The Lady from Shanghai

The Lady from Shanghai (1947) hollywood : Orson Welles ♥♥♥

อาจเป็นผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ Orson Welles ถ้าไม่ถูกแทรกแซงโดยสตูดิโอ! จากต้นฉบับ 155 นาที ถูกหั่นเหลือ 88 นาที, ตั้งใจจะไม่ใช้ช็อตโคลสอัพ แต่ถูกบังคับให้ถ่ายซ่อม, ยัดเยียดฉากร้องเพลงของ Rita Hayworth ที่ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด!

แม้หนังจะมีความยาวเพียง 88 นาที (ฟุตเทจที่เหลือคาดว่าน่าจะถูกทำลายหมดสิ้น) แต่เรายังสามารถพบเห็นวิสัยทัศน์ของผกก. Welles พยายามสร้างบรรยากาศเหมือนฝัน (Dream-like) เหนือจริง (Surrealist) ผสมผสานเข้ากับสไตล์หนังนัวร์ (Film Noir) และยังเลือนลางเข้ากับชีวิตจริง! … ตัวละครในหนังถูกคนรักทรยศหักหลัง = ผกก. Welles ใกล้หย่าร้างภรรยา Rita Hayworth รวมถึงการแทรกแซงของสตูดิโอ Columbia Pictures ยึดครอบครองสิทธิ์ ‘final cut’

Orson Welles’ bizarre film noir masterpiece The Lady from Shanghai begins with overt allusions to a fairytale and concludes in a boardwalk fun house. This is not by coincidence. The film draws from a number of narrative conventions and forms including fairytales, fables, nightmares, surrealism, film noir, and myth, and most of the film occurs on or near the water, a motif that directly represents its fluidic, hypnotic, and mirage-like qualities. The stories surrounding the film’s production have become equally legendary. The film also masterfully blends opposites such as realism and surrealism, art and reality, and dreams and consciousness. These components of the film make it one of Welles’ most aesthetically complex visions and one of the best installments in the genre of American film noir.

Chris Justice จาก sensesofcinema

The Lady from Shanghai (1947) อาจไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของผกก. Welles ที่สร้างขึ้นในสหรัฐอเมริกา แต่ทว่า Macbeth (1948) และ Othello (1951) ดัดแปลงจากบทประพันธ์ William Shakespeare มันไม่ได้มีความเป็นส่วนตัวสักเท่าไหร่ ขณะที่ Mr. Arkadin (1955) และ Touch of Evil (1958) ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับ ‘final cut’ ด้วยเหตุนี้หญิงจากเซี่ยงไฮ้จึงถือเป็นผลงานสำแดงเจตจำนงค์ ตัดพ้อ หมดสูญสิ้นศรัทธาต่อ Hollywood ตอนจบตัวละคร/ผกก. Welles ก้าวเดินจากไป ไม่อยากมีปัญหาวุ่ยวายกับใครอีก

The only way to stay out of trouble is to grow old… so I guess I’ll concentrate on that. Maybe I’ll live so long that I’ll forget her. Maybe I’ll die trying.

Michael O’Hara/Orson Welles

George Orson Welles (1915-85) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Kenosha, Wisconsin บิดาเป็นนักประดิษฐ์ Gadget แต่ติดเหล้าเลิกทำงาน ส่วนแม่เป็นนักเปียโน เคยชื่นชอบหลงใหลในดนตรี แต่หลังจากเธอเสียชีวิตเลยเลิกเอาดีด้านนี้, ครั้งหนึ่งเคยไปพักร้อนยังคฤหาสถ์หรูที่ Wyoming, New York เป็นเพื่อนเล่นของ Aga Khan และ Prince Aly Khan พบเห็นชีวิตชนชั้นสูงที่น่าอิจฉาริษยายิ่ง! โตขึ้นได้ทุนเข้าศึกษาต่อ Harvard University แต่เอาเงินที่ได้(และกองมรดก) ออกท่องเที่ยวยุโรป ระหว่างอยู่ Dublin สมัครเป็นนักแสดง Gate Theatre อ้างว่าตนเองเคยขึ้นเวที Broadway แม้ไม่มีใครเชื่อแต่ก็ต้องยินยอมรับความสามารถ จนได้รับโอกาสกลายเป็นนักแสดงละครเวทีจริงๆ, เมื่อหวนกลับอเมริกาเริ่มจากเขียนบท สร้างละครวิทยุ เข้าร่วม Federal Theatre Project (1935-39) แล้วออกมาก่อตั้ง Mercury Theatre จัดรายการ The Mercury Theatre on the Air โด่งดังจนเข้าตา Hollywood เซ็นสัญญา RKO Radio Pictures และกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Citizen Kane (1941) ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม!

ช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 1946, ผกก. Welles วางแผนกำกับละคอนเพลง Around the World ดัดแปลงจากนวนิยายผจญภัย Around the World in Eighty Days (1872) ของ Jules Verne แต่ทว่างานสร้างโปรดักชั่นมีความเว่อวังอลังการจนเงินทุนไม่เพียงพอ เลยติดต่อหาผู้บริหาร/โปรดิวเซอร์ Harry Cohn แห่งสตูดิโอ Columbia Pictures ยินยอมควักกระเป๋า $55,000 เหรียญ แลกกับการพัฒนาโปรเจคภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง

เกร็ด: เหตุผลจริงๆที่โปรดิวเซอร์ Cohn ยินยอมตอบตกลงจ่ายเงินถึง $55,000 เหรียญ เพราะขณะนั้นผกก. Welles แต่งงานอยู่กับนักแสดงสาว Rita Hayworth ซึ่งกำลังโด่งดังพลุแตกจากภาพยนตร์ Gilda (1946) คือวิธีซื้อใจเขาและเธอพร้อมกันในตัว

ผกก. Welles ขณะนั้นมีความสนใจดัดแปลงนวนิยาย If I Die Before I Wake (1938) ของ Raymond Sherwood King บางแหล่งข่าวอ้างว่าเขาเห็นหนังสือเล่มดังกล่าววางอยู่ไม่ห่างจากโทรศัพท์ขณะพูดคุยกับ Cohn เลยยื่นข้อเสนอโปรเจคนี้ไป, แต่อีกแหล่งข่าวบอกว่า William Castle คือเจ้าของลิขสิทธิ์นวนิยาย เคยร้องขอให้ผกก. Welles ช่วยนำเสนอโปรเจคนี้ต่อโปรดิวเซอร์ Cohn ด้วยความคาดหวังว่าจะได้รับโอกาสเป็นผู้กำกับ แต่กลับกลายเป็นว่า Welles แสดงความสนใจอยากดัดแปลงสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยตนเอง

In the event that you [Columbia] in your sole discretion do not like or cannot acquire said property [If I Die Before I Wake] on terms completely satisfactory to you, then I shall render my services in any other property which is mutually acceptable.

About If I Die Before I Wake — I love it… I have been searching for an idea for a film, but none presented itself until If I Die Before I Wake and I could play the lead and Rita Hayworth could play the girl.

Orson Welles

สไตล์การทำงานของผกก. Welles ไม่ยึดกับบทหนังที่เขียนขึ้น ใส่รายละเอียดเพียงคร่าวๆเพื่ออนุมัติผ่านกองเซนเซอร์ Hays Code โดยทุกเช้าวันใหม่ นักแสดง-ทีมงานถึงได้รับบทหนังเพิ่งพัฒนาแล้วเสร็จ และมักให้อิสระนักแสดงในการดั้นสดบทสนทนา (Improvised)

เกร็ด: Working Title ประกอบด้วย Take This Woman, Black Irish ไม่รู้ทำไมมาลงเอย The Lady from Shanghai อาจเพราะยุคสมัยนั้นชาวจีนผิวเหลือง ในสายตาชาวอเมริกันถูกมองว่าคือสัญญะของสิ่งชั่วร้าย ภัยเหลือง (Yellow Peril) คุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาวตะวันตก


เรื่องราวของ Michael O’Hara (รับบทโดย Orson Welles) กะลาสีเรือชาว Irish บังเอิญให้ความช่วยเหลือหญิงสาวสวย Elsa ‘Rosalie’ Bannister (รับบทโดย Rita Hayworth) เอาตัวรอดจากการถูกข่มขืน หลังจากแนะนำตัวเธอจึงชักชวนเขาให้มาทำงานบนเรือยอชต์ของสามี Arthur Bannister (รับบทโดย Everett Sloane) ทนายความที่มีชื่อเสียงจากการช่วยเหลืออาชญากรให้พ้นผิด

Michael ดูไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่เพราะครุ่นคิดว่า Arthur Bannister ไม่ใช่คนดีอะไร (จากการเป็นทนายความให้อาชญากร) เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็แทบมิอาจอดรนทนต่อคำพูดดูถูก เหยียดหยาม เดินทางถึงปลายทางเมื่อไหร่ตั้งใจจะลาออกจากงาน

แต่ยังไม่ทันจะได้ลาออก George Grisby (รับบทโดย Glenn Anders) หุ้นส่วนธุรกิจของ Arthur Bannister ได้ทำการโน้มน้าว Michael ให้ช่วยปลอมแปลงการฆาตกรรมตนเอง เพื่อแลกกับเงิน $5,000 เหรียญ ยุคสมัยนั้นคงเป็นปริมาณมหาศาลจนมิอาจหักห้ามใจ แต่แล้วเหตุการณ์วุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อ George โดนใครบางคนฆ่าปิดปาก เขาเลยถูกจับกุม ตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง


Orson Welles รับบท Michael O’Hara กะลาสีเรือผู้มีความมุ่งมั่น อุดมการณ์อันแรงกล้า ตกหลุมรักแรกพบ Elsa แต่พอรับรู้ว่าเธอมีสามีก็พยายามรักษาระยะห่าง หักห้ามใจตนเอง แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ชอบสามีของเธอที่เป็นทนายความให้อาชญากร แต่ทว่าเมื่อได้รับการโน้มน้าวด้วยเงินก้อนใหญ่ ก็แทบมิอาจควบคุมตนเอง เป็นเหตุให้ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ใครกันคือบุคคลทรยศหักหลัง?

ผมรู้สึกว่าผกก. Welles เป็นคนที่มีภาพลักษณ์เฉลียวฉลาดเกินตัวละครไปสักหน่อย ลีลาการแสดงก็มักไม่ค่อยถ่ายทอดความรู้สึกผ่านสีหน้าท่าทาง พยายามควบคุมสติอารมณ์ ทำตัวนิ่งเฉยเฉื่อยชา ถึงอย่างนั้นความสัมพันธ์ใกล้หย่าร้างกับ Rita Hayworth มันช่างเอ่อล้นออกมา … พวกเขาเซ็นใบหย่าหลังปิดกล้องถ่ายทำได้ไม่นาน

เอาจริงๆมันไม่จำเป็นที่ผกก. Welles จะต้องรับบทแสดงนำด้วยตนเอง แต่ความตั้งใจนั้นชัดเจนว่าต้องการสื่อถึงตัวตนเองได้เคยพานผ่านประสบการณ์ดังกล่าว ถูกทรยศหักหลังโดยคนรักและสตูดิโอภาพยนตร์(จริงๆน่าจะตั้งใจโจมตีสตูดิโอเก่า RKO Radio Pictures แต่ก็สามารถเหมารวมปัจจุบัน Columbia Pictures) เหตุการณ์นี้จักเป็นบทเรียนอันเข็ดหลากจำ


Rita Hayworth ชื่อจริง Margarita Carmen Cansino (1918-87) นักเต้น/นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City บิดาเป็นชาว Romani อพยพย้ายจาก Seville, Spain แต่งงานกับมารดาที่คู่เต้นอาชีพ ตั้งแต่เด็กได้รับการฝึกฝนการเต้นจากคุณปู่ Antonio Cansino เปิดโรงเรียนสอนการเต้น Classical Spanish Dancer ไม่นานนักก็ได้ขึ้นทำการแสดงละคอนเวที หนังสั้น La Fiesta (1926) ตัวประกอบภาพยนตร์ ในตอนแรกใช้ชื่อในวงการ Rita Cansino จนเซ็นสัญญาเจ็ดปีสตูดิโอ Columbia Pictures โปรดิวเซอร์ Harry Cohn แนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็น Rita Hayworth แจ้งเกิดภาพยนตร์ Only Angels Have Wings (1939), You’ll Never Get Rich (1941) [กลายเป็นคู่เต้นคนโปรดของ Fred Astaire], Cover Girl (1944), Gilda (1946), The Lady from Shanghai (1947), The Loves of Carmen (1948) ฯ

เกร็ด: Rita Hayworth ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Female Legends ติดอันดับ #19

รับบท Elsa ‘Rosalie’ Bannister ในอดีตเคยเป็นนักเต้นจาก Shanghai และอีกหลายๆสถานที่ จับพลัดจับพลูแต่งงานกับทนายความชื่อดัง Arthur Bannister ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา อยากได้อะไรสามีพร้อมจัดหามาให้ ขณะนั้นพักอาศัยอยู่บนเรือยอชต์ ออกเดินทางท่องเที่ยวรอบโลกมาจนถึงท่าเรือ New York กำลังจะเดินทางไป San Francisco

ที่ท่าเรือ New York เธอได้พบเจอกะลาสี Michael O’Hara เกิดความชื่นชอบประทับใจ เลยชักชวนมาร่วมออกเดินทาง พยายามหยอกล้อ เกี้ยวพาราสี แสดงให้เห็นว่าตกหลุมรัก อีกทั้งยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง วางแผนกำจัดสามีหวังฮุบสมบัติ เพื่อจักได้ครองรักกับเขา

แรกเริ่มนั้นผกก. Welles อยากได้นักแสดง Barbara Laage แล้วทำเป็นหนังเกรดบี รวดเร็ว ราคาถูก แต่โปรดิวเซอร์ Harry Cohn ยืนกรานเสียงขันแข็งว่าอยากได้ Rita Hayworth ที่เพิ่งโด่งดังพลุแตกกับ Gilda (1946) มาสานต่อความสำเร็จในหนังแนวคล้ายๆกัน

ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผกก. Welles ไม่ชอบพอเอาเสียเลย ด้วยอุปนิสัยหัวขบถ ไม่ต้องการถูกควบคุมครอบงำโดยใคร จึงสั่งให้ Hayworth ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ด้วยการตัดผมสั้น ย้อมผมบลอนด์ … แน่นอนว่าต้องสร้างความไม่พึงพอใจต่อ Cohn อย่างรุนแรง!

Orson was trying something new with me, but Harry Cohn wanted The Image—The Image he was gonna make me ’til I was 90. The Lady from Shanghai was a very good picture. So what does Harry Cohn say when he sees it? ‘He’s ruined you—he cut your hair off!

Rita Hayworth

ภาพลักษณ์ผมสั้นของ Hayworth ทำให้ดูเป็นผู้หญิงอันตราย เหมือนมีแผนการชั่วร้ายเคลือบแอบแฝง! นี่ช่วยให้เธอสามารถฉีกตนเองจากภาพลักษณ์ที่ Hollywood พยายามจะทำให้กลายเป็น ‘stereotype’ และบทบาทนี้มีความท้าทายยิ่งกว่า Gilda (1946) ไม่ใช่แค่มารยาหญิง หยอกเย้าบุรุษ วัตถุทางเพศ แต่ยังสามารถลุกขึ้นมาโต้ตอบ ชักปืนขึ้นมายิง กลายเป็นสวยสังหาร (Femme Fatale) อย่างแท้จริง!

แม้ว่า Hayworth และผกก. Welles จะอยู่ในช่วงใกล้หย่าร้าง แต่พวกเขาต่างมีความเป็นมืออาชีพ ในกองถ่ายไม่มีรายงานว่ามีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งอะไร เรียกกันและกัน ‘papa’ ‘mama’ ดูอบอุ่น ก่อนแยกจากกันโดยดี … เหตุผลที่เลิกราว่ากันว่าเพราะผกก. Welles ไม่ต้องการลงหลักปักฐาน มีบ้าน มีครอบครัว สูญเสียอิสรภาพในการใช้ชีวิต มันจึงไม่ใช่ความขัดแย้งคอขาดบาดตาย น่าจะยังรักกันอยู่ด้วยซ้ำไป


ถ่ายภาพโดย Charles ‘Buddy’ Lawton Jr. (1904-65) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles ผลงานเด่นๆ อาทิ The Lady from Shanghai (1947), 3:10 to Yuma (1957) ฯ

งานภาพในสไตล์ Wellesian ขึ้นชื่อเรื่องความแปลกประหลาด มุมกล้องที่ดูผิดแผกแตกต่าง (ความตั้งใจดั้งเดิมของผกก. Welles คือไม่มีช็อตโคลสอัพใบหน้านักแสดง แต่ถูกโปรดิวเซอร์ Harry Cohn สั่งให้ถ่ายทำเพิ่มเติมเข้าไป) ขณะที่ฉากภายนอกถ่ายทำด้วยแสงธรรมชาติ (จากสถานที่จริง) ยามค่ำคืนหรือฉากภายในถึงพบเห็นลีลาการจัดแสง-เงามืดในสไตล์หนังนัวร์ … จงใจทำให้ขัดแย้งกันสุดๆ

การถ่ายทำในสตูดิโอที่อยู่ไม่ห่างไกลจากโปรดิวเซอร์ มักถูกควบคุมครอบงำ ชี้นิ้วสั่งโน่นนี่นั่นโดยง่าย ผกก. Welles จึงพยายามเลือกใช้สถานที่จริงเสียส่วนใหญ่ San Francisco, New York City ส่วนฉากบนเรือ ทั้งหมดถ่ายทำบนเรือยอชต์จริงๆ ออกเดินทางไปถึงยังอ่าว Acapulco Bay (Mexico)

ปล. การเดินทางบนเรือไปถึง Mexico ไม่ใช่เรื่องง่าย! สภาพอากาศร้อนอบอ้าวจน Rita Hayworth เคยเป็นลมแดด, แมลงอะไรก็ไม่รู้ต่อยตาผกก. Welles บวมเป่ง, ทีมงานคลื่นเหียร วิงเวียน ท้องเสียกันถ้วนหน้า ฯ เห็นว่าต้องหยุดกองถ่ายไปเกือบเดือนเพื่อพักรักษาตัว!

จริงๆแล้วหนังไม่ได้ใช้งบประมาณเกินกว่าที่วางแผนไว้ ผกก. Welles ถ่ายทำเสร็จตามกำหนดการ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1946 – 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1947 แต่ทว่าโปรดิวเซอร์ Harry Cohn เรียกร้องให้ถ่ายซ่อม ตัดต่อใหม่ มันเลยล่าช้า เสียเวลา งบประมาณบานปลายไปเกือบเท่าตัว! … พร้อมกล่าวโทษผกก. Welles ว่าคือต้นตอปัญหา

(ผมทำแผนที่การเดินทางล่องเรือจาก New York → แวะพัก Havana (Cuba) → ข้ามช่องแคบ Panama → ปิกนิค Mexico City → สู่ปลายทาง California)

ถ้าหนังไม่ได้ต้องเร่งรีบติดจรวด ผมว่าผู้ชมน่าจะมีเวลาขบครุ่นคิด สังเกตรายละเอียดเล็กๆที่ผกก. Welles สอดแทรกใส่เข้ามาอย่างออกอรรถรส! ยกตัวอย่างภาพแรกของ Elsa เริ่มจากถ่ายเงายาวรถม้าบนพื้น รู้สึกมันขัดแย้งกันไหมเอ่ย? เธอคือหญิงสาวราวกับนางฟ้า เจ้าหญิงจากต่างแดนผู้มีความสวยงามเจิดจรัส แต่ภาพแรกกลับเริ่มถ่ายเงาจากพื้น? นั่นเหมือนแอบบอกใบ้ตัวตนแท้จริงของเธอ สิ่งชั่วร้ายกำลังคืบคลานเข้ามา

แสงกระพริบ ผมครุ่นคิดว่าต้องการทำเหมือนรถม้าเคลื่อนเลื่อนผ่านเงาไม้ ซึ่งเราสามารถตีความถึงความระยิบระยับ เปร่งประกายของหญิงสาว ที่พอกะลาสีหนุ่ม Michael แรกพบเห็นก็แทบมิอาจหักห้ามใจ ตรงเข้ามาชวนคุย ยื่นมวนบุหรี่ (สัญญะการเกี้ยวพาราสี/เพศสัมพันธ์) แม้ได้รับคำตอบปฏิเสธแต่เธอก็รับมาเก็บไว้

ด้วยข้อจำกัดของยุคสมัยนั้น ฉากตอนกลางจะถ่ายทำในสตูดิโอทั้งหมด เพื่อสามารถควบคุมแสงสว่าง-เงามืด ซึ่งผมก็ไม่รู้ซีเควนซ์นี้ทำอย่างไรให้รายละเอียดโดยรอบดูมืดมิด (จัดแสง Low Key) ยกเว้นเรือนร่างของหญิงสาว ดูส่องสว่าง เปร่งประกายอยู่ตลอดเวลา … ตรงกันข้ามกับ Michael ที่มักอยู่ในความมืดเสียเป็นส่วนใหญ่

ผมเกิดความรู้สึกสองแง่สองง่ามเมื่อได้ยิน Michael พูดว่า “It’s easy. You just pull the trigger.” ระหว่างรับชมมันไม่เวลาให้ขบครุ่นคิด แต่พอมานั่งมองซีนนี้อีกรอบเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาพูดพร้อมๆกับจุดไม้ขีดไฟ กำลังจะสูบบุหรี่พอดิบดี … ปืนกับบุหรี่มันเป็นสัญญะคล้ายๆกัน ลักษณะรูปทรงเหมือนลึงค์ อวัยวะเพศชาย สำหรับลั่นไก ตอบสนองความใคร่

ในขณะนี้ Michael รับรู้ว่า Elsa แต่งงานมีคู่ครองอยู่แล้ว (ฉีกทิ้งนามบัตร) คำกล่าวของเขาแม้ฟังดูเสียดสี ประชดประชัน พยายามรักษาระยะห่าง สร้างกำแพงขึ้นมาขวางกั้น แต่โดยไม่รู้ตัวอาจเป็นแรงบันดาลใจให้เธอ ‘ลั่นไก’ ครุ่นคิดวางแผนฆาตกรรมสามี ก็เป็นได้นะ!

ภาพสุดท้ายของ Michael ระหว่างจับจ้องมอง Elsa ขับรถจากไป สังเกตว่ามีการแบ่งด้านสว่าง-มืด ใบหน้าอาบฉาบแสงสว่าง แต่ด้านหลังปกคลุมด้วยความมืดมิด ก็ไม่รู้เขากำลังครุ่นคิดอะไร แต่เสียงซุบซิบจากคนรอบข้าง แอบบอกใบ้ความรู้สึกภายในอย่างชัดเจน

ภาพแรกของ Arthur Bannister คล้ายเดียวกับ Elsa คือเริ่มต้นถ่ายภาพเงาจากพื้น ก้าวเดินกระโผลกระเผกเดินเข้ามา (เมื่อตอน Elsa คือรถม้า) สัญญะของสิ่งชั่วร้ายคืบคลานเข้ามา … การออกแบบตัวละครนี้ให้ขาพิการ เดินกระโผลกระเผก น่าจะไม่ได้เคลือบแฝงนัยยะอะไร แต่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของ ‘Freaks’ บุคคลที่มีความแปลกประหลาด แตกต่างจากคนปกติทั่วไป

แซว: เราต้องเข้าใจว่า Racism ยังคือเรื่องปกติในยุคสมัยนั้น นอกจากภัยเหลือง (Yellow Peril) ภาพลักษณ์คนพิการ/ชาวยิว มักถูกมองเป็นสิ่งชั่วร้าย บุคคลอันตราย … การตั้งสมญานาม Black Irish ให้กับคนขาวก็เฉกเช่นเดียวกัน

ระหว่างรับชมผมโคตรหงุดหงิดกับความเร็วของหนัง มันจะเร่งรีบระดับความเร็วแสงไปทำไม? ยิ่งพอรับรู้ว่าสตูดิโอหั่นความยาวจากต้นฉบับ 155 นาที เหลือเพียง 88 นาที แม้งเอ้ย !@#$%^ แต่พอลองมาขบครุ่นคิดหาเหตุผล ก็ตระหนักว่ามันสามารถสะท้อนความรู้สึกของ Michael ไม่ได้ต้องการจะเข้าร่วมการเดินทาง พร่ำบ่นอยู่ตลอดว่าจะลาออก อยากให้ถึงปลายทางไวๆ … ความรวดเร็วในการนำเสนอนี้จึงสมเหตุสมผลขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง!

จริงๆแล้ว George Grisby ปรากฎตัวครั้งแรกที่ลานจอดรถ ณ New York City แต่คราวนี้ถือว่าเป็นช็อตแนะนำตัวอย่างแท้จริง! เริ่มต้นด้วยการถ่ายภาพสะท้อนบนกล้องส่องทางไกล (จริงๆน่าจะใช้เทคนิค Matte Shot เสียมากกว่า) พบเห็นเงาของ Elsa กำลังกระโดดลงน้ำ แล้วพอเลื่อนกล้องออกพบเห็นใบหน้าของ George ดูไม่ต่างจากการแอบถ้ำมอง (voyeurs) และเหมือนว่าเขาและเธอมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง

ปล. Elsa และ George แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดจินตนาการว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์อะไรกันลึกซึ้งไหม แต่พวกเขาร่วมกันวางแผนฆาตกรรม Arthur Bannister หวังจะฮุบสมบัติ แต่เกิดความผิดพลาดบางอย่างทำให้ Elsa ลั่นไกใส่ George

ตอนที่ผมอ่านเจอว่าผกก. Welles จงใจไม่ถ่ายภาพระยะใกล้ (Close-Up Shot) แล้วจะนำเสนอหนังออกมายังไง? นั่นเพราะหนึ่งในเอกลักษณ์ของสไตล์ Wellesian คือการถ่ายใบหน้าในทิศทางแปลกๆ เอียงๆ เฉียงๆ สร้างสัมผัสอันบิดเบี้ยว (ไม่ใช่แบบโคลสอัพหน้าตรง) มักในขณะพูดกล่าวถึงสิ่งเลวร้าย “Would you mind killing angother man?” “I’d kill another Franco spy.”

ส่วนหนึ่งอาจเพราะความหวาดกลัว แต่ผมมองว่า Michael ไม่ชอบที่จะทรยศหักหลังใคร นั่นทำให้เขาอดกลั้นฝืนทน ปฏิเสธการเกี้ยวพาราสีของ Elsa เมื่อเธอพยายามจะโอบกอด จุมพิต จึงปัดมือพร้อมตบหน้าเตือนสติ “Do all rich women play games like this?”

หลังถูกตบหน้า Elsa แสดงอาการหวาดกลัวตัวสั่น หยิบบุหรี่มวนนั้นขึ้นมาสูบ พยายามแสดงออกให้เห็นว่าตนเองตอบรับความรู้สึก โหยหาความรักจากเขา … อาการหวาดกลัวตัวสั่นของ Elsa มันเหมือนว่าสามี Arthur Bannister ได้กระทำบางสิ่งเลวร้าย ขึ้นอยู่กับจินตนาการผู้ชมจะครุ่นคิดได้ (หนังยุค Hays Code มักบอกใบ้ได้แค่นี้แหละครับ)

Elsa นอนอยู่บนดาดฟ้า เหม่อมองดูดาวขณะขับร้องบทเพลง Please Don’t Kiss Me นี่ไม่ใช่ซีเควนซ์ที่ผกก. Welles ไม่ต้องการเลยสักนิด และแทนที่จะถ่ายทำหน้าตรงเหมือนคนอื่นเขา ก็จงใจเลือกมุมเอียง 45 องศา เพื่อสื่อถึงความรู้สึกครึ่งๆกลางๆของหญิงสาว “Please don’t kiss me” แต่ขณะเดียวกัน “But if you kiss me Don’t take your lips away”

เมื่อมาถึง Mexico City, George ชักชวน Arthur เดินกินลมชมวิว ขึ้นเขามาหยุดยังบริเวณหน้าผาริมทะเล พร้อมจ่ายเงิน $5,000 เหรียญ แลกกับการฆาตกรรม … ตนเอง!

ภาพที่ George เปิดเผยกับ Arthur ว่าเป้าหมายการฆาตกรรมคือตัวเขาเอง กล้องถ่ายจากบนหน้าผา ก้มลงเห็นพื้นท้องทะเล และวินาทีกล่าวคำว่า “So long, fella” พร้อมกับออร์เคสตราดังกระหึ่มขึ้นมา ผมสะดุ้งตกใจเพราะนึกว่าเขากระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย … มีใครเข้าใจผิดๆแบบผมบ้างไหมเนี่ย?

แม้คำกล่าวนี้จะออกจากปาก Elsa แต่ผมรู้สึกว่าผกก. Welles จงใจให้เธอพูด “I’ve thought of that sometime.” ขณะเดินผ่านโปสเตอร์หนังด้านหลัง Resurrection (1927) นำแสดงโดย Dolores del Río ซึ่งคือหนึ่งในอดีตคนรักของ Welles ก่อนแต่งงานกับ Rita Hayworth … ให้ภรรยาคนปัจจุบันพูดประโยคครุ่นคิดถึงคนรักเก่า

ปล. จริงๆผมก็ไม่แน่ใจว่าโปสเตอร์อันไหนที่คือ Resurrection (1927) เพราะตัวอักษรมันเลือนลางมากๆ แต่สังเกตจากภาพนางเอกน่าจะคือคนเดียวกัน Dolores del Río

หลังจากดินเนอร์หรูกับสามีบนเนินเขา Elsa ออกติดตามหา Michael พบเจออยู่ในย่านสลัม (สะท้อนความแตกต่างทางสถานะชนชั้น) สังเกตว่าทั้งสองเริงระบำอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ราวกับจะสื่อถึงรักต้องห้าม (Taboo) ที่ต้องปกปิด หลบซ่อน ไม่อาจเปิดเผยให้ใครพบเห็น

แซว: เมื่อตอนภาพยนตร์ Gilda (1946) ตัวละครของ Rita Hayworth วินาทีหันหน้าหากล้อง มีการสะบัดผมที่กลายเป็นไอคอน แต่หนังเรื่องนี้ถูกตัดผมสั้น มันเลยสะบัดสวยไม่ได้

Michael รับฟังข้อเสนอการปลอมแปลงฆาตกรรมของ George ซีเควนซ์นี้เป็นการถ่ายทำแบบ Long Take ไม่มีตัดต่อ โดยทำการเคลื่อนเลื่อนกล้องอยู่ตลอดเวลา ช่วงแรกๆของการสนทนามักถ่ายมุมก้มลงมา แต่พอนำเงินออกมาจากตู้เซฟ เปลี่ยนมาถ่ายมุมเงยเห็นเพดาน … เป็นการสะท้อนถึงอำนาจการเงินที่ทำให้บุคคลหนึ่งกลายเป็นผู้มีอำนาจ อีกคนหนึ่งไม่ต่างจากทาสรับใช้

Michael นัดพบเจอ Elsa ยังพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Steinhart Aquarium, San Francisco รายล้อมรอบด้วยตู้ปลา สัตว์ทะเลน้อยใหญ่ นี่สามารถสื่อถึงก้นเบื้อง จิตใต้สำนึก สถานที่ที่ทั้งสองครุ่นคิดว่ามีเพียงเด็กๆ นักท่องเที่ยว และคู่รัก คงไม่มีใครแอบดักฟัง สามารถพูดคุย เปิดเผยความในใจต่อกัน … แต่ทว่า ‘หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง’ ใครบางคนแอบหลบซ่อนอยู่สักแห่งหนไหน

สำหรับภาพระยะไกล สัตว์น้ำเหล่านี้ดูขนาดปกติทั่วไป แต่พอเป็นช็อตระยะใกล้ อย่างเจ้าเต่าตัวนี้มันใหญ่ไปไหม? ผมอ่านเจอว่าผกก. Welles จงใจขยายขนาด (Blow-Up) ด้วยวิธีการ Matte Shot เพื่อสร้างสัมผัสราวกับมีสัตว์ประหลาด/สิ่งชั่วร้ายอยู่รายล้อมรอบ สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่ทั้งสองครุ่นคิดเอาไว้

ภาพสุดท้ายในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เลือกมุมกล้องถ่ายจากด้านข้าง ใบหน้าทั้งสองต่างปกคลุมอยู่ในความมืดมิด ราวกับต่างฝ่ายต่างมีแผนการ(ชั่วร้าย)ที่พยายามปกปิดซ่อนเร้นไว้ และไม่ต้องการให้อีกฝ่ายล่วงรับรู้เหตุผลการกระทำ

  • Michael ตอบตกลงแผนการปลอมแปลงฆาตกรรม George เพราะต้องการเงิน $5,000 เหรียญ จะได้หนีไปกับ Elsa
  • ขณะที่ Elsa มีแผนการร่วมกับ George จะลอบสังหารสามี Arthur หวังฮุบสมบัติ และได้ครองรักกับ Michael

แผนการของ George (และ Elsa) คือลอบสังหาร Arthur Bannister แต่ทว่าขณะนี้นักสืบ Sidney Broome (Arthur จ้างมาเพื่อติดตาม Elsa) ไม่เชิงว่าเข้ามาขัดขวาง พยายามจะทำการแบล็กเมล์อีกฝ่าย! สังเกตมุมกล้องถ่ายมุมเงยเห็นท้องฟ้าจากทั้งสองฟากฝั่ง นั่นแสดงว่าต่างคนต่างไม่ยินยอมความกันและกัน

  • Sidney ครุ่นคิดว่าตนเองมีข้อมูลที่สามารถใช้แบล็กเมล์ George (และ Elsa) จึงไม่มีความหวาดกลัวเกรงใดๆ
  • George แม้จะถูกแบล็กเมล์ แต่ตนเองครอบครองอาวุธปืน ชักออกมายิง ไม่ยี่หร่าอะไรเช่นกัน

วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของ George ก็คือทำตามแผนเดิมที่วางไว้กับ Michael ให้อีกฝ่ายขับรถพาตนเองไปยังท่าเรือ ภาพถ่ายโคลสอัพใบหน้า(ปกคลุมด้วยเงามืดครึ่งหนึ่ง)พยายามพูดอธิบาย เน้นย้ำ ว่าต้องทำอย่างโน้นนี่นั้น ขณะประสบอุบัติเหตุพุ่งชนรถคันหน้า ก็ยังแสร้งทำเป็นเห็นดีเห็นงาม … ลองสังเกตเงาจากกระจกแตกอาบฉาบใบหน้าพวกเขา ดูราวกับใยแมงมุม บอกใบ้ว่า Michael ไม่มีทางดิ้นหลุดพ้นหายนะครั้งนี้

หลังจาก Michael ถูกตำรวจจับกุมตัว เช้าวันใหม่ถ่ายภาพทิวทัศน์ San Francisco ปกคลุมด้วยหมอกควัน บรรยากาศขมุกขมัว สอดคล้องความรู้สึกตัวละครเต็มไปด้วยความขุ่นมัว คนไม่ผิดถูกจับกุม คนไม่สมควรตายกลับถูกสังหาร นี่มันเกิดความผิดเพี้ยนอะไร ใครกันคือฆาตกรตัวจริง?

ป้ายด้านหลังเขียนว่า NO SMOKING แต่ทั้ง Arthur และ Elsa ต่างก็สูบบุหรี่อย่างไม่สนห่าเหวอะไรใคร กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหาทั้งสองขณะพูดคุยสนทนา เธอต้องการให้สามีเป็นทนายความของ Michael เพราะเชื่อมั่นว่าชื่อเสียง ประสบการณ์ จักทำให้ชายคนรักรอดพ้นโทษประหาร … วินาทีที่ Arthur กล่าวถึง “Gas Chamber” จะพบเห็น Elsa จุดไฟแช็คพอดิบดี

ในตอนแรก Elsa เข้าใจผิดว่า Michael คือคนฆ่านักสืบ Sidney Broome แต่เจ้าตัวตอบไม่ได้ทำอะไรใครทั้งนั้น และในทางกลับกัน เขาครุ่นคิดว่า Arthur คือผู้ลงมือสังหาร George เลยไร้ความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายว่าความให้ ถึงอย่างนั้น Elsa พยายามพูดโน้มน้าว บอกให้เชื่อใจตนเองก็แล้วกัน!

สังเกตใบหน้า Elsa อาบฉาบด้วยแสงสว่าง (แต่ความครุ่นคิด/จิตใจของเธอต้องถือว่าตรงกันข้าม) ส่วน Michael อยู่ด้านหลังกรงขัง ใบหน้าปกคลุมด้วยความมืดมิด (ถูกใครต่อใครตัดสินไปแล้วว่าคือฆาตกร) แต่ด้านหลังตั้งแต่แก้มและหูกลับขาวสว่าง (แสดงถึงจิตใจอันบริสุทธิ์ ไม่ได้ลงมือเข่นฆ่าผู้ใด)

ผมไม่ได้ตั้งใจรับชมฉากนี้นัก เพราะชวนนึกถึงภาพยนตร์ The Trial (1962) ที่ผกก. Welles พยายามอธิบายว่าตนเองไม่เคยกระทำความผิดอะไร ถูกใส่ร้ายป้ายสี กลายเป็นแพะรับบาป มุมกล้องประหลาดๆ แสงสว่างภายนอกสาดส่องลอดบาดเกร็ด ดูราวกับซี่กรงขัง ไร้หนทางดิ้นหลบหนี

Michael ทำเป็นกลืนยา(อะไรสักอย่าง)ของ Arthur แสร้งว่าพยายามจะฆ่าตัวตาย จึงถูกส่งตัวเข้าห้องทำงานผู้พิพากษา แล้วเขาฉกฉวยโอกาสหลบหนี ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ มันมีสองสิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจ

  • Michael พยายามผลักชั้นวางหนังสือให้หล่นทับ เหมือนต้องการสื่อถึง ความรู้ท่วมหัวแต่ยังตัดสินใจคดีความแบบผิดๆ ฉันไม่ได้เข่นฆ่าใคร ถูกใส่ร้ายป้ายสี เฉกเช่นนั้นแล้วกฎหมายมันจะมีความน่าเชื่อถือตรงไหน?
  • อีกสิ่งหนึ่งคือรูปแกะสลัก ผมไม่แน่ใจว่าใบหน้าใคร แต่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวกับผู้พิพากษา ผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงกฎหมาย เชิดชูไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ก่อนถูก Michael นำมาทุบกระโหลกเจ้าหน้าที่ และเขวี้ยวขว้างออกนอกหน้าต่าง … นัยยะเดียวกับชั้นวางหนังสือ สื่อถึงความไม่น่าเชื่อถือในตัวบุคคล

หลังจากหลบหนีออกจากศาล Michael เดินทางมายัง Chinatown, San Francisco แวะเวียนเข้าโรงละคอนที่กำลังทำการแสดงงิ้ว (Chinese Opera) ผมหาข้อมูลชุดการแสดงนี้ไม่ได้ แต่การเลือกสถานที่ย่านนี้เพราะยุคสมัยนั้นชุมชนชาวจีน ยังถูกมองว่าภัยเหลือง (Yellow Peril) ดินแดนอันตราย เหมาะสำหรับหลบซ่อนตัว

เกร็ด: ทีแรกผมนึกว่า Shanghai Low เป็นชื่อโรงละคอน ก่อนค้นพบว่าคือร้านอาหาร สถานที่เดียวกับภาพวาด Chop Suey (1929) ของ Edward Hopper

Elsa ติดต่อมาเฟียจีนเพื่อให้ความช่วยเหลือ Michael นั่นแสดงว่าเธอต้องเป็นคนในแวดวงอาชญากร ก็แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดจินตนาการไปไกล พอเขาตระหนักได้ว่าเธอคือคนเข่นฆ่า George Grisby ใบหน้าฉายออร่าสวยสังหาร แน่นิ่ง ไร้อารมณ์ อาบฉาบด้วยแสงสว่าง … ตรงกันข้ามกับใบหน้าของเขา ตกตะลึง มืดหม่น ตกอยู่ในความสิ้นหวัง

ซีเควนซ์นี้คือในความฝัน(ร้าย)ของ Michael ทำออกมาราวกับบ้านผีสิง เดินจากห้องหนึ่งสู่อีกห้องหนึ่ง ออกแบบได้อย่างเหนือจริง (Surrealist) ออกแบบสร้างโดย Stephen Goosson, โดยความตั้งใจของผกก. Welles ต้องการอ้างอิงจากโคตรหนังเงียบ The Cabinet of Dr. Caligari (1920) บิดๆเบี้ยวๆในสไตล์ German Expressionism

เกร็ด: ผมอ่านเจอว่าซีเควนซ์ยังสวนสนุก Playland at the Beach ทั้งความฝันและ Hall of Mirror ความยาวรวมกันกว่า 20 นาที ถูกหั่นออกเหลือแค่ประมาณ 3 นาที T_T

ไฮไลท์ของหนังคือซีเควนซ์ The Hall of Mirrors ออกแบบสร้างโดย Lawrence W. Butler (1908-88) นัก Special Effect ผู้ประดิษฐ์คิดค้นเทคนิค Blue Screen เคยมีผลงานดังๆอย่าง Things to Come (1936), The Thief of Bagdad (1940) ฯ

ผมขอไม่ลงรายละเอียดงานสร้างซีเควนซ์นี้ แต่วิเคราะห์ถึงการเลือกใช้สถานที่ กระจกคือสิ่งสะท้อนตัวตน บางคนอาจมีหลากหลายบุคลิกภาพ ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง กับอีกคนแสดงออกอีกอย่าง สรุปแล้วเธอคือใคร? ตกหลุมรักฉันจริงๆหรือเปล่า? อาจตีความ Identity Crisis ก็ได้กระมัง? นั่นเป็นสิ่งที่ Michael ไม่สามารถหาคำตอบ เขาเลยปฏิเสธการเผชิญหน้า ปล่อยให้สามี-ภรรยา Elsa และ Arthur ยิงปืนต่อสู้ ทำลายกระจกทุกบาน (self-destructive) เพื่อค้นหาตัวจริงแท้จริงของกันและกัน

เกร็ด: Hall of Mirrors เป็นซีเควนซ์ที่ถูกสร้างซ้ำอยู่บ่อยๆ อาทิ Enter the Dragon (1973), The Man with the Golden Gun (1974), John Wick: Chapter 2 (2017)

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่ามันคือความจงใจหรือผิดพลาด? ตั้งแต่เดินทางมาถึงสวนสวนสนุก สังเกตว่าภาพถ่ายไม่เต็มเฟรมอัตราส่วน Academy Ratio (1.37:1)

  • ซีเควนซ์ในความฝัน จะปรากฎแถบสีดำด้านข้างซ้าย-ขวา
  • แต่พอเข้ามาใน Hall of Mirror (และก้าวออกมา) แถบสีดำจะเปลี่ยนเป็นด้านบน-ล่าง

เฉกเช่นเดียวกับตอนตะเกียกตะกายออกจาก Hall of Mirror สังเกตว่าแถบสีดำยังคงอยู่ด้านบน-ล่าง แต่บทสรุปดราม่าของซีนนี้ Michael ตัดสินใจหันหลังให้ Elsa มันสร้างสัมผัสเหมือนกำลังรับชม Cinematic อัตราส่วน Widescreen (16:9) … อัตราส่วน Academy Ratio มันสร้างสัมผัสเหมือนรับชมหนังในจอโทรทัศน์ แต่พอเป็น Widescreen หรือ Anamorphic Widescreen (2.35:1) จะรู้สึกเหมือนรับชมหนังในโรงภาพยนตร์

แซว: หลังจากแสดงสีหน้าแน่นิ่ง เย็นชา วินาทีสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจของ Elsa น่าจะสำแดงตัวตน ความรู้สึกแท้จริง ไม่มีภาพสะท้อนกระจก หลงเหลือหน้ากากปกปิดบังใบหน้าอีกต่อไป

ตัดต่อโดย Viola Mallory Lawrence (1894-73) นักตัดต่อหญิง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City, ตั้งแต่อายุ 11 เริ่มทำงานเป็นเด็กส่งเอกสาร (Messenger) ในสตูดิโอ Vitagraph Studio, ไต่เต้ามาเป็นคนทำ Title Card ก่อนกลายมาเป็นผู้ช่วย Anna McKnight แล้วย้ายสู่ Hollywood ทำงานตัดต่อให้สตูดิโอ Universal, First National, Gloria Swanson Production ก่อนกลายเป็นหัวหน้าแผนกตัดต่อ Columbia Pictures ผลงานเด่นๆ อาทิ Queen Kelly (1929), Only Angels Have Wings (1939), Here Comes Mr. Jordan (1941), Cover Girl (1944), The Lady from Shanghai (1947), In a Lonely Place (1950), Pal Joey (1957) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านเสียงบรรยายของกะลาสีเรือ Michael O’Hara พูดเล่าความครุ่นคิด ฉายภาพเหตุการณ์บังเกิดขึ้น (ดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง Linear Narrative) ตั้งแต่แรกพบเจอหญิงสาวสวย Elsa ‘Rosalie’ Bannister จำใจทำงานบนเรือยอชต์ของสามีเธอ ออกเดินทางจากฟากฝั่งตะวันออก (New York) ผ่านช่องแคบปานามา (Panama Canel) สู่ปลายทางชายฝั่งตะวันตก (San Francisco) ก่อนถูกชักจูงเข้าพัวพันคดีฆาตกรรม กลายเป็นผู้ต้องสงสัย ขึ้นศาลไต่สวน เอาตัวรอดกลับออกมาได้อย่างหวุดหวิด

  • กะลาสีเรือ Michael O’Hara
    • Michael ให้ความช่วยเหลือ Elsa รอดพ้นจากการถูกข่มขืน เธอจึงชักชวนเขามาทำงานกับสามี
    • Arthur Bannister เดินทางมาหา Michael เพื่อโน้มน้าวให้เขาตอบตกลงทำงานบนเรือยอชต์
  • เรื่องวุ่นๆบนเรือยอชต์
    • ระหว่างแวะจอด Havana, Cuba พบเจอกับ George Grisby หุ้นส่วนธุรกิจของ Arthur Bannister
    • ยามค่ำคืน Michael ต้องอดรนทนรับฟังคำอวดอ้างบารมีของ Arthur พยายามสอบถามบรรดาลูกเรือ ฝืนทนอยู่ทำไม?
    • ปิกนิกริมชายฝั่ง Mexico, ค่ำคืนนั้น Arthur & George ยังไม่ยอมหยุดจะอวดอ้างบารมีของตนเอง เลยตัดสินใจแน่วแน่หวนกลับขึ้นฝั่งเมื่อไหร่จะลาออกทันที
    • แวะขึ้นฝั่ง Mexico City ระหว่างขึ้นเขา Cerro de la Estrella ได้รับข้อเสนอเงินก้อนโตจาก George แลกกับการทำบางสิ่งอย่าง, ค่ำคืนนั้น Michael พยายามโน้มน้าว Elsa ชักชวนให้หนีตามกันไป
    • เดินทางมาถึงปลายทาง Sausalito กล่าวคำอำลา Elsa
  • ปลอมแปลงการฆาตกรรม
    • George พูดเล่าแผนการทั้งหมดให้กับ Michael
    • Michael นัดพบเจอกับ Elsa ยังพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ
    • ค่ำคืนนั้นนักสืบ Sidney Broome พยายามขัดขวางแผนการของ George เลยถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส
    • Michael ขับรถพา George ไปยังท่าเรือ ทำตามแผนการวางไว้
    • แต่ต่อมา Michael โดนจับกุมเพราะ George ถูกใครบางคนลอบสังหาร ตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง
    • Arthur ยินยอมเป็นทนายความให้กับ Michael
    • แต่การพิจารณาคดีความ เปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่าง Michael กับ Elsa ทำให้ Arthur หมดความสนใจว่าความ
    • ก่อนลูกขุนอ่านคำพิพากษา Michael แสร้งทำเป็นกลืนยาของ Arthur ตั้งใจจะฆ่าตัวตาย ก่อนใช้จังหวะชุลมุนวุ่นวายหลบหนี
  • Hall of Mirror
    • Michael หลบหนีมาซ่อนตัวยังโรงละคอนงิ้ว
    • Elsa ขอความช่วยเหลือจากมาเฟียจีน นำพา Michael หลบซ่อนตัวในสวนสนุกแห่งหนึ่ง
    • การเผชิญหน้าระหว่าง Michael vs. Arthur vs. Elsa ใน Hall of Mirror
    • ผู้รอดชีวิตหนึ่งเดียวก้าวออกมา

ไม่รู้เพราะผมเพิ่งชม F for Fake (1973) สารคดีสวอนซองของผกก. Welles เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหรือเปล่า จึงแอบรู้สึกว่าลีลาการตัดต่อที่มีความรวดเร็ว กระชับฉับไว เล่าเรื่องด้วยเสียงบรรยาย โดยเฉพาะน้ำเสียงยียวนกวนประสาท (เสียดสีแดกดัน) มันช่างมีความละม้ายคล้ายกันยิ่งนัก!

แต่ปัญหาคือ The Lady from Shanghai (1947) มีความเร่งรีบติดจรวด ไม่รู้จะรีบร้อนไปไหน ผู้ชมต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ๆกว่าจะปรับตัวเข้ากับความเร็วในการดำเนินเรื่อง มันอาจเพราะต้นฉบับ 155 นาที นักตัดต่อจึงพยายามยัดเยียดเนื้อหาให้เหลือภายใน 90 นาที … นั่นเพราะโปรดิวเซอร์ Harry Cohn ตระหนักว่าหนังขาดทุนแน่ๆ จึงบีบอัดความยาวให้น้อยที่สุดเพื่อลดปริมาณม้วนฟีล์มในการพิมพ์


เพลงประกอบโดย Heinz Eric Roemheld (1901-85) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Milwaukee, Wisconsin ในครอบครัวผู้อพยพชาว German, บิดาคือเภสัชกร แต่สมาชิกคนอื่นๆของครอบครัวล้วนอยู่ในแวดวงดนตรี, บุตรชายฝึกฝนเล่นเปียโนตั้งแต่อายุสี่ขวบ สำเร็จการศึกษา Milwaukee College of Music จากนั้นเก็บหอมรอมริดไปเรียนต่อยุโรป ฝึกฝนเปียโนกับอาจารย์ Hugo Kaun, Ferruccio Busoni, Egon Petri ทั้งยังมีโอกาสขึ้นทำแสดงคอนเสิร์ต Berlin Philharmonic เดินทางกลับอเมริกาในช่วง Nazi เรืองอำนาจ กลายเป็นนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ All Quiet on the Western Front (1930), The Black Cat (1934), The Strawberry Blonde (1941), Yankee Doodle Dandy (1942) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Original Score, The Lady from Shanghai (1947) ฯ

ความตั้งใจดั้งเดิมของผกก. Welles ต้องการสร้างเสียง (Dialogue+Sound Effect) เดี๋ยวดัง-เดี๋ยวค่อย บางครั้งแทรกใส่เสียงรบกวน เพื่อสร้างความปั่นป่วนทางจิตใจ (Unsettle feeling) แต่ทั้งหมดถูกแก้ไขโดยแผนกเสียงของสตูดิโอให้กลายเป็นปกติทุกสิ่งอย่าง

เฉกเช่นเดียวกับเพลงประกอบของ Roemheld ที่แทรกแซมอยู่แทบทุกแห่งหน ทำออกมาในลักษณะ Romanticism สำแดงอารมณ์ออกมาอย่างตรงไปตรงมา จนแทบไม่หลงเหลือความลึกลับให้น่าค้นหา

ผกก. Welles ไม่ได้อยากแทรกใส่ฉากที่ตัวละครของ Rita Hayworth ลิปซิงค์บทเพลง Please Don’t Kiss Me แต่งโดย Allan Roberts & Doris Fisher, ขับร้องโดย Anita Kert Ellis, แน่นอนว่าถูกบีบบังคับโดยโปรดิวเซอร์ Harry Cohn แบบเดียวกับภาพยนตร์ Gilda (1946)

Please don’t kiss me
But if you kiss me
Don’t take your lips away

Please don’t hold me
But if you hold me
Don’t take your arms away
Comes a change in weather
Comes a change of heart
And who knows when the rain
Will start?

So I beg you
Please don’t love me
But if you love me
Then don’t take your lips
Or your arms, or your love away

หญิงสาวจากเซี่ยงไฮ้ Elsa แม้แต่งงานมีคู่ครองอยู่แล้ว ยังพยายามเกี้ยวพากะลาสี Michael O’Hara ชื่นชอบประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษ (ที่เคยช่วยเหลือให้รอดจากการถูกข่มขืน) เลยครุ่นคิดแผนการชั่วร้าย ต้องการฆาตกรรมสามีแล้วหนีไปกับเขา แต่ทุกสิ่งอย่างล้วนเกิดความผิดพลาด

กะลาสี Michael O’Hara ตกหลุมรักแรกพบ Elsa ให้ความช่วยเหลือรอดจากการถูกข่มขืน แต่พอรับรู้ว่าเธอมีคู่ครองคือทนายความ Arthur Bannister จึงเต็มไปด้วยอคติต่อต้าน พยายามรักษาระยะห่าง ไม่อยากตอบรับทำงานบนเรือยอชต์ ถึงอย่างนั้นก็มิอาจหักห้ามใจตนเอง และเมื่อได้รับข้อเสนอ $5,000 เหรียญ ครุ่นคิดจะนำเงินก้อนนี้หนีไปกับ Elsa

เราสามารถเปรียบเทียบตรงๆ Michael O’Hara = นักแสดง/ผกก. Orson Welles ทีแรกผมครุ่นคิดว่าต้องการพาดพิงถึงตอนเข้าร่วมสตูดิโอ RKO Radio Pictures (ตอนสร้าง Citizen Kane (1941) ไม่มีปัญหาใดๆ แต่สองผลงานถัดมา The Magnificent Ambersons (1942) และ The Stranger (1946) เรียกว่านรกแตก!) แต่โดยไม่รู้ตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เปลี่ยนสังกัดมา Columbia Pictures ก็ยังถูกทรยศหักหลัง ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม!

ในขณะที่ Elsa ชื่อเล่น Rosalie (ฟังดูคล้ายๆ Rosebud?) นอกจากตัวตายตัวแทนของ Rita Hayworth ภรรยาที่ใกล้จะหย่าร้างของผกก. Welles ผมยังมองว่าเธอคือตัวแทนของสื่อภาพยนตร์ สิ่งที่(Welles)เต็มไปด้วยความลุ่มหลงใหล แทบมิอาจหักห้ามใจตนเอง

George Grisby เสนอเงิน $5,000 เหรียญ = โปรดิวเซอร์ Harry Cohn แห่ง Columbia Pictures ยินยอมจ่ายเงิน $55,000 เหรียญให้ผกก. Welles สร้างโปรดักชั่นละคอนเวที Around the World แลกกับโปรเจคภาพยนตร์เรื่องนี้ … จะว่าไป The Lady from Shanghai (1947) ก็นำเสนอการเดินทางล่องเรือยอชต์จากฟากฝั่งตะวันออก (East Coast) สู่ตะวันตก (West Coast) ตามเส้นทางพระอาทิตย์ขึ้น-ตกดิน

ความซวยบังเกิดขึ้นกับ Michael ทั้งๆไม่ได้ลงมือฆ่าใคร แต่กลับตกเป็นผู้ต้องสงสัย แพะรับบาป แนวโน้มถูกตัดสินโทษประหาร = ผกก. Welles เพียงสร้างภาพยนตร์ตามวิสัยทัศน์ของตนเอง กลับถูกกล่าวโทษ/ทรยศหักหลังโดยโปรดิวเซอร์ เรียกร้องว่าต้องทำหนังอย่างโน่นนี่นั่น บีบบังคับให้ถ่ายซ่อม หั่นฉากสำคัญๆออกไปเกือบครึ่ง สำหรับศิลปินนี่คือการทำลายงานศิลปะ หนักกว่าได้รับโทษประหารเสียด้วยซ้ำ!

มันไม่ใช่ว่า Elsa ทรยศหักหลัง Michael เธอพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อแสดงออกว่ารัก ต้องการหนีตามไปอยู่ด้วยกัน แต่มันคือความรู้สึกของผกก. Welles เหมือนว่า ‘ภาพยนตร์’ ทรยศหักหลังตนเอง (จริงๆคือสตูดิโอต่างหากที่ทรยศหักหลัง) ตอนจบเขาจึงปลดปล่อยเธอให้ตายไปอย่างช้าๆ ส่วนตนเองก็ตั้งใจเลิกยุ่งเกี่ยววงการ Hollywood

The only way to stay out of trouble is to grow old… so I guess I’ll concentrate on that. Maybe I’ll live so long that I’ll forget her. Maybe I’ll die trying.

Michael O’Hara/Orson Welles

แต่ก็อย่างที่รู้ๆกัน ภาพยนตร์ไม่ต่างจากหญิงสาวที่ผกก. Welles มิอาจหักห้ามใจตนเอง แค่ว่าไม่ขอยุ่งเกี่ยวอะไรใดๆกับสตูดิโอใน Hollywood และช่วงทศวรรษ 50s เตรียมตัวออกเดินทางไปปักหลักอาศัยอยู่ทวีปยุโรป ดินแดนที่ให้ความสำคัญกับวิสัยทัศน์ของศิลปินเหนือสิ่งอื่นใด


หนังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ที่ฝรั่งเศส วันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1947 (ไม่ใช่เทศกาลหนังนะครับ) เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม แต่พอกลับมาสหรัฐอเมริกาวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1948 เสียงตอบรับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ด้วยทุนสร้าง $2.3 ล้านเหรียญ (ต้นทุนดั้งเดิมน่าจะประมาณ $1-1.5 ล้านเหรียญ) มีรายงานทำเงิน(ในสหรัฐอเมริกา)ได้เพียง $1.56 ล้านเหรียญ เรียกว่าขาดทุนระดับหายนะ!

เกร็ด: โปรดิวเซอร์ Harry Cohn ไม่มีความเชื่อมั่นในภาพลักษณ์ใหม่ของ Rita Hayworth จึงจงใจเลื่อนฉาย The Lady from Shanghai (1947) ในสหรัฐอเมริกา เพื่อรอคอยให้ The Loves of Carmen (1948) ที่ก็นำแสดงโดย Hayworth ออกฉายก่อนถึงค่อยปล่อยหนังเรื่องนี้ … แต่เอาเข้าจริง The Loves of Carmen (1948) เสร็จช้ากว่ากำหนดหลายเดือน เลยจำใจต้องปล่อย The Lady from Shanghai (1947) ออกฉายก่อนอยู่ดี!

แม้เสียงตอบรับ(ในสหรัฐอเมริกา)จะค่อนข้างย่ำแย่เมื่อตอนออกฉาย แต่กาลเวลาทำให้ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ “Lost Masterpiece” “the weirdest great movie ever made.” เคยติดอันดับ #283 ชาร์ทของนิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) … ขาดไปเพียงคะแนนโหวตเดียวจะติด Top 250

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K Ultra HD โดยสตูดิโอ Sony Pictures ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ BFI London Film Festival เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 2024 สามารถหาซื้อ Blu-Ray ได้แล้วกระมัง

ปล. ผมอ่านเจอว่า DVD/Blu-Ray ฉบับก่อนบูรณะคุณภาพค่อนข้างจะย่ำแย่ แนะนำให้หาซื้อ 4K เลยก็แล้วกัน

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนัง สังเกตเห็นวิสัยทัศน์ของผกก. Welles เลือนลางเข้ากับชีวิตจริงได้อย่างขนลุก เอาจริงๆก็อยากให้คะแนนมากกว่านี้ แต่ขอตัดสินจากผลลัพท์การเข้ามาแทรกแซงของสตูดิโอ มันจึงเป็นความน่าเสียดายของมนุษยชาติ อีกหนึ่ง “Lost Masterpiece” แห่งวงการภาพยนตร์

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศหนังนัวร์ และการฆาตกรรม

คำโปรย | The Lady from Shanghai อาจคือหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ Orson Welles ถ้าไม่ถูกแทรกแซงโดยสตูดิโอ
คุณภาพ | สียดาย
ส่วนตัว | เศร้าใจ

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
1 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
1 Comment authors
ร.น.ก. Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
ร.น.ก.
Guest
ร.น.ก.

มีหนังเรื่องหนึ่งซึ่งนำฉาก “The Hall of Mirrors” ไปเลียนแบบอย่างเห็นชัดเจนแบบให้รู้เลย คือ “Manhattan Murder Mystery” (1993) ของ Woody Allen ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องนำฉากจากหนังเก่าๆ ของผู้กำกับ ที่ตนเองชื่นชอบ มาทำซ้ำในสไตล์ตนเองกลายเป็นอีสเตอร์เอ้กในหนังอยู่แล้ว

%d bloggers like this: