Martin (1978)

Martin

Martin (1978) hollywood : George A. Romero ♥♥♥♥♡

ชายหนุ่มคนหนึ่งมีความผิดปกติทางร่างกาย ต้องการกระหายเลือดอยู่เรื่อยๆ แต่ปู่กลับคิดเข้าใจว่าเขาคือแวมไพร์ Nosferatu … สงสัยจะดูหนังมาก คิดจริงจังเกินไป!, นี่คือผลงาน Masterpiece ของผู้กำกับ George A. Romero ที่ไม่ใช่แนวซอมบี้ แต่คือความพยายามนำเสนออีกมุมหนึ่ง ข้อเท็จจริง ทัศนคติ ความเชื่อเกี่ยวกับแวมไพร์ในสมัยปัจจุบัน “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความหลง’เชื่อ’บางสิ่งอย่างได้โดยง่าย แค่ได้เข้าใจอะไรเพียงผิวเผินก็มักเหมารวมคิดเห็นว่าคือทุกสิ่งทุกอย่าง (ตาบอดคลำช้าง) ยิ่งด้วยองค์ความรู้สมัยก่อนที่ยังมีน้อย ใครว่าอะไรก็เชื่อตามเขา หลงคิดเข้าใจผิดว่าบุคคลที่ดูดกินเลือดผู้อื่น ผิวหนังแพ้แสงแดด เขี้ยวงอกออกมาจากปาก คือตัวอันตราย มีคำเรียกว่า แวมไพร์ ผีดิบดูดเลือด

ทางการแพทย์สมัยนี้มีคำเรียกลักษณะอาการโรคโพรพีเรีย (Porphyria) หรือผีดูดเลือด (Vampire Disease) เกิดจากความผิดปกติของเลือด ร่างกายขาดเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ใช้สร้างร่างกายชื่อว่า Heme,
ลักษณะอาการ: ผู้ป่วยจะมีผิวไหม้แดดอย่างรุนแรง จึงกลัวแสงอาทิตย์ มักออกมาใช้ชีวิตหลังดวงอาทิตย์ตกดิน บางรายพบว่ากระดูกและฟันจะเป็นสีชมพูและเรืองแสงได้,
วิธีการรักษา: คือการถ่ายเลือด (สมัยก่อนก็คือดื่มเลือด) กระเทียมมีการเคมีบางตัวที่ใช้รักษาโรค แต่น่าแปลกที่ผู้ป่วยบางคนกลับกลัวกลิ่นของกระเทียม

เกร็ด: Porphyria มาจากภาษากรีก porphyrus แปลว่า สีม่วง (purple)

ตำนานผีดูดเลือดมาจากไหนไม่ทราบได้ จนถึงศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบค้างคาวชนิดหนึ่งในเขตป่าร้อนชื้นของทวีปอเมริกา เจ้าค้างคาวประเภทนี้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการใช้เขี้ยวเจาะเส้นเลือดของสัตว์ต่างๆ แล้วดูดกลืนเลือดอาทิ แกะ วัว หรือแม้แต่สุนัขจนแห้งและตายด้วยเลือดหมดตัวหรือโลหิตจาง ผู้ค้นพบขนานนามมันว่า แวมไพร์

ส่วนท่าน Count Dracula คือพระนามของ Vald III หรือ Vlad the Impaler (ประสูติประมาณปี 1428 – 31, สวรรคตประมาณปี 1476 – 77) เจ้าชายแห่งแคว้น Wallachia อาศัยอยู่ในปราสาท Transylvanian เป็นชายชราสูงวัยแต่มีร่างกายแข็งแรง ผมและหนวดเคราสีขาวโพลน ตาสีแดงมีแววโหดเหี้ยม ฟันเล็กแหลมคม ชอบสวมชุดยาวสีดำล้วน พูดภาษาอังกฤษชัดเจนแต่สำเนียงแปล่ง จะปรากฏตัวเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น, ทั้งๆที่ก็ไม่ได้มีอะไรผิดแปลก แต่พอได้รับการเชื่อมโยงกลายมาเป็นนิยายเรื่อง Dracula (1897) เขียนโดย Bram Stoker พระนามของพระองค์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของแวมไพร์ไปโดยปริยาย

เกร็ด: คำว่า Nosferatu เป็นภาษา Hungarian-Romanian แปลว่า แวมไพร์

reference: http://www.vcharkarn.com/varticle/44018

หลังจากความสำเร็จล้นหลามของ Night of the Living Dead (1968) ของผู้กำกับ George A. Romero ก็ได้สร้างหนังอีกหลายเรื่องแต่กลับประสบความชิบหายวายป่วน เลวร้ายทั้งรายรับและคำวิจารณ์ (สงสัยเพราะเป็นคำสาปที่เกิดจากผีดิบคืนชีพ) ด้วยความเครียดอย่างหนักหวนกลับไปหาแนวที่ตนสนใจ ปี 1977 – 1978 สร้างภาพยนตร์สองเรื่องติดๆกันคือ Dawn of the Dead (1978) และ Martin ล้วนเป็นแนว Horror เรื่องแรกหวนกลับไปสร้างหนังซอมบี้ อีกเรื่องอ้างอิงถึงตำนานแวมไพร์ที่ตนเคยชื่นชอบสมัยเด็ก

พูดถึงหนัง Vampire ภาพยนตร์เรื่องแรกสุด The Vampire (1913) หนังเงียบกำกับโดย Robert G. Vignola แต่สิ่งมีชีวิตนี้ไม่ได้ดูดเลือด เป็นอมตะ แต่คืออสูรที่ได้แรงบันดาลใจจากบทกวีของ Rudyard Kipling ชื่อ The Vampire (1897), สำหรับ Landmark เรื่องแรกของแนวแวมไพร์คือ Nosferatu (1922) หนังเงียบสัญชาติเยอรมัน โดยผู้กำกับ F. W. Murnau ที่ลักลอบดัดแปลงจากนิยาย Dracula ของ Bram Stoker ตามด้วย Monster Universal เรื่องแรกในยุคหนังพูด Dracula (1931) นำแสดงโดย Béla Lugosi แถมหางเร่ตามมาอีกเป็นขบวน และอีก Masterpiece ทางฝั่งยุโรป Vampyr (1932) กำกับโดย Carl Theodor Dreyer, ในทศวรรษ 50s เมื่อกระแสความนิยมของ Universal Monster ค่อยๆเลือนหาย Vampire ได้รับการตีความใหม่ แตกแขนงเป็นหลายสาย
– สำหรับท่านเคาน์ Dracula นำแสดงโดย Christopher Lee หนังเรื่อง Dracula (1958) ที่ก็มีภาคต่อตามมาอีกหลายเรื่อง,
– กลายเป็นเลสเบี้ยนใน Blood and Roses (1960), The Vampire Lovers, (1970), Vampyres (1974) ฯ
– เพิ่ม Comedy/Parody เข้าไป Abbott and Costello Meet Frankenstein (1948), The Fearless Vampire Killers (1967) กำกับโดย Roman Polanski, Vampira (1974) ฯ
– กลายเป็น Sci-Fi อาทิ The Last Man on Earth (1964), The Omega Man (1971), Rabid (1976) กำกับโดย David Cronenberg

สำหรับหนังเรื่องนี้ของผู้กำกับ Romero ในตอนแรกมีความต้องการให้ Martin เป็นชายสูงวัยที่พยายามดิ้นรนหาทางปรับตัวเข้ากับโลกยุคสมัยใหม่ แต่เมื่อได้เห็นการแสดงละครเวทีของ John Amplas จึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเรื่องราวพอสมควร ยึดภาพของชายหนุ่มไว้ในใจ เพิ่มความใสไร้เดียงสาเข้าไป ให้ผู้ชมเกิดคำถามขึ้นในใจตลอดเวลา แท้จริงแล้วตัวละคร Martin เป็นแวมไพร์หรือเพียงมนุษย์ผู้มีความผิดปกติทางร่างกาย

นำแสดงโดย John Amplas (เกิดปี 1949) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Pittsburgh, Pennsylvania เริ่มต้นจากเป็นนักแสดงละครเวที แจ้งเกิดกับหนังเรื่องนี้ของ Romero และยังร่วมงานกันอีกหลายครั้ง อาทิ Dawn of the Dead (1978), Knightriders (1981), Creepshow (1982), Day of the Dead (1985) ฯ เมื่อไม่ได้เล่นหนัง ทำงานเป็นอาจารย์สอนการแสดงที่ Point Park College

Martin มีแนวโน้มสูงมากที่จะเป็นโรค Porphyria (คืออาการไม่จำเป็นต้องครบทุกอย่าง แค่กระหายเลือดอย่างเดียวก็จัดเข้ากลุ่มโรคนี้ได้แล้ว) จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกๆหลายวันต้องได้ดูดกินเลือดสดๆจากมนุษย์ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความกระวนกระวาย ลุกรี้ลุกรนทำอะไรไม่ได้, มาดภายนอกเงียบขรึม เม้มปากไม่ค่อยพูดสนทนากับใคร แต่ภายในสับสนว้าวุ่นวาย ทุกข์ทรมานรำคาญใจ เกลียดมากกับคนที่มองเขาว่าเป็นแวมไพร์ ทั้งๆที่ไม่เข้าใจความต้องการของตน

ความต้องการที่จะเป็นชายหนุ่มคนธรรมดา มีเพื่อนพูดคุย (โทรไปหาผู้จัดรายการวิทยุ ก็ถูกพูดจาล้อเลียนแบบไม่เห็นหัว) หญิงสาวตกหลุมรัก ร่วมรัก แต่กลับถูกคนในครอบครัวโดยเฉพาะปู่หัวโบราณที่ปิดกั้นความเข้าใจทุกสิ่งอย่าง มองเห็นแต่อย่างเดียวเรียกเขาว่า Nosferatu เป็นใครคงรู้สึกอึดอัดอั้นทุกข์ทรมานแน่นอก จำต้องหาทางทำบางสิ่งอย่างเพื่อระบายสิ่งที่อยู่ภายในออกมา

ถ้าใครเคยรับชมซีรีย์เรื่อง Dexter (2006-2013) น่าจะคุ้นเคยกับความต้องการฆ่าคนที่ออกมาจากภายในของชายชื่อ Dexter Morgan เพราะในอดีตวัยเด็กได้พบเจอกับเหตุการณ์บางสิ่งอย่าง จดจำฝังกลายเป็นแรงผลักดันต้องการขาดไม่ได้ พ่อของเขาที่เป็นตำรวจเลยสั่งสอนด้วยจิตสำนึกดี ในเมื่อห้ามไม่ได้ก็ไม่จำเป็น แต่หาวิธีให้แนบเนียนและสร้างความแตกต่าง, ผมเห็นตัวละคร Martin ในการออกล่าหาเหยื่อ ก็พลันให้ระลึกถึง Dexter ขึ้นมาทันที ใครๆย่อมรู้ได้ว่ามันเป็นสิ่งผิด แต่เรากลับให้กำลังใจในการกระทำของเขา เพราะรับรู้ว่าเป็นสิ่งที่ตัวละครขาดไม่ได้ มันจึงเหมือนไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่าหลงมองว่าทั้ง Martin และ Dexter กระทำสิ่งที่ถูกต้องนะครับ มองในมุมกลับกันสำหรับคนที่ตกเป็นเหยื่อ มันไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์แม้แต่น้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

การแสดงของ Amplas ต้องชมเลยว่ามีความนิ่ง บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา การพูดน้อยไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้ฟัง แต่เพราะฟังมามากจนไม่สามารถคิดอะไรได้เอง นี่ต้องโทษครอบครัว/คนรอบข้างของเขา มีแต่พยายามป้อนใส่เสี้ยมสอนอะไรต่างๆนานาเข้ามาในหัว บรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากแวมไพร์ พูดเรียกเขาว่า Nosferatu เช่นนี้จะให้ชายหนุ่มมีความคิดอ่านเป็นอื่น ตัวของตนเองไปได้เช่นไร!

Lincoln Maazel (1903 – 2009) นักร้อง นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ New York City พออายุ 20 ได้เป็นนักแสดงใน Broadway ประจำโรงละคร Shubert Theater ย้ายมาอยู่ Los Angeles ทำงานเป็นนักร้องที่ไนท์คลับ พิธีการรายการโทรทัศน์ท้องถิ่น มีชื่อเสียงพอสมควร, ได้รับการชักชวนให้มาเป็นนักแสดงโดย Romero ด้วยความสนใจจึงลองดู แต่เพราะชีวิตเพียงพอมีความสุขดีแล้ว ครั้งนี้ครั้งเดียวเลยไม่ได้สนใจสานต่องานด้านนี้ที่มีการชักชวนเข้ามาอีก

รับบท Tateh Cuda ปู่ของ Martin เป็นคนหัวโบราณคร่ำครึ ไม่ฟังคำ ไม่เชื่ออะไรอื่นนอกจากความคิดเข้าใจของตนเอง เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าไม่ยอมเปลี่ยนว่า หลายชายสืบเชื้อสายแวมไพร์ เป็น Nosferatu ให้ที่พักอาศัย ทำงาน ค่าแรง แต่ก็พยายามเฝ้าสังเกตอยู่ไม่ห่าง บอกว่า อย่าให้รู้นะว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น มิเช่นนั้นจะจััดการขั้นเด็ดขาด!

การแสดงของ Maazel ต้องร้องว๊าวเลยละครับ เป็นชายแก่ที่มีความดื้อด้านเห็นแก่ตัวถึงที่สุด คงเพราะข้างในเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขลาดเขลา เลยต้องแสดงออกมาว่าเป็นคนแข็งแกร่ง, ไม่แปลกอะไรที่คนแบบนี้จะไม่มีใครอยากอาศัยอยู่ด้วย รังแต่จะหลบลี้หนีหน้า ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย

ถ่ายภาพโดย Michael Gornick นี่เป็นการร่วมงานครั้งแรกกับ Romero หลังจากนี้จะมี Dawn of the Dead (1978), Knightriders (1981), Creepshow (1982), Day of the Dead (1985) ซึ่งจากนี้ก็จะผันตัวไปเป็นผู้กำกับและโปรดิวเซอร์

ความตั้งใจแรกของ Romero ต้องการให้หนังภาพขาว-ดำ ทั้งเรื่อง แต่เพราะโปรดิวเซอร์ยืนกรานเพื่อให้ขายได้ตามยุคสมัย จึงต้องใช้ Technicolor เป็นฟีล์มสีหลักของหนัง และให้ภาพความเพ้อฝันแฟนตาซี และย้อนอดีต Flashback ถ่ายด้วยฟีล์มขาว-ดำ 16 mm เพื่อให้สัมผัสคล้ายกับฟีล์มหนัง Horror เก่าๆสมัยก่อน แทรกใส่เข้ามาอยู่เรื่อยๆ

เราจะเห็นมุมกล้องแปลกๆพิศดารพอสมควรในหนัง นี่เกิดจากการถ่ายทำหลายเทค หลายทิศทาง แล้วไปเลือกใช้ ทดลองกับผู้ชมในช่วง Post-Production ค้นหาว่าแบบไหนให้สัมผัสอารมณ์เข้ากับฉากนั้นๆมากกว่า นี่ถือเป็นสไตล์การทำงานของผู้กำกับ Romero เลยนะครับ

ช็อตเดียวอธิบายทุกสิ่งอย่าง, ผมละโคตรชอบช็อตนี้เลยละครับ พอ Martin บอกว่า ‘I want to have sex with you.’ ช็อตต่อมาคือ … (รูปด้านล่าง) … ไม่มีโยก ไม่มีขณะมี Sex ตัดมาทุกอย่างเสร็จสิ้นผ่านไปแล้ว ผมละหัวเราะร่า ง่ายดี แต่โคตรเจ๋ง ช็อตเดียวอธิบายทุกสิ่งอย่าง

หลายครั้งภาพจะถ่ายผ่านอะไรสักอย่าง อาทิ ซี่กรง, ราวบันได, เทียนไข, ต้นไม้ ฯ ราวกับมีบางสิ่งอย่างต้องคอยกีดขวาง ปกปิดบัง สร้างความฉงนสงสัย ไม่ให้ผู้ชมเห็นอะไรที่เป็นทั้งหมดเต็มๆ แต่ก็จะมีนัยยะบางอย่างแฝงอยู่ด้วยนะครับ ไม่ได้ขวางกันเล่นๆ

อย่างช็อตนี้ ในแฟนตาซี (ภาพขาว-ดำ) ของ Martin กำลังร่วมรักกับสาวคนหนึ่ง ในตอนแรกจะเห็นเทียนไขทั้งสามเป็นภาพเบลอๆ ชายหญิงกำลังกอดจูบร่วมรัก จากนั้นมีการปรับโฟกัสจนเห็นเทียนไขชัดเจน พื้นหลังเบลอ, นัยยะของการเอาเทียนไขขวางหน้าช็อตนี้ สื่อแทนด้วยพิธีกรรมบางอย่าง (ของ Martin)

ห้องนอนของ Martin มีเหลี่ยมมุมแปลกประหลาดไม่สมส่วน ลักษณะคล้าย Expression พอสมควร, ช็อตนี้แอบคล้ายกับในห้องนอนหนังเรื่อง Night of the Hunter (1955) เปลี่ยนจากสีขาวเป็นดำ

ตัดต่อโดย George A. Romero, หนังใช้มุมมองของ Martin ตลอดทั้งเรื่อง แทรกใส่ภาพความคิดฝันแฟนตาซี, ย้อนอดีต Flashback, และเสียงบรรยายคำสนทนา ที่มาพบภายหลังว่าเป็นการโทรศัพท์พูดคุยกับผู้จัดรายการวิทยุหนึ่ง ซึ่งพอ Martin หายไปช่วงท้ายเรากลับยังได้ยินเสียงผู้จัดนี้ระลึกถึงเขาอยู่ แต่ในน้ำเสียงล้อเลียนขบขัน หาได้มีความจริงใจเชื่อถือแม้แต่น้อย

จุดสังเกตของการแทรกภาพความคิดฝันแฟนตาซี มักเป็นขณะที่ Martin มีความต้องการทำอะไรบางอย่างกับเหยื่อ แต่เราจะเห็นว่าความเป็นจริงมันช่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง (นี่มีนัยยะถึงการกระทำที่ไม่ได้รับการยอมรับ, หรือแวมไพร์ไม่ได้มีเวทย์มนต์เสกได้เหมือนในหนัง)

ส่วนภาพย้อนอดีตของ Martin มักมีแต่เรื่องทุกข์ร้าวระทมใจ เกิดขึ้นเมื่อเขาพบเจอสิ่งที่สร้างความไม่พึงพอใจหรือแผนการบางอย่างเกิดความผิดพลาดล้นเหลว ซึ่งภาพ Flashback เหล่านี้ น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั้งหมด มันอาจมีแนวโน้มหวนคืนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำได้อีก

จริงๆเราไม่จำเป็นต้องทำการแยก ภาพเพ้อฝันหรือย้อนอดีตของ Martin ก็ได้นะครับ มองเป็นจินตนาการของเขาทั้งหมดเลยก็ได้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน มองแบบนี้จะทำให้สามารถเข้าใจได้ง่ายกว่า ไม่ต้องเสียเวลามาครุ่นคิดแยกด้วยว่า อะไรแฟนตาซี? อะไรย้อนอดีต?

เพลงประกอบโดย Donald Rubinstein นักร้อง นักแต่งเพลง Avant-Garde แนว Jazz/Rock ที่ก็ยังได้ร่วมงานกับ Romero เรื่องอื่นอีก อาทิ Knightriders (1981), Bruiser (2000) ฯ

เสียงโหยหวนของนักร้อง Betty Silberman, เปียโน และเครื่องเป่าทั้งหลาย นี่เป็นบทเพลงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ทรมานใจ มีความหลอกหลอนนิดๆ ขนลุกซู่ซ่า สั่นสะท้านหัวใจ ราวกับเสียงเพรียกของจิตวิญญาณ ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นจากความเชื่อ ยึดมั่นถือมั่น หลงผิด เห็นแก่ตัวของมนุษย์

สำหรับทำนอง Jazz เด่นๆที่ได้ยินในหนัง มีทั้งเปียโน, แซ็กโซโฟน ให้สัมผัสเพ้อๆ ล่องลอย เรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย ปนความทุกข์โศก รวดร้าวทรมานใจ คาดหวังให้บางสิ่งอย่างกลับคืนเกิดขึ้น แต่มิมีสิ่งใดสมหวังปรารถนา

ต้องชมเลยว่างานเพลงได้เปลี่ยนสัมผัสบรรยากาศของหนังไปโดยสิ้นเชิง ความอึดอัดอั้นทุกข์ทรมานของชายหนุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแวมไพร์ ถ่ายทอดออกมาผ่านบทเพลง Jazz แสดงออกซึ่งความรู้สึก (Expression) อันรวดร้าวออกมาได้อย่างสวยงามหมดจด

เสียง Echo หลอนๆ ในฉากแฟนตาซีของ Martin สร้างความหวิวๆให้เกิดขึ้นในใจ, หรือฉากในโบสถ์วันอาทิตย์ที่ใกล้ถูกทุบ สังเกตว่าเสียงพูดของบาทหลวง/พิธีกร จะมีความก้องกังวาน, นัยยะของเสียงสะท้อนลักษณะนี้คือ การพูดที่ได้แต่กึกก้องไปทั่ว แต่หาได้ซึมซับเข้าหูผู้ฟังไม่

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Martin ต้องถือว่าเป็นความโชคร้ายติดตัวตั้งแต่กำเนิด เราไม่มีทางรู้แน่ว่าความต้องการกระหายเลือดของเขามีแรงผลักออกมาจากทางกายหรือทางใจ แต่สังเกตจากบริบทรอบข้างตัวที่ไม่ค่อยน่าอภิรมณ์นัก ก็จะพบว่า สิ่งที่ทำให้ต้องหลบๆซ่อนๆ กลายเป็นเช่นนี้ เพราะครอบครัวมีความรู้สึก ‘อับอายขายหน้า’ ยินยอมรับไม่ได้กับการเกิดขึ้นมาของเขา

ทุกศาสนาในโลก สอนให้มนุษย์รักผู้อื่นอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา สายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกรักในไส้แท้ๆของตนเอง ไม่ว่าเขาจะเกิดมาครบถ้วนสมบูรณ์ ขาดตกบกพร่อง หรือมีปัญหาพิการทางกายใจ, กระนั้นก็ยังมีคนอีกมากที่หลงผิด คิดเชื่อ ตามค่านิยมของกระแสสังคม ดูหนังมากเกินไป! มองลูกหลานที่ผิดปกติว่าทำให้ชาติตระกูลสูญเสียมูลค่าความน่าเชื่อถือ อับอายขายขี้หน้า ยินยอมรับไม่ได้ ทั้งๆที่นี่เป็นเรื่องของโชคชะตาเวรกรรมวาสนา กลับปฏิเสธที่จะยินยอมรับว่าความผิดพลาดล้วนมาจากตนเอง! กลุ่มที่จะพบเจอคนลักษณะนี้ได้บ่อย อาทิ เชื้อสายราชวงศ์ ขุนนาง คนชั้นสูง หรือประเทศมีการแบ่งวรรณะทางสังคม อาทิ ฝรั่งเศส, อังกฤษ, อินเดีย ฯ

สำหรับเด็กที่เกิดมามีปัญหา ปมด้อย พิการในชาตินี้ ใครๆคงสงสารเห็นใจ แต่ผมกลับไม่ค่อยรู้สึกอะไรเสียเท่าไหร่ เพราะถ้าคิดในมุมทางพุทธศาสนา กับคนที่ชาตินี้เต็มไปด้วยความบกพร่องมากมาย ล้วนเกิดจากกรรมเวรในอดีตชาติที่ผลักดันส่งเสริม เคยด่าทอพ่อแม่ก็จะบ้าใบ้พูดไม่เป็นภาษา ทุบตีทำร้ายก็จะพิการไม่สมประกอบ ฯ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านมาแล้ว ซึ่งพวกเขากำลังชดใช้กรรมเวรหนักของตนเองอยู่ กับผู้มีจิตสำนึกรับรู้ตัวเองได้ก็มักจะแสดงความนอบน้อมถ่อมตนกลายเป็นที่รักใคร แต่ถ้าไม่ก็จะก้าวร้าวต่อต้าน ปฏิเสธทุกสิ่งอย่าง คงอีกหลายชาติกับคนประเภทนี้ที่ยังต้องทนทุกข์ทรมาน ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปสงสารเห็นใจ แค่เข้าใจว่าเพราะกรรมเวรการกระทำของตนเอง เรียนรู้จดจำอย่าให้มันเกิดขึ้นกับตนเองก็เพียงพอ

มองผิวเผินจะพบว่า หนังเรื่องนี้คือความขัดแย้งระหว่าง ความเชื่อของคนรุ่นเก่า vs แนวคิดยุคสมัยใหม่ ระหว่างผู้ใหญ่สูงวัยกับวัยรุ่นหนุ่มสาว เข้าสำนวน พ่อแม่ไม่เข้าใจฉัน/พ่อแม่รังแกฉัน

แต่ใจความที่แอบซ่อนอยู่ เป็นการระบายความรู้สึกเจ็บปวดอึดอัดอั้นที่เกิดขึ้นในจิตใจของชายหนุ่ม Martin ซึ่งเทียบได้กับผู้กำกับ George A. Romero ชีวิตมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว (กับการดูดเลือดหญิงสาวก็เช่นกัน) แต่เพราะผู้ใหญ่หัวคร่ำครึ (สตูดิโอทั้งหลาย) ตักเตือน หมิ่นประมาท สร้างความกดดัน ถ้าต่อไปทำผิดพลาด อนาคตของนายจะดับวูบจบสิ้นลงทันที, โดยไม่รู้ตัว นี่คือผลงานที่ทำให้ Romero ได้กลายเป็น auteur ศิลปินผู้สร้างภาพยนตร์โดยทันที

สัญลักษณ์แวมไพร์ในหนังเรื่องนี้ แทนได้ด้วยตัวผู้กำกับ George A. Romero เองเลย
– ดูดกินเลือด = สูบเงินจากสตูดิโอ
– แรงผลักดัน: ความต้องการทางกาย = ความต้องการสร้างภาพยนตร์
– สิ่งที่เพ้อฝันกับครุ่นคิดไม่เคยตรงกัน = ผู้ชม/นักวิจารณ์ ตอบรับแบบไม่ค่อยพึงพอใจ
ฯลฯ

ด้วยทุนสร้าง $80,000 เหรียญ (น้อยกว่า Night of the Living Dead เสียอีกนะครับ) ไม่มีรายงานว่าทำเงินได้เท่าไหร่ แต่น่าจะพอจะคุ้มทุนสร้างได้อยู่ กระนั้นผลงานเรื่องต่อไปก็ทำให้ Romero หมดห่วงไปอีก 10 ปี เพราะ Dawn of the Dead ประสบความสำเร็จล้นหลาม

ผมค่อนข้างชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากจนตกหลุมรัก เพราะความที่เกลียดชังขี้หน้าตัวละคร Tateh Cuda อย่างถึงที่สุด (มันคล้ายกับครอบครัวผมเองมากๆ) นี่เป็นการสะท้อนโลกความจริงที่เจ็บปวด เมื่อมนุษย์เราแก่ตัวลงกลับเรื่องมาก เห็นแก่ตัว เรียกร้องความสนใจ เต็มเปี่ยมด้วยทิฐิมานะ เพราะฉันเคยอาบน้ำร้อนมาก่อนจึงรับรู้ความจริง ถูกต้องทุกสิ่งอย่าง ถ้าคนสูงวัยนี้เป็นพ่อแม่ของเรา บอกเลยว่ามันช่างทุกข์ทรมาน อึดอัดอั้น รำคาญใจสิ้นดี แต่ก็มิอาจฝืนทำอะไรไม่ได้ ซึ่งหนังสะท้อนเรื่องราวจุดนี้ออกมาได้ตรงมากๆ เพราะเกลียดโคตรๆเลยชอบสุดๆ รับรู้เข้าใจความอึดอัดอั้น เจ็บปวดรวดร้าวใจของ Martin/George A. Romero ได้เป็นอย่างดี

คงเพราะบรรยากาศของหนังด้วยกระมังที่ผมชื่นชอบ ทุกองค์ประกอบของนักแสดง งานภาพ การตัดต่อ เพลงประกอบ และไดเรคชั่นรสนิยมของผู้กำกับ รวมๆแล้วเป็นการสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของชายชื่อ Martin และ George A. Romero ออกมาจากภายในได้อย่างสวยงามสมจริง และเข้าใจว่าแรงผลักดันออกที่ออกมาจากภายใน (ความต้องการดูดกินเลือด/การสร้างภาพยนตร์) มันอาจมีความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็คงต้องทำมันต่อไปจนกว่าจะตัวตาย!

ความที่ตัวละครมีความจำเป็นต้องกระทำในสิ่งผิดต่อหลักศีลธรรมจรรยา แต่เรากลับลุ้นระทึกเป็นกำลังใจให้เขาสามารถทำสำเร็จลุล่วงปลอดภัยไม่ถูกจับ, นี่สะท้อนถึงความคอรัปชั่นที่แอบแฝงอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน เพราะเราต่างต้องเคยกระทำผิดอะไรบางอย่างมาแล้วมากน้อยนับไม่ถ้วน ทั้งๆที่ก็รู้ว่าไม่ใช่สิ่งดีเลอค่าน่าเชิดชู แต่เมื่อทำไปแล้วด้วยความไม่ตั้งใจ จำเป็น หรือโดยไม่รู้ตัว ชีวิตมันไม่ได้จบสิ้นดับดิ้นลงตรงนั้น ยังคงต้องดำเนินชีพอยู่ต่อไป หนังเรื่องนี้คือการหาข้ออ้างเพื่อให้เราสามารถมีชีวิตอยู่ต่อโดยไม่รู้สึกผิด และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมจัดหนังเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

แนะนำเป็นพิเศษกับคอหนัง Horror, ชื่นชอบเรื่องราวแนวคิดของ Vampire, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ครุ่นคิดสังเกตพฤติกรรมอาการ, แฟนๆผู้กำกับ George A. Romero ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับเลือด ความรุนแรง และความเห็นแก่ตัวของคนสูงวัย

TAGLINE | “Martin จำเป็นต้องดูดกินเลือดจากแรงผลักดันภายใน เช่นเดียวกับ George A. Romero สร้างภาพยนตร์ด้วยความกระหายของจิตวิญญาณ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of