(500) Days of Summer (2009)

(500) Days of Summer

(500) Days of Summer (2009) hollywood : Marc Webb 

หนุ่มๆทั้งหลายจงระวังตัวไว้ ถ้าหญิงสาวคนไหนจูบคุณที่เครื่องถ่ายเอกสาร แปลว่าเธอไม่ได้ชอบคุณจริงๆหรอก เพราะมันก็แค่คนรัก Copy ไม่ใช่ตัวจริง

(500) Days of Summer จำเป็นต้องมีวงเล็บตรง 500 นะครับ เป็นความตั้งใจโดยเฉพาะของผู้กำกับเลย ถ้าคุณลืมหรือเห็นที่ไหนไม่มี แสดงว่าไม่ได้เข้าใจ/หลงใหลหนังเรื่องนี้จริงๆ

นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมลืมไปแล้วว่าเคยเป็นหนังโปรดตอนรับชมครั้งแรกในโรงภาพยนตร์ จริงๆรับดูหนังรอบนี้ไม่ถึงขั้นเป็นเรื่องโปรดชอบสุดๆอีกต่อไป แต่ยังอยากให้คะแนนเต็มอยู่ เพราะหนังทำให้หวนระลึกถึงช่วงชีวิตวัยรุ่น ที่เคยตกหลุมรัก คลั่งไคล้หลงใหล แล้วอกหักฝันสลาย แยกจาก ในเหตุผลที่ก็ไม่รู้ว่าทำไม! เชื่อว่าแทบทุกคนในโลกต้องเคยพบเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ ถ้ายิ่งตกกันมากๆ จะไม่ตกหลุมรักหนังได้ยังไง

มันคงไม่แปลกอะไรถ้าหนังเรื่องนี้จะสร้างจากเรื่องจริง, Scott Neustadter หนึ่งในนักเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ออกมายอมรับว่าเขาได้พบกับหญิงสาวที่เป็นแรงบันดาลใจตัวละคร Summer ขณะเรียนอยู่ที่ London School of Economics เมื่อปี 2002 ตกหลุมรักเธอแบบ ‘crazily, madly, hopelessly in love’ เพราะอยู่ดีๆเธอก็จูบเขาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ไม่นานนักก็เลิกกัน มันทำให้เขาเจ็บปวดรวดร้าวอย่างมิอาจลืมเลือนได้ ‘painfully and unforgettably awful’

Neustadter ได้นำบทหนังที่เขียนขึ้นนี้ ให้หญิงสาวคนนั้น (Jenny Beckman) อ่านด้วยนะครับ เธอแสดงความชื่นชอบอย่างมาก และบอกว่า ‘รู้สึกตัวเองมีความใกล้เคียงกับ Tom’ … เอิ่ม นี่เธอไม่รู้ตัวใช่ว่าตัวเองคือ Summer

Marc Webb ผู้กำกับ Music Video ชื่อดังชาวอเมริกา เคยร่วมงานกับ วง Cold, Maroon 5, AFI, Green Day ฯ นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องแรก ที่ได้นำประสบการณ์จากการทำงานมาปรับใช้ เล่าเรื่องราวในลักษณะคล้ายๆ Jukebox หีบเพลง/กล่องเพลง ประกอบเรื่องราว อธิบายความคิด/ความรู้สึก/อารมณ์ของตัวละคร

I wanted to make an unsentimental movie and an uncynical movie. In my mind, I wanted it to be something you could dance to. That’s why we put a parenthesis in the title – it’s like a pop song in movie form.

เรื่องราว 500 วัน ของชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง นับตั้งแต่ได้พบเจอตกหลุมรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง ชีวิตขับเคลื่อน ตกหลุมรัก คลั่งไคล้หลงใหล แล้วฝันสลาย อกหักแยกจาก จบวันที่ 500 เมื่อเขาได้พบเจอหญิงสาวอีกคนหนึ่ง และกำลังจะเริ่มต้นใหม่กับเธอ

นำแสดงโดย Joseph Gordon-Levitt รับบท Tom Hansen ชายหนุ่มที่มีความฝันทำงานเป็นสถาปนิกนักออกแบบ (ยิ่งใหญ่มั่นคง เป็นที่จดจำ) แต่กลับมาเป็นนักออกแบบการ์ดอวยพร (มีนัยยะถึง ส่งความสุข, ทำให้ผู้อื่นมีความสุข … ยกเว้นตัวเอง)

Gordon-Levitt เป็นนักแสดงชาวอเมริกา เกิดที่ Los Angeles, California ในครอบครัวชาว Jews ที่ไม่เคร่งครัดนัก, มีผลงานการแสดงตั้งแต่เด็ก อาทิ A River Runs Through It (1992), 10 Things I Hate About You (1999) ฯ โตขึ้นเลือกเล่นหนังมากขึ้น อาทิ Brick (2005), The Lookout (2007) ฯ ก่อนจะเป็นมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดกับ (500) Days of Summer (2009), G.I. Joe: The Rise of Cobra (2009) และ Inception (2010)

Tom Hansen เป็นคนเชื่อในความรักแบบเทพนิยาย จินตนาการเพ้อฝัน ความคิดทุกสิ่งอย่างล้วนคิดเองเออเองทั้งหมด นั่นเพราะเขาคิดว่าชีวิตจริงคงไม่ต่างจากความฝันมากนัก

การแสดงของ Gordon-Levitt ถือว่าเป็นหัวใจของหนัง ด้วยรอยยิ้มท่าทางความเชื่อมั่น ประมาณว่ารักนี้จริงแท้แน่นอน แต่พอผิดหวังก็ซึมเศร้าทุกข์ทรมาน หมดอาลัยตายอยากแทบเป็นแทบตาย, กับนักแสดงที่มีลักษณะคล้ายๆกันนี้ ผมนึกถึง Jack Lemmon พ่อคนดีในทุกสถานการณ์ เวลาอกหักเราจะรู้สึกเห็นใจเขาตลอด

Gordon-Levitt บอกว่า เขาก็เคยอกหักแบบจริงๆในชีวิตเหมือนกัน พอมองย้อนกลับไปในช่วงเศร้าเสียใจ (heartbroken phase) ก็รู้สึกน่าหัวร่อไม่น้อย เพราะมันเว่อเกิ้น กว่าที่ควรเป็น,

“One of the things I love about 500 Days of Summer is that it doesn’t make light of what we go through in romances, but it is honest about it and shows it for what it is, which is often profoundly funny”

–  Joseph Gordon-Levitt

วัยรุ่นส่วนใหญ่ก็แบบนี้ อกหักแฟนทิ้งทีเศร้าโศกเสียใจจะเป็นจะตายให้ได้ ทั้งที่อีก 2-3 วัน สัปดาห์ เดือน ปีถัดมา เดี๋ยวก็ทำใจยอมรับได้เอง, ผมเปรียบเทียบเหมือนกับเด็กหวงของ ที่พอถูกแย่งฉกชิงของเล่นไปจากอกต่อหน้าต่อตาแล้วไม่สามารถทวงคืนได้ ก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยร้องไห้ฟูมฟาย โวยวายเรียกร้องความสนใจ เพราะมันเป็นครั้งแรกของความผิดหวัง มันเลยเว่อรุนแรงมหาศาล ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้สักห้าครั้งสิบครั้ง เชื่อว่าภูมิต้านทานคงเพิ่มขึ้นมาก (หรือเปล่า?)

Zooey Deschanel รับบท Summer Finn, หญิงสาวผู้มีตาสีฟ้ากลมโต ทำงานเป็นเลขาผู้ช่วย หลังจากได้พูดคุยสนทนา เกิดความสนใจในตัว Tom Hansen แต่เธอบอกกับเขาว่า ฉันไม่ได้ต้องการคู่ชีวิตร่วมสร้างความสัมพันธ์ แค่ต้องการเพื่อนร่วมสุขทุกข์

Deschanel เป็นนักแสดง นักร้องชาวอเมริกา เกิดที่ Los Angeles, California มีผลงานการแสดงแรกบทรับเชิญในภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง Veronica’s Closet (1997-200) มีชื่อเสียงจาก Almost Famous (2000), The Good Girl (2002), The New Guy (2002), Elf (2003), The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy (2005), Failure to Launch (2006), Yes Man (2008) ฯ

Summer Finn หญิงสาวที่มีความร้อนแรง ไม่เชื่อเรื่องเพ้อฝัน เต็มที่กับชีวิต/ความสุขเฉพาะหน้า แต่พื้นหลังจริงๆแล้วอาจเป็นเหมือนนกในกรง ถูกบังคับควบคุม, การที่เธอร้องไห้จากดูหนังเรื่อง The Graduate (1967) นั่นอาจเพราะมันสะท้อนความจริงของตนเอง ที่อยากทำอะไรนอกเหนือจากกรอบการควบคุม แต่กลับทำไม่ได้

สาเหตุที่ผู้กำกับ Webb เลือก Deschanel มารับบทนี้เพราะเธอเป็น Stock Character Type คือภาพของหญิงสาวทั่วๆไปที่ใครเห็นก็จดจำได้ หนุ่มๆต่างเพ้อฝันอยากได้เธอมาครอบครอง (จะเรียกว่าเป็น สเป็คมาตรฐานในจินตนาการของหนุ่มๆ)

“Summer is an immature view of a woman. She’s Tom’s view of a woman. He doesn’t see her complexity and the consequence for him is heartbreak. In Tom’s eyes, Summer is perfection, but perfection has no depth. Summer’s not a girl, she’s a phase.”

– Marc Webb พูดถึงตัวละคร Summer Finn

การแสดงของ Deschanel เรียกว่าสวมหน้ากากได้มิดชิด ปกปิดสนิทจนไม่มีใครมองเห็นภายในของเธอ, แต่ถ้าเปรียบห้องนอนของหญิงสาวคือ สิ่งที่เป็นความลับอยู่ในจิตใจ มีอะไรหลายๆอย่างในห้องนั้นที่เป็นคำบอกใบ้ว่า แท้จริงแล้วเธอไม่ได้เป็นคนอย่างที่ Tom หรือหนุ่มๆทั้งหลายเข้าใจ อาทิ ศิลปินคนโปรดคือ Paul Cézanne (ดูชื่อหนังสือ) จิตรกร Post-Impressionist ชาวฝรั่งเศส ที่ภาพวาดของเขามักมีใจความถึงสื่อถึง ‘การมีชีวิต’

500-days-of-summer2

บนหนังสือศิลปินที่เธอชอบ (ตัวตนของเธอ) วางหมวก (=คลุม/ปกปิด) และแอปเปิ้ล (=สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์), ดวงดาวคือความฝัน สีแดงคือชีวิต ไม่ได้วางทับอะไรคือความว่างเปล่า/ไม่มี

500-days-of-summer1

ช็อตนี้เห็นกรงนก (นกในกรง), นกกระดาษสีแดงกับสีฟ้าหลายตัว ห้อยลงมาบนกิ่งไม้ที่ไม่มีใบ (ไร้ชีวิตชีวา), รูปปั้น=ความเชื่อศรัทธา,

ยังมีรายละเอียดอีกเยอะที่อยู่ในห้องของหญิงสาว แต่ผมไม่ขอวิเคราะห์ทั้งหมดนะครับ ใครหลงใหลหนังเรื่องลองไปส่องดูเอง ชี้จุดให้แล้ว เช่น ลวดลาย Wallpaper, หมอน/ผ้าคลุมเตียง, กุญแจหน้ากระจก, ความหมายของรูปวาด (ภาพที่ Tom หยิบขึ้นมาดู นั่นอาจเป็นรูปวาดของแฟน Summer ตัวจริงก็ได้)

คนส่วนใหญ่มักคิดว่า การกระทำของ Summer คือความเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจของหญิงสาว … แต่ไม่ใช่ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้หรอกหรือ? ผมเคยเจอคนนิสัยแบบ Summer มา 3-4 คนแล้ว จนเริ่มคิดว่านี่แหละผู้หญิง ถ้าเธอมีความตั้งใจ คิดทำ ต้องการอะไรบางอย่าง ก็มักแสดงความเห็นแก่ตัวแบบนี้ออกมาชัดเจน ยิ่งกับผู้ชายมักชอบให้เพ้อ หลงใหล ยั่วยวนจนคลั่งไคล้ พอใจสำเร็จความใคร่แล้วก็จากไป เหมือนเกมที่พอเล่นถึงตอนจบชนะแล้วก็เบื่อเลิก มองหาความสนุกสนานท้าทายใหม่, ผมไม่ชอบผู้หญิงแบบนี้เลยนะ และคิดว่าผู้ชายส่วนใหญ่คงเห็นไม่ต่าง ถ้าคุณเป็นผู้หญิงก็อย่าทำตัวเป็นนางมารทำร้ายใจกันด้วยวิธีแบบ Summer เลยนะครับ

ถ่ายภาพโดย Eric Steelberg ขาประจำของผู้กำกับ Jason Reitman มีผลงานอาทิ Juno (2007), Up in the Air (2009), Young Adult (2011), Labor Day (2013), Men, Women & Children (2014) ฯ

งานภาพมีการเคลื่อนกล้องไปมาอย่างมีชีวิตชีวาลื่นไหล ในระดับสายตาเป็นหลัก (หนังใช้มุมมองของ Tom Hansen เล่าเรื่อง) ด้วยความที่พระเอกวาดฝันเป็นสถาปนิก อ่านหนังสือชื่อ The Architecture of Happiness เขียนโดย Alain de Botton ทำให้หลายครั้งในหนัง ถ่ายภาพตึกสูงในเมือง Los Angeles ในมุมที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็น (ตอนแรกเห็นว่า หนังตั้งใจมีพื้นหลังเป็น San Francisco แต่เพราะสถาปัตยกรรมตึกของ Los Angeles สวยกว่าจึงย้ายมาที่นี่), Roger Ebert เขียนแซวในบทวิจารณ์ว่า อยากเห็นภาพตึกสวยๆ คงหาจากหนัง Jason Bourne ขณะวันว่างไม่ได้ฆ่าคนแน่ๆ มันต้องหนังแนวนี้ที่ทำให้ผู้ชมเห็นความสวยงามของชีวิต/ความรัก ที่จะมีพื้นหลังของธรรมชาติ/เมืองสวยๆ ควบคู่ไปด้วย อาทิเช่น

ตึกแห่งนี้คือ Fine Arts Building ตั้งอยู่ที่ 811 West 7th Street, Downtown ได้ถูกประกาศให้กลายเป็น Historic Cultural Monument เมื่อปี 1974

500-days-of-summer3

ตึกสูง 13 ชั้น (150 ฟุต=46 เมตร) กลางภาพคือ The Continental Building ชื่อเดิมคือ Braly Block ตั้งอยู่ที่ 408 South Spring Street ในโซน Historic Core สร้างเสร็จปี 1903 เป็นตึกสูงแรกของ Los Angeles City

500-days-of-summer4

ตึกพวกนี้ถือเป็น ‘ตัวประกอบ’ หนึ่งของหนังได้เลยนะครับ เพราะปกติหนังทั่วไปมักจะไม่ค่อยให้ความสนใจรายละเอียดอะไรพวกนี้ แต่พอมาอยู่ในหนังโรแมนติกกุ๊กกิ๊กน่ารักแบบนี้ โลกมันเลยสวยขึ้นเยอะ ตึกเหล่านี้เลยดูดีขึ้นผิดหูผิดตา

มีช็อตหนึ่งที่ผมชอบมากๆ เมื่อพระเอกเห็นแหวนของนางเอก เขาเดินออกจากอพาร์ทเมนต์เดินตรงไปตามท้องถนน ทันใดนั้นตึกสูงสองข้างทางได้แปรสภาพกลายเป็นภาพร่างดินสอ แล้วค่อยๆถูกลบเลือน (เหมือนด้วยยางลบ) จางหายไปจนเหลือแต่กระดาษสีขาว นัยยะของฉากนี้คือ โลกอันสวยงามที่วาดฝันไว้ได้พังทลายล่มลง เป็นอารมณ์/จินตนาการ ของพระเอกที่หัวใจสูญสลาย เพราะโลกความจริงไม่ได้สวยงามดั่งความฝัน

ตัดต่อโดย Alan Edward Bell ที่มีผลงานอย่าง The Hunger Games ตั้งแต่ Catching Fire (2012), The Amazing Spider-Man (2012) ฯ

หลายคนอาจไม่ชอบการตัดต่อแบบ Non-Linear ไม่เป็นเส้นตรงเสียเท่าไหร่ เพราะมีการกระโดดไปมาแบบไม่ได้เรียงลำดับต่อเนื่องตามช่วงเวลา แต่อยากให้ลองหวนระลึกทบทวนเหตุการณ์ความทรงจำของคุณเองดูนะครับ ว่าสามารถเรียงลำดับความทรงจำ จากวันที่ 1-2-3 ได้หรือเปล่า เอาใกล้ๆเช่นวันปีใหม่ที่ผ่านมาทำอะไรบ้าน วันที่ 2 มกราไปไหนมา วันที่ 3 มกราอยู่กับใคร… หวนระลึกลักษณะนี้แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะความทรงจำของมนุษย์ไม่สามารถจดจำอะไรได้ทุกสิ่งอย่างทุกรายละเอียด เราจะระลึกถึงได้แค่ช่วงเวลาสำคัญๆเท่านั้น นี่คือเหตุผลของการตัดต่อแบบกระโดดไปมา แต่มันก็มี pattern รูปแบบของการตัดต่ออยู่นะครับ ไม่ได้มั่วซั่ว สังเกตกันออกหรือเปล่าเอ่ย?

ซึ่งหนังถือว่ามีตัวช่วยด้วย Title Card ที่จะบอกว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นต่อไปนี้ อยู่ในช่วงวันที่เท่าไหร่ในปฏิทิน 500 วัน, กับคนที่มึนงงสับสน ให้สมมติประมาณครึ่งหนึ่ง วันที่ 250 แล้วแบ่งออกเป็นครึ่งแรกครึ่งหลัง
– วันที่ 1-250 เริ่มต้นพบเจอ พูดคุยรู้จัก เกี้ยวพาราสี จีบติด สำเร็จ รักกันดี
– ส่วน 251-500 เกิดความขัดแย้ง ไม่ลงรอย มีปากเสียงทะเลาะวิวาท แยกจากกัน และค้นพบความจริงบางอย่าง
(มันไม่ใช่ตัวเลขนี้เปะๆนะครับ แต่คิดว่าน่าจะประมาณนี้)

การตัดสลับระหว่าง ครึ่ง 250 วันแรก กับครึ่ง 250 วันหลัง มักจะมีเรื่องราวสะท้อนกัน เช่นว่า พระเอกเคยชอบโน่นชอบนี่ในตัวหญิงสาวทุกอย่าง แต่พอครึ่งหลังตัดไปก็จะแสดงความรังเกียจหญิงสาวทุกสิ่งทุกอย่าง

ครึ่ง 250 วันแรก: I love her smile. I love her hair. I love her knees. I love how she licks her lips before she talks. I love her heart-shaped birthmark on her neck. I love it when she sleeps.

ครึ่ง 250 วันหลัง: I hate her crooked teeth. I hate her 1960s haircut. I hate her knobby knees. I hate her cockroach-shaped splotch on her neck. I hate the way she smacks her lips before she talks. I hate the way she sounds when she laughs.

กับวัยรุ่น และคนที่ใช้อารมณ์ในการดำเนินชีวิต มันก็แบบนี้แหละครับ ครึ่งหนึ่งเคยชื่นชอบก็หลงใหลคลั่งไคล้ พอแยกจากก็แสดงความรังเกลียดยอมรับไม่ได้ ถือว่าเป็นความคิดความรู้สึกสุดโต่งทั้งสองด้าน แบบนี้เวลาสุขก็ happy มากๆ เวลาทุกข์ก็ sad สุดๆ เป็นของคู่กัน

ไฮไลท์ของการตัดต่อ มีอยู่ 3 ครั้ง ที่มีการแบ่งหน้าจอออกเป็นสองด้าน
– ต้นเรื่องแนะนำชีวประวัติของ Tom กับ Summer
– กลางเรื่อง Expectation กับ Reality
– ท้ายเรื่องคือผลลัพท์ของ Tom (กำลังนั่งรถเมล์เรื่อยเปื่อย) กับ Summer (กำลังแต่งงาน) ***

*** ฉากนี้เหมือนสะท้อนกับหนังเรื่อง The Graduate (1967) ที่ตอนจบตัวละครของ Dustin Hoffman กับ Katharine Ross ขึ้นรถบัสหนีไปด้วยกัน [มีฟุตเทจนี้ปรากฎตอนทั้งสองไปดูหนังด้วยกัน] แต่ในหนังเรื่องนี้ Tom นั่งเหงาโดดเดี่ยวอยู่บนรถบัส ส่วน Summer กำลังแต่งงาน พวกเขาไม่ได้หนีไปด้วยกัน

เพลงประกอบของหนังเลือกโดย Mychael Danna กับ Rob Simonsen ผมขอเลือกมา 3-4 เพลงที่ชอบสุดในหนัง

Us ขับร้องโดย Regina Spektor ในอัลบัม Soviet Kitsch เป็นแนว Anti-folk, Baroque Pop บันทึกเสียงปี 2004, ความไพเราะของเพลงนี้ คือเครื่องสาย String Quartet (วิโอล่า, ไวโอลิน, เชลโล่, ดับเบิ้ลเบส) บรรเลงควบคู่กับเสียงร้องและเปียโน ให้สัมผัสของดนตรี Baroque ที่มีความคลาสสิกอย่างมาก

ในหนังนี่คือเพลงแนะนำชีวประวัติโดยย่อของ Tom Hansen และ Summer Finn ตอนต้นเรื่อง ตั้งแต่เด็กจนโต นำเสนอคู่ขนานแบ่งครึ่งหน้าจอ ฝั่งซ้ายของเด็กหนุ่ม ฝั่งขวาของเด็กหญิง, ชื่อเพลงก็ตรงความหมายมากๆ นับว่าเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมใช้ได้

ผมหยิบเอา Music Video ของ Spektor มาให้ดู มีส่วนผสมของ Stop Motion ที่เท่ห์มากๆ

There Is a Light That Never Goes Out ขับร้องโดยวงดนตรี Alternative Rock ของอังกฤษที่ชื่อ The Smiths แต่งคำร้องโดย Morrissey ทำนองโดย Johnny Marr ประกอบอัลบัม The Queen Is Dead (1956),

ในหนังคงมีหลายคนจำประโยคที่ว่า ‘I said I love the Smiths.’ ขณะที่ Tom กำลังฟังเพลงนี้อยู่ในลิฟท์ แล้ว Summer ก็ร้องออกมาว่า ‘To die by your side, such a heavenly way to die.’ พอเธอเดินออกจากลิฟท์ก็ Holy Shit! เลยละครับ

เพลง You Make My Dreams หรือ You Make My Dreams Come True ขับร้องโดยคู่อเมริกันดูโอ้ Hall & Oates (Daryl Hall กับ John Oates) จากอัลบัมลำดับที่ 9 Voices (1980) เพลงนี้สามารถไต่ Billboard Hot 100 สูงถึงอันดับ 5

เพลงนี้ดังขึ้นตอนฝันของ Tom เป็นจริงเมื่อจีบ Summer ติด โลกของเขาก็สวยขึ้นโดยทันตา มีทั้งน้ำพุ ผู้คนร่วมเต้นยินดีหรรษา แม้แต่นก(ในจินตนาการ)ยังเข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับเขา

นอกจากหนังเรื่องนี้แล้ว ยังเคยถูกใช้ใน The Wedding Singer (1998), Dumb and Dumberer: When Harry Met Lloyd (2003), Step Brothers (2008) , Eddie the Eagle (2016) ฯ

อีกเพลงที่เลือกมา คือเพลงที่ผมชอบสุดในหนัง หลายคนก็น่าจะเหมือนๆกัน Hero ขับร้องโดย Regina Spektor จากอัลบัม Begin to Hope (2006)

นี่เป็นเพลงที่มีความลึกซึ้งมากๆ กระทั่งวิธีการร้องออกเสียงยังมีเหตุผลประกอบ สามารถตีความได้หลายอย่างด้วย ผมเห็นในคอมเมนต์บน youtube พูดถึงเรื่องศาสนาเป็นหลัก แต่เราสามารถมองมุมอื่นได้ด้วย, ชีวิตคนเราใช่ว่าจะล่วงรับรู้ทุกสิ่งอย่าง ‘He never saw it coming at all.’ บางอย่างไม่คาดคิดมาก่อน แต่ ‘its alright’ ไม่เป็นไรร้องซ้ำๆย้ำๆ ‘Open wide, here comes original sin’ เน้นเสียง sin-zzzz เป็นการเลียนแบบเสียงผึ้ง ที่สะท้อนการปฏิเสธไม่ยอมรับ จากนั้นบอกว่า ‘No one’s got it all’ ไม่มีใครได้ทุกสิ่งอย่าง

จำได้ว่าตอนเห็นฉากนี้ครั้งแรก ผมจุกอกสะอื้นน้ำตาคลอเบ้า ลางสังหรณ์สัมผัสได้ตั้งแต่เห็นภาพแบ่งออกเป็นสองด้าน Expectation กับ Reality ทั้งๆที่รับรู้เตรียมการมาตั้งแต่ต้นเรื่องว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่พอถึงฉากนี้จริงๆ กลับทำใจไม่ได้อยู่ดี จนน้ำตาหลั่งพรูออกมา (เหมือนถ้าคุณรู้ตัวว่า ไปด้วยกันกับแฟนสาวไม่ได้ แต่ยังดื้อดึงหลอกตัวเอง คงไม่เป็นไรหรอก พอถึงวันที่เธอพูดขึ้นว่า เราเลิกกันเถอะทนต่อไปไม่ได้แล้ว อารมณ์ทุกอย่างจะทะลักทลายออกมา)

I’m hero of the story don’t need to be saved! นี่เป็นคำพูดให้กำลังใจตัวเอง ขณะได้เรียนรู้ค้นพบบางสิ่งอย่างและยอมรับไม่ได้, นี่คือ Emotional Shock รูปแบบหนึ่ง ในสภาวะนี้ไม่มีใครรับรู้หรือคิดอะไรเป็นเหตุเป็นผลได้ทั้งนั้น คือช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของอารมณ์/ความรู้สึก ซึ่งถ้าเผลอคิดอะไรเพี้ยนๆขึ้นมา เลวร้ายก็อาจได้มีคนตาย เพื่อน/ครอบครัว หรือคนรอบข้างที่เห็นใครสักคนอยู่ในสภาวะนี้ต้องระวังให้มาก คอยดูแลห่างๆแบบใกล้ชิดไม่ให้คลาดสายตา จะได้ยับยั้งเวลาเกิดอะไรบางอย่างได้ทัน … นี่เป็นประโยคคำร้องที่ Hero ต้องการให้ใครสักคนมาช่วยเหลือเขาที่สุดนะครับ

“This is a story of boy meets girl, but you should know upfront, this is not a love story.”

ผมเป็นคนหนึ่งที่ตอนดูหนังเรื่องนี้ ไม่ได้เชื่อคำเตือนที่เกริ่นเอาไว้ตอนต้น คิดว่าคงเป็นหนังรักโรแมนติกธรรมดาทั่วไป พอดูจบสะอื้นไห้ค่อยมาระลึกได้ รู้แบบนี้ครุ่นคิดทำความเข้าใจ เชื่อคำเตือนตั้งแต่แรกเสียก็ดี, นี่ไม่ใช่หนัง Love Story จริงๆนะครับ เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มได้พบเจอหญิงสาว มีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง และความสัมพันธ์สามารถพัฒนาไปได้รูปแบบไหน

เนื่องจากหนังเล่าเรื่องในมุมมองของ Tom เป็นหลัก เห็น Summer ในจินตนาการความต้องการของตนเอง (ผู้ชายส่วนใหญ่ก็แบบนี้ ชอบคิดเพ้อว่าคนที่ตนชอบต้องเป็นโน่นนี่นั่น นางฟ้าผู้สมบูรณ์แบบ) หลายครั้งไม่ฟังความคิดความต้องการของเธอ เช่นเถียงกันว่า ใครเป็นนักร้องที่เยี่ยมสุดในโลก? และพยายามจะเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นคนที่เขาต้องการ, แต่กับคำเตือนที่ Summer บอกไว้ตั้งแต่แรก ‘ฉันไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์ แค่เพื่อนที่ร่วมสุขทุกข์ได้’ ซึ่ง Tom ได้มโนเลยเถิดไปไกลเลย แย้งว่า ไม่ใช่ได้ยังไง จูบกัน มี Sex ก็แล้ว พาไปที่ห้อง บลา บลา บลา มันไม่ได้ทำให้ใจอ่อนเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อยเลยเหรอ

หนังจงใจปกปิดเรื่องราวของ Summer เอาไว้ ไม่บอกกล่าว ไม่นำเสนอ แทบไม่มีอะไรให้ผู้ชมคิดทำความเข้าใจได้เลยว่าทำไมยัยนี่ถึงชั่วร้ายขนาดนั้น (นั่นเพราะนี่เป็นหนังของผู้ชาย คนเขียนบทผู้ชาย กำกับโดยผู้ชาย นี่จึงคือมุมเฉพาะที่พวกเขาเห็น) กระนั้นก็มีหลายอย่างที่เป็นจุดสังเกต ซึ่งทำได้เพียงวิเคราะห์คาดเดาว่า แท้จริงแล้วเบื้องหลังของ Summer คือใคร, ผมจะขอเล่าวิเคราะห์ในความคิด/ความเชื่อส่วนตัวของผมเองนะครับ

Summer มีพ่อแม่ที่เข้มงวดเจ้ากี้เจ้าการ เลี้ยงดูแบบนกในกรง นั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่ชอบ แถมยังได้กึ่งๆหมั้นหมายไว้กับเพื่อนคนหนึ่ง พยายามให้ลูกสาวได้แต่งงานกับเพื่อนลูกชายคนนั้น, ชายหนุ่มและหญิงสาวเติบโตขึ้นมาด้วยกัน จากเพื่อนคบหากลายเป็นแฟน แต่เพราะ Summer รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้แต่งงาน เธอจึงขอเขาเพื่อที่จะได้ออกท่องเที่ยว เรียนรู้โลกกว้าง ทำในสิ่งที่ตนสนใจ มีโอกาสทำงานในบริษัทออกแบบนามบัตรแห่งหนึ่ง พบเจอกับ Tom ที่มีความน่าสนใจ จึงปล่อยกายปล่อยใจโดยไม่สนอะไร … ไปๆมาๆ เธอตกหลุมรักเขาเข้าจริงๆ ทำให้เกิดความลังเลไม่แน่ใจจึงเริ่มหาข้ออ้างตีตนออกห่าง ประจวบกับแฟนหนุ่มของเธอเริ่มตื้อขอหมั้นอีกรอบ เธอเลยรับไว้ทั้งๆที่ในใจยังมีความลังเล สุดท้ายตัดสินใจทิ้ง Tom แต่มันคงไม่ง่ายนักสำหรับเธอ (แต่เราคงไม่มีโอกาสได้เห็น)

ที่ผมเล่ามามันอาจดูสวยหรูไปเสียหน่อย ประหนึ่งว่าคือข้ออ้างในหัวของ Tom เพื่อที่จะทำใจจากเธอได้ (คือเวลาถ้าผมเลิกกับผู้หญิงแบบไม่เข้าใจ ก็มักจะมโนขึ้นมาเองแบบนี้ เป็นข้ออ้างเพื่อจะทำใจ และไม่มองเธอในแง่ลบเกินไป) จริงๆ Summer อาจเป็นผู้หญิงที่ไม่แคร์อะไรเลยก็ได้ คบกับ Tom ก็เหมือนเกมๆหนึ่ง เมื่อสูบเลือดสูบเนื้อสูบความสุขจนหมดแล้ว ก็ไม่เหลืออะไรให้น่าใคร่สนใจต่อไป

นี่เป็นหนังที่ทำให้ผมเกิดความสนใจ “คำเตือน” ทุกสิ่งอย่างในโลกที่มีข้อความนี้ปรากฎขึ้นมา อ่านฉลากก่อนใช้ยา คำแนะนำข้างกล่อง วันหมดอายุ ฯ เพราะมันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างไม่เช่นนั้นคงไม่ใส่มาให้เห็นหรอก เช่นกันกับคำพูดของหญิงสาว แม้เธออาจจะเล่นตัวประมาณว่า ‘เป็นแค่เพื่อนกันนะ’ ถึงหัวใจความต้องการจะเตลิดไปไกล แต่การพูดอย่างนี้จำต้องรับฟังและตระหนักไว้ตลอด เธออาจหมายถึงเช่นนั้นจริงๆก็ได้ ทำตัวแกล้งโง่ไปเลยเสียดีกว่า แบบนี้เวลาเลิกแยกจากจะได้ไม่เสียใจมาก

ย้ำเตือนอีกครั้งสำหรับหญิงสาวทั้งหลาย ถ้าคุณมองการกระทำแบบนี้เป็นเสมือนเกมแห่งความรัก หลอกคนอื่นให้ตกหลุมแล้วจากไป สักวันมันจะหวนกลับคืนสู่ตัวคุณเอง เมื่อวันที่พบกับชายคนที่ตนหลงใหลมากจริงๆ สักวันเขาจะจากไปอย่างที่คุณเคยทำกับชายอื่น

ด้วยทุนสร้าง $7.5 ล้านเหรียญ จัดจำหน่ายโดย Fox Searchlight Pictures ฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนัง Sundance Film Festival ทำเงินได้ทั่วโลก $60.7 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็น ‘sleeper hit’ จนผู้กำกับ Marc Webb ถูก Sony ทาบทามตัวให้เป็นผู้กำกับ The Amazing Spider-Man

ถึงจะไม่ได้เข้าชิง Oscar แต่ได้เข้าชิง Golden Globe 2 สาขา (ไม่ได้สักรางวัล)
– Best Picture – Comedy or Musical
– Best Actor – Comedy or Musical (Joseph Gordon-Levitt)

ขณะที่ Independent Spirit Awards (งานประกาศรางวัลของคนทำหนัง Indy) เข้าชิง 3 สาขา ได้มา 1 รางวัล
– Best Film พ่ายให้กับ Precious
– Best Screenplay ** ได้รางวัล
– Best Male Lead (Joseph Gordon-Levitt )

ความหลงใหลในหนังเรื่องนี้ เกิดเพราะมันมีเหตุการณ์ใกล้เคียงกับชีวิตของผมมาก ตอนสมัยวัยรุ่นตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง ตอนจีบโลกมันก็สวยสดใส เลิกกันแบบไม่เข้าใจ อยู่ดีๆเธอก็จากไป โลกมันก็มืดหม่นหมองลง เห้ย… อย่าให้เล่าเลยนะครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่หลงรัก คือบทเพลงในหนัง ที่ถึงคุณไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่จะสัมผัสกลิ่นอาย รสนิยมของผู้กำกับ เลือกมาได้เข้ากับทุกสิ่งอย่าง กลายเป็นเพลง sleeper hit นอนฟังหลับสบาย ติดหูรู้จัก ไม่แน่อาจกลายเป็นเพลงโปรดขึ้นมาทันที

แนะนำกับวัยรุ่นหนุ่มสาว มีชีวิตผ่านยุค 90s-2000s ชื่นชอบหนังแนวรอม-คอม ภาพสวยๆ เพลงเพราะๆ, และแฟนๆผู้หลงใหลในความน่ารักของ Joseph Gordon-Levitt กับ Zooey Deschanel ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต PG กับความผิดหวังอกหัก

TAGLINES | “(500) Days of Summer คือเรื่องราวความรักที่ใครๆคงเคยพบเจอ โดยสองนักแสดงนำที่จะทำให้ตกหลุมรัก Joseph Gordon-Levitt กับ Zooey Deschanel และบทเพลงที่ถึงไม่รู้จักแต่จะทำให้หลงใหล”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | FAVORITE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of