มนต์รักลูกทุ่ง (1970)

มนต์รักลูกทุ่ง

มนต์รักลูกทุ่ง (พ.ศ. ๒๕๑๓) หนังไทย : รังสี ทัศนพยัคฆ์ ♥♥♥

หนังไทยคลาสสิกที่คงไม่มีใครไม่รู้จัก มนต์รักลูกทุ่ง ฉบับแรกนำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา รับบทไอ้คล้าว และเพชรา เชาวราษฎร์ รับบททองกวาว เรียกได้ว่าเป็น Sound of Music ของเมืองไทย, ทุกบทเพลงมีความไพเราะติดหูเป็นอมตะเหนือกาลเวลา ถึงผมจะไม่ได้ชอบหนังเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณเป็นคนไทย “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

หอมเอยหอมดอกกระถิน,

มนต์รักลูกทุ่ง เป็นภาพยนตร์ไทยสร้างจากบทประพันธ์เรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง ของ รังสี ทัศนพยัคฆ์ ใช้นามแฝงว่า มหศักดิ์ สารากร ออกฉายเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ทำรายได้ถล่มทลายจากทั่วประเทศถึง ๑๓ ล้านบาทและฉายติดต่อกันนาน ๖ เดือนที่โรงภาพยนตร์โคลีเซียม ทำรายได้กว่า ๗ ล้านบาท ถือว่าเป็นหนังไทยประสบความสำเร็จที่สุดในสมัยนั้น และสถิติเมื่อเทียบกับค่าเงินยังต้องถือว่าไม่มีหนังไทยเรื่องไหนในปัจจุบันสามารถเทียบเคียงหรือแซงได้เลย

ก็คิดดูว่า ราคาตั๋วหนังสมัยปี พ.ศ.๒๕๑๓ มีราคาตั้งแต่ ๗ บาท ถึง ๑๕ บาท ก๋วยเตี๋ยวเนื้อชามละ ๖ สลึง ค่ารถเมล์ ๕๐ สตางค์ ไทยรัฐฉบับละ ๑ บาท เทียบกับสมัยปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๖๐ ค่าตั๋วหนังประมาณ ๑๐๐ บาท (คิดวันพุธลดราคา) รายได้สมัยนี้คงหลายร้อยล้านบาท แต่นั่นมันแค่โรงฉายเดียวนะครับ

รังสี ทัศนพยัคฆ์ เป็นผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เกิดที่บ้านเสาชิงช้า กรุงเทพมหานคร เข้าวงการภาพยนตร์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เริ่มจากการเป็นผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ไทย ๑๖ มม. เรื่อง นิทรา-สายัณห์ และในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ก็ได้กำกับภาพยนตร์ครั้งแรกคือ ทาสรัก, มีภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงคือ แม่นาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๕๐๒) นำแสดงโดย สุรสิทธิ์ สัตยวงษ์, ปรียา รุ่งเรือง, ต่อมาก่อตั้ง รุ่งสุริยาภาพยนตร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒

ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ มีหนังฝรั่งเรื่อง Sound of Music (1965) ในชื่อไทย ‘มนต์รักเพลงสวรรค์’ หนังเพลงที่ทำรายได้ถล่มทลายทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ครูรังสีจึงเกิดแนวคิด ทำไมเมืองไทยจะมีหนังเพลงลักษณะคล้ายๆกันนี้ไม่ได้ เริ่มต้นทดลองกับ ชาติลำชี (พ.ศ. ๒๕๑๒) นำแสดงโดยมิตร ชัยบัญชา กับ เพชรา เชาวราษฎร์ และได้นำนักร้องและเพลงลูกทุ่งใส่เข้าไปด้วย ปรากฎว่าทำรายได้กว่า ๑ ล้านบาท จึงเกิดความเชื่อมั่นในแนวทางของตนเอง ผลงานเรื่องถัดไป ‘มนต์รักลูกทุ่ง’ จึงเกิดขึ้น

”ผมชอบเพลงลูกทุ่งมานานแล้ว มันให้ความรู้สึกว่าเพลงๆ นึงก็เป็นนิยายเรื่องหนึ่ง ให้ภาพกว้างไกลกว่าลูกกรุง ลูกทุ่งมันแจ่มชัดมากกว่านั้น มันทำให้ภาพชนบทแจ่มชัดกว่ากันมาก นมนานมาแล้วที่เสียงเพลงฝังจิตฝังใจผมมา, ผมชอบทำหนังเกี่ยวกับชนบท ชีวิตในชนบทสนุก มีอะไรมากมาย มันเป็นธรรมชาติ ไม่เสแสร้ง ผมเอาประสบการณ์มาทำเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านนอก เพื่อเตือนคนชนบทที่เข้ามาอยู่ใน กทม. ถ้าเขาได้เห็นสัญลักษณ์ของเขา เขาก็จะคิดถึงบ้าน”
– รังสี ทัศนพยัคฆ์

หลังจากความสำเร็จอันล้นหลามของ มนต์รักลูกทุ่ง ทำให้ครูรังสี สร้างหนังที่เกี่ยวกับเพลงลูกทุ่งอีกหลายสิบเรื่อง อาทิ มนต์รักจากใจ, มนต์รักนักรบ, บัวลำภู ฯ, ครูรังสี ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ด้วยโรคต่างๆรุมเร้า สิริรวมอายุได้ ๗๗ ปี

อยากจะเด็ดมาดอมหอมหน่อย,

นำแสดงโดยคู่ขวัญพระนางอมตะของไทย มิตร ชัยบัญชา รับบทไอ้คล้าว, เพชรา เชาวราษฎร์ รับบททองกวาว,

ไอ้คล้าว หนุ่มชาวนาบ้านนอกจนๆ เป็นจริงจังและจริงใจ เชื่อมั่นในรักแท้ มีคุณธรรมนำใจ, แม้จะมีชีวิตอนาถา แม่ไม่สบายทำงานไม่ได้ เกี่ยวข้าวไม่ได้กำไรเพราะน้ำท่วม มีหนี้ท่วมหัวไม่สามารถหามาใช้ได้ แต่เป็นที่รักของเพื่อนฝูง และเพื่อนหญิง

เกร็ด: คำว่า คล้าว ไม่มีความหมายในพจนานุกรมไทย แต่คิดว่ามีความหมายคล้ายๆกับ คลอเคลีย เช่นว่า หมู่แมลงผึ้งบินว่อนเวียนเคล้าเรณูเกสรของดอกไม้

การแสดงของมิตร ชัยบัญชา เป็นแบบที่แฟนๆคุ้นเคยกันอย่างดี หนุ่มหล่อสาวติดยึดมั่นในรักแท้, เห็นว่ามิตรมีส่วนร่วมกับหนังเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ช่วยคิดเนื้อเรื่อง เขียนบทพูดของตนเอง หมดบทหมดคิวแล้วยังช่วยครูรังสีทำงานจนภาพยนตร์เสร็จ, มิตรร้องเพลงลูกทุ่งในเรื่อง 2 เพลง คือ สิบหมื่น*และแม่ร้อยใจ

เกร็ด: *จริงๆแล้วเพลงสิบหมื่น มิตร ชัยบัญชา ไม่ใช่คนร้องนะครับ (ไม่แน่ใจเพลง แม่ร้อยใจ ด้วยหรือเปล่า) ให้เหตุผลว่าตนร้องเพลงคร่อมจังหวะ มันจะทำให้เสียภาพพจน์พระเอก เลยให้ เสน่ห์ เพชรบูรณ์ เป็นผู้ร้องแทน แต่แฟนหนังไทยในยุคนั้นต่างเชื่อกันเป็นตุเป็นตะว่า พระเอกยอดนิยมเป็นคนร้อง

หลังจากหนังเรื่องนี้ออกจากโรงโคลีเซียมได้ ๖ วัน มิตร ชัยบัญชา เครื่องบินตกเสียชีวิต (วันพฤหัสบดีที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๓) แฟนๆทั่วประเทศแห่แหนไปดูมนต์รักลูกทุ่งอีกครั้งและอีกครั้ง ตามโรงหนังชั้น ๒ ที่เฉลิมสิน เฉลิมเกียรติ ศรีพรานนก นิวบรอดเวย์ ฯ ทำให้เจ้าของโรงโคลีเซียม ต้องหาทางเอามนต์รักลูกทุ่งกลับมาฉายใหม่ ทำรายได้เพิ่มอีก ๔ ล้านบาท (นี่ไม่รวมกับ ๗ ล้านแรกที่ทำได้นะครับ)

ไอ้คล้าวตกหลุมรักหญิงสาวลูกคนรวย ทองกวาว ผู้มีความสวยสะคราญจิตใจงามดีเชื่อในรักแท้ แต่มีพ่อแม่ที่เห็นแก่ตัวสนแต่เงิน ไม่ต้องการให้ลูกสาวแต่งงานกับคนจนๆ เพราะกลัวจะทำให้เงินทองที่หามาสูญหายไปหมด

เกร็ด: ทองกวาว เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางในวงศ์ถั่ว มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้รวมถึงประเทศไทย ดอกมีหลากหลายสีสันสวยงาม, คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นทองกวาวไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเงินมีทองมาก

เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง ไม่ค่อยเห็นบ่อยเท่าไหร่กับบทบาทลูกคนรวย ปกติเธอมักรับบทหญิงสาวจอมแก่นหรือขอทาน แต่ต้องถือว่าไม่ใช่ลูกคนรวยที่เรียบร้อยนัก เพราะเป็นคนทำตามใจตัวเอง ไม่ชอบถูกใครบังคับ

คู่ขวัญ มิตร-เพชรา มีชื่อเสียงประสบความสำเร็จสูงสุดช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๐๗ มีผลงานร่วมกัน(ว่ากันว่า)กว่า 200 เรื่อง หลังจากนั้นแม้จะมีผลงานคู่กันออกมาเรื่อยๆ แต่ความนิยมเริ่มเสื่อมคลายลง ซึ่งมนต์รักลูกทุ่งถือว่าเป็นการกลับมาโด่งดังอีกครั้งของทั่งคู่ ถือว่าเป็นครั้งประสบความสำเร็จที่สุดด้วย

สำหรับนักแสดงสมทบอื่นๆ
– คู่รอง ไอ้แว่นกับบุปผา รับบทโดย ศรีไพร ใจพระ กับบุปผา สายชล, คู่นี้รักกันแบบจงเกลียดจงชัง คือปากบอกไม่ชอบ ทำเป็นเล่นตัวยื้อยัก แต่จริงๆรักกันมาก (หรือเปล่าหว่า?)
– สุมาลี ทองหล่อ รับบท สายใจ ที่พยายามอ่อยเหยื่อ ทำทุกอย่างให้ไอ้คล้าวหันมาสนใจรักตน แต่เพราะหัวใจเขามีเพียงทองกวาวไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้เธอต้องอกหักช้ำรักอยู่ร่ำไป
– ประจวบ ฤกษ์ยามดี รับบท หมู่น้อย ตำรวจดวงซวยที่เอาแต่ติดคุก เพราะหลงเชื่อคนอื่นง่ายและคบคนไม่ดี (แต่เพื่อนๆก็รักนะ)
– ชุมพร เทพพิทักษ์ รับบท ธรรมรัตน์, มิส อันฮวา รับบท ฤทัย, คู่นี้เอื้ออาธรซึ่งกันและกัน เพราะฤทัยเป็นคนเลี้ยงดูแลธรรมรัตน์ แต่เพราะเขาต้องการแต่งงานยืนด้วยลำแข้งของตนเอง เลยหาทางหลอกลวงให้ตนได้แต่งงานกับทองกวาว แต่สุดท้ายเมื่อฤทัยท้าพิสูจน์ความรัก ธรรมรัตน์จึงยอมรับจิตใจของตนเอง
– สมควร กระจ่างศาสตร์ ศิลปินแห่งชาติ รับบท พ่อทองก้อน ที่หวงลูกสาวเสียนี่กระไร เป็นคนโอ้อวดสนแต่เงินทอง เย่อหยิ่งถือตัว และเห็นแก่ตัวเป็นอย่างยิ่ง
– ล้อต๊อก รับบท ลุงชื่น หัวหน้าวงดนตรี ตัวละครแย่งซีนที่สุดในหนัง เห็นหน้าทีไรใช้คำพูดหลอกล่อขอเงินจากคนอื่นไปทั่ว สงสารหมู่น้อยที่คงหมดตัวเพราะถูกลุงชื่นไถเงินจนหมด

หอมดินเคล้ากลิ่นไอฝน,

เรื่องราวของหนังเต็มไปด้วยความเข้าใจผิดของทั้งไอ้คล้าวและทองกวาว ต่างคนต่างไม่เคยสนทนาทำความเข้าใจกันและกัน แต่รับฟังและเชื่อจากเพื่อน พ่อ-แม่ คนใกล้ตัว ที่มีทั้งโป้ปดมดเท็จและไม่รู้ความจริงเออออห่อหมกเอาเอง ลักษณะแบบนี้มีความคล้ายกับ Screwball Comedy ที่เมื่อผนวกกับหนังเพลง สามารถเรียกได้ว่า Screwball Musical

ถ่ายภาพโดย ธีระ แอคะรัตน์, นี่ไม่ใช่หนังไทยเรื่องแรกที่ถ่ายด้วยฟีล์ม ๓๕ มม. แต่ถือเป็นจุดเปลี่ยนกระแสนิยมสมัยนั้น ที่เคยนิยมฟีล์ม ๑๖ มม. สาเหตุเพราะถ้ายังใช้ระบบเดิม ที่ไม่สามารถบันทึกเสียงลงบนแผ่นฟิล์มได้โดยตรง คนพากย์หนังจะเดือดร้อน (สมัยนั้นถ้าหนังเพลงจะใช้การเปิดแผ่นเสียง ซึ่งมีความยุ่งยากและอาจคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับปากตัวละคร) อันจะทำให้อรรถรสผู้ชมจะเสียไป จึงจำเป็นว่าหนังเรื่องนี้ต้องใช้ฟีล์ม ๓๕ มม. เท่านั้น

เทคนิคการถ่ายทำของครูรังสี เป็นบรมครูแห่งเทคนิค ‘การเจาะถ่าย’ ที่ผู้กำกับไทยรุ่นหลังๆ ใช้แก้ปัญหาดาราขาดแคลน หรือคิวไม่ว่าง, โดยใช้การแบ่งถ่ายทำออกเป็นส่วนๆ นักแสดงคนไหนว่างตอนไหนก็ถ่ายฉากนั้นก่อน เจาะจงเฉพาะตอนที่ตัวละครนั้นที่ไม่ต้องร่วมกับนักแสดงสำคัญคนอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องไล่เรียงลำดับต่อเนื่องไปทีละฉาก แล้วค่อยไปตัดต่อเรียงลำดับเอาเองในช่วงหลังการถ่ายทำ, ด้วยเหตุนี้ครูรังสี จึงได้รับฉายาจากเพื่อนๆ ลูกศิษย์ลูกหาว่า ‘เสือปืนไว’

หนังถ่ายทำที่พุทธมณฑล ใกล้ๆกรุงเทพฯนิดเดียวเองนะครับ แต่สมัยนั้นไกลแค่นี้ก็ถือว่าเป็นชนบทบ้านนอก ไม่มีเสาไฟฟ้ารถวิ่งแล้ว

ตัดต่อโดย พรรณรังษี, เนื่องจากหนังมีหลายคู่รักเหลือเกิน จึงพยายามเกลี่ยเฉลี่ยไปให้ทั่วครบทุกคน โดยมีเรื่องราวหลักคือ ไอ้คล้าวกับทองกวาว (นี่ไม่ต้องบอกใครๆก็น่าจะรู้นะ)

วิธีการการเล่าเรื่อง เนื่องจากมีความต้องการให้เป็นหนังเพลง เวลานักแสดงจะร้องสักเพลง วงดนตรีต้องครบจัดฉากต้องพร้อม ไม่มีแบบแฟนตาซีปุ๊ปปั๊ป ใครไม่รู้จากไหนมาร้องเล่นเต้นแจม ถือว่าเป็นการผนวกดนตรีเข้ากับเรื่องราวของหนังได้ค่อนข้างลงตัว

มีอยู่ 2 ฉากที่มี 2 บทเพลงร้องรับส่งกัน น้ำลงนกร้อง กับ นกร้องน้องช้ำ, รักร้าวหนาวลม กับ รักลาอย่าเศร้า, คือฝั่งหนึ่ง (ชาย) ร้องเพลงเกี้ยว/แกล้ง/กวนประสาท พอจบเพลงอีกฝั่งหนึ่ง (หญิง) ก็จะร้องอีกเพลงโต้ตอบกลับมา ในลักษณะประชดประชัน/เกี้ยวกลับ/ซ้ำเติม

เพลงประกอบโดย มหศักดิ์ สารากร, เดิมนั้นครูรังสีวางแผนไว้ ๑๒ เพลง แต่เพราะความเกรงใจในเพื่อนและลูกศิษย์ลูกหา จึงแต่งเพิ่มอีก ๒ รวมเป็น ๑๔ เพลง ตอนขายแผ่นเพลงเสียง จึงต้องขาย ๒ ชุด, ผมขอเลือกมา ๓-๔ บทเพลงที่คิดว่าเพราะสุด มีชื่อเสียงสุดในหนัง

มนต์รักลูกทุ่ง ประพันธ์แต่งโดย ไพบูลย์ บุตรขัน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น’อัจฉริยะนักแต่งเพลงอันดับหนึ่งของไทย’ ขับร้องโดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร, ครูไพบูลย์ เห็นว่าใช้เวลาแต่งเพลงนี้นานนับเดือน ทั้งที่เพลงอื่นเขียนแค่ ๓ วันเสร็จ ถือเป็นบทเพลงที่มีจินตนาการสูงส่ง ใส่คำร้องที่มีกลิ่นไอของความรักเปรียบเทียบกับความสวยงามของธรรมชาติตามชนบท

ถ้าตั้งใจฟังคำร้อง จะพบว่ามีแต่สิ่งธรรมชาติในบทเพลง อาทิ ดอกกระถิน, เห็ดตับเต่า, แมลงภู่ผึ้ง, บัวตูมบัวบาน ฯ ไม่สัตว์/แมลง ก็ดอกไม้ต้นไม้ ซึ่งเป็นการใช้สัญลักษณ์ธรรมชาติแทนด้วยความรัก, มนุษย์ชายหญิง ฯ ใจความประมาณว่า เปรียบหญิงสาวเหมือนดอกไม้ที่มีความสวยงาม คงเป็นการดีไม่น้อยถ้าได้เด็ดดอมหอมดม เป็นเจ้าของ (มีใจความเพ้อฝัน)

 

สิบหมื่น แต่งโดย สุริยา รุ่งตะวัน (นามปากกาของ รังสี ทัศนพยัคฆ์) ขับร้องโดยเสน่ห์ เพชรบูรณ์, คงเพราะความที่ครูรังสีไม่เคยแต่งเพลงมาก่อน นี่เป็นเพลงแรกของท่านจึงเกิดความไม่มั่นใจในตนเอง จึงเอาชื่อของ สุริยา รุ่งตะวันมาใช้ แต่ต้องถือว่านี่เป็นอีกบทเพลงอมตะที่อยู่เหนือกาลเวลา

เงินสิบหมื่นในสมัยนั้น เทียบสมัยปัจจุบันคงประมาณหลักล้านแล้วละ กับคนจนสมัยก่อนนี่เป็นจำนวนที่เป็นไปไม่ได้เลย, บทเพลงนี้มีลักษณะเสียดสีประชดประชัน และตัดพ้อถึงความเห็นแก่ตัวของพ่อเขย ที่สนแต่เงินไม่สนความสุขของลูกสาว

สาวนาคอยคู่ แต่งโดย สุรินทร์ ภาคสิริ ขับร้องโดย บุปผา สายชล, เป็นเพลงแนวรำพันเพ้อฝัน อยากมีคนรักจะได้เหมือนมีวิมานพักใจ แล้วฉันจะพลีกายถวายใจให้, ไฮไลท์ของเพลงนี้คือ ศรีไพร ใจพระ ในลีลาลูกคอเป่าขลุ่ย ถือว่าไม่ธรรมดาเลย

ตอนผมได้ยินเพลงนี้ นึกอยู่นานว่าทำนองคล้ายเพลงอะไร แล้วก็นึกได้ ลอยทะเล ของ Joey Boy

เพลงสุดท้ายขอเลือก น้อยใจรัก แต่งโดย ประดิษฐ์ อุตตะมัง ขับร้องโดย ผ่องศรี วรนุช ศิลปินแห่งชาติ ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็น ‘ราชีนีลูกทุ่งไทย’, เป็นบทเพลงเชิงตัดพ้อในความรัก ที่มอบให้หมดสี่ห้องหัวใจ แต่กลับไม่ได้รับรักตอบแทบสักห้อง ถูกทรยศหักหลัง

เสียงร้องของ ผ่องศรี วรนุช อมตะมากๆ ช้าเนิบชัดถ้อยชัดคำพร้อมลูกเล่นพริ้วไหว อีกทั้งน้ำเสียงแหลมสูงฟังแล้วรู้สึกเจ็บบาดใจ เป็นเสียงร้องเหมาะกับเพลงนี้ที่สุดเลย

ทุกบทเพลงของหนังเรื่องนี้ มีความไพเราะติดหู เป็นอมตะ ต้องถือว่าเป็นหนังไทยที่มีเพลงประกอบสมบูรณ์แบบที่สุด (ตั้งแต่ที่เคยดูหนังไทยมา) จริงๆแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” จะฉบับไหนก็ได้ถ้าหาเรื่องนี้รับชมไม่ได้

ทุ่งรวงทองของเรานี้มีคุณค่า,

จริงๆใน Youtube มีคลิปหนังเรื่องนี้อยู่นะครับ แต่คุณภาพ…เลวร้ายถึงที่สุด, หนังไทยสมัยก่อนต้องไปล้างฟิล์มที่ต่างประเทศ เรื่องนี้ขอยืมกล้องถ่ายภาพที่ฮ่องกง เลยต้องเอาฟีล์ม Negative ไปล้างที่แมนดารินแล็บ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Country Boy Serenade แต่เขาจะเก็บฟีล์มให้ตามระยะเวลาในสัญญาเท่านั้น ซึ่งตอนที่หนังประสบความสำเร็จล้นหลามก็หลงลืมเลือนไป จนมีมนต์รักลูกทุ่งฉบับใหม่ของวิศิษฐ์ มิ่งวัฒนบุญ (พ.ศ.๒๕๒๕) ที่ทำออกมาสู้ต้นฉบับไม่ได้ ครูรังสีจึงเริ่มออกตามหาต้นฉบับ เพราะฟีล์มหนังในเมืองไทยแต่ละชุดถูกฉายซ้ำจนยับเยิน แต่กลายเป็นว่า ผู้บริหารที่แมนดารินแล็บบอกเผาฟีล์มไปแล้วเพราะครบกำหนด!

ยังโชคดีที่ครูรังสีได้เก็บฟีล์มขนาด ๑๖ มม. เป็นการส่วนตัวไว้ชุดหนึ่ง แต่ฟิล์มชุดนี้ก็ถูกใช้ฉายบ่อยๆ สภาพฟิล์มจึงมีร่องรอยความบอบช้ำ, คุณกมล กุลตังวัฒนา ผู้บริหารโรงหนังแอมบาสเดอร์ตอนนั้น ตัดสินใจขอนำฟีล์มชุดสุดท้ายที่เหลืออยู่นี้กลับมาบูรณะซ่อมแซมใหม่ โดยบันทึกเสียงเพลง เสียงพากย์เข้าไปใหม่ จากนั้นก็พิมพ์เป็นฟิล์ม ๓๕ มม. เสียงในฟิล์ม ออกฉายในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔

ปีพ.ศ. ๒๕๔๔ พันธมิตรฟิล์มได้ริเริ่มโครงการคิดถึงหนังไทย สามารถเจรจาขออนุญาตในการนำมนต์รักลูกทุ่ง มาทำเป็น VCD ได้สำเร็จ เปลี่ยนสภาพเป็นเทปมาสเตอร์ ซึ่งก็ได้เชิญครูรังสีมาดูการเทเลซีนและสั่งการด้วยตนเอง ภาพใน VCD ที่ออกมาถือว่า ดีที่สุดแล้วเพราะได้ใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการตัดสีแดงออกไปและเพิ่มสีสันเข้าไป

มันคงเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะหา มนต์รักลูกทุ่ง ฉบับที่คุณภาพดีกว่านี้ได้ ถือว่าเป็นกรรมของคอหนังยุคหลังที่ไม่มีโอกาสสัมผัสเห็นความสวยงามที่สุดของหนังเรื่องนี้ แต่โดยรวมถ้าไม่ได้ดูเอาความสมบูรณ์แบบ แค่นี้ก็ถือว่าไปวัดไปวาดูรู้เรื่อง เห็นหน้ามิตรเป็นมิตร เพชราเป็นเพชราแล้ว

reference: http://medsai.net/webboard/index.php?topic=3649.0
reference: http://oknation.nationtv.tv/blog/kanokrat/2010/02/03/entry-1

ใจความของหนังเรื่องนี้ นำเสนอเรื่องราวรักหลายเส้าของชายหญิงหลายคู่ ในพื้นหลังวิถีชีวิตชนบทที่มีผู้คนยังมีความทุกข์ยากจน(ของคนสมัยก่อน) ถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้มีอำนาจฝ่ายอธรรม โดยใช้’เงิน’เป็นข้ออ้างสั่งการทำอะไรได้ทุกสิ่งอย่าง (ยกเว้นเรื่องความรัก)

ผู้มีอำนาจที่ผมว่าถึงนี้ มีตั้งแต่นายทุนเจ้าหนี้หน้าเลือด และพ่อ-แม่ ของทองกวาว ต่างใช้อำนาจที่ตนมีบังคับกดขี่ผู้อยู่ใต้อำนาจให้ทำตาม ไม่ว่าจะเป็นการไล่ยึดที่ดิน บังคับให้แต่งงาน ฯ, การมีอำนาจของพวกเขาเกิดจากความหลงใหลยึดติดในการมี ‘เงิน’ คิดว่ามันคือทุกสิ่งอย่างในชีวิต ไม่มีอะไรสำคัญกว่านี้

พ่อ-แม่ หวงลูกเป็นเรื่องธรรมดา แต่การกีดกันด้วยคำโป้ปดหลอกลวง ถือเป็นสิ่งเลวร้าวมากๆ กับพ่อแม่ที่ทำเช่นนี้แปลว่า ไม่ได้รักลูกด้วยใจจริง มองพวกเขาเป็นเหมือนสิ่งของของตน จะขยับเดินไปทางไหนต้องอยู่ในรัศมีสายตาที่มองเห็น เหมือน Dollhouse บ้านตุ๊กตาที่ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ตามใจ, ถ้านี่คือสิ่งที่เรียกว่า ขนมธรรมเนียมวิถีไทยแท้ ผมจะถือว่ามันเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง

ผมก็เห็นใจนะ คนสมัยก่อนไม่ได้มีความกล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ เหมือนคนสมัยนี้ โลกสมัยนั้นถูกปกครองด้วยความหวาดกลัวและคอรัปชั่น คนจนไม่มีเงินต้องถูกเอาเปรียบกดขี่ ผู้มีเงินก็มักทำตัวมีอำนาจบาดใหญ่ไม่สนใจใคร นี่เป็นสังคมที่ไม่น่าอยู่เอาเสียเลย

ไม่รู้สมัยนี้อีสานบ้านเราดีขึ้นกว่าเก่าหรือยัง โลกได้พัฒนาเปลี่ยนไปมาก เรื่องเหล่านี้ควรที่จะลดลงจากเดิมอย่างมากแล้ว (แต่เชื่อว่าคงไม่มีวันหมดไปแน่ๆ ตามใดที่เงินยังเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน คนโลภละโมบเห็นแก่ตัวก็จะไม่มีวันหมดไป) ถ้าแถวบ้านใครยังมีเหตุการณ์ เรื่องราวลักษณะเป็นแบบหนังเรื่องนี้อยู่ ถือว่าเชยตกยุคล้าหลังมากๆ รีบหาทางปรับปรุงแก้ไขเสียนะครับ นำบทเรียนจากหนังเรื่องนี้ไปใช้ และอย่าให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยเกิดขึ้นอีก

ตอนจบของหนังถือว่าเป็นไปตามกรรมสนองกรรม คนที่ชอบโอ้อวดปากมากก็เจอดีเข้ากับตัว, ส่วนคนที่คอรับชั่นโกงกินเอาเปรียบผู้อื่น ก็จะถูกเอาคืนในแบบที่ให้ผู้ชมสาสมแก่ใจ มีแอ็คชั่นนิดหน่อยช่วงท้าย และความเสียสละของวีรบุรุษผู้กล้าหาญ ก่อนที่จะจบลงด้วยความเห็นแก่ตัวถูกบดขยี้ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คนมันรักกันจะไปห้ามปลามมันทำไม… มันน่าผิดหวังตรงแทนที่พ่อทองก้อนจะคิดได้เอง กลับถูกคนอื่นย้ำเตือน ไม่เป็นไรสุดท้ายทุกคน happy ending ก็เหลือเฟือแล้ว

ความผลพวงของภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากจะมีต่อวงการหนังไทยแล้ว โดยเฉพาะวงดนตรี ศรีไพร ใจพระ ก็รับอานิสงส์ไปเต็มๆ เพราะนักร้องในเรื่องทุกคน รับงานโชว์ตัวร้องเพลงทุกวัน ละหลายๆรอบด้วย, คุณประจวบ ฤกษ์ยามดี บอกว่า ‘นักร้องถอยโตโยต้าออกมาเป็นแถว ขับรถไปกินข้าวบางแสนกันสบายเลย’

บทเพลงมนต์รักลูกทุ่ง กลายเป็นเพลงที่พลิกชีวิตผู้คนมากมายที่เกี่ยวข้อง และพลิกวงการลูกทุ่งเมื่อปีนั้นด้วย ทำให้นักร้องใหม่มีโอกาสแจ้งเกิด วงดนตรีลูกทุ่งมาตรฐานที่สุดของประเทศอย่างวงจุฬารัตน์ถึงกับวงแตก เพราะนักร้องหลักๆในวง ออกไปรับเล่นหนังมากกว่าร้องเพลง

ปกติหนังมักถูกขอร้องให้ถอดออกจากโรงเพราะไม่มีคนดูแล้ว แต่มนต์รักลูกทุ่ง ถูกขอร้องให้ถอดออกทั้งที่คนดูยังเต็มโรง เพราะสายหนังต่างจังหวัดขอร้อง และหนังเรื่องอื่นที่จ่อคิวฉายก็รอนานมากแล้ว, เรื่องที่ฉายต่อจากมนต์รักลูกทุ่งที่โคลีเซียม เป็นหนังฝรั่งเรื่อง สิงห์ร้ายนางพญา (Two mules for sister Sara) นำแสดงโดย Clint Eastwood ปรากฎว่าดับสนิท และพอมิตรเสียชีวิต ทุกคนก็เรียกร้องกลับไปดูไอ้คล้าวกันอีก

แว่วเสียงเพลงมนต์รักลูกทุ่ง,

แม้หนังจะมีเพลงเพราะๆมากมายทั้งเรื่อง แต่ส่วนตัวกลับไม่ชอบหนังเท่าไหร่ เพราะเรื่องราวแสดงให้เห็นความเห็นแก่ตัวของคนไทยสมัยก่อน ทั้งๆที่บ้านเราเป็นชาวพุทธ แต่กลับไม่มีใครยึดถือปฏิบัติ (พระสักรูปก็ไม่เห็น) จริงอยู่นี่เป็นหนังที่มีกลิ่นอายอีสานความเป็นไทย แต่หลงลืมใส่วิถีบางอย่างไปหรือเปล่ามีแต่กงเกวียนกำเกวียนที่นำเสนอใส่มา

กระนั้นผมก็ยังจะขอแนะนำหนังเรื่องนี้กับคนไทยทุกคน เพราะถือเป็นภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่บันทึกวิถีชีวิต สังคม ความเป็นอยู่ของคนไทยสมัยก่อน เราควรจะศึกษาเรียนรู้ ทำความเข้าใจ นำไปพัฒนาคุณธรรมและชีวิตของตัวเองให้สูงขึ้น ดีกว่าคนสมัยก่อน อย่างให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำร้อยเป็นอันขาด

จัดเรต PG ในพฤติกรรมแย่ๆ โกหก หลอกลวง เห็นแก่ตัว และการตาย

TAGLINE | “มนต์รักลูกทุ่ง คือหนังเพลงไทยคลาสสิกสุดอมตะ เนื้อเรื่องเฉิ่มเชยไปตามกาลเวลา แต่ทุกบทเพลงมีความไพเราะเหนือกาลเวลา”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of