The Last Picture Show (1971)

The Last Picture Show (1971)

The Last Picture Show (1971) hollywood : Peter Bogdanovich ♥♥♥♥

ภาพยนตร์ที่ราวกับบทกวีอำลาอาลัย ยุคสมัย Classical Hollywood กำลังจะสิ้นสุดลง เปรียบเทียบกับเมืองสมมติ Anarene, Texas ในอดีตเคยเป็นชุมชนขุดน้ำมันขนาดใหญ่ ปัจจุบันถูกทอดทิ้งร้าง เงียบเหงาเป่าสาก หลงเหลือเพียงร้านพูล คาเฟ่ และโรงภาพยนตร์แห่งสุดท้าย

ในขณะที่ผู้กำกับรุ่น New Hollywood/Hollywood New Wave นิยมรังสรรค์ผลงานแหกขนบกฎกรอบ เปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ ก้าวดำเนินไปสู่อนาคต, ผกก. Peter Bogdanovich เป็นบุคคลเดียวที่ย้อนกลับหาอดีต พร่ำเพ้อรำพันถึงยุคสมัย Classical Hollywood

Following the decade in which veteran directors like Ford, Hawks, Curtiz, Borzage, Anthony Mann, Capra, Milestone, Stevens, Walsh, Wyler, Siodmak, and Jacques Tourneur made their final features, The Last Picture Show bids farewell, with its symbolic shuttering of the Royal, to Old Hollywood.

นักวิจารณ์ Graham Fuller จาก Criterion Collection

ผมมีความหลงใหลในชื่อหนัง The Last Picture Show (1971) ทีแรกเห็นว่าเป็นแนว ‘Coming-of-Age’ ก็ครุ่นคิดจะเขียนถึงช่วงเทศกาลวันเด็ก แต่หลังจากรับชมก็มึนตึงอยู่พักใหญ่ ก่อนตระหนักว่าหนังใช้แนวคิด ‘Coming-of-Age’ เพื่อสื่อถึงการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย วัยรุ่น→ผู้ใหญ่, Old Hollywood→New Hollywood

ด้วยเหตุนี้ผมเลยตัดสินใจย้ายบทความนี้ มาตีพิมพ์ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของ raremeat.blog วงการภาพยนตร์ก็เหมือนวัฎจักรชีวิต เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย สักวันหนึ่งมันย่อมถึงจุดสิ้นสุด บล็อคนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน


Peter Bogdanovich, Петар Богдановић (1939-2022) นักแสดง/ผู้กำกับ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Kingston, New York บิดาเป็นชาว Serbian แต่งงานกับมารดาเชื้อสาย Austrian Jewish อพยพสู่อเมริกาก่อนหน้าบุตรชายถือกำเนิดไม่กี่เดือน, ตั้งแต่อายุสิบสอง จดบันทึก/เขียนความคิดเห็นภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ได้รับชม หลังเรียนจบได้งานเป็นผู้จัดโปรแกรมฉายหนัง ณ Museum of Modern Art, New York City ระหว่างนั้นยังเขียนบทความวิจารณ์ลงนิตยสาร Esquire, The Saturday Evening Post และ Cahiers du Cinéma ก่อนดำเนินตามรอยบรรดาเพื่อนนักวิจารณ์ French New Wave ผันตัวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ Targets (1968), Voyage to the Planet of Prehistoric Women (1968), สารคดี Directed by John Ford (1971)

สำหรับผลงานชิ้นเอก The Last Picture Show (1971) ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ Larry McMurtry (1936-2021) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน เจ้าของรางวัล Pulitzer Prize จากหนังสือ Lonesome Dove (1985), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Horseman, Pass By (1962), The Last Picture Show (1966), Terms of Endearment (1975) และยังเคยร่วมดัดแปลงบทภาพยนตร์ Brokeback Mountain (2005)

ผกก. Bogdanovich เคยพบเห็นนวนิยายเล่มนี้บนชั้นวางหนังสือ จดจำได้เพราะชื่อ The Last Picture Show หยิบขึ้นมาพลิกอ่านข้อความด้านหลัง “kids growing up in Texas” ฟังดูน่าสนใจแต่ยังไม่ได้ซื้อเก็บไว้ ประมาณสองสัปดาห์ถัดมาเพื่อนนักแสดง Sal Mineo (Rebel Without a Cause, Exodus) เดินทางมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน ส่งมอบหนังสือเล่มนี้ พร้อมแนะนำให้ดัดแปลงสร้างภาพยนตร์

When I was in an airport or a store, on one of those displays I saw a bunch of paperback books. One of them said, The Last Picture Show. I turned it over to the side and I looked at it and thought this sounds like it could make a good film. Then about two weeks later, Sal Mineo comes over the to the house, and he had the same paperback in his hand, and he said, ‘I always wanted to make this but I’m too old to play it now, you might like it.’ So, I thought, wow, that was a hell of a coincidence.

Peter Bogdanovich

บทหนังของ Bogdanovich ให้ความเคารพเรื่องราวจากต้นฉบับนวนิยายอย่างมาก (McMurtry ได้รับเครดิตร่วมดัดแปลงบท) ปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอย่าง ชื่อเมือง Thalia มาเป็น Anarene, ธุรกิจเหมืองถ่านหินมาเป็นขุดน้ำมัน และหนังเรื่องสุดท้ายที่เข้าฉายโรงภาพยนตร์!


Anarene, Texas ในอดีตเคยเป็นแหล่งขุดน้ำมัน แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง แทบไม่หลงเหลือผู้คนสัญจรไปมา เพียงสามกิจการของ Sam the Lion (รับบทโดย Ben Johnson) ประกอบด้วยร้านพูล, คาเฟ่ของ Genevieve (รับบทโดย Eileen Brennan) และโรงภาพยนตร์แห่งสุดท้าย

เรื่องราวของ Sonny Crawford (รับบทโดย Timothy Bottoms) กำลังจะสำเร็จการศึกษามัธยมปลาย แอบตกหลุมรักหญิงสาวสวย Jacy Farrow (รับบทโดย Cybill Shepherd) แต่ขณะนั้นเธอครองรักอยู่กับเพื่อนสนิท Duane Jackson (รับบทโดย Jeff Bridges) อดใจไม่ได้เลิกรากับแฟนเก่า ก่อนถูกภรรยาของโค้ช(อเมริกัน)ฟุตบอล Ruth Popper (รับบทโดย Cloris Leachman) ใช้มารยาหญิงเกี้ยวพาราสี ทำหน้าที่แทนสามี

การจาไปอย่างปัจจุบันทันด่วนของ Sam the Lion ทำให้ Anarene, Texas ราวกับสูญเสียหลักแหล่งสุดท้าย ใครๆต่างแยกย้าย Jacy ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย, Duane อาสาสมัครทหาร, โรงภาพยนตร์แห่งสุดท้ายก็กำลังจะปิดบริการ ฯ สุดท้ายแล้ว Sonny จะตัดสินใจกับชีวิตเช่นไร?


Timothy James Bottoms (เกิดปี ค.ศ. 1951) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Santa Barbara, California ระหว่างเรียนมัธยมค้นพบความชื่นชอบด้านการแสดง ร้องเพลง ทดสอบหน้ากล้องได้รับบทนำ Johnny Got His Gun (1971), ก่อนมาแจ้งเกิดโด่งดังกับ The Last Picture Show (1971),The Paper Chase (1973) ฯ

รับบท Sonny Crawford วัยรุ่นหนุ่มที่ดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า แม้มีความซื่อสัตย์ อ่อนโยน แต่เบื่อหน่ายแฟนสาวนิสัยเรื่องมาก ชอบทำตัวเจ้ากี้เจ้าการ โหยหาเธอคนนั้นที่ครองรักอยู่กับเพื่อนสนิท Duane ก่อนแอบสานสัมพันธ์หญิงสูงวัย Ruth Popper จนกระทั่งได้รับโอกาสจาก Jacy ชักชวนหนีตามกันไป … แต่ก็ไม่สำเร็จ

Sonny มีความสนิทสนมกับ Sam the Lion ชอบแวะเวียนมาทักทาย Billy พากันไปเที่ยวเล่น ตกปลา จนได้รับความไว้วางใจให้ดูแลกิจการร้านพูล (หลัง Sam พลันด่วนเสียชีวิต) หลังเรียนจบยังไม่รู้จะทำอะไร ชีวิตไร้เป้าหมาย กระทั่งโรงภาพยนตร์แห่งสุดท้ายปิดกิจการลง และความตายของ Billy คงทำให้เขาต้องเริ่มครุ่นคิดจริงจัง

ในตอนแรกผกก. Bogdanovich อยากให้ Bottoms เล่นบท Duane แต่เป็นโปรดิวเซอร์ที่ยืนกราน และตัวของ Bottoms ก็บอกว่าเข้าใจ Sonny มากกว่า และขณะนั้นครอบครัวก็กำลังมีปัญหา บิดา-มารดาเลิกราหย่าร้าง (สถานการณ์เดียวกับ ผกก. Bogdanovich และภรรยา Polly Platt)

เกร็ด: ด้วยความที่ครอบครัวกำลังมีปัญหา มารดาจึงส่งน้องชาย Sam Bottoms ให้มาอยู่กองถ่ายกับพี่ Timothy จับพลัดจับพลูได้รับบท Billy แม้ไม่มีบทพูด แต่ก็สร้างความประทับใจไม่น้อย

My family was falling apart. My Mother was having a very difficult time. I was giving her as much money as I was making but her hands were full and she asked if I could take Sam with me to The Last Picture Show location for a while. So I took him along. I loved Sam and we had a great time together. He helped me stay grounded in all the filming chaos and our family dysfunction.

Peter Bogdanovich and Poly Platt were in the same boat as my mom and dad and this situation tore me up inside. I found comfort with Sam by my side. Peter saw Sam and asked if he could play the part of Billy. His braces on his teeth would have to be removed but the company would pay for removing and putting back on his teeth. Big deal for my Mom but she agreed. He was my brother and I treated him that way on film.

Timothy Bottoms

Bottoms อาจไม่ใช่นักแสดงยอดฝีมือ ประสบความสำเร็จในวงการภาพยนตร์ แต่สถานการณ์ที่เขาประสบอยู่ขณะนั้น ได้ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละคร ใบหน้าดูเศร้าๆ หมองหม่น อมทุกข์ทรมาน โหยหาใครสักคนเคียงข้าง แฟนเก่าไม่ยอมให้ทำอะไร เรื่องมากเจ้ากี้เจ้าการ ผิดกับหญิงสูงวัย/ภรรยาโค้ช(อเมริกัน)ฟุตบอล แทบจะมองตาเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยสายตาหื่นกระหาย เพียงสองคนเหงาๆมาพบเจอ เติมเต็มความต้องการกันและกัน

ผมชอบปฏิสัมพันธ์ระหว่าง Sonny กับ Billy มันอาจเพราะพวกเขาเป็นพี่น้องกันจริงๆ มันจึงมีความห่วงหวง เป็นห่วงเป็นใย เอ็นดูรักใคร่ คอยดูแลเอาใจใส่ พึ่งพาอาศัย โศกนาฎกรรมบังเกิดขึ้นทำให้เขามิอาจควบคุมตนเอง ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง จึงจำต้องหวนกลับหาที่พักพิงแหล่งสุดท้าย

แซว: ทุกครั้งที่ Sonny พบเจอ Billy จะทำการหมุนหมวกจากหน้าไปหลัง เพื่อสื่อถึงการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งอย่างในยุคสมัยนั้นล้วนกลับตารปัตรตรงกันข้าม สถานที่แห่งนี้จากเคยรุ่งโรจน์กลายสภาพสู่เมืองร้าง วงการภาพยนตร์ก็เฉกเช่นเดียวกัน

Jeffrey Leon Bridges (เกิดปี ค.ศ. 1949) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California เป็นบุตรของนักแสดง Lloyd Bridges (1913-98) และ Dorothy Simpson (1915-2009), หลังเรียนจบมัธยม ติดตามบิดาระหว่างออกทัวร์การแสดง Anniversary Waltz, ร่ำเรียนการแสดงยัง Herbert Berghof Studio, แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Halls of Anger (1970), แจ้งเกิดกับ The Last Picture Show (1971), Thunderbolt and Lightfoot (1971), King Kong (1976), Tron (1982), Starman (1984), The Big Lebowski (1998), The Contender (2000), Iron Man (2008), Crazy Heart (2009)**คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, True Grit (2010), Hell or High Water (2016) ฯ

รับบท Duane Jackson เพื่อนสนิทของ Sonny เป็นคนชอบอวดอ้าง ฝีปากเก่ง แต่แท้จริงแล้วมีพฤติกรรมกลับกลอก ปอกลอก พึ่งพาอะไรไม่ได้ ล่มปากอ่าวกับแฟนสาว Jacy เลยถูกเธอบอกเลิกรา ยังไม่สามารถทำใจยินยอมรับ จนเกิดความบาดหมางกับ Sonny ก่อนตัดสินใจอาสาสมัครทหาร เตรียมออกเดินทางสู่เกาหลี ไม่รู้จะสามารถเอาตัวรอดกลับมาหรือไม่?

บทบาทของ Bridges มีความตรงกันข้าม/ขัดแย้งกันทุกสิ่งอย่าง หน้าตาหล่อเหลากลับทำตัวเก๊าเจ้ง ชอบอวดเก่ง สร้างภาพ แต่ลับหลังพร้อมเผ่นหนี ทรยศหักหลังพวกพ้อง สนเพียงความอยู่รอดปลอดภัยของตนเอง … นั่นทำให้ผมครุ่นคิดว่าหมอนี่ไปสงคราม มันจะมีโอกาสรอดกลับมาหรือเปล่า?

The part he played, Duane, was a real shithead. Jeff was so inherently likeable, I thought it would make a very interesting contrast, that he was a very likeable as a person, but playing someone who was not likeable at all.

Peter Bogdanovich

นี่คือบทบาทแจ้งเกิดของ Bridges ได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor แต่ผมกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยน่าจดจำสักเท่าไหร่ คงเพราะถูกกลบเกลื่อนด้วยความโดดเด่นของ Ben Johnson และ Cloris Leachman ถึงอย่างนั้นก็พอเห็นแววการแสดง อนาคตช่างสดใส


Cybill Lynne Shepherd (เกิดปี ค.ศ. 1950) นักร้อง นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Memphis, Tennessee สมัยวัยรุ่นเคยชนะรางวัล Miss Teenage Memphis กลายเป็นตัวแทนรัฐเข้าร่วมประกวดนางงาม Miss Teenage America, จากนั้นกลายเป็นนางแบบนิตยสาร Glamour เข้าตาผู้กำกับ Peter Bogdanovich ชักชวนมาถ่ายทำภาพยนตร์ The Last Picture Show (1971), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Heartbreak Kid (1972), Taxi Driver (1976), ซีรีย์ Moonlighting (1985-89), Cybill (1995-98), The L Word (2007-09) ฯ

รับบท Jacy Farrow หญิงสาวรักสวยรักงาม มีความระริกระรี้ อยากร่วมเพศสัมพันธ์ แต่ทว่าแฟนหนุ่ม Duane กลับล่มปากอ่าว ถึงอย่างนั้นเธอพยายามสร้างภาพว่าสูญเสียความบริสุทธิ์ จากนั้นตัดสินใจเลิกรา คบหาชายคนใหม่ สนเพียงตอบสนองตัณหาความใคร่ Sonny คือเหยื่อรายถัดไป

นอกจากความสวยสาว ท่าทางเริดเชิดเย่อหยิ่ง สีหน้าหื่นกระหาย ระริกระรี้หาผู้ชาย Shepherd ก็ไม่มีอะไรไปมากกว่าวัตถุทางเพศ (Object of Desire) เพราะเธอมาจากสายโมเดลลิ่ง ไม่ได้มีความสามารถด้านการแสดง ไม่มีความกระตือรือร้นจะร่ำเรียน/ฝึกฝน ประสบความสำเร็จเพราะหน้าตา แรดร่านราคะ ถึงขนาดมีคำเรียก “Cybill Shepherd type” สวยแต่รูป จูบไม่หอม ดอมแล้วทิ้ง

เกร็ด: ผกก. Bogdanovich ขณะนั้นแต่งงานอยู่กับ Polly Platt มีบุตรร่วมกันหนึ่งคน (และอีกคนคลอดระหว่างการถ่ายทำ) ซึ่งในกองถ่ายเธอยังทำหน้าที่ Production Design แต่ไม่รู้สามีหาเวลาตอนไหน แอบคบชู้กับ Shepherd เซ็นใบหย่าร้าง … แต่ทว่า Bogdanovich กับ Shepherd ครองรักกันได้เพียง 8 ปี (ไม่ได้แต่งงาน)


Francis Benjamin Johnson Jr. (1918-96) นักแสดง/อดีตสตั๊นแมน อดีตแชมป์โลก Rodeo Cowboy สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Foraker, Oklahoma มีเชื้อสาย Cherokee บิดาเป็นผู้ดูแลคอกม้า (Rancher) เคยได้แชมป์กีฬาขี่วัวแห่ง Osage Country เดินทางมา Hollywood ในฐานะผู้ดูแลม้า สตั๊นแมน ร่วมงานขาประจำ John Ford, Howard Hawks, ได้รับเครดิตภาพยนตร์เรื่องแรก 3 Godfathers (1948), Red River (1948) ฯ

รับบท Sam the Lion ชายสูงวัย เจ้าของกิจการร้านพูล คาเฟ่ และโรงภาพยนตร์ ศูนย์กลางความบันเทิงที่ยังหลงเหลืออยู่ใน Anarene, Texas มีความสนิทสนมกับ Sonny ชอบชักชวนไปตกปลา (ในอ่างเก็บน้ำที่ไม่มีปลา) นั่งอยู่ริมน้ำ เล่าย้อนอดีตความหลัง ก่อนพลันด่วนเสียชีวิต และทอดทิ้งกิจการร้านพูลให้ Sonny เป็นผู้ดูแลต่อ

ในตอนแรกผกก. Bogdanovich ทำการติดต่อ James Stewart อ่านบทชื่นชอบมากๆ แต่ติดพันโปรเจคซีรีย์โทรทัศน์ ไม่สามารถเดินทางมายัง Texas, หลังจากมองหานักแสดงอยู่สักพักใหญ่ ตัดสินใจเลือก Ben Johnson แต่อีกฝ่ายตอบปฏิเสธถึงสามครั้งเพราะบทพูดยาวเกินไป ต้องขอความช่วยเหลือจาก John Ford ช่วยโน้มน้าวจนยินยอมตอบตกลง

I said to John, I’ve got a good part for old Ben. [Ben] said there was too many words. Ford said, ‘Oh, he always says that.’ Ford spoke to Ben. He said, ‘What do you want Ben, do you want to play Duke’s sidekick all your life? It’s a good part. Play the part’. Ben called me later that day. He said, ‘You put the old man on me’. So, he did it. He was wonderful.

Peter Bogdanovich

ภาพลักษณ์ของ Johnson คืออดีตคาวบอยสูงวัย ยังดูห้าวเป้ง ใจนักเลง น่าเกรงขาม สมฉายา “Sam the Lion” แต่ถ้ามองลึกเข้าไปในดวงตา สัมผัสถึงความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ชีวิตพานผ่านอะไรมามาก โหยหาความทรงจำจากอดีต เคยตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง (มารดาของ Jacy) แต่อีกฝ่ายมีคู่ครองอยู่แล้วเลยมิอาจกระทำการสิ่งใด เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านก็ได้แค่ทอดถอนลมหายใจ

เกร็ด: Ben Johnson ปรากฎตัวแค่ 9 นาที 54 วินาที (เป็นเวลาน้อยที่สุดขณะนั้น) กลับสามารถคว้ารางวัล Best Supporting Actor จากแทบทุกสถาบัน


Cloris Leachman (1926-2021) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Des Moines, Iowa บิดาเป็นเจ้าของกิจการ Leachman Lumber Company, เคยชนะรางวัล Miss Chicago กลายเป็นตัวแทนรัฐเข้าร่วมประกวดนางงาม Miss America จากนั้นร่ำเรียนการแสดงกับ Elia Kazan ที่ Actors Studio มีผลงาน Broadway, ซีรีย์โทรทัศน์, ภาพยนตร์เรื่องแรก Carnegie Hall (1947), Kiss Me Deadly (1955), แจ้งเกิดกับ The Last Picture Show (1971), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Young Frankenstein (1974), High Anxiety (1977), Madame Defarge in History of the World, Part I (1981) ฯ

รับบท Ruth Popper หญิงสูงวัย ภรรยาโค้ชทีมอเมริกันฟุตบอลที่ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ (คาดว่าอาจแอบคบชู้นอกใจ) เต็มไปด้วยความห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว ไม่อยากอยู่ตัวคนเดียว เมื่อสามีส่ง Sonny ให้ช่วยขับรถพาไปรับไปส่ง แม้ทั้งสองอายุห่างกันกว่าเท่าตัว เธอก็ไม่สนห่าเหวอะไร เพียงตัณหาอารมณ์พาไป

Leachman เป็นหญิงสูงวัยที่ดูอ่อนแอ เปราะบาง ทั้งยังมีอารมณ์สั่นไหว แกว่งไปแกว่งมา ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเหงาหงอย เศร้าซึม (Depression อาจถึงขั้น Bipolar) โหยหาใครสักคนเคียงข้าง แต่เมืองแห่งนี้แทบไม่หลงเหลือผู้ใด พบเจอชายหนุ่ม Sonny เพิ่งเลิกราแฟนสาว ส่งสายตา ภาษากาย แล้วเติมเต็มความว่างเปล่าของกันและกัน

ผมชื่นชอบฉากที่ Ruth หวีผมให้กับ Sonny สอบถามว่าชอบสีอะไร มาครั้งถัดไปจะเปลี่ยนแปลงให้ นั่นแสดงถึงความรัก ความเอ็นดู ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ชู้สาว ชาย-หญิง แต่ยังดูเหมือนแม่-ลูก … Ruth ไม่เคยมีบุตร, Sonny ก็ไม่มีมารดา ทั้งสองเลยเติมเต็มความสัมพันธ์ฉันท์แม่-ลูก

มันมีไฮไลท์การแสดงช่วงท้าย Sonny หวนกลับมาหา Ruth หลังทอดทิ้งไปหลายเดือน สังเกตได้เลยว่าร่างกายของเธอสั่นไหว เกรี้ยวกราดโกรธ เจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน ถึงฉันแก่แต่ก็มีหัวใจ ระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มคลั่ง บอกกับผกก. Bogdanovich ขอลองอีกเทค แต่เขาบอกเทคเดียวก็เพียงพอจะคว้ารางวัล Oscar

She was literally shaking. I thought she was never gonna (do better than what we had). I told Ben Johnson and Cloris Leachman they were gonna win Oscars and they did.

Every time we met, she’d say to me, ‘I’m so unhappy, Peter’. (I’d say) What’s the matter? ‘I could’ve done that scene better if you’d let me do one more take’. Jesus Christ, Cloris, you won the fucking Oscar.

Peter Bogdanovich

ถ่ายภาพโดย Robert L. Surtees (1906-85) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Covington, Kentucky แล้วมาเติบโตยัง Ohio ได้งานเป็นช่างภาพ ปรับแต่งภาพ (Retoucher), พอย้ายมา Hollywood ได้รับการว่าจ้างจาก Universal Pictures ทำงานเป็นผู้ช่วยตากล้อง (Assistant) ควบคุมกล้อง (Camera Operator) ได้รับเครดิตถ่ายภาพครั้งแรก This Precious Freedom (1942), ผลงานเด่นๆ อาทิ King Solomon’s Mines (1950), Quo Vadis (1951), The Bad and the Beautiful (1952), Ben-Hur (1959), The Graduate (1967), The Last Picture Show (1971), The Sting (1973) ฯ

ผกก. Bogdanovich มีความสนิทสนม Orson Welles ตั้งแต่เคยพบเจอตอนนัดสัมภาษณ์ เขียนบทความ/หนังสือ This is Orson Welles ทั้งยังให้อีกฝ่ายเป็นผู้บรรยายสารคดี Directed by John Ford (1970), ด้วยเหตุนี้ระหว่างเตรียมงานสร้าง The Last Picture Show (1971) จึงโอกาสพูดคุยสอบถามความคิดเห็น ให้คำแนะนำว่าควรถ่ายทำด้วยภาพขาว-ดำ

I said to Orson, I want to get that depth of field you had in Citizen Kane and The Magnificent Ambersons. He said, “You’ll never get it in colour”. I said what do I do? He said, “Shoot it in black and white. It’s an actor’s picture. You know what they say about black and white, don’t you? Black and White is the actor’s friend”. I said why? Orson said, “Because every performance looks better in Black and White. Name me a great performance in colour, I dare you”.

Peter Bogdanovich

การร่วมงานกับตากล้อง Surtees ดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่นสักเท่าไหร่ ต่างฝ่ายต่างอีโก้สูงลิบลิ่ว ผกก. Bogdanovich ชอบเข้ามายุ่งย่ามก้าวก่าย เรียกร้องให้ขยับเคลื่อนกล้องแบบโน่นนี่นั่น พอไม่ได้ดั่งใจก็แย่งหน้าที่ผู้คุมกล้อง (Camera Operator) “I will show you what I want!” ใครกันจะอดรนทนไหว

Peter loved getting his hands on the camera. I recall him getting very upset with Robert Surtees, our Cinematographer on the film. Peter told Robert to operate the camera movement in a certain way. “I will show you what I want!” He got behind the camera putting his hand on the two wheels, and was very rude to Mr. Surtees in front of the company. Robert got off the camera and told Peter “Get a monkey”. He called for his limousine and drove back to wherever he was staying. The problem was resolved, probably by Bert. Mr. Surtees eventually returned to set.

Timothy Bottoms เล่าถึงความวุ่นๆวายๆในกองถ่าย

หนังปักหลักถ่ายทำยัง Archer City, Texas บ้านเกิดของผู้เขียนนวนิยาย Larry McMurtry ในหนังสือตั้งชื่อเมือง Thalia แต่ผกก. Bogdanovich เปลี่ยนชื่อเป็น Anarene (อยู่ห่างไป 8 ไมล์ทางตอนใต้ของ Archer City) ให้มีความละม้ายคล้าย Abilene, Kansas เมืองสมมติจากภาพยนตร์ Red River (1948)


ภาพถ่ายขาว-ดำ ในทศวรรษนั้นกลายเป็นสิ่งเฉิ่มเชย ล้าหลัง ตกยุคสมัย ซึ่งก็สอดคล้องเข้ากับบรรยากาศของหนัง บันทึกภาพความรกร้าง เวิ้งว่างเปล่า สถานที่ที่ถูกทิ้งร้าง ทุรกันดารห่างไกล ใกล้กลายเป็นเมืองผีสิง (Ghost Town) เหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง กล้องแพนนิ่งจากฟากฝั่งหนึ่ง ไปอีกฟากฝั่งหนึ่ง พบเห็นเพียงสายลม ฝุ่นควัน

The film is above all an evocation of mood. It is about a town with no reason to exist, and people with no reason to live there. The only hope is in transgression.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie

Sonny (และ Duane) ต่างเป็นสมาชิกทีม(อเมริกัน)ฟุตบอลของโรงเรียน แต่เขากลับไม่สามารถพุ่งชน (Tackle) คู่ต่อสู้ จนทำให้ทีมพ่ายแพ้ย่อยยับ ไปไหนล้วนถูกโจษจัณฑ์ ตำหนิต่อว่า บุคคลไร้ค่า ไม่ต่างจากเมืองแห่งนี้ที่ถูกทอดทิ้งร้าง สภาพเสื่อมโทรมทราม แทบไม่หลงเหลือคุณค่าอันใด

ทางเข้าโรงหนังพบเห็นโปสเตอร์ Wagon Master (1950) นำแสดงโดย Ben Johnson (ผู้รับบท Sam the Lion) และด้านข้าง White Heat (1949) โคตรหนังนัวร์ของ James Cagney

ส่วนภาพยนตร์เรื่องแรกที่ฉายใน Royal Theater คือ Father of the Bride (1950) กำกับโดย Vincente Minnelli, นำแสดงโดย Spencer Tracy, Joan Bennett และ Elizabeth Taylor

และตอนหนังจบ เดินออกจากโรงภาพยนตร์ ยังพบเห็นพนักงานติดโปสเตอร์ Sands of Iwo Jima (1949) หนังสงครามนำแสดงโดย John Wayne

มารดาของ Jacy กำลังรับชมรายการโทรทัศน์ Name That Tune (1952-59) ฉายทางช่อง NBC ได้ยินคำร้อง “Shrimp boats is a-comin’ Their sails are in sight” คำตอบคือบทเพลง Shrimp Boats (1951) แต่งโดย Paul Mason Howard & Paul Weston, ขับร้องโดย Jo Stafford

หลังจากมารดาเสร็จสิ้นการสนทนากับ Jacy ออกมาคุยโทรศัพท์กับชู้รัก Abilene ยังได้ยินเสียงโฆษณาทางโทรทัศน์ (ไม่เห็นภาพ) กล่าวถึงอีกรายการเกมโชว์ Strike It Rich (1951-58) และกำลังนำเข้าสู่ The Colgate Comedy Hour (1950-55)

ด้วยความที่เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ Cybill Shepherd ผู้สร้างเลยให้เธอตัดสินใจเลือกว่าจะยินยอมเปลือยกายมากน้อยเพียงใด เธอจึงสอบถามนักแสดงรุ่นพี่ทั้งสามในกองถ่าย Cloris Leachman, Ellen Burstyn และ Eileen Brennan ต่างให้แนะนำเป็นเสียงเดียวกันว่าเปลือยไปเลย คุ้มค่าอย่างแน่นอน … ยุคสมัยนั้น Hays Code เพิ่งล่มสลายไปไม่นาน ฉากโป๊เปลือย เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน จึงยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

การถ่ายทำฉากนี้มีเพียงตากล้อง คนบันทึกเสียง และผู้กำกับ Bogdanovich ไม่มีใครอื่นอยู่ข้างหลังฉาก (ถ่ายแยกกับนักแสดงอื่นๆ) เพื่อให้ Shepherd รู้สึกปลอดภัยระหว่างการถ่ายทำ กล้าจะปลดเปลื้อง สัญญะการปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพทางเพศ

หญิงร่างอวบอ้วน Jimme Sue ขายบริการทางเพศ ชวนให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ 8½ (1963) ของ Federico Fellini ที่ตัวละคร Guido ตอนยังเด็กก็เสียความบริสุทธิ์ให้โสเภณีไซส์เดียวกัน

การที่ Duane และผองเพื่อนกลั่นแกล้ง Billy ให้เสียความบริสุทธิ์ ล้วนเป็นการสร้างภาพ อวดอ้างว่าตนเองเคยพานผ่านประสบการณ์เช่นนั้น เลยต้องการช่วยเหลือเด็กหนุ่มไร้เดียงสา แต่แท้จริงแล้วทุกคนน่าจะยังคงบริสุทธิ์ ไม่เคยร่วมรักกับใคร ทำไปเพราะความคึกคะนอง ไร้เดียงสาด้วยกันทั้งนั้น!

ฉากเพศสัมพันธ์ระหว่าง Sonny กับ Ruth ถูกนำเสนอโดยไม่มีความ Eroticism เพียงถอดเสื้อผ้า เดินขึ้นเตียง หลบซ่อนในผ้าห่ม (ไม่พบเห็นการเปลือยกาย) เท่าที่ผมสังเกตภาษากาย Sonny น่าจะยัดเข้าได้ แต่พอ Ruth หลั่งน้ำตาคงทำให้เขาหมดอารมณ์ … ตรงกันข้ามกับตอน Duane & Jacy ที่ฝ่ายชายล่มปากอ่าว ยัดไม่เข้า ไร้อารมณ์

การที่หนังไม่นำเสนอบรรยากาศ Erotic ระหว่างการร่วมเพศสัมพันธ์นั้น ทำให้เราสามารถครุ่นคิดตีความในเชิงสัญลักษณ์ Sonny ตัวแทนคนรุ่นใหม่ (New Hollywood), ส่วน Ruth ก็คือคนรุ่นเก่า (Classical Hollywood) แปลตรงตัวก็คือผกก. Bogdanovich มีความหลงใหลวงการภาพยนตร์ยุคก่อน ชื่นชอบความคลาสสิก

หลังจาก Sonny ร่วมรักกับ Ruth ขับรถผ่านหน้าโรงหนัง พบเห็นโปสเตอร์ที่ผมพอมองออกสองสามเรื่อง

  • Winchester ’73 (1950) หนังแนว Western-Noir กำกับโดย Anthony Mann, นำแสดงโดย James Stewart, Shelley Winters
  • Strangers on a Train (1951) กำกับโดย Alfred Hitchcock
  • Fixed Bayonets! (1951) หนังสงครามเกาหลี กำกับโดย Samuel Fuller

Citizen Kane (1941) เป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยการย้อนอดีต (Flashback) รับฟังเรื่องเล่า พร่ำเพ้อรำพัน หวนระลึกความทรงจำ นั่นคือแรงบันดาลใจที่ผกก. Bogdanovich ใช้ในการสรรค์สร้าง The Last Picture Show (1971)

The scene has a direct inspiration, I believe, for the writer-director, Peter Bogdanovich. I’m sure he was thinking of the monologue in Citizen Kane (1941) where old Mr. Bernstein remembers a girl with a parasol who he saw once, 50 years ago, and still cherishes in his memory as a beacon of what could have been.

นักวิจารณ์ Roger Ebert

ความน่าสนใจของฉากนี้ไม่ใช่แค่ลีลาการเคลื่อนเข้า-ออกใบหน้า เรื่องเล่าของ Sam the Lion แต่คือองค์ประกอบรอบข้างที่ประกอบด้วย

  • Billy ไม่รับรู้เรื่องรู้ราว ไม่ได้สนใจอะไร เพียงจับจ้องมองเบ็ด เฝ้ารอคอยปลามากินเยื่อ … แต่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ไม่มีปลา สื่อถึงอดีตที่มิอาจเอื้อมมือไขว่คว้า
  • Sonny รับฟังเรื่องราวของ Sam แต่เขายังม้วนยาสูบไม่เป็น สื่อถึงความไม่เข้าใจเรื่องเล่าของ Sam ขณะนี้ทำได้เพียงรับฟัง จดจำ
  • ทิวทัศน์ด้านหลัง ลมพัดแรง ก้อนเมฆเคลื่อนไหว เหมาะกับบรรยากาศพร่ำเพ้อรำพัน คร่ำครวญถึงวันเวลาเคลื่อนผ่านไป
  • และอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ที่ไม่มีปลา มาเพื่อเอาบรรยากาศ เพราะมันคือสถานที่แห่งความจำ สำหรับหวนระลึกนึกถึงความหลัง

ตอนที่ Sonny & Duane นึกครึ้มขับรถไปท่องเที่ยว Mexico ก่อนออกเดินทางพูดคุยกับ Sam มีการอำนวยอวยพร โบกมือบ้ายบาย พร้อมบทเพลง Give Me More, More, More (Of Your Kisses) ของ Lefty Frizzell ได้ยินท่อน “Give me more, more, more of your kisses” นี่เป็นการปักธง Death Flag อย่างชัดเจน

คนที่เคยอ่านต้นฉบับนวนิยายต่างบ่นอุบ ผู้ชมก็แอบเสียดายที่หนังตัดข้ามการผจญภัยสู่ Mexico แต่นั่นคือความรู้สึกเดียวกับการจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วนของ Sam เหมือนมีบางสิ่งอย่างสูญหาย ภายในว่างเปล่าโดยพลัน!

พิธีศพของ Sam the Lion พลันด่วนเสียชีวิตโดยไม่ทันตั้งตัว นี่เป็นภาพถ่ายสไตล์ John Ford ใช้ท้องฟ้า เมฆครึ้ม พรรณาความรู้สึก/สภาพจิตใจของผู้เข้าร่วมงาน โดยเฉพาะกับ Sonny ที่มีความสนิทสนมชิดเชื้อ ยังคงตื่นตระหนกตกใจ วันก่อนเพิ่งคุยกันไม่นาน วันนี้ล้มหายตายจากไปไม่บอกกล่าว

ระหว่างทางกลับ Sonny เหม่อมองทิวทัศน์เคลื่อนผ่าน พบเห็นอ่างเก็บน้ำที่เขาและ Sam (และ Billy) เคยนั่งตกปลา พูดคุยสนทนา รับฟังเรื่องเล่าจากอดีต … มาวันนี้เขาหวนระลึกความทรงจำวันนั้น แทบมิอาจอดกลั้นหลั่งธารน้ำตา คงสามารถเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายได้เสียที (ม้วนยาสูบเองได้แล้วกระมัง)

การล่มปากอ่าวของ Duane บางคนอาจบอกว่าหมดไปกับ Mexico, บางคนบอกว่าได้รับผลกระทบจากความตายของ Sam, แต่ผมครุ่นคิดว่าเหล่านั้นก็แค่ข้ออ้างข้างๆคูๆ หมอนี่มันเก่งแต่ปาก แท้จริงแล้วคือคนไม่เอาอ่าว น่าจะยังไม่เคยร่วมรักกับใครด้วยซ้ำ … ผมโคตรชอบคำตอบของ Jacy พูดบอกกับเพื่อนๆหลัง(แสร้งว่า)เสียความบริสุทธิ์ “I just can’t describe it.” ไม่ใช่ว่างดงาม ซาบซ่าน เหนือคำบรรยาย แต่คือฉันไม่รู้จริงๆว่ามันรู้สึกเช่นไร

จากนั้นหนังแทรกคั่นด้วยพิธีจบการศึกษา ขับร้องเพลง Texas, Our Texas จากนั้น Duane และ Jacy ก็พากันเข้าโรงแรม ดูจากปฏิกิริยาสีหน้า รอบนี้ก็น่าจะทำสำเร็จ เสียความบริสุทธิ์กันเสียที ต่อจากนี้ก็ถึงเวลาแยกย้าย ทางใครก็ทางมัน

แซว: ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง Duane & Jacy เต็มไปด้วยความเย็นชา สร้างภาพให้ดูดี, Sonny & Ruth กลับมีความอบอุ่น อ่อนโยน (เพียงแค่ต้องซุกซ่อนจากคนอื่น) … แต่สิ่งเหมือนกันคือฝ่ายหญิงมักฉุนเฉียว กวัดแกว่ง ส่วนฝ่ายชายต้องคอยรองรับอารมณ์

ในขณะที่ Duane เก่งแต่ปากแล้วล่มปากอ่าว หนังนำเสนอต่อด้วยกับ Sonny กับ Ruth คู่นี้ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง อวดอ้างการมีเพศสัมพันธ์ พวกเขาคงร่วมรักกันนับครั้งไม่ถ้วน ได้รับของขวัญสำเร็จการศึกษา กระเป๋าสตางค์ (เก็บเงินทอง ของมีค่า = ความสัมพันธ์อันทรงคุณค่า) แกะสลักลวดลายดอกไม้พร้อมชื่อ Sonny

หลังจาก Jacy บอกเลิกกับ Duane แล้วพบว่า Bobby หนีไปแต่งงานใหม่ ค่ำคืนวันเสาร์ไม่รู้จะทำอะไร นั่งอยู่บ้านรับชมรายการวาไรตี้ Your Show of Shows (1950-54) นำแสดงโดย Sid Caesar & Imogene Coca ฉายทางช่อง NBC

ฉากร่วมรักระหว่าง Jacy กับชู้รักมารดา Abilene ยังร้านพูล (กีฬาที่ใช้การทิ่มแทง) มีการอาบฉาบแสงสว่าง-เงามืดที่ตัดกันอย่างชัดเจน หญิงสาววัยรุ่นยังโลกสวยสดใส ตรงกันข้ามกับชายชู้ถือว่ากำลังกระทำสิ่งชั่วร้าย ขัดต่อสามัญสำนึก ไม่รู้จักหักห้ามใจตนเอง และสังเกตจากปฏิกิริยา/ทีท่าภายหลังเพศสัมพันธ์ หมอนี่คงใช้ความรุนแรง ดิบเถื่อน ตามประสาคนบ้านนอกคอกนา นั่นทำให้พอเธอกลับมาถึงบ้าน ร่ำร้องไห้ โวยวายกับมารดา เอากับคนพรรค์นี้ได้ยังไง?

หลายคนอาจมองว่าฉากที่ Joe Bob ลักพาตัวเด็กหญิง(ไปข่มขืน)ดูไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ แต่ผมมองว่ามันคือเหตุการณ์ที่สะท้อนกับ Jacy & Abilene ชายสูงวัยใคร่เด็ก พยายามเปรียบเทียบถึงความถูกต้องเหมาะสม (เอาจริงๆ Jacy ก็น่าจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถึงเธอสมยอม แต่มันก็มีความผิดทางกฎหมาย) … ถ้ามองในเชิงสัญลักษณ์ จะสะท้อนทัศนคติของผกก. Bogdanovich ต่อวงการภาพยนตร์สมัยใหม่ (New Hollywood) ว่าเป็นสิ่งที่เขาไม่ใคร่สนใจสักเท่าไหร่

ขณะเดียวกันตอนที่ Sonny แต่งงานกับ Jacy กำลังออกเดินทางหลบหนี แล้วถูกรถตำรวจทางหลวงเรียกไล่ล่าติดตามกลับมา ก็เป็นการย้อนรอยฉากนี้เช่นนั้น (เป็นการกระทำผิดกฎหมาย เพราะแต่งงานโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากบิดา-มารดา)

Jacy นำพา Sonny มายังอ่างเก็บน้ำ (น่าจะสถานที่เดียวกับ Sam พามานั่งตกปลา รับฟังเรื่องเล่าย้อนอดีต) พยายามเกี้ยวพาราสี ชักจูงจมูก สนเพียงร่วมรักหลับนอน จนเขาลุ่มหลงมารยาเสน่ห์ ยินยอมทอดทิ้ง Ruth ให้โดดเดียวดายภายในห้องนอน แต่บทเพลงดังขึ้น Blue Velvet บอกใบ้ความสัมพันธ์ชั่วครั้งคราว เร่าร้อนแรงครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี

นี่ก็เป็นการย้อนร้อยเรื่องเล่าของ Sam เมื่อครั้นหนุ่มๆเคยตกหลุมรัก Lois Farrow (มารดาของ Jacy) พามายังอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ แต่เพราะอีกฝ่ายมีคู่ครองอยู่แล้ว จึงทำได้เพียงทอดถอนลมหายใจ, ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยเมื่อ Jacy ขับรถพา Sonny มายังสถานที่แห่งนี้ แต่ทว่าภายหลังพวกเขามีโอกาส(แอบ)แต่งงาน กลายเป็นสามี-ภรรยา ถึงอย่างนั้นกลับหลบหนีไปไม่ไกล ถูกทำให้พลัดพรากจาก หลงเหลือเพียงความขื่นขม อนาคตก็คงทอดถอนลมหายใจ

Duane ไม่พึงพอใจที่เพื่อนสนิท Sonny คบหากับอดีตแฟนเก่า Jacy จึงเกิดการต่อสู้ชกต่อย ใช้ขวดน้ำฟาดลงบนใบหน้า จนดวงตาได้รับบาดเจ็บ มองไม่เห็นอยู่หลายวัน

นัยยะสูญเสียการมองเห็นครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนความสัมพันธ์กับ Duane แต่คือตัวของ Sonny ที่หน้ามืดตามัว ตกหลุมพราง Jacy มองไม่เห็นสันดานธาตุแท้ของเธอ ถูกเกรี้ยวพาราสี ยินยอมตอบตกลงแต่งงาน แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงการจัดฉาก ของเล่นแก้เหงาเท่านั้นเอง

ย้อนรอยกับตอน Sam นั่งตกปลาอยู่ริมอ่างเก็บน้ำ พูดเล่าเรื่องราวความหลังให้ Sonny, คราวนี้เปลี่ยนมาเป็น Lois Farrow (มารดาของ Jacy) เธอคนนั้นในเรื่องเล่าของ Sam นั่งอยู่บนรถ จอดหน้าร้านพูล หวนระลึกความหลังถึงอดีตชายคนรัก

ต้นฉบับนวนิยาย Lois ยังทำการอ่อยเหยื่อ พาเข้าไปในร้านพูล ร่วมเพศสัมพันธ์กับ Sonny (ย้อนรอนตอนที่บุตรสาว Jacy ร่วมรักกับ Abilene) แต่หนังตัดทิ้งประเด็นนี้ไป แค่นี้ก็มั่วกันจนมากเกินจะรับไหว เพียงยื่นมือมาสัมผัสใบหน้า ก่อนร่ำลาจากไป

ผมแอบรู้สึกว่าตอน Sonny หวนกลับหา Ruth ต้องเอื้อมมือมาสัมผัสใบหน้า (ล้อกับตอน Lois เอื้อมมือมาสัมผัสใบหน้า Sonny ขณะพามาส่งหน้าร้านพูล) แต่ทว่าผกก. Bogdanovich พบเห็นโคตรการแสดงของ Cloris Leachman เลยไม่ต้องการปรับแก้ไขอะไร เทคเดียวผ่าน คว้ารางวัล Oscar อย่างแน่นอน!

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมนึกถึงกับซีเควนซ์นี้ คืออารมณ์สุดเหวี่ยง-ขั้วตรงข้ามของ Ruth จากสำแดงความเกรี้ยวกราด เขวี้ยงขว้างแก้วกาแฟ แต่หลังจากเอื้อมมือสัมผัส ก็สามารถสงบสติอารมณ์ พร้อมยกโทษให้อภัย … นัยยะเดียวกับทุกครั้งที่ Sonny พบเจอ Billy จะหมุนหมวกจากหน้าเป็นหลัง กลับตารปัตรตรงกันข้าม!

ต้นฉบับนวนิยาย ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เข้าฉายคือ The Kid from Texas (1950) เกี่ยวกับมหาโจร Billy the Kid ไม่รู้อ้างอิงจากประสบการณ์ตรงของผู้แต่ง Larry McMurtry หรือเปล่า?

แต่ผกก. Bogdanovich คือนักดูหนังตัวยง (Cinephile) ย่อมไม่มีทางเลือกหนังธรรมดาๆ ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไร้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน แต่มันก็มีตัวเลือกเยอะชิบหาย! และในบริบทของหนังดำเนินเรื่องยังรัฐ Texas ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1951-52 เลยเหลือแค่ตัวเลือกเดียว Red River (1948) ของ Howard Hawks, นำแสดงโดย John Wayne & Montgomery Clift

อีกเหตุผลหนึ่งที่ผกก. Bogdanovich ตัดสินใจเลือก Red River (1948) ก็เพื่ออ้างอิงถึงการแพนนิ่งที่ถูกนำมาใช้ภาพแรก-สุดท้ายของหนัง

  • Red Rivers (1948) ทำการแพนนิ่งทิวทัศน์ กวาดสายตามองฝูงม้าจำนวนมหาศาล ก่อนเริ่มต้นออกเดินทาง
  • The Last Picture Show (1971) ทำการแพนนิ่งท้องถนน ร้านรวง โรงภาพยนตร์ ทิวทัศน์เมือง Anarene, Texas ตอนเริ่มต้น-สิ้นสุด

ลูกเล่นภาพยนตร์ดังกล่าว ยังสร้างสัมผัสราวกับว่าท้องทุ่งกว้างเมื่อตอน Red River (1948) ได้เปลี่ยนแปรสภาพ/พัฒนามาเป็นเมือง Anarene, Texas

ยุคสมัยนั้นหาได้ยากทีเดียวกับหนังที่ไม่มี Opening Credit มันเหมือนมีกฎ (Unwritten Rule) ว่าถ้าไม่ทำเช่นนั้นจะเสียค่าปรับหรือยังไงสักอย่าง (ผมอ่านเจอว่า Star Wars (1977) เสียค่าปรับ $100,000 เหรียญให้ MPAA เพราะไม่มี Opening Credit) เท่าที่พอจะหาข้อมูลได้ Around the World in 80 Days (1956) อาจคือเรื่องแรกที่มีเพียง Closing Credit

ส่วน Rolling Credit ยังมีแค่ชื่อนักแสดง ตัวประกอบ หัวหน้าแผนก และศิลปินขับร้องบทเพลงที่ใช้ในหนัง ยังต้องรอคอย American Graffiti (1973) ครั้งแรกที่ปรากฎรายชื่อทีมงานทั้งหมด

หลังถ่ายทำเสร็จเดินทางกลับ Los Angeles ผกก. Bogdanovich ลงมือตัดต่อด้วยตนเองโดยใช้เครื่อง Moviola ทีแรกตั้งใจจะไม่ขึ้นเครดิต (อยากได้เท่ห์ๆแค่ Written & Directed By) แต่ถูกสมาคม Motion Picture Editors Guild ทักท้วงว่าต้องขึ้นชื่อนักตัดต่อ เขาเลยสุ่มสี่สุ่มห้าเลือก Donn Cambern (Easy Rider, Twins, Ghostbusters II, The Bodyguard) ทำงานอยู่ออฟฟิศข้างๆ ขณะนั้นกำลังตัดต่อภาพยนตร์ Drive, He Said (1971) ติดต่อมาให้ช่วยขัดเกลาหนังจนแล้วเสร็จ … สรุปขึ้นเครดิต Donn Cambern และ Peter Bogdanovich

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Sonny Crawford อาศัยอยู่ยัง Anarene, Texas ในช่วงเรียนมัธยมปลายปีสุดท้าย ก่อนที่ใครต่อใครจะแยกย้าย ล้มหายตายจาก โรงภาพยนตร์ปิดให้บริการ

  • เมืองรกร้าง Anarene, Texas
    • Sonny ขับรถมายังร้านพูลของ Sam โดนดูถูกเหยียดหยามจากชาวเมือง
    • ยามค่ำคืนรับชมภาพยนตร์ ก่อนเลิกราแฟนสาว
    • ดึกดื่น Sonny แวะมารับประทานอาหารที่คาเฟ่ของ Genevieve
  • Sonny & Ruth Popper
    • วันถัดมาไปโรงเรียน โค้ชอเมริกันฟุตบอลขอให้ Sonny ไปรับไปส่งภรรยา
    • Jacy กับมารดาจอมเฮี๊ยบ
    • Sonny ไปรับไปส่งภรรยาโค้ช Ruth
    • ค่ำคืนคริสต์มาส เข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำ Ruth แอบนัดหมายกับ Sonny
    • Jacy เข้าร่วมปาร์ตี้สระน้ำ
    • Duane และผองเพื่อน ทำการเปิดซิง Billy สร้างความไม่พึงพอใจต่อ Sam
    • Sonny ร่วมรักกับ Ruth
  • Sam the Lion
    • เช้าวันถัดมา Sonny แวะมารับประทานอาหารที่คาเฟ่ของ Genevieve
    • Sam ให้อภัยกับ Sonny พร้อมกับพา Billy ไปตกปลา เล่าความหลัง
    • Jacy อยากร่วมรักกับ Bobby แต่ถูกปฏิเสธเพราะยังเป็นสาวบริสุทธิ์
    • Sonny & Duane ขับรถไปท่องเที่ยว Mexico
    • แต่พอกลับมารับรู้ว่า Sam พลันด่วนเสียชีวิต
  • Jacy Farrow
    • Duane เข้าโรงแรมกับ Jacy แต่ดันล่มปากอ่าว
    • หลังสำเร็จการศึกษา Jacy โทรศัพท์บอกเลิกกับ Duane เลยตัดสินใจออกจากเมืองไปหางานทำ
    • ค่ำคืนเหงาๆ Jacy อ่อยเหยื่อร่วมรักกับ Abilene (ชู้รักมารดา) ที่ร้านพูล
    • Joe Bob ลักพาตัวเด็กหญิงขึ้นรถ ถูกจับกลางทาง
    • Jacy พยายามหยอกเย้า Sonny
    • Duane หวนกลับมามีเรื่องชกต่อยกับ Sonny ยังทำใจไม่ได้ที่เลิกรากับ Jacy
    • Jacy ชักชวน Sonny แต่งงาน หนีตามกันไป แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหนถูกลากตัวกลับมา
  • The Last Picture Show
    • Sonny คืนดีกับ Duane รับชมภาพยนตร์สุดท้ายร่วมกัน
    • Duane อาสาสมัครทหาร ร่ำลาไปสงครามเกาหลี
    • Billy ถูกรถชนเสียชีวิต
    • Sonny หวนกลับหา Ruth

ในส่วนของเพลงประกอบ The Last Picture Show (1971) ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่ใช้ ‘diegetic music’ ดังจากวิทยุ แผ่นเสียง ฯ แทนการแต่งเพลงขึ้นใหม่ (Original Soundtrack) ล้วนมาจากศิลปินมีชื่ออย่าง Hank Williams, Hank Snow, Tony Bennett ฯ ส่วนใหญ่เป็นแนว Country, Western ได้รับความนิยมในช่วงทศวรรษ 50s

Why Don’t You Love Me (Like You Used to Do)? (1950) แต่ง/ขับร้องโดย Hank Williams เคยติดอันดับ #1 ชาร์ท U.S. Billboard Hot Country Singles ถือเป็นบทเพลงเหมาะสม Main Theme เนื่องจากเนื้อคำร้องสอดคล้องเข้ากับเรื่องราวของหนัง รำพันถึงความเปลี่ยนแปลง ทำไมเธอถึงไม่รักฉันอย่างเคยเป็นมา ดังขึ้นจากวิทยุตอนต้นเรื่องและเป็นบทเพลงสุดท้ายระหว่าง Closing Credit

Well, why don’t you love me like you used to do
How come you treat me like a worn out shoe
My hair’s still curly and my eyes are still blue
Why don’t you love me like you used to do

Ain’t had no lovin’ like a huggin’ and a kissin’
In a long, long while
We don’t get nearer or further or closer
Than a country mile

Why don’t you spark me like you used to do
And say sweet nothin’s like you used to coo
I’m the same old trouble that you’ve always been through
So, why don’t you love me like you used to do

Well, why don’t you be just like you used to be
How come you find so many faults with me
Somebody’s changed so let me give you a clue
Why don’t you love me like you used to do

Ain’t had no lovin’ like a huggin’ and a kissin’
In a long, long while
We don’t get nearer or further or closer
Than a country mile

Why don’t you say the things you used to say
What makes you treat me like a piece of clay
My hair’s still curly and my eyes are still blue
Why don’t you love me like you used to do

หนังมีบทเพลงเพราะๆมากมาย แทรกแซมอยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย พยายามเลือกท่อนคำร้องที่สอดคล้องเข้ากับเหตุการณ์ขณะนั้นๆ ยกตัวอย่างบทเพลง (Now and Then There’s) A Fool Such as I (1952) แต่งโดย Bill Trader, ต้นฉบับขับร้องโดย Hank Snow, ดังขึ้นระหว่าง Jacy กำลังเกี้ยวพาราสี Duane (สร้างความอิจฉาริษยาให้ Sonny) หน้าร้าน Rig Wam Drive-In ท่อนคำร้องที่ได้ยิน “When we say good bye. Don’t be angry with me.” ราวกับคำบอกใบ้ความสัมพันธ์

Pardon me, if I’m sentimental when we say goodbye-ye
Don’t be angry with me should I cry
When you’re gone, yet, I’ll dream a little dream as years go by
Now and then, there’s a fool such as I

Now and then, there’s a fool such as I am over you
You taught me how to love and now
You say that we’re through
I’m a fool, but I’ll love you, dear, until the day I die
Now and then, there’s a fool such as I

Now and then, there’s a fool such as I am over you
You taught me how to love and now
You say that we’re through
I’m a fool, but I’ll love you, dear, until the day I die
Now and then, there’s a fool such as I

หลังจาก Sonny สำเร็จกามกิจ(ครั้งแรก)กับ Ruth ระหว่างขับรถกลับ พานผ่านคาเฟ่ ร้านพูล ได้ยินสองบทเพลงดังจากวิทยุ Lovesick Blues แต่งโดย Cliff Friend, คำร้องโดย Irving Mills สำหรับประกอบละคอนเพลง Oh, Ernest (1922) ฉบับได้ยินในหนังบันทึกเสียงโดย Hank Williams (1948) … เป็นบทเพลงพรรณาความรู้สึกขณะนั้นของ Sonny ได้อย่างชัดเจน “I got a feelin’ called the blues, oh Lord”

จริงๆยังมีอีกบทเพลงหนึ่งดังขึ้นต่อกันเลย The Wild Side of Life (1952) แต่งโดย Arlie Carter & William Warren, ขับร้องโดย Hank Thompson คยติดอันดับ #1 ชาร์ท U.S. Billboard Hot Country Singles นาน 15 สัปดาห์ … แต่ขอไม่เขียนถึงเพลงนี้แล้วกัน

Hank, that poor old broken down mailman was up here this morning
He was? (Yeah, I relieved him a little bit and helped him carry up the mail)
Boy, just look at this, just look at all this mail that you received so much
Yeah, what’s that big stack over there?
Oh, you outta know what that big stack’s for
That’s for that one great big song that you recorded, it’s been so popular
Well, you know what I mean
Oh, you mean Lovesick Blues? (I sure do)
All them folks wanna hear Lovesick Blues? (That’s right)
Well, I reckon we’ll just have to do it for ’em again
If my tonsils don’t backfire and slap my taste out of my mouth
I’ll do this-
Here it is
I got the lovesick blues

I got a feelin’ called the blues, oh Lord
Since my baby said goodbye
Lord, I don’t know what I’ll do
All I do is sit and sigh, oh Lord
That last long day, she said goodbye
Well Lord, I thought I would cry
She’ll do me, she’ll do you, she’s got that kind of lovin’
Lord, I love to hear her when she calls me sweet da-a-addy

Such a beautiful dream
I hate to think it’s all over
I’ve lost my heart it seems
I’ve grown so used to you somehow
Lord, I’m nobody’s sugar daddy now
And I’m lo-o-onesome
I got the lovesick blues

Well, I’m in love, I’m in love with a beautiful gal
That’s what’s the matter with me
Well, I’m in love, I’m in love with a beautiful gal
But she don’t care about me
Lord, I tried and I tried to keep her satisfied
But she just wouldn’t stay
So now that she is leavin’
This is all I can say

I got a feelin’ called the blues, oh Lord
Since my baby said goodbye
Lord, I don’t know what I’ll do
All I do is sit and sigh, oh Lord
That last long day she said goodbye
Well Lord, I thought I would cry
She’ll do me, she’ll do you, she’s got that kind of lovin’
Lord, I love to hear her when she calls me sweet da-a-addy

Such a beautiful dream
I hate to think it’s all over
I’ve lost my heart it seems
I’ve grown so used to you somehow
Lord, I’m nobody’s sugar daddy now
And I’m lo-o-onesome
I got the lovesick blues

There you are folks, that’s
Lovesick blues
Right now, here’s a mighty important message we’d like you folks to listen to
Then, we’ll be right back

เพลงนี้ยังดังขึ้นท่อนสั้นๆ “I got a feelin’ called the blues, oh Lord” หลังจากตำรวจติดตามคู่รักข้าวใหม่ปลามัน Sonny & Jacy แต่งงานแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร ถูกจับตัวกลับมา ขึ้นรถมารดา พามาส่งยังหน้าร้านพูล

หลังงานศพของ Sam the Lion บทเพลงที่ Sonny ได้ยินจากวิทยุระหว่างเดินทางกลับเข้าเมือง (พานผ่านอ่างเก็บน้ำที่เคยตกปลาด้วยกัน) ชื่อว่า Half As Much (1951) แต่งโดย Curley Williams, ขับร้องโดย Hank Williams, ฟังแล้วรู้สึกเศร้าๆ ว่างเปล่า ราวกับได้สูญเสียบางอย่างไปครึ่งหนึ่งของหัวใจ

If you loved me half as much as I love you
You wouldn’t worry me half as much as you do
You’re nice to me when there’s no one else around
You only build me up to let me down

If you missed me half as much as I miss you
You wouldn’t stay away half as much as you do
I know that I would never be this blue
If you only loved me half as much as I love you

If you loved me half as much as I love you
You wouldn’t worry me half as much as you do
I know that I would never be this blue
If you only loved me half as much as I love you
(Acuff Rose)

บทเพลงที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินก็คือ Blue Velvet ระหว่าง Jacy พยายามเกี้ยวพาราสี Sonny แต่ไม่ใช่ฉบับของ Roy Orbison ที่ใครๆมักคุ้นกัน, ต้นฉบับแต่งโดย Bernie Wayne & Lee Morris เมื่อปี ค.ศ. 1950, บันทึกเสียงครั้งแรกโดย Tony Bennett เมื่อปี ค.ศ. 1951

ฉบับของ Bennett ไม่ได้เคลิบเคลิ้ม ล่องลอย ราวกับอยู่ในความฝัน (ฉบับของ Orbison น่าจะระหว่างพี้ยา) แต่มีสัมผัสของผ้ากำมะหยี่ ละมุ่น นุ่มนวล ระยิบระยับ จับต้องได้มากกว่า … แต่ผมติดหูฉบับของ Orbison มันเลยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความชื่นชอบได้ลง

She wore blue velvet
Bluer than velvet was the night
Softer than satin was the light
From the stars
She wore blue velvet

Bluer than velvet were her eyes
Warmer than may her tender sighs
Love was ours
Ours, a love I held tightly
Feeling the rapture grow

Like a flame burning brightly
But when she left, gone was the glow
Of blue velvet
But in my heart there’ll always be
Precious and warm, a memory

Through the years
And we still can see blue velvet
Through our tears

Ours, a love I held tightly
Feeling the rapture grow

Like a flame burning brightly
But when she left, gone was the glow
Of blue velvet
But in my heart there’ll always be

Precious and warm
A memory through the years
And we still can see blue velvet
Through our tears

ระหว่างที่ Sonny ขับรถผ่านบ้านของ Ruth ปล่อยทิ้งเธอให้แห้งเหี่ยวเฉา ได้ยินบทเพลง Kaw-Liga (1953) แต่งโดย Hank Williams & Fred Rose, ขับร้องโดย Hank Williams, เป็นการเปรียบเทียบ Sonny = Kaw-Liga ตกหลุมรัก Ruth = สาวใช้อินเดียแดง แล้วปล่อยให้เธอรอเก้อ

ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในคาเฟ่ของ Genevieve เคยได้ยินเพลงนี้ระหว่าง Sonny เผชิญหน้ากับ Sam รับสารภาพ/กล่าวขอโทษเรื่อง Billy มันจะมีท่อน “To stubborn to ever show” สื่อถึงความดื้อรั้นของ Sam อย่างชัดเจน

Kaw-Liga was a wooden Indian, standin’ by the door
He fell in love with an indian maid, over in the antique store
Kaw-Liga, ooh
Just stood there, and never let it show
So she could never answer yes or no

He always wore his Sunday feathers, and held a tomahawk
The maiden wore her beads and braids and hoped someday he’d talk
Kaw-Liga, ooh
To stubborn to ever show a sign
Because his heart is made of knotty pine

Poor ol’ Kaw-Liga, he never got a kiss
Poor ol’ Kaw-Liga, he don’t know what he missed
Is it any wonder that his face is red?
Kaw-Liga, that poor old wooden head

Kaw-Liga was a lonely Indian, never went nowhere
His heart was set on the Chocktaw maid with the coal-black hair
Kaw-Liga, ooh
Just stood there and never let it show
So she could never answer yes or no

And then one day, a wealthy customer bought the Indian maid
And took her oh-so far away but ol’ Kaw-Liga stayed
Kaw-Liga, ooh
Just stands there, as lonely as can be
And wishes he were still an ol’ pine tree

Poor ol’ Kaw-Liga, he never got a kiss
Poor ol’ Kaw-Liga, he don’t know what he missed
Is it any wonder, that his face is red?
Kaw-Liga, you poor, ol’ wooden head

เริ่มจากเมือง Anarene, Texas ในอดีตเคยเป็นชุมชนขุดน้ำมันขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือน แต่ปัจจุบันถูกทอดทิ้งร้าง เงียบเหงาเป่าสาก หลงเหลือเพียงร้านพูล คาเฟ่ และโรงภาพยนตร์ที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม พังแหล่ไม่พังแหล่ แทบไม่มีใครเข้าใช้บริการ

อดีตคาวบอย Sam the Lion เป็นตัวแทนคนรุ่นเก่า เคยพบเห็นช่วงเวลารุ่งโรจน์ของ Anarene, Texas แต่ปัจจุบันทุกสิ่งอย่างล้วนเสื่อมโทรม โรยรา สังขารก็เช่นเดียวกัน จู่ๆพลันด่วนจากไป ทำให้เมืองแห่งนี้สูญเสียเสาหลัก ที่พึ่งพักพิง กิจการทั้งสามแห่งจึงอยู่ในห้วงลมหายใจเฮือกสุดท้าย

The Last Picture Show (1971) ทำการร้อยเรียงสารพัดสิ่งสุดท้าย ใกล้ถึงจุดจบ ความตาย พังทลาย ราวกับวันสิ้นโลกาวินาศ เพื่อเปรียบเทียบกับวงการภาพยนตร์ ยุคสมัย Classical Hollywood ที่สิ้นสุดลงในช่วงทศวรรษ 60s

The Man Who Shot Liberty Valance (1962) was the last film of the Golden Age the way I see it. If I was making a movie about the Golden Age of sound I would end it with The Man Who Shot Liberty Valance, the train going off and that’s the end of it all. It was also the year that Bugs Bunny was discontinued, so if Warner kills Bugs Bunny what hope is there?

Peter Bogdanovich กล่าวถึงจุดสิ้นสุดยุคสมัย Classical Hollywood

เราสามารถเปรียบเทียบตัวละคร Sonny = ผกก. Bogdanovich เติบโตขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวก่อน-หลัง พบเห็นความเปลี่ยนแปลงจาก Classical Hollywood สู่ยุคสมัย New Hollywood (หรือ Hollywood New Wave) แต่ตัวเขาดันตกหลุมรักวงการภาพยนตร์ยุคก่อน (= Sonny ร่วมรักกับหญิงสูงวัย Ruth) แม้ยังคงโหยหาสิ่งใหม่ๆ (= Sonny แอบแต่งงานกับ Jacy พยายามหนีไปด้วยกัน) ท้ายที่สุดก็ยังหวนกลับหา ไม่สามารถก้าวออกจากเมืองร้างแห่งนี้

เท่าที่อ่านความคิดเห็นจากนักวิจารณ์หลายๆสำนัก มักกล่าวว่าหนังมอบสัมผัสเก่า-ใหม่ (Old-New) โหยหาอดีต-ดำเนินสู่อนาคต (Past-Future) จุดจบความตาย-ถือกำเนิดใหม่ (Death-Rebirth) แต่ผมกลับไม่ค่อยรู้สึกเช่นนั้นสักเท่าไหร่ มันอาจเพราะลูกเล่นภาพยนตร์ของผกก. Bogdanovich ยังเป็นสิ่งแปลกใหม่ในยุคสมัยนั้น ตรงกันข้ามกับเรื่องราวที่โหยหาอดีต ความทรงจำวันวาน

ผมมองไม่เห็นความใหม่ (New) ดำเนินสู่อนาคต (Future) หรือการถือเกิดใหม่ (Rebirth) ทุกสิ่งอย่างที่ผกก. Bogdanovich นำเสนอออกมาคือการคร่ำครวญ โหยหา อยากให้อดีตหวนกลับมา อนาคตไม่ว่าจะดำเนินไปทิศทางไหน ล้วนพบเจอแต่หายนะ จุดจบ ความตาย พังทลาย ราวกับวันสิ้นโลกาวินาศ

  • Duane อาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Korea War โอกาสรอดชีวิตช่างริบหรี่
  • (กระหรี่) Jacy ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ย่อมต้องได้ผัวใหม่ แนวโน้มท้องก่อนแต่ง
  • เฉกเช่นเดียวกับร้านพูล คาเฟ่ และเมือง Anarene, Texas จะดำรงอยู่ได้อีกนานสักเท่าไหร่

ตอนจบของหนัง Ruth ระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราด สำแดงความไม่พึงพอใจ แต่ไม่นานเธอก็ค่อยๆสงบสติลง พร้อมสัมผัสอันนุ่มนวล ปลอบประโลม ยกโทษให้อภัย … นี่คือการปลงสังเวช ยินยอมรับสภาพเป็นจริง พึงพอใจกับสิ่งหลงเหลืออยู่เสียมากกว่า!


ด้วยทุนสร้าง $1.3 ล้านเหรียญ ทำเงินในการฉายครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา $13.1 ล้านเหรียญ ยุคสมัยนั้นถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ก็ดียอดเยี่ยม เข้าชิง/คว้ารางวัล Oscar, Golden Globe, BAFTA และอีกมากมาย

  • Academy Awards
    • Best Picture พ่ายให้กับ The French Connection (1971)
    • Best Director
    • Best Supporting Actor (Jeff Bridges)
    • Best Supporting Actor (Ben Johnson) **คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actress (Ellen Burstyn)
    • Best Supporting Actress (Cloris Leachman) **คว้ารางวัล
    • Best Adapted Screenplay
    • Best Cinematography
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Drama
    • Best Director
    • Best Supporting Actor (Ben Johnson) **คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actress (Ellen Burstyn)
    • Best Supporting Actress (Cloris Leachman)
    • New Star of the Year – Actress (Cybill Shepherd)
  • British Academy Film Awards (BAFTA Award)
    • Best Film
    • Best Director
    • Best Supporting Actor (Ben Johnson) **คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actress (Ellen Burstyn)
    • Best Supporting Actress (Cloris Leachman)
    • Best Screenplay **คว้ารางวัล

กาลเวลาทำให้ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ หนึ่งในภาพยนตร์สัญชาติอเมริกันยอดเยี่ยมตลอดกาล สถาบัน American Film Institute จัดอันดับ #96 ชาร์ท 100 Years…100 Movies (10th Anniversary Edition)

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K Ultra HD ผ่านการตรวจอนุมัติโดยผกก. Bogdanovich สามารถหาซื้อ Blu-Ray แผ่นของ Sony Pictures มีทั้งฉบับ Theatrical Cut และ Director’s Cut, ส่วนฉบับของ Criterion Collection รวมภาคต่อ Texasville (1990) … ของแถมพอๆกัน แล้วแต่ว่าอยากสะสมแบบไหน

มองผิวเผิน The Last Picture Show (1971) เหมือนเป็นหนังที่ไม่มีอะไร เพียงเมืองทิ้งร้าง ความเวิ้งว่างเปล่า แต่ผมอึ่งทึ่งในความซับซ้อน ทุกๆรายละเอียดล้วนสร้างสัมผัสกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน คนที่เติบโตในยุคสมัยนั้นคงโหยหาคร่ำครวญ หวนระลึกถึงอดีต ขณะที่ผู้ชมสมัยใหม่ซึมซับบรรยากาศห่อเหี่ยวสิ้นหวัง บทกวีอำลาอาลัย จุดสิ้นสุดยุคสมัย

สิ่งที่หลายคนเฝ้ารอคอย ใจจดใจจ่อที่สุด ภาพยนตร์อะไรที่ The Last Picture Show จะฉายเป็นเรื่องสุดท้าย? แม้การเลือก Red River (1948) ไม่ค่อยถูกใจผมสักเท่าไหร่ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าผกก. Bogdanovich มีความหลงใหลคลั่งไคล้ Howard Hawks และ John Wayne (จริงๆต้องรวม John Ford เข้าไปด้วย) และการอ้างอิงตอนจบด้วยภาษาภาพยนตร์ เรียกว่าสมบริบูรณ์แบบ

จัดเรต 18+ กับความรุนแรง เพศสัมพันธ์ บรรยากาศสิ้นหวัง

คำโปรย | The Last Picture Show บทกวีอำลาอาลัย จุดสิ้นสุดยุคสมัย วัยรุ่นเติบโตเป็นผู้ใหญ่
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ห่อเหี่ยว


MEAT Category: , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)