
The Act of Killing (2012)
,
,
: Joshua Oppenheimer, Christine Cynn, Anonymous ♥♥♥♥
หลังจากนายพลซูฮาร์โตโค่นล้มรัฐบาลอินโดนีเซียในปี ค.ศ. 1965 มีการจัดตั้งกลุ่มยุวชนปัญจศิลา ทำการกวาดล้าง สังหารหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ประมาณการณ์ผู้เสียชีวิตหลักแสน-ล้าน! สารคดีเรื่องนี้ทำการพูดคุยกับหนึ่งในเพชฌฆาต เปิดเผยเบื้องหลัง ชักชวนให้ทำการแสดง จำลองเหตุการณ์บังเกิดขึ้น, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
The Act of Killing (2012) เป็นสารคดีที่โคตรๆท้าทายสามัญสำนึกผู้ชม ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถอดรนทนฟังคำโอ้อวดของฆาตกรฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แถมยังเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ครุ่นคิดว่าตนเองทำในสิ่งถูกต้อง!
I find myself deeply opposed to the film. Getting killers to script and restage their murders for the benefit of a cinema or television audience seems a bad idea for a number of reasons… How badly do we want to hear from these people, after all? Wouldn’t it be better if we were told something about the individuals whose lives they took?
นักวิจารณ์ Nick Fraser จากนิตยสาร The Guardian
แต่มันมีภาพยนตร์/สารคดีมากมายนำเสนอผ่านมุมมองผู้รอดชีวิต ร้องห่มร้องไห้ ไม่ใช่เรื่องง่ายพานผ่านช่วงเวลาแห่งหายนะ รับชมแล้วรู้สึกสงสารเห็นใจ แต่นั่นคือการฟังความข้างเดียว เหมารวมตีตราว่าอีกฝ่ายคือบุคคลชั่วร้าย ฆาตกรอันตราย ไม่เคยทำความเข้าใจเบื้องลึก-เบื้องหลัง เหตุผลการฆาตกรรม ลงมือทำไปเพราะอะไร?
โลกยุคสมัยก่อนที่มีการแบ่งขั้วดี-ชั่ว ขาว-ดำ ใครไม่ใช่พวกฉันย่อมคือศัตรู แต่ปัจจุบันนี้ทุกสิ่งอย่างล้วนเลือนลาง กลายเป็นสีเทา (Grey Area) ถ้าเราจะตัดสินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันจึงต้องฟังความทั้งสองข้าง แล้วจักค้นพบว่าไม่มีใครอยากเป็นฆาตกร ฆ่าคนตาย ทุกสิ่งอย่างล้วนมีเบื้องหลัง สาเหตุผล อยู่ที่เราสามารถเปิดใจรับฟัง ทำความเข้าใจมากน้อยเพียงใด
Joshua Oppenheimer’s documentary The Act of Killing which took eight years to make, is an important exploration of the complex psychology of mass murderers. It is not the demonized, easily digestible caricature of a mass murderer that most disturbs us. It is the human being.
นักเขียน/นักข่าว Chris Hedges
ขอเตือนไว้ก่อนสำหรับคนยังไม่เคยรับชมสารคดีเรื่องนี้ เตรียมตัวเตรียมใจ บริหารตับไตไส้พุงให้พร้อม มันอาจไม่มีฉายภาพความตายแบบเดียวกับ Shaoh (1980) แต่เรื่องเล่าของเพชฌฆาตและการจำลองเหตุการณ์ จักทำให้คุณรู้สึกขยะแขยง ปั่นป่วนทรวงใน หายใจไม่ทั่วท้อง เกิดอาการตื่นตระหนก (Panic Attack) ตกใจกลัวอย่างรุนแรง “may be one of the most horrifying films you’ll ever see” – นักวิจารณ์ Joe Morgenstern จาก Wall Street Journal
Joshua Lincoln Oppenheimer (เกิดปี ค.ศ. 1974) ผู้กำกับภาพยนตร์/สารคดี สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Austin, Texas ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish โตขึ้นเข้าเรียนภาพยนตร์ Harvard University กำกับโปรเจคจบ The Entire History of the Louisiana Purchase (1997) **คว้ารางวัล Best Experimental Short Film จากเทศกาล Chicago International Film Festival, จากนั้นได้รับทุนการศึกษา Marshall Scholarship จนจบปริญญาเอก Central Saint Martins, University of the Arts London
เกร็ด: Joshua Oppenheimer ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใดๆกับ J. Robert Oppenheimer นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน ผู้เป็นบิดาของระเบิดปรมาณู
หลังเรียนจบผกก. Oppenheimer และเพื่อนร่วมรุ่น (ที่ Harvard) Christine Cynn ช่วยกันกำกับสารคดี The Globalisation Tapes (2003) เป็นโปรเจคร่วมทุนนานาชาติระหว่าง Independent Plantation Workers’ Union of Sumatra (Indonesia), International Union of Food and Agricultural Workers (IUF) และ Vision Machine Film Project นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคนงานน้ำมันปาล์มบนเกาะ North Sumatra, Indonesia
The Globalization Tapes exposes the devastating role of militarism and repression in building the “global economy”, and explores the relationships between trade, third-world debt, and international institutions like the IMF, the World Bank, and the World Trade Organization. The film explains how these institutions shape and enforcing the corporate world order.
คำโปรยของ The Globalization Tapes
ระหว่างการถ่ายทำ The Globalisation Tapes (2003), ผกก. Oppenheimer ได้รับฟังเรื่องเล่าของบรรดาคนงาน ถึงเหตุการณ์สังหารหมู่/กวาดล้างสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อปี ค.ศ. 1965-66 และต่างแสดงความหวาดกังวลต่อสารคดีเรื่องนี้ เพราะถ้ามีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน อาจถูกทางการหมายหัวว่าต่อต้านรัฐบาล
I learned of the killings only when I went to Indonesia in 2001 and 2002 to help plantation workers make a film documenting their struggle to organize a union on a Belgian-owned oil plantation complex… We were supposed to document the violence of globalization. The women workers were forced to spray an herbicide that was destroying their livers and killing them in their 40s. Yet they were afraid to start a union because they feared a second genocide.
They were the children and grandchildren of people who had been in a plantation workers union, but because they were in a union [and] had been accused of being Communist sympathizers by the military, they were put in concentration camps and dispatched to be killed.
Joshua Oppenheimer
ในหมู่บ้านที่เดินทางไปถ่ายทำ ยังมีชายคนหนึ่งที่เคยเป็นเพชฌฆาต ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบาย ซึ่งพอผกก. Oppenheimer เดินทางไปพบเจอ พูดคุยสนทนา อีกฝ่ายสำแดงความโอ้อวด ดูภาคภูมิใจเหลือเกินในสิ่งที่ตนเองกระทำ “He was very boastful about what he had done, immediately open about it.”
หนึ่งในสมาชิกหมู่บ้านเลยแนะนำให้ผกก. Oppenheimer ลองสังเกตพฤติกรรม คำโอ้อวดของอดีตเพชฌฆาตคนนั้น เมื่อพูดคุยสนทนาไปเรื่อยๆ เบื้องหลังความจริงบางอย่างจักค่อยๆเปิดเผยออกมา
One of the survivors said: ‘You’ve heard one perpetrator boast. Film more perpetrators. From them, you will find what happened. In their boasting, the audience will see why we’re so afraid and the nature of the impunity they enjoy.’
นั่นเองกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผกก. Oppenheimer ต้องการถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ดังกล่าว แต่ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองอดีตเพชฌฆาต เพื่อให้ผู้ชมสังเกต จับจ้อง พินิจพิจารณา ค้นหาเบื้องหลังข้อเท็จจริง และครุ่นคิดตัดสินด้วยตัวตนเอง
หลังจากสรรหางบประมาณได้ก้อนหนึ่ง หวนกลับมา Indonesia ช่วงปลายปี ค.ศ. 2004 ได้รับความช่วยเหลือจาก Amir Hasan อดีตหัวหน้ากลุ่มยุวชนปัญจศิลา ติดต่อหาพรรคพวกเก่าๆ นัดมาพูดคุย สัมภาษณ์ รับฟังคำเป้อเย้อ จนกระทั่งคนที่สี่สิบเอ็ด Anwar Congo สังเกตเห็นบางสิ่งอย่าง
I found to my horror that every single one of them was open, describing boastfully the grisly details of the killings, often with smiles on their faces, in front of their wives, children, even their little grandchildren. I then spent two years filming every perpetrator I could find, working my way from death squad to death squad up the chain of command to the city of Medan, when I met with Anwar Congo.
With Anwar, I could see his pain. The very first day I met him he takes me to the roof where he killed and he did something almost more boastful than any of the other perpetrators, which was to dance on the spot where he killed hundreds of people. Yet, there at the start he said he was drinking, taking all these drugs to forget his pain and his trauma; it was right there in the beginning, and after five years and 1,200 hours of film later, we see it at the end as he walks out of the office.
ความตั้งใจแรกของผกก. Oppenheimer ตั้งใจแค่ถ่ายทำบทสัมภาษณ์เพชฌฆาต ฟังคำคุยโวโอ้อวด เดือนเดียวก็คงเสร็จสิ้น แต่การได้พบเจอ Anwar Congo พูดคุยถูกคอ เลยเรียกร้องขอให้อีกฝ่ายจำลองเหตุการณ์ ทำการแสดงเหมือนตอนลงมือเข่นฆ่าพวกคอมมิวนิสต์
You want to show me what you’ve done. Show me what you’ve done in whatever way you’ve wished, and I will film the process in any way you wish. I will film any reenactments that you stage, any demonstrations of how you killed.
นั่นทำให้โปรเจคเกิดความล่าช้า เรื่องเงินทุนด้วยส่วนหนึ่ง (กลายเป็นโปรเจคร่วมทุน อังกฤษ-เดนมาร์ก-นอร์เวย์) แต่ปัญหาหลักๆคือสภาพจิตใจของผกก. Oppenheimer ต้องหวนกลับบ้านบ่อยครั้งเพื่อเยียวยารักษาแผลใจ (Psychic Toll) เคยให้สัมภาษณ์เปรียบเทียบการถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ “I’d wandered into Germany 40 years after the Holocaust only to find the Nazis still in power”.
Indonesia ประกาศเอกราชจาก Kingdom of Netherlands เมื่อปี ค.ศ. 1949 (Indonesia ประกาศเอกราชวันที่ 17 สิงหาคม, แต่ได้รับรองลงนาม Dutch–Indonesian Round Table Conference วันที่ 2 พฤศจิกายน, และประกาศใช้วันที่ 27 ธันวาคม, เลยเอาว่าเหมารวมปี ค.ศ. 1949 ก็แล้วกัน) จากนั้นมีการแต่งตั้งซูการ์โน, Sukarno (1901-70) สมญาบิดาแห่งการประกาศอิสรภาพ (Bapak Proklamator) ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรก
ทศวรรษแรกของซูการ์โน คือช่วงเวลาแห่งความโกลาหลของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ด้วยเหตุนี้ในปี ค.ศ. 1959 จึงก่อตั้งระบอบอัตตาธิปไตย (Autocratic) ที่เรียกว่า ประชาธิปไตยแบบชี้นำ (Guided Democracy) ประสบความสำเร็จในการยุติความไม่มั่นคง จัดการกลุ่มกบฏที่คุกคามการอยู่รอดของประเทศ, จากนั้นช่วงต้นทศวรรษ 1960s ริเริ่มดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ก้าวร้าว ภายใต้หัวข้อต่อต้านจักรวรรดินิยม (Anti-Imperial) และสนับสนุนขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดด้วยตนเอง (Non-Aligned Movement) การพัฒนาเหล่านี้ทำให้เกิดความขัดแย้งกับตะวันตกมากขึ้น และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสหภาพโซเวียตมากขึ้น
วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1965 ได้เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร (มีคำเรียก Gestapu ย่อมาจาก Gerakan September Tiga Puluh แปลว่า 30 September Movement) นำโดยทหารบกและทหารอากาศจำนวนหนึ่ง มีผู้บัญชาการกองพันจากหน่วยรักษาความปลอดภัยของซูการ์โนเป็นหัวหน้า เข้าลักพาตัว ประหารชีวิตนายพลอาวุโสในกองทัพจำนวน 6 คน ศพถูกนำไปทิ้งน้ำ แต่ทว่ากลุ่มกบฏทำพลาดอย่างหนึ่งคือไม่ได้ลักพาตัวพลตรีซูฮาร์โต, Suharto (1921-2008) รวบรวมกำลังพลเข้าปราบปรามได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน
พรรคคอมมิวนิสต์, Communist Party of Indonesia (PKI) ถูกกล่าวหาว่าเป็นอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ซูฮาร์โตจัดตั้งกลุ่มยุวปัญจศีล (Pemuda Pancasila หรือ Pancasila Youth) กวาดล้างผู้ฝักใฝ่ฝ่ายซ้าย ทั้งที่เป็นฝ่ายซ้ายจริงๆและผู้ต้องสงสัยว่าเป็นฝ่ายซ้าย จนเกิดการสังหารหมู่เป็นจำนวนมาก (Indonesian mass killings of 1965-66) ประมาณผู้เสียชีวิต 500,000-1,000,000 แต่บางแหล่งข่าวประเมินว่าอาจสูงถึง 2-3 ล้านคน!
การที่ปธน.ซูการ์โน ไปปรากฏตัวที่ฐานทัพระหว่างเกิดรัฐประหารครั้งนั้น รวมถึงไม่กล่าวประณามกลุ่มกบฎสังหารนายพล (อ้างว่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้นเป็นเรื่องภายในกองทัพ) ทำให้คะแนนนิยม/ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างมาก จนท้ายที่สุดจำยินยอมให้นายพลซูฮาร์โต ขึ้นมาบริหารประเทศ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่สอง ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1967 นำประเทศเข้าสู่ยุคระเบียบใหม่ (New Order)
เกร็ด: ปัญจศีล, ปัญจศิลา คืออุดมการณ์หรือปรัชญาแห่งรัฐของอินโดนีเซีย ถูกประกาศให้เป็นหลักการที่ยึดถือโดยทั่วกันในประเทศอินโดนีเซียโดยซูการ์โน แต่อุดมการณ์นี้ถูกนำมาใช้อย่างจริงจังสมัยเผด็จการซูฮาร์โต เพื่อเป็นกลไกสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจ ประกอบด้วย
- นับถือพระเจ้าสูงสุดหนึ่งเดียว (Ketuhanan yang maha esa แปลว่า Belief in the One and Only God)
- เป็นมนุษย์ที่เจริญและเที่ยงธรรม (Kemanusiaan yang adil dan beradab แปลว่า Just and Civilized Humanity)
- ความเป็นเอกภาพของอินโดนีเซีย (Persatuan Indonesia แปลว่า Indonesian Unity)
- อำนาจอธิปไตยของปวงชนซึ่งบริหารโดยนโยบายทรงปัญญาที่มีมาจากการใคร่ครวญและเห็นพ้องกัน (Kerakyatan yang dipimpin oleh hikmat kebijaksanaan dalam permusya waratan/ perwakilan แปลว่า Democracy guided by the inner wisdom of deliberations among representatives)
- ความยุติธรรมทางสังคมต่อชาวอินโดนีเซียทั้งมวล (Keadilan sosial bagi seluruh rakyat Indonesia แปลว่า Social Justice for all Indonesian people)
ในปี ค.ศ. 1985 ปัญจศีลถูกนำมาใช้อย่างเข้มงวด องค์กรมุสลิมบางส่วนไม่ยอมรับ พยายามลุกขึ้นมาต่อต้าน เลยนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรงจาก ส่งผลให้สมาชิกกลุ่มอิสลามหลายคนเสียชีวิต บางคนถูกคุมขังและก็ถูกคุกคามอีกด้วย … นั่นคือเหตุผลที่ประชาชนยังคงหวาดกลัวที่จะแสดงออก กระทำสิ่งต่อต้านผู้มีอำนาจมาจนถึงปัจจุบัน
หลังจากนายพลซูฮาร์โตลงจากตำแหน่งเมื่อปี ค.ศ. 1998 (เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 2008) ทำให้การบังคับใช้ปัญจศีลในเรื่องต่างๆถูกยกเลิกทุกระดับ กลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองต่างๆ สามารถแสดงหลักการหรือความเชื่อทางการเมืองของตนเองอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอิสลาม สังคมนิยม ฯ อย่างไรก็ตามกลุ่มหรือองค์กรเหล่านั้นยังคงอ้างปัญจศีลในฐานะอุดมการณ์พื้นฐาน หากแต่ค่อนข้างยืดหยุ่นกว่าในยุคระเบียบใหม่
ผกก. Oppenheimer นำตากล้องมืออาชีพจากยุโรปไปเพียงสองคน Carlos Arango de Montis และ Lars Skree ส่วนทีมงานที่เหลือคือมือสมัครเล่นชาว Indonesian แต่ทุกคนล้วนปฏิเสธขึ้นชื่อบนเครดิต เพียงปรากฎคำว่า Anonymous เพราะกลัวถูกเพ่งเล็งจากหน่วยงานรัฐ … ในเครดิตขึ้นชื่อ Anonymous จำนวน 49 ครั้ง จาก 27 ตำแหน่ง
เกร็ด: ด้วยความที่ผกก. Oppenheimer เวียนๆวนๆอยู่ Indonesia ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 จึงเรียนภาษาอินโด (Bahasa Indonesia) เพื่อสามารถพูดคุยสื่อสาร ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากคนท้องถิ่น
งานภาพของ The Act of Killing (2012) ทั้งหมดถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอล ประกอบด้วยการพูดคุยสัมภาษณ์ เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ บันทึกภาพเหตุการณ์ในปัจจุบัน และจำลองสถานการณ์สมมติ (ทั้งเบื้องหน้า-หลัง) ไม่ได้มุ่งเน้นความสมจริง เพียงเห็นภาพคร่าวๆว่าเคยทำอะไร-ที่ไหน-อย่างไร
ตอนต้น-กลาง-ท้ายเรื่อง จะมีการฉายภาพหญิงสาวเริงระบำ (Anwar Congo มีความชื่นชอบหนัง Musical ของ Vincente Minnelli) ทำท่าแหวกว่าย ตะเกียกกาย อยู่บริเวณโขดหินใต้ธารน้ำตก Sipiso-piso (แปลว่า like a knife) มีการจัดแสงฟุ้งๆ ดูล่องลอยอยู่ในความฝัน Fever Dream (ความฝันขณะป่วยไข้)
Although the waterfall scene is kitschy, crazy, tacky, and ridiculous, it is also beautiful and heart-stirring. That is what allows the fiction scenes to take over the film’s form and what allows the scenes they are making and the film that we are watching to melt together into a kind of fever dream.
Joshua Oppenheimer

สำหรับรูปปั้นปลาทองตัวใหญ่ ดั้งเดิมคือร้านอาหารทะเล (Seafood Restaurant) ปิดกิจการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 เนื่องจากวิกฤตการเงินเอเชีย หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง, สังเกตว่ามีการแทรกใส่ Visual Effect ให้ท้องฟ้าแลดูฟุ้งๆ ย้อมสี ใส่ Visual Effect ราวกับกำลังเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย แหวกว่ายอยู่ในความฝัน Fever Dream เฉกเช่นเดียวกัน
สำหรับ Lake Toba ทะเลสาปขนาดใหญ่ที่สุดของเกาะ Sumatra และประเทศ Indonesia เกิดจากภูเขาไฟระเบิดเมื่อหลายหมื่นปีก่อน (Volcanic Lake) คร่าชีวิตผู้คนมากมาย สถานที่แห่งนี้เลยมีบรรยากาศวันสิ้นโลก … เริงระบำอยู่ขอบริม(นรก)อเวจี
I’ll say another thing about the fish. We were driving along the banks of Lake Toba towards the waterfall, when we came around a bend and there was this huge four- storyhigh goldfish perched on the hillside. Anwar said, ‘‘It’s so sad—it was once beautiful and now look, it’s been pillaged and it’s been looted for building material by nearby villages.’’ It was a seafood restaurant that had closed down in 1997 in the Asian economic crisis, a product of the sort of boundless optimism of the first big Asian boom, and it just sits there … this product of optimism and fantasy, on this hillside. And I thought it was perfect as well. So we shot a second musical number there. I thought there were moments of pure poetry … pure truth about how we human beings get lost in the stories we tell about ourselves. All the times we cut to that fish … it is like an artifact, like a dream, like a half-remembered outtake from the shoot.
Lake Toba, the lake behind the fish—this is not in the film, but this is very important—is the most important place in our history as a species. It actually was a crater lake from a volcano that erupted 75,000 years ago. At the point when it erupted, human beings had been on earth for nearly a million years. That eruption produced a volcanic winter so severe that it killed everybody on earth apart from a small band of around a thousand people living somewhere in isolation. We’re all much more closely related than we should be and one explanation for this is the Toba super-catastrophe. So in that sense, at the very end of the film where they are dancing with the lake behind them, they really are dancing this sort of danse macabre at the edge of the abyss.
Joshua Oppenheimer

ภาพยนตร์ที่ทางการ Indonesia สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการชวนเชื่อ (Propaganda) ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ชื่อว่า Pengkhianatan G30S/PKI (1984) แปลว่า Treachery of G30S/PKI สามารถหารับชมใน Youtube มีทั้งฉบับ Uncut 450 นาที และฉายโรงภาพยนตร์ 271 นาที

ผมไม่ค่อยอยากสปอยฉากสำคัญๆ เลยเลือกบางภาพที่ดูมีความเป็น ‘cinematic’ หลังจำลองเหตุการณ์กวาดล้างหมู่บ้านคอมมิวนิสต์ ฉากถัดมา Anwar Congo นั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง พูดคุยเรื่องกฎแห่งกรรม วินาทีที่พูดถึงการลงทัณฑ์ ‘God punishment’ ปรากฎสายฟ้า/ฟ้าแลบขึ้นด้านหลัง
และอีกช็อตถ่ายภาพผืนน้ำยามค่ำคืน มันช่างมืดมิด เพียงแสงเลือนลาง มองอะไรแทบไม่เห็น สภาพจิตใจของเขาขณะนี้คงไม่ต่างกันนัก


นี่ก็เป็นอีกฉากระหว่างการจำลองเหตุการณ์ Anwar Congo ทำการแสดงรัดคอผู้ต้องสงสัย สังเกตว่ามีการทำให้ภาพนี้ปกคลุมในความมืดมิด และโทนสีน้ำเงินยังมอบสัมผัสหนาวเหน็บทรวงใน … และฉากถัดไปฉายภาพเหตุการณ์เครื่องบินตก ซึ่งสามารถสะท้อนสภาพจิตใจชายคนนี้ได้ด้วยเช่นกัน จากเคยไม่ยี่หร่า ไม่รู้สึกอะไรต่อการฆ่าคนตาย มาวันนี้จมอยู่กับฝันร้าย ทุกสิ่งอย่างพังทลาย เครื่องบินตกจากสวรรค์

เหตุการณ์เครื่องบินตกวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 2005 สายการบิน Mandala Airlines เครื่องบิน Boeing 737-200 เที่ยวบิน Flight 091 บรรทุกผู้โดยสาร 117 คน หลังเครื่องบินขึ้นจากท่าอากาศยาน Medan-Polonia Airport (MES/WIMM) มุ่งสู่ Jakarta-Soekarno-Hatta International Airport (CGK/WIII) แต่ไม่นานกลับตกลงกลางเมือง Medan, North Sumatra มีผู้เสียชีวิต 100 คนบนเครื่อง 49 คนบนภาคพื้น
ผมอ่านสาเหตุการตกไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ ลองแปลกันดูเองนะครับ “The official investigation pointed to the aircraft taking off with an incorrect flap configuration, causing it to fail to gain sufficient lift.”

น่าจะระหว่างงานเฉลิมฉลองประจำปีของยุวชนปัญจศิลา Rahmat Shah นำพาท่านผู้นำ Yapto Soerjosoemarno เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตว์สตั๊ฟ นี่สามารถสื่อนัยยะในเชิงเปรียบเทียบกับคอมมิวนิสต์ที่ถูกกวาดล้าง สังหารหมู่ จนเรียกได้ว่าสูญพันธุ์ไปจาก Indonesia … ในสายตานักการเมือง/ชนชั้นปกครอง มนุษย์ไม่ต่างจากสรรพสัตว์สักเท่าไหร่ จะว่าไปนักธุรกิจ Haji Anif ซื้อที่ดินว่างเปล่าสำหรับเลี้ยงสัตว์ในกรงก็เคลือบแฝงนัยยะคล้ายๆเดียวกัน!
ปล. กล่องเพลงปลาที่นักธุรกิจ Haji Anif เปิดให้ฟังคือบทเพลง Don’t Worry, Be Happy แต่ง/ขับร้องโดย Bobby McFerrin เคยติดอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100 นานสองสัปดาห์ แล้วยังคว้าสามรางวัล Grammy Award ประกอบด้วย Song of the Year, Record of the Year และ Best Male Pop Vocal Performance


ด้วยฟุตเทจกว่า 1,200+ ชั่วโมง เลยไม่น่าแปลกใจที่เครดิตตัดต่อมีทั้งหมดหกคน นำโดย Nils Pagh Andersen ผู้ช่วยตัดต่ออีกห้าคน Charlotte Munch Bengtsen, Ariadna Fatjó-Vilas Mestre, Janus Billeskov Jansen, Mariko Montpetit และ Erik Andersson ใช้เวลาปีกว่าๆในการนั่งชมทั้งหมด ก่อนคัดเลือกฟุตเทจน่าสนใจมา 35 ชั่วโมง
ฉบับตัดต่อ ‘rough cuts’ ความยาวประมาณ 3-4 ชั่วโมง แต่เพื่อจะให้ได้เข้าฉายตามเทศกาล(หนัง)และโรงภาพยนตร์ จำเป็นต้องตัดรายละเอียดออกไปอีกจนเหลือ 122 นาที (Theatrical Cut) และภายหลังทำเป็น Director’s Cut ความยาว 167 นาที
- อารัมบท, เริงระบำอยู่ในความฝัน Fever Dream
- เรื่องราวของเพชฌฆาต สมาชิกยุวชนปัญจศิลา (Pancasila Youth)
- Anwar Congo และ Herman Koto เดินตามท้องถนน ค้นหานักแสดงรับบทมารดา จำลองเหตุการณ์สังหารหมู่
- Anwar Congo พาไปยังลานประหาร จำลองเหตุการณ์ฆ่ารัดคอ เสร็จแล้วจู่ๆลุกขึ้นมาเริงระบำ
- เดินทางไปเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่า Syamsul Arifin ผู้ว่าการ North Sumatra
- ยามค่ำคืน Anwar Congo และ Herman Koto แนะนำอดีตโรงฉายหนัง พูดเล่าเหตุการณ์ในอดีต แล้วไปนั่งดื่มลืมความทุกข์ทรมาน
- เดินทางไปพูดคุยกับ Ibrahim Sinik เจ้าของโรงพิมพ์ ในอดีตคือผู้รวบรวมข้อมูลข่าวสาร ตัดสินว่าใครคือคอมมิวนิสต์
- งานเฉลิมฉลองใหญ่ประจำปีของยุวชนปัญจศิลา
- เล่นกอล์ฟกับ Yapto Soerjosoemarno ผู้นำคนปัจจุบัน(นั้น)ของยุวชนปัญจศิลา
- Anwar Congo โยนโบว์ลิ่งกับ Herman Koto ก่อนกลับบ้านมารับชมฟุตเทจตอนพาไปยังลานประหาร จำลองเหตุการณ์ฆ่ารัดคอ
- รวมกลุ่มผองเพื่อน เตรียมความพร้อม ลองสวมใส่หมวก
- Anwar Congo เดินทางไปตรวจฟัน
- Safit Pardede หัวหน้าหน่วยท้องถิ่น (Local Leader) เดินทางไปรีดไถพ่อค้าชาวจีนในตลาด
- คำกล่าวสุนทรพจน์ของ Jusuf Kalla รองประธานาธิบดีแห่ง Indonesia
- Anwar Congo รับชมภาพยนตร์ชวนเชื่อ Pengkhianatan G30S/PKI (1984)
- การแสดงของเพชฌฆาต (The Act of Killing)
- Anwar Congo เดินทางไปรับเพื่อนเก่า/อดีตเพชรฆาต Adi Zulkadry จากสนามบิน พูดคุยกันบนรถระลึกความหลัง
- มาถึงยังสตูดิโอแต่งหน้าทำผม ทำการแสดง จำลองเหตุการณ์ทัณฑ์ทรมานนักโทษคอมมิวนิสต์
- หลังตกปลากับ Adi Zulkadry พอกลับมาสตูดิโอ Anwar Congo สวมบทบาทเป็นนักโทษคอมมิวนิสต์
- เรื่องเล่าของเพื่อนบ้าน Suryono ที่บิดาถูกฆ่าโดย Anwar Kongo แล้วเจ้าตัวร่วมทำการแสดงเป็นนักโทษคอมมิวนิสต์
- Adi Zulkadry ใช้ชีวิตกับภรรยาและบุตรสาว เดินห้างสรรพสินค้า จากนั้นพูดคุยบนรถเกี่ยวกับมุมมองการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
- สาวๆเริงระบำยังร้านอาหารปลาทอง
- Anwar Congo และ Herman Koto รับชมฟุตเทจถ่ายทำ จากนั้น ขึ้นรถไฟเดินทางสู่ต่างจังหวัด แต่งหน้าทำผม เตรียมพร้อมทำการแสดง
- Herman Koto ลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่น ค.ศ. 2009 เดินทางไปหาเสียง แต่เงินหนาไม่พอ
- Anwar Congo และ Herman Koto รับชมฟุตเทจถ่ายทำยังต่างจังหวัด
- กลับมายังสตูดิโอ Anwar Congo ถ่ายทำฉากฝันร้าย ถูกฆ่าตายในนรก, Herman Koto รับบทพระยายมบาล
- งานเลี้ยงอาหาร (ในงานเฉลิมฉลองประจำปีของยุวชนปัญจศิลา)
- Haji Anif นักธุรกิจ/ผู้นำ Paramilitary Leader พาเยี่ยมชมบ้าน ของสะสมหรูหรา
- Anwar Congo และ Herman Koto ทำการแสดงนรกในป่า
- สาวๆเริงระบำยังร้านอาหารปลาทอง
- Anwar Congo และ Herman Koto รับชมฟุตเทจนรกในป่า
- Ibrahim Sinik, Anwar Congo และสมาชิกยุวชนปัญจศิลา สัมภาษณ์รายการ Dialog Khusus (Special Dialogue) ทางสถานีโทรทัศน์ TVRI (Televisi Republik Indonesia)
- Rahmat Shah นำพาท่านผู้นำ Yapto Soerjosoemarno เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สตั๊ฟสัตว์
- Sakhyan Asmara รัฐมนตรีกระทรวงเยาวชนและกีฬา (Minister of Youth and Sport) เดินทางมาเยี่ยมเยียนกองถ่ายภาพยนตร์
- จำลองสถานการณ์ยุวชนปัญจศิลา ทำการกวาดล้างหมู่บ้านคอมมิวนิสต์
- Anwar Congo ตกปลาริมทะเลยามค่ำคืน
- Adi Zulkadry กับภรรยาและบุตรสาว เดินช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า
- Anwar Congo จำลองเหตุการณ์ฆ่ารัดคอ
- ภาพเหตุการณ์เครื่องบินตก
- Anwar Congo ใช้ตุ๊กตาเป็นตัวแทนบุตรของผู้ต้องหาคอมมิวนิสต์ ก่อนสวมบทบาทเป็นผู้ต้องหาคอมมิวนิสต์ ก่อนท้ายที่สุดถูกรัดคอเสียชีวิต
- Yapto Soerjosoemarno ยังคงเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สตั๊ฟสัตว์
- เริงระบำใต้ธารน้ำตก
- Anwar Congo เรียกหลานๆให้มารับชมฟุตเทจต่อตนเองถูกฆ่ารัดคอ จากนั้นพาไปยังลานสังหาร ก่อนแสดงอาการโรคแพนิค
- สาวๆเริงระบำยังร้านอาหารปลาทอง
ฉบับที่เขียนถึงนี้คือ Director’s Cut ซึ่งผมรู้สึกว่ามีความสะเปะสะปะ กระโดดไปกระโดดมา ไม่ได้ดำเนินเรื่องตามลำดับเวลา (non-Chronological Order) แต่เป้าหมายของผกก. Oppenheimer พยายามนำเสนอความต่อเนื่องทางอารมณ์ สภาพจิตวิทยาของ Anwar Congo และสร้างสัมผัสบทกวีเสียมากกว่า
- Yapto Soerjosoemarno ตีกอล์ฟ = Anwar Congo โยนโบว์ลิ่ง, ต่างเป็นกีฬาที่มีเป้าหมายชัดเจน ตีกอล์ฟให้ลงหลุม โยนโบว์ลิ่งให้สไตรค์
- Anwar Congo เดินทางไปตรวจฟัน (รวมถึงตอน Herman Koto อาบน้ำแปรงฟัน) เคลือบแฝงนัยยะถึงการสำรวจภายใน(จิตใจ)
- และตอนใช้คีมถอนฟัน อาจสื่อถึงการได้ปลดเปลื้องความจริง/สิ่งชั่วร้ายภายใน(จิตใจ)ออกมา
- จำลองเหตุการณ์จับกุมสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาทัณฑ์ทรมาน/ฆ่าให้ตาย = Anwar Congo ตกปลากับ Adi Zulkadry จับปลาใส่อวน
- และหลังการตกปลา Anwar Congo เสี้ยมสอนให้หลานๆขอโทษเจ้าเป็ดที่ได้รับบาดเจ็บ
- ถ่ายทำฉากฝันร้าย ความตาย ถูกทรมานในนรก แล้วฉายภาพ Anwar Congo ขณะกำลังหลังนอนยามค่ำคืนแล้วเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้
- นักธุรกิจ Haji Anif นำเครื่องแก้วหรูหรามาจัดแสดง แล้วตัดภาพในขุมนรก Anwar Congo ถูกฝังทั้งเป็น พญายมบาล (Herman Koto) กำลังกินเลือดกินเนื้อ
- Adi Zulkadry กับภรรยาและบุตรสาว เดินช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า ตัดสลับกับเหตุการณ์จำลอง Anwar Congo ข่มขู เข่นฆ่า แบล็กเมล์ผู้ต้องหาสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์
- ช่วงท้าย Herman Koto ตีกลองระบายอารมณ์ = Anwar Congo พอเดินทางกลับไปลานประหาร แสดงอาการโรคแพนิค (Panic Attack)
เกร็ด: Werner Herzog ในฐานะ Executive Producer มีโอกาสรับชม ‘rough cuts’ ฉบับความยาว 3-4 ชั่วโมง แล้วพอได้ยินผกก. Oppenheimer บอกว่าจะตัดต่อออกอีกสำหรับฉายโรงภาพยนตร์ แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด ขึ้นเสียงผ่านโทรศัพท์ “That’s a crime!” แต่พอสงบสติอารมณ์ก็เข้ามาช่วยดูแลการตัดต่อ เพื่อไม่ให้เนื้อหาส่วนสำคัญๆสูญหายไป
ในส่วนของเพลงประกอบ ส่วนใหญ่คือ ‘diegetic music’ ดังจากการขับร้อง-เล่น-เต้น เป็นเพลงภาษาอินโด (Bahasa Indonesian) ผมฟังไม่รู้เรื่องสักเท่าไหร่, แต่การใช้ ‘non-diegetic music’ มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
เพลงประกอบ (Original Sound Design) โดย Elin Már Øyen Vister (เกิดปี ค.ศ. 1976) ศิลปิน/นักแต่งเพลง สัญชาติ Norwegian เกิดที่ Oslo, สำเร็จการศึกษาทัศนศิลป์ Bergen Academy of Art and Design และปริญญาโท Sound Art จาก Trondheim Academy of Fine Art, ปัจจุบันเปิดสตูดิโอทำงานงานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างเสียงจากธรรมชาติ
Soundscape Røst has developed a slow-paced and site-specific artistic research that listens to how nature-culture landscapes and natural areas change as a result of climate change and biodiversity loss, and explores how socio-political frameworks in society can influence sonic changes in local soundscapes. Soundscape Røst also conducts “sound archaeology,” seeking Røst’s sonic natural and cultural history through time via oral narratives, books, articles, art, images, and films in archives.
คำอธิบายงานวิจัยของ Elin Øyen Vister
ตลอดทั้งเรื่องผมพยายามเงี่ยหูฟัง เปิดลำโพงดังๆ กลับแทบไม่ยินอะไร แต่มันมีความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไหลเข้าหูซ้าย(ทะลุหูขวา) นั่นเพราะ Vister ไม่ได้แต่งเพลงที่มีท่วงทำนอง หรือใช้เครื่องดนตรีประเภทใด แต่รังสรรค์สิ่งที่เรียกว่าทัศนียภาพทางเสียง (Soundscape) หมายถึงการสร้างการรับรู้ ความรู้สึกของสถานที่หรือสภาพแวดล้อมผ่านเสียงต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่นั้น
เอาจริงๆผมไม่อยากนำเอาฉากนี้มาสปอย แต่ครุ่นคิดว่ามีความชัดเจนใน Soundscape ที่สุดแล้ว! ลองเปิดลำโพงดังๆฟังเสียงระหว่างจำลองเหตุการณ์กวาดล้างหมู่บ้านคอมมิวนิสต์ นอกจากเสียงอื้ออึงของฝูงชน ตะโกนโหวกเหวกโวยวาย มันยังมีเสียงหวีดแหลม บาดแก้วหูดังขึ้นมาร่วมด้วย สร้างสัมผัสเจ็บปวด กรีดแทงทรวงใน … ถ้าคุณสามารถสังเกต Soundscape ได้จากซีนนี้ ลองหวนกลับไปรับชมสารคดี พยายามเงี่ยหูฟัง แล้วจะพบฉากสำคัญๆมักมีเสียงแปลกปลอมดังขึ้นมาบ่อยครั้ง
นี่เป็นบทเพลงที่ Anwar Congo เลือกมาเป็นตัวแทนของตนเอง Born Free แต่งโดย John Barry, เนื้อร้องโดย Don Black สำหรับประกอบภาพยนตร์ Born Free (1966) และสามารถคว้ารางวัล Oscar: Best Original Song
ผมพยายามมองหาว่าใคร/วงคอรัสไหนขับร้องบทเพลงนี้ แต่กลับไม่พบเจอข้อมูลใดๆ ก่อนตระหนักว่าเพลงนี้อาจเป็นการบันทึกเสียงใหม่ ทำให้ค้นพบเครดิต Band: Anonymous, Choir Director: Anonymous, Choir: Anonymous
Born free, as free as the wind blows
As free as the grass grows
Born free to follow your heartLive free and beauty surrounds you
The world still astounds you
Each time you look at a starStay free, where no walls divide you
You’re free as the roaring tide
So there’s no need to hideBorn free, and life is worth living
But only worth living
‘Cause you’re born freeStay free, where no walls divide you
You’re free as the roaring tide
So there’s no need to hideBorn free, and life is worth living
But only worth living
‘Cause you’re born free
The film’s an observational documentary of the imagination as well: What happens to a society when the killers have won?
Joshua Oppenheimer
มันมีคำกล่าวว่า ‘ผู้ชนะคือคนเขียนประวัติศาสตร์’ แทบทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ (Mass Murder) หรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ฝั่งไหนริเริ่มต้น ท้ายสุดมักกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ แต่ไม่ใช่กับประเทศ Indonesia นั่นเพราะนายพลซูฮาร์โต (Suharto) ฝักใฝ่สหรัฐอเมริกา ได้ทำการโค่นล้มปธน.ซูการ์โน (Sukarno) ให้การสนับสนุนหลังจีน-รัสเซีย พันธมิตรคอมมิวนิสต์ … ช่วงปีนั้น ค.ศ. 1965-66 ยังอยู่ระหว่างสงครามเย็น (Cold War) ชัยชนะเหนือคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดขาดของนายพลซูฮาร์โต ในมุมของ “สหรัฐอเมริกา” คงมองว่าเป็นสิ่งถูกต้องเสียด้วยซ้ำ!
เมื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองหมดสิ้นไป Indonesia จึงตกอยู่ในสถานะ ‘ฆาตกรครองเมือง’ ไม่ต่างจากดินแดนบ้านป่าเมืองเถื่อน ประชาชนใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดสะพรึง กลัวการถูกตัดสิน/ใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ จึงยินยอมก้มหัวศิโรราบต่อผู้มีอำนาจ
Anwar Congo คือหนึ่งในเพชรฆาต (Death Squad) สังหารโหดคอมมิวนิสต์นับร้อย-พัน เริ่มต้นไม่ต่างจากคนอื่น คุยโวโอ้อวดว่าฉันได้กระทำสิ่งยิ่งใหญ่ แต่ลึกๆรับรู้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งถูกต้อง พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกแท้จริงไว้ภายใน กระทั่งถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ ทำให้ความทรงจำเก่าๆถูกรื้อฟื้น จึงมิอาจอดกลั้นฝืน(ความรู้สึก)ตนเองได้อีกต่อไป
I saw when I got to Anwar that all this boasting, which I’d spent two years filming, might not be a sign of pride but may be a sign that these men know what they’ve done is wrong and are desperately trying to convince themselves otherwise with threats and imposing that view on society. These are the men who have the awful memories of killing people, strangling them, cutting off their heads; their trauma was not at a distance. Humans are unlike any other species. We kill our own with gusto, but I believe it’s still a trauma.
ผกก. Oppenheimer มีความเชื่อว่าเมื่อไหร่ที่กล้องหันเข้าหามนุษย์ ทุกคนจะพยายามทำสวยทำหล่อ สร้างภาพตนเองให้ดูดี ก็เหมือนกับที่ Anwar สำแดงความโอ้อวดโน่นนี่นั่น แต่พอบอกให้ทำการแสดง จำลองเหตุการณ์เคยบังเกิดขึ้น นั่นเป็นการรื้อฟื้นความทรงจำ ปลุกตื่นสันชาตญาณ(นักฆ่า) ก่อบังเกิดผลลัพท์ที่มิอาจคาดคิดถึง
In a way, documentary is a misnomer because in documentary we say that we’re documenting something, right? We have the idea that we’re documenting and the presumption is that there’s a reality that we then fill. But as many, many, many people have said, the moment you introduce a camera you change the reality. When you’re working closely with people, inevitably they start staging themselves. And they start staging themselves in ways that reveal how they imagine themselves… It is a charade. We’re actually creating the illusion of documenting a reality. So if it’s the case that, if I start filming you now, you’re going to start thinking “how do I look,” then filmmaking is a fantastic opportunity to explore the conditions of imagination that underpin our behavior.
So there again there was this convergence where the moment I’m filming Anwar he’s acting, and he was acting at the time of the killings. So suddenly the filming of Anwar, and the asking him to reenact what he did for me, brought back the mode of Anwar’s way of being at the time of the killing. It is not exactly the same. But the past literally comes into the present in an unexpected way, for the audience and for me—and for Anwar in a very, very disturbing way.
จิตสามัญสำนึกของมนุษย์บอกว่าการฆ่าคนตายไม่ใช่เรื่องถูกต้อง ขัดต่อหลักศีลธรรมของทุกๆศาสนา แต่ถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์บีบบังคับ ระหว่างถูกฆ่าหรือลงมือฆ่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถตัดสินถูก-ผิด ดี-ชั่ว ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของกรรมดีกว่า
Indonesia แม้จนปัจจุบันจะยังไม่สามารถล้มล้างแนวคิด เหมารวมคอมมิวนิสต์คือสิ่งชั่วร้าย แต่กาลเวลาค่อยๆทำให้ความจริงประจักษ์ต่อสาธารณชน ใครกันแน่กระทำสิ่งเหี้ยมโหด โฉดชั่วร้าย? ฆ่าคนตายนับแสน-ล้าน นั่นคือการสังหารหมู่ (Mass Murder) ไม่ต่างจากนาซีกวาดล้างชาวยิว, ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมร, สังหารหมู่รวันดา ฯ ทั่วโลกรับชมสารคดีเรื่องนี้ย่อมสามารถค้นพบคำตอบ เหลือแค่ว่าชาว Indonesian จักเริ่มส่องกระจก ทบทวนตนเองแบบ Anwar Congo เมื่อไหร่กัน?
เกร็ด: Anwar Congo เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 2019 สิริอายุ 78 ปี
มันมีคำกล่าวของ Adi Zulkadry แสดงความคิดเห็นระหว่างกำลังขับรถ สารคดีเรื่องนี้โฟกัสที่การฆ่าล้างคอมมิวนิสต์ แต่เราสามารถเหมารวมได้ทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ Cain & Abel เลยด้วยซ้ำ
Start with the first murder, Cain and Abel. Why focus on killing the communists? Americans killed the Indians. Has anybody been punished for that? Punish them!
Adi Zulkadry
การสังหารหมู่ (Mass Murder) ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) เป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณกาล และจะยังคงดำเนินต่อไปในอนาคตไม่รู้จักจบจักจบสิ้น มันเป็นสิ่งไม่มีใครสามารถควบคุม แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้เราก็ควรสำแดง ‘ความเป็นมนุษย์’ ออกมาให้มากที่สุด!
สารคดีเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาล Telluride Film Festival เสียงตอบรับถือว่าดีล้นหลาม จากนั้นมีโอกาสเข้าฉาย Berlin International Film Festival สาย Panorama สามารถคว้ามาสองรางวัล
- Panorama Audience Award: Documentary Film
- Prize of the Ecumenical Jury – Panorama
- This deeply unsettling film exposes the evil mass murders which took place in Indonesia in 1965 and reveals the monstrosity of these crimes. It re-opens a deep wound with the conviction that it is worthwhile to unearth such atrocities.
นอกจากนี้ช่วงปลายปี สารคดียังได้เข้าชิง Oscar, BAFTA Award และคว้ามาหลากหลายรางวัล
- Academy Award: Best Documentary Feature พ่ายให้กับ 20 Feet from Stardom (2013)
- BAFTA Award
- Best Film not in the English Language
- Best Documentary **คว้ารางวัล
- European Film Award: European Documentary **คว้ารางวัล
- Independent Spirit Award: Best Documentary
การนำ The Act of Killing (2012) เข้าฉายในอินโดนีเซียไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านการตรวจสอบโดยกองเซนเซอร์ Film Censorship Board ซึ่งถ้าถูกแบนจะทำให้คนเคยรับชมถูกตั้งข้อกล่าวหาโดยทันที! โชคดีว่าองค์กรสิทธิมนุษยชน National Commission on Human Rights (Komnas HAM) รวมถึงบรรดานักวิชาการ ผู้สร้างภาพยนตร์ และผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ ช่วยกันตั้งแคมเปญเรียกร้องให้ทางการอนุญาตฉายสารคดีเรื่องนี้ สำเร็จวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 ก่อนเปิดให้รับชมฟรี(เฉพาะอินโดนีเซีย)บน Youtube ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2013
เสียงตอบรับในอินโดนีเซียเหมือนจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ทางการกล่าวว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์ บรรดานักวิชาการก็ถกเถียงถึงความเหมาะสมของผู้สร้างภาพยนตร์ต่างชาติ/บุคคลนอก … นั่นเพราะจนถึงปัจจุบัน ชนชั้นผู้นำ/ประชาชนส่วนใหญ่(ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก)ยังคงสนับสนุนยุวชนปัญจศิลา ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างแรงกล้า
แม้เพิ่งเข้าฉายไม่นาน สารคดีเรื่องนี้ก็กลายเป็นตำนาน ได้รับการโหวตจากนิตยสารหลายๆสำนัก “Greatest Documentary of All-Time”
- Sight & Sound: Top Film of 2013 ติดอันดับ #1
- Sight & Sound: Critics’ 50 Greatest Documentaries of All Time (2015) ติดอันดับ #19 (ร่วม)
- The Guardian: The 100 best films of the 21st century (2015) ติดอันดับ #16
- BBC: The 21st Century’s 100 greatest films (2016) ติดอันดับ #14
- Paste Magazine: The 100 Best Documentaries of All Time (2022) ติดอันดับ #20
- Vouge: The 82 Best Documentaries of All Time (2023) ไม่มีอันดับ
สารคดีเรื่องนี้หารับชมออนไลน์ไม่ยากนะครับ Youtube, Archive.org หรือใครอยากได้ของแถม (Special Feature) แนะนำแผ่น Blu-Ray (ที่เป็น 1 Movie, 2 Cuts แผ่นเดียวรวมทั้งฉบับ Theatrical Cut และ Director’s Cut) จัดจำหน่ายโดย Drafthouse Films เมื่อปี ค.ศ. 2014
ในเมืองไทยใช้ชื่อ ฆาตกรรมจำแลง พบเห็นเข้าฉายหอภาพยนตร์ ไม่ก็ Doc Club & Pub อยู่เรื่อยๆ และมักควบคู่กับ The Look of Silence (2014) ใครมีโอกาสอยากอ่านซับไทยลองหาเวลารับชมดูนะครับ
เกร็ด: ผกก. Oppenheimer ตัดสินใจสร้างภาคต่อทางจิตวิญญาณ The Look of Silence (2014) แต่สลับสับเปลี่ยนไปนำเสนอมุมมองฟากฝั่งผู้รอดชีวิต ผมไม่อยากท้องไส้ปั่นป่วนสองเรื่องติดๆ เลยขอไม่เขียนถึงแล้วกันนะครับ
สิ่งที่ส่วนตัวรู้สึกอึ่งทึ่งที่สุดในสารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่า/จำลองเหตุการณ์สังหารหมู่ เพราะผมมีภูมิคุ้มกันค่อนข้างสูงจาก Night and Fog (1956), The Killing Fields (1984), Come and See (1985) ฯ แต่คือการพบเจอเพชฌฆาต Anwar Congo ที่กล้าพูดบอกความจริง เปิดเผยรายละเอียดทุกสิ่งอย่าง และยังยินยอมทำการแสดงตามคำร้องของผกก. Oppenheimer
คือมันต้องใช้ความหาญกล้ามากๆๆในการเผชิญหน้ากับตนเอง รับรู้อยู่แล้วว่าการฆ่าคนตายไม่ใช่เรื่องถูกต้อง แต่บริบททางสังคมเป็นสิ่งที่น้อยคนจะต่อต้านทาน การถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้ทำให้มีโอกาสเอาใจเขามาใส่ใจเรา เกิดความรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น นี่ไม่ใช่การไถ่โทษหรือไถ่บาป (Redemption) แค่เพียงจุดเริ่มต้นให้ Anwar Congo ค้นพบความเป็นมนุษย์ และเฝ้ารอคอย/ยินยอมรับโชคชะตากรรมติดตามทัน
“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” การกระทำของเพชฌฆาตสังหารหมู่ อาจฟังดูเหี้ยมโหดร้าย บุคคลอันตราย ไม่สมควรได้รับการยกโทษให้อภัย ทำไมฉันต้องมาอดรนทนรับฟังคำโอ้อวดของฆาตกร แต่นั่นคือเรื่องกฎแห่งกรรมที่เราไม่จำเป็นต้องเอามาใส่ใจ ถ้าคุณสามารถเปิดโลกทัศน์ ยินยอมทำความเข้าใจมุมมองของเขา พบเห็นความเป็นมนุษย์ที่ยังหลงเหลือ นั่นต่างหากทำให้สารคดีเรื่องนี้โคตรๆทรงคุณค่า ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา
จัดเรต 18+ เรื่องเล่าเพชฌฆาตถึงการสังหารหมู่


ใส่ความเห็น