Rocky (1976)

Rocky

Rocky (1976) hollywood : John G. Avildsen ♥♥♥

สิ่งที่เรียกว่า American Dream คือ ความเท่าเทียมทางโอกาสและเสรีภาพ, Rocky เป็นคนที่ชาตินี้ชีวิตคงไม่มีอะไรดี ถ้าไม่ได้รับโอกาสต่อยมวยชิงแชมป์โลก มันจะถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต หรือความน่าอับอายขายขี้หน้า, คว้า 3 รางวัล Oscar รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี แต่ Sylvester Stallone พลาดทุกรางวัล

ตอนที่ Rocky ฉายถือว่าเป็นหนัง Blockbuster ได้รับความนิยมทำเงินสูงสุดแห่งปี ประสบความสำเร็จทั้งรายรับและกล่องรางวัล ที่ต่อมาได้กลายเป็นสูตรสำหรับหนังแนวมวย และกีฬาอีกหลายๆประเภท, แต่การได้ดูหนังเรื่องนี้ในสมัยปัจจุบัน กาลเวลาทำให้คุณค่าของหนังเปลี่ยนไป ในส่วนของดราม่ายังคงมีความยอดเยี่ยม แต่ฉากบนเวทีต่อยมวยไคลน์แม็กซ์สิบนาทีสุดท้าย หนังหมดพลังลงโดยสิ้นเชิง และกลิ่นตุๆของ American Dream ที่ยังคงเต็มเปี่ยม อาจทำให้หลายคนขยาดชาติอเมริกันไปอีกนาน

Sylvester Stallone ถือเป็นผู้ตั้งต้น ริเริ่มเขียนบทภาพยนตร์ Rocky หลังได้รับชมการต่อสู้ป้องกันเข็มขัดแชมป์โลกของ Muhammad Ali กับ Chuck Wepner ที่ Richfield Coliseum รัฐ Ohio เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 1975 ซึ่งกว่า Ali จะน็อก Wepner สำเร็จในยก 15 ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ว่าการต่อสู้จะยืดเยื้อยาวนานขนาดนั้น, ใช้เวลา 3 วันครึ่ง เอาความรู้สึก แรงบันดาลใจ ประทับใจนี้มาพัฒนาเป็นบทหนัง ไปเสนอกับ United Artists ที่อ่านแล้วชื่นชอบ อนุมัติให้สร้างแต่ได้ทุนไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะสตูดิโอเพิ่งมีโปรเจ็คขาดทุนย่อยยับเรื่อง New York, New York (1977) ของ Martin Scorsese

John G. Avildsen ผู้กำกับชาวอเมริกัน ก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จจาก Save the Tiger (1973) ที่ทำให้ Jack Lemmon ได้ Oscar: Best Actor และหนังยังได้เข้าชิงอีก 2 สาขา, ได้รับโอกาสให้กำกับหนังเรื่องนี้ เพราะผลงานเด่นมีลักษณะเกี่ยวกับผู้แพ้ในสังคม ซึ่ง Rocky ถือว่าเข้าทางเลย เป็นคนขี้แพ้อยู่ครึ่งเรื่อง ครึ่งหลังถึงกล้าพิสูจน์ตัวเองได้

ก่อนหน้าที่ Stallone จะได้รับบทนำ หลังจากนำบทหนังไปเสนอ สตูดิโอได้เล็งติดต่อ Robert Redford, Ryan O’Neal, Burt Reynolds, James Caan แต่สุดท้าย Stallone บอกประมาณว่า ‘ฉันคงไม่สามารถยกโทษให้ตัวเองได้แน่ ถ้าหนังประสบความสำเร็จโดยมีคนอื่นเป็นนักแสดงนำ’

รับบท Rocky Balboa อายุประมาณ 30 เป็นชาวอิตาเลี่ยน-อเมริกัน อาชีพนักมวยและคนตามทวงหนี้ อาศัยอยู่ในสลัมของ Philadelphia, มีนิสัยโอบอ้อมอารี รักสัตว์ ไม่ชอบรังแกคนอื่น แต่เกียจคร้าน ขาดความกะตือรือร้นในการมีชีวิต, โอกาสที่ Rocky ได้รับ ต้องถือว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ได้รับติดต่อให้ชกชิงแชมป์โลกรุ่น Heavyweight กับนักชกผิวสี Apollo Creed ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ติดอันดับ Ranking ใดๆด้วยซ้ำ

เกร็ด: ถ้ามองแบบคร่าวๆ จะเห็นว่า Rocky Balboa ได้แรงบันดาลใจมาจาก Chuck Wepner ส่วน Apollo Creed ก็คือ Muhammad Ali

ในบรรดาหนังของ Stallone ที่ผมเคยดู อาทิ Rambo, Cobra, The Expendables ฯ ใครๆคงติดภาพพระเอกหนังบู๊ล้างผลาญ บึกถึก ไม่ได้ต้องใช้ฝึมือการแสดงมากมายอะไร เน้นความเท่ห์ระเบิด บ้าระห่ำเพียงอย่างเดียว, แต่กับ Rocky ผมคิดว่าคือบทบาทเดียวของ Stallone ที่มีการแสดงออกมาจากภายใน ซึ่งผมรู้สึกว่านี่อาจคือตัวตนแท้จริงของเขา มีความอ่อนไหวนุ่มนวล ไม่ได้ชอบทำอะไรบ้าๆ รุนแรง แต่เพราะร่ายกายอันกำยำล่ำสั่น จึงถูกตราหน้า มองว่าเป็นพระเอกหนังบู๊แอ๊คชั่น จึงไม่สามารถแจ้งเกิด ได้รับการยอมรับจากบทบาทอื่น

เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะโอกาสของ Stallone ขายการแสดงกับรางวัล Oscar มีเพียงแค่ Rocky ตัวละครในจินตนาการนี้เท่านั้น ในปีนั้น โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ สามารถคว้า Oscar ติดกลับบ้านได้ แต่ Stallone พลาดทั้งสาขาเขียนบทและแสดงนำ, ยิ่งตอนปี 2015 กับหนังเรื่อง Creed ที่ Stallone ได้เข้าชิงสาขาตัวประกอบชายยอดเยี่ยม เป็นตัวเกร็งสมควรได้ที่สุด แต่กลับพลาดรางวัล นี่ถือว่า Academy ใจร้ายกับ Stallone อย่างมาก หวังว่าสักวันในอนาคตเขาจะได้อย่างน้อย Honorary Award เป็นการขอบคุณความทุ่มเทที่ทำงานในวงการนี้มานาน

แฟนสาวของ Rocky ชื่อ Adrianna ‘Adrian’ Pennino รับบทโดย Talia Shire (น้องสาวของ Francis Ford Coppola) ก่อนหน้านี้รับบทเป็น Connie Corleone ใน The Godfather Trilogy

Adrian เป็นสาวเนิร์ด ใส่แว่นหนาเตอะ ขี้อาย ค่อนข้างเก็บตัว และเป็นคนรักสัตว์, เชื่อว่าข้างในของเธอคงมีเปลวไฟอันเร่าร้อนแรงในความต้องการมีคนรัก ดูแลเอาใจใส่ แต่เพราะปมบางอย่าง (น่าจะเพราะพี่ชายที่เข้มงวดกวดขัน อาจเคยใช้ความรุนแรงกับเธอ) ทำให้เธอสร้างกำแพงขึ้นมาปกป้องตัวเองแล้วหลบซ่อนอยู่ภายใน (เหมือนการใส่แว่น และคลุมด้วยเสื้อผ้าหลายชั้น) แต่เมื่อเธอถูกรุกรานโดย Rocky ที่ค่อยๆทำลายกำแพงทีละชั้นจนหมดเปลือก เมื่อนั้นตัวตนแท้จริงของเธอจึงเผยออก

เกร็ด: เต่าเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่องช้า อืดอาดยืดยาด, นก=หญิงสาว ถูกขังในกรง, สุนัขจะตรงกันข้าม ตอนแรกถูกขังกรงไว้ ตอนหลังเมื่อปลดปล่อย ออกวิ่ง เป็นทั้งเพื่อนและสัญลักษณ์ของความรวดเร็ว

Talia Shire เป็นนักแสดงอิตาเลี่ยน-อเมริกัน ที่น่ารักมีเสน่ห์ ผมหลงรักเธอตอนใส่แว่น ครึ่งแรกกับความขี้อาย ดื้อด้าน มันดูน่ารักคิกขุ ไฮไลท์คือตอน First Kiss ที่ทำให้เรารู้สึกเข้าใจความต้องการแท้จริงของเธอ, แต่พอผ่านจุดนั้นไป การแสดงของเธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน กล้าพูดกล้าแสดงออกมากขึ้น กับฉากที่ระเบิดอารมณ์ออกมาต่อหน้าพี่ชาย ผมรู้สึกไม่ใช่เท่าไหร่ คือเธอไม่สามารถคั้นอารมณ์โกรธที่สุด ออกมาให้รู้สึกเชื่อได้ว่า โกรธสุดๆจริงๆ

Burt Young รับบท Paulie Pennino พี่ชายของ Adrian เพื่อนสนิทของ Rocky มีอาชีพเป็นคนขายเนื้อ, Pennino เป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียว ขี้เหล้า เก็บอารมณ์ไม่ค่อยได้ ไม่รู้มีสาเหตุเพราะ พ่อ-แม่ ที่อาจทิ้งพวกเขาไป ทำให้ตัวเองต้องเลี้ยงดูแลน้องสาวเพียงลำพัง ความเครียด ความทุกข์ยาก ทำให้เขาเจ็บปวด จึงมักระเบิดใส่เพื่อน น้องสาวอยู่เรื่อยๆ, การแสดงของ Young ต้องบอกว่าโดดเด่นแย่งซีนของ Stallone และ Shire ในหลายๆครั้ง ถึงขนาดได้เข้าชิง Oscar สาขานักแสดงสมทบชาย

Burgess Meredith รับบท Mickey Goldmill ผู้จัดการและเทรนเนอร์ของ Rocky ด้วยวัยที่แก่มากแล้ว ประสบการณ์ได้เสี้ยมสอนให้มีความดื้อด้าน หัวรั้น เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ซึ่งกับ Rocky ที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นดีมีแวว แต่แทนที่จะชี้แนะสั่งสอน กลับปล่อยปละจนเสียคน, ซึ่งเมื่อตอน Rocky ได้รับโอกาสชกชิงแชมป์โลก ตัวเองก็ถ่อมาแสดงตนขอโอกาส เพื่อที่จะเป็นผู้จัดการและเทรนเนอร์ส่วนตัว, การแสดงของ Meredith ในบทตาแก่หัวรั้น โผล่มาไม่มาก แต่แย่งซีนหนังไปเต็มๆ มีความโดดเด่นระดับได้เข้าชิง Oscar สาขานักแสดงสมทบชายเช่นกัน

อีกหนึ่งที่คงต้องพูดถึงคือ Carl Weathers รับบท Apollo Creed แชมป์โลกเฮฟวี่เวท ที่ให้โอกาส Rocky ได้ท้าชิงแชมป์โลก, Creed เป็นนักมวยปากดี (เหมือน Muhammad Ali ไม่ผิด) เรื่องฝีมือคงไม่ธรรมดาแหละ มายืนถึงจุดแชมป์โลกได้ การให้โอกาสกับนักมวยท้องถิ่น ถือว่ามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล แต่ตัวเองกับแสดงความประมาท เพราะไม่คิดว่าคนธรรมดาทั่วไป จะสามารถล้มตัวเองได้ ศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ ถึงตอนจบจะไม่บอกว่าผลลัพท์เป็นยังไง ถ้าใครดูภาค 2 ต่อก็จะรู้ว่า Creed ชนะคะแนนไปแบบไม่เป็นเอกฉันท์ บทเรียนนี้คงจดจำไม่ลืมเลยละ

ถ่ายภาพโดย James Crabe มักจะใช้ Long Shot กับ Medium Shot เป็นส่วนใหญ่ (แทบจะไม่มี Close-Up เลย) และมีการใช้ Steadicam กล้องมือถือ ถ่ายขณะ Rocky ออกวิ่งจ็อกกิ้ง

เกร็ด: Rocky ถือเป็นหนังเรื่องที่ 3 ที่ใช้กล้อง Steadicam ถัดจาก Bound for Glory (1976) และ Marathon Man (1976)

จุดเด่นของงานภาพ คือการใช้ Long Shot เพื่อเล่าเรื่องสื่อความหมาย, ยกตัวอย่าง ขณะที่ Rocky พาเด็กหญิงคนหนึ่งไปส่งบ้าน เขาเดินมาไกลๆ พูดคุยอธิบายให้เธอฟังถึงความไม่เหมาะสมที่เด็กอายุ 12 จะมีแฟนและเสียตัว กล้องจะแพนตามพวกเขาช้าๆจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง เสียงที่ได้ยินก็จากไกลๆ ดังขึ้นเรื่อยๆเมื่อเดินผ่านหน้ากล้อง ใจความของฉากนี้เหมือนว่า สิ่งที่ Rocky พยายามพูดสอนเป็นได้แค่เสียงก้องสะท้อนอยู่ไกลๆ ที่ไม่สามารถเข้าถึงหัวใจของผู้ฟังได้

อีกฉากหนึ่งตั้งกล้องไว้เฉยๆ หลังจาก Mickey ออกมาจากบ้านของ Rocky เราจะได้ยินเสียงบ่นระงม ระบายความรู้สึกดังตามหลังมา ถึงความไม่เคยสนใจเหลียวแล แยแสต่อเขา แล้วอยู่ดีๆมาอ้อนวอนขอ ทำอะไรเอาปานนี้, ชายแก่ก็รู้ตัวดีว่าเคยทำไม่ดีกับเขา เดินเลียบถนนออกห่างกล้อง แล้วทันใดนั้น Rocky ก็ออกจากบ้าน เดินวิ่งเข้าไปหาเขา เห็นภาพ ณ ตำแหน่งไกลๆ ทั้งสองสวมกอดปรับความเข้าใจ ยอมรับให้อภัยซึ่งกันและกัน, นี่คือภาษาภาพยนตร์ของ Long Shot เลยนะครับ ระยะทางมีความหมายถึง ความใกล้ไกล ของความทรงจำ/ความเข้าใจ/ความรู้สึก ที่พอถึงจุดๆหนึ่ง เมื่อต่างเข้าใจกันแล้ว ก็สามารถปรับทำความเข้าใจกันได้

หนังมีการใช้ Archive Footage ภาพผู้ชมจาก Madison Square Garden (จะเห็นภาพเบลอๆหน่อย คุณภาพสีไม่ชัดมาก) เพราะหนังทุนสร้างน้อย จึงไม่มีเงินจ้างตัวประกอบหลายพันหลายหมื่นมาให้เต็มสนาม และที่เห็นด้านหลังไกลๆของหนัง จะถูกทำให้มืดสนิท เห็นกองเชียร์อยู่รอบสนามแค่ไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น

ฉากการต่อสู้ เห็นว่าตอนแรกไม่ได้มีการเตรียมแผนอะไรไว้เลย วันแรกทดลองให้ต่อยกันจริงๆปรากฏว่าผิดคิว เกิดอุบัติเหตุ และหามุมกล้องที่เหมาสมไม่ได้ วันถัดมาถึงค่อยมีการซักซ้อม เตรียมการล่วงหน้า ว่าจะเคลื่อนไหว เดินไปตรงไหน ชกยังไง

เกร็ด: ระหว่างถ่ายทำฉากที่ Rocky สู้กับ Apollo เห็นว่าทั้ง Stallone และ Weathers ต่างได้รับบาดเจ็บขณะต่อสู้ Stallone บาดเจ็บที่ซี่โครง ส่วน Weathers บาดเจ็บที่จมูก (ตรงกันข้ามกับที่ตัวละครของตนเองบาดเจ็บ)

ส่วนฉากที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด คือกล้องเคลื่อนตาม Rocky ขณะวิ่งขึ้นบันไดที่ Philadelphia Museum of Art, Philadelphia, Pennsylvania แล้วกำหมัดยกมือขึ้นสองข้างเหนือหัว ปัจจุบันที่บันไดแห่งนั้นได้รับการเรียกขานว่า Rocky Steps (มีรูปปั้น Rocky ชูมืออยู่แถวๆนั้นด้วย)

ถ้าผมจำไม่ผิด ภาคอื่นๆก็จะมีฉากวิ่งผ่านบันไดแล้วยกมือขึ้นนี้ เป็นการคารวะต้นฉบับทุกครั้ง แต่ภาค 2 ถือว่าเป็นไฮไลท์สุด เพราะมีผู้คน/นักข่าว มายืนรอเต็มไปหมด เรียกได้ว่ากลายเป็นศูนย์รวมความสนใจของผู้คนไปแล้ว

ตัดต่อโดย Richard Halsey และ Scott Conrad นี่เป็นสาขาที่ได้รางวัล Oscar, เนื่องจากหนังเรื่องนี้อยู่ในยุคก่อน Raging Bull ซึ่งฉากการชกมวยบนเวที ยังมีความเชื่อว่า ควรถ่ายจากข้างนอกเวที เป็นมุมมองของผู้ชมหลังเชือก

ความเร็วในการเล่าเรื่อง ถือเป็นจุดเด่นของหนัง ต้นเรื่องการตัดต่อจะค่อนข้างช้า (Slow Pace) เนิบนาบอืดอาดน่าเบื่อหน่าย สะท้อนชีวิตของ Rocky ที่ก็ไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้นน่าสนใจเท่าไหร่ จากนั้นทุกอย่างจะค่อยๆเร็วขึ้น ตามโอกาสของเนื้อเรื่องที่เข้ามา ช่วงท้ายขณะต่อสู้ชิงแชมป์โลก เป็นไคลน์แม็กซ์ที่มีความเร็วพอสมควร ตื่นเต้น เร้าใจ (มั้งนะ) และตอนจบที่ตัดต่อแบบกระโดดข้ามโน่นนี่นั่น (จาก High Speed กลายเป็น Jump Speed) ไม่ได้ Oscar ก็ให้รู้ไปสิ

การเล่าเรื่องถือว่ามี 2-3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีใจความคู่ขนานคล้ายๆกัน
1) เรื่องราวระหว่าง Rocky กับ Adrian หญิงสาวปิดตัวเอง แต่เมื่อถูกรุกเร้าจนในที่สุดยินยอม เปิดหัวใจของตนออก
2) เรื่องราวกับ Paulie มีปัญหาเรื่องความเข้าใจ ต้องการความรุนแรง โทษผู้อื่น สุดท้ายปรับความเข้าใจ รับการให้อภัย
3) เรื่องราวกับ Mickey กับโอกาสที่ต้องการมี แต่ไม่เคยได้ จมอยู่กับอดีต สุดท้ายยอมรับความผิด เข้าใจตัวเอง ให้อภัยซึ่งกันและกัน

ตอนจบแบบค้างคาสุดๆ ผลลัพท์เป็นยังไงไม่มีใครรู้ เพราะสิ่งที่หนังต้องการนำเสนอคือ โอกาสและการไขว่คว้า ชัยชนะเป็นเพียงผลพลอยได้ ของแถม หาสลักสำคัญอะไรไม่ นี่อาจทำให้คนดูหลายคนหัวเสีย แต่ไม่ต้องวิตกไป อยากรู้ผลแพ้ชนะ ตามไปหาดูภาค 2 ต่อเอาเอง

ตอนจบแบบเดิมที่ Stallone วางแผนเอาไว้ ค่อนข้างมืดหม่น เพราะหลังจากคืนที่ Rocky คิดว่าตัวเองคงไม่มีทางเอาชนะ Apollo จึงตัดสินใจ ‘Throw fight’ ผมไม่แน่ใจแปลว่า ล้มมวย แกล้งแพ้หรือไม่ยอมขึ้นสู้, ถ้าจบแบบนี้ ผมว่าน่าสนใจมากๆ หนังจะกลายเป็นตำนานระดับเดียวกับ Raging Bull หรืออาจยิ่งใหญ่กว่าเลยนะ (กระนั้นปัจจุบัน ใครๆก็ยกย่องให้ Rocky เป็นหนังมวยอันดับ 2 รองจาก Raging Bull อยู่แล้ว)

มีตอนจบอีกแบบที่หนังถ่ายทำไว้ แต่ถูกตัดออก คือ Rocky และ Adrian เดินออกจากสนาม (แบบภาพบนโปสเตอร์ที่ผมเลือกมา) ทั้งสองเดินลับหายไปในเงามืด

เพลงประกอบโดย Bill Conti, จะได้ทำนองเพลงหลัก (Main Theme) มีลักษณะคล้ายๆกันอยู่ทั้งเรื่อง เป็นดนตรี Rock แห่งยุค 70s ความประทับใจแรกของผมคือ นี่มันเหมือนดนตรีเพลงชาติความฝันอเมริกา ให้ความรู้สึกฮึกเหิม มีพลัง พร้อมต่อสู้กับอุปสรรคกับโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิต, กับเพลงที่ได้เข้าชิง Oscar ชื่อ Gonna Fly Now คำร้องโดย Carol Connors กับ Ayn Robbins ขับร้อง/บรรเลงโดย DeEtta Little และ Nelson Pigford

ความฝันอเมริกัน (American Dream) นิยามได้ว่าเป็น ความเท่าเทียมทางโอกาสและเสรีภาพ ที่เอื้อให้พลเมืองบรรลุถึงเป้าหมายชีวิต ด้วยการทำงานหนักและด้วยความมุ่งมั่น ประกอบด้วย 3 สิ่ง
1) เสรีภาพของบุคคลในการเลือกวิถีการดำเนินชีวิต
2) โอกาสที่จะเข้าถึงความมั่งคั่งได้โดยเสรี
3) การเสาะแสวงหาและการแลกเปลี่ยนเป้าประสงค์ร่วมระหว่างบุคคลกับสังคมของตน

นี่เป็นปรัชญาความเชื่อของชาวอเมริกัน นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เริ่มจากประเทศอังกฤษมีการส่งเสริมให้ประชาชนอพยพ ย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในอาณานิคมที่ทวีปอเมริกา โดยบอกว่า อเมริกามีทุกอย่างที่เหลือเฟือ, อเมริกาคือดินแดนแห่งโอกาส และอเมริกาเป็นดินแดนแห่งพรหมลิขิต, นี่คือจุดกำเนิดเริ่มต้นที่มีมาพร้อมกับประเทศแห่งนี้ และยังคงสืบสานความเชื่อมาจนถึงปัจจุบัน

ใจความของหนังเรื่องนี้ เทียบได้คือความฝันอเมริกัน กับโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ร่ำรวยมีชื่อเสียง ได้ทำอะไรที่ตนไม่เคยวาดฝัน มีโอกาส หรือต้องการจะไปถึง, นี่คือใจความลักษณะ ชวนเชื่อ เพื่อปลูกฝังให้ผู้คนไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่ตนมีอยู่ เพราะสักวัน ไม่แน่ว่าอาจมีโอกาสถูกหวย ได้ทำบางสิ่งบางอย่างแบบ Rocky เพราะชีวิตจริงอะไรๆก็เกิดขึ้นได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้ คืออย่ามัวแต่รอโอกาส ไม่ใช่ว่าทุกคนในโลกจะโชคดีเหมือนกันหมด ก่อนที่จะเราจะได้รับโอกาส จำเป็นต้องแสวงหาโอกาสเสียก่อน, ดูอย่าง Rocky ไม่ใช่ว่าเพราะเขาเป็นนักมวย เคยฝึกซ้อม เคยมีอนาคต เคยมีความหวังอยู่หลายปี แต่แค่ชีวิตจริงมันไม่ง่ายเหมือนความฝัน ปัจจุบันแม้จะเบี่ยงเบนไป แต่ก็ยังอยู่ในวิถีแห่งโอกาส ซึ่งสิ่งที่เขาได้รับ ถือว่าอยู่ในเส้นทาง รัศมีของโอกาส ถ้าเขาไม่ใช่นักมวย ก็คงไม่มีโอกาสชิงแชมป์โลก … “โอกาสจะมาหา กับคนที่แสวงหามันเท่านั้น”

ด้วยทุนสร้างเพียง $1.1 ล้านเหรียญ รวมฆ่าโฆษณาอีก $4.2 ล้านเหรียญ หนังทำเงินในอเมริกา $225 ล้านเหรียญ ทำเงินสูงสุดแห่งปี เข้าชิง Oscar 9 สาขา 10 รางวัล ได้มา 3 สาขา ประกอบด้วย
– Best Picture **ได้รางวัล
– Best Director **ได้รางวัล
– Best Actor (Sylvester Stallone)
– Best Actress (Talia Shire)
– Best Supporting Actor (Burgess Meredith)
– Best Supporting Actor (Burt Young)
– Best Original Screenplay
– Best Film Editing **ได้รางวัล
– Best Original Song เพลง Gonna Fly Now
– Best Sound Mixing

มีหรือหนังประสบความสำเร็จขนาดนี้จะไม่สร้างภาคต่อ นับถึงปัจจุบันมี 6+1 ภาค ประกอบด้วย
– Rocky (1976)
– Rocky II (1979)
– Rocky III (1982)
– Rocky IV (1985) ภาคนี้ทำเงินสูงสุด
– Rocky V (1990)
– Rocky Balboa (2006)
– Creed (2015) ภาคนี้ Rocky ไม่ได้ต่อย แต่เป็นโค้ชให้ Adonis ‘Donnie’ Johnson ลูกของคู่ปรับเก่า Apollo Creed

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ ถ้าตัดสิบนาทีสุดท้ายบนเวทีออกไปจะชอบมากระดับหลงรักเลยละ ถือว่าเป็นหนังที่มีดราม่าเข้มข้น ยอดเยี่ยม สมจริง และวิธีการนำเสนอ เล่าเรื่องน่าสนใจ (แต่กับคอหนังสมัยใหม่ อาจรู้สึกชักช้าไม่ทันใจ)

กับฉากต่อยมวย ถือว่าหนังยังขาดความสร้างสรรค์ และความกล้าที่มากพอ คือมันเห็นชัดๆเลยละ ว่าต่อยวืดไม่โดน ล้มแบบอะไรว่ะ? สัมผัสถึงความตื่นเต้น เร้าใจไม่ได้เลย (นี่ถูกเรียกว่า Hollywood Boxing) ดีที่สุดแล้วใช่ไหมกับหนังสมัยนั้น!

ผมถือว่าหนังเรื่องนี้คือตัวอย่างของ กาลเวลาทำให้หนังเสื่อมคลายมนต์ขลังลงไป, เพราะความที่มีภาพยนตร์เกี่ยวกับมวยเรื่องใหม่ๆ ได้รับการสร้างขึ้นต่อเนื่อง และมีความสมจริงระดับสัมผัสได้ นี่ถือเป็นบทพิสูจน์หนังเก่าๆเลยละ ถ้าเรื่องไหนยังสามารถดูสดใหม่ ไม่เก่าเลย (แบบ Raging Bull) นั่นจะเรียกว่าอมตะ แต่ถ้าไม่จะถือว่าความนิยมสมัยนั้นเป็นแค่ เทรนด์แฟชั่น ที่ปัจจุบันเชย ล้าหลัง ตกยุคไปแล้ว ซึ่งเราสามารถเรียกหนังประเภทนี้ได้ว่า ‘คลาสสิก’

แนะนำกับแฟนๆกีฬา โดยเฉพาะต่อยมวย, ชอบหนัง American Dream ความฝัน โอกาส เสรีภาพ, แฟนๆ Sylvester Stallone ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 13+ กับเลือดและสภาพสังคมสลัม

TAGLINE | “ในส่วนของดราม่าหนัง Rocky ของ Sylvester Stallone ถือว่ายังยอดเยี่ยมไม่สิ้นมนต์ขลัง แต่ช่วงสุดท้ายฉากบนเวทีต่อยมวยวืด ได้ไร้ความสมจริง จับต้องไม่ได้”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of