ครูบ้านนอก (1978)

ครูบ้านนอก

ครูบ้านนอก (พ.ศ.๒๕๒๑) หนังไทย : สุรสีห์ ผาธรรม ♥♥♥♡

“ความใฝ่ฝันของผมก็คือ
ผมจะไม่เป็นเพียงเรือจ้างสำหรับเด็กนักเรียนเท่านั้น
ถ้าเป็นไปได้ ผมจะเป็นเรือที่รับส่ง
และช่วยเหลือคนที่จะจมน้ำตายทุกคน”

หนังไทยคลาสสิกคุณภาพเยี่ยม แฝงแนวคิดลึกซึ้งในอุดมการณ์ของการใช้ชีวิตเป็นครู, ถือว่าเป็นหนังที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับคนไทย สักครั้งหนึ่งในชีวิต”ต้อง”หามารับชมดู แม้คุณภาพอาจจะเทียบไม่ได้กับสมัยนี้ มีความเก่า เชย ล้าหลังในแบบวิถีหนังไทยคลาสสิก แต่ได้ถ้าได้ขบคิดทบทวนทำความเข้าใจ ก็จะเห็นประโยชน์ที่ผู้สร้างตั้งใจใส่ไว้

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า

“ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณ เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมี สักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพ สักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับ คนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง”

ด้วยเหตุนี้ ทุกๆวันที่ ๑๖ มกราคม นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ จึงถูกเรียกว่าวันครูแห่งชาติไทย

วันครู เป็นวันสำหรับการระลึกถึงความสำคัญของครู อาจารย์ ผู้ที่มีความสามารถให้คำแนะนำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการเรียน สำหรับนักเรียน นักศึกษา ฯ แต่ละประเทศจะมีการเฉลิมฉลองเพื่อเป็นเกียรติและจัดงานเลี้ยงสำหรับครูที่แตกต่างกันไป, สำหรับวันครูสากล (World Teachers’ Day หรือ International Teachers Day) องค์การ UNESCO ได้ประกาศให้วันที่ ๕ ตุลาคม ของทุกปี เริ่มต้นครั้งแรก ค.ศ.1994 เป็นวันครูโลก

คงไม่มีภาพยนตร์ไทยเรื่องไหนที่เหมาะสมจะรับชมในวันครูได้มากกว่า ครูบ้านนอก (พ.ศ. ๒๕๒๑) นี้อีกแล้ว, สำหรับบทความนี้ขออุทิศให้กับบุคคลที่เป็น ‘ครู’ ทุกท่าน ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผู้สอนหนังสือ ประสิทธิ์ประสาทวิชาต่อนักเรียนจริงๆ เพราะบางสิ่งอย่างไม่จำเป็นต้องพูด/เขียน แนะนำสั่งสอน แค่ปฏิบัติให้เห็นแล้วมีคนเคารพยึดถือปฏิบัติตาม เท่านี้ก็ถือเรียกได้ว่าเป็น ครู แล้ว

กำกับโดยสุรสีห์ ผาธรรม ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย นักแสดงในบางครั้ง และยังเป็นผู้ผลิต จัดจำหน่ายภาพยนตร์วีซีดี สุรสีห์ผาธรรมฟิล์ม, คุณสุรสีห์ชื่นชอบภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็ก เคยเป็นนักพากย์หนัง ต่อมาได้เปิดบริษัทของตัวเองซื้อหนังอินเดียเข้ามาฉาย จนภายหลังเกิดความคิดที่จะสร้างหนังขึ้นเอง เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก คือ มนต์รักแม่น้ำมูล (พ.ศ. ๒๕๒๐) กำกับโดยพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ศิลปินแห่งชาติ, กำกับภาพยนตร์เรื่องแรกคือ ครูบ้านนอก ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้มีผลงานลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกหลายเรื่อง อาทิ หนองหมาว้อ (พ.ศ. ๒๕๒๒), ครูวิบาก (พ.ศ.๒๕๒๔), ครูดอย (พ.ศ.๒๕๒๕), สวรรค์บ้านนา (พ.ศ.๒๕๒๖) ฯ ยุติบทบาทผู้กำกับในปี พ.ศ.๒๕๓๐ แต่ล่าสุดกลับมานำ ครูบ้านนอก สร้างใหม่ในชื่อ ครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่ (พ.ศ.๒๕๕๓)

จากบทประพันธ์ ครูบ้านนอก เขียนโดย คำหมาน คนไค หรือสมพงษ์ พละสูรย์ ที่เพิ่งเสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคชรา ในวัย ๗๙ ปี เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙, คำหมาน เป็นตัวอย่างของครูชนบทที่อุทิศตนเพื่อสังคมและแวดวงการศึกษาไทย มีอุปนิสัยดังเช่นคนอีสาน เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นนักวิชาการสูง เมื่อครั้นได้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำหลักการของอับราฮัม ลินคอล์นมาปรับใช้และยึดถือปฏิบัติตลอดมา คือ หลักการของเสรีภาพ อิสรภาพ นับว่าเป็นผู้ยึดหลักประชาธิปไตยตราบจนลมหายใจสุดท้าย

เรื่องราวเกี่ยวกับครูหนุ่มสาวที่เพิ่งจบใหม่ เดินทางไปสอนหนังสือในถิ่นทุรกันดาร ขาดแคลนน้ำไฟสาธารณสุข ได้พบเห็นวิถีการดำเนินชีวิตความเป็นอยู่แบบเก่าของชาวชนบทในอีสาน ที่ยังมีความเกรงใจ หวาดกลัว ต่อผู้มีอิทธิพล และความคอรัปชั่นในสังคม

หนังถ่ายทำที่บ้านดอนเมย ตำบลนาจิก อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือจังหวัดอำนาจเจริญ) ที่เป็นบ้านเกิดของคำหมาน คนไค เจ้าของบทประพันธ์ โดยสมมุติเป็น บ้านหนองหมาว้อ ใช้นักแสดงหน้าใหม่ทั้งหมด

จากองค์ประกอบเหล่านี้ เราสามารถมองหนังว่ามีกลิ่นอายของ Neorealist ได้เลยนะครับ นำเสนอภาพวิถีชีวิตสะท้อนสังคม, ความจริงที่ทุกข์ยากแร้นแค้น, ถ่ายทำยังสถานที่จริง และใช้นักแสดงหน้าใหม่ทั้งหมด ฯ

นำแสดงโดยปิยะ ตระกูลราษฎร์ รับบท ครูปิยะ ผู้มีอุดมการณ์ จิตวิญญาณครูอันเต็มเปี่ยม ขยันขันแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคยากลำบาก, เป็นคนช่างสังเกตทุกสิ่งอย่างที่อยู่รอบข้าง และมีความฝันต้องการพัฒนาบ้านหนองหมาว้อให้เจริญ รู้ทัน ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนที่คิดฉวยโอกาส

นี่ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของปิยะ ที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง กลายเป็นนักแสดงเต็มตัว นักแต่งเพลง และนักพากย์มวยรายการศึกอัศวินดำ, เป็นคนสุพรรณ ที่บ้านมีฐานะยากจน จบการศึกษาชั้น ม.ศ.๕ แล้วมาทำงานอยู่ในกรุงเทพ เคยเป็นลูกศิษย์วัด, ช่างตัดผม, รับจ้างแบกของในตลาด, ขับรถสามล้อถีบ ฯ เริ่มเข้าวงการจากการเป็นตัวประกอบภาพยนตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๖, นอกจากหนังเรื่องนี้แล้ว ผลงานอื่นที่ดังๆ อาทิ เทพเจ้าบ้านบางปูน (พ.ศ. ๒๕๒๕), หมอบ้านนอก (พ.ศ. ๒๕๒๘) ฯ บทบาทส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆ ครูบ้านนอก เป็นคนเฉลียวฉลาดและทำเพื่อสังคม

วาสนา สิทธิเวช รับบท ครูดวงดาว หลานสาวของครูใหญ่ที่มาสอนหนังสือบ้านหนองหมาว้อ เพียงเพื่อต้องการไต่เต้า จะได้ต่อไปทำงานในเมือง แต่เมื่อได้ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับเด็กๆ เรียนรู้และเข้าใจอุดมการณ์ของปิยะ เห็นด้วย คล้อยตาม กลายเป็นคนยึดมั่นและสานต่อปณิธาน ความตั้งใจของ ‘ครูบ้านนอก’ สืบไป

นี่ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของวาสนาเช่นกัน, เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ เข้าสู่วงการจากการสมัครคัดเลือกนักแสดงทางหนังสือพิมพ์, นอกจาหนังเรื่องนี้แล้ว มีผลงานดังมากมาย อาทิ รอยไถ (พ.ศ.๒๕๒๒), จุฬาตรีคูณ (พ.ศ.๒๕๒๒), ชีวิตนี้เพื่อเธอ (พ.ศ.๒๕๒๒) ฯ ได้กลับมาร่วมงานกับสุรสีห์ ผาธรรมหลายเรื่อง อาทิ หนองหมาว้อ (พ.ศ.๒๕๒๒), ครูวิบาก (พ.ศ.๒๕๒๔), ครูดอย (พ.ศ.๒๕๒๕) ฯ

สมชาติ ประชาไท รับบท ครูพิสิษฐ์ มาสอนหนังสือบ้านหนองหมาว้อ เพราะความบังเอิญที่สอบได้ ในตอนแรกยังขาดจิตวิญญาณของความเป็นครู ใช้ชีวิตเสเพล ติดสาว สนใจแต่เรื่องของตัวเอง, ต่อมาเมื่อได้ซึมซับอุดมการณ์ของปิยะ เห็นด้วย คล้อยตาม แม้จะไม่สามารถเป็นครูบ้านนอกต่อไปได้ แต่แนวคิดนี้จักติดตัวคงอยู่กับเขาตลอดไปไม่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน

หลังจากครูบ้านนอก ที่เป็นหนังแจ้งเกิด สมชาติก็ได้เป็นพระเอกเต็มตัว อาทิ บุพเพสันนิวาส (พ.ศ.๒๕๒๒), ๗ สิงห์ตะวันเพลิง (พ.ศ.๒๕๒๒), สะใภ้นิโกร (พ.ศ.๒๕๒๓) ฯ และเป็นพระเอกละครโทรทัศน์ อาทิ ผู้ชนะสิบทิศ (พ.ศ. ๒๕๒๖) ฯ ล่าสุดเห็นในภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รับบท ลักไวทำมู (ฝั่งหงสา)

นพดล ดวงพร รับบท ครูใหญ่คำเม้า ด้วยความที่เป็นคนรุ่นเก่า เคยรู้อะไรมาก็ถ่ายทอดให้ศิษย์แบบนั้น ดังคำพูดที่ว่า ‘เลข คัด เลิก’ รักความสบาย หลงใหลยึดติดในอบายมุข ไม่ชอบมีปัญหากับใคร, จริงอยู่ที่ครูใหญ่ไม่ใช่แบบอย่างที่ดี แต่ท่านก็ถือเป็นแบบอย่างที่ควรจดจำว่าจะไม่ปฏิบัติตาม

มีชื่อจริงว่าณรงค์ พงษ์ภาพ เป็นชาวอุบลราชธานี บิดาเป็นหมอลำกลอน มารดาเป็นนักร้องเพลงโคราช ตัวเขาเคยเป็นเด็กในวงดนตรีคณะพิพัฒน์ บริบูรณ์ นานหลายปี ต่อมาได้เป็นลูกศิษย์และร่วมวงดนตรีจุฬารัตน์ และแยกไปก่อตั้งวงดนตรี เพชรพิณทองที่โด่งดังในภาคอีสาน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔, ผลงานอื่นที่มีชื่อเสียง อาทิ ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน (พ.ศ.๒๕๒๓), คนกลางแดด (พ.ศ.๒๕๓๐), ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (พ.ศ.๒๕๔๕) ฯ

ครูทั้ง ๔ คน ถือว่าเป็นตัวแทนของระบอบการศึกษาไทยสมัยก่อน (คิดว่าสมัยนี้ก็อาจจะยังเป็นแบบนี้อยู่)
๑. ครูปิยะ ผู้เต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ พยายามทำทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา เปลี่ยนแปลง แต่สุดท้ายถูกผู้มีอำนาจสูงกว่ากำจัดให้พ้นทาง
๒. ครูดวงดาว เป็นตัวแทนของครูทั่วๆไป รับรู้ถึงปัญหา อยากจะทำอะไรแก้ไขแต่ใจไม่กล้า เป็นได้เพียงผู้คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และสานต่ออุดมการณ์เท่านั้น
๒. ครูพิสิษฐ์ เป็นตัวแทนของคนที่ไม่ได้ตั้งใจเป็นครู ไร้อุดมการณ์ของตนเอง สร้างปัญหาให้ผู้อื่น (ที่เกิดจากตนเอง) สุดท้ายก็ต้องจากไป
๔. ครูใหญ่คำเม้า เป็นตัวแทนของคนรุ่นเก่า คร่ำครึ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่ชอบก้มหัวให้ผู้อื่น

ตอนจบของหนังหลังการจากไปของครูปิยะและครูพิสิษฐ์ สิ่งที่หลงเหลือไว้คือ ‘จิตวิญญาณ’ ที่คงได้แต่หวังว่าคนที่ยังอยู่ จักสามารถสานต่อ แก้ไขเปลี่ยนแปลง และร่วมกันพัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องได้

มีความน่าสนใจอย่างหนึ่งของเนื้อเรื่อง เพราะผมคิดว่าครูดวงดาว ถึงปากจะบอกว่าขอสานต่ออุดมการณ์ของครูปิยะ แต่จริงๆแล้วก็คงทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ซึ่งเมื่อกาลเวลาผ่านไปเธอก็จะกลายเป็นแบบครูใหญ่คำเม้า (สองคนนี้เป็น ลุง-หลาน กันด้วยนะครับ) ก็หวังว่าจะสิ่งที่ผมคิดนี้จะไม่เกิดขึ้นในชีวิตจริงนะ

ถ่ายภาพโดย นิวัติ ศิลปสมศักดิ์ และเอกชัย ไกรลาศศิริ, ถึงคุณภาพหนังฉบับที่ผมได้รับชมจะไม่ค่อยดีนัก แต่มีลีลาหนึ่งที่พอสังเกตได้ นั่นคือการซูมออกแล้วแพน อาทิ ซูมออกจากรูปถ่าย เห็นครูดวงดาวและครูปิยะกำลังดูรูปที่ถ่ายมาอยู่ ฯ เหมือนว่านี่จะเป็นเทคนิคการถ่ายภาพยอดนิยมสมัยนั้นเลยละ

วิถีของชาวอีสาน ได้รับการถ่ายทอด สะท้อน ตีแผ่ออกมาแบบตรงไปตรงมาไม่มีปกปิด กินเหล้า เล่นการพนัน ติดหญิง ฯ ผู้คนมีความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ สนเฉพาะประโยชน์ของตนเอง, ขณะเดียวกันกลุ่มผู้นำที่มีความคิดอ่าน มีความรู้ ก็โกงกินคอรัปชั่น (จะเห็นว่าไปรับเงินเดือนที ถูกหักค่าไร้สาระโน่นนี่นั่นมากมาย) เรียกได้ว่าสังคมอีสานที่ไม่เจริญสักที เพราะเต็มไปด้วยคนเหล่านี้

ตัดต่อโดย นิวัติ ศิลปสมศักดิ์ นี่เป็นส่วนที่ทำให้หนังมีรสสัมผัสแตกต่างจากปกติ, ช่วงครั้งแรกของหนัง การเล่าเรื่องจะเป็นแบบช็อตต่อฉาก คือเรื่องราวอธิบายด้วยภาพไม่กี่ช็อต ในลักษณะที่เหมือนการเล่าผ่านๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดใดๆ ภาพเหตุการณ์ปรากฎขึ้นแล้วเปลี่ยนไป นี่เปรียบได้กับการสังเกต มองเห็น รับรู้แต่ยังไม่สามารถทำอะไรได้ (ครูปิยะช่วงแรก เริ่มจากการสังเกต ค้นหาปัญหา ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับหมู่บ้านแห่งนี้)

เมื่อเข้าสู่กลางเรื่อง หนังจะเริ่มมีเนื้อหาจับต้องได้ น่าจะนับตั้งแต่ครูดวงดาวถามถึงอุดมการณ์ ความฝันของครูปิยะ คำตอบของเขาคือ ไม่ต้องการเป็นแค่เรือจ้าง แต่ช่วยเหลือทุกคนที่กำลังจมน้ำ, นับจากนั้นครูปิยะเริ่มที่จะแก้ไขปัญหา เริ่มจากในโรงเรียน ด้วยการตั้งใจสอนหนังสือแบบสนุกสนาน ให้ร้องเพลง (แบบประชดประชันครูใหญ่) เห็นเด็กไม่มีข้าวกิน ก็ปลูกผักหลังโรงเรียน ฯ

ช่วงหลังของหนัง การตัดต่อจะเร่งความเร็วและมีความต่อเนื่องของเรื่องราวไปจนจบ, นี่ถือเป็นช่วงที่มีความตื่นเต้น เร้าใจที่สุดของหนัง เพราะครูปิยะพาตัวเองเข้าไปตกอยู่ในสถานการณ์ ต่อสู้กับความคอรัปชั่นของสังคม เขาไม่ได้ต้องการฮีโร่ แค่ต้องการทวงคืนความเป็นธรรมของสังคม แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีชีวิตอันเที่ยงตรง กับคนที่เสียผลประโยชน์ ก็จะเอาคืนแบบไม่สนคุณธรรมใดๆ

เพลงประกอบโดย สุรสีห์ ผาธรรม, เสียงดนตรีที่คนไทยน่าจะจดจำได้ก็คือ เสียงแคน ซึ่งทำให้หนังมีกลิ่นอายของผืนแผ่นดินถิ่นอีสานอยู่เต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะทำนองตื่นเต้น รุกเร้า สุขใจ เศร้าโศก ฯ, แต่หนังไม่ได้มีแค่เสียงแคนนะครับ ยังมีเครื่องดนตรีอีสานอื่นอีก เช่น โปงลาง, โหวด ฯ (แอบได้ยินกีตาร์ไฟฟ้าด้วยนะ) ความยิ่งใหญ่ก็ … ระดับอีสานบ้านเรานี่แหละ

ระหว่างดูหนัง จะมีฉากหนึ่งที่เป็นการสปอยตอนจบไว้อย่างดิบดีเลย คือเรื่องเล่าของครูใหญ่ นกอินทรีกับนกน้อย (ที่มีนกจักรสานสู้กันด้วย) ผมคิดไว้เลยว่าสงสัยคงจะล้อกับตอนจบแน่ๆ และปรากฎว่าเป็นอย่างเช่นนั้นจริงๆ เสียด้วยสิ

ใจความของหนังเรื่องนี้คือ ‘อุดมการณ์/จิตวิญญาณ’ อันประกอบด้วย ความเสียสละ, กล้าหาญ (ที่จะเริ่มต้น/เปลี่ยนแปลง), และไม่เกรงกลัวต่อความชั่วร้ายใด ฯ ปกติแล้วคนที่มีอุดมการณ์อันแรงกล้า สิ่งหนึ่งที่ผมรับรู้ได้คือ พวกเขาจะไม่กลัวตาย เพราะยึดมั่นในความเชื่อของตนเองสุดหัวใจ ตายเพราะอุดมการณ์ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

การต่อสู้กับคนลักลอบตัดไม้ นี่เป็นการเปรียบเทียบหน้าที่ของครูที่ยิ่งใหญ่มากๆ เพราะต้นไม้ที่สูงใหญ่ มีความมั่นคงแข็งแกร่ง ให้ความชุ่มชื้นแก่พื้นดินและโลก เมื่อถูกตัดทำลายก็จะกลายสภาพเป็นพื้นแผ่นดินแห้งแล้ง ดั่งท้องที่ถิ่นอีสาน, หน้าที่ของครูคือการให้ความรู้ สั่งสอนเด็กนักเรียนให้เติบโตขึ้นกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นคงแข็งแกร่ง พัฒนาประเทศชาติให้สงบร่มเย็น … การเปรียบเทียบต่อสู้กับคนลักลอบตัดไม้ คือความพยายามที่จะต่อสู้เอาชนะศัตรูที่บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ ความคอรัปชั่นที่กัดกร่อนกินพื้นแผ่นดินอีสาน เมื่อต้นไม้หมดไป หลงเหลือแต่ทุ่งนาแห้งแล้ง ถ้ายังปล่อยไว้แบบนั้น ประเทศชาติก็คงมีแต่ล่มจม

กับคนธรรมดาทั่วไป คงมีหลายคนคิดว่า ไม่ต้องถึงระดับนั้นก็ได้มั้ง แค่เท่าที่ตนเองมีอยู่ก็เพียงพอแล้ว … นี่ผมไม่เถียงนะครับ แค่จะโยนคุณลงในแคตาล็อคของ ครูดวงดาว หรือครูใหญ่ ที่อาจมี/เคยมีอุดมการณ์ ความตั้งใจ แต่ต่อมาคิดว่าคงทำอะไรให้เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้, มันไม่ผิดอะไรนะ ถ้าคุณจะเป็นคนประเภทนี้ แต่รู้สึกไหมว่ามันไม่เท่ห์แบบครูปิยะ

การจะแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทย ผมก็ไม่รู้หรอกครับจะเริ่มต้นยังไง ฝ่ายนักวิชาการก็ดีแต่พูดนำไปใช้ไม่ได้ ฝ่ายครูก็ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ขาดความสร้างสรรค์ที่จะทำให้เกิดความแตกต่าง ฝ่ายนักเรียนก็ไม่สนใจที่จะรับรู้อะไร ฯ นี่เป็นปัญหาโลกแตกที่ผมก็ไม่อยากเสียเวลาหาคำตอบสักเท่าไหร่หรอก บางทีมันอาจไม่เป็นปัญหาก็ได้ (แต่เราหลงมโนว่ามันมีปัญหา) หรือบางทีปัญหาพวกนี้ไม่จำเป็นต้องการแก้ไข ก็สามารถรักษาตนเองได้ ฯ ถ้าใครคิดได้ลองตอบคำถามผมที คนธรรมดาทั่วไปจะสามารถทำอะไรเพื่อช่วยพัฒนาวงการศึกษาได้บ้าง?

สิ่งที่ผมคิดได้ ค้นพบและอยากพูดถึงในที่นี้คือ ครูต้นแบบในอุดมคติ, หลังจากรับชมหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่านิยามของ ‘ครูที่ดี’ ไม่ใช่แค่เรือแจว แต่ยังหมายถึง ๕ สิ่งต่อไปนี้
๑) เรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเอง
๒) พัฒนาผู้เรียน ให้มีความสนใจอยากรับรู้
๓) พัฒนาบุคลากรรอบข้าง ให้มีความเข้าใจตรงกัน
๔) พัฒนาปรับเปลี่ยนหลักสูตรความรู้ เพื่อให้สอดคล้อง
๕) และพัฒนาสังคม สภาพแวดล้อมรอบข้าง ให้เหมาะสมต่อไป

ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด (ของทุกอาชีพ) คือ ‘จรรยาบรรณ’ ผมไม่รู้นะครับว่า จรรยาบรรณในวิชาชีพครูมีอะไรบ้าง แต่สิ่งที่คนนอกมองเข้าไป ครูที่ดีจะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่เหมาะสม ข้ออื่นเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ถ้าครูแสดงออกมาอย่างไม่เหมาะสมฐานะครู แล้วจะสามารถทำตัวเป็นแบบอย่างให้กับผู้อื่นได้ยังไง! (ที่พูดถึงไม่ใช่แค่ฉาบหน้านะครับ แต่ยังรวมถึงข้างในจิตใจด้วย)

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ แม้จะไม่ได้มีเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจอะไร แต่เรื่องราวแฝงแนวคิดคมคาย ลึกซึ้ง เป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต ดูจบแล้วชื่นชอบประทับใจ ไม่ผิดเลยที่สมัยก่อนเมื่ออกฉายจะได้รับความนิยมอย่างสูง ทำเงินกว่า ๙ ล้านบาท นำไปฉายยังต่างประเทศ ได้รับรางวัลภาพยนตร์สร้างสรรค์ และรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม จากประเทศรัสเซีย (ผมพยายามหาข้อมูลว่าเป็นงานอะไร รางวัลอะไร แต่ก็ไม่พบเลยนะครับ)

ผมไม่เคยดูฉบับสร้างใหม่ ครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่ (พ.ศ.๒๕๕๓) เลยยังบอกไม่ได้ว่าแตกต่างกับฉบับนี้ยังไหน แต่คุ้นๆว่าคนด่ากันยับ แค่ชื่อหนังก็ไม่น่าอภิรมย์แล้ว เข้าใจผิดกันเป็นทิวแถว น่าจะถือว่าเป็นความตั้งใจที่เสียเปล่าของสุรสีห์ ผาธรรม เลยก็ว่าได้ (แทนที่จะเอาเงินและเวลามาปรับปรุง restore หนังฉบับนี้ให้ออกมาดี ยังจะคุ้มค่ากว่าเลย)

แนะนำอย่างยิ่งกับคนอาชีพครู นี่เป็นหนังที่ถ้าไม่เคยดูอย่าริอาจเรียกตนเองว่าครู

คอหนังไทยคลาสสิก, ชื่นชอบแนวดราม่าสะท้อนชีวิต แฝงแนวคิดอุดมการณ์ ภาพเมืองไทยแถบอีสาน พื้นดินแห้งแล้ง ผู้คนยากจน (ออกแนว Neorealist)

จัดเรต PG กับความคอรัปชั่น

TAGLINE | “ครูบ้านนอก พ.ศ.๒๕๒๑ อาจดูเก่า เชย ล้าสมัย แต่แนวคิด อุดมการณ์ ใจความยังคงสดใหม่ ควรค่าอย่างยิ่งกับคนไทย สักครั้งหนึ่งต้องหามารับชม”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of