
Gilda (1946)
: Charles Vidor ♥♥♥♡
Gilda คือบทบาทที่กลายเป็นไอคอนของ Rita Hayworth เพียงท่าสะบัดผมก็สร้างความประทับใจให้ผู้ชม สวยสังหาร พราวเสน่ห์ ร้อยเล่ห์มารยาหญิง แต่พอดูหนังจบอาจจดจำอะไรอย่างอื่นไม่ได้สักเท่าไหร่
ตอนหนังออกฉาย เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์เหมือนจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่ทะยอยทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ กลายเป็น Cult Classic และสร้างอิทธิพลอย่างล้มหลามต่อผู้ชมทั่วโลก … โด่งดังที่สุดน่าจะคือการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ Bikini Atoll นำเอาภาพถ่ายของ Rita Hayworth จากนิตยสาร Esquire แปะติดบนหัวจรวด (เพราะเธอคือ ‘Bombshell’) แถมยังตั้งชื่อ Gilda
เกร็ด: จากคำกล่าวอ้างของ Orson Welles สามีขณะนั้นของ Rita Hayworth กล่าวว่าเธอรู้สึกเกรี้ยวกราด ไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง ถึงขนาดต้องการแถลงข่าวตอบโต้ แต่ถูกโปรดิวเซอรเกลี้ยกล่อมว่านี่เป็นแค่สัญญะการชื่นชม “gesture was meant as a compliment”
Rita used to fly into terrible rages all the time, but the angriest was when she found out that they’d put her on the atom bomb. Rita almost went insane, she was so angry. … She wanted to go to Washington to hold a press conference, but Harry Cohn wouldn’t let her because it would be unpatriotic.
Orson Welles


Gilda (1946) เป็นหนังที่เคยถูกพาดพิงถึงนับครั้งไม่ถ้วน Bicycle Thieves (1948) หลังจักรยานถูกลักขโมย Antonio Ricci ทำงานแปะโปสเตอร์หนังเรื่องนี้หาเลี้ยงชีพ, Notting Hill (1999) อ้างคำกล่าว “Men go to bed with Gilda, but wake up with me”, Mulholland Dr. (2001) หลังเห็นโปสเตอร์หนัง Laura Harring ป่าวประกาศว่าฉันคือ Rita ฯ
แต่ผมเริ่มจดจำหนังเรื่องนี้ได้จากการรับชม The Shawshank Redemption (1994) ระหว่างการฉายหนังให้นักโทษ พอถึงฉากเปิดตัว Gilda/Hayworth ทุกคนต่างส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด ฉงนสงสัยมานานว่าทำไมถึงแสดงปฏิกิริยาออกมาขนาดนั้น … พอมีโอกาสดูหนังก็พอเข้าใจได้
น่าเสียดายที่นอกจากความเจิดจรัสของ Hayworth เรื่องราวของหนังแม้งอิหยังว่ะ? ผมเรียกว่า ‘รักครอบครอง’ คือมีแต่คนต้องการเป็นเจ้าของ หญิงสาวไม่ต่างจากวัตถุทางเพศ (Object of Desire) ขณะที่พระเอก Johnny Farrell (รับบทโดย Glenn Ford) พยายามปกป้อง ครอบงำ ทำเหมือนรัก แต่กลับกักขังหน่วงเหนี่ยว … ยิ่งดูยิ่งละเหี่ยใจ หนังนัวร์ตีแผ่ด้านมืดได้อย่างจัญไร
เกร็ด: โปสเตอร์ของหนังออกแบบโดย Jack Kerness จากภาพถ่ายของ Robert Coburn ได้รับเลือกจากนิตยสาร Premiere: The 25 Best Movie Posters Ever ติดอันดับ #6
The image of Rita Hayworth in the title role of Gilda (1946) epitomizes the femme fatale. Robert Coburn took the picture and art director Jack Kerness did the rest with this sultry image of Hayworth in a Jean Louis gown. This poster touches on the scene that comes after the film’s most famous sequence in which Hayworth’s character does a striptease.
จุดเริ่มต้นของ Gilda คือโปรเจคที่โปรดิวเซอร์ Virginia Van Upp จากสตูดิโอ Columbia Pictures มอบหมายให้ผู้กำกับ/นักเขียน Edmund Goulding (Grand Hotel, Dark Victory, The Razor’s Edge) พัฒนาเรื่องราวที่มี Rita Hayworth เป็นจุดศูนย์กลาง! โดยนำจากเรื่องสั้นของ (A Story By) E.A. Ellington, ดัดแปลงโดย (Adaptation By) Jo Eisinger และกลายเป็นบทหนัง (Screenplay By) Marion Parsonnet
ดั้งเดิมนั้นหนังมีเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าพ่อมาเฟีย พื้นหลังอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ยุคสมัยนั้นคาบเกี่ยวสงครามโลกครั้งที่สอง Joseph Breen จากกองเซนเซอร์ Hays Code แนะนำให้เปลี่ยนสถานที่เป็นประเทศอื่น ก่อนลงเอยยัง Buenos Aires, Argentina … นั่นกระมังที่ทำให้ผกก. Goulding ขอถอนตัวออกไป ก่อนส้มหล่นใส่ Charles Vidor เข้ามาคุมบังเหียรก่อนเริ่มการถ่ายทำได้ไม่นาน
Charles Vidor ชื่อจริง Károly Vidor (1899-1959) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Hungarian เกิดที่ Budapest, Austria-Hungary (ปัจจุบัน Hungary), ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาสาสมัครกองทัพ Austro-Hungarian ไต่เต้าจนได้ประดับยศผู้หมวด (Lieutenant) ช่วงปีสุดท้ายมีโอกาสรับรู้จักหนังเงียบ จึงตัดสินใจเดินทางสู่ Berlin ทำงานสตูดิโอ Ufa (Universum-Film Aktiengesellschaft) ก่อนตัดสินใจอพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1922 ทำงานเป็นนักร้องคอรัสคะณการแสดง English Grand Opera Company ก่อนเดินทางสู่ Hollywood ได้เป็นผู้ช่วย Alexander Korda เก็บหอมรอมริดสร้างหนังสั้นแนวทดลอง The Bridge (1929) เลยได้เซ็นสัญญาแผนกตัดต่อ Universal Pictures, ร่วมกำกับหนังเรื่องแรก The Mask of Fu Manchu (1932), ฉายเดี่ยวกับ Sensation Hunters (1933), ผลงานเด่นๆ อาทิ Cover Girl (1944), Gilda (1946), The Loves of Carmen (1948), Love Me or Leave Me (1955), A Farewell to Arms (1957) ฯ
เกร็ด: Charles Vidor ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใดๆกับอีกผู้กำกับดัง King Vidor แนวทางการทำงานก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง … Charles Vidor ไม่ได้มีสไตล์อันโดดเด่นเหมือน King Vidor ผลงานส่วนใหญ่มักเป็น ‘มือปืนรับจ้าง’ เก่งด้านการกำกับนักแสดง ชื่นชอบแนวหนังเพลง ร้อง-เล่น-เต้น เสียมากกว่า
นักแสวงโชค Johnny Farrell (รับบทโดย Glenn Ford) เดินทางถึงกรุง Buenos Aires, Argentina เพิ่งลงเรือได้ไม่นาน ทำการโกงไพ่ชนะเงิน แล้วกำลังถูกดักปล้น ได้รับความช่วยเหลือจากชายแปลกหน้า Vallin Mundson (รับบทโดย George Macready) ชักชวนมาเป็นหุ้นส่วน/ผู้จัดการคาสิโนผิดกฎหมาย
วันหนึ่ง Vallin เดินทางกลับมาพร้อมกับภรรยาใหม่ Gilda (รับบทโดย Rita Hayworth) เพิ่งพบเจอ คบหากันได้สองวัน ก็ตัดสินใจแต่งงานกัน ซึ่งพอแนะนำให้รู้จักกับ Johnny ราวกับโชคชะตาเล่นตลก ทั้งสองคืออดีตรัก เพิ่งเลิกรากันไม่นาน (คือเหตุผลที่เขาออกเดินทางสู่ Buenos Aires)
ด้วยความที่ Johnny รับรู้สันดานธาตุแท้ของ Gilda จึงพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อปกป้อง Vallin ไม่ให้ต้องสูญเสียใจต่อพฤติกรรมร่านรักของเธอ, แต่ในมุมของ Gilda ทุกสิ่งที่เธอกระทำนั้น ล้วนคือการเล่นตัว ประชดประชัน ต้องการแสดงออกให้ Johnny ชายคนเดียวที่รักจริง หันมาสนใจตนเองสักที!
Rita Hayworth ชื่อจริง Margarita Carmen Cansino (1918-87) นักเต้น/นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City บิดาเป็นชาว Romani อพยพย้ายจาก Seville, Spain แต่งงานกับมารดาที่คู่เต้นอาชีพ ตั้งแต่เด็กได้รับการฝึกฝนการเต้นจากคุณปู่ Antonio Cansino เปิดโรงเรียนสอนการเต้น Classical Spanish Dancer ไม่นานนักก็ได้ขึ้นทำการแสดงละคอนเวที หนังสั้น La Fiesta (1926) ตัวประกอบภาพยนตร์ ในตอนแรกใช้ชื่อในวงการ Rita Cansino จนเซ็นสัญญาเจ็ดปีสตูดิโอ Columbia Pictures โปรดิวเซอร์ Harry Cohn แนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็น Rita Hayworth แจ้งเกิดภาพยนตร์ Only Angels Have Wings (1939), You’ll Never Get Rich (1941) [กลายเป็นคู่เต้นคนโปรดของ Fred Astaire], Cover Girl (1944), Gilda (1946), The Lady from Shanghai (1947), The Loves of Carmen (1948) ฯ
เกร็ด: Rita Hayworth ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Female Legends ติดอันดับ #19
รับบท Gilda หญิงสาวสวย รวยเสน่ห์ ขี้เล่นซุกซน พบเจอกับ Ballin ไม่กี่วันก็ตอบตกลงแต่งงาน แต่ยังคงใช้ชีวิตอย่างอิสระ เกี้ยวพาราสีชายหนุ่มๆไปทั่ว ทำราวกับสามีไร้ตัวตน แท้จริงแล้วต้องการประชดประชันอดีตคนรัก Johnny ให้เกิดความอิจฉาริษยา หันมาสนใจตนเอง เมื่อไหร่จะเข้าใจความรู้สึกแท้จริงของฉัน!
เกร็ด: Rita Hayworth ขณะนั้นแต่งงานอยู่กับ Orson Welles แต่ความสัมพันธ์กระท่อนกระแท่น นั่นเพราะ Welles ไม่อยากลงหลักปักฐาน ไม่ต้องการสูญเสียอิสรภาพชีวิต ระหว่างถ่ายทำหนังเรื่องนี้เธอเลยแอบคบชู้ Glenn Ford สานสัมพันธ์กับแบบไม่ครอบครอง (Friend with Benefit?) จนกระทั่งเธอล้มป่วยอัลไซเมอร์ในช่วงทศวรรษ 1980s … ความสัมพันธ์ระหว่าง Hayworth & Ford ถือว่ายืนยาวกว่าคู่สมรสของพวกเขาเสียอีก!
แม้ก่อนหน้า Hayworth จะมีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย แต่เธอได้รับการจดจำในฐานะนักเต้น เล่นหนัง Musical-Comedy เสียส่วนใหญ่ บทบาทใน Gilda (1946) ต้องถือว่าแจ้งเกิดเป็นนักแสดงเต็มตัว เล่นบทที่มีความซับซ้อน ขัดย้อนแย้ง ภายนอกคือหญิงสาวร่านรัก เต็มไปด้วยมารยาหญิง แต่แท้จริงแล้วทุกการกระทำเพื่อปกปิดซ่อนเร้นความรู้สึกภายในแท้จริง ยังคงรักคลั่งไคล้ Johnny ไม่ได้ต้องการชื่อเสียง เงินทอง ขอเพียงเราสองครองคู่รักกัน
ตัวละคร Gilda มักถูกมองในเชิงสัญลักษณ์ของความต้องการ (Desire) ที่อันตราย (Danger) มีคำเรียกสวยสังหาร (Femme Fatale) ผู้หญิงที่มีสเน่ห์มักนำพาหายนะให้บังเกิดขึ้น
- ในมุมของ Johnny เธอคือต้นตอของความหมกมุ่น (Obsession) และทุกข์ทรมาน (Torment)
- ขณะที่ Ballin เธอคือ Trophy Wife ขณะเดียวกันคือคมดาบแหลม (Hidden Edge) ที่พร้อมกรีดแทง สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน
หนังไม่ได้อธิบายเบื้องหลังตัวละคร เพราะเหตุใด Gilda ถึงกลายเป็นผู้หญิงแบบนี้? หรือทำไมถึงยังรักคลั่งไคล้ Johnny? แต่ผมได้ข้อสรุปว่าเขาและเธอ (Johnny & Gilda) คือภาพสะท้อนที่สามารถเติมเต็มกันและกัน! เธอชอบใช้มารยาหญิงในการเกี้ยวพาราสี (manipulative) ครอบงำบุรุษให้ตกหลุมรัก … ไม่ต่างจาก Johnny พยายามบีบบังคับให้เธอทำโน่นนี่นั่น สตรีต้องอยู่ภายใต้อาณัติบุรุษ
เหตุผลที่หนังเรื่องนี้ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญเหนือกาลเวลา ก็เพราะตัวละคร Gilda โอบรับแนวคิดสตรีสมัยใหม่ ไม่ต้องการถูกควบคุมครอบงำโดยใคร โหยหาอิสรภาพ สามารถกระทำสิ่งโน่นนี่นั่นตามใจ มันผิดอะไรจะร่านรัก แต่งงานแล้วคบชู้นอกใจ? ช่างเป็นตรรกะที่อันตรายเสียจริง!

Glenn Ford ชื่อจริง Gwyllyn Samuel Newton Ford (1916-2006) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Quebec, Canada บิดาทำงานวิศวกรรถไฟ Canadian Pacific Railway ตอนบุตรชายอายุหกขวบ อพยพย้ายไป Venice, California ทำงานบริษัทรถราง Venice Electric Tram Company, ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านการแสดง หลังเรียนจบเข้าร่วมคณะทัวร์การแสดง แล้วมีโอกาสเล่นหนังสั้น Night in Manhattan (1937), ได้รับการค้นพบโดยแมวมอง Tom Moore จากสตูดิโอ Fox แต่เลือกเซ็นสัญญา Columbia Picture มีชื่อเสียงกับ The Lady in Question (1940), แจ้งเกิดกับ So Ends Our Night (1941), A Stolen Life (1946), Gilda (1946), The Big Heat (1953), Blackboard Jungle (1955), 3:10 to Yuma (1957), Pocketful of Miracles (1961), Superman (1978) รับบทบิดา Jonathan Kent ฯ
รับบทนักพนัน Johnny Farrell เดินทางมาแสวงโชคยัง Buenos Aires, Argentina ทำการโกงไพ่ ยังไม่ทันไรถูกจี้ปล้น ได้รับความช่วยเหลือจากนักธุรกิจ Ballin Mundson มอบโอกาสเป็นหุ้นส่วน/ผู้จัดการคาสิโน ตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง วางแผนเริ่มต้นชีวิตใหม่ จนกระทั่งการมาถึงของอดีตคนรัก Gilda เต็มไปด้วยความโกรธเกลียดเคียดแค้น เพราะรับรู้สันดานธาตุแท้อีกฝ่าย พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อปกป้อง Johnny ไม่ให้ต้องเสียใจกับพฤติกรรมมากรักของเธอ
เกร็ด: Humphrey Bogart ตอบปฏิเสธบทบาท Johnny Farrell หลังจากรับรู้ว่า Rita Hayworth เล่นบท Gilda ด้วยเหตุผลว่า “audiences wouldn’t look at anyone else”
ภาพลักษณ์ของ Ford ดังคำอธิบายของพนักงานห้องน้ำ ‘peasant’ เหมือนคนธรรมดา หน้าตาไม่ได้โดดเด่น แต่มีความเฉลียวฉลาด นิสัยทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง พอได้รับโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ก็พร้อมเปลี่ยนแปลงตนเอง สำแดงความซื่อสัตย์ จงรักภักดี พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อ Ballin … กลิ่นอาย HomoErotic หึ่งมากๆ โดยเฉพาะไม้เท้าอันนั้น!
แต่ปัญหาคือการมาถึงของอดีตคนรัก Gilda เพิ่งเลิกรากันมาไม่นาน (คือเหตุผลให้เขาเดินทางสู่ Buenos Aires) รับรู้พฤติกรรมร่านรักของอีกฝ่าย ไม่อยากเปิดเผยความจริงต่อ Ballin จึงทำทุกสิ่งอย่างเพื่อปกปิดบาดแผลภายใน ใช้คำพูดดูถูกเหยียดหยาม พยายามกีดกัน ครองงำ บีบบังคับให้ทำโน่นนี่นั่น ถ้าไม่ยินยอมก็ใช้ความรุนแรง กักขังหน่วงเหนี่ยว … จากคนเคยรักกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาต เห็นผิดเป็นชอบโดยไม่รับรู้ตัวตนเอง
ผมมองอคติที่ Johnny มีต่ออดีตคนรัก Gilda เพราะเขายังคงรักเธอมากๆ ไม่ได้อยากเลิกราหย่าร้าง แต่ทว่ามิอาจอดรนทนสันดานธาตุแท้อีกฝ่าย จึงตัดสินใจหลบหนีสู่ดินแดนห่างไกล ทว่าโชคชะตานำพาให้พวกเขาหวนกลับมาพบเจอกัน แถมเธอแต่งงานใหม่กับ Ballin มันจึงกลายเป็นความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง เลยแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นเพื่อปกปิดความรู้สึกแท้จริง … เป็นบทบาทที่ซับซ้อน การแสดงของ Ford ก็ดูมีมิติลุ่มลึก แต่กลับมิอาจสร้างความโดดเด่น ถูกกลบโดยความเจิดจรัสของ Gilda/Hayworth
George Peabody Macready Jr. (1899-1973) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Providence, Rhode Island เป็นเหลนของนักแสดง William Charles Macready (1793-1873) คือแรงบันดาลใจให้เข้าสู่อาชีพนักแสดง หลังเรียนจบจาก Brown University ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์อยู่สองสามปี ก่อนกลายเป็นนักแสดง Broadway, เล่นหนังเรื่องแรก Commandos Strike at Dawn (1942), โด่งดังกับ Gilda (1946), Detective Story (1951), Julius Caesar (1953), Paths of Glory (1957) ฯ
รับบท Ballin Mundson เจ้าของบ่อนคาสิโนใน Buenos Aires, Argentina บังเอิญพบเจอ Johnny Farrell ประทับใจในฝีมือมือการโกงไพ่ เลยชักชวนมาเป็นหุ้นส่วน/ผู้จัดการ ฝากฝังให้ดูแลคาสิโนตอนตนเองไม่อยู่ หวนกลับมาพร้อมภรรยาคนใหม่ Gilda คาดหวังให้พวกเราสามคนกลายเป็นเพื่อนสนิท แต่ทว่า…
โดยปกติแล้ว Macready มักได้รับบทตัวร้าย อาชญากรโรคจิต ท่าทางนิ่งๆ เย็นชา พูดน้อยแต่เฉียบแหลม คมคาย (ภาพลักษณ์+บุคลิกตรงกันข้ามกับ Glenn Ford), บทบาทใน Gilda (1946) ต้องถือว่าเต็มไปด้วยลับลมคมใน ผู้ชมน่าจะสังเกตกันได้ตั้งแต่แรกเริ่มต้น ให้ความช่วยเหลือ Johnny ทำไมกัน? กลายเป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการคาสิโน แถมยังบอกรหัสตู้เซฟ อะไรที่ทำให้เขาไว้เนื้อเชื่อใจคนแปลกหน้าได้ถึงขนาดนี้?
Ballin ตกหลุมรัก Gilda อย่างหน้ามืดตามัว แต่ก็ยังสังเกตเห็นความผิดปกติของ Johnny ที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับเธอสักเท่าไหร่ เลยพอจะคาดเดาได้ว่าทั้งสองต้องเคยรู้จัก แอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งมาก่อน และพอจับได้คาหนังคาเขา ก็เริ่มต้นแผนการอันชั่วร้าย นอกจากเปิดบ่อนคาสิโนผิดกฎหมาย ยังทำธุรกิจเกี่ยวกับเหมืองโลหะทังสเตน กำลังมีปัญหากับทางการ เลยครุ่นคิดแผนการ ให้อีกฝ่ายกลายเป็นแพะรับบาป ปลอมแปลงการเสียชีวิต แล้วหลบซ่อนตัว เฝ้ารอคอยจะหวนกลับมาทวงคืนทุกสิ่งอย่าง!
ถ่ายภาพโดย Rudolph Maté ชื่อจริง Rudolf Mayer (1898-1964) ตากล้อง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Hungary เกิดที่ Kraków, Austria-Hungary (ปัจจุบันคือประเทศ Poland) ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish โตขึ้นเข้าเรียนศิลปะ University of Budapest จบออกมาทำงานในห้องแลป ผู้ช่วยตากล้อง Alexander Korda ที่สตูดิโอ Corvin Film Studio จากนั้นย้ายมากรุง Berlin โด่งดังกับโคตรหนังเงียบ The Passion of Joan of Arc (1928), ผลงานเด่นๆ อาทิ Vampyr (1932), Dodsworth (1936), Foreign Correspondent (1940), That Hamilton Woman (1941), To Be or Not to Be (1942), The Pride of the Yankees (1942), Sahara (1943), Cover Girl (1944), Gilda (1946) ฯ
ในตอนแรกโปรดิวเซอร์ Harry Cohn อยากถ่ายทำหนังด้วยฟีล์มสี Technicolor แต่ขณะนั้นเหมือนว่ากล้องฟีล์มสียังมีปริมาณจำกัด ติดพลันภาพยนตร์เรื่องอื่น เลยตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ฟีล์มขาว-ดำ สร้างบรรยากาศหนังนัวร์โดยไม่รู้ตัว
งานภาพของหนังอาจไม่ได้มีลูกเล่นภาพยนตร์มากนัก แต่โดดเด่นกับการจัดแสง-เงามืด โดยเฉพาะการถ่ายภาพ Rita Hayworth ต้องกล่าวชมตากล้อง Maté รับรู้ว่ามุมไหน จัดแสงยังไง (เคยร่วมงานกับ Hayworth มาแล้วหลายครั้ง) ถึงทำให้เธอเจิดจรัส เปร่งประกาย แม้ยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ยังโดดเด่นเป็นสง่า ตราประทับใจ
ผมอ่านเจอว่าตอนเริ่มต้นโปรดักชั่น 4 กันยายน ค.ศ. 1945 (สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งสิ้นสุดได้ไม่กี่วัน) บทหนังยังพัฒนาไม่เสร็จด้วยซ้ำ นักแสดง-ทีมงานจะได้รับบทหนังตอนเช้าตรู่ ทำการแสดงโดยไม่รู้ตอนจบจะลงเอยเช่นไร
The script pages would arrive practically the morning that we were going to shoot, they were making the picture up as we went along. If you really look, you can tell that was the way the picture was done because it doesn’t really make any sense if you try to follow the story.
แม้พื้นหลังของหนังจะคือ Buenos Aires, Argentina แต่ยุคสมัยนั้นยังไม่นิยมเดินทางไปถ่ายทำยังสถานที่จริง ล้วนเป็นการสร้างฉากถ่ายทำภายในสตูดิโอที่ Hollywood … ด้วยเหตุนี้หนังจึงไม่มีกลิ่นอาย Argentine สักเท่าไหร่ ดูเหมือน Argentina ในจินตนาการเสียมากกว่า!
ถ้าผมไม่เคยเขียนถึง Dial M for Murder (1954) ที่ผกก. Hitchcock บอกว่าสร้างโทรศัพท์ขนาดใหญ่สำหรับถ่ายทำช็อตโคลสอัพ (กล้องสมัยนั้นยังไม่สามารถซูมระยะใกล้) คงไม่เอะใจว่าลูกเต๋าอันนี้ก็มีขนาดใหญ่กว่าปกติ แล้วตอน Johnny เอื้อมมือเข้ามาหยิบ กล้องจะค่อยๆเลื่อนขึ้นเพื่อไม่ให้เห็นวินาทีสลับเปลี่ยนลูกเต๋าขนาดปกติ ถือเป็นการตบตาผู้ชม = ต้มตุ๋นหลอกลวงผู้เล่นคนอื่นๆ
และการที่กล้องค่อยๆเคลื่อนเลื่อนจากล่างขึ้นบน ก็เหมือนชีวิตของ Johnny เดินทางมาเสี่ยงโชคยัง Buenos Aires ก็เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไต่เต้าจากศูนย์จนถึงจุดสูงสุด

เมื่อตอน Johnny แอบโกงไพ่ในคาสิโนของ Ballin เลยถูกลากพาตัวมาอัดน่วม ลงไปคุกเข่ากับพื้น ภาพช็อตนี้ถ่ายลอดหว่างขา คือสัญญะของการก้มหัวศิโรราบทางเพศ และฉากที่ทั้งสองดื่มเฉลิมฉลองในค่ำคืนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง “To the three of us.” มันช่างมีความสองแง่สามง่าม กลิ่นอาย Homo-Erotic
นั่นทำให้เราสามารถตีความเหตุผลที่ Johnny ยินยอมก้มหัวศิโรราบ ทำงานให้กับ Ballin ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รวมถึงพยายามปกป้องจากอดีตคนรัก Gilda เพราะอำนาจทางเพศ ไม้เท้าเรียวแหลม(สัญญะของลึงค์/อวัยวะเพศชาย)สำหรับทิ่มแทง


นี่น่าจะเป็นช็อตแนะนำตัวละครยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการภาพยนตร์ยุคทอง! ผมอ่านเจอว่าฉากนี้ถ่ายทำสองครั้ง เพราะมีการปรับเปลี่ยนชุดสวมใส่ นอกจากเสื้อคลุมเปิดไหล่สีขาวที่พบเห็นในหนัง (off-the-shoulder dressing gown) อีกชุดคือเสื้อลายทางและกระโปรงสีเข้ม (striped blouse and dark skirt) … ออกแบบเครื่องแต่งกาย (Costume Designer) โดย Jean Louis
ท่าสะบัดผมเปิดตัวของ Gilda มันทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเธอเป็นสาวขี้เล่น รักสนุก ไม่ได้เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ รอยยิ้มอันทรงเสน่ห์สร้างความน่าหลงใหล ถือเป็นภาพความแรกประทับใจ (First Impression) ที่ยากจะลืมเลือน

หลายๆชุดสวมใส่ของ Gilda ดูมีความเป็น Grecian หรือ Ancient Greece ราวกับเทพีแห่งรัก “Love Goddess” หญิงสาวที่บุรุษต่างหมายปอง ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ ตกหลุมรักใคร่ตั้งแต่แรกพบเห็น



ผมขี้เกียจลงรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดแสง-เงามืดมากนัก แต่บางฉากมันก็มีความโดดเด่นชัดอย่างตอน Ballin เริ่มตระหนักว่า Johnny และ Gilda เคยรับรู้จักกันมาก่อน พยายามสอบถาม ซักไซร้ไล่เรียงในห้องนอน พบเห็นทั้งแสงสว่าง-เงามืดอาบฉาบใบหน้าตัวละคร
“Everything’s wonderful. But zippers throw me.” ซิปหลังชุดของ Gilda เคลือบแฝงนัยยะถึงสิ่งที่ยังคงติดค้างคาอยู่ภายในจิตใจ หรือก็คือความรัก/รังเกียจ Johnny ไม่มีวันลบลืมเลือน



ฉากนี้ที่ Ballin เปิดเผยความลับ รหัสตู้เซฟให้กับ Johnny ทั้งสองยืนอยู่ในห้องมืดมิด แต่ยังมีแสงสว่างสาดส่องลงมาตรงตู้เซฟ และขณะถ่ายภาพใบหน้าก็มีความคมชัด ไร้เงาปรากฎขึ้น(บนใบหน้า) … นี่เป็นลีลาการจัดแสงที่งดงาม ละเอียดอ่อน และสื่อความหมายได้อย่างชัดเจน



ต่อให้คุณเล่นกีตาร์ไม่เป็นก็น่าจะสังเกตออกว่า Rita Hayworth แค่เพียงดีดอากาศ ไว้เล็บยาวเกินไปที่จะกดสายกีตาร์! แต่สิ่งที่กล่าวชื่นชมคือการจัดแสงภาพโคลสอัพใบหน้า ทำออกมาได้อย่างละมุน นุ่มนวล ชวนให้บุรุษเคลิบเคลิ้มหลงใหล ช่วยเสริมความเปร่งกระกาย ฉายรัศมีเจิดจรัส … ภาพสุดท้ายที่เบลอพื้นหลังจนเหลือเพียงรัศมีจากโคมไฟ เป็นภาพที่ผมรู้สึกประทับใจมากกว่าตอนสะบัดผมเปิดตัวเสียอีก



พอกลับจากแอบหนีไปเล่นกีตาร์ เกือบตลอดทั้งซีเควนซ์สังเกตว่า Gilda ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างอันเจิดจร้า ตรงกันข้ามกับ Ballin ปกคลุมอยู่ในเงามืดมิด ดำสนิท ดูผิดธรรมชาติอย่างมากๆ … เป็นการสะท้อนสภาวะทางอารมณ์ สภาพจิตใจของพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา


Gilda ดูไม่มีความกระตือลือร้นอยากเข้าร่วมงานเลี้ยง Carnival เฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่ ค.ศ. 1946 สังเกตจากใบหน้าปกคลุมด้วยความมืดมิด พยายามพูดอธิบายกับคนรับใช้ว่าตนเองสัมผัสถึงความผิดปกติ (Sixth Sense) ค่ำคืนนี้มันจะต้องมีบางสิ่งเลวร้ายบังเกิดขึ้น

“I see you’re going to carry a whip. Have you warned Johnny, so he can also arm himself?” คำกล่าวที่ฟังเหมือนพูดเล่นๆของ Ballin แต่เป็นการบอกใบ้เหตุผลชุดสวมใส่ของ Gilda ทั้งๆเป็นแค่งานเริงระบำ Carnival เฉลิมฉลองปีใหม่ กลับติดอาวุธครบมือราวกับกำลังจะไปท้าสู้รบ ทำสงคราม(รัก)กับ Johnny
แซว: ถ้าจะมีฉากไหนบรรยากาศใกล้เคียงความเป็น Argentina มากที่สุดก็คงคืองานเลี้ยง Carnival นี้กระมัง?

เวลาประมาณเที่ยงคืนเกิดเหตุฆาตกรรมชายชาว German นั่นน่าจะคือฝืมือของ Ballin ซึ่งเมื่อ Johnny สังเกตเห็นบานเกล็ดห้องทำงานเปิดอยู่ จึงแวะขึ้นไปพูดคุยสอบถาม ทั้งคู่ต่างยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เพียงแสงภายนอกจากสาดส่องเข้ามา … เหมือนเป็นการสื่อว่าพวกเขารู้อยู่แก่ใจว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไร แต่ปฏิเสธพูดบอกออกมาตรงๆ หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมิด

หลังเลิกงานเลี้ยง Johnny ขับรถพา Gilda มาส่งยังคฤหาสถ์ ภาพแรกสังเกตว่าฟากฝั่งหญิงสาวดูเปร่งประกาย ระยิบระยับ ผิดกับฝ่ายชายใบหน้ามืดดำกว่าปกติ เธอพยายามเกี้ยวพาราสี ชักชวนขึ้นห้องนอน นั่นทำให้เขาสองจิตสองใจ ภาพหลังสังเกตว่าใบหน้าครึ่งหนึ่งอาบแสงสว่าง อีกครึ่งปกคลุมอยู่ในความมืดมิด


ในห้องนอนของ Gilda ตลอดทั้งซีเควนซ์นี้ใบหน้าของเธอจักปกคลุมอยู่ภายใต้เงามืดมิด ไม่ว่าจะระยะไกล-กลาง-ใกล้ ถาโถมเข้าไปจุมพิตอย่างดูดดื่มกับ Johnny นี่สามารถสะท้อนถึงความต้องการแท้จริงที่หลบซ่อนอยู่ภายในก้นเบื้อง มุมมืดของจิตใจ Love to Hate & Hate to Love



ผมไม่ค่อยแน่ใจเหตุผลที่ Ballin เข้าหา Johnny ตั้งแต่ฉากแรกของหนัง ทั้งหมดคือแผนการสร้างแพะรับบาป หรือเพิ่งมาครุ่นคิดหลังจากการมาถึงของ Gilda แต่เอาเป็นว่าซีเควนซ์นี้จงใจรอคอยขณะ Johnny จุมพิต Gilda แล้วแสร้งขับรถหลบหนีมายังสนามบิน แล้วกระทำอัตวินิบาตต่อหน้าประจักษ์พยานทั้งสี่ … ทำไปเพื่อให้ทุกคนคิดว่า Ballin รับไม่ได้ที่ภรรยาคบชู้นอกใจ
แซว: แวบแรกพบเห็นภาพช็อตนี้ ผมนึกถึงอนิเมะ One Piece ที่โจรสลัดหมวกฟางยืนหันหน้าหาทะเล แล้วพบเห็นเงาทอดยาว ปรากฎขึ้นก่อน-หลังโฆษณากลางตอน

ความตายของ Ballin ทำให้ Johnny กลายเป็นผู้รับมรดก รวมถึงครอบครองเป็นเจ้าของ Gilda แม้ว่าขณะนี้ฝนหยุดตก ราวกับจะสื่อถึงฟ้าสดใส เริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เธอสวมใส่ชุดสีดำ สร้อยมุกเต็มคอ พร้อมตาข่ายคลุมใบหน้า ล้วนเป็นการบอกใบ้หายนะติดตามมา หญิงสาวกำลังจะถูกพันธนาการ กักขังหน่วงเหนี่ยว กลายเป็นนกในกรงทอง ชีวิตหาได้สว่างสดใสดั่งนิมิตหมายหลังจดทะเบียนสมรส

สองบทเพลงที่ Gilda ขับร้อง เริงระบำ มันช่างมีความแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
- ตอนขับร้องบทเพลง Amado Mio ทำการแสดงบนเวที สวมใส่ชุดอาหรับราตรีเปิดสะดือสีขาว (two-piece and backless white beaded gown) เต็มไปด้วยเย้ายวนสไตล์อาหรับ
- ชุดนี้เคยได้รับการประมูลมูลค่าสูงถึง $161,000 เหรียญ
- ส่วนชุดเกาะอกสีดำ (Black Strapless Gown) ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาด Portrait of Madame X (1884) มีความเซ็กซี่ที่ดูโมเดิร์น สมัยใหม่ สังเกตว่าเธอขับร้อง-เล่น-เต้นท่ามกลางฝูงชน และยังถอดถุงมือโยน (striptease)
- นักออกแบบเสื้อผ้า Jean Louis กล่าวถึงชุดนี้ว่า “the most famous dress I ever made.”



หลังคาสิโนถูกยึด เหมืองทังสเตนตกเป็นของรัฐ นั่นทำให้ Johnny ไม่หลงเหลืออะไรสักสิ่งอย่าง ผมโคตรไม่เข้าใจว่า Ballin จะหวนกลับมาทำไมตอนนี้? มันสายเกินไปไหม? มีอะไรให้ทวงคืน? แต่ความตายรอบสองของอีกฝ่ายทำให้ Johnny & Gilda ตระหนักถึงความไม่จีรังชีวิต ชื่อเสียง เงินทอง สิ่งข้าวของ ความสำเร็จ ฯ ล้วนไร้ความสำคัญถ้าขาดคนรักเคียงข้างกาย … สังเกตว่าทั้งสองสวมใส่ชุดเหมือนคนธรรมดาๆ ไร้ลวดลาย แสงสีเปร่งประกาย ถึงเวลาหวนกลับบ้าน
แซว: มันหายากมากเลยนะที่หนังนัวร์จะจบลงแบบ Happy Ending เหมือนผู้สร้างต้องการประณีประณอม และมองความหวังให้กับผู้ชมภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง กระมัง?

ตัดต่อโดย Charles Nelson (1901-97) สัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ Sahara (1943), A Song to Remember (1945), Gilda (1946), Picnic (1955) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing, Cat Ballou (1965) ฯ
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Johnny Farrell ตั้งแต่เดินทางมาถึง Buenos Aires, Argentina พบเจอถูกชะตา Ballin Mundson กลายเป็นหุ้นส่วน/ผู้จัดการคาสิโน แต่หลังจากอีกฝ่ายหวนกลับมาพร้อมภรรยา Gilda สิ่งต่างๆก็เริ่มปรับเปลี่ยนแปลง
- Johnny & Ballin
- Johnny เดินทางมาถึง Buenos Aires พบเจอกับ Ballin
- Johnny แวะเวียนมาเล่นพนันที่บ่อนของ Ballin ก่อนได้รับข้อเสนอทำงานเป็นผู้จัดการคาสิโน
- สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง Johnny ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจของ Ballin
- การมาถึงของ Gilda
- หลังกลับจากทริปสหรัฐอเมริกา Ballin แนะนำให้ Johnny รับรู้จักกับภรรยาใหม่ Gilda
- Johnny ต้องคอยควบคุมจัดการไม่ให้ Gilda ทำลายความรู้สึก Ballin
- หลังเหตุการณ์ยิงกันในคาสิโน Ballin เปิดเผยรหัสในตู้เซฟ พร้อมเล่าถึงธุรกิจผูกขาดแร่โลหะทังสเตน
- Gilda กลับมาดึกดื่น Johnny ต้องใช้กำลังขับไล่ชู้รักของเธอ
- Gilda ปลุกตื่น Johnny ด้วยการเล่นกีตาร์ยามเช้าตรู่
- งานเลี้ยง Carnival เฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่
- เรื่องวุ่นๆก่อนเริ่มงานเลี้ยง Carnival มีชาวเยอรมันพยายามติดตามหา Ballin
- Johnny สวมหน้ากากเริงระบำกับ Gilda
- ยามเที่ยงคืนชายชาวเยอรมันคนนั้นถูกฆาตกรรม
- ดึกดื่น Johnny เฝ้ารอคอย Gilda เพื่อรับเธอกลับบ้าน
- พอกลับมาถึงบ้าน ทั้งสองจุมพิตกัน เหมือนจะพบเห็นโดย Ballin
- Ballin ขับรถไปยังสนามบิน Johnny ติดตามไม่ทัน แต่พบเห็นเครื่องบินดิ่งพสุธา ระเบิดกลางมหาสมุทร
- Johnny & Gilda
- Johnny สานต่อธุรกิจทั้งหมดของ Ballin รวมถึงแต่งงานใหม่กับ Gilda
- Johnny ทำการกักขังหน่วงเหนี่ยว ไม่เคยกลับบ้าน ปฏิเสธหลับนอนกับเธอ
- Gilda หนีออกจากบ้าน ไปเป็นนักร้องตามบาร์ Amado Mio ก่อนถูกลูกน้องของ Johnny ลากพาตัวกลับมา
- Gilda ร้อง-รำ-ทำการแสดง Put the Blame on Mame ยังคาสิโน สร้างความไม่พึงพอใจให้ Johnny
- Johnny ยินยอมส่งมอบคาสิโนและธุรกิจทังสเตนให้ทางการ Argentina
- การหวนกลับมาของ Ballin ตั้งใจจะทวงคืนทุกสิ่งอย่าง
เรื่องราวของหนังมีหลายสิ่งอย่างดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะองก์สุดท้ายค่อนข้างเร่งรีบ จับแพะชนแกะ มีช่วงหนึ่งสลับมุมมองมายัง Gilda เพื่อที่จะยัดเยียดสองบทเพลงขายการร้อง-เล่น-เต้นของ Rita Hayworth … จริงๆน่าจะเอาช่วงเวลาดังกล่าวไปฉายภาพย้อนอดีต (Flashback) เล่าเรื่องราวความรักของทั้งสอง กลายเป็นขัดแย้งกันได้อย่างไร?
ในส่วนของเพลงประกอบโดย Morris Stoloff, Marlin Skiles เป็นส่วนที่ผมค่อนข้างผิดหวัง ไม่มีกลิ่นอาย Argentina หรือบรรยากาศหนังนัวร์ (Film Noir) ฟังดูไม่ต่างจากเพลงบรรเลงในร้านอาหาร คาสิโน ‘Stock Music’ เน้นความยิ่งใหญ่อลังการ (จัดเต็มวงออร์เคสตรา) ไม่ได้มีความสร้างสรรค์สักเท่าไหร่
แต่จะเป็นบทเพลงคำร้องดั้งเดิมที่มีความไพเราะเพราะพริ้ง ลิปซิงค์และเริงระบำโดย Rita Hayworth ได้ตราตะลึง คาดไม่ถึง เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มสุดๆ แม้มันจะดูเป็นการยัดเยียด ใส่เข้ามาด้วยเหตุผลการตลาด เนื้อคำร้องยังสามารถสะท้อนความรู้สึกภายในจิตใจ Gilda อย่างทรงพลัง
Amado Mio แปลว่า My Love แต่งโดย Allan Roberts & Doris Fisher, ขับร้องโดย Anita Kert Ellis, เป็นบทเพลงที่ Gilda พร่ำเพ้อรำพันถึงคนรัก (หรือก็คือ Johnny) ในอดีตเราสองเคยมีช่วงเวลาหวานฉ่ำ เหตุไฉนปัจจุบันถึงกลายเป็นเหินห่าง วาดฝันว่าสักวันเธอจักครุ่นคิดได้ แล้วหวนกลับมาครองรักกันชั่วนิรันดร์
Amado mio
Love me forever
And let forever begin tonightAmado mio
When we’re together
I’m in a dream world
Of sweet delightMany times I’ve whispered
Amado mio
It was just a phrase
That I heard in plays
I was acting a partBut now when I whisper
Amado mio
Can’t you tell I care
By the feeling there
‘Cause it comes from my heartI want you ever
I love my darling
Wanting to hold you
And hold you tightAmado mio
Love me forever
And let forever
Begin tonightMany times I’ve whispered
Amado mio
It was just a phrase
That I heard in plays
I was acting a partBut now when I whisper
Amado mio
Can’t you tell I care
By the feeling there
‘Cause it comes from my heartI want you ever
I love my darling
Wanting to hold you
And hold you tightAmado mio
Love me forever
And let forever
Begin tonight
And let forever
Begin tonight
And let forever
Begin tonight
อีกบทเพลงคือ Put the Blame on Mame แต่งโดย Allan Roberts & Doris Fisher, ขับร้องโดย Anita Kert Ellis, ครั้งได้ยินขับร้อง+เล่นกีตาร์ (จังหวะเชื่องช้า น้ำเสียงละมุน นุ่มนวล อารมณ์อ่อนไหว) และอีกครั้งขับร้อง+เริงระบำ ทำการแสดงร่วมกับวงออร์เคสตรา (จังหวะสนุกสนาน น้ำเสียงแดกดัน ใส่อารมณ์ประชดประชัน)
นัยยะของบทเพลงนี้ผันเปลี่ยนไปตามน้ำเสียงร้อง Put the Blame on Mame เริ่มต้นบรรเลงกีตาร์ ขับร้องด้วยน้ำเสียงละมุนนุ่มนวล เป็นการแสดงความยินยอมรับผิดต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้นเมื่อค่ำคืน, แต่ช่วงท้ายเมื่อมันเปลี่ยนมาเป็นจังหวะสนุกสนาน น้ำเสียงแดกดัน ประชดประชัน เหมือนต้องการบอกว่าฉันไม่ใช่ฝ่ายเดียวที่กระทำผิด ถึงอย่างนั้นอยากจะกล่าวโทษอะไรก็โยนมาเลย ฉันพร้อมรับไว้ทั้งหมด!
When Mrs. O’Leary’s cow
Kicked the lantern in Chicago town
They say that started the fire
That burned Chicago down
That’s the story that went around
But here’s the real low-down
Put the blame on Mame, boys
Put the blame on Mame
Mame kissed a buyer from out of town
That kiss burned Chicago down
So you can put the blame on Mame, boys
Put the blame on MameRemember the blizzard, back in Manhattan
In eighteen-eighty-six
They say that traffic was tied up
And folks were in a fix
That’s the story that went around
But here’s the real low-down
Put the blame on Mame, boys
Put the blame on Mame
Mame gave a chump such an ice-cold “No”
For seven days they shovelled snow
So you can put the blame on Mame, boys
Put the blame on MameWhen they had the earthquake in San Francisco
Back in nineteen-six
They said that Mother Nature
Was up to her old tricks
That’s the story that went around
But here’s the real low-down
Put the blame on Mame, boys
Put the blame on Mame
One night she started to shim and shake
That brought on the Frisco quake
So you can put the blame on Mame, boys
Put the blame on MameThey once had a shootin’ up in the Klondike
When they got Dan McGrew
Folks were putting the blame on
The lady known as Lou
That’s the story that went around
But here’s the real low-down
Put the blame on Mame, boys
Put the blame on Mame
Mame did a dance called the hoochy-coo
That’s the thing that slew McGrew
So you can put the blame on Mame, boys
Put the blame on Mame
Gilda (1946) ถูกนำเสนอในลักษณะหนังนัวร์ (Film Noir) ตีแผ่พฤติกรรม/ด้านมืดจิตใจมนุษย์ ในยุคสมัยที่บุรุษยังเป็นใหญ่ (Patriarchy) หญิงสาวไม่ต่างจากวัตถุทางเพศ (Object of Desire)
- Johnny ด้วยความผิดหวัง(จริงๆคือเข้าใจผิด)ในรักต่อ Gilda จึงแปรสภาพสู่ความโกรธ รังเกียจ และพยายามปกป้องเพื่อนใหม่ (จะตีความว่าคนรักใหม่ก็ได้กระมัง) จึงแสดงออกต่อเธอด้วยอคติ ราวกับผู้ร้าย บุคคลอันตราย ต้องใช้ความรุนแรง บีบบังคับ ควบคุมครอบงำ กักขังหน่วงเหนี่ยว
- Ballin คือบุคคลหน้ามืดตามัวในรัก แล้วพอรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่าง Johnny & Gilda จึงแปรสภาพสู่ความโกรธเกลียดเช่นเดียวกัน แต่วิธีการอาจต้องถือว่ารุนแรงกว่า เพราะถึงขนาดต้องการฆ่าล้างแค้น เอาให้ตาย ถ้าฉันไม่ได้ครอบครอง ก็ไม่ควรมีใครได้เป็นเจ้าของเธอ!
สำหรับ Gilda คือหญิงสาวสวย มากด้วยเสน่ห์ ที่เมื่อชายใดพบเห็นย่อมเกิดความลุ่มหลงใหล ตกหลุมรักใคร่ ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ ร่วมรักหลับนอน อยากได้เธอมาเป็นถ้วยรางวัล (Trophy Wife) สำหรับเก็บใส่ตู้โชว์เอาไว้อวดอ้าง ประดับบารมีของตนเอง
พฤติกรรมของ Gilda มองมุมหนึ่งคือความสำส่อน ร่านรัก มักมากในกามคุณ ไม่รู้จักเพียงพอดี กระทำสิ่งขัดต่อวิถีสังคม, แต่ในมุมมองเสรีชน จะถือว่านั่นเป็นสิทธิของสตรี (Feminist) ระริกระรี้แรดร่านมันผิดตรงไหน? ผัวเดียวเมียเดียวน่าเบื่อเกินไป? หญิงสาวย่อมมีสิทธิ สามารถแสดงออกได้อย่างอิสระเสรี!
แต่ตัวตนแท้จริงของ Gilda ไม่ได้แรดร่านอย่างที่แสดงออกมา ทุกสิ่งอย่างคือมารยา เล่นละคอนตบตา ทำไปเพื่อประชดประชันชายคนรัก Johnny เรียกร้องให้หันมาสนใจ มองเข้ามาภายในจิตใจ ถึงอย่างนั้นสายตาเขากลับมืดบอด มองเห็นเพียงเงินทอง ความสำเร็จ สิ่งที่เป็นเพียงเปลือกภายนอก ไม่เคยพยายามทำความเข้าใจความรู้สึก หัวอกของเธอเลยสักนิด!
ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มสร้างขึ้นภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงเพียงไม่กี่วัน บางคนอาจมองภาพสะท้อนการมาถึงของโลกยุคสมัยใหม่ (หลังสงคราม), แต่ผมเลือกจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่าง Johnny vs. Ballin ไม่ต่างจากฝ่ายสัมพันธมิตร vs. อักษะ ต่างเดินทางไปสู้รบยังดินแดนห่างไกล เพื่อครอบครองเป็นเจ้าของ มีชัยชนะเหนือ Gilda ถึงอย่างนั้นท้ายที่สุดทุกคนต่างประสบความพ่ายแพ้ หมดสิ้นสภาพ “Johnny, let’s go home.” คือคำตัดพ้อ เหนื่อยหน่าย ไม่หลงเหลืออะไรสักสิ่งอย่าง หวนกลับบ้าน(สหรัฐอเมริกา)ดีกว่า
ด้วยทุนสร้าง $2 ล้านเหรียญ นิตยสาร Vareity รายงานรายรับจากนิตยสาร Variety ในสหรัฐอเมริกาทำเงินได้ $3.75 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $6 ล้านเหรียญ, แต่อีกแหล่งข่าวจากเว็บไซด์ the-numbers.com ระบุยอด $10 ล้านเหรียญ จากยอดจำหน่ายตั๋ว 25 ล้านใบ … ผมบอกไม่ได้ว่าตัวเลขไหนถูกต้อง แต่เอาเป็นว่าไม่ขาดทุนก็เพียงพอ
เกร็ด: ความสำเร็จของหนังทำให้ผู้จัดการส่วนตัวของ Rita Hayworth เรียกร้องส่วนแบ่งกำไรจากผู้บริหาร/โปรดิวเซอร์ Harry Cohn แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธ ด้วยเหตุนี้ Hayworth จึงแสร้งลาป่วยระหว่างโปรดักชั่นหนังที่กำลังถ่ายทำอยู่ Down to Earth (1947) และหลังจากนั้นก่อตั้งบริษัท Beckworth Corporation เพื่อเรียกร้อง 25% จากส่วนแบ่งกำไรหนังจากผลงานทุกๆเรื่องหลังจากนี้
นอกจากนี้ Gilda (1946) ได้รับเลือกเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ที่เพิ่งจัดขึ้นครั้งแรกระหว่าง 20 กันยายน – 5 ตุลาคม ค.ศ. 1946 แม้เสียงตอบรับในฝรั่งเศสจะดียอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายไม่ได้รางวัลใดๆติดมือกลับมา
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ โดย UCLA Film & Television Archive ร่วมกับสตูดิโอ Sony Picture, The Library of Congress และ The National Film and Television Archive (U.K.) คุณภาพ 2K เมื่อปี ค.ศ. 2016 สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel
Gilda is among the most sensual of all Hollywood noirs.
คำโปรยหลังปกของ Criterion
ความเจิดจรัสของ Gilda ไม่ใช่แค่การแสดงของ Rita Hayworth แต่ยังการถ่ายภาพของ Rudolph Maté และบทเพลงขับร้อง Put the Blame on Mame และ Amado Mio ด้วยน้ำเสียงของ Anita Ellis แต่ปัญหาใหญ่คือพล็อตเรื่องราวที่ยิ่งดูยิ่งหงุดหงิดรำคาญใจ แถมวิธีการเล่าเรื่องของผกก. Charles Vidor ไม่มีอะไรให้รู้สึกประทับใจ … นอกเสียจาก Gilda/Hayworth
จัดเรต 13+ กับความเซ็กซี่ อีโรติก รักครอบครอง บ่อนคาสิโน
Leave a Reply