
The Breakfast Club (1985)
: John Hughes ♥♥♥♥
นักเรียนห้าคนโดนทำทัณฑ์บน ถูกกักบริเวณในห้องสมุดตลอดทั้งวันเสาร์ พวกเขาไม่มีอะไรทำนอกจากพูดคุยสนทนา เล่าปัญหาชีวิต/ครอบครัว จากคนแปลกหน้าเลยกลายเป็นเพื่อนสนิทสนม และผู้ชมบังเกิดความเข้าใจวัยรุ่นหัวขบถ, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
หลังจากเขียนถึงหนังวัยรุ่นมาหลายเรื่อง ทำให้ผมพบเจอชาร์ทของนิตยสาร Entertainment Weekly: 50 Best High School Movies (2006) ภาพยนตร์ที่ได้รับการโหวตอันดับหนึ่งคือ The Breakfast Club (1985) และมีนักวิจารณ์ให้การเปรียบเทียบ “the Citizen Kane of the teen film genre” เท่านี้ก็เพียงพอกระตุ้นความสนใจ
แซว: บทสัมภาษณ์ของ Sebastian Stan ให้คำอธิบายภาพยนตร์ Thunderbolts* (2025) เปรียบเทียบกับ “The Breakfast Club of Marvel” ก็ไม่รู้ว่าเหมือนกันยังไง?
สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงก็คือหนังดำเนินเรื่องในสถานที่เดียว (ภายในโรงเรียน) มีเพียงการพูดคุยสนทนา (All-Talk) และด้วยทุนสร้างแค่ $1 ล้านเหรียญ (สามารถเรียกว่าหนังอินดี้, Indie Film) เรื่องราวอาจไม่เกินความคาดเดา แต่ผลลัพท์ออกมาดีเกินคาดหมาย แฝงสาระข้อคิดที่น่าจะทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจวัยรุ่นหัวขบถมากขึ้น
John Wilden Hughes Jr. (1950-2009) นักเขียน/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Lansing, Michigan โตขึ้นเข้าศึกษา University of Arizona แต่ไม่ทันไรก็ลาออกมาทำงานโฆษณา เขียนบทความ/เรื่องสั้นลงนิตยสาร National Lampoon จนมีโอกาสเขียนบทหนังแฟนไชร์ National Lampoon’s Class Reunion (1982), National Lampoon’s Vacation (1983), แล้วมีโอกาสเซ็นสัญญาภาพยนตร์สามเรื่องกับ Universal Pictures
เมื่อย้ายมาสตูดิโอใหม่ Hughes พยายามต่อรองขอโอกาสกำกับภาพยนตร์ ด้วยการพัฒนาบทหนังที่ใช้ทุนต่ำ ถ่ายทำสถานที่เดียว ตั้งชื่อว่า The Lunch Bunch (ก่อนเปลี่ยนเป็น The Breakfast Club) เกี่ยวกับเด็กนักเรียนห้าคนถูกทำทัณฑ์บน กักบริเวณในห้องสมุดตลอดทั้งวันเสาร์
แต่ทว่าสตูดิโอ Universal กลับอยากให้สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีความใกล้เคียงกับแฟนไชร์ National Lampoon เพื่อเข้าถึงผู้ชมวัยรุ่นง่ายกว่า เขาเลยรื้อฟื้นโปรเจค Sixteen Candles ที่เคยพัฒนาบทไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 นำมาปัดฝุ่นเล็กน้อย วันสองวันให้หลังก็นำมายื่นเสนอโปรดิวเซอร์ ได้รับการตอบอนุมัติโดยพลัน … ส่วนโปรเจค The Breakfast Club ก็สร้างต่อจาก Sixteen Candles (1984)
เกร็ด: The Breakfast Club เป็นชื่อที่ผกก. Hughes ได้ยินจากบุตรชายวัยรุ่นของเพื่อนที่มักถูกกักบริเวณตอนเช้า (Morning Detention) ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องวันเสาร์เท่านั้น
It actually referred to morning Detention, not Saturday Detention, but I figured no one would call me on it.
John Hughes ให้คำอธิบาย The Breakfast Club
วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1984, นักเรียนห้าคนจาก Shermer High School ตั้งอยู่ Shermer, Illinois เข้ารายงานตัวกับรองครูใหญ่ Richard Vernon (รับบทโดย Paul Gleason) เพื่อรับโทษกักบริเวณในห้องสมุด
- Andrew Clark (รับบทโดย Emilio Estevez) นักกีฬามวยปล้ำ (Athlete) มักถูกกดดันจากบิดา คาดหวังให้เขาต้องชนะ ต้องอันดับหนึ่ง ต้องโดดเด่นเหนือใคร จึงเรียกร้องความสนใจด้วยการกลั่นแกล้งเพื่อน เอาเทปกาวแปะก้นเพื่อนนักเรียน เลยถูกสั่งกักบริเวณวันเสาร์
- Brian Johnson (รับบทโดย Anthony Michael Hall) หนุ่มแว่น เรียนเก่ง สอบได้เกรดเอทุกวิชา (ได้รับฉายา Brain) แล้วจู่สอบตกวิชาชีพ เลยครุ่นคิดสั้น อยากจะฆ่าตัวตาย นำเอาปืนยิงพลุ (Flare gun) มาโรงเรียน เลยถูกสั่งกักบริเวณวันเสาร์
- John Bender (รับบทโดย Judd Nelson) เพราะถูกบิดากระทำร้ายร่างกาย (Abuse) จึงเต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น ชอบกลั่นแกล้ง/ใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น จนได้รับฉายา Criminal วันหนึ่งสูบกัญชา ทำสัญญาณเตือนไฟดังขึ้น เลยถูกสั่งกักบริเวณวันเสาร์
- Claire Standish (รับบทโดย Molly Ringwald) ด้วยความสวยสาว ชอบทำตัวเริดเชิดเย่อหยิ่ง ไม่ต่างจากเจ้าหญิง (Princess) แต่นั่นสร้างแรงกดดัน (Peer Pressure) จากทั้งครอบครัวและเพื่อนฝูงรอบข้าง เลยตัดสินใจโดดเรียนเพื่อไปช็อปปิ้ง นั่นคือเหตุผลที่ถูกกักบริเวณวันเสาร์
- Allison Reynolds (รับบทโดย Ally Sheedy) ฉายา Busket Case (ศัพท์แสลงของคนบ้า) เป็นคนเงียบๆขรึมๆ บิดา-มารดาไม่เคยสนใจ พยายามเรียกร้องความสนใจด้วยการพกกระเป๋าใบใหญ่ ลักขโมยสิ่งข้าวของ เข้าร่วมการถูกกักบริเวณวันเสาร์โดยไม่มีความผิดอะไร เพียงต้องการ(หลบหนี)ออกจากบ้านเท่านั้นเอง
ในส่วนของนักแสดง Molly Ringwald (รับบท Claire) และ Anthony Michael Hall (รับบท Brian) เพราะเพิ่งร่วมงานผกก. Huges ภาพยนตร์ Sixteen Candles (1984) เลยได้หมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่ระหว่างการถ่ายทำ โดยตอนแรก Ringwald ถูกวางให้รับบท Allison แต่เธอพยายามโน้มน้าวผู้กำกับให้ปรับเปลี่ยนมาเป็น Cathy (ชื่อเดิมของ Claire)
Originally, he talked to me about playing the role that Ally played [Allison, the “basket case”]. And I was really upset because I wanted to play Claire [the “princess”], who was called Cathy at the time. She was so different from the way that I saw myself, and more the way I saw my older sister, because my sister was very popular. She was what they called a sosh at her school. John was like, “Well, let me talk to the studio, because I was thinking about you for this part.” Then a couple days later, he said, “Yeah, you can play that part.”
Molly Ringwald
เกร็ด: Stanley Kubrick ว่ากันว่ารับชม The Breakfast Club (1985) ถึงสี่รอบ ประทับใจการแสดงของ Anthony Michael Hall เปรียบเทียบถึง Spencer Tracy ตอนยังหนุ่มๆ พยายามชักชวนให้มารับบทนำ Pvt. Joker ภาพยนตร์ Full Metal Jacket (1987) แต่ต่อรองไม่สำเร็จก็เลยพลาดโอกาสร่วมงาน
ส่วนบท Allison ตกเป็นของ Ally Sheedy ก่อนหน้านี้เคยมาทดสอบหน้ากล้องภาพยนตร์ Sixteen Candles (1984) แล้วพ่ายให้กับ Ringwald ซึ่งตอนนั้นเธอประสบอุบัติเหตุ ตาบวมเป่ง แถมแต่งตัวเหมือนสาว Gothic กลายเป็นภาพจำติดตา เลยชักชวนแสดงหนังเรื่องใหม่
Emilio Estevez ที่เพิ่งแจ้งเกิดกับ The Outsiders (1983) และ Repo Man (1984) ตอนแรกถูกวางตัวให้เล่นบท John Bender แต่หลังจากผกก. Hughes ไม่สามารถหานักแสดงเหมาะสมเป็น Andrew Clark เลยโยกย้ายให้เขามาเล่นบทนี้แทน
แซว: ในบทหนัง Andrew คือนักกีฬา(อเมริกัน)ฟุตบอล แต่ทว่ารูปร่างของ Estevez ดูผอมบางไปหน่อย เลยเปลี่ยนมาเป็นมวยปล้ำแทน
ส่วนบท John หลังจากโยกย้าย Emilio ก็เล็งๆ Nicolas Cage (ค่าตัวสูงเกิน), John Cusack (ดูไม่น่าเกรงขาม), Rob Lowe, Alan Ruck, ก่อนมาลงเอย Judd Nelson ที่ระหว่างซักซ้อมบท (Rehearsal) เกือบจะถูกไล่ออกเพราะอยู่ในตัวละคร (In Character) ตามวิถีของ Method Acting แสดงนิสัยแย่ๆต่อ Ringwald แม้อยู่นอกบท สร้างความไม่พึงพอใจต่อผกก. Huges โชคดีที่เธอไม่ได้ถือสา มีปัญหาอะไร
Judd Nelson almost got fired. He was doing this sort of Method-actor thing, I think, and he was being very provocative with me. Making jokes – I think he made some sort of blind joke, and my dad was blind – he was just trying to get under my skin, like Bender tries to get under Claire’s skin. It really didn’t bother me, but John was extremely protective of me and it just infuriated him. And he almost fired him, and we all banded together and really talked John out of firing Judd. It really made us seem like a real group.
Molly Ringwald
เกร็ด: ตอนเริ่มถ่ายทำ Molly Ringwald อายุ 16 ปี, Anthony Michael Hall อายุ 16 ปี, Ally Sheedy อายุ 23 ปี, Emilio Estevez อายุ 23 ปี และ Judd Nelson อายุ 25 ปี
ถ่ายภาพโดย Thomas Del Ruth (เกิดปี ค.ศ. 1942) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Beverly Hills, California เป็นบุตรของผู้กำกับ Roy Del Ruth และนักแสดง Winnie Lightner, หลังเรียนจบ University of Southern California ทำงานโฆษณา พิมพ์ภาพโมเดล หลังกลับจากอาสาสมัครทหาร เข้าทำงาน University Studios ไต่เต้าจากผู้ช่วย (Assistant Camera) มาเป็นผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) ถ่ายทำภาพยนตร์ The Breakfast Club (1985), Stand by Me (1986), The Running Man (1987), เคยคว้าสองรางวัล Emmy Award จากซีรีย์ The West Wing (1999–2004)
งานภาพของหนังอาจไม่ได้มีลูกเล่นอะไรมากมาย ส่วนใหญ่บันทึกภาพการพูดคุยสนทนา โต้ตอบไปมา เดินๆนั่งๆ สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งบ่อยครั้ง (จากนั่งกระจัดกระจาย ช่วงท้ายล้อมวงคุยกัน) และเนื่องจากตลอดทั้งเรื่องถ่ายทำภายในโรงเรียน ห้องสมุด โถงทางเดิน ฯ รายล้อมรอบด้วยผนังกำแพง มันจะมีความรู้สึกแออัด คับแคบ (Claustrophobia) ถูกกักบริเวณ สูญเสียอิสรภาพ
หนังปักหลักถ่ายทำยัง Maine North High School ตั้งอยู่ Des Plaines, Illinois ที่ปิดการสอนไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1981 แต่ฉากภายนอกถ่ายทำที่ Glenbrook North High School (เพราะ Maine North ปิดให้บริการมาหลายปี จึงถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่เหมาะแก่การถ่ายทำ)
และด้วยความที่ห้องสมุดของ Maine North High School มีขนาดเล็กเกินไป จึงทำการก่อสร้างฉากขึ้นใหม่ยังสนามฟุตบอล/โรงยิม (Gymnasium), นักแสดงใช้เวลาซักซ้อมการแสดง (Rehearsal) นานสามสัปดาห์, ถ่ายทำจริงระหว่าง 28 มีนาคม – 29 เมษายน ค.ศ. 1984 (หยุดวันอาทิตย์) แล้วถ่ายทำแบบไล่เลียงตามลำดับเวลา (Chronological Order)
เกร็ด: เนื่องจาก Anthony Michael Hall และ Molly Ringwald เพิ่งอายุ 16 ปี ตามกฎหมายยังไม่สามารถทำงานล่วงเวลา (เกินแปดชั่วโมง) ด้วยเหตุนี้วันไหนถ่ายทำไม่เสร็จ จะมีการใช้นักแสดงแทนเข้าฉาก (มักถ่ายฉากที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสองนักแสดง)
การมาถึงของวัยรุ่นทั้งห้า ต่างสำแดงอัตลักษณ์ตัวตน พื้นฐานครอบครัวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
- Claire เจ้าของฉายา Princess บิดาขับรถหรู BMW
- Brian เจ้าของฉายา The Brain มาพร้อมกับมารดาและน้องสาว ทะเบียนรถ E=MC2 บอกให้ใช้เวลาศึกษาร่ำเรียน
- บิดาขับรถจิ๊บมาส่ง Andrew พร้อมพูดอวดเบ่งโน่นนี่นั่น
- John เดินมาโรงเรียน
- Allison ลงจากรถโดยไม่มีการพูดคุยทักทาย แล้วบิดาขับบึ่งออกไปทันที



สองช็อตที่ผมชอบสุดของหนัง เริ่มต้นวัยรุ่นทั้งห้าต่างนั่งกระจัดกระจาย รักษาระยะห่าง ไม่ต้องการสุงสิงกับคนแปลกหน้า (ทำตามคำสั่งรองครูใหญ่ที่ไม่ให้ลุกขึ้นไปไหน) แต่หลังจากพวกเขาร่วมทุกข์ ร่วมเสพกัญชา (ของ John) ก็เริ่มปล่อยตัวปล่อยใจ เปลี่ยนมาล้อมวงพูดคุย สนทนาเปิดอก รับฟังสารพัดปัญหา ก่อนค้นพบว่ามันมีความละม้ายคล้ายกันอย่างคาดไม่ถึง


หนังชื่อ The Breakfast Club ถ้าไม่มีการรับประทานอาหารก็กระไรอยู่ แต่มันกลับไม่ใช่มื้อเช้า (ชื่อกลุ่ม Breakfast Club สื่อถึงสามารถที่ถูกกักบริเวณตอนเช้าก่อนเข้าเรียน) กลายเป็นมื้อกลางวันที่บ่งบอกรสนิยม ตัวตน สถานะครอบครัวได้เช่นเดียวกัน
- Claire รับประทานซูชิ ถือเป็นอาหารชั้นสูง หรูหราของชาวอเมริกัน
- Brian ซุป น้ำแอปเปิ้ล PB&J (Peanut Butter และ Jelly Sandwich) อาหารที่ประโยชน์ต่อสมองและร่างกาย
- Andrew แซนวิชสามชิ้น ซีเรียล นมขวดใหญ่ กล้วย แอปเปิ้ล อาหารสำหรับเสริมสร้างกล้ามเนื้อและร่างกาย เน้นปริมาณ(มากกว่าคุณภาพ)
- John เพียงกระป๋องโค้ก และหลังจากทุกคนทานอาหารเสร็จ แอบพาไปยังตู้เก็บของ หยิบกัญชาท่อนใหญ่
- Allison โค้ก แซนวิช และขนมกรุบกรอบ พยายามสร้างเสียงดัง เรียกร้องความสนใจ (ให้ใครๆหันมาจับจ้องมอง)



ผมครุ่นคิดอยู่นานว่าจะทำห้องสมุดขนาดใหญ่ มีชั้นสองไปทำไม? จุดประสงค์ก็เพื่อให้ตัวละครได้ทำการปลดปล่อย (หลังเสพกัญชา) Andrew ผู้บ้าพลังที่สุด (นักกีฬามวยปล้ำ, athlete) ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้น วิ่งไปวิ่งมา ถอดเสื้อนอก ทุบอกเหมือนลิงกอริลลา (King Kong) ระบายอารมณ์อัดอั้นภายในออกมา

ความเปลี่ยนแปลง(ทางกายภาพ)ชัดเจนที่สุดของวัยรุ่นกลุ่มก็คือ Allison จากหญิงสาวไร้ตัวตน ไม่มีคนคบหา แต่งกายมิดชิด ปกปิดใบหน้า ชอบทำอะไรบ้าๆ ส่งเสียงเรียกร้องความสนใจ (ได้ยินเสียงครั้งแรกนาทีที่ 25) แต่หลังจากเปิดเผยความใน ได้รับความช่วยเหลือจาก Claire แต่งหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า แม้ท่าทางยังดูเก้งๆก้างๆ กลับสร้างความตกตะลึงให้ใครๆ


ผกก. Hughes รับเชิญในบทบิดาของ Brian (ตอนเช้าแม่มาส่ง ตอนเย็นพ่อมารับ) นั่งอยู่บนรถ 1984 Dodge Aries สีแดง

เมื่อปี ค.ศ. 2018, นิตยสาร The New Yorker ตีพิมพ์บทความเขียนโดย Molly Ringwald วิพากย์วิจารณ์ความสัมพันธ์ระหว่าง Claire กับ John ที่ตลอดทั้งเรื่องฝ่ายชายเอาแต่ ‘bully’ ชอบกลั่นแกล้ง พูดจาดูถูกเหยียดยาม แล้วตอนจบลงเอยด้วยความสัมพันธ์โรแมนติก “Revisiting the movies of my youth in the age of #MeToo.” กลายเป็นประเด็นน่าสนใจขึ้นมาโดยพลัน
มันก็จริงตามความเห็นของ Ringwald ถ้าเรามองหนังในเลนส์ยุคสมัย #MeToo พฤติกรรมของ John ย่อมเป็นสิ่งที่สังคมไม่ให้การยินยอมรับ ไม่มีทางที่หญิงสาวหัวก้าวหน้า/สมัยใหม่จะตกหลุมรัก แต่ในบริบทของหนังพยายามนำเสนอความเปลี่ยนแปลงจากหน้าเป็นหลัง เริ่มต้นจากความเกลียดชังมาเป็นตกหลุมรักกัน (ทุกตัวละครล้วนมีบางสิ่งอย่างเปลี่ยนแปลงไป)
LINK: https://www.newyorker.com/culture/personal-history/what-about-the-breakfast-club-molly-ringwald-metoo-john-hughes-pretty-in-pink

ภาพสุดท้ายของหนัง John Bender เจ้าของฉายา Criminal กำหมัด ยกมือขึ้น ประกาศชัยชนะ ณ สนาม(อเมริกัน)ฟุตบอล ยามท้องฟ้าทอแสงสีทอง (Golden Hour) … ชนะอะไร? นั่นเป็นสิ่งที่ผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน ชนะใจสาว? ได้เพื่อนใหม่? เอาตัวรอดจากการถูกกักบริเวณ? ค้นพบทางออกของปัญหาชีวิตตนเอง?
การถูกกักบริเวณครั้งนี้ ทำให้พวกเขาและเธอต่างมีบางสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไป รู้จักเพื่อนใหม่ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กัน ค้นพบตัวตนเอง และเรียนรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องงอนง้ออะไรใคร (โดยเฉพาะพวกผู้ใหญ่) นั่นกระมังคือชัยชนะของวัยรุ่น?

ตัดต่อโดย Dorothea Carothers ‘Dede’ Allen (1923-2010) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cleveland, Ohio มารดาคือนักแสดง Dorthea S. Corothers ส่งบุตรสาวเข้าโรงเรียนประจำ ร่ำเรียนสถาปนิกออกแบบ Scripps College ก่อนหันเหความสนใจสู่วงการภาพยนตร์ ได้งานที่ Columbia Pictures ไต่เต้าจากคนส่งเอกสาร ช่วยงานตัดต่อโฆษณา กระทั่งได้รับโอกาสตัดต่อภาพยนตร์เรื่องแรก Odds Against Tomorrow (1959), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Hustler (1961), America, America (1963), Bonnie and Clyde (1967), Dog Day Afternoon (1975), Reds (1981), The Breakfast Club (1985), Wonder Boys (2000) ฯ
เรื่องราวของหนังมีวัยรุ่นทั้งห้าที่ถูกกักบริเวณวันเสาร์คือจุดศูนย์กลาง (ทุกคนจะมีความโดดเด่นพอๆกัน) ส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยสนทนา โต้ตอบกันไปมา หากิจกรรมทำระหว่างรอคอยให้หมดวัน
- อารัมบท, วัยรุ่นทั้งห้าเดินทางมาโรงเรียน
- ทำความรู้จักวัยรุ่นทั้งห้า
- รองครูใหญ่สั่งให้เขียนบทความ “who you think you are?”
- ความประทับใจแรกของวัยรุ่นทั้งห้า
- John Bender ถอดสลักออกจากประตู ทำให้รองครูใหญ่ไม่สามารถรับรู้ พบเห็นพวกเขา
- John ยั่วโมโหคนอื่นไปทั่ว
- การมาถึงของภารโรง Carl Reed
- ทำกิจกรรมร่วมกัน
- ถึงเวลารับประทานอาหารกลางวัน
- ออกไปเดินเล่นตามโถงทางเดิน
- John ถูกรองครูใหญ่จับได้ขณะเล่นบาสเกตบอล เลยถูกแยกขังเดี่ยว
- ถึงอย่างนั้น John หาหนทางหลบหนีผ่านท่อระบายอากาศ
- จากนั้นเสพกัญชาร่วมกัน
- Allison พูดคุยกับ Andrew และ Richard
- เปิดใจคุยกัน
- ทั้งห้านั่งล้อมวง เปิดใจคุยกัน เล่าความหลัง ปัญหาครอบครัว และเหตุผลที่ถูกกักบริเวณ
- ชั่วโมงสุดท้ายทั้งห้าต่างลุกขึ้นมาโยกเต้น ปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพ
- Richard เขียนบทความส่งอาจารย์
- Claire แต่งหน้าเปิดผม Allison ทำเอา Andrew ตกหลุมรักแรกพบโดยพลัน
- ขณะเดียวกัน Claire โปรยเสน่ห์ใส่ John ถอดแหวนหมั้นให้เขา
- ปัจฉิมบท, ถึงเวลาแยกย้ายกลับบ้าน
ฉบับตัดต่อแรกของหนังความยาว 150 นาที ซึ่งนานเกินความอดรนทนของวัยรุ่นอย่างแน่นอน! จึงจำต้องเล็มโน่นนี่นั่นจนเหลือแค่ 97 นาที … แม้ผกก. Hughes จะจากไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 แต่ฉบับ Director’s Cut ความยาว 150 นาที ยังเก็บเอาไว้ที่ภรรยาหม้าย อาจจะมีโอกาสได้รับชมในอนาคต
ในส่วนของเพลงประกอบ ทั้งหมดล้วนเป็นบทเพลงคำร้อง มาจากศิลปินมีชื่อ และแต่งขึ้นใหม่โดย Keith Forsey (เกิดปี ค.ศ. 1948) นักดนตรี(ตีกลอง)/แต่งเพลง สัญชาติอังกฤษ ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Flashdance (1983), Beverly Hills Cop (1984), The Breakfast Club (1985) ฯ
บทเพลงที่ถือเป็น Main Theme ดังขึ้นระหว่าง Opening & Closing Credit ชื่อว่า Don’t You (Forget About Me) แต่งโดย Keith Forsey & Steve Schiff, มอบหมายให้ Simple Minds วงร็อคสัญชาติ Scottish เป็นผู้บันทึกทึกเสียง
ในตอนแรกนักร้องนำ Jim Kerr บอกปัดปฏิเสธหลายครั้ง ไม่อยากทำเพลงของคนอื่น เอาหนังมาเปิดก็ไม่สนใจ กระทั่งศรีภรรยาโน้มน้าว “I like the song. What’s the problem?” เลยยินยอมตอบตกลง โดยไม่รู้ตัวกลายเป็นบทเพลงแจ้งเกิดระดับนานาชาติ ติดอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100 (เพลงเดียวของวงที่ทำได้)
Hey, hey, hey, hey
Ooh, woahWon’t you come see about me?
I’ll be alone, dancing, you know it, babyTell me your troubles and doubts
Giving everything inside and out and
Love’s strange, so real in the dark
Think of the tender things that we were working onSlow change may pull us apart
When the light gets into your heart, babyDon’t you, forget about me
Don’t, don’t, don’t, don’t
Don’t you, forget about meWill you stand above me?
Look my way, never love me
Rain keeps falling, rain keeps falling
Down, down, downWill you recognize me?
Call my name or walk on by
Rain keeps falling, rain keeps falling
Down, down, down, downHey, hey, hey, hey
Ooh, woahDon’t you try and pretend
It’s my feeling we’ll win in the end
I won’t harm you or touch your defenses
Vanity and security, ahDon’t you forget about me
I’ll be alone, dancing, you know it, baby
Going to take you apart
I’ll put us back together at heart, babyDon’t you, forget about me
Don’t, don’t, don’t, don’t
Don’t you, forget about meAs you walk on by
Will you call my name?
As you walk on by
Will you call my name?
When you walk awayOr will you walk away?
Will you walk on by?
Come on, call my name
Will you call my name?I say
La, la-la-la-la, la-la-la-la
La-la-la-la-la-la-la-la-la-la
La-la-la-la, la-la-la-la
La-la-la-la-la-la-la-la-la-la
La-la-la-la, la-la-la-la
La-la-la-la-la-la-la-la-la-la
When you walk on by
And you call my name
When you walk on by
สิ่งที่ทำให้บทเพลงนี้ฮิตถล่มทลาย (ยอดวิวคลิปที่ผมนำมานี้เกินกว่า 300+ ล้านครั้ง) นอกจากดนตรีกลิ่นอายทศวรรษ 80s (เสียงกลองที่เด่นชัด ผสมกับเครื่องดนตรีอิเล็คทรอนิกส์ล้ำสมัย) เนื้อคำร้องสอดคล้องเรื่องราวของหนังที่เป็นการพูดคุยเปิดใจ “Tell me your troubles and doubts, Giving everything inside and out and” ยังคือเสียงเอื้อยคำร้อง Hey Hey, Ooh woah, La-la-la นั่นคือสิ่งที่นักร้องนำ Jim Kerr เพิ่มเติมเข้ามา (ไม่ได้อยู่ในเนื้อเพลงดั้งเดิม) แล้วได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนกลายเป็นเพลงชาติวัยรุ่นทศวรรษ 80s
The pair hit it off and Kerr yielded. “Don’t You (Forget About Me)” was recorded in a single afternoon — it was the singer’s idea to add the “Hey hey hey” at the start, while guitarist Charlie Burchill ramped up the power chords in the intro, helping to turn Forsey’s sweet paean to teenage longing into a rousing, stadium-sized anthem. It would be the biggest song of Simple Minds’ career and give them their first US number one.
บทความจาก Financial Times
หลังอาหารกลางวัน วัยรุ่นทั้งห้าออกจากห้องสมุดไปเดินเล่น/หลบครูใหญ่ บริเวณโถงทางเดินในโรงเรียน ได้ยินบทเพลงร็อคสุดมันส์ Fire in the Twilight ราวกับพวกเขากำลังวิ่งหนีไฟไหม้ แต่งโดย Jack Hues & Keith Forsey & Steve Schiff, ขับร้องโดย Wang Chung วงดนตรี New Wave สัญชาติอังกฤษ
Hot on the run from the grip of the power game,
The man who leads the way, the man who leads the way.
Shell in it’s box from his home that they’ll never tame,
The man who leads the way, the man who leads the way.He is burning, burning in the twilight.
He is burning, turning to face us.
He is burning, fire in the twilight.
He is burning, turning to lead us away, away, away,
Lead us away, away, away.Taking a break from the role of the everyday boy,
The man who leads the way, the man who leads the way.
Is he for real or is he back to the old way boy,
Can he lead the way, oh can he lead the way.
He’s searching, but he’s lonely, and he’s hurting, but he’s only,
Waiting for a chance just in time to live a life.
Does he need ya, does he want ya,
Does he listen to what you say?
Is he only waiting for the simple way?He is burning, burning in the twilight.
He is burning, turning to face us.
He is burning, fire in the twilight.
He is burning, turning to lead us away, away, away,
Lead us away, away, away.
หลังการพูดคุยเปิดใจ วัยรุ่นทั้งห้าก็ตระหนักว่า We Are Not Alone ลุกขึ้นมาโยกเต้น ปลดปล่อยตนเอง กับเวลาเล็กน้อยที่เหลืออยู่ก่อนสิ้นสุดการกักบริเวณ แต่งโดย Karla Devito & Robbie Benson & Steve Goldstein, ขับร้องโดย Karla DeVito
Things are clear in black and white
But living color tends to dull our sight, like dynamite
Just imagine my surprise
When I looked into your eyes and saw through your disguiseIf we dare expose our hearts
And just reveal the purest parts
That’s when strange sensations start to growWe are not alone
You’ll find out when your cover’s blown
There’ll be somebody there to break your fall
We are not alone
‘Cause when you cut down to the bone
We’re really not so different, after all, after all
Not aloneFlying high above the sky
The patterns down below look simplified
A good place to hide
But on inspection of the dust
I came upon this thing called trust, it helps us to adjustJust imagine my surprise
When I looked into your eyes
I knew right then I’d never let you goWe are not alone
You’ll find out when your cover’s blown
There’ll be somebody there to break your fall
We are not alone
‘Cause when you cut down to the bone
We’re really not so different, after all, after all
We’re not alone, not alone
After all, not aloneIf we dare expose our hearts
And just reveal the purest parts
That’s when strange sensations start to growWe are not alone
You’ll find out when your cover’s blown
There’ll be somebody there to break your fall
We are not alone
‘Cause when you cut down to the bone
We’re really not so different, after allWe are not alone
You’ll find out when your cover’s blown
There’ll be somebody there to break your fall
We are not alone
‘Cause when you cut down to the bone
We’re really not so different, after all, after allAfter all, after all, we are not alone
The Breakfast Club (1985) นำเสนอเรื่องราววัยรุ่นหัวขบถ กระทำสิ่งขัดต่อกฎระเบียบโรงเรียน เลยถูกทำทัณฑ์บน กักบริเวณในห้องสมุดตลอดทั้งวันเสาร์ คาดหวังว่าพวกเขาจักทบทวนตนเอง เรียนรู้สำนึกผิด แต่การลงโทษเช่นนี้ มันใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสมจริงๆนะหรือ?
วัยรุ่นหัวขบถทั้งห้า เมื่อต้องมาอาศัยอยู่ร่วมกันตลอดทั้งวัน ช่วงแรกๆย่อมเต็มไปด้วยอคติต่อต้าน ต่างครุ่นคิดว่าตนเองไม่ได้กระทำผิดอะไร ทำไมต้องสูญเสียวันหยุดไปกับการถูกกักบริเวณ? แต่เมื่อพวกเขาพานผ่านเหตุการณ์ต่างๆ สมรู้ร่วมคิดกระทำบางสิ่งอย่าง โดยไม่รู้ตัวค่อยๆให้การยินยอมรับ สามารถพูดคุย เปิดใจ เล่าให้ฟังถึงปัญหาชีวิต … ปรากฎว่ามันช่างมีความละม้ายคล้ายกันอย่างคาดไม่ถึง!
ปัญหาวัยรุ่นแทบทั้งนั้นล้วนเกิดจากครอบครัว สภาพแวดล้อมที่เติบโตมา บิดา-มารดาเต็มไปด้วยความคาดหวัง (peer pressure) หรือชอบใช้ความรุนแรง (abusive) หรืออาจจะเพิกเฉยเฉื่อยชา (child neglectful) อะไรที่มันมาก-น้อยเกินไป หรือเพียงพอดีเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี เหล่านี้ทำให้วัยรุ่นต้องหาหนทางระบายมันออกมา กระทำเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง
หนังไม่ได้พยายามจะนำเสนอวิธีแก้ปัญหาใดๆ เพียงชี้ให้เห็นถึงต้นตอ ที่มาที่ไป เพื่อให้ผู้ชม(ที่เป็นผู้ใหญ่)บังเกิดความตระหนัก มองย้อนกลับหาตนเอง ฉันมีความเข้าใจลูกหลาน/คนรุ่นใหม่มากน้อยเพียงไหน? เคยเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างไหม? … ชีวิตล้วนเต็มไปด้วยสารพัดปัญหา แต่ปัญหาแท้จริงคือการปิดกั้น ไม่รับฟัง เอาแต่คาดหวัง ท้ายที่สุดย่อมต้องพบกับความผิดหวัง
We accept the fact that we had to sacrifice a whole Saturday in detention for whatever it was we did wrong. But we think you’re crazy to make us write an essay telling you who we think we are. You see us
as you want to see us, in the simplest terms, with the most convenient definitions. But what we found out is that each one of us is a brain. And an athlete. And a basket case. A princess. And a criminal. Does that answer your question?
ปัญหาของผู้ใหญ่ในหนัง (ที่ผมรู้สึกว่ายังคงเป็นอยู่ในปัจจุบัน) คือคาดหวังให้ลูกๆหลานๆ คนรุ่นใหม่ เติบโตขึ้นต้องเป็นอย่างที่ตนเองกำหนดกฎกรอบครอบเอาไว้ เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็สำแดงอคติต่อต้าน ลงโทษ โต้ตอบ ใช้ความรุนแรง บังเกิดความขัดแย้งไม่รู้จักจบจักสิ้น ปิดกั้นทุกสิ่งอย่าง
ผมอ่านบทวิเคราะห์ตนเองของผกก. Huges บอกว่าคลุกคลีอยู่กับเด็กๆ วัยรุ่น คนรุ่นใหม่อยู่เสมอๆ นั่นเพราะเขาแต่งงานตอนอายุ 20, พอเริ่มทำงานก็เด็กกว่าใครเพื่อน, ตอนพัฒนาบทหนังเรื่องนี้ น้องสาวคนเล็ก(ลูกหลง)ก็กำลังเรียนอยู่มัธยมปลาย ชอบชักชวนเพื่อนๆมาเที่ยวเล่นที่บ้าน
I have a sister (one of three) who is nine years younger than me, so when I was starting to write scripts she was in high school and she used to bring her friends around to my house because they liked my taste in music. So high school has always been close to my life.
John Hughes
ด้วยความเข้าใจเกี่ยวกับคนหนุ่ม-สาวของผกก. Hughes ทำให้เขาครุ่นคิดสรรค์สร้างภาพยนตร์ที่แตกต่างจากค่านิยมยุคสมัยนั้น “A teenage movie with no sex, no dope, no hot rods?” หนังวัยรุ่นที่ไม่มีปาร์ตี้ ไม่มีร้องรำทำเพลง ไม่มีเรื่องรักๆใคร่ๆ ไม่มีขับรถโชว์สาว ฯ เพียงเรื่องราวที่ชักชวนให้ผู้ชมทำความเข้าใจพวกเขาเท่านั้นเอง
Many filmmakers portray teenagers as immoral and ignorant with pursuits that are pretty base. They seem to think that teenagers aren’t very bright. But I haven’t found that to be the case. I listen to kids. I respect them. I don’t discount anything they have to say just because they’re only 16 years old. Some of them are as bright as any of the adults I’ve met; all they lack is a personal perspective.
Teenagers are very open and constantly moving. They don’t reject things out-of-hand like adults. They never say, “No I don’t want to do that.” They try everything. Their language and clothes change constantly. With an adult, you can not see one for 10 years, and typically they’re pretty much the same. The kids I know change from month to month.
เกร็ด: มันมีคำเรียก ‘Teen Trilogy’ ภาพยนตร์สามเรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่นของผู้กำกับ John Hughes ที่แตกต่างจากขนบวิถีทั่วๆไป ประกอบด้วย Sixteen Candles (1984), The Breakfast Club (1985) และ Ferris Bueller’s Day Off (1986)
ด้วยทุนสร้าง $1 ล้านเหรียญ เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม แม้ไม่เคยขึ้นอันดับหนึ่ง Box Office (พ่ายให้กับ Beverly Hills Cop (1984)) แต่สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $45.87 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $51.5 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม!
ในโอกาสครบรอบ 30th Anniversary เมื่อปี ค.ศ. 2015 หนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ แต่แผ่น Blu-Ray ของค่าย Universal Studios คุณภาพแค่ HD มีแต่ของ Criterion Collection จัดจำหน่ายปี ค.ศ. 2018 ที่เป็น 4K พร้อมของแถมอีกมากมาย
กับภาพยนตร์ลักษณะนี้เราสามารถคาดเดาจุดเริ่มต้น-สิ้นสุดได้ไม่ยาก แต่การดำเนินไปของเรื่องราว บุคลิกภาพตัวละคร คือสิ่งสร้างความน่าติดตาม อยากรับรู้เบื้องหลัง สาเหตุผล ท้ายที่สุดพวกเขาจะปรับเปลี่ยนแปลงตนเองเช่นไร และผู้ชมจักได้สาระข้อคิดอะไร
Nothing that happens in “The Breakfast Club” is all that surprising. The truths that are exchanged are more or less predictable, and the kids have fairly standard hang-ups. It comes as no surprise… But “The Breakfast Club” doesn’t need earthshaking revelations; it’s about kids who grow willing to talk to one another, and it has a surprisingly good ear for the way they speak.
นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 3/4
“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แม้หนังจะนำเสนอสารพัดปัญหาของวัยรุ่น แต่มันสั่นสะเทือนถึงผู้ใหญ่ที่รับชม บิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ เราเคยเปิดใจรับฟัง ทำความเข้าใจปัญหาของพวกเขามากน้อยเพียงไหน?
ตอนออกฉายหนังได้เรต R เพราะเต็มไปด้วยคำพูดหยาบคาย แต่รับชมในปัจจุบันผมว่า PG กับพฤติกรรมหัวขบถของวัยรุ่นก็เพียงพอแล้วละ
Leave a Reply