Shadow of a Doubt (1943)

Shadow of a Doubt (1943) hollywood : Alfred Hitchcock ♥♥♥♥

เมื่อเราเกิดความ ‘เคลือบแคลงใจ’ กับใครสักคนหนึ่ง มันยากยิ่งที่จะให้โอกาสหรือยินยอมรับคำขอโทษ, Teresa Wright รับบทวัยรุ่นสาว เกิดความใคร่สงสัยในตัวลุง Joseph Cotten สืบค้นหาจนพบเจอความจริงที่ไม่น่าพิศวงนัก จากที่เคยสนิทสนมใกล้ชิดกลายเป็นมิอาจลงรอยอยู่ร่วมกันได้, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Shadow of a Doubt เป็นอีกผลงานระดับขึ้นหิ้งของผู้กำกับ Alfred Hitchcock แม้ไม่ถึงขั้น Masterpiece แต่มีความยอดเยี่ยมโดดเด่นในสไตล์ลายเซ็นต์และความคลาสสิก สามารถชี้ชักนำพาอารมณ์ของผู้ชมให้เกิดความลุ้นระทึกตื่นเต้นขีดสุด ตั้งคำถามกับ ‘ความสงสัย’ จะสามารถโลดโผน เตลิดแล่นไปได้ไกลถึงระดับไหน?

Alfred Hitchcock หลังเซ็นสัญญาทาสกับ David O. Selznick เดินทางสู่ Hollywood สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Rebecca (1940) คว้า Oscar: Best Picture แต่ความบาดหมางของทั้งคู่ถือว่าร้าวลึก เพราะความจุ้นจ้าน(เสือก)ของโปรดิวเซอร์ Selznick ทำให้ผู้กำกับ Hitchcock พยายามดิ้นรนชักรอกตัวเอง ขอให้โปรดิวเซอร์/สตูดิโออื่นติดต่อยืมตัว รวมๆแล้วในระยะเวลา 7 ปีของสัญญา ทั้งสองมีผลงานร่วมกันเพียงสองเรื่องเท่านั้น [Rebecca (1940) กับ Spellbound (1945)]

(เราสามารถเปรียบตัวละครหนึ่งในหนัง ได้กับโปรดิวเซอร์ Selznick ความร้าวฉานผิดใจเพียงครั้งเดียว ทำให้พวกเขามองหน้ากันแทบไม่ติด!)

แต่การเดินทางสู่อเมริกาของ Hitchcock สร้างความทุกข์ทรมานใจให้เขาลึกๆ เพราะคาบเกี่ยวกับช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่สอง เคยบินข้ามทวีปกลับไปเยี่ยมแม่ที่อังกฤษ ชักชวนให้มาอยู่อเมริกาด้วยกันแต่เธอไม่ยอม หวนกลับมาสร้าง Foreign Correspondent (1940) ปลุกชาวอเมริกันให้รับรู้ถึงภยันตรายแห่งสงครามที่กำลังปะทุขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นตัวเขาก็มิอาจกลับบ้านได้หลายปี เพราะไม่มีสายการบินพาณิชย์ไหน กล้าบินเข้ายุโรปหรือประเทศอังกฤษตรงๆ (กลัวถูกลูกหลงจากสงคราม)

เพราะความคิดถึงแม่ (ละมั้ง) พอได้ยินเรื่องเล่า ‘Uncle Charlie’ จากนักเขียน Gordon McDonnell เกี่ยวกับลุงคนหนึ่งชื่อ Charlie น้องชายของแม่ ก็ไม่รู้ทำงานอะไร นานๆจะเดินทางมาเยี่ยมเยือนที่บ้านครั้งหนึ่ง มักพกพาเงินสดจำนวนมากติดตัวมามาด้วย ช่างเป็นคนที่มีความลึกลับน่าพิศวงสงสัยยิ่งนัก!

Hitchcock ได้ยินเรื่องเล่านี้ พลันนึกถึง Henri Désiré Landru (1869 – 1922) ฆาตกรต่อเนื่อง Serial Killer สัญชาติฝรั่งเศส เจ้าของฉายา Bluebeard ระหว่างปี 1915-1919 ลวงล่อหลอกและฆาตกรรมหญิงหม้ายสิบคน (และเด็กชายอีกคน) เพื่อหวังฮุบทรัพย์สินมรดกก้อนโต แต่ภายหลังถูกจับได้ ประหารชีวิตตัดคอด้วย Guillotine เมื่อปี 1921

เกร็ด: เรื่องราวของ Henri Désiré Landru เป็นแรงบันดาลใจให้ภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง ที่เด่นๆอาทิ
– Monsieur Verdoux (1947) ของผู้กำกับ Charlie Chaplin
– Landru (1962) กำกับโดย Claude Cahbrol

พัฒนาบทภาพยนตร์โดย Thornton Wilder, Sally Benson, Alma Reville เห็นว่ามีฉากที่แสดงว่า Uncle Charlie กับ Young Charlie มีความสัมพันธ์ทางเพศ (Incest) กันด้วย แต่แน่นอนว่าต้องถูกตัดออกไป เอ่ยถึงแสดงออกชัดเจนเกินก็อาจถูก Hays Code ที่เข้มงวดเล่นงานได้

Charlie Newton หรือ Young Charlie (รับบทโดย Teresa Wright) หญิงสาววัยรุ่นอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ Santa Rosa, California กำลังครุ่นคิดสงสัยเหตุผลการมีชีวิตอย่างเบื่อหน่าย รอวันได้พบเจอปาฏิหารย์ รับรู้จากโทรเลขว่า Uncle Charlie หรือ Charles Oakley (รับบทโดย Joseph Cotten) กำลังเดินทางมาเยี่ยมเยือนพวกเขา ทั้งสองเหมือนเป็นฝาแฝดพี่น้อง เพราะแม่จงใจตั้งชื่อเธอให้เหมือนกับลุงที่เคารพรักยิ่ง

แต่แล้วการมาถึงของชายสองคน นักสืบที่แอบปลอมตัวเป็นนักข่าวมาหลอกสัมภาษณ์ถ่ายรูป ทำให้ Young Charlie ได้รับรู้ความจริงบางเกี่ยวกับลุง Uncle Charlie แม้จะมิได้พูดออกมาตรงๆ แต่หลักฐานและการแสดงออกชี้ชักนำพาไปทางนั้น ซ้ำร้ายเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ลุงที่เคยรักยิ่งกลับหาทางที่จะปิดปากหลานสาวของตนเอง นั่นทำให้…

Muriel Teresa Wright (1918 – 2005) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Harlem, New York City หลังจากได้รับชม Helen Hayes ในการแสดงละครเวทีเรื่อง Victoria Regina ตัดสินใจเป็นนักแสดง โตขึ้นเป็น Understudy ของ Dorothy McGuire กับ Martha Scott ก่อนมีผลงานเรื่องแรก Life with Father (1939) ไปเข้าตา Samuel Goldwyn จับเซ็นสัญญานำมาแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก The Little Foxes (1941) เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress ปีถัดมากับ Mrs. Miniver (1942) คว้ารางวัลนี้ได้สำเร็จ และอีกปีถัดไปเข้าชิงอีกครั้งกับ The Pride of the Yankees (1943), ผลงานเด่นอื่นๆอาทิ Shadow of a Doubt (1943), The Best Years of Our Lives (1946) ฯ

รับบท Charlie Newton หรือ Young Charlie วัยรุ่นสาวขี้สงสัย เธอกำลังตั้งคำถามกับการมีชีวิต เป้าหมายของตนเองและครอบครัว เบื่อหน่ายกับวิถีที่เป็นอยู่ เพ้อฝันรอคอยถึงปาฏิหารย์ ซึ่งการมาของ Uncle Charlie เหมือนว่าจะตอบโจทย์เธอได้ทุกอย่าง

กระนั้นความฝันก็แทบพังทลาย เมื่อหญิงสาวเกิดความคับข้องสงสัย ระแคะระคายบางสิ่งอย่าง สืบค้นหาจนรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Uncle Charlie นั่นทำให้เธอเกิดความรังเกียจขยะแขยง ปฏิเสธต่อต้าน หวาดกลัวในลุงที่ตนเคยรักยิ่ง

ในตอนแรก Hitchcock เล็ง Joan Fontaine กับ Olivia de Havilland แต่ทั้งคู่ติดงานอื่น นัดหมายพูดคุยกับ Teresa Wright ตอบตกลงรับเล่นทันทีเพียงแค่ฟังเรื่องย่อจากผู้กำกับ

Wright เป็นผู้หญิงที่มีความน่ารักน่าชัง ตอนเล่นหนังเรื่องนี้อายุ 24-25 แต่ยังมีภาพลักษณ์เหมือนวัยรุ่นสาว 15 ปี แถมการแสดงยังเต็มเปี่ยมด้วยพลัง แสดงออกได้ทั้งความเบื่อหน่าย ดีใจยิ้มแย้ม สนุกสนานร่าเริง ขณะเดียวกันเมื่อเริ่มสงสัยระแคะระคาย มีสีหน้าหวาดหวั่นวิตกกลัว ออกวิ่งแบบร้อนรน จนเมื่อรับรู้ความจริงก็เกือบตาย ผู้ชมจะรู้สึกใจหายวาบเมื่อถูกประทุษร้าย ไม่อยากให้เด็กหญิงสาวผู้นี้ต้องมีอันเป็นไปแม้แต่น้อย

น่าเสียดายที่ Wright ผมสีดำไม่ใช่บลอนด์ ความน่ารักสดใสของเธอก็ดูขัดแย้งแตกต่างจากภาพไฮโซชั้นสูงของ Hitchcock Blond นี่จึงเป็นครั้งแรกครั้งเดียวที่ทั้งสองมีโอกาสได้ร่วมงานกัน (กระนั้น Wright เคยมารับเชิญในรายการโทรทัศน์ The Alfred Hitchcock Hour แต่ Hitchcock กลับไม่ได้กำกับตอนนั้น)

Joseph Cheshire Cotten Jr. (1905 – 1994) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Petersburg, Virginia, ตั้งแต่เด็กสนใจด้านการแสดง มีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่อง ครอบครัวเลยส่งไปเรียน Hickman School of Expression ที่ Washington, D.C. จบออกมายังหางานไม่ได้ เป็น Lifeguard ที่ Wilcox, ทำงานโฆษณา, นักวิจารณ์, มีโอกาสรู้จักเป็นเพื่อนกับ Orson Welles ให้เสียงพากย์ Radio Drama ตามด้วยแสดงละครเวทีประกบ Katharine Hepburn แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Too Much Johnson (หนังสั้นที่ Welles กำกับ) ตามด้วย Citizen Kane (1941), The Magnificent Ambersons (1942), Shadow of a Doubt (1943), Duel in the Sun (1946), Portrait of Jennie (1948), The Third Man (1949) ฯ

ในชีวิตของ Cotten เคยได้รับรางวัลเดียวเท่านั้นในชีวิตคือ Volpi Cup for Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Venice เรื่อง Portrait of Jennie (1948) ไม่เคยได้เข้าชิง Oscar หรือ Golden Globe หรือสถาบันอื่นใด เป็นนักแสดงที่มักถูกมองข้ามโดยสิ้นเชิง

รับบท Charles ‘Uncle Charlie’ Oakley แวมไพร์หนุ่มที่คอยสูบเลือดเนื้อของหญิงสาว หลงใหลโดยเฉพาะกับหญิงหม้ายฐานะร่ำรวย แม้จะไม่มีหลักฐานรูปถ่ายลายนิ้วมือมัดตัว แถมยังสามารถดิ้นรนหนีเอาตัวรอดได้ แต่ได้รับการค้นพบโดยหลานสาวตัวเองที่รักยิ่ง เพราะหลักฐานแหวนมรกด (Emerald) มีสลักชื่อใครสักคน เป็นความผิดพลาดที่ต้องแลกกับทุกสิ่งอย่างในชีวิต

เกร็ด: หนังมีสอดแทรกสัญลักษณ์แวมไพร์ของตัวละครนี้อยู่หลายครั้ง
– ฉากแรกนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง สองมือกุม (เหมือนแวมไพร์นอนอยู่ในโลง)
– ประโยคคำพูด ‘The same blood runs through our veins’ มาจากหนังเรื่อง Dracula (1931)
– ตัวละครมาถิ่นกำเนิดจาก Philadelphia ซึ่งคล้องกับ Pennsylvania หรือ Transylvania สถานที่ต้นกำเนิด Dracula

“He thought the world was a horrible place. He couldn’t have been very happy, ever. He didn’t trust people. Seemed to hate them. He hated the whole world. You know, he said people like us had no idea what the world was really like.”

นี่เป็นคำอธิบายของ Young Charlie พูดถึงลุงสุดที่รักได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะมองโลกในแง่ร้ายจึงมิอาจพบเจอความสุข เชื่อใจใครไม่ได้ รังเกียจต่อต้านทุกสิ่งอย่าง

เกร็ดไร้สาระ: หนังมีคำพูด Charlie ประมาณ 170 ครั้งในหนัง

บทบาทนี้ในแรก Hitchcock อยากให้ Cary Grant รับบทนำ แต่ติดสงครามโลก, William Powell แต่ MGM ไม่ยอมให้ยืมตัว สุดท้ายเลยตกเป็นของดาราหน้ายังใหม่ Cotten

ในสไตล์ของผู้กำกับ Hitchcock มักต้องมีตัวละครหนึ่งที่ถูกเข้าใจผิดจับพลัดจับพลู ‘The Innocent Man Wrongly Accused’ แต่สำหรับตัวละครนี้ แม้สายสืบจะตรวจสอบแล้วว่าไม่ใช่ฆาตกร (มันเช็คพลาดได้ยังไง!) แต่หลักฐานคามือคาตา ยังไงหมอนี้ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอน

ภาพลักษณ์ของ Cotten ในมุมปกติจะไม่ค่อยเหมือนฆาตกรเสียเท่าไหร่ แต่เมื่อทำหน้านิ่วคิ้วเข้มขมวด จัดแสงหันเข้าหามุมมืด โอ้! นี่มันโรคจิตชัดๆ ใช้ความหล่อเป็นอาวุธสยบหญิงสาวทุกเพศวัย มองหน้าไม่รู้ใจเสียจริง

ส่วนใหญ่ของหนังถ่ายทำยังสถานที่จริง Santa Rosa, California ไม่ได้ห่างไกล Hollywood นัก แต่เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินมากว่าจ้างนักแสดงสมทบสมัครเล่น ซึ่ง Edna May Wonacott ที่รับบทน้องสาว Ann Newton และ Estelle Jewell รับบท Catherine (เพื่อนสาวของ Charlie ที่พบเจอในไนท์คลับ) เป็นคน Santa Rosa ที่ผ่านการคัดเลือกนักแสดง

ถ่ายภาพโดย Joseph A. Valentine (1900 – 1949) ตากล้องสัญชาติอิตาเลี่ยน-อเมริกัน คว้า Oscar: Best Cinematography เรื่อง Joan of Arc (1948), ร่วมงานกับ Hitchcock สามครั้ง Saboteur (1942), Shadow of a Doubt (1943), Rope (1948) น่าเสียดายอายุสั้นไปเสียหน่อย

หา Hitchcock กันเจอรึเปล่าเอ่ย คราวนี้ไม่ได้หันหน้ามาตรงๆ เห็นบนรถไฟกำลังถือไพ่แบบโกงหมดหน้าตัก

ควันดำที่โพงพุ่งออกมาจากรถไฟ มีนัยยะเชิงสัญลักษณ์ สะท้อนการมาถึงของความชั่วร้าย (ปกติมันไม่ควันดำโขมงขนานี้นะครับ น่าจะใส่อะไรเข้าไปในหัวรถจักร)

หนังเล่นกับบันไดหลายฉากทีเดียว มีทั้งมุมก้ม-เงย ตัวละครเดินขึ้นลง แต่ยังไม่ถึงจุดที่มีการเคลื่อนไหวจากชั้นหนึ่งไปอีกชั้นหนึ่ง [เรื่องที่กล้องเคลื่อนจากชั้น 2 ลงไปชั้น 1 ครั้งแรกคือ Notorious (1946)]

มีสองไดเรคชั่นการเคลื่อนกล้องของหนังที่เจ๋งมากๆ

วินาทีที่ Young Charlie รับรู้แล้วว่าตัวตนของ Uncle Charlie คือใคร กล้องค่อยๆเคลื่อนออกจากตัวเธอขณะนั่งดูแหวนมรกต ลุกขึ้นเดินออกจากห้องสมุดไป ให้สัมผัสที่ใจหายวาบ ราวกับความสัมพันธ์ที่เคยชิดใกล้ พลันถอยห่างรับไม่ได้โดยพลัน

เกร็ด: หนังใช้คำว่า Emerald มรกต (สีเขียว) แต่ดูจากแหวนสีเหมือนจะเป็นนิลมากกว่านะ ซึ่งสะท้อนถึงความชั่วร้าย (สีเขียวก็ชั่วร้ายไม่ต่าง)

ฉากบนโต๊ะอาหาร (นี่หลังจาก Young Charlie รับรู้ตัวตนของลุงแล้ว) กำลังสนทนาอย่างออกรสในเรื่องเกี่ยวกับหญิงหม้าย กล้องจะค่อยๆเคลื่อนใกล้เข้าไปจนเห็นภาพ Close-Up ใบหน้าของ Uncle Charlie ราวกับเป็นการซูมเข้าหาความชั่วร้าย โฟกัสคำตอบของหญิงสาว ที่เธอสงสัยคิดเข้าใจไปนั้นไม่ผิดแต่ประการใด

หลังจากนั้นมา การจัดแสงสาดส่องใบหน้าของ Uncle Charlie จะเปลี่ยนไปพอสมควร คือใบหน้าของเขามักจะมีเงามืด (Shadow) ฉายอาบอยู่เล็กๆ (สะท้อนกับชื่อหนังพอดิบพอดีเลยนะ)

ผิดกับ Young Charlie ที่แม้ในฉากเดียวกัน แต่ไร้ซึ่งเงามืดปกคลุม สว่างไร้หมองหม่น แต่ภายในกลับมืดมิดสนิท ครุ่นคิดหาคำตอบไม่ได้ว่าจะแสดงออกกระทำอะไรออกมาดี

ตัดต่อโดย Milton Carruth ขาประจำของ Universal ผลงานเด่นอาทิ All Quiet on the Western Front (1930) ** ฉบับหนังเงียบ, Dracula (1931), Shadow of a Doubt (1943) ฯ

หนังเริ่มต้น Prologue ในมุมมองของ Uncle Charlie ตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน ถัดจากนั้นที่เหลือจนจบจะเป็นในมุมมองของหญิงสาว Young Charlie ที่ Santa Rosa

Opening Credit และระหว่างเรื่องจะมีแทรกภาพเต้นรำ Waltz บทเพลง The Merry Widow Waltz (1905) จริงๆแล้วนี่เป็นบทเพลงประกอบโอเปร่า ประพันธ์โดย Franz Lehár สัญชาติ Austro-Hungarian เรื่องราว Comedy ของหญิงหม้ายเศรษฐินี กำลังมองหาสามีใหม่ … ชื่อเพลงตรงกับฉายาฆาตกรเปะๆ (นี่ไม่บังเอิญแน่ๆ) แม้เรื่องราวจะไม่ได้ตรงกันนัก ทำนองดนตรีก็ล่องลอยสวยหรู แต่สามารถมองว่าคือสัมผัสแห่งความน่าสงสัย โลกสวยเกินไปก็น่าพิศวงไม่น้อย

เพลงประกอบโดย Dimitri Tiomkin นักแต่งเพลงสัญชาติรัสเซีย ครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับ Hitchcock ผลงานอื่นๆอาทิ Strangers on a Train (1951), Confess (1953), Dial M for Murder (1954)

หนังทั้งเรื่องนำ Leitmotif ของ Merry Window Waltz มาเรียบเรียงทำนองใหม่ ถ้าคุณมีความคุ้นเคยกับบทเพลงนี้ ย่อมสามารถจดจำเมโลดี้หลักของหนังได้ไม่ยาก

แทบทุกตัวละครในหนังเรื่องนี้ ต่างมีความ ‘สงสัย’ (Doubtful) ต่ออะไรบางอย่าง
– Uncle Charlie เป็นผู้ต้องสงสัย หวาดระแวงต่อผู้คนทั้งโลก (ที่สุดของความสงสัย) จึงกลายเป็นเสมือนแวมไพร์ คอยดูดเลือดเข่นฆ่าทำลายล้างผู้อื่น
– Young Charlie สงสัยในเป้าหมายของชีวิต และสงสัยผู้ต้องสงสัย
– พ่อ(และเพื่อนร่วมงาน) เจอกันทีไรพูดคุยแต่ จะฆาตกรรมกันอย่างไรให้ ‘perfect murderer’ ใช้ความพิศวงสงสัยเป็นที่ตั้ง
– แม่ น่าจะเป็นคนเดียวที่ไร้ความสงสัยใดๆทั้งนั้น เชื่อใจทุกคนทุกสิ่งอย่าง
– เพื่อนสาว Charlie สงสัยว่าชายหนุ่มที่เธอควงคือใคร?
– น้องสาว ใคร่สนใจแต่หนังสือ สงสัยว่ามันมีอะไรดีใครๆถึงอ่าน
– น้องชาย สงสัยแบบเด็กๆ ไปโรงเรียนเดินกี่ก้าว ขึ้นบันไดกี่ขั้น
– สองนักสืบ ต้องสงสัยผู้ร้าย
ฯลฯ

ความสงสัยเป็นบ่อเกิดแห่งคำถาม อันทำให้มนุษย์ต้องทำการศึกษา เรียนรู้ ออกแสวงค้นหาคำตอบ จนได้รับความพึงพอใจถึงสามารถผ่อนคลายความวิตกกังวลเครียดจากข้อสงสัยนั้นได้

แต่ใช่ว่าทุกสิ่งอย่างของความสงสัยจะสามารถค้นหาคำตอบได้พบ สัจธรรมความจริง เป้าหมายชีวิตก็อย่างหนึ่ง ครุ่นคิดให้ตายชาตินี้ก็ไม่พบแน่นอน ซึ่งถ้าใครมัววิตกจริตกังวลกระวาย มิอาจให้ข้อสรุปกับตนเองได้ (ว่าไม่สามารถหาคำตอบได้) ชีวิตก็คงย่ำอยู่กันที่ นั่งนอนยืนแน่นิ่งมิอาจกระทำอะไรได้

หลายครั้งเราจึงต้องเรียนรู้จักการปล่อยวางกับบางคำถามข้อสงสัย เพราะมันไม่มีความจำเป็นใดๆที่เราต้องเข้าใจทุกสิ่งอย่างในสากลโลกและจักรวาล รู้แล้วก็มิอาจทำอะไรได้ด้วยซ้ำ มันจะมีประโยชน์อะไร?

ใจความของหนังนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘ความสงสัย’ ใคร่อยากรู้อยากเห็นจำต้องออกค้นหาคำตอบ(ด้วยตนเอง) เมื่อได้รับแล้วมีปฏิกิริยาตอบสนองยิ้มแย้มดีใจ เศร้าเสียใจผิดหวัง หวาดขลาดกลัว เจ็บปวดทุกข์ทรมาน ฯ

ผู้กำกับ Hitchcock สร้างหนังเรื่องนี้เข้า ‘สูตรสอง’ หลายสิ่งอย่างจะมีคู่เป็นของมันเอง เติมเต็มซึ่งกันและกัน
– Young Charlie & Uncle Charlie (ทั้งสองจะตรงข้ามกันทุกอย่าง)
– สองครั้งกับฉากที่สถานีรถไฟ (ขามา, ขากลับ)
– นักสืบสองคนติดตามล่า มาเยี่ยมบ้านสองครั้ง
– ชายสองคน/ฆาตกรออกหนี (ตะวันออก-ตะวันตก, ตายโดยเครื่องบิน-รถไฟ)
ฯลฯ

(‘สูตรสอง’ ที่เจ๋งสุดของ Hitchcock คือหนังเรื่อง Stranger on the Train (1951))

นี่ผมอาจมโนไปเองนะ ‘สูตรสอง’ อาจเป็นความจงใจสื่อถึง สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งบริบทของหนังก็สามารถตีความไปในเชิงนั้นได้เช่นกัน เพราะความสงสัยหวาดระแวงที่มีต่อกันของแต่ละประเทศ เป็นชนวนสำคัญที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง จนแปรสภาพกลายเป็นสงครามสู้รบ สะท้อนผ่านอารมณ์ความรู้สึกของเด็กหญิงสาว จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ความน่าอภิรมย์เสียเลย หวาดหวั่นวิตกสั่นกลัว แถมภัยมืดที่เหมือนจะไกลตัวกลับคืบคลานเข้ามาอยู่ใกล้ๆ

ชื่อหนัง Shadow of a Doubt เงาแห่งความเคลือบคลางแคลง เมื่อบังเกิดขึ้นกับใครคนหนึ่ง จักทำให้ผู้อื่นมีความบาดหมางหวาดระแวง ยากนักน้อยครั้งสามารถหวนกลับมาเชื่อใจกันเหมือนเดิม

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง ทำเงินได้ $1.2 ล้านเหรียญ (เฉพาะในอเมริกา) เห็นว่าขาดทุนพอสมควร, แม้คำวิจารณ์ตอนออกฉายจะค่อนข้างดี แต่ได้เข้าชิง Oscar เพียงสาขาเดียวเท่านั้นคือ Best Writing, Original Story

ตอนที่ François Truffaut สัมภาษณ์ถาม Hitchcock เมื่อปี 1962 เรื่องไหนที่สร้างแล้วมีความชื่นชอบภูมิใจที่สุด ตอบว่า

“[Shadow of a Doubt] is my favorite film that I loved the idea of bringing menace to a small town.”

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังเรื่องนี้ หลงใหลในไดเรคชั่นของ Hitchcock ที่สามารถชี้ชักนำพาอารมณ์ไปให้ถึงเกือบจุดสูงสุด ถึงผมจะคาดเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่า Uncle Charlie ต้องเป็น ‘Merry Widow’ แต่ก็ทำยังนั่งลุ้นไม่ติดเก้าอี้ สะดุ้งตกใจตอน Young Charlie เดินตกบันได (ก็ไม่คิดว่าจะทำกันได้นะ) แถมตอนจบยังหักมุมอีกตลบ เพราะนึกว่าคงยินยอมจากกันด้วยดีแล้ว แต่ที่ไหนได้!

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” จดจำเรื่องราวของหนังไว้เป็นบทเรียนสอนใจแล้วกันนะครับ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติตัวเป็นคนดี ก็ไม่มีอะไรน่าอับอายปกปิดให้ถูกต้องสงสัย จะมีก็แต่คนชั่วทำเลวเท่านั้นแหละที่ความลับเต็มไปหมด ซึ่งเมื่อใดแสงสว่างส่องเข้าไปในเงามืดนั้น ใครก็ตามที่พบเห็น มักไม่อยากคบหาสมาคมด้วยอีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอหนัง Classic, ชื่นชอบแนว Suspense, หลงใหลใน Psychological Thriller ลุ้นระทึก/หักมุม นั่งไม่ติดเก้าอี้, แฟนๆผู้กำกับ Alfred Hitchcock และนักแสดงนำ Teresa Wright, Joseph Cotten ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความสงสัยที่อึดอัดอั้น และแนวคิดของพระเอกที่สุดแสน…

TAGLINE | “Alfred Hitchcock ได้สร้าง Shadow of Doubt ส่องสว่างยังความมืด ไขกระจ่างทุกข้อเคลือบแคลงให้คลายความสงสัย”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of