Moonlight (2016)

moonlight

Moonlight (2016) hollywood : Barry Jenkins ♥♥♥♥♥

ความสวยงามของ Moonlight คือการโคจรหมุนรอบเป็นวงกลม อาบแสงจันทราในเสี้ยวชีวิตที่ต่างกัน บางครั้งล่องลอย สะเทินบกสะเทินน้ำ บางครั้งจมดิ่งลงไปในความมืดมิด ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่ง ชายหนุ่มต้องมีการตัดสินใจ เลือก-คิด-ทำ เป็นอะไรด้วยตัวเอง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เชื่อว่าต่อให้คนที่ดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว อ่านคำนำที่ด้านบนก็อาจไม่เข้าใจ เพราะความลึกซึ้งของหนังเรื่องนี้ต้องใช้การสังเกต วิเคราะห์ ทำความเข้าใจอย่างมาก ถึงจะมองเห็นความสวยงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้, ความหมายของแสงจันทร์ที่ไม่ใช่แค่อาบผิว แต่ยังส่องเข้าไปในเนื้อหนัง สะท้อนความรู้สึกที่อยู่ภายในจิตใจ

ผมให้คำใบ้สักนิดสำหรับคนที่ยังไม่ได้รับชม และอยากทำความเข้าใจหนังเรื่องนี้ ลองสังเกต
– การเคลื่อนไหวของภาพ หลายครั้งจะมีการหมุนไปรอบๆ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่อะไรสักอย่าง ทำไมต้องหมุนและอะไรคือจุดศูนย์กลาง?
– เรื่องราวของพระจันทร์ บางวันเต็มดวง บางวันเห็นเป็นเสี้ยว บางวันมืดสนิท เปรียบเทียบสะท้อนได้กับอะไรบ้างในหนัง (Little, Chiron, Black)
– ความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับพระจันทร์ (ระหว่างพระเอกกับคนอื่น) มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เปรียบเทียบและมีนัยยะสะท้อนถึงอะไร?

นี่เป็นหนังที่ผมรู้สึกว่ามีความสวยงาม สมบูรณ์แบบเกือบที่สุดในศตวรรษนี้ กับคนที่มีความสนใจเฉพาะเนื้อเรื่องจะมีความเข้าใจในระดับหนึ่ง แต่หนังมีความโดดเด่นในด้าน Cinematic ภาษาภาพยนตร์สูงมาก ในระดับนี้จะมองเห็นการเปรียบเทียบสื่อความหมาย สัมผัสอารมณ์บรรยากาศ แฝงนัยยะที่สะท้อนวิถี เรื่องราวของการเติบโต เรียนรู้ ตัดสินใจ ความเป็นผู้ชายและการค้นหาความหมายของชีวิต

ดัดแปลงจากบทละครเวทีเรื่อง In Moonlight Black Boys Look Blue เขียนโดย Tarell Alvin McCraney เมื่อปี 2003, เป็นเรื่องราวกึ่งอัตชีวประวัติของผู้เขียนเอง ในการรับมือกับแม่ที่กำลังจะเสียชีวิตด้วยโรค AIDS ในช่วงเวลาต่างๆ บทละครถือว่ามีความสนใจแต่กลับขึ้นหิ้งไว้ เพราะไม่มีใครสนใจให้ทุนสร้าง

Barry Jenkins (เกิดปี 1979) ผู้กำกับชาวอเมริกา เป็นคนผิวสีเกิดที่ Liberty City, Miami ชีวิตวัยเด็กค่อนข้างยากลำบาก มีพี่น้อง 3 คน พ่อเสียชีวิตตอนเขาอายุ 12 ขวบ แยกอยู่จากแม่เพราะเธอติดโคเคนจนเลอะเลือน คิดว่าเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆของตน, Jenkins เติบโตขึ้นในอพาร์ทเมนท์ของแม่เลี้ยงคนหนึ่ง (นี่คือชีวิตจริงของผู้กำกับนะครับ ไม่ใช่เรื่องย่อของหนัง)

โตขึ้นเข้าเรียนสาขาภาพยนตร์ที่ Florida State University, Tallahassee มีผลงานกำกับเรื่องแรก Medicine for Melancholy (2008) ยา(วิธีการ)สำหรับรับมือความโศกเศร้า แค่ชื่อก็มีความลึกซึ้งแล้ว ออกฉายตามเทศกาลหนังได้เสียงตอบรับดีมากๆ จนคว้ารางวัล San Francisco Film Critics Circle: Marlon Riggs Award, ระหว่างการพัฒนาโปรเจคหนังเรื่องใหม่ ได้พบกับ Brad Pitt เจ้าของสตูดิโอ Plan B Entertainment ในเทศกาลหนังหนึ่ง นำเสนอโปรเจคนี้ได้อย่างน่าสนใจ ทำให้ได้ผู้จัดหาทุนและไม่ต้องกังวลเรื่องตัวแทนจัดจำหน่าย

เกร็ด: Plan B Entertainment ของ Brad Pitt มีโปรเจคเจ๋งๆเยอะเลยนะครับ แถมสนับสนุนให้โอกาสกับผู้สร้างหนังที่เป็นคนผิวสีด้วย ในรอบทศวรรษนี้มีหนังรางวัลอยู่หลายเรื่อง อาทิ The Tree of Life (2011), Moneyball (2011), 12 Years a Slave (2013), Selma (2014), The Big Short (2015) ฯ

หนังแบ่งออกเป็น 3 องก์ Little/Chiron/Black เป็นชื่อและฉายา ของชายคนหนึ่งจาก วัยเด็ก/วัยรุ่น/ผู้ใหญ่ เสี้ยวของความทรงจำในช่วงเวลานั้นๆ ที่มีความสำคัญเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต

เกร็ด: ผู้กำกับ Jankins ได้คงโครงสร้างของบทละคร In Moonlight Black Boys Look Blue ที่แบ่งเป็น 3 องก์นี้ไว้ เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า โชคดีที่ตอนเขียนบทหนังยังไม่ได้ดู Boyhood (2014) ไม่เช่นนั้นอะไรๆคงเปลี่ยนไปมาก

สำหรับนักแสดงนำ Little/Chiron/Black ผู้กำกับตัดสินใจใช้นักแสดง 3 คน ประกอบด้วย
Alex Hibbert รับบท Chiron วัยเด็ก ในชื่อตอน Little
Ashton Sanders รับบท Chiron วัยรุ่น
Trevante Rhodes รับบท Chiron ตอนโต ในชื่อตอน Black

นักแสดงทั้งสามไม่เคยเจอหน้ากันระหว่างการถ่ายทำ เพราะผู้กำกับต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการเลียนแบบกันและกัน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือ ดวงตา ที่มีความโหยหาอะไรบางอย่าง ความรัก, เพื่อน, การยอมรับ, การมีตัวตน ฯ
– Little เด็กน้อยผู้ยังไร้เดียงสา ไม่ประสีประสาเข้าใจอะไรทั้งนั้น แต่ได้ค้นพบว่าชีวิตมนุษย์ต่างก็มีตำหนิ มีปัญหา ไม่มีใครดีแท้สมบูรณ์แบบ และเรียนรู้ว่าสักวันหนึ่งจะต้องเลือก โตขึ้นจะกลายเป็นคนแบบไหน
– Chiron วัยรุ่น ช่วงเวลาของการเลือกได้มาถึง จะยังคงอดทนต่อวิถีชีวิตรูปแบบเดิมๆ หรือเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองไปสู่คนใหม่
– Black ชายหนุ่มผู้กร้านโลก นี่เป็นผลลัพท์จากการตัดสินใจเลือกครานั้น ที่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงตนเอง ค้นพบโลกใหม่ และมีชีวิตอยู่ในวิถีการเลือกนั้น

ต้องถือว่า Chiron เป็นคนพูดน้อยต่อยหนัก ไม่ชอบที่จะมีปัญหาทะเลาะวิวาทใช้กำลังกับใคร นี่ทำให้คนส่วนใหญ่มองเขาว่าเป็นพวกอ่อนแอ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย แต่เมื่อความเจ็บปวดเคียดแค้นสะสมอัดอั้นจนถึงขั้นปะทุออก ก็ไม่มีอะไรยับยั้งความโกรธแค้นเจ็บปวดที่ระเบิดออกมาได้, เปรียบ Chiron คือตัวแทนของคนผิวสีทั้งหมด พวกเขามีความสุขสันติไม่ชอบใช้ความรุนแรง แต่มักถูกกลั่นแกล้งทำร้ายอย่างรุนแรงจากสังคมภายนอก (คนผิวขาว) จนเมื่อถึงวันหนึ่งอดรนทนต่อไปไม่ได้ก็ปะทุออกมา หลังจากนั้นก็ไม่ยอมก้มหัวให้ใครอีก

ผมมีเพลิดเพลินขณะเห็นการแสดงของ Rhodes ที่รับบท Black อย่างมาก หมอนี่มีความหื่นกระหาย ตาลอยๆ ประมาณว่าอย่าลีลาเยอะ เข้าห้องเลยดีกว่า! ส่วนการแสดงของ Sanders ค่อนข้างสับสนวุ่นวาย และ Hibbert มีความใสซื่อไร้เดียงสา, ถือว่าเลือกนักแสดงออกมาได้ตรงกับช่วงเวลา วุฒิภาวะของตัวละครได้เปะๆเลย

เกร็ด: Chiron (ภาษากรีกแปลว่า มือ) เป็นชื่อของมนุษย์ม้า หรือที่เรียกกันว่า เซนทอร์ (Centaur) เผ่าพันธุ์มนุษย์ครึ่งสัตว์ชนิดหนึ่งที่ปรากฏในเทพปกรณัมของกรีก มีร่างกายส่วนบนเป็นมนุษย์ผู้ชาย แต่ส่วนลำตัวลงไปตั้งแต่เอวจะเป็นม้าหนุ่มที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ, พวกเซนทอร์ได้ชื่อว่าเป็น อันธพาลแห่งสวรรค์ มีนิสัยชอบดื่มเหล้าไวน์และไล่ฉุดปล้ำผู้หญิง ทั้งยังชอบทะเลาะวิวาทกันเองเวลาเมาโดยไม่เกรงกลัวใครทั้งสิ้น

จากเกร็ดนี้ ทำให้เราสามารถมองตอน Chiron เปรียบเทียบกับดวงจันทร์ จะได้ช่วงเวลาคือพระจันทร์เสี้ยว ไม่เต็มดวงหรือเป็นข้างแรม (อยู่กึ่งกลางระหว่างข้างขึ้นกับข้างแรม) ส่วนตอน Little คือพระจันทร์เต็มด้วง (เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรเจือปน) และตอน Black คือข้างแรม ไร้พระจันทร์

เกร็ด 2: Chiron ยังเป็นชื่อของดาวหาง ที่โคจรระหว่างดาวยูเรนัสกับดาวเสาร์, ในทางโหราศาสตร์ เป็นตัวแทนของ ‘wounded healer’ มีหน้าที่รักษาจิตวิญญาณของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ (หมายความว่าอะไร ผมก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่นะครับ)

Kevin เพื่อนสนิท/เพื่อนรักของ Chiron
– Jaden Piner รับบท Kevin วัยเด็ก เพื่อนที่ชอบเรียก Chiron ว่า Black ทั้งสองสนิทกันเพราะมีบางอย่างคล้ายกัน แต่ต่างยังไม่รู้ว่าคืออะไร
– Jharrel Jerome รับบท Kevin วัยรุ่น ความอยากรู้อยากลอง และต้องการการยอมรับจากผู้อื่น ได้กระทำบางสิ่งอย่างที่ทำให้เขาเสียใจที่สุดในชีวิต
– André Holland รับบท Kevin ตอนโต หวนระลึกถึงอดีต อยากที่จะแก้ไขอะไรบางอย่างที่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาดครั้งนั้น

กับการแสดงที่ต้องพูดถึงเลยคือ André Holland รับบทตอนโตเป็นพ่อครัว (สังเกตเมนูอาหาร จะมีข้าว[สีขาว] สเต็กอะไรสักอย่าง บลูเบอรี่[สีน้ำเงิน] ฯ ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงหนังเรื่องนี้ทั้งนั้น) เพราะการได้ยินบทเพลง Hello Stranger (1963) ของ Barbara Lewis ทำให้เขาหวนระลึกถึง Chiron, การพบกันของทั้งคู่ให้ความรู้สึก Nostalgia หวนระลึกถึงอดีตวันวาน กับความทรงจำครั้งนั้นที่มิอาจลืมเลือนไปจากจิตใจพวกเขาทั้งสอง ต่างคนยังปรารถนาซึ่งกันและกัน Kevin ต้องการแก้ไขอะไรบางอย่าง ส่วน Chiron เพื่อหาคำตอบปลดล็อคความต้องการของหัวใจ … แต่ทั้งคู่ลีลาเยอะเหลือเกินกว่าจะไปถึงจุดนั้น, คือมันเหมือนนั่งดูหนังโรแมนติก คู่พระนาง/ชายหญิง แบบ Before Sunrises (1999) เกี้ยวพาราสี เล่นหูเล่นตา ยั่วยวนไปมาทั้งเรื่อง คือผู้ชมส่วนใหญ่รู้แน่อยู่แล้วว่าต้องได้กัน แต่หนังจงใจอารัมบท ยึกยักเล่นแง่ ให้เกิดความลังเลไม่แน่ใจ จริงๆคือรอคอยหาจังหวะเหมาะสม แล้วค่อย… แบบนี้มันดูโรแมนติกกว่ามาก

มันคงเป็น ‘ศาสตร์’ ของชีวิตนะครับ ลองนึกทบทวนถึงครั้งแรก/คืนแรกของคุณดูเองแล้วกัน มันจะไม่มีอารัมบท ยื้อยักลีลาเล่นตัวกับคู่ของคูณเลยหรือ จะแบบมองหน้ากับปุ๊ปก็ใส่กันปั๊ป แบบนี้มันหื่นกระหายไร้ความโรแมนติกไปหน่อยหรือเปล่า? (จริงๆผมก็ชอบแบบนี้นะ), ผมไปอ่านเจอที่ไหนสักที่ มันมีคำว่า Sex กับ Make Love สองคำนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง — ไม่ขออธิบายแล้วกันว่าต่างยังไง กับคนที่สามารถอ่านมาถึงตรงนี้ ชี้แค่นี้ก็น่าจะเห็นความแตกต่างของสองคำนี้ได้แน่ (ผมเชื่ออย่างนั้น)

พูดถึงตัวประกอบบ้างดีกว่า หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยนักแสดงคุณภาพยอดฝีมือ ลุ่มลึกหนักแน่นทรงพลัง

Mahershala Ali นักแสดงผิวสีชาวอเมริกา มีผลงานเป็นตัวประกอบหนังอย่าง The Curious Case of Benjamin Button (2008), Predators (2010), The Hunger Game: Mockingjay – Part 1 & 2, มีชื่อเสียงที่สุดกับการรับบท Remy Danton ในซีรีย์ Netflix เรื่อง House of Cards ฯ

รับบท Juan ที่มีลักษณะเหมือนพ่อ (father-figure) ของ Chiron ปรากฏตัวเฉพาะตอน Little ในมาดสุขุมเหมือนผู้ใหญ่ที่น่านับถือ ราวกับจะเป็นคนดีมีอุดมการณ์น่าเลื่อมใส แต่เบื้องลึกมีอะไรมากกว่านั้น, ต้องถือว่าแค่ภาพลักษณ์ภายนอกของ Ali ก็ดูเท่ห์สง่า และการวางท่าทางคำพูดยิ่งทำให้ตัวละครมีมิติลึกขึ้นไปอีก ผมพอเดาออกได้ตั้งแต่แรกว่าต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ เพราะชายคนนี้ดูดีเกินไป ราวกับว่าต้องผ่านอะไรมามาก จึงสามารถคิดเข้าใจ เป็นอะไรได้มีภูมิขนาดนี้

Naomie Harris นักแสดงผิวสีชาวอังกฤษ มีชื่อเสียงปานกลาง ผลงานเป็นที่รู้จัก อาทิ 28 Days Later (2002), Tia Dalma ใน Pirates of the Caribbean ภาค 2 กับ 3, Eve Moneypenny ในแฟนไชร์ James Bond เรื่อง Skyfall (2012) กับ Spectre (2015)

รับบท Paula แม่ของ Chiron เธอมี 3 สถานะ ตามองก์ของหนัง
– แม่ที่เป็นห่วงลูก แต่ชีวิตไม่มีความสุข จึงเริ่มต้นหันไปพึ่งพายาเสพติด
– ผู้หญิงที่ไม่สนใจอะไรแม้แต่ลูกของตนเอง ใช้ยาเสพติดประทังชีพ ไม่มีการงานทำ
– หญิงชราที่ไม่เหลืออะไรในชีวิต เข้าบำบัดอาการติดยา หวนระลึกได้ถึงชีวิตอันบัดซบของการทำตัวเอง และพยายามสอนสั่ง Chiron อย่าให้กลายเป็นเหมือนตน

การแสดงของ Harris เต็มไปด้วยความรุนแรงบ้าคลั่ง ไร้สติเห็นแก่ตัว แต่แม่ก็คือแม่นะครับ ต่อให้เลวร้ายแค่ไหนนี่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ลูกที่ดีควรต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่าเพราะอะไร ไม่ใช่แสดงความรังเกลียด บังคับทำร้าย หรือทอดทิ้ง, เห็นว่า Harris มีความตั้งใจที่จะไม่รับบทตัวละครติดยาลักษณะนี้เลย บอกปัดผู้กำกับไป แต่ Jenkins เข้าไปพูดคุยโน้มน้าว และบอกว่าตัวละครนี้คล้ายกับแม่ตัวจริงของเขา นี่แหละคือชีวิตที่ผู้กำกับเติบโตมา ทำให้เธอใจอ่อนเข้าใจและยอมรับเล่นบทนี้

สำหรับสองนักแสดงสมทบนี้ ถือว่าโดดเด่นเกินหน้าเกินตาหนังจริงๆ สมแล้วกับการเข้าชิงสาขานักแสดงสมทบจากแทบทุกสถาบัน แต่น่าเสียดายโอกาสของ Harris ค่อนข้างต่ำ แต่ Ali มีลุ้นแน่

ถ่ายภาพโดย James Laxton เพื่อนสนิทของผู้กำกับ Jenkins, งานภาพของหนังเรื่องนี้ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผมมากๆ ตั้งแต่ฉากแรกของหนังที่กล้องเคลื่อนโคจรหมุนวนรอบตัวละครไปมา มีนัยยะสื่อแทนความหมายของชื่อหนัง พระจันทร์หมุนรอบโลกราวกับเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งมีหลายครั้งที่เดียวที่กล้องเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เคลื่อนหมุนรอบอะไรสักอย่างนี้, นี่เป็นเทคนิคที่หลายคนอาจรู้สึกมึน แต่ส่วนตัวคิดว่ามันเจ๋งมากๆ (ส่วนหนึ่งเพราะมีนัยยะเข้ากับชื่อหนังนี่แหละ)

หนังถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอล Arri Alexa ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเก็บรายละเอียดสีและพื้นผิว (Texture), ร่วมกับนักสี (Colorist) Alex Bickel เพื่อทำการปรับแต่งเพิ่มค่า Contrast และ Saturation ให้เกิดความสว่างและรายละเอียดที่ใกล้เคียงกับโทนสีที่ต้องการ
– องก์แรกเลียนแบบ Fiji film stock ภาพจะสว่างที่สุด
– องก์สองเลียนแบบ Agfa film stock ที่เพิ่มสี cyan ที่เด่นชัดขึ้น
– องก์สาม (black) เลียนแบบ Kodak film stock ภาพจะสีเข้ม มืดที่สุด

ผมไม่ใช่นักเล่นกล้องเลยบอกไม่ได้ว่า ฟีล์มสามประเภทนี้ให้สัมผัสต่างกันประการใด แค่พอมองเห็นว่ามีความแตกต่างกันอยู่

หนังถ่ายทำที่ Miami รัฐ Florida สถานที่ที่ผู้กำกับเติบโตขึ้นมา, Miami เป็นเมืองติดทะเล มีแสงสว่างจ้า ตรงข้ามกับความมืดมิดยามค่ำคืนและโลกที่โหดร้าย นี่เป็นเมืองที่ผู้คนเวลาเบื่อจัดๆ ก็จะเดินตรงลงไปทะเล เล่นน้ำพักผ่อนคลาย, ชายหาด/ทะเล ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
– องก์แรก Chiron ลงไปเรียนว่ายน้ำกับ Juan
– องก์สอง นั่งอยู่ริมชายหาดกับ Kevin
– องก์สาม ได้แค่มองแต่ไม่ได้เดินลงไป

กับฉากที่ทำให้ผมอ้าปากค้าง ผู้กำกับเรียกว่า baptism scene เป็นการถ่ายสะเทินน้ำสะเทินบก ที่ Juan สอนให้ Chiron ว่ายน้ำ (ตอนถ่ายทำเด็กชาย Hibbert ว่ายน้ำไม่เป็น เห็นว่า Ali เป็นคนสอนเองเลย ซึ่งช็อตสุดท้ายเด็กชายว่ายน้ำเองได้สำเร็จ), ตอนแรกผมยังไม่ทันสังเกต แต่สักพักพอเห็นว่าทุกขณะที่น้ำขึ้นเต็มภาพ จะมีการตัดกระโดด (jump-cut) นำเสนอเฉพาะช่วงเวลาสำคัญๆของการเล่นน้ำครั้งนั้น, นัยยะของฉากนี้ Juan บอกให้ Chiron เชื่อใจเขา นั่นคือการเปิดใจยอมรับ เชื่อมั่นในผู้อื่น ซึ่งชื่อเล่นฉากนี้ baptism คือพิธีรับเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน โดยทำการจุ่มคนลงในแม่น้ำ/ทะเล เพื่อล้างบาป แทนได้ด้วยการเกิดใหม่/เริ่มต้นใหม่ ตะเกียกตะกาย เรียนรู้จักการต่อสู้ชีวิต

ในหนังไม่ได้มีการจุ่มหน้าลงในน้ำครั้งเดียวนะครับ มีในทุกๆองก์ แต่กับตอนชื่อ Chiron มีการจุ่มครั้งสำคัญในอ่างน้ำแข็ง(ด้วยตนเอง) หลังจากถูกรุมทำร้ายเลือดอาบจมูกบวม นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นการเกิดใหม่ที่แท้จริง (คือขณะที่ Chiron ตัดสินใจเลือกทำอะไรบางอย่าง)

จุดเด่นของงานภาพ คือการปรับโฟกัส, แทบทุกช็อต ตัวละคร/สิ่งที่อยู่ในความสนใจจะมีความคมชัดเจน ขณะที่พื้นหลังมักจะเบลอจนมองอะไรไม่เห็น นี่เป็นเทคนิคจำกัดการรับรู้ของผู้ชม มีนัยยะแสดงถึงจุดความสนใจเฉพาะตัวละคร สิ่งรอบข้างหาได้มีสาระสำคัญไม่

เหมือนช็อตนี้จะใช้เลนส์ตาปลาเข้าช่วย พื้นหลังสวยทีเดียว ดูโค้งๆม้วนๆ เหมือนพระจันทร์ทรงกลม

คนผิวสีนี่ก็แปลก ชอบใส่เสื้อสีขาวทำให้ตัดกัน เห็นแล้วแสบตา แต่ที่น่าพิศวงยิ่งกว่าคือท่ามกลางแสงจันทร์ มองไปเห็นผิวของพวกเขากลายเป็นสีน้ำเงิน ทำไมเป็นเช่นนั้นก็ไม่รู้, นี่มีนัยยะว่า สิ่งที่เป็นตัวเราภายนอก สีผิวมันก็เหมือนภาพลวงตาสามารถเปลี่ยนได้ สิ่งสำคัญอยู่ข้างในจิตใจมนุษย์ต่างหาก

ตัดต่อโดย Joi McMillon กับ Nat Sanders เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของผู้กำกับ โดย Sanders ตัดต่อองก์ 1 กับ 2 ส่วน McMillon ตัดต่อองก์สุดท้าย

หนังแบ่งออกเป็นสามองก์ นำเสนอเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราว ความทรงจำที่เป็นจุดเปลี่ยน มีความสำคัญค่าที่สุดของ Chiron (หรือตัวผู้กำกับเอง)
– องก์ 1 คือการเรียนรู้ของเด็กชาย ว่ามนุษย์ไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบ มีคนดีก็ต้องมีคนชั่ว แม้แต่ Juan ที่ดีกับเขาหนักหนา แต่ตัวจริงก็ไม่ได้ดีอย่างที่เห็น
– องก์ 2 คือการตัดสินใจ ระหว่างจะทนยอมก้มหัวให้ผู้อื่นตลอดไป หรือลุกขึ้นสู้ทำอะไรบางอย่าง
– องก์ 3 คือการยอมรับตัวเอง, การตัดสินใจของ Chiron ในองก์ 2 ทำให้เขาต้องทิ้งอีกตัวตนหนึ่งไป (เพื่อนสนิท Kevin) เพื่อเริ่มต้นใหม่ ในองก์นี้เป็นการหวนระลึกย้อนคืนกลับมาพบเจอและเข้าใจตัวเอง โอบรับอีกด้านหนึ่งของชีวิต เติมเต็มซึ่งกันและกัน

เรื่องราวของทั้ง 3 องก์ ดำเนินไปในลักษณะ 1+2=3, เริ่มต้น+ตัดสินใจ=ผลลัพท์ นี่เป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว ซึ่งในช่วงองก์ 3 ผลลัพท์ มันจะมีการย้อนกลับไปมอง 1 กับ 2 เหลืออะไรที่ขาดตกหล่นหายไปไหม เพราะในสมการมีแต่ไปข้างหน้าไม่สามารถย้อนกลับได้

เพลงประกอบโดย Nicholas Britell ที่ได้มีการทดลองนำเทคนิค chop and screw แบบที่ใช้ในดนตรี hip hop มาใช้กับวง Orchestra ให้ความสัมผัสอันลื่นไหลหนักแน่น กับบทเพลง Chiron’s Theme Chopped & Screwed (Knock Down Stay Down) [หาคลิปมาให้ฟังไม่ได้ ไว้วันหลังนะครับ]

Main Theme ของหนัง เริ่มจากเปียโนนุ่มๆ ให้สัมผัสเบาๆ ที่ลุ่มลึก ก่อนตามด้วยเสียงเครื่องสายที่เสียดสี หลอกหลอน เจ็บปวด มีนัยยะถึงการเปลี่ยนแปลง/ตัดสินใจ, ผมเห็นในลิสของ Soundtrack จะมีเพลงประจำองก์ ที่เหมือนจะใช้ทำนองเดียวกัน แต่มีรูปแบบของเพลงต่างกัน
– Little’s Theme เป็นเปียโนนุ่มๆล้วนๆ
– Chiron’s Theme ครึ่งแรกเป็นเปียโน ครึ่งหลังเป็นเครื่องสาย
– Black’s Theme เป็นเครื่องสายล้วนๆ (ไวโอลิน+เชลโล)

บทเพลง The Middle of the World ในฉาก Baptism Scene ถือว่าเป็นไฮไลท์ของหนังเลย เสียงไวโอลินให้สัมผัสอันตรึงเครียดเจ็บปวด ราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ ในห้วงอารมณ์ความรู้สึกของ Chiron ที่มีต่อโลกอันโหดร้าย, ฉากนี้มีอีกนัยยะหนึ่งคือ Chiron กำลังหัดเรียนรู้ เริ่มต้นที่จะต่อสู้เอาตัวรอดในโลกกว้าง

บทเพลง Hello Stranger (1963) แต่ง/ขับร้องโดย Barbara Lewis แนว R&B, ถึงชื่อเพลงจะคือ สวัสดีคนแปลกหน้า แต่มีประโยคนี้ในเพลงแค่ 2 คำแรกเท่านั้น (เห็นว่าด้วยเหตุนี้เพลงมันเลยดัง) ใจความมันอะไรก็ไม่รู้สิครับ ไม่ได้เจอกันมานาน…คนแปลกหน้าเนี่ยนะ? (มันควรจะ ยังไม่เคยเจอกันเลยสิ!)

ตอนผมได้ยินเพลงนี้ในหนังรู้สึกจะอมยิ้มร่า ไม่เคยฟังมาก่อนแต่แค่ได้ยินคำร้องประโยคแรก เออเว้ย! มันชวนให้หวนระลึกถึงคนแปลกหน้าในอดีตจริงๆ, ถือว่าเข้ากับบรรยากาศของหนังมาก ทั้งๆที่หนังดำเนินเรื่องในสมัยปัจจุบัน แต่กลับมีกลิ่นอายยุค 60s เสียอย่างงั้น

ในบรรดาหนังที่เข้าชิง Oscar สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม (Best Original Score) ผมรู้สึกว่า สัมผัสความลุ่มลึกในบทเพลง Moonlight สวยงามมากๆ เปรียบได้ดั่งพายุคลั่งที่อยู่ในจิตใจมนุษย์ พร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งอย่าง ลึกล้ำที่สุดในบรรดาหนังที่เข้าชิง (ลึกกว่า Manchester by the Sea อีกนะครับ), น่าเสียดายโอกาสได้รางวัลสาขานี้แทบไม่มี แต่ถือเป็นหนังที่มีบทเพลงอันตราตรึงและทรงพลังอย่างยิ่ง

“Who is you, man?”

คนผิวสีในยุคสมัยนี้ ยังมีอีกมากที่เก็บกด ปกปิดตัวเอง หวาดกลัวไม่กล้าเปิดเผย นี่ผมไม่ได้พูดถึง LGBT (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender) แต่คือการมีตัวตนและยอมรับตัวเองในสังคม, สิ่งที่พวกเขายังคงหวาดกลัวคือ ประเด็น Racism การเหยียดของคนต่างสีผิว ‘พวกคนดำเป็นตัวอันตรายไม่ใช่คนดี’ คำพูดนี้ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย พวกเดียวกันเองก็รู้ใช่ว่าชาติพันธุ์ของเขาทุกคนจะเป็นคนดี แต่อย่าเหมารวมถึงทุกคน เพราะมีอีกมากมายที่ไม่อันตรายและเป็นคนดี

“Black men in this country often have to bury their feelings, bury their vulnerabilities, not only as a matter of convenience, but as a matter of survival.”

– จากบทสัมภาษณ์ของ André Holland ที่รับบท Kelvin ตอนโต

ประเด็นความเป็นชาย (masculinity) ในหนังเปรียบได้กับการเปิดเผย ยอมรับตัวเองในสิ่งที่เป็น นี่คือสิ่งที่มีอยู่ในบทละครเวที ที่ผู้กำกับ Jenkins คงไว้ นำเสนอด้วยความเคารพตรงต่อต้นฉบับ, ชายสองคนแสดงความโหยหาผ่านสายตา ต้องการสื่อสาร มีปฏิสัมพันธ์กันด้วย Sex คือการกระทำที่สื่อถึงการยอมรับ เปิดอก เข้าใจตัวเอง

ความหมายของประโยคที่ว่า ‘You can be gay, but you don’t have to let nobody call you a faggot.’ ถ้าคุณเข้าใจแค่เปลือกนอกจะมองว่า เกย์คือชายรักชาย ส่วน faggot คือตุ๊ดกระเทย แต่ประโยคนี้มีนัยยะลึกซึ้งกว่านั้น
– gay มีนัยยะถึงการยอมรับ เปิดเผยตัวตน ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นชายรักชาย ในที่นี้คือ ‘การยอมรับในชาติพันธุ์ของตนเอง ว่าเป็นคนผิวสี’
– faggot มีนัยยะถึงพวกอีแอบ ทำตัวแสดงออกว่าเป็นแต่แท้จริงแล้วไม่ ในที่นี้คือ ‘คนที่ปกปิดตัวเอง ปฏิเสธ ไม่ยอมรับในชาติพันธุ์’

ใจความหนังเรื่องนี้จึงคือ การเติบโต ทำความเข้าใจ ตัดสินใจ และยอมรับใน(ชาติพันธุ์ของ)ตัวเอง, ซึ่งฉากจบที่สองหนุ่มมองตาเข้าใจรับรู้ตรงกัน ถัดจากนั้นตัดไปโอบกอดเรือนร่างเปลือยเปล่า คนส่วนใหญ่จะคิดว่าพวกเขามี Sex กัน แต่นี่เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่หมายถึงการเข้าใจ/ตัดสินใจ/ยอมรับ วินาทีแห่งความเป็นชาย=วินาทีถึงการยอมรับตัวเองว่าข้ามีตัวตนอยู่บนโลก, นี่ถือว่าเป็นบทสรุปที่มีความสวยงามมากๆ

เราสามารถวิเคราะห์หนังเรื่องนี้ในแบบหนังเรื่อง Persona (1966) ได้นะครับ คือมอง Chiron เป็นตัวตนหนึ่งภายในจิตใจของมนุษย์ มีความโหยหาต้องการเติมเต็มกับ Kevin ที่เป็นส่วนตรงข้าม (Sex มองได้ถึงการรวมตัว เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน) ส่วนตัวละครอื่น อาทิ Terrel ที่พาลหาเรื่อง Chiron ตลอดเวลา เปรียบได้กับอีกตัวตนที่เป็นความรุนแรงที่แอบซ่อนอยู่ในจิตใจของเขา ครั้งหนึ่งแสดงออกล้ำเส้น วิธีเดียวที่จะทำให้สงบได้คือสั่งสอน ปรับความเข้าใจ สุดท้ายก็หายไปไม่โผล่มาอีก

หนังเข้าชิง Oscar 8 สาขา ประกอบด้วย
– Best Picture
– Best Director
– Best Supporting Actor (Mahershala Ali)
– Best Supporting Actress (Naomie Harris)
– Best Adapted Screenplay
– Best Cinematography
– Best Film Editing
– Best Original Score

เขียนขึ้นก่อนงานประกาศรางวัล Oscar: ถึงหนังเรื่องนี้ในมุมมองของผมจะถือว่า ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปี และนักวิจารณ์ให้การยกย่องกันอย่างล้นหลาม แต่มิได้หมายความว่าจะต้องคว้ารางวัล Oscar ติดมือกลับบ้านไปได้, ซึ่งจาก 8 สาขาที่ได้เข้าชิงนี้ มีลุ้นที่สุดคงเป็น Best Supporting Actor เพราะ Ali เพิ่งคว้า SAG Award สาขานี้มา จึงกลายเป็นเต็งหนึ่ง และสาขา Best Adapted Screenplay บทดัดแปลงที่ก็เป็นเต็งหนึ่งเช่นกัน

ส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ในความลึกล้ำซับซ้อน ด้วยเทคนิควิธีการนำเสนอ ภาษาภาพยนตร์ที่มีความสวยงามอันน่าประทับใจอย่างยิ่ง, แต่ที่ไม่ตกหลุมรักเพราะนี่เป็นหนังของคนผิวสี ซึ่งยังคงวนเวียนอยู่กับประเด็น Sex, Drug, Violent ที่เป็นความเฉพาะเจาะจงของชาติพันธุ์ สร้างขึ้นเพื่อคนของพวกเขาเป็นสำคัญ ยากนักที่ผู้ชมต่างสีผิวจะแทนตัวเองเข้าไป แล้วรู้สึกชื่นชมหลงใหลในโลกใบนั้นได้

แต่ถ้าเมื่อไหร่คุณลบอคติเรื่องชาติพันธุ์นี้ไปได้ ก็จะมองเห็นความสวยงามในระดับสากลของชีวิต การเติบโต ค้นหาค้นพบ ตัดสินใจเลือก และการยอมรับเข้าใจตัวเอง, มันเพราะยุคสมัยนี้เรายังคงมีภาพติดตาความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติพันธุ์ จึงยังไม่สามารถเปิดใจให้กับเรื่องพรรค์นี้ได้เท่าที่ควร แต่เชื่อว่าอนาคตอีกสัก 20-30 ปีหรือนานกว่านั้น เมื่อโลกมีความเสรียิ่งๆขึ้นไป อคติเรื่องชาติพันธุ์ลดเลือนหาย ผู้ชมรุ่นนั้นอาจจะเริ่มสามารถซึมซับ มองเห็น สัมผัสเข้าใจ อะไรๆได้มากยิ่งกว่าคนสมัยนี้, นี่คือสิ่งที่ผมกล้าท้าให้คนในอนาคตพิสูจน์ดู Moonlight จะเป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ล้ำค่าเหนือกาลเวลา และอาจเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับคนผิวสีที่มีความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

//เขียนขึ้นวันที่ 17-มีนาคม-2017
เพิ่งจะเมื่อเช้าเองเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ทำให้หนังเรื่อง Moonlight กลายเป็นหนังโปรดเรื่องใหม่ของผมโดยทันที, นี่เป็นเรื่องที่อยากแชร์เล่าให้ฟังนะครับ หลายคนคงอาจเคยพบประสบการณ์ที่บางทีชีวิตจริงมันก็ดันไปคล้ายๆกับหนังเรื่องหนึ่ง แล้วเกิดความหลงใหลรักหนังเรื่องนั้นขึ้นมาทันที (ทั้งที่ก็อาจไม่ได้ชื่นชอบหนังเรื่องนั้นมาก่อน)

ตอนที่ 3 ของ Moonlight เป็นเรื่องของเพื่อนสองคนที่เคยรักกัน แยกจากไม่ได้พบเจอกันมาหลายปี เหตุเกิดเมื่อวันหนึ่งเพื่อนเก่าคนนี้ติดต่อกลับมาแบบคาดไม่ถึง ความรู้สึกคิดถึงโหยหาจึงเกิดขึ้น พวกเขาเจอกันแต่เต็มไปด้วยกระอักกระอ่วน ลีลาเล่นตัวกลัวๆกล้าๆ แต่ในใจอยากที่จะถามเหลือเกิน ‘นายยังรักฉันเหมือนเดิมหรือเปล่า’

พอเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้เข้ากับตัว (ไม่ใช่กับเพื่อนชายนะ) ผมถึงกับเหวอเลยละครับ นึกถึงหนังเรื่องนี้มาทันที และแทบรู้โดยทันทีว่าควรจะทำอะไรต่อไป

แนะนำกับชาวผิวสีที่มีปมด้อยเรื่องชาติพันธุ์, คอหนังทั่วไปที่ชื่นชอบเรื่องราว Drama แฝงแนวคิด, Coming-of-Age ค้นหาตัวตนของตนเอง, คนทำงานสังคมสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้อื่น ปปส. ที่เกี่ยวข้องกับเพศ ยา ความรุนแรง ฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนทำงานสายภาพยนตร์ นักคิดวิเคราะห์ และนักปรัชญา มีอะไรในหนังให้คิดวิเคราะห์ ศึกษาเรียนรู้มากมาย

จัดเรต 15+ กับเรื่องเพศ, ยาเสพติด และความรุนแรง

TAGLINE | “Moonlight แสงจันทราอาบส่องในเสี้ยวชีวิตที่ต่างกัน รวมกันแล้วกลายเป็นความสมบูรณ์แบบของพระจันทร์เต็มดวง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | FAVORITE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of