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้าย เธอจะสามารถทำสำเร็จหรือไม่?
Franka Potente (เกิดปี ค.ศ. 1974) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Münster, West Germany ปู่ทวดเป็นชาว Sicily อพยพย้ายสู่ Germany ช่วงศตวรรษที่ 19th, หลังจบมัธยมปลายเข้าศึกษาต่อ Otto Falckenberg School of the Performing Arts เล่นหนังนักศึกษา Aufbruch (1995) เข้าตาแมวมองชักชวนมาแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Nach Fünf im Urwald (1995) **คว้ารางวัล Bavarian Film Award: Young Talent จากนั้นมีโอกาสเดินทางไปร่ำเรียนการแสดง Lee Strasberg Theatre Institute ณ Manhattan
I was in New York shooting a couple of films when I got this script called Lola Rennt. I read it and thought: “This is cool – but kind of weird, too.” I flew back to Berlin, met the writer-director Tom Tykwer, and realised the energy I had felt on the page came from him.
Franka Potente
รับบท Lola สาวผมแดงอารมณ์ร้อน ด้วยความห่วงใยชายคนรัก ยินยอมพร้อมทุกสิ่งอย่างเพื่อหาเงิน DM100,000 มาร์คเยอรมัน โชคชะตานำพาให้เธอมีโอกาสสองและสาม นำบทเรียนความผิดพลาดมาปรับปรุงตนเอง ค้นหาวิธีการใหม่ๆ ได้ผลลัพท์แตกต่างออกไป
การแสดงของ Potente ไม่ต่างจากเด็กน้อย นิสัยดื้อรั้น เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ อยากได้อะไรต้องได้ ใครทำอะไรไม่พึงพอใจก็ส่งเสียงกรีดร้อง เพียงครั้งสุดท้ายที่นำเอาบทเรียนความผิดพลาดมาปรับปรุงตนเอง ทำให้ตัวละครเติบโตขึ้นมานิสนึง … ภาพลักษณ์สาวผมแดง ร่างกายอวบๆ วิ่งกระเตาะกระแตะ คือสิ่งที่กลายเป็นภาพ ‘Iconic’ ของหนัง ผู้ชมส่งกำลังใจ ลุ้นระทึกให้เธอสามารถช่วยเหลือแฟนหนุ่มได้สำเร็จ
แซว: แม้หนังมีฉากวิ่งเยอะมากๆ แต่ทว่า Potente ไม่เคยเตรียมตัวหรือซ้อมวิ่งมาก่อน เพราะไม่ได้ต้องการรูปร่างนักกีฬา เพียงบุคคลธรรมดาออกวิ่งสุดชีวิตเพราะต้องการช่วยเหลือชายรักคน
I didn’t train – I probably smoked two packs a day back then – but I was young. And we wanted Lola to look like a real person, not an athlete. I’m not a runner. Never was. Never will be.
ถ่ายภาพโดย Frank Griebe (เกิดปี ค.ศ. 1964) สัญชาติ German เกิดที่ Hamburg สำเร็จการศึกษาด้านการถ่ายภาพจาก Staatlichen Fachschule für Optik und Fototechnik (SFOF) แล้วไต่เต้าจากคนตอกสเลท ผู้ช่วยตากล้อง ถ่ายทำหนังสั้น ก่อนกลายเป็นขาประจำผกก. Tom Tykwer ผลงานเด่นๆ อาทิ Run Lola Run (1998), Perfume: The Story of a Murderer (2006), Cloud Atlas (2012) ฯ
งานภาพของหนังแพรวพราวด้วยลูกเล่น เทคนิคภาพยนตร์ มุ่งเน้นสร้างความลุ้นระทึก ตื่นตาตื่นใจ ชวนให้นึกถึงพลังแห่งยุคสมัย French New Wave ช่วงเวลาอิสรภาพทางความคิดสร้างสรรค์
We wanted the film to remind people also of the energy that the Nouvelle Vague cinema had in the ’60s on cinema itself, the whole radical attitude to just go and start the reinvention of the narrative.
Tom Tykwer
ในบรรดาสารพัดลูกเล่นที่ผมมองว่ามีความโดดเด่น ก็คือคุณภาพของภาพ บางครั้งใช้กล้องฟีล์ม (มีทั้งสี & ขาว-ดำ) บางครั้งถ่ายทำด้วยกล้องวีดิโอเทป Betamax คุณภาพต่ำๆ ทำให้สัมผัสทางอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา … พบเห็นฉากไหนภาพห่วยๆ สื่อตรงๆถึงเหตุการณ์แย่ๆ สถานการณ์เลวร้าย ความอัปลักษณ์ทางจิตใจ (บิดากับชู้สาว, ขอทานขโมยเงิน ฯ)
We started on Beta, which was the video format of bad television, because I wanted the difference between when Lola was present to be glorious, because she’s inventing our beautiful world, and the rest of the world to be lame and ugly and looking like bad early afternoon television. So we started on this television format, and you bring it back to 35 mm. We took a bad monitor and finished it from the monitor again. So it’s really bad quality. It was a completely theoretical idea, which hardly anybody understood.
อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือเฉดสีสัน ตลอดทั้งเรื่องมีการย้อมเหลือง (สีอุจจาระ?) ดูแห้งเหือด ซีดเซียว โลกใบนี้มีความเสื่อมโทรม ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย แถมพอแต่งแต้มสีแดง ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย มอบสัมผัสอันตราย หายนะ ความตาย
We tried wigs in blue and yellow and all kinds of weird colors. But for some reason, red was it from the beginning. No other color did this … everything else was too artificial. The red felt “it’s still her real hair.” If it was blue, it wasn’t.
ผมลองวาดเส้นทางคร่าวๆในกรุง Berlin, Germany เริ่มต้นจากอพาร์ทเม้นท์ Lola (Albrechtstraße 13, Mitte) ไปยังธนาคารบิดา (Behrenstraße 37, Mitte) และห้างสรรพสินค้า Bolle (Osnabrücker Straße, Charlottenburg-Wilmersdorf) ระยะทาง 9.1 กิโลเมตร ไม่มีทางที่มนุษย์ธรรมดาๆ แม้แต่เสือชีตาร์ก็ยังทำไม่ได้ (ผมสอบถามจาก AI Bard ระบุว่าต้องวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 27.3 km/h)

โดยปกติแล้วเวลาจะนำเสนอคำกล่าว (Quote) ก็มักจะแค่ของใครบางคนเดียวก็เพียงพอแล้วละ แต่ทว่าผกก. Tykwer แทรกใส่มาสองประโยคตอนต้นเรื่อง
We shall not cease from exploration
บทกวี Little Gidding ของ T.S. Eliot
and the end of all our exploring
will be to arrive where we began
and to know the place for the first time
After the game is before the game
Sepp Herberger
คำกล่าวของ T.S. Eliot แทบจะความหมายเดียวกับโค้ชทีมฟุตบอล Sepp Herberger สำหรับสื่อถึงวัฏจักรของสื่อภาพยนตร์ ผู้สร้างพยายามสำรวจแนวคิด วิธีการใหม่ๆ แต่สุดท้ายแล้วมันก็หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น … อย่างหนังเรื่องนี้ที่เป็นการเปิดประตูสู่ยุคสมัยใหม่ แต่ล้วนรับอิทธิพล แรงบันดาลใจจาก French New Wave

ระหว่างขึ้นเครดิตผู้สร้าง ลูกตุ้มปีศาจก็แกว่งไกวไปมา ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าคืออะไร แต่ดูละม้ายคล้ายพระราหู(อมจันทร์), จากนั้นกล้องเคลื่อนเลื่อนไปยังนาฬิกาเดินถอยหลัง มาถึงยังการ์กอยล์ (Gargoyle) แล้วอ้าปาก กลืนกินทุกสิ่งอย่างเข้าไป
ผมไม่ค่อยแน่ใจสิ่งที่ผกก. Tykwer ต้องการนำเสนอนี้สักเท่าไหร่? ทั้งลูกตุ้มและนาฬิกา ต่างคือสัญลักษณ์ของเวลา ฤาว่า Lola ทำสัญญากับปีศาจ (อ้างอิงปรัมปรา Faust ขายวิญญาณให้ปิศาจ, deal with the Devil) เพื่อให้ตนเองสามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีต ได้รับโอกาสสอง-สาม จนกว่าจะทำตามความต้องการได้สำเร็จ


Man… probably the most mysterious species on our planet. A mystery of unanswered questions. Who are we? Where do we come from? Where are we going? How do we know what we think we know? Why do we believe anything at all? Countless questions in search of an answer… an answer that will give rise to a new question… and the next answer will give rise to the next question and so on. But, in the end, isn’t it always the same question? And always the same answer?
ความน่าสนใจของอารัมบทนี้ ไม่ใช่คำถามอภิปรัชญา แต่คือลีลาการเคลื่อนกล้องผ่านฝูงชนคาคลั่ง (Who are we? Where do we come from? Where are we going?) มันช่างสอดคล้องเข้ากับเสียงบรรยาย พยายามค้นหาคำตอบ (search of an answer) เมื่อพบเจอใครบางคน กล้องจะเคลื่อนช้าลงชั่วครู่ ก่อนดำเนินต่อไป (new question … and the next answer) เวียนวนไม่รู้จบสิ้น
เกร็ด: ผู้บรรยายคือ Hans Paetsch (1909-2002) นักแสดง นักพากย์ และนักเล่าเรื่องเทพนิยายสำหรับเด็ก (Children’s Fairy Tale)


The ball is round. The game lasts 90 minutes. This is a fact. The rest is all theory. So let’s get started.
Sepp Herberger
คำกล่าวนี้มาจากโค้ชฟุตบอลในตำนานทีมชาติเยอรมัน (West German) Sepp Herberger (1897-1977) ชุดที่ได้แชมป์โลกครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1954 นัดชิงชนะเลิศตาม Hungary อยู่สองลูก แต่สามารถพลิกกลับมาเอาชนะ ยิงประตูสุดท้ายนาทีที่ 84 จบเกมได้รับการกล่าวขวัญ The Miracle of Bern (Bern คือชื่อเมืองใน Switzerland สถานที่ตั้งสนามฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ Wankdorf Stadium)
สำหรับความหมาย “The ball is round.” คนในแวดวงการฟุตบอลคงเข้าใจนัยยะกันดี ไอ้ลูกกลมๆเนี่ย อะไรก็บังเกิดขึ้นได้! มันไม่ใช่โชคชะตา ปาฏิหารย์ อยู่ที่จังหวะและโอกาส (แผนการด้วยส่วนหนึ่ง) ชีวิตก็เฉกเช่นเดียวกัน ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น!

ผกก. Tykwer ใช้เวลาเป็นเดือนๆสำหรับวางแผนเตรียมการถ่ายทำชื่อหนังนี้ ทีแรกอยากได้ตัวประกอบประมาณพันคน แต่สุดท้ายหาได้แค่ 300 กว่าคน จึงต้องปรับเปลี่ยนแผนการพอสมควร … สมัยนี้สั่งงานผ่าน AI แป๊ปเดียวก็เสร็จแล้วนะ!

ในส่วนของอนิเมชั่นสองมิติ ออกแบบโดย Gil Alkabetz (1957-2022) ผู้กำกับอนิเมชั่นสัญชาติ Israeli, ช่วงระหว่าง Opening Credit สาวผอมแดงก้าวออกวิ่ง ถูกนาฬิกาปีศาจกลืนกินสามครั้ง (ตามเรื่องราวของหนังเป๊ะๆ) โดยครั้งสุดท้ายจะถูกดึงดูด หมุนติ้วๆเข้าไปในก้นหอย (Spiral)


ใครเคยรับชม Three Colors: Blue (1994) ของผกก. Krzysztof Kieślowski น่าจะมักคุ้นฉากที่กล้องเคลื่อนเลื่อนผ่านสายโทรศัพท์ จากผู้โทรสู่ผู้รับ ตึกฟากฝั่งหนึ่งไปยังฝั่งตรงข้าม มันอาจไม่ได้รวดเร็วติดจรวดเหมือนหนังเรื่องนี้ แต่แนวคิดกล้องเคลื่อนเลื่อนตามสัญญาณสื่อสาร ถือว่ามีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกัน

Lola กับ Manni สนทนาถึงเหตุการณ์บังเกิดขึ้นก่อนหน้า (ฉายภาพขาว-ดำ) ทำไมเธอถึงผิดนัด? สาเหตุเพราะ Lola ถูกลักขโมยรถมอเตอร์ไซด์ วิ่งไล่ไม่ทัน จึงโบกรถแท็กซี่ แต่พอไปถึงสถานที่นัดหมาย Manni ก็สูญหายตัวไปแล้ว
พอเปลี่ยนมาเล่าเรื่องฝั่ง Manni หลังจากได้เงินแสน ออกมารอ Lola ไม่มาสักทีจึงเดินทางกลับด้วยรถไฟใต้ดิน แล้วหลงลืมถุงใส่เงินไว้ในรถ โดนลักขโมยโดยขอทานเร่ร่อน ติดตามตัวไม่เจอ กำลังจะชิบหายวายป่วน โทรศัพท์หาเพราะต้องการขอความช่วยเหลือภายใน 20 นาที!


สังเกตว่าภาพถ่ายขอทาน คนเร่ร่อนไร้บ้าน มันช่างดูเบลอๆ หยาบๆ คุณภาพต่ำ นั่นแสดงว่าถ่ายทำด้วยกล้องวีดิโอเทป สร้างสัมผัสหายนะ อันตราย เหตุเลวร้ายบังเกิดขึ้นเพราะชายคนนี้ลักขโมยถุงใส่เงินของ Manni

Manni ถือเป็นบุคคลมองโลกในแง่ร้าย พอกล่าวถึงชายเร่รอนลักขโมยเงิน พร่ำเพ้อว่าป่านนี้คงมีชีวิตสุขสบาย ออกเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก จากนั้นปรากฎภาพ Flash Forward (ตรงกันข้ามกับ Flashback) จินตนาการอนาคตที่คาดว่าน่าจะบังเกิดขึ้น … นี่คือครั้งที่มีการฉายภาพ Flash Forward ซึ่งครั้งถัดๆไปเมื่อ Lola วิ่งชนใคร ก็มักบังเกิดภาพจินตนาการอนาคต (ที่ได้รับผลกระทบเปลี่ยนแปลงไปในทุกครั้งพุ่งชน)

ในบรรดาลูกเล่นของหนังทั้งหมด มีสิ่งหนึ่งที่โดยส่วนตัวไม่ชอบเอาเสียเลย คือการส่งเสียงกรีดร้องเวลาไม่พึงพอใจ แล้วเสียงแหลมสูงทำให้ขวด-แก้ว-กระจกแตกละเอียด … เพราะมันชวนให้ถึงภาพยนตร์ The Tin Drum (1979) ที่ผมโคตรๆเกลียด

ชื่อหนังเกี่ยวกับการวิ่ง Lola Races หรือ Run Lola Run การแทรกภาพเจ้าเต่าน้อย ชวนให้นึกถึงนิทานอีสป (Aesop’s Fables) กระต่ายกับเต่า (The Tortoise and the Hare) แฝงข้อคิดอย่าตัดสินคนเพียงเพราะภายนอก ไม่ควรดูถูกความสามารถของผู้อื่น … Manni กล่าวว่า Lola ไม่สามารถพึ่งพาอะไรได้ นั่นคือแรงกระตุ้นให้เธอออกวิ่ง ครุ่นคิดทำบางสิ่งอย่างเพื่อช่วยเหลือเขา

หลังวางหูโทรศัพท์ มีการฉายภาพโดมิโน่ล้มในโทรทัศน์ นี่คือสัญลักษณ์ผลกระทบ/ความเชื่อมโยงจากเหตุการณ์หนึ่งสู่เหตุการณ์หนึ่ง โดมิโน่ตัวหนึ่งล้มลงทำให้โดมิโน่ตัวถัดไปล้มลง ดำเนินต่อเนื่องจนกว่าจะถึงจุดจบสิ้น! … นี่ก็สอดคล้องเข้ากับเรื่องราวของหนังอย่างชัดเจน

การครุ่นคิดของ Lola เต็มไปด้วยลูกเล่นภาพยนตร์อย่าง Jump Cut, กล้องหมุนรอบตัว แทรกภาพบุคคลรู้จัก ใครไหนสามารถให้ความช่วยเหลือ เอาตัวรอดจากสถานการณ์ปัจจุบันทันด่วน ก่อนค้างภาพบิดาส่ายหัว (เป็นการบอกใบ้ว่าช่วยอะไรไม่ได้)


ในบรรลูกเล่นภาพยนตร์ที่ผมชื่นชอบมากสุด คือตอน Lola ถ่ายทำแบบ ‘Long Take’ กล้องเคลื่อนติดตามขณะก้าวออกจากห้องพัก ตะโกนบอกจะไปซื้อแชมพู จากนั้นกล้องแวะเวียนเข้ามาในห้อง หมุนรอบตัวมารดา แล้วดำเนินสู่จอโทรทัศน์ ฉายภาพอนิเมชั่น Lola วิ่งลงบันได … ความเชื่อมโยงระหว่าง Live Action กับ Animation มันอาจไม่ได้มีนัยยะอะไรซ่อนเร้น มุ่งเน้นความสนุกสนาน เอามันส์ของผู้สร้างเสียมากกว่า

ระหว่างการวิ่งลงบันไดจะพบเจอเด็กชายและสุนัขพันธุ์ดุ ทั้งสามครั้ง Lola มีปฏิกิริยาโต้ตอบแตกต่างกันไป
- ครั้งแรกเธอจับจ้องมองเจ้าสุนัข มันแสยะเขี้ยว ส่งเสียงข่มขู่ในลำคอ สร้างความตกอกตกใจ แต่ยังสามารถวิ่งผ่านมาได้อย่างปลอดภัย
- การวิ่งครั้งแรกยังไม่รู้อนาคต ไม่รู้จะทำอะไรยังไง เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจิตใจ
- ครั้งสองเธอจับจ้องมองเด็กชายแสยะฟัน ยื่นเท้ามาขวาง สะดุดล้มกลิ้งได้รับบาดเจ็บ จึงวิ่งช้าลงกว่าปกติ
- การวิ่งครั้งสองได้รับบทเรียนจากครั้งแรก จิตใจจึงเข้มแข็งขึ้น แต่ขาดความระแวดระวัง จนได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย
- ครั้งสามพยายามไม่มองทั้งเด็กชายและสุนัข มันจึงส่งเสียงเห่า เธอจึงกระโดดข้ามแล้วเห่ากลับ ทำหน้าจ๋อยโดยพลัน
- การวิ่งครั้งสุดท้าย หลังจากได้รับบทเรียนทั้งกาย-ใจ พร้อมแล้วจะเผชิญหน้า โต้ต่อสู้ ไม่หวาดกลัวเกรงใดๆ

Franka Potente ไม่ใช่นักวิ่งหรือนักกีฬา ไม่เคยฝึกซ้อม รูปร่างอวบๆก็ไม่น่าจะวิ่งเร็วและวิ่งได้ไกลสักเท่าไหร่ แต่มันมีสารพัดลูกเล่นที่ทำให้รู้สึกเหมือนว่าตัวละครดูเร่งรีบร้อน อาทิ เร่งความเร็วภาพ, ตัดต่อฉับๆไวๆ, กล้องเคลื่อนติดตาม (Tracking Shot) ผ่านสิ่งข้าวของมากมาย, ถ่ายทำด้วยกล้อง Steadicam ส่ายๆสั่นๆ ดูไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไหร่ ฯ ตราบใดที่กล้องไม่หยุดนิ่ง หรือตั้งทิ้งไว้เฉยๆ มันจะมีความเร่งเกิดขึ้นในภาพเสมอๆ

ตอนเลี้ยวโค้ง Lola วิ่งเฉี่ยวชนหญิงวัยกลางคนที่กำลังลากรถเข็นเ จากนั้นฉายภาพ Flash Forward ร้อยเรียงชุดภาพนิ่ง พบเห็นโชคชะตา อนาคตปรับเปลี่ยนแปลงไป
- ครั้งแรกวิ่งชนรถเข็นเด็ก, แล้วเกิดเหตุให้เธอต้องสูญเสียสิทธิ์ในการเลี้ยงดูแลบุตร ตกอยู่ในอาการคลุ้มคลั่ง จนต้องลักขโมยลูกคนอื่นวิ่งหลบหนี
- ครั้งสองวิ่งชนหญิงวัยกลางคน, แล้วนำโชคให้ถูกล็อตเตอรี่เงินล้าน กลายเป็นเศรษฐี และสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่
- ครั้งสามวิ่งหลบไม่ชนใคร, แต่ยัยนี่ยังหันมาทำปากเบ๊ะ จากนั้นเธอเดินผ่านมิชชันนารี ได้เข้าร่วมคริสตจักร พบเจอความเชื่อศรัทธาศาสนา
มันอาจฟังดูไม่น่าจะเป็นได้ที่แค่การเฉี่ยวชน-ไม่ชน จะส่งผลกระทบ สร้างความเปลี่ยนแปลง ก่อเกิด Buttlefly Effect ให้กับหญิงวัยกลางคน … แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้มันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ (Possibility) ทุกสิ่งอย่างเลยเป็นไปได้ โดยทั้งสามครั้งนำเสนอในทิศทางแย่ลง ดีขึ้น และค้นพบความสงบสุขทางใจ

Lola วิ่งผ่านคณะแม่ชีหน้าอาสนวิหาร Sankt Hedwigs-Kathedrale สองครั้งแรกฝ่ากลางวง ยกเว้นครั้งสุดท้ายเบี่ยงออกไปบนถนน … แม่ชีคือสัญลักษณ์ของศาสนา หรืออาจจะหมายถึงโชคชะตา ฟ้าลิขิต ครั้งสุดท้ายคือเธอเลือกกำหนดเส้นทางชีวิตตนเอง ไม่ใช่ดำเนินตามเส้นทางสวรรค์บันดาล

บิดากับชู้รัก คุณภาพหยาบๆขนาดนี้ย่อมถ่ายทำด้วยกล้องวีดิโอเทป เพื่อสื่อถึงการกระทำสิ่งต่ำตม ขัดต่อศีลธรรมจรรยา
- ครั้งแรกเมื่อ Lola บุกเข้ามา ส่งเสียงกรีดร้อง สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรง เปิดเผยสันดานธาตุแท้ ป่าวประกาศเลิกราภรรยา แถมเปิดเผยความจริงว่าเธอไม่ใช่บุตรในสายเลือด (มารดาตั้งครรภ์กับชายอื่น)
- ครั้งสอง Lola ขโมยปืนพนักงานรักษาความปลอดภัย ลักพาตัวบิดา ปล้นธนาคาร แล้วหลบหนี
- ครั้งสามบิดาเร่งรีบไปประชุม ทอดทิ้งชู้รักและ Lola ก่อนประสบอุบัติเหตุถูกรถชน แนวโน้มเสียชีวิตคาที่
ครั้งแรกคือการเปิดเผยเบื้องหลังความจริง ครั้งสอง-สามดูราวกับผลกรรมที่ได้รับจากการคบชู้นอกใจ ถูกบุตรสาวทรยศหักหลัง และประสบอุบัติเหตุรถชน แนวโน้มเสียชีวิตคาที่ … เหมาะกับภาพถ่ายคุณภาพต่ำๆเช่นนี้

พนักงานรักษาความปลอดภัย คือบุคคลที่คอยเปิด-ปิดประตู อนุญาต-ไม่อนุญาตให้ Lola เข้าออกภายนอก-ในธนาคาร มันช่างละม้ายคล้ายการ์กอยล์ (Gargoyle) [ปีศาจตนเดียวกับบนนาฬิกา] ที่ชาวยุโรปยุคกลางเชื่อว่ายามค่ำคืนจะคอยปกป้องดูแลมิให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามารังควาน
ลองสังเกตประโยคสนทนาของชายคนนี้ ราวกับว่าตนเองรับล่วงรู้ทุกสิ่งอย่าง “Well, we all have our bad days.” “You can’t have everythings.” “You’ve come at last, dear.” มันช่างเป็นตัวละครมีลับลมคมในยิ่งนัก!

ภาพถ่ายด้วยกล้องวีดิโอ บ่งบอกว่านี่คือเหตุการณ์หายนะที่ผู้ประสบเหตุได้รับผลกรรมติดตามสนอง
- บิดาของ Lola แอบคบชู้นอกใจภรรยา
- เพื่อนของบิดา สังเกตจากบทสนทนา บอกว่าตกลงกับภรรยาไม่ต้องการมีบุตร เพื่อว่าตนเองจะได้มีอิสระ … นั่นก็แสดงว่ามีพฤติกรรมคบชู้นอกใจไม่ต่างกัน!
- ชายคนที่ลักขโมยรถมอเตอร์ไซด์ของ Lola ขับตามมาด้านหลัง เบรคไม่ทัน พุ่งชนท้ายรถ กระเด็นกระดอนข้ามหลังคา มาสิ้นสติสมประดียังกระโปรงหน้ารถอีกคัน

ครั้งแรกและสองเหตุการณ์หลักๆจะอยู่ที่ธนาคารของบิดา แต่ทั้งสองครั้งต่างไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา ล้วนนำพาหายนะให้บังเกิดกับ Manni & Lola ด้วยเหตุนี้เธอจึงหลับตาอธิษฐานขณะวิ่ง ขอความช่วยเหลือจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ก่อนได้รับสัญญาณหยุดยืนหน้ารถบรรทุก พบเห็นบ่อนการพนันฟากฝั่งตรงข้าม
จากเงิน DM100 มาร์คเยอรมัน นำมาแทงรูเล็ตต์ (Roulette) หมายเลขแห่งโชคชะตา 20 อัตรา 1:35 ครั้งแรกได้เพิ่มมา DM3,500 มาร์คเยอรมัน และครั้งสองทวีคูณขึ้นเป็น DM129,600 มาร์คเยอรมัน เพียงพอสำหรับชดใช้หนี้สิน! … การแทงถูกทั้งสองของ Lola มันอาจเหมือนดูเหมือนโชคล้วนๆ แต่รอบหลังที่พนักงานต่างกรูเข้าหา พยายามส่งสัญญาณเพื่อให้เจ้่ามือโกงรูเล็ตต์ ทว่าเสียงกรีดร้องของเธอ (Vertigo shot หรือ Jaws effect กล้องเคลื่อนถอยหลังพร้อมๆกับซูมเข้าหา) ถือเป็นการเอาชนะฟ้าลิขิตด้วยตนเอง
นี่คือเหตุผลที่ผมไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เพราะทำเหมือนว่าเสียงกรี๊ดร้อง พฤติกรรมเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ฉันอยากได้อะไรต้องได้ ฟ้าเลยประทานให้ แม้งเป็นตรรกะไร้สาระชิบหาย!

ด้วยความที่นักออกแบบศิลป์ (Production Design) Alexander Manasse ไม่สามารถจดจำหน้าตา Kim Novak จากภาพยนตร์ Vertigo (1959) ผกก. Tykwer จึงแนะนำให้วาดภาพจากด้านหลัง เน้นมวยผมทรงก้นหอย เห็นว่าใช้เวลาวาดเพียง 15 นาที ติดอยู่ด้านหลังโต๊ะรูเล็ตต์ (Roulette)
จริงๆวินาทีนี้ที่ทุกคนในบ่อนหยุดแน่นิ่ง ไม่ขยับเคลื่อนไหวติง ตกตะลึงกับปาฏิหารย์ของ Lola แล้วกล้องเคลื่อนเลื่อนผ่านฝูงชนไปยังภาพวาด ต่อด้วยนาฬิกาเหลือเวลาสามนาที ก็ถือเป็นการเคารพคารวะผกก. Rainer Werner Fassbinder ด้วยเช่นเดียวกัน!


สองครั้งแรกที่ Lola วิ่งผ่านจัตุรัส Gendarmenmarkt (สำหรับจัดตลาดนัด) สองครั้งแรกมุมกล้องถ่ายจากเบื้องบนก้มลงมา (ผมชอบเรียกมุมก้มแนวดิ่งนี้ว่า God’s Eye View สวรรค์บันดาล กำหนดทิศทางเอาไว้) แต่ครั้งสุดท้ายถ่ายจากด้านข้าง ระดับเดียวกับหญิงสาว กล้องเคลื่อนไหลติดตาม สื่อถึงการกำหนดทิศทางชีวิตด้วยตนเอง



รถฉุกเฉิน ครั้งแรกวิ่งผ่านไปโดยไม่เหตุเลวร้ายใดๆ, ครั้งสอง Lola พยายามวิ่งขวางหน้า เรียกร้องขอให้ช่วยพาตนเองไปส่ง แต่คนขับตอบปฏิเสธแล้วเบรคไม่ทัน พุ่งชนกระจกใส (เส้นแบ่งบางๆระหว่างชีวิต-ความตาย) แถมช่วงท้ายยังขับรถทับ Manni จนเสียชีวิต
สำหรับครั้งที่สาม Lola วิ่งตามอย่างไม่พูดไม่จา เปิดประตูหลังรถ ก่อนพบว่าผู้ป่วยฉุกเฉินคือพนักงานรักษาความปลอดภัยธนาคาร เคยพูดบอกใบ้หายนะของตนเอง “We all have our bad days.” น่าจะหัวใจล้มเหลว (Heart Attack) แพทย์กำลังปั๊มหัวใจ นั่นคงเป็นเหตุผลที่สองครั้งแรกมีความเร่งรีบร้อน ต้องการนำส่งโรงพยาบาลโดยไว แต่คราวนี้ Lola ช่วยจับมือ ปลอบประโลม ทำให้อัตราการเต้นหัวใจหวนกลับสู่ปกติ ช่วยชีวิตอีกฝ่ายได้สำเร็จ

หญิงตาบอดที่ให้ Manni หยิบยืมบัตรโทรศัพท์คือ Monica Bleibtreu มารดาของ Moritz Bleibtreu (รับบท Manni) ซึ่งตัวละครนี้ราวกับสามารถมองเห็นโชคชะตา+อนาคต?
- ครั้งแรกเธอปฏิเสธรับบัตรโทรศัพท์คืน จู่ๆก็เดินดุ่มๆจากไป … คงเพราะรับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำสิ่งชั่วร้าย เลยปฏิเสธร่วมสังฆกรรมใดๆ
- ครั้งสองเห็นเพียงยืนพิงตู้โทรศัพท์ ก่อนหายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่ทันได้คืนบัตร
- ส่วนครั้งสุดท้ายบอกให้ Manni หยุดชั่วขณะ ก่อนหันไปเห็นคนเร่ร่อน(ที่ขโมยถุงเงิน)กำลังปั่นจักรยานผ่าน จึงรีบออกวิ่งติดตามทวงเงินคืน

ยอดมนุษย์ Lola วิ่งมาถึงสถานที่นัดหมายภายในระยะเวลา 20 นาที พอใกล้จะถึงมีการฉายภาพ ‘Split Screen’ นำเสนอมุมมองทั้งสอง (Manni & Lola) โดยพร้อมเพรียงกัน … ยกเว้นครั้งสุดท้ายที่จะใช้เทคนิคนี้เฉพาะตอน Lola กับบิดา
- ครั้งแรกมาถึงช้ากว่าเวลานัดหมาย Lola พยายามตะโกนเรียก Manni แต่เขาชักปืนเข้าไปปล้นห้างสรรพสินค้า
- ครั้งสองถือว่ามาทันพอดิบพอดี (จริงๆช้าไปประมาณ 2-3 วินาที) Lola ตะโกนเรียก Manni หันกลับมา ขณะกำลังข้ามถนนไม่ทันเห็นรถฉุกเฉินพุ่งทับเสียชีวิต
- ครั้งสุดท้าย Lola มาถึงก่อนเวลานิดนึง ลงจากรถฉุกเฉิน ยืนอยู่กลางสี่แยก ก่อนพบเห็น Manni ลงจากรถหัวหน้า สามารถหาเงินมาจ่ายเรียบร้อยแล้ว



ไม่ว่าจะความตายของ Lola หรือ Manni กล้องจะเคลื่อนเข้าไปยังดวงตา ฉายภาพย้อนอดีต (Flashback) ตอนพวกเขาหลังจากร่วมรักหลับนอน ท่ามกลางแสงสีแดง พูดคุยความสัมพันธ์
- ครั้งแรก Lola สอบถามถึงว่ามันคือโชคชะตาหรือความบังเอิญที่เราสองได้พบเจอกัน
- ครั้งสอง Manni สอบถามว่าถ้าฉันตายจากไป เธอตอบปฏิเสธเสียงขันแข็ง “You’re not dead yet!”

วินาทีที่เกิดการย้อนเวลา เปลี่ยนผ่านจากครั้งหนึ่งสู่สอง และสองสู่สาม ต่างเป็นการโยนถุงเงินขึ้นท้องฟ้า (ครั้งแรก Manni โยนถุงแดง, ครั้งสอง Lola โยนถุงเขียว) แล้วตกลงมาพอดิบพอดีกับโทรศัพท์วางหู … นี่เป็นการเคารพคารวะลิงโยนกระดูกข้ามสหัสวรรษ ภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey (1968)


โดยปกติแล้ว Closing Credit มักเลื่อนจากล่างขึ้นบน ไม่ก็ซ้ายไปขวา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่พยายามแหกกฎจักรวาล ไม่ยินยอมก้มหัวศิโรราบต่อโชคชะตา สวรรค์บันดาล จึงพยายามทำในสิ่งแตกต่างตรงกันข้าม
ปล. เท่าที่ผมพอหาข้อมูลได้ ภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่ทำการ Rolling Down Credits น่าจะคือ Kiss Me Deadly (1955) แต่อยู่ตอนต้นเรื่องนะครับ (ระหว่าง Opening Credit)

ตัดต่อโดย Mathilde Bonnefoy (เกิดปี ค.ศ. 1972) นักตัดต่อ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เป็นบุตรของนักกวี Yves Bonnefoy กับนักแสดง Lucille Vines, โตขึ้นเข้าเรียนปรัชญา Université de Paris แต่อดทนได้เพียงปีกว่าๆย้ายมา Berlin ทำงานเป็นผู้ช่วยตัดต่อ ก่อนกลายเป็นนักตัดต่อขาประจำผกก. Tom Wykwer ผลงานเด่นๆ อาทิ Run Lola Run (1998), The Soul of a Man (2003), Citizenfour (2014) ฯ
หนังเริ่มต้นจาก Manni โทรศัพท์ติดต่อหาแฟนสาว Lola บอกเล่าถึงหายนะกำลังบังเกิดขึ้น พอวางสายเธอจึงเริ่มออกวิ่งในระยะเวลา 20 นาทีเป๊ะๆ จากบ้าน สู่ธนาคาร แวะเวียนสถานที่ต่างๆ ก่อนไปถึงตู้โทรศัพท์ฟากฝั่งตรงข้ามห้างสรรพสินค้า Bolle เวียนวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่สามรอบ
- Opening Credit
- อารัมบท, Manni โทรศัพท์ติดต่อหา Lola บอกเล่าหายนะกำลังบังเกิดขึ้น
- วิ่งรอบแรก
- Lola แวะเวียนไปยังธนาคารบิดา พยายามขอหยิบยืมเงิน กลับถูกขับไล่ผลักไส
- วิ่งไปไม่ทัน Manni เริ่มต้นปล้นห้างสรรพสินค้า
- จบลงด้วยตำรวจห้อมล้อมจับ Lola ถูกกระสุนลูกหลงเสียชีวิต
- วิ่งรอบสอง
- Lola ขโมยปืนพนักงานรักษาความปลอดภัย จับบิดาเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่
- หลังได้เงินรีบวิ่งไปหา Manni ตะโกนเรียกขณะเขายืนอยู่กลางถนน ถูกรถพุ่งชนเสียชีวิต
- วิ่งรอบสาม
- Lola แวะเวียนเข้าบ่อนการพนัน แทงเลข 20 ชนะสองครั้ง
- Manni บังเอิญพบเจอขอทานที่ลักขโมยถุงเงิน วิ่งไล่จนสามารถติดตามคืน
- จบลงอย่าง Happy Ending
- Closing Credit
ลีลาการตัดต่อของหนังมีความรวดเร็ว ฉับไว และเต็มไปด้วยลูกเล่นมากมาย หนังความยาว 71 นาที (ไม่นับรวม Opening & Closing Credit) มีการตัดต่อ เปลี่ยนภาพ (Transition) ทั้งหมด 1,581 ครั้ง หารเฉลี่ย Average Shot Length (ASL) ประมาณ 2.7 วินาทีต่อภาพ
ปล. วิ่งรอบหนึ่งและสอง Lola เต็มไปด้วยความลุกรี้ร้อนรนอยู่มาก แต่พอรอบสามเธอใจเย็นลง การตัดต่อก็รู้สึกช้าลงเช่นเดียวกันกัน
เพลงประกอบโดย Tom Tykwer & Johnny Klimek & Reinhold Heil แทบทั้งหมดเป็นแนว Electronic, Techno บรรเลงด้วยดนตรีไฟฟ้า หรืออุปกรณ์สังเคราะห์เสียง มักได้ยินเสียงติกๆ หรือจังหวะกลองตุบๆตับๆ ราวกับนาฬิกานับถอยหลัง Lola จักสามารถวิ่งหาเงินแสน นำมาให้กับแฟนหนุ่ม ภายในระยะเวลา 20 นาทีได้สำเร็จหรือไม่!
Only later did I realize there hadn’t been a real movie that took pure, exclusively electronic, techno, house dance music as its score. It wasn’t, “we need this techno track” as a deliberate piece of the film’s construction; that was just the right music, the music I liked at that time in my life.
Tom Tykwer
เกร็ด: แม้ว่า Detroit, Michigan จะคือดินแดนให้กำเนิดแนวเพลง Techno แต่ทว่ากรุง Berlin หลังจากกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย ดนตรีแนวนี้ถูกนำมาใช้ในการปลดปล่อย กลายเป็นตัวแทนจิตวิญญาณ “Berlin Ist Techno” … ถึงขนาดได้รับเลือกเป็นมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) เมื่อปี ค.ศ. 2024
Techo has become a refuge for people who are marginalised, and there’s a natural attraction to Berlin as a place which is more permissive when you come from places that are less permissive.
Aneesa Ahmed บทความจาก The Guardian
หลายบทเพลงจะมีเสียงของ Franka Potente พูดพึมพัมภาษาเยอรมัน ผมฟังไม่ออก ไม่มีซับไตเติ้ล เลยบอกไม่ได้ว่าเคลือบแฝงนัยยะอะไร แต่บทสัมภาษณ์ของผกก. Tykwer ถึงขนาดกล่าวว่า “Franka is the music. Franka is the spirit.” คงเพราะเสียงของเธอในบทเพลงเหล่านั้น ได้กระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับผู้ชม
the more we got closer to understanding what the film was becoming, the more obvious it became that the music had to always have an individual character for each sequence, but also that we needed to get Franca in there. So there wasn’t a plan from the beginning that she would be singing and performing and ultimately, even my voice is in there, and it was mostly fine. But her voice is important, a part of the fabric of the music. That was something that we discovered only because we realized, it’s a mind-tricky movie. It has a lot of ideas, but she’s carrying it; she’s the reason the movie will work because everybody relates to her so profoundly. You get married to her for the film. And so everything was pointing to “Franka is the music. Franka is the spirit.”
Tom Tykwer
มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะเสียเวลาถกเถียงว่า Lola มีพลังพิเศษอะไร? ถึงสามารถย้อนเวลา เปลี่ยนแปลงอดีต ได้รับโอกาสแก้ตัวถึงสามครั้ง นั่นคือกลไก+เงื่อนไขของผู้สร้าง เพื่อชักชวนให้ผู้ชมขบครุ่นคิด เรียนรู้บางสิ่งอย่างจากสถานการณ์ดังกล่าว
สาวผมแดง Lola ผู้มีความแน่วแน่ จริงจัง ยินยอมพร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อชายคนรัก ทั้งรู้แทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้ แต่ปฏิเสธยินยอมรับความพ่ายแพ้ แม้แค่ 0.01% หรือต่ำกว่านั้น ก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จ!
- ครั้งแรกไม่รู้จะทำยังไง วิ่งชนโน่นนี่นั่น ขอเงินจากบิดาก็ไม่ได้ สุดท้ายร่วมกับแฟนหนุ่มปล้นห้างสรรพสินค้า ก่อนถูกกระสุนลูกหลงเสียชีวิต
- ครั้งสองนำเอาบทเรียนจากครั้งแรก ทำการลักขโมยปืนจากพนักงานรักษาความปลอดภัย จับบิดาเป็นตัวประกัน ปล้นเงินธนาคาร แต่ขณะกำลังตะโกนเรียกแฟนหนุ่ม เขาถูกรถพุ่งชนเสียชีวิต
- ครั้งสุดท้ายนำเอาบทเรียนจากครั้งหนึ่งและสอง ปฏิเสธศิโรราบต่อโชคชะตา เลือกที่จะเล่นการพนัน สัญญะของการเอาชนะความเป็นได้ เฉกเช่นเดียวกับแฟนหนุ่มก็บังเอิญพบเจอขอทานลักขโมยถุงเงิน ทำให้ทั้งสองสามารถเอาตัวรอดจากหายนะสำเร็จ
มองผิวเผิน Run Lola Run (1998) นำเสนอบทเรียนความมุมานะ ทุ่มเทพยายาม ตราบยังไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้ เรียนรู้จากความผิดพลาด ปรับปรุงพัฒนาตนเอง สักวันย่อมต้องค้นพบวิธีแก้ปัญหา หาหนทางออก วิ่งถึงเส้นชัย Manny สามารถหาเงินมาจ่ายคืนหัวหน้า และจบลงอย่าง Happy Ending ไม่มีใครตกตาย
แต่ชีวิตจริงมันอาจไม่มีโอกาสสอง-สาม หรือย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต เช่นนั้นแล้วเวลาพูดหรือกระทำสิ่งใด เราควรต้องรู้จักใช้สติ ครุ่นคิดให้รอบคอบ ควบคุมอารมณ์ตนเอง ไม่ใช่ดื้อรั้น ดึงดัน ส่งเสียงกรีดร้องลั่น สำแดงพฤติกรรมเห็นแก่ตัวออกมา และไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จ สามารถเอาชนะอุปสรรคปัญหา การยินยอมรับความล้มเหลว แล้วนำมาปรับปรุงตนเอง บทเรียนวันข้างหน้า … นี่ต่างหากควรเป็นสาระแท้จริงของหนัง!
Run Lola Run (1998) สร้างขึ้นในยุคสมัยที่วงการภาพยนตร์ German กำลังซบเซา เต็มไปด้วยหนังแนว Melodrama, Realism ภาพยนตร์เรื่องนี้ของผกก. Tykwer ถือเป็นการเริ่มต้นออกวิ่งสู่ยุคสมัยใหม่ … จริงๆมันไม่มีคำเรียกยุคสมัย แต่เห็นนักวิชาการบางคนตั้งชื่อ Post-Reunification Cinema (East & West Germany รวมประเทศเมื่อปี ค.ศ. 1990)
[Run Lola Run] managed to awaken the German film industry from its Sleeping Beauty slumber and prove on the international stage that films ‘made in Germany’ can also shine with originality and a spirit of experimentation.
คำโปรยจาก filmstarts.de
ความสนใจของผกก. Tykwer คือการตั้งคำถามอภิปรัชญา มนุษย์มีเจตจำนงเสรี (Free Will) หรือชีวิตถูกสวรรค์บันดาล โชคชะตาฟ้าลิขิต กำหนดทุกสิ่งอย่างโดยสมบูรณ์ นิยัตินิยม (Determinism) … แน่นอนว่าผกก. Tykwer เชื่อในเสรีภาพทางความคิด แต่ทว่าเขาคือ(พระเจ้า)ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้??? มันฟังดูขัดย้อนแย้งกันไหมเอ่ย?
นี่เป็นคำถามโลกแตกที่ไม่มีใครสามารถหาคำตอบ แต่ผมขอทิ้งท้ายโดยอ้างอิงพุทธศาสนาสักหน่อยก็แล้ว คำตอบของพุทธนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่าง Free Will & Determinism กล่าวคือ
- พุทธศาสนาสอนเรื่องกฎแห่งกรรม ใครเคยทำอะไรไว้ ย่อมต้องได้รับผลนั้นคืนตอบสนอง นั่นอาจถือเป็น Determinism ที่ถูกกำหนดเอาไว้ ไม่มีใครสามารถหลบหนีพ้นจนกว่าจะบรรลุมรรคผลนิพพาน
- มนุษย์มีอิสระในการครุ่นคิด-พูด-กระทำ (Free Will) บางสิ่งอย่างอาจได้รับอิทธิพลจากกรรมเก่า แต่ไม่มีสิ่งใดควบคุมครอบงำจิตใจ อยากจะสร้างกรรมเพิ่ม หรือแสวงหาหนทางสงบสุข ล้วนขึ้นอยู่กับตัวเราเอง
เมื่อเข้าฉายในเยอรมัน เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม ด้วยทุนสร้าง DM3.5 ล้านมาร์คเยอรมัน (=$1.75 ล้านเหรียญสหรัฐ) สามารถทำเงินในประเทศ DM12.7 ล้านมาร์คเยอรมัน ทำให้มีโอกาสเดินทางไปฉายตามเทศกาลหนัง Venice, Montréal, Toronto โดยเฉพาะ Sundance คว้ารางวัล Audience Award (เคียงคู่กับ Train of Life (1998)) รวมรายรับทั่วโลก $23.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม
นอกจากนี้หนังยังเป็นตัวแทนประเทศเยอรมัน ส่งลุ้นรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film น่าเสียดายไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ ถึงอย่างนั้นยังได้เข้าชิง BAFTA Award: Best Film not in the English Language พ่ายให้กับ All About My Mother (1999)
ใครจะไปคาดคิดว่าการทดลองเอามันส์ๆของหนัง จะสร้างอิทธิพลไม่เพียงแค่วงการภาพยนตร์ โทรทัศน์ Music Video แต่ยังวีดิโอเกมส์แฟนไชร์ The Legend of Zelda: Majora’s Mask (2000) ซึ่งได้รับการยกย่อง “one of the best video games ever made”
ปล. It’s My Life (2000) คือหนึ่งในเพลงโปรดของผมตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เคยรับชม Music Video มาไม่ต่ำกว่าร้อยๆรอบ เพิ่งตระหนักว่าได้แรงบันดาลใจจาก Run Lola Run (1998) แฟนหนุ่มมีเวลาห้านาที ต้องออกวิ่งไปให้ทันคอนเสิร์ต Bon Jovi และที่น่าทึ่งคือลูกเล่นหลายๆอย่าง ช่างมีความละม้ายคล้ายคลึงยิ่งนัก!
ในโอกาสครบรอบ 25th Anniversary เมื่อปี ค.ศ. 2024 หนังได้รับการ Remaster คุณภาพ 4K Ultra HD ใครไม่ทันตอนเข้าฉาย House Classics สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Sony Pictures
Run Lola Run (1998) เป็นหนังที่ดูสนุก เอามันส์ คัดสรรเพลงเพราะ แพรวพราวลูกเล่นภาพยนตร์ ตั้งคำถามอภิปรัชญาน่าสนใจ แต่ผมกลับไม่ค่อยชอบเสียงกรีดร้อง (ชวนนึกถึง The Tin Drum (1979) ภาพยนตร์ที่ผมโคตรเกลียด) พฤติกรรมเห็นแก่ตัวของ Lola ออกวิ่งที่ไม่สนห่าเหวอะไรใคร เพียงอุดมคติกลวงโบ๋ หนังจบแล้วรู้สึกว่างเปล่า
จัดเรต 18+ กับความอารมณ์ร้อน พร้อมปล้น-ฆ่า ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเอาตัวรอด
Leave a Reply