คนใจบอด (1971)

คนใจบอด

คนใจบอด (พ.ศ. ๒๕๑๔) หนังไทย : เชิด ทรงศรี ♥♥♥♡

มีเงิน ๑๐ ล้านบาทสมัยนั้นก็มิอาจสร้างหนังเรื่องนี้ได้ เพราะทุกคนมาด้วยใจจริงๆไม่มีใครรับค่าตัว กำกับโดย เชิด ทรงศรี แถมพ่วงด้วย อาภัสรา หงสกุล, ประภัสสร พานิชกุล, สมบัติ เมทะนี, เพชรา เชาวราษฎร์, ภาวนา ชนะจิต, ครรชิต ขวัญประชา ฯ หนังไทยคลาสสิกน้ำดี พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เชื่อปาฏิหารย์ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ในบรรดาผู้กำกับหนังไทยยุคก่อน ชื่อของเชิด ทรงศรี (พ.ศ. ๒๔๗๓ – ๒๕๔๙) ถือเป็นครูผู้สร้างภาพยนตร์ ‘ไทยแท้’ คนแรกๆของเมืองไทย ขณะที่ผู้กำกับคนอื่นๆมักรับอิทธิพลจาก Hollywood, ยุโรป, หนังจีน, อินเดีย ฯ แต่ครูเชิดไม่เคยถูกครอบงำโดยกระแสแฟชั่นของโลกโดยง่าย สร้างหนังที่มีความเป็นไทย โดยคนไทย และเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ

เกิดที่นครศรีธรรมราช เรียนจบทำงานเป็นครูที่อุตรดิตถ์ จากนั้นลาออกไปเป็นบรรณาธิการนิตยสาร ‘ภาพยนตร์และโทรทัศน์’ ใช้นามปากกา ธม ธาตรี เขียนเรื่องสั้น สารคดี บทความ บทละคร นิยาย และวิจารณ์ภาพยนตร์ วันหนึ่งตัดสินใจลาออกเพื่อเริ่มต้นสร้างภาพยนตร์ให้กับเมืองไทย ผลงานเรื่องแรก โนห์รา (พ.ศ. ๒๕๐๙) จากบทประพันธ์ของตนเอง ออกแบบฉาก ลำดับภาพ แต่งเพลงประกอบ ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ และใช้ทุนสร้างส่วนตัวทั้งหมด นำแสดงโดยสมบัติ เมทะนี และพิศมัย วิไลศักดิ์

ในยุคคลาสิกของวงการภาพยนตร์โลก คนที่จะเป็นผู้กำกับได้ มักค่อยๆไต่เต้าขึ้นมาจนได้รับการยอมรับจากระบบสตูดิโอ เซ็นสัญญาทาสระยะยาว และมักสร้างภาพยนตร์ตามใบสั่ง (ต้องหนังทำเงินหลายๆเรื่อง ถึงค่อยได้รับอิสระในการเลือกตามความสนใจ) จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ การมาถึงของ Italian Neorealist ที่ได้พลิกโฉมหน้าการสร้างภาพยนตร์ทุนต่ำ และยุคถัดมากับ French New Wave อันเกิดขึ้นจากบรรดานักวิจารณ์หัวขบถของ Cahiers du cinéma ในยุค 60s ประกอบด้วย François Truffaut, Jean-Luc Godard, Éric Rohmer, Claude Chabrol และ Jacques Rivette ต่างลาออกมาเพื่อพิสูจน์ทฤษฏีที่พวกตนเขียนขึ้น … เมื่อนักวิจารณ์กลายเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ ก็เหมือนจากผู้รับกลายเป็นผู้ให้ รู้ว่าตนเองเคยต้องการอะไร จึงสร้างสรรค์มอบสิ่งนั้นให้ กลายเป็นของที่ผู้รับต้องการได้จริงๆ

คงไม่แปลกอะไรถ้าจะบอกว่า เชิด ทรงศรี เป็นผู้กำกับหนังไทยในยุค New Wave จากเคยทำงานเป็นนักเขียน นักวิจารณ์ คงรับทราบถึงข้อจำกัด ความต้องการของตนเองต่อภาพยนตร์ไทย ลาออกมาเพื่อสร้างสรรค์พัฒนาในสิ่งที่วงการยังขาดหาย ไม่เคยปรากฎพบมาก่อน ทั้งนี้ตามอุดมการณ์ ความตั้งใจส่วนตน ไม่ต้องรับอิทธิพลจากใครที่ไหน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวในระดับ ‘ศิลปิน’

ถ้าคุณเป็นคนรักหนังไทย “ต้อง” หาผลงานของ เชิด ทรงศรี มารับชมให้ได้นะครับ

สำหรับคนใจบอด เป็นผลงานภาพยนตร์ลำดับที่ ๖ ของเชิด ทรงศรี สร้างให้มูลนิธิพุทธศาสนาวันอาทิตย์ รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงเสด็จฯทอดพระเนตรภาพยนตร์รอบการกุศล พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ โรงภาพยนตร์โคลีเซียม วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๔, มีคลิปเล็กๆ บันทึกภาพเมื่อครั้งเสด็จฯมาให้รับชมด้วยนะครับ รับเสด็จโดยเชรา เชาวราษฎร์ และอาภัสรา หงสกุล

ด้วยความตั้งใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้สมภาคภูมิ ร่วมกับนักเขียนอีก ๔ ท่าน ประกอบด้วย
– รพีพร, สุวัฒน์ วรดิลก (พ.ศ. ๒๔๖๖ – ๒๕๕๐) นักเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย นักหนังสือพิมพ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์, ผลงานเด่น อาทิ ภูติพิสวาศ, ลูกทาส, สวรรค์มืด ฯ
– สุวรรณี สุคนธา (พ.ศ. ๒๔๗๕ – ๒๕๒๗) นักเขียนนิยาย, ผลงานเด่น อาทิ เขาชื่อกานต์, พระจันทร์สีน้ำเงิน (ดัดแปลงภาพยนตร์ เรื่องของน้ำพุ), เก้าอี้ขาวในห้องแดง, สร้อยแสงแดง, ด้วยปีกของรัก, คนเริงเมือง ฯ
– ทมยันตี, คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ (เกิดปีพ.ศ. ๒๔๘๐) นักเขียนนิยาย ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์, ผลงานเด่น อาทิ คู่กรรม, ทวิภพ, ค่าของคน, อุบัติเหตุ, พ่อปลาไหล ฯ
– อรชร, ศรี ชัยพฤกษ์ (พ.ศ. ๒๔๖๒ – ๒๕๔๕) นักเขียนนิยาย และผู้ก่อตั้ง/บรรณาธิการ บางกอกรายสัปดาห์, ผลงานเด่น อาทิ ร้อยป่า, แผ่นดินฉกรรจ์ ฯ

ในรายชื่อนักเขียนยังมีอีกคนหนึ่งคือ ธม ธาตรี (นามปากกาของเชิด ทรงศรี) ซึ่งการที่หนังแบ่งออกเป็น ๕ เรื่องย่อย (ในลักษณะ Omnibus Film) ตามศีล ๕ ข้อ ดูแล้วคงมอบหมายให้นักเขียนทั้ง ๔ คนละตอน (ไม่มีระบุไว้ว่าใครเขียนตอนไหน) แล้วครูเชิดคงเป็นผู้เก็บรวบรวม และสร้างเรื่องราวสุดท้ายเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัว

เกร็ด: ว่ากันว่านี่อาจเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ใช้การนำเสนอแบบแบ่งออกเป็นเรื่องย่อยๆ หรือ Omnibus Film

เนื่องจากนักแสดงส่วนใหญ่จะมาการรับเชิญกิตติมศักดิ์ ทำให้ผมไม่สามารถบอกกล่าวจดจำได้ทุกคน แต่จะแนะนำเฉพาะที่คุ้นหน้าเคยเห็นได้นะครับ

แม่ผกา เดินทางไปหาหมอ (รับบทโดย สมบัติ เมทะนี) ที่โรงพยาบาลโรคประสาท เพราะอาการปวดหัวจากความเครียดในชีวิต หมอจึงขอให้เล่าถึงครอบครัว ประกอบด้วยสามีชื่อเวศ เคยบวชพระที่วัดบวร(นิเวศ) เป็นข้าราชการเกษียณอายุ ชื่นชอบเข้าวัดเข้าวาไม่เคยสนใจลูกเต้าทั้งหมด ๕ คน ประกอบด้วย
– ลูกชายคนโต พิพัฒน์ (รับบทโดย ครรชิต ขวัญประชา) ตกหลุมรัก ปาริชาต (รับบทโดย อาภัสรา หงสกุล) แต่เพราะมีสถานะเหมือนดอกฟ้ากับยาจก จึงเกิดความอัดอั้นตันใจ แถมยังอดรนทนต่อคำดูถูกต่อว่าของพี่น้องฝ่ายหญิงไม่ได้ จึงขาดสติพลาดพลั้งทำร้ายพี่ชายของเธอจนเสียชีวิต [ผิดศีลข้อ ๑]
– ลูกชายคนรอง มนตรี (รับบทโดย อาณัติ รัตนพล นักกีฬากรีฑาเหรียญทอง) ให้คำมั่นสัญญากับ ทรายแก้ว (รับบทโดย ภาวนา ชนะจิต) ว่าจะเลิกเป็นขโมย แต่ด้วยสันดานโจร พลาดพลั้งกับการปล้นครั้งสุดท้าย ถูกไล่ล่าโดยตำรวจขี่จักรยาน (รับบทโดย ปรีดา จุลละมณฑล นักปั่นจักรยานเหรียญทอง) เข้าคุกด้วยหลักฐานมัดตัวดิ้นไม่หลุด [ผิดศีลข้อ ๒]
– ลูกสาวคนโต ยุภาวดี (รับบทโดย เพชรา เชาวราษฎร์) ลักลอบเป็นชู้กับวิกรม ที่แต่งงานแล้วกับสอางค์ แต่เมื่อความจริงแตก รับไม่ได้กับตัวเอง เลยตัดสินใจหนีไปอยู่บ้านนอก อดรนทนต่อความทุกข์เร่าร้อนลุ่มสุมอกไม่ได้ ผูกแขวนคอฆ่าตัวตาย [ผิดศีลข้อ ๓]
– ลูกชายคนเล็ก สมภพ วันๆเอาแต่กินเหล้าทุบตีตบเมีย งานการไม่เห็นทำ อาศัยอยู่กับแม่ [ผิดศีลข้อ ๕]
– ลูกสาวคนสุดท้อง น้อย เป็นเด็กประหยัดมัธยัสถ์ จิตใจดีงาม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จนกลายเป็นที่รักยิ่งของแม่ แต่เพราะอยู่ดีๆล้มป่วยจับไข้ไม่รู้สาเหตุ จะหายหรือไม่ก็อยู่ที่แม่จะตัดสินใจช่วยเธออย่างไร

ขณะที่แม่เป็นคนปากจัด หลงตัวเอง ชอบพูดจาดูหมิ่น ดูถูก ดูแคลนผู้อื่น [ผิดศีลข้อ ๔] ความเครียดเกิดจากการครุ่นคิดมากของทุกสิ่งอย่าง สะสมอัดอั้น ไม่รู้จักใช้สติ ยึดมั่นถือมั่น และปล่อยวางความทุกข์ร้อนของตนเอง, การที่หมอสั่งให้นับหนึ่งถึงร้อย ก็เหมือนการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง แต่เธอกลับมีทัศนคติต่อต้าน อวดรู้อวดฉลาด ดื้อด้านหัวชนฝา ไม่ฟังคำใคร เช่นนี้คงมีแต่ปวดหัวรุนแรง อาการหนักขึ้นกว่าเดิมเป็นไหนๆ

ส่วนพ่อกลับตรงกันข้าม เต็มเปี่ยมด้วยสติสมาธิ เข้าวัดเข้าวามีที่พึ่งพิงทางใจ สามารถปล่อยวางจากทุกข์และกรรมที่เกิดขึ้นกับลูกๆทั้งหลายของตน มองเห็นปัญหาและทางออก จึงมีชีวิตอย่างสงบสุขสันติ

ถ่ายภาพโดย สมาน ทองทรัพย์สินธุ์, งานภาพของหนังมีลีลาการจัดวางตำแหน่ง ทิศทาง เคลื่อนไหว ซูมเข้า-ออก ได้อย่างสวยงามสื่อความหมาย และมีความเท่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้ในเรื่องการแสดงจะหาความสมจริงไม่ได้เท่าไหร่ เพราะนักแสดงบางคนหน้านิ่งแบบทองไม่รู้ร้อน (หนังใช้การพากย์ทับ ไม่ใช่ Sound on Film) แต่การถ่ายภาพได้จับอารมณ์ของเรื่องราว ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้อย่างงดงาม

ช็อตการจับมือของ พิพัฒน์กับปาริชาต มีลักษณะเป็นเชิงสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่มีให้ต่อกัน ฝ่ายชายยื่นมือราวกับจะมอบคำมั่นสัญญา ส่วนฝ่ายหญิงเดินเข้ามาจับรับข้อตกลง

ช็อตหนึ่งที่ผมประทับใจมากๆ มนตรีหลักฐานมัดตัวถูกจับขังในคุก กล้องค่อยๆเคลื่อนออกเห็นเขายืนจับกรงหน้าละห้อย อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับทรายแก้ว ยืนมองทอดขา(แบบไม่แคร์)จากด้านนอก ส่วนแม่นั่งซึมสลดหันหลังให้ และตำรวจยืนเฝ้าตามหน้าที่, นี่เป็นฉากเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์รวดร้าวทรมาน และการถ่ายภาพทำออกมาได้อย่างทรงพลัง ความหมายลึกล้ำ

ความเสียใจของแม่ต่อการตายของลูก มันช่างมากล้น กว้างใหญ่กว่าขุนเขาเกินพรรณา, เธอทรุดลงบนเนินเขาหัวโล้น ต้นไม้ไร้ใบ อยากร้องไห้ตะโกนแหกปากแต่ไร้ซึ่งซุ่มเสียง หมดสิ้นความหวังอาลัยตายอยาก

ไคลน์แม็กซ์ของหนัง ค่ำคืนวันเพ็ญ/พระจันทร์เต็มดวง/วันพระ/วันสุดท้ายที่แม่ผกาจะถือศีล ในตอนแรกใบหน้าตาบึ้งตึง ภาพถ่ายดอกบัวห้อยลง จากนั้นกล้องจะค่อยๆซูม/เลื่อนเข้าไป

และเมื่อปาฏิหารย์เกิดขึ้น ภาพจะมีการ Cross-Cutting เห็นใบหน้าของแม่ผกาเปลี่ยนไปเป็นสงบนิ่ง มีรอยยิ้มเล็กๆมุมปาก กล้องค่อยๆเคลื่อน/ซูมออก เห็นดอกบัวชี้ขนานระดับเสมอน้ำ (แต่ยังไม่ถึงพ้นเหนือน้ำ หรือบัวบาน)

(ผมคงไม่ต้องอธิบายความหมายของดอกบัว ๔ เหล่านะครับ คนไทยส่วนใหญ่น่าจะเข้าใจได้อยู่แล้ว)

ลำดับภาพโดย … (ไม่มีขึ้นเครดิต) หนังใช้มุมมองการเล่าเรื่องของแม่ผกา นำเสนอสิ่งที่เธอพบเห็น (ปรากฎตัวในแทบทุกฉาก) ทั้งจากการย้อนอดีต (Flashback) นึกถึงลูกๆทีละคนเล่าให้หมอฟัง แต่พอเบื่อขี้หน้าหมอก็จะดำเนินเรื่องต่อในปัจจุบัน

ขณะมีการย้อนอดีต กล้องมักจะเคลื่อนหรือซูมเข้าไปหาแม่ผกา จากนั้นหลุดโฟกัสภาพจะเบลอๆ แล้วค่อยเฟด/Cross-Cutting เปลี่ยนไปยังฉาก Flashback ที่ต้องการนำเสนอ ซึ่งภาพก็จะเริ่มจากเบลอกลายเป็นคมชัด แล้วถึงเคลื่อน/ซูมถอยออกเข้าสู่เรื่องราว, นี่เป็นการสร้างจุดสังเกตให้กับผู้ชมสามารถรับรู้เข้าใจได้ง่ายโดยทันที ว่าขณะนั้นกำลังมีการเล่าเรื่องในช่วงเวลาอื่น

นอกจากนี้ หลายครั้งยังมีการตัดต่อแบบ Montage ตัดสลับ Close-Up ใบหน้าระหว่างสองตัวละครไปมาอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างให้เกิดขึ้น ราวกับว่าทั้งสองกำลังจะมีความขัดแย้ง หรืออะไรบางอย่างเกิดขึ้นร่วมกัน

สำหรับเพลงประกอบ ถือเป็นความน่าฉงนมากทีเดียว เพราะในใบปิดเขียนว่ารวบรวม ๑๓ ศิลปินดัง แต่เอาจริงๆในหนังมีอยู่ ๒-๓ บทเพลงเท่านั้นที่มีเสียงร้อง นอกนั้นเป็น Soundtrack ที่มาจาก Stock Music ก็เลยไม่รู้จะบรรยายพูดถึงส่วนนี้ยังไง

บทเพลงมีลักษณะเป็น Expression ที่ร่วมสร้างพลังทางอารมณ์ให้กับผู้ชมให้รู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์นั้นๆ ซึ่งต้องถือว่ามีประสิทธิภาพมากทีเดียวในระดับขนลุกขนพอง สั่นอกสั่นสะท้าน

“ถ้ามึงไม่คิดสกปรก ใจมึงจะไม่บอด ไอ้คนใจบอดมันใจคับแคบตระหนี่ถี่เหนียว มองคนอื่นเขาเลวหมดแต่ไม่เคยมองดูตัวเอง แต่ถ้ามึงใจไม่บอดต่อให้แต่งตัวโกโรโกโสยังไงใครๆ เขาก็อยากคบมึง”

– คติธรรมของ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

คนใจบอด คือ คนที่มีจิตใจห่างไกลจากศีลจากธรรม เป็นคนที่มีจิตขาดเมตตาธรรม จึงแสดงออกมาด้วยความเห็นแก่ตัว ในด้านต่างๆ มีทั้งที่แสดงออกทางภายนอกและภายใน, บางคนเห็นแก่ตัวจัดจ้านเห็นแก่ได้ โดยมีความโลภเป็นเจ้าเรือน สามารถทุจริตคดโกง หรือคอรัปชั่นกินบ้านเมือง ทรยศต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้อย่างไม่เกรงกลัวละอายต่อบาปกรรม เหตุเพราะกำลังของธรรมในจิต คือ ‘หิริโอตัปปะ’ มีกำลังอ่อน กิเลสมีกำลังมากกว่าธรรม ผลจึงปรากฏเป็นความชั่ว กลายเป็น ‘คนใจบอด’ ไปเป็นธรรมดา

ผมแทบไม่ต้องสรรหาคำอื่นใดมาอธิบาย คำสอนเรื่องนี้ของหลวงพ่อคูณ ตรงกับใจความของหนังมากๆ โดยเฉพาะแม่ผู้ใจบอด แน่นอนเธอย่อมมองไม่เห็นตัวเอง ผิดกับพ่อหรือผู้ชมน่าจะรับทราบได้โดยไม่ยาก พฤติกรรมของเธอค่อนข้างชัดเจน เพราะคำพูดแบบนี้ย่อมต้องเกิดจากการคิดอกุศล ตาก็ไม่บอดแต่ดันคลำช้างแล้วคิดเข้าใจผิดไปแบบนั้น

หนังยุคก่อนมักนำเสนอเรื่องราวในมุมมองฝั่งเดียว ทำให้ขาดที่มาที่ไป เหตุผลว่าทำไมแม่ถึงกลายเป็นคนแบบนี้? นี่ผมก็ได้แต่ครุ่นคิดตามบริบทที่มี เพราะหนังไม่ทิ้งเศษขนมปังให้สืบค้นหาสักชิ้น มันน่าฉงนเพราะพ่อเป็นคนใจบุญสุนทาน เข้าวัด ถือศีล คนแบบนี้ว่ากันตามตรง ไม่น่าคบจีบผู้หญิงเห็นแก่ตัวลักษณะนี้แน่ (แต่ถ้าถูกคลุมถุงชนก็เป็นไปได้อยู่) แถมยังมีลูกด้วยกันถึง ๕ คน มีความเป็นไปได้สูงว่า แม่ผกาอาจมีนิสัยค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปเมื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนานๆ เดิมไม่ใช่คนปากว่าร้าย เห็นแก่ตัว ดูถูกผู้อื่น แต่เพราะลูกๆทั้งหลายประพฤติปฏิบัติให้ทุกข์ทรมานใจ ความเก็บกดสะสมอัดแน่นจนบดบังความความคิดถูกผิด หน้ามืดใจบอดเข้าสู่วังเวียนแห่งความทุกข์

แล้วมันจะเป็นไปได้จริงๆหรือ เมื่อเราตั้งใจปฏิบัติยึดมั่นในศีล แล้วจะเกิดสติกับปัญญาขึ้น? ถ้าคุณเป็นชาวพุทธแล้วเกิดคำถามแบบนี้แสดงว่าไม่เคย ‘ปฏิบัติ’ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เลยใช่ไหมนิ ลองหาเวลาว่างวันหยุดสุดสัปดาห์สักเสาร์อาทิตย์หนึ่ง ไปวัดอัมพวา หรือที่ไหนก็ได้ที่มีการสอนนั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ผมไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนี้ด้วยซ้ำ เพราะเมื่อใดคุณได้ลองปฏิบัติด้วยตนเอง ก็แทบจะรู้คำตอบโดยทันที แต่อย่าแค่ไปเล่นๆเอาสนุกนะครับ ซีเรียสเอาจริงเอาจัง ตั้งสัจจะแล้วไม่ให้เสีย แค่ครั้งเดียวผลลัพท์มันมากล้นเกินคำบรรยาย

ปาฏิหารย์ของพุทธศาสนา ไม่ใช่การใบ้หวยถูก เครื่องลางของขลังขมัง สามารถเหาะเหินเดินอากาศ หรือเดินเหยียบน้ำทะเลจืด (ถ้าบารมีสะสมมากถึง คุณก็จะสามารถทำสิ่งพวกนี้ได้เอง) แต่คือความสงบที่เกิดขึ้นในจิตใจ ปีติที่ได้รับรู้ และสุขจากความเข้าใจ นี่เป็นสิ่งสามารถรับรู้พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองถ้าคุณมีความสนใจที่จะหาคำตอบ

ผมไม่เคยรับชมหนังของครูเชิด ทรงศรี เรื่องใดๆมาก่อน แต่แค่เห็นกับเรื่องนี้บอกเลยว่าขนหัวลุก ประทับใจอย่างสุดๆ เรียกว่ามีความเป็นศิลปะชั้นสูงระดับสากล คนไทยที่ดูหนังเป็นย่อมสามารถอ่านออก ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะสื่อความหมายแบบ ‘ไทยแท้’ และเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา นี่ทำให้ผมอยากค้นหาผลงานอื่นของครูเชิดมารับชมอีกจังนะ (แต่จะหามาได้หรือเปล่านี่สิ!)

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ แต่รู้สึกว่าในส่วนของเนื้อเรื่องน่าจะทำได้ดีกว่านี้อีก คงเพราะบทหนังมาจากนักเขียน ๕ คน มันเลยขาดจุดร่วมที่ลงตัว แต่ละตอนมีความเป็นเอกเทศมากไปเสียนิด กระนั้นแค่นี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมใช้ได้แล้วนะครับ หักมุมในจุดที่ผมเองก็คาดไม่ถึงทีเดียว

แนะนำกับคอหนังไทยคลาสสิก ชื่นชอบเรื่องราวดราม่า แฝงข้อคิด หลักศีลธรรมของพุทธศาสนา, แฟนๆของเหล่านักแสดงรวมดารา และผู้กำกับ เชิด ทรงศรี ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” นำข้อคิดดีๆมาปรับใช้ อย่าเลียนแบบการกระทำชั่วของพวกเขาก็เพียงพอ

จัดเรต pg กับการกระทำผิดศีลทั้งหลาย

TAGLINE | “คนใจบอด ของเชิด ทรงศรี ได้ทำให้เมืองไทยสว่างไสวเจิดจรัสจร้า”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

2 Comments on "คนใจบอด (1971)"

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
pisut
Guest
pisut

รีวิวละเอียดดี เปรียบเทียบกับเหตุการณ์วิวัฒนาการของหนังไทย เสียดายที่ขาดชื่อผู้แสดงหลัก คือ แม่ผกา