12 Angry Men

12 Angry Men (1957) hollywood : Sidney Lumet ♥♥♥♥♡

(17/11/2023) สิบสองลูกขุนผู้เต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด ต้องการตัดสินโทษประหารชีวิตเด็กหนุ่มฆาตกรรมบิดา แต่หลักฐาน พยาน คำให้การ มีความสมเหตุสมผลเพียงพอหรือไม่? อย่าเร่งรีบด่วนตัดสินชีวิตคนด้วยความรู้สึกส่วนบุคคลเป็นอันขาด! “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

คงไม่ต้องสาธยายอะไรมาก 12 Angry Men (1957) ได้รับการสรรเสริญ “Universal Acclaim” หนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล มีความทรงคุณค่าทั้งศาสตร์และศิลป์ เรื่องราวแฝงสาระข้อคิด ไม่ใช่แค่เรื่องราวบนชั้นศาล (Courtroom Drama) แต่เหมารวมถึงชีวิตประจำวันทั่วๆไป เราไม่ควรตัดสินอะไรใครจากรูปร่างหน้าตา ภาพลักษณ์ภายนอก พฤติกรรมแสดงออก หรือข้อความโพสลงสังคมออนไลน์ ด้วยการใช้อารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวเป็นที่ตั้ง

แม้เป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของผู้กำกับ Sidney Lumet แต่ก็ได้สะสมประสบการณ์จากวงการโทรทัศน์ สามารถใช้ประโยชน์จากสถานที่คับแคบ ภายในห้องพิจารณาคดี ด้วยการละเล่นทิศทางมุมกล้อง ตำแหน่งตัวละคร และการเลือกประเภทเลนส์เพื่อสร้างสัมผัสที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา

ลูกขุนทั้งสิบสอง เอาจริงๆมีหลายคนที่น่าสนใจ แต่ผู้ชมส่วนใหญ่มักพูดถึงเพียงแค่ Henry Fonda (เบอร์ 8) และ Lee J. Cobb (เบอร์ 3) คู่ปรับขั้วตรงข้าม ต่างมีอุปนิสัยดื้อรั้น ดึงดัน คนหนึ่งด้วยเหตุผล อีกฝ่ายใช้เพียงอารมณ์ เลยเกือบจะวางมวยกันบ่อยครั้ง ไม่เข้าใจว่าทั้งสองถูก SNUB ไม่เข้าชิง Oscar ได้อย่างไร? (แต่ทั้งคู่ได้เข้าชิง Golden Globe บทนำ & สมทบ) … สำหรับลูกขุนคนอื่นๆที่ผมมองว่าน่าสนใจก็อย่าง

  • E. G. Marshall (เบอร์ 4) บุคคลรองสุดท้ายที่เปลี่ยนการตัดสิน ถือว่าเป็นคนเฉลียวฉลาด มีหลักการ ไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผลจริงๆ
  • Jack Warden (เบอร์ 7) หมอนี่สนแต่จะรีบไปดูกีฬา เห็นแนวโน้มฝั่งฝ่ายไหนใกล้ได้รับชัยชนะก็ปรับเปลี่ยนการตัดสินโดยพลัน ผู้ต้องหาคนนั้นจะเป็นจะตายช่างหัวมัน ไม่ต่างจากตัวตลกขบขัน (Clownish)
  • Joseph Sweeney (เบอร์ 9) ชายสูงวัย บุคคลที่สองถัดจาก Fonda ที่เปลี่ยนการตัดสิน นอกจากความเที่ยงตรง มีมนุษยธรรม ยังเป็นคนช่างสังเกตรายละเอียดเล็กๆน้อย ให้ความสำคัญกับการพิจารณาคดีครั้งนี้อย่างจริงจัง

ถึงหนังจะได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม แต่ก็มีข้อเสียอย่างรุนแรงคือสมาชิกลูกขุนทั้งหมดล้วนเป็นเพศชาย ผิวขาว! แม้พวกเขาจะมาจากหลากหลายกลุ่มคน ชนชั้น อาชีพการงานแตกต่างกัน กลับไม่สามารถสะท้อนสภาพเป็นจริง ความยุติธรรมของสังคม และยังถูกตีตราว่ามีลักษณะ ‘racism’ ทั้งๆเรื่องราวไม่ได้เกี่ยวกับการเหยียดผิวแม้แต่น้อย!

ผมตั้งใจจะปรับปรุงบทความนี้ตั้งแต่พบเห็นเข้าฉาย House Samyan ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๖ แต่ก็มีเหตุให้ผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา ในที่สุดก็ถึงเวลาเสียที ว่าจะต่อด้วยผลงานของผกก. Lumet อีกสักสองสามเรื่อง และเติมเต็มชาร์ท AFI’s 10 Top 10 – Courtroom Drama ยังค้างๆคาๆอยู่อีกนิดๆหน่อยๆ


ก่อนอื่นขอเริ่มต้นที่ Reginald Rose (1920-2002) นักเขียนบทสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan บิดาเป็นทนายความ ครอบครัวฐานะค่อนข้างดี โตขึ้นระหว่างเข้าศึกษา City College ตัดสินใจอาสาสมัครทหาร U.S. Army ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไต่เต้าจนได้ยศผู้หมวด (First Lieutenant), ปลดประจำการออกมารับจ้างงานทั่วไป เสมียน พิมพ์ดีด ประชาสัมพันธ์ จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1951 สามารถขายบทละคอนโทรทัศน์เรื่องแรก Bus to Nowhere ให้กับรายการโทรทัศน์ Studio One เลยได้รับโอกาสเขียนบท Teleplay อยู่หลายตอน

ด้วยความที่บิดาทำงานทนายความ Rose เลยมีโอกาสเป็นลูกขุนในคดีอาชญากรรมหนึ่งช่วงต้นปี ค.ศ. 1954 นำเอาประสบการณ์ดังกล่าวพัฒนาบทละคอนโทรทัศน์ (Teleplay) Twelve Angry Men (1954) กำกับโดย Franklin J. Schaffner ออกฉายรายการ Studio One ซีซัน 7 ตอนที่ 1 วันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1954 ความยาว 60 นาที ทางสถานีโทรทัศน์ CBS ได้เสียงตอบรับอย่างดีล้นหลาม! ภายหลังสามารถคว้ารางวัล Emmy Award จำนวนสามสาขา Best Direction, Best Written Dramatic Material และ Best Actor in a Single Performance (Robert Cummings) [จริงๆยังได้เข้าชิงอีกสองสาขา Best Dramatic Program และ Best Individual Program of the Year]

It was such an impressive, solemn setting in a great big wood-paneled courtroom, with a silver-haired judge, it knocked me out. I was overwhelmed. I was on a jury for a manslaughter case, and we got into this terrific, furious, eight-hour argument in the jury room. I was writing one-hour dramas for Studio One then, and I thought, wow, what a setting for a drama.

Reginald Rose

เกร็ด: ฟุตเทจละคอนโทรทัศน์ Twelve Angry Men (1954) เชื่อกันว่าสูญหายไปหลายปี จนกระทั่งถูกค้นพบเจอเมื่อ ค.ศ. 2003 คุณภาพอาจไม่ค่อยดีนัก แต่ความยอดเยี่ยมไม่ด้อยไปกว่าฉบับภาพยนตร์

ด้วยความสำเร็จของ Marty (1955) ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ดัดแปลงจากละคอนโทรทัศน์ United Artists จึงเล็งเห็นโอกาสในการดัดแปลง Twelve Angry Men (1954) ทำการติดต่อเข้าหานักแสดง Henry Fonda พยายามโน้มน้าวไม่ใช่แค่รับบทนำลูกขุนคนที่ 8 แต่ยังทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ร่วมดูแลงานสร้างกับนักเขียน Rose ก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่น Orion-Nova Productions และเลือกผู้กำกับ Sidney Lumet แม้ยังไม่เคยมีประสบการณ์สรรค์สร้างภาพยนตร์ แต่ต่างประทับใจผลงานละคอนโทรทัศน์หลายๆเรื่อง รวมถึงชื่อเสียงการทำงานที่มีความรวดเร็ว และภายในงบประมาณ

แซว: เป็นแผนการอันชาญฉลาดของ United Artists เพราะว่า Henry Fonda เป็นนักแสดงค่าตัวสูง แต่เมื่อตอบรับหน้าที่โปรดิวเซอร์ เขาจึงจำต้องลดค่าตัวเพื่อให้เพียงพองบประมาณ ซึ่งถ้าหนังขาดทุนสตูดิโอก็จะไม่เจ็บตัวสักเท่าไหร่ … นั่นสร้างความเข็ดหลากจำให้กับ Fonda (เพราะหนังไม่ทำกำไร) ครั้งแรกครั้งเดียวไม่ขอยุ่งเกี่ยวงานโปรดิวเซอร์อีกต่อไป


Sidney Arthur Lumet (1924-2011) ผู้กำกับภาพยนตร์/โทรทัศน์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania แต่มาเติบโตย่าน Lower East Side, Manhattan ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพมาจาก Poland, บิดาเป็นนักแสดง/ผู้กำกับละครเวที Yiddish Art Theatre ฐานะค่อนข้างยากจน ทำให้บุตรชายต้องขึ้นเวทีตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เคยให้เสียงละคอนวิทยุ ขึ้นแสดง Broadway, Off-Broadway และหนังสั้น, การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัครทหาร U.S. Army ประจำการอยู่อินเดียและพม่า

หลังสิ้นสุดสงครามโลก ผันตัวจากหน้าเวทีสู่เบื้องหลัง ก่อตั้งเวิร์คช็อบ (Workshop) สอนการแสดง High School of Performing Arts กำกับโปรดักชั่น Off-Broadway เข้าสู่วงการโทรทัศน์จากเป็นผู้ช่วย Yul Brynner พัฒนาเทคนิคถ่ายทำ “lightning quick” สำหรับกำกับซีรีย์ด้วยความรวดเร็ว อาทิ Danger (1950-55), Mama (1949-57), You Are There (1953-57), บางตอนของ Playhouse 90 (1956-60), Kraft Television Theatre (1947-58) และ Studio One (1947-58) รวมๆแล้วมีเครดิตกว่า 250+ ตอน!

สไตล์การกำกับของ Lumet มีคำเรียกจากนักวิจารณ์ “Hardboiled Straight-Shooter” เพราะได้รับการฝึกฝนจากยุคสมัย Golden Age of Television ในช่วงทศวรรษ 50s จึงมีความรวดเร็ว เน้นประสิทธิภาพ เอ่อล้นด้วยพลังงาน (Energetic Style of Directing) นิยมทำการซักซ้อม (Rehearsal) ตระเตรียมตัวล่วงหน้าให้พร้อม ถ่ายทำจริงจึงแค่ไม่กี่เทค หัวข้อความสนใจมักมีลักษณะ Psychodramas, ศึกษาตัวละคร (Character Study), บ่อยครั้งตัวเอกปฏิลักษณ์ (Antiheroes), ตั้งคำถามความเป็นธรรมทางสังคม (Social Justice) และมักมีพื้นหลังมหานคร New York City

Someone once asked me what making a movie was like. I said it was like making a mosaic. Each setup is like a tiny tile. You color it, shape it, polish it as best you can. You’ll do six or seven hundred of these, maybe a thousand. Then you literally paste them together and hope it’s what you set out to do.

Sidney Lumet

เมื่อตอนได้รับโอกาสสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก ผกก. Lumet ไม่ได้มีความสนใจในกฎหมาย ระบบยุติธรรม เพราะได้รับการติดต่อจาก Henry Fonda เลือกให้เป็นผู้กำกับ 12 Angry Men (1957) เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะตอบตกลง

If you asked me specifically, ‘When you did ’12 Angry Men,’ were you interested in the justice system?’ Absolutely not, I was interested in doing my first movie, and I was very impressed that Henry Fonda wanted me as the director because he had seen something I had done off Broadway. It was the most obvious motive!

เกร็ด: ภายหลังจาก 12 Angry Men (1957) ผกก. Lumet ก็มีความกระตือรือล้นในระบบยุติธรรมพอสมควร อาทิ The Verdict (1982), Daniel (1983), Night Falls on Manhattan (1996), Find Me Guilty (2006) และยังซีรีย์โทรทัศน์ 100 Centre Street (2001–02)


เด็กหนุ่มอายุ 18 ปี ใช้มีดทิ่มแทงบิดาจนเสียชีวิต หลังถูกจับกุม ให้การบนชั้นศาล ถึงเวลาสำหรับลูกขุนทั้งสิบสองลงฉันทมติ ถ้าทุกคนเห็นพ้องว่ามีความผิด เขาจะได้รับโทษประหารชีวิตเก้าอี้ไฟฟ้า แต่กลับมีลูกขุนคนหนึ่งแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะหลักฐาน พยาน คำให้การ เต็มไปด้วยข้อฉงนสงสัย จึงเรียกร้องให้ทุกคนช่วยระดมสมอง ค้นหาคำตอบว่าเด็กหนุ่มคนนี้สมควรถูกตัดสินประหารชีวิตหรือไม่?

ลูกขุน#1: Martin Balsamผู้ช่วยโค้ช(อเมริกัน)ฟุตบอลในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ได้รับเลือกหัวหน้าลูกขุน แต่เป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียว อ่อนไหว ไม่ได้มีศักยภาพผู้นำสักเท่าไหร่ (Inadequate) เลยไม่สามารถควบคุมการประชุม ค่อยๆสูญเสียอำนาจให้กับลูกขุนคนที่ 8 รวมถึงแทบไม่เคยแสดงความคิดเห็นอะไร เพียงเอนเอียงตามเสียงข้างมากเท่านั้นเอง
ลูกขุน#2: John Fiedlerนายธนาคาร ศีรษะล้าน ภาพลักษณ์อ่อนแอปวกเปียก (Wimpy) จึงมักถูกชักจูงจมูก เต็มไปด้วยความโล้เล้ลังเล ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนตามเสียงข้างมาก ก่อนสามารถยืนหยัดในความคิดเห็นของตนเอง
ลูกขุน#3: Lee J. Cobbเจ้าของกิจการรับส่งสินค้า เป็นคนอารมณ์ร้อน ชอบส่งเสียงดัง ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูถูกเหยียดหยาม วางอำนาจบาดใหญ่ (Bully) เต็มไปด้วยอคติ เคียดแค้นฝังหุ่น หมกมุ่นต่อการลงโทษประหาร เหมารวมผู้ต้องหารายนี้ไม่ต่างจากบุตรชายตนเอง
ลูกขุน#4: E. G. Marshallเป็นคนมีการศึกษาสูง สวมใส่แว่นตา วางมาดสุดเนี๊ยบ เคร่งเครียดจริงจัง (อ้างว่าไม่เคยเหงื่อไคลไหล) ทำงานนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Stockbroker) ไม่ยินยอมโอนอ่อนผ่อนตามใคร เชื่อในหลักฐาน ความสมเหตุสมผล ก่อนยินยอมจำนวนต่อข้อเท็จจริง
ลูกขุน#5: Jack Klugmanชายชาวยิว เติบโตจากสลัม ฐานะยากจน ดูไม่มั่นคง (Insecure) สีหน้าหวาดระแวง อ่อนไหวต่อการดูถูก เหงื่อไคลไหลเต็มเสื้อผ้า ได้รับฉายา Baltimore เพราะให้การสนับสนุนทีมเบสบอล Orioles
ลูกขุน#6: Edward Binnsตัวแทนชนชั้นแรงงาน (Working Class) เป็นคนทึ่มทื่อ ไม่ค่อยเฉลียวฉลาด แต่ให้ความเคารพผู้สูงวัย ชอบพูดท้าทาย แก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง
ลูกขุน#7: Jack Wardenเซลล์แมนใจร้อน แฟนกีฬาเบสบอล เร่งรีบอยากให้พิจารณาคดีเสร็จสิ้นเร็วๆ เพื่อจะได้เตรียมตัวไปรับชมการแข่งขันเบสบอลค่ำคืนนี้ เคี้ยวหมากฝรั่ง นั่งบนโต๊ะ พูดพร่ำ(เกี่ยวกับเบสบอล)ไม่ยอมหยุด แถมยังเคยดูถูกผู้สูงอายุ พฤติกรรมไม่ต่างจากตัวตลก (Clownish) ปรับเปลี่ยนความคิดเห็นไปทางคนหมู่มาก ไม่ได้สนใจหรอกว่าผู้ต้องหากระทำความผิดหรือไม่
ลูกขุน#8: Henry Fondaชื่อจริง Davis ทำงานสถาปนิก (Architect) ครุ่นคิดอย่างรอบคอบ ไม่ด่วนตัดสินความผิด มีความใจเย็น อดกลั้น สุภาพนอบน้อม พูดคุยด้วยเหตุผล พร้อมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น บุคลิกภาพผู้นำ เชื่อว่าตนเองกำลังทำในสิ่งถูกต้อง
ลูกขุน#9: Joseph Sweeneyชายวัยเกษียณ McCardle พูดเสียงค่อยๆ ทำอะไรเชื่องช้า แต่เป็นคนช่างสังเกต ใส่ใจรายละเอียด มีความเที่ยงธรรม (Fair Minded) และมนุษยธรรม
ลูกขุน#10: Ed Begleyเจ้าของอู่ซ่อมรถ เป็นคนปากกล้า บ้าอารมณ์ ไร้ความอดทน ชอบการดูถูกเหยียดหยาม (Racist) รังเกียจเดียดฉันท์บุคคลต่ำต้อยกว่า ทำให้ใครต่อใครให้ลุกขึ้นหันหลัง ปฏิเสธรับฟังความคิดเห็น จนโดนสั่งให้หุบปาก ออกจากโต๊ะประชุมไปอย่างเงียบๆ
ลูกขุน#11: George Voskovecช่างทำนาฬิกาจากยุโรป (Watchmaker) พูดติดสำเนียง German น่าจะเป็นผู้อพยพลี้ภัย เพิ่งได้สัญชาติอเมริกัน แสดงความเชื่อมั่นต่อระบอบยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา
ลูกขุน#12: Robert Webberนักโฆษณา (Advertising Man) เต็มไปด้วยความครุ่นคิดใหม่ๆ พูดคุยลื่นไหล เก่งในการโน้มน้าว ชักแม่น้ำทั้งห้า ไม่ได้มีความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมมากนัก แต่ก็เกิดความโล้เล้ลังเลกับการใช้อาวุธมีด เลยปรับเปลี่ยนการตัดสินใจไปๆมาๆ ไม่สามารถเอาแน่เอานอนกับตนเอง

เกร็ด: สังเกตว่าลูกขุนทั้ง 12 ต่างสวมใส่สูทที่มีลวดลาย สีสันแตกต่างกันไป ซึ่งไม่เพียงสะท้อนสถานะทางสังคม ยังรวมถึงทัศนคติของส่วนบุคคล ยกตัวอย่างลูกขุน#8 สวมใส่สูทขาว (สื่อถึงจิตใจอันบริสุทธิ์), ขณะที่ลูกขุน#7 ใส่สูทลายทางสองสี (เป็นคนสองจิตสองใจ ไม่ยี่หร่าอะไรใคร) ฯ

แนวทางการทำงานของผกก. Lumet จะเรียกรวมตัวนักแสดงล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนเริ่มถ่ายทำ เพื่อทำการซักซ้อมการแสดง (Rehearsal) ตระเตรียมความพร้อม ลองถูกลองผิด ปรับปรุงบทสนทนา จนกระทั่งทุกคนรับรู้บทบาทของตนเองถึงค่อยเริ่มต้นในส่วนโปรดักชั่น … วิธีการดังกล่าวทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น รวดเร็ว และถ่ายทำน้อยครั้ง 2-3 เทคเท่านั้น!

ซึ่งในกรณีของ 12 Angry Men (1957) นักแสดงทั้งสิบสองต่างร่วมหัวจมท้ายกันพร้อมหน้า ซึ่งเวลาถ่ายทำไม่ว่าตนเองอยู่ในเฟรมหรือไม่ (on-off camera) ทุกคนล้วนมีส่วนร่วม คอยรับ-ส่งบทสทนา จ้องหน้าสบตา สร้างความกดดันให้อีกฝ่าย … หลังจากการซักซ้อมสองสัปดาห์ ใช้เวลาถ่ายทำเพียง 19 วัน (ถ้ารวมหยุดวันอาทิตย์จะทั้งหมด 21 วัน)

สำหรับฉากภายนอกถ่ายทำยัง New York County Courthouse ตั้งอยู่ 60 Centre Street, ส่วนฉากภายในก่อสร้างขึ้นที่สตูดิโอ Fox Movietone Studio ตั้งอยู่ Fox East 68th Street ในมหานคร New York City


Boris Abelevich Kaufman (1906-80) ตากล้องสัญชาติ Russian เกิดที่ Białystok, Grodno Governorate ขณะนั้นคือส่วนหนึ่งของ Russian Empire (ปัจจุบันคือประเทศ Poland) ในครอบครัวเชื้อสาย Jews เป็นน้องชายคนเล็กของ Dziga Vertov (ชื่อจริง Denis Kaufman) และ Mikhail Kaufman, พี่ชายทั้งสองตัดสินใจส่งน้องมาร่ำเรียนยัง University of Paris จากนั้นมีโอกาสถ่ายทำหนังสั้น The March of the Machine (1927), 24 heures en 30 minutes (1928) เข้าตาผู้กำกับ Jean Vigo ร่วมงานขาประจำ À propos de Nice (1930), Zéro de conduite (1933), L’Atalante (1934), จากนั้นไปโกอินเตอร์ On the Waterfront (1954) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography (Black-and-White), Baby Doll (1956), 12 Angry Men (1957), Splendor in the Grass (1961), The Pawnbroker (1964) ฯลฯ

ถ้าไม่นับอารัมบท-ปัจฉิมบท เรื่องราวทั้งหมดของ 12 Angry Men (1957) ถ่ายทำเพียงสถานที่เดียว (One Room) ในห้องพิจารณาคดีของคณะลูกขุน ฟังดูเหมือนไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก แต่ด้วยความคับแคบของสถานที่ แถมยังต้องยัดเยียดทีมงาน & นักแสดง มันจึงเต็มไปด้วยความยุ่งยาก สลับซับซ้อน ไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครๆครุ่นคิดหรอกนะ

Technically, it’s an enormously complicated movie. You’d think that shooting in a tight space would be the easiest thing in the world, when in fact the easiest thing to shoot is a cattle round-up! Just put six cameras on it and all the footage will be so marvelous you won’t know what to choose because the action is so terrific.

Sidney Lumet

สิ่งที่ผกก. Lumet และตากล้อง Kaufman ให้ความสนใจมากที่สุดก็คือการสร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดัน อึดอัดอั้น (Claustrophobic) แทนที่การตัดสินโทษทัณฑ์จะเสร็จสิ้นโดยเร็วไว กลับยืดเยื้อ ลากยาว โต้ถกเถียงไม่รู้จักจบสิ้น, วิธีการประกอบด้วยสามส่วนหลักๆ

  1. การเลือกใช้เลนส์ประเภทต่างๆ จะทำให้ห้องดูเหมือนมีขนาดใหญ่-เล็ก แตกต่างกันไป
    • ช่วงแรกๆถ่ายทำด้วยเลนส์มุมกว้าง (Wide-Angle) ทำให้ห้องพิจารณาคดีดูโอ่โถง ขนาดใหญ่โตกว่าปกติ
    • แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไปจะค่อยๆปรับระยะเลนส์/ความยาวโฟกัส (Focal Length) จากปกติ 28 mm ถึง 40 mm เพิ่มขึ้นเป็น 50 mm, 75 mm และ 100 mm ทำให้พบเห็นห้องพิจารณาคดีนี้ดูคับแคบลงเรื่อยๆ
    • ช่วงท้ายจะมีการถ่ายภาพระยะประชิดใกล้ (Close-Up Shot) ด้วยเลนส์ระยะไกล (Telephoto) สร้างความอึดอัด เหมือนถูกบีบรัด
    • และหลังจากการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น ภายนอกศาล จะกลับมาใช้เลนส์มุมกว้าง (Wide-Angle) ให้รู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อย
  2. ทิศทางมุมกล้อง
    • ตอนต้นเรื่องกล้องจะถูกตั้งให้มีตำแหน่งสูงกว่าระดับสายตา ถ่ายมุมก้มลงมา พบเห็นพื้นบางครั้งครา
    • ช่วงกลางเรื่องระหว่างการโต้ถกเถียง กล้องจะอยู่ระดับเดียวกับสายตา
    • ท้ายเรื่องกล้องจะถ่ายมุมเงย พบเห็นเพดาน ตั้งอยู่ระดับต่ำกว่าสายตา
  3. ในส่วนของการจัดแสง จะขึ้นกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
    • ตอนต้นเรื่องอากาศร้อนตับแตก ใช้เพียงแสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้ามา (จริงๆก็อยากใช้คำว่าแสงธรรมชาติ แต่เพราะหนังถ่ายทำในสตูดิโอ จึงต้องเรียกว่าแสงจากภายนอกห้อง)
    • ช่วงครึ่งหลังทั้งๆแทบทุกคนเหงื่อโซม ท้องฟ้ากลับค่อยๆมืดครื้ม แล้วจู่ๆฝนตกฟ้าคะนอง ทำให้ต้องเปิดไฟสว่างในห้อง (นานๆครั้งยังได้ยินเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า) ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศตึงเครียดได้เป็นอย่างดี
    • ขณะที่ช่วงท้ายเมื่อเริ่มพบเห็นภาพระยะใกล้ (Close-Up Shot) ล้วนใช้การจัดการแสงจากบนศีรษะ (Overhead Lights)
    • หลังเสร็จสิ้นการพิจารณาคดีความ พบเห็นพื้นยังเปียกแฉะ แต่ฟ้าหลังฝนย่อมงดงามเสมอ

(จริงๆมันยังมีลูกเล่นการตัดต่อด้วยนะครับ แต่เดี๋ยวไว้กล่าวถึงในส่วนนั้นก็แล้วกัน)

หลายคนอาจไม่ได้ครุ่นคิดอะไรกับภาพแรก-สุดท้ายของหนัง ก็แค่เดินเข้า-ออก ขึ้นลงบันไดที่ทำการศาล แต่ยังมีวิธีการนำเสนอแตกต่างตรงกันข้าม

  • ภาพแรกของหนังถ่ายจากด้านล่างบันไดที่ทำการศาล กล้องค่อยๆเงยขึ้นจากล่างขึ้นบน (Tilt Up) เพื่อให้พบเห็นข้อความ The True Administration of Justice is the Firmest Pillar of Good Government”
  • ภาพสุดท้ายของหนังถ่ายจากบริเวณเสาทางเข้า กล้องค่อยๆหมุนจากซ้ายไปขวา (Panning) พบเห็นพื้นเปียกแฉะ แต่ฟ้าหลังฝนย่อมงดงามเสมอ และปรากฎข้อความ “the end”

เกร็ด: สังเกตว่าทุกเครดิตของหนังจะมีการใช้ตัวอักษรพิมพ์เล็กทั้งหมด แม้แต่อักษรนำหน้าชื่อก็ยังไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ เพื่อสื่อถึงมนุษย์ทุกคนล้วนอยู่ภายใต้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนล้วนมีความเสมอภาคเท่าเทียม

นี่ไม่ใช่แค่การ Cross-Cutting ระหว่างใบหน้าเด็กหนุ่มผู้ต้องหา กับห้องที่กำลังจะใช้สำหรับพิจารณาคดีความของคณะลูกขุน แต่การแช่ค้างภาพไว้หลายวินาทีนี้ (เกือบๆ 10 วินาทีเลยนะ!) สามารถสื่อถึงความเป็น-ตาย ชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับสถานที่แห่งนี้ การลงฉันทมติของคณะลูกขุนทั้งสิบสอง

สองช็อตนี้คือภาพมุมกว้างในขณะที่ลูกขุนทั้งสิบสองเดินเข้ามาในห้อง (ตอนต้นเรื่อง) และหลังการลงฉันทมติก็กำลังเตรียมตัวเก็บข้าวก้าวออกจากห้อง (ช่วงท้ายเรื่อง) ความแตกต่างไม่ใช่แค่มุมก้ม-เงย แต่ยังตำแหน่งที่ตั้งกล้องฟากฝั่งพัดลม-ตู้เก็บเสื้อผ้า … พอสังเกตกันออกไหมเอ่ย?

ผมพยายามเลือกสามช็อตจากสามองก์ของหนัง ที่มีระดับความสูงของกล้องแตกต่างกัน สูงกว่าสายตา-เท่าระดับสายตา-ต่ำกว่าสายตา วิธีสังเกตง่ายๆก็คือ

  • องก์แรก กล้องตั้งสูงกว่าระดับสายตา ถ่ายมุมก้มลงมา เลยมักพบเห็นพื้น
    • ช่วงองก์แรกยังมีการใช้เลนส์มุมกว้าง (Wide-Angle) ห้องแห่งนี้จึงดูกว้างขวาง โอ่โถงกว่าปกติ
  • องก์สอง กล้องระดับสายตาขณะยืนนะครับไม่ใช่นั่ง เวลาตัวละครยืนจะเห็นทุกคนสูงเท่าเทียมกัน
  • องก์สาม กล้องตั้งระดับต่ำกว่าสายตา ซึ่งเท่ากับความสูงเวลานั่งเก้าอี้ (มีไม่กี่ช็อตที่พบเห็นเพดาน)
    • ช่วงองก์นี้ยังมีการใช้เลนส์ระยะไกล (Telephoto) สร้างความอึดอัด เหมือนถูกบีบรัด

หลายคนอาจไม่ทันสังเกตความมหัศจรรย์ของช็อตนี้ หลังจากลูกขุน#3 แสดงความไม่พึงพอใจ บุกเข้ามา ขู่จะฆ่าลูกขุน#8 เมื่อพวกเขาแยกย้ายจากกัน ภาพช็อตนี้จากเคยส่องสว่าง ค่อยๆปกคลุมด้วยความมืดมิด (ผมพยายามหาไฟล์ GIF แต่ยังไม่พบเจอ) นี่คือช่วงเวลาที่ทุกสิ่งอย่างกำลังผันแปรเปลี่ยนตรงกันข้าม ทั้งสภาพอากาศ (จากร้อนอบอ้าวเป็นฝนใกล้จะตก) และผลการลงมติเท่ากันที่ 6 ต่อ 6 เสียง

ช็อตน่าประทับใจที่สุดของหนัง! ระหว่างลูกขุน#10 แสดงความไม่พึงพอใจต่อผลคะแนนโหวต 9:3 พยายามพูดโน้มน้าว ด้วยถ้อยดูถูกเหยียดหยาม (Racism) เอาความคิดเห็นส่วนบุคคลเป็นที่ตั้ง “Ηuman life don’t mean as much to them as it does to us.” นั่นคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สร้างความเอือมละอา หลายๆคนเบือนหน้าหนี ลุกขึ้นยืนหันหลังให้ ปฏิเสธมองหน้า ปิดหูปิดตา ทอดทิ้งให้เขาพร่ำพูดตัวคนเดียว สังคมไม่ให้การยินยอมฟังอีกต่อไป

แต่ไม่ใช่แค่ช็อตนี้ที่เป็นไฮไลท์ ยังมีคำกล่าวสุนทรพจน์ของลูกขุน#8 ให้คำชี้แนะนำกับผู้ชมต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น

It’s always difficult to keep personal prejudice out of a thing like this. Wherever you run into it, prejudice always obscures the truth. I don’t really know what the truth is. I don’t suppose anybody will ever really know. Nine of us now seem to feel that the defendant is innocent. But we’re just gambling on probabilities. We may be wrong. We may be trying to let a guilty man go free. I don’t know. Nobody really can. But we have a reasonable doubt… and that’s something that’s very valuable in our system. No jury can declare a man guilty unless it’s sure.

ลูกขุน#8

แม้ลูกขุน#4 จะเป็นบุคคลรองสุดท้ายที่ปรับเปลี่ยนการลงมติ แต่ทุกประเด็นข้อสงสัยล้วนมีเหตุมีผลรองรับ การถ่ายภาพระยะใกล้ (Close-Up Shot) ด้วยเลนส์ระยะไกล (Telephoto) ไม่เพียงเพื่อให้ผู้ชมจับจ้องมองร่องรอยขาแว่นตรงจมูก แต่ยังปฏิกิริยาสีหน้านิ่วคิ้วขมวด และวินาทีบังเกิดความตระหนักถึงสิ่งที่ตนเองมองข้ามไป ไม่อยากยินยอมรับผิดพลาด แต่เมื่อความชัดเจนปรากฎขึ้นตรงหน้า กลับมาสวมใส่แว่นตา การตัดสินของเขาจึงปรับเปลี่ยนแปลงไป

ในบรรดาลูกขุนทั้งสิบสอง ผมให้ความนับถือลูกขุน#4 เป็นรองแค่ลูกขุน#8 กับลูกขุน#9 เท่านั้นนะครับ! เพราะถือว่าเป็นบุคคลพูดคุยด้วยเหตุด้วยผล ไม่มีอารมณ์/ความรู้สึกส่วนบุคคลเจือปน ซื่อตรงไปตรงมามากที่สุด นั่นกระมังคือเหตุผลที่เจ้าตัวอ้างว่าไม่เคยเหงื่อออก (เหงื่อ น่าจะคือสัญลักษณ์แทนความร้อนรน กระวนกระวาย ชายคนนี้ถือว่าสงบนิ่ง เยือกเย็นที่สุดแล้ว) แต่จริงๆชายคนนี้เคยเหงื่ออกนะครับ ตอนตอบคำถามชื่อหนังแล้วครุ่นคิดไม่ออก พบเห็นหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อไหลจากบนศีรษะ (เพราะขณะนั้นถือว่ามีความกดดัน ’emotional stress’)

พอหลงเหลือตัวคนเดียว หลังชนฝา (ด้านหลังยังพบเห็นฝนตกหนัก) ลูกขุน#3 จึงพยายามขึ้นเสียง ใส่อารมณ์ ยืนกรานว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนคำตัดสิน แต่จนแล้วจนรอด ถูกต้อนจนมุม มิอาจอดรนทนต่อสายตากดดันของคนอื่นๆ สุดท้ายเลยก้มหน้า กำหมัด กัดฝันฝืนพูด “Not Guilty”

ความดื้อรั้นดึงดันของลูกขุน#3 เพราะประสบการณ์ตรงจากบุตรชาย น่าจะเคยใช้ความรุนแรง ทุบตี กระทำร้าย (เพื่อให้อีกฝ่ายแสดงความเป็นลูกผู้ชายออกมา) ผลลัพท์พอเขาอายุ 16 ถึงจุดแตกหัก จึงโต้ตอบกลับบิดา จากนั้นหลบหนีออกจากบ้านไม่เคยหวนกลับมา สร้างความโกรธเกลียดเคียดแค้นฝังหุ่น (จริงๆยังห่วงหวง รักมาก เพราะมีรูปติดในกระเป๋าสตางค์) เหมารวมพฤติกรรมวัยรุ่น (แบบเดียวกับผู้ต้องหาในคดีนี้) สมควรถูกลงโทษทัณฑ์ ต้องโทษประหารชีวิตเท่านั้น!

ล้อกับตอนต้นเรื่องระหว่างการ Cross-Cutting ใบหน้าเด็กชายผู้ต้องหากับห้องพิจารณาคดี (ชีวิต-ความตาย แขวนอยู่กับสถานที่แห่งนี้),

ช่วงท้ายของหนังนี้ปรากฎภาพซ้อนขณะกล้องกำลังเคลื่อนเลื่อนไปบนโต๊ะ (พบเห็นสิ่งข้าวของถูกทอดทิ้งราวกับเศษขยะ) กับลูกขุน#8 (และคนอื่นๆ) ก้าวออกมาจากที่ทำการศาล, ผมตีความในมุมกลับกันว่ากฎหมาย ระบบยุติธรรม จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงไหน ล้วนขึ้นอยู่กับผู้ใช้ซึ่งก็คือประชาชน บุคคลธรรมดาสามัญ

ตัดต่อโดย Carl Lerner (1912-73) สัญชาติอเมริกัน เจ้าของผลงานอย่าง Patterns (1956), 12 Angry Men (1957), The Fugitive Kind (1960), Requiem for a Heavyweight (1962), The Swimmer (1968), The Boys in the Band (1970), Klute (1971) ฯ

นอกจากอารัมบท-ปัจฉิมบท เรื่องราวทั้งหมดดำเนินเรื่องในห้องพิจารณาคดีของลูกขุน มีเพียงการพูดคุย โต้ถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อหาข้อสรุปในการลงฉันทมติตัดสินโทษประหารชีวิตเด็กหนุ่มอายุ 18 ปี ข้อหาเข่นฆาตกรรมบิดาแท้ๆของตนเอง

  • อารัมบท, บรรดาสมาชิกลูกขุนเดินทางมาถึงห้องพิจารณาคดี ผู้พิพากษามอบหมายหน้าที่ให้พวกเขาลงฉันทมติตัดสินใจโทษประหาร
  • ความไม่แน่ใจของลูกขุน#8 (กล้องถ่ายมุมก้มเห็นพื้น)
    • สมาชิกลูกขุนทั้งสิบสอง ทะยอนเข้ามาในห้อง ยืดเส้นยืนสาย พูดคุยทักทาย
    • หัวหน้าลูกขุนขอให้ลงมติรอบแรก ปรากฎว่ามีเพียงลูกขุน#8 ยกมือแสดงความเห็นไม่ผิด
    • สมาชิกทั้ง 11 จึงเริ่มทำการโน้มน้าว อธิบายเหตุผล ผู้ต้องหากระทำความผิดอะไร
    • ลูกขุน#4 ใช้มีดเป็นข้ออ้างว่าลวดลายนี้มีเพียงเล่มเดียว แต่ลูกขุน#8 กลับชักมีดลวดลายเดียวกันออกมา
    • ลูกขุน#8 ขอให้มีการลงมติลับๆ ถ้าทุกคนยังเห็นพ้องว่าผู้ต้องหามีความผิด เขาจะยินยอมรับการตัดสิน แต่ปรากฎว่ามีใครคนหนึ่งลงความเห็นไม่ผิด การพิจารณาคดีจึงยังคงดำเนินต่อไป
  • ช่วงเวลาแห่งการโน้มน้าว เปลี่ยนแปลงความครุ่นคิดเห็น (กล้องถ่ายระดับสายตา)
    • พักเบรคเข้าห้องน้ำห้องท่า
    • ลูกขุน#8 พยายามอธิบายความน่าสงสัยของหญิงสูงวัยอาศัยอยู่อพาร์ทเม้นท์ตรงข้าม
    • การลงมติรอบที่สาม ผลโหวตไม่มีความผิดเพิ่มขึ้นเป็น 3 เสียง (ต่อ 9)
    • ลูกขุน#8 พยายามอธิบายความน่าสงสัยของชายสูงวัยขาพิการ โดยใช้แผนผัง จำลองสถานการณ์ สร้างความไม่พึงพอใจให้กับลูกขุน#3 ถึงกับพุ่งเข้ามา พูดขู่ฆ่า
    • พอท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ทำการลงมติใหม่ ผลการโหวตกลายเป็น 6 เสียง (ต่อ 6)
  • ยามบ่ายท้องฟ้าครึม เมื่อฝนเริ่มตก ทุกสิ่งอย่างก็เริ่มกลับตารปัตร (กล้องถ่ายมุมเงยเห็นเพดาน)
    • พักเบรคระหว่างฝนเริ่มตก ปิดหน้าต่าง เปิดไฟ เปิดพัดลม
    • ลูกขุน#8 อธิบายเรื่องความทรงจำที่หลงลืม ด้วยการโต้ตอบกับลูกขุน#4
    • จำลองเหตุการณ์การใช้มีดทิ่มแทง
    • ผลการลงมติคราวนี้เปลี่ยนมาเป็น 9 เสียง (ต่อ 3)
    • การหันหลัง ปิดหูปิดตา ไม่มีใครยินยอมรับฟังลูกขุน#10
    • ลูกขุน#8 ขบไขปริศนาสุดท้ายของลูกขุน#4 เกี่ยวกับหญิงสูงวัยอ้างว่าเป็นประจักษ์พยาน พบเห็นเหตุการณ์ฆาตกรรม
    • หลงเหลือเพียงลูกขุน#3 ถูกต้อนจนมุม
    • เมื่อทุกคนต่างลงมติไม่มีความผิด ก็ถือเป็นการสิ้นสุดพิจารณาคดีความ เก็บข้าวเก็บของ ก้าวเดินออกจากห้อง
  • ปัจฉิมบท, ภายหลังการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น บรรดาสมาชิกลูกขุนก็แยกย้าย เดินทางกลับบ้าน

ลีลาการตัดต่อก็ด้วยจุดประสงค์เดียวกับงานภาพ เพื่อสร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดัน อึดอัดอั้น (Claustrophobic) โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ช่วงแรกๆมักถ่ายทำแบบ Long Take ไม่เร่งรีบที่จะตัดต่อ สลับสับเปลี่ยนมุมกล้อง
  • หลังจากฟ้าครึ้ม ฝนตกหนัก จะเริ่มสัมผัสถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม
  • และตอนท้ายเมื่อถ่ายภาพระยะใกล้ (Close-Up Shot) จะมีการตัดต่อที่เร่งรีบ รวดเร็ว เพื่อสร้างความร้อนรน กระวนกระวายใจ (แต่จะไม่ได้เร็วติดจรวดเหมือนภาพยนตร์สมัยนี้นะครับ)

และอีกสิ่งที่ผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะโดนหลอก เพราะการตัดต่อมีความต่อเนื่อง ลื่นไหล จนรู้สึกเหมือนเวลาดำเนินไปเท่ากับในชีวิตจริง แต่ 96 นาทีของเราไม่เท่ากัน เรื่องราวในหนังเกิดขึ้นในระยะเวลาหนึ่งวัน เช้าแดดออก-พักกลางวัน-บ่ายฟ้าครึ้ม-ยามเย็นฝนถึงหยุดตก … ไม่รู้เหมือนกันว่าลูกขุน#7 จะทันไปดูเกมเบสบอลหรือไม่


ในส่วนของเพลงประกอบ เพียงแทรกแซมอยู่ตาม Opening Credit, อารัมบท-ปัจฉิมบท และระหว่างพักเข้าห้องน้ำห้องท่า ถือว่าไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆเกี่ยวกับเรื่องราวของหนัง … นี่ถือเป็นหนึ่งในลายเซ็นต์ของผกก. Lumet เพราะไม่ต้องการให้ Soundtrack กลบเกลื่อนการพูดคุยสนทนาตัวละคร จึงไม่นิยมใช้คลอประกอบพื้นหลัง ซึ่งความเงียบงัน (และบางครั้งได้ยินเสียงฝนตก ฟ้าร้อง) ยังช่วยสร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดัน อัดอั้นได้ทรงพลังกว่า

แต่ถึงเพลงประกอบไม่ได้มีความยุ่งย่ามอะไรกับเรื่องราวของหนัง แต่บทเพลงช่วงต้นและท้ายของ Kenyon Hopkins ก็ทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ เหมือนสร้อยบทกวี มีลักษณะแตกต่างตรงกันข้าม

  • Opening Credit บทเพลงมีสัมผัสเศร้าๆ เหงาๆ ตกอยู่ในความสิ้นหวัง ผู้ต้องหารับรู้ความผิด ครุ่นคิดว่าคงไม่สามารถรอดชีวิต ได้ยินเครื่องดนตรีเป่าลมเพียงไม่กี่ชิ้น
  • ปัจฉิมบทจัดเต็มวงออร์เคสตรา ราวกับการประกาศชัยชนะสุดยิ่งใหญ่ ผู้ต้องหาสามารถเอาตัวรอดพ้นโทษประหาร ก้าวออกเดินสู่อิสรภาพแห่งชีวิต

(บทเพลง Opening Credit)

(บทเพลงระหว่างปัจฉิมบท)

12 Angry Men (1957) นำเสนอเรื่องราวของลูกขุน 12 คน ที่พร้อมลงฉันทมติ ตัดสินโทษประหารชีวิตเด็กหนุ่มอายุ 18 ที่ลงมือเข่นฆาตกรรมบิดาแท้ๆ แต่เขาลงมือกระทำจริงหรือไม่? หลักฐาน พยาน คำให้การ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด?

เนื้อเรื่องราวของ 12 Angry Men (1957) เปรียบดั่งตำราวิชากฎหมาย เสี้ยมสอนวิธีการครุ่นคิด คณะลูกขุนไม่ควรรีบเร่งด่วนลงฉันทมติ ตัดสินด้วยอารมณ์ ความรู้สึกส่วนบุคคล หรือปล่อยตามเสียงของคนหมู่มาก (คือถ้าคุณได้เป็นลูกขุนทั้งที อย่างน้อยก็ควรให้ความสนใจในเนื้อหาของคดีความบ้าง) แต่ทุกครั้งต้องทำการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น มองหาช่องโหว่เป็นไปได้ แม้ปัจจุบันหลายๆประเทศจะยกเลิกโทษประหาร เรายังควรต้องตระหนักให้มากๆ ทุกชีวิตล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน

หลังการรับชม เชื่อว่าหลายคนย่อมบังเกิดข้อฉงนสงสัย สรุปแล้วไอ้เด็กเวรมีความผิดหรือไม่? หนังไม่ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าว ให้อิสรภาพผู้ชมในการขบครุ่นคิด (เพราะคงไม่มีใครตอบได้นอกจากเด็กหนุ่มคนนั้น) แต่ประเด็นของหนังมันไม่ใช่ผิดหรือไม่ผิด แต่เราในฐานะลูกขุน/บุคคลนอก (ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับคดีความ) คือการได้รู้จักครุ่นคิด ไม่ปิดกั้นความเป็นไปได้ และเกิดความตระหนักถึงเวลาต้องตัดสินชีวิตผู้อื่น

ถ้าเราลงรายละเอียดเกี่ยวกับลูกขุนแต่ละคน จะพบว่าพวกเขาคือตัวแทนกลุ่มบุคคลประเภทต่างๆ อายุ ชนชั้น สถานะทางสังคม อาชีพการงาน ฯ มันอาจไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ (จริงๆจะเรียกว่า Whitewashing เพราะมีแต่เพศชาย ผิวขาว) แต่ด้วยจุดประสงค์ของการจำลอง ย่นย่อวิถีประชาธิปไตย (ของสหรัฐอเมริกา) อำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่ ต่อสู้/โต้ถกเถียงกันด้วยเหตุและผล … ตรงกันข้ามกับระบอบเผด็จการ ที่ทุกสิ่งอย่างขึ้นกับอารมณ์ของท่านผู้นำ ไม่มีใครสามารถแสดงความคิดเห็น หรือกระทำการต่อต้านขัดขืน

จะว่าไปลูกขุนทั้งสิบสอง ยังสามารถแบ่งแยกระดับตามศักยภาพในการครุ่นคิดด้วยเหตุผล vs. อารมณ์ อาทิ (#8) ใช้สติปัญญามองหาความเป็นไปได้, (#9) เชื่อในความเที่ยงตรง, (#7) ไม่ยี่หร่าอะไรใคร, (#10) เต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด, (#3) ขาดสติหยุดยับยั้งชั่งใจ

ผมมองข้อคิด/ใจความของหนัง เกี่ยวกับการตัดสินคนจากเปลือกภายนอก รูปร่างหน้าตา พฤติกรรมแสดงออก นั่นไม่ใช่สิ่งถูกต้องสักเท่าไหร่, หมอนี่หน้าตาเหมือนโจรแสดงว่าต้องเคยก่ออาชญากรรม? เด็กหนุ่มทุบตี ทำร้ายบิดา มีความชั่วช้าต้องตัดสินโทษประหาร?

ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนมีเหตุมีผล มีกรรมมีเวร มีที่มาที่ไป มันไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปตัดสินถูก-ผิด ดี-ชั่ว, หมอนี่หน้าตาเหมือนโจรแต่อาจเป็นคนดีมีศีลธรรม ชอบให้ทาน ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก, เด็กหนุ่มทุบตี ทำร้ายบิดา อาจเพราะเคยโดยกระทำมาสารพัด อดกลั้นฝืนทนจนถึงจุดแตกหัก เลยไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีกต่อไป!

สังคมออนไลน์ทำไมมันถึงเสื่อมโทรมทราม? เพราะผู้คนสมัยนี้ต่างแสดงความครุ่นคิดเห็น ตอบคอมเมนต์ด้วยอารมณ์ ตัดสินคนจากสิ่งที่โพส ภาพพบเห็น ข้อความเขียนบรรยาย ซึ่งล้วนเป็นการรับสาสน์เพียงด้านเดียว แล้วทำการตัดสินเลยว่าถูก-ผิด ดี-ชั่ว ด้วยถ้อยคำรุนแรง หยาบคาย ระบายอารมณ์อัดอั้น หน้าแหกก็ช่างแม้ง ขอแค่ให้ได้ดราม่า เสือกเรื่องชาวบ้าน ใครอ่อนแอก็พ่ายแพ้ไป

การแสดงความคิดเห็นคืออิสรภาพของประชาธิปไตยก็จริง แต่การด่วนตัดสิน พิมพ์ข้อความด้วยอารมณ์ นั่นไม่ต่างอะไรกับบรรดาลูกขุนผู้เกรี้ยวกราด ขาดสติครุ่นคิดด้วยเหตุผล ไม่มีบุคคลอย่างลูกขุน#8 คอยหยุดยับยั้งชั่งใจ … ถ้าคุณอยากเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น ก็ควรหัดฝึกฝนตนเอง เวลาจะพูดคุย แสดงความคิดเห็นอะไร ครุ่นคิดให้รอบคอบ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง อย่ายึดตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล


เมื่อตอนเข้าฉายในสหรัฐอเมริกา เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ถือว่าดีล้นหลาม ช่วงปลายปีได้เข้าชิง Oscar สามสาขา, Golden Globe อีกสี่สาขา แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จทำเงินสักเท่าไหร่ โชคดีได้ตลาดต่างประเทศช่วยไว้ เพราะไปคว้ารางวัล Golden Berlin Bear จากเทศกาลหนังเมือง Berlin รวมๆแล้วเลยสามารถคืนทุนสร้าง $337,000 เหรียญ (ไม่มีรายงานรายรับ)

  • Academy Awards
    • Best Picture
    • Best Director
    • Best Adapted Screenplay
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Drama
    • Best Director
    • Best Actor – Drama (Henry Fonda)
    • Best Supporting Actor (Lee J. Cobb)
  • Berlin International Film Festival
    • Golden Berlin Bear
    • OCIC Award

มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ 12 Angry Men (1957) ไม่ค่อยทำเงินในสหรัฐอเมริกาสักเท่าไหร่ เพราะช่วงปลายทศวรรษ 50s กระแสภาพยนตร์มหากาพย์ ‘CinemaScope’ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (นึกถึงพวก The Ten Commandments (1956), The Bridge on the River Kwai (1957), Ben-Hur (1959) ฯ) ความสนใจในหนังฟอร์มเล็กๆ ภาพขาว-ดำ แถมไม่มีสักฉากแอ๊คชั่น จึงลดน้อยลงเรื่อยๆ … และอีกเหตุผลเพราะ United Artists จัดฉายหนังในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ที่นั่งมากมาย แต่ผู้ชมกลับโหรงเหรง คงคาดหวังเอาไว้มาก พอผิดหวังเลยเก็บเข้ากรุ ไม่เคยนำออกฉายซ้ำ (Re-Release) สร้างความไม่พึงพอใจแก่ Henry Fonda เลยไม่รับเป็นโปรดิวเซอร์เรื่องใดๆอีกต่อไป

แต่กาลเวลาก็ทำให้ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ สร้างอิทธิพลให้กับภาพยนตร์/ซีรีย์แนวลูกขุน กระบวนการยุติธรรมมากมาย อาทิ Law & Order (1990-ปัจจุบัน), The Practice (1997–2004), ยังไม่รวมฉบับสร้างใหม่หลากหลายสัญชาติ (ฮินดี) Ek Ruka Hua Faisla (1986), (ญี่ปุ่น) The Gentle Twelve (1991), (รัสเซีย) 12 (2007), (กันนาดา) Dashamukha (2012), (จีน) 12 Citizens (2014), (ทมิฬ) Vaaimai (2016), (เกาหลีใต้) Juror 8 (2019) ฯ

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ HD เมื่อปี ค.ศ. 2011 (ฉบับของ Criterion และ 20th Century Fox) และล่าสุด 4K Ultra HD ของค่าย Kino Lorber วางจำหน่าย ค.ศ. 2023

12 Angry Men (1957) ถือเป็นภาพยนตร์ที่มีความครบเครื่อง สมบูรณ์แบบ ด้วยแนวคิดอันเรียบง่าย แต่ได้ผลลัพท์โคตรๆทรงพลัง ถึงอย่างนั้นกลับไม่ค่อยพบเห็นติดชาร์ท “Greatest Film of All-Time” โดยเฉพาะจากนิตยสาร Sight & Sound สาเหตุที่ถูกมองข้ามน่าเพราะคณะลูกขุนมีเพียงเพศชาย ผิวขาว ซึ่งนั่นสะท้อนมุมมองอันคับแคบ และน่าผิดหวัง(ของผู้มีสิทธิ์โหวต)อย่างมากๆ

เพราะเนื้อหาสาระแท้จริงของ 12 Angry Men (1957) ไม่ใช่แค่กระบวนการลูกขุน พิจารณาคดี ตัดสินความผิดผู้ต้องหา แต่เหตุผลของการ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะเรายังสามารถต่อยอดถึงการมองคนแค่เพียงเปลือกภายนอก รูปร่างหน้าตา พฤติกรรมแสดงออก หรือปัจจุบันนี้การโพสข้อความลงบนสื่อสังคมออนไลน์ คนส่วนใหญ่ต่างใช้อารมณ์แสดงความคิดเห็น ขาดสติหยุดยับยั้งชั่งใจ ไม่พยายามครุ่นคิดให้รอบคอบ นึกถึงหัวอกผู้อื่น ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ เห็นแต่ผู้คนเกรี้ยวกราด ยึดตนเองคือศูนย์กลางจักรวาล

สำหรับคนชื่นชอบภาพยนตร์แนว Courtroom Drama แนะนำให้ไล่เก็บจากลิส AFI’s 10 Top 10 – Courtroom Drama เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจก็อย่าง Anatomy of a Murder (1959), To Kill a Mockingbird (1962), Kramer vs. Kramer (1979), The Verdict (1982), A Few Good Men (1992) ฯ

จัดเรต pg กับการปะทะคำพูดด้วยทางอารมณ์อย่างรุนแรง เกรี้ยวกราด

คำโปรย | 12 Angry Men หนังสือเรียนวิชากฎหมาย & ภาพยนตร์ ครบเครื่อง เรียบง่าย และทรงพลัง
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ทรงคุณค่า


12 Angry Men

12 Angry Men (1957) hollywood : Sidney Lumet ♥♥♥♥◊

(8/6/2016) ลูกขุนที่เป็นชาย 12 คน ลงมติเพื่อตัดสินความผิดโทษฐานฆาตกรรมของชายคนหนึ่ง, หนังสุดเทคนิคโดยผู้กำกับ Sidney Lumet ที่ใครๆก็น่าจะรู้จัก เรื่องราวเกิดขึ้นในห้องตัดสินเล็กๆห้องหนึ่ง มีฉากเดียวทั้งเรื่อง และตัวละครทั้งหมด 12 คน ถ้าคุณยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าเสียชาติเกิดแล้ว

นี่เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบมากๆ จนกลายเป็นตำราของเด็กเรียนภาพยนตร์ คล้ายๆกับ Citizen Kane ที่หนังเต็มไปด้วยเทคนิค แนวคิด และสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน, สำหรับ 12 Angry Men หนังได้สร้างสภาพแวดล้อมที่มีกฎเกณฑ์ ข้อจำกัด แล้วเล่นกับประเด็นที่มีอยู่ มีหนังหลายเรื่องที่สร้างขึ้นภายใต้พื้นฐานนี้ แต่ไม่มีหนังเรื่องไหนที่ทำได้ยอดเยี่ยมเท่ากับหรือมากกว่า เรื่องล่าสุดที่ผมเห็นคือ 10 Cloverfield Lane (2016) หนังเรื่องนี้ก็ยอดเยี่ยมนะ แต่ยังห่างชั้นกันอยู่มาก

บางคนอาจคิดว่า 12 Angry Men กับ Citizen Kane เปรียบเทียบกันไม่ได้ ถึงทั้งสองเรื่องจะเป็นดาวค้างฟ้า ไม่รู้จะเอามาเปรียบเทียบกันเพื่ออะไร แต่หนังมีไว้เพื่อความบันเทิง ชอบไม่ชอบคือความรู้สึก, โดยส่วนตัวผมชอบ 12 Angry Men >>> Citizen Kane ตรงที่หนังมีอารมณ์ให้จับต้องได้มากกว่า แม้ในเชิงเทคนิคถ้าเปรียบเทียบกันจริงๆ ผมมองเห็น Citizen Kane มีหลายจุดที่เหนือกว่า (ก็แน่ละหนังไม่ได้สร้างในพื้นฐานข้อจำกัด มันเลยมีลูกเล่นเยอะกว่า) ผมเคยพูดไว้ตอน Citizen Kane ว่าเป็นเหมือนตำราเรียน ใครชอบอ่านหนังสือเรียน ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจจะชอบ, สำหรับ 12 Angry Men ผมเปรียบเหมือนตำราเรียนเช่นกัน แต่เป็นตำราเรียนที่มีแค่ 12 หน้า แต่ละหน้าก็มีสีสันที่โดดเด่น สร้างความฉงน น่าสนใจ น่าอ่านกว่า ซึ่งนี่แหละเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมชอบ 12 Angry Men มากกว่า Citizen Kane

หนังมีหลายประเด็นที่ออกไปทาง racialism นะครับ เช่นว่า ทำไมต้องเป็นผู้ชายทั้ง 12 คน, ไม่มีผู้หญิงปรากฎในหนังเลย, ไม่มีคนผิวสีหรือคนเอเชีย ฯ นี่ยังไม่รวมถึงพื้นหลังของตัวละคร ลูกขุนบางคนก็ racist อย่างรุนแรง, บางคนสนใจแต่เรื่องของตนเอง, บางคนก็กลับกลอกไปมา ฯ ผมค่อนข้างแปลกใจที่ประเด็น racialism ของหนังมักจะถูกมองข้ามไป ยังดีที่ผู้กำกับเลือกเปิดเผยชายผู้กระทำความผิด ว่าเป็นเด็กวัยรุ่นอเมริกันธรรมดาๆ ถ้าเขาเป็นคนผิวสีนะ ประเด็น racism น่าจะรุนแรงเลยละ

Sidney Lumet นี่ถือเป็นหนัง debut เรื่องแรก ก่อนหน้าเคยมีผลงานทางโทรทัศน์มาบ้าง ได้รับความไว้ใจจาก Henry Fonda ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ของหนังด้วยให้มากำกับ ดัดแปลงจาก teleplay ของ Reginald Rose เขียนไว้เพื่อสร้างเป็นหนังฉายทางโทรทัศน์ แต่เมื่อ Fonda อ่านบทแล้วต้องการให้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มากกว่า, Rose ก็มาเป็นโปรดิวเซอร์และร่วมดัดแปลงบทภาพยนตร์ให้ด้วยนะครับ, เหตุที่ Fonda เลือก Lumet เพราะประทับใจในผลงานเก่าๆ และรู้ว่า Lumet เป็นคนที่สามารถควบคุมงบประมาณการสร้างในวงเงินจำกัดได้, หนังได้ United Artists เป็นผู้จัดจำหน่าย

ลูกขุนทั้ง 12 นอกจาก Henry Fonda แล้ว ไม่มีใครถือว่าเป็นดาราที่มีชื่อเสียงเลย, สำหรับ Fonda เขาโด่งดังมาจาก The Grapes of Wrath (1940) ของผู้กำกับ John Ford ที่ทำให้ได้ชิง Oscar สาขา Best Actor (แต่ไม่ได้) หนังดังๆเรื่องอื่นๆอาทิ The Ox-Bow Incident (1943), Once Upon a Time in the West (1968) ฯ เขาได้ Honorary Award เมื่อปี 1980 แล้วปีถัดมากับได้ Osacr สาขา Best Actor จากหนังเรื่องสุดท้ายที่แสดง On Golden Pond (1981), Fonda เสียชีวิตในปี 1982 รวมอายุ 77 ปี

Fonda บอกว่า 12 Angry Men เป็น 1 ใน 3 หนังที่รู้สึกว่าตัวเองเล่นได้ดีที่สุด (อีก 2 เรื่องคือ The Grapes of Wrath และ The Ox-Bow Incident) ตอนหนังทำเสร็จ Fonda ไม่สามารถทนดูตัวเองแสดงได้ ดูได้ครึ่งเรื่องก็เดินออก แต่เขากระซิบบอก Lumet ว่า “Sidney, it’s magnificent.”, ด้วยทุนสร้าง $340,000 ใช้เวลาถ่าย 17 วัน หนังถือว่าทำรายได้น่าผิดหวังใน Boxoffice ทำให้ Fonda ไม่ได้ค่าตัว (เพราะเขาเป็น producer) นี่จึงเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ Fonda เป็น Producer

ถ่ายภาพโดย Boris Kaufman (On the Waterfront-1954) กับคนที่ช่างสังเกตหน่อยจะรู้ว่าหนังแบ่งออกเป็น 3 ช่วง
ช่วงแรก ครึ่งชั่วโมงแรก ภาพจะถ่ายจากเหนือระดับสายตาเล็กน้อย มุมก้ม มองเห็นแต่พื้น
ช่วงสอง ภาพจะถ่ายระดับสายตา เท่าเทียมกัน มองเห็นพื้นและเพดาน
ช่วงสาม ครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ภาพจะถ่ายต่ำกว่าระดับสายตา มุมเงย มองเห็นเพดาน
Sidney Lumet เริ่มอาชีพสายนี้ด้วยการเป็นตากล้อง ก่อนผันตัวมาเป็นผู้กำกับ ทำให้เขามีภาพหนังในหัวก่อนเริ่มถ่ายทำ เทคนิคในหนังเรื่องนี้เขาตั้งชื่อว่า Lens Plot คือการถ่ายที่เล่นกับการใช้ Lens และมุมกล้อง, ในช่วงแรกภาพมุมก้ม เราจะเห็นห้องและตัวละครขนาดเล็กลง รู้สึกเหมือนตัวละครกำลังถูกกดดันจากบางสิ่งบางอย่าง (look down character), ช่วงที่สามภาพมุมเงย ห้องและตัวละครจะมีขนาดใหญ่ขึ้น สายตาของผู้ชมจะอยู่ต่ำกว่าตัวละคร เหมือนกำลังถูกดัน (overwhelmed), และฉากสุดท้ายของหนัง ถ่ายข้างนอกศาล เป็นฉากเดียวที่ใช้ Wide-Angle Lens เพื่อการปลดปล่อยให้ผู้ชมได้หายใจ “to let us finally breathe.”

ตัดต่อโดย Carl Lerner, บอกตามตรงนะครับ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ยังสามารถเจ๋งไปกว่านี้ได้อีก ถ้าหนังทั้งเลือกเป็น long-shot แบบไม่ตัดเลย เพราะหนังถูกจำกัดในสถานที่แห่งหนึ่ง ผู้คนมีจำกัด และเรื่องราวมีความต่อเนื่อง ซึ่งสามารถถ่ายแบบไม่ต้องตัดตั้งแต่ต้นจนจบก็ได้ แต่คงเพราะ Lumet ยังขาดประสบการณ์หรืออาจคิดไม่ถึง มันไม่ง่ายที่จะสร้างหนัง long-take ยาวๆ (อย่าลืมว่าสมัยก่อนฟีล์มม้วนหนึ่งมีความยาวจำกัด นานสุดก็ยาวได้แค่ประมาณ 7 นาทีต่อม้วน) ถ้าหนังเรื่องไหนจะก้าวผ่าน (surpass) 12 Angry Men คงมีแต่วิธีนี้เท่านั้น, มีคนนับการตัดต่อจำนวน 365 ครั้ง นี่ถือว่าน้อยแล้วนะครับ หนังยาว 90 นาที หนังโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 600+ กว่าช็อต

เพลงประกอบไม่มีนะครับ หนังถือว่าเป็น realism เวลาในหนังเท่ากับเวลาที่เกิดขึ้นจริง, ผมอ่านในเกร็ดของหนัง มีคนพบว่าเวลาบนนาฬิกามักจะไม่ตรงกับเวลาจริงๆเท่าไหร่ เช่น 15 นาทีผ่านไป แต่เข็มนาฬิกายัง 6:15 อยู่, มีคนนับว่าลูกขุนคนที่ 7 ดูนาฬิกา 28 ครั้งตลอดทั้งเรื่อง (คงกลัวไปดูเบสบอลไม่ทัน), ส่วนเวลาที่ลูกขุนคนที่ 2 จับขณะเดินทดสอบได้ 41 วินาที ถ้าจับเวลาที่ตัวละครในหนังเดินจริงๆ จะพบว่าแค่ 30 วินาทีเท่านั้น (เกินมาจากไหนตั้ง 10 วินาที)

หน้าที่ของลูกขุน คือการพิจารณาตัดสินว่า หลักฐานที่กล่าวหาจำเลย มีมูลมากพอที่จะเชื่อถือได้เพียงพอหรือไม่ นี่คือข้อสรุปที่ผมได้จากหนังนะครับ ใครเรียนกฎหมายมาน่าจะให้คำนิยามหน้าที่ของลูกขุน ได้ดีกว่านี้แน่นอน, ผมแปลกใจที่ชายทั้ง 11 คนในหนัง เหมือนว่าแรกเริ่มมา พวกเขาใช้ความรู้สึกของตัวเองตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างก่อนเลย เหมือนลืมไปว่า ถ้าตัดสินว่าผิดจำเลยจะถูกประหาร, นี่ไม่ใช่หมายความว่า มนุษย์ส่วนใหญ่มองชีวิตของคนอื่นเป็นเรื่องเล่นๆ ในอัตราส่วน 12 คน มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตระหนักขึ้นมาได้ว่า นี่เรากำลังพูดถึงชีวิตของคนอยู่นะ! มันก็ไม่เชิงว่าเขาเป็น ‘บัวพ้นน้ำ’ นะครับ เขามีความไม่แน่ใจ แต่ไม่รีบด่วนตัดสินใจ ต้องการคิดอะไรให้รอบคอบก่อน ไม่อยากใช้อารมณ์ความรู้สึกตัดสินปัญหา

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับ 11 คนนั้นกัน พวกเขา Angry ใครมาจากไหน? ผมรู้สึกเหมือนสังคมเป็นผู้สร้างพวกเขาขึ้นมา เราจะเห็นทั้ง 11 ต่างก็มีลักษณะนิสัย แนวคิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เราสามารถแบ่งพวกเขาออกเป็นประเภทต่างๆได้หลากหลาย จุดนี้ผมจะไม่ขอพูดถึงครบทุกคนนะครับ ใครอยากรู้ลองค้นหาบทวิเคราะห์อ่านในเน็ตได้เลย มีพรึบ, คนที่น่าสนใจจริงๆคือ 3 คนแรกที่เปลี่ยนโหวต และ 3 คนสุดท้ายที่เหลือ, ให้ข้อสังเกตไว้นิดหนึ่ง ตัวละครกลุ่มนี้มันเหมือนว่าจะนั่งตรงข้ามกันด้วย, ลูกขุนคนที่ 3 คือคนสุดท้าย และคนที่ 8 คือคนแรก จะเห็นว่า 3 กับ 8 มีลักษณะการเขียนเลขอาราบิกที่เป็นครึ่งกัน

ชายแก่ (ลูกขุนคนที่ 9) เป็นคนที่แรกที่เปลี่ยนโหวต (คนที่ 2 ที่โหวต No Guilty) คนมีประสบการณ์ ผ่านโลกมามาก สามารถเข้าใจและเห็นคุณค่าชีวิตของคนได้ง่าย (เพราะประสบการณ์สอน) ด้วยการกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ทำให้เขามองเห็นคุณค่าของคนและเข้าใจคนอื่น

ลูกขุนคนที่ 5 ชายคนที่เกิดขึ้นมาจากสลัม ผ่านโลกมาแบบเดียวกับจำเลย คนที่ประสบพบเจอเหตุการณ์เดียวกันมา ถึงจะสามารถเข้าใจจิตใจของคนอื่นได้

ลูกขุนคนที่ 11 นักซ่อมนาฬิกา อาชีพของคนที่ชอบแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดเสียหาย บางทีการให้โอกาสคนก็เหมือนนาฬิกาที่พัง ย่อมสามารถเอามาซ่อมเปลี่ยนอะไหล่แล้วกลับมาใช้งานได้

ลูกขุนคนที่ 10 เป็นคนพูดจาโผงผาง คิดอะไรพูดมาแบบนั้น ชอบเหยียดหยามคนอื่น มองคนที่หน้าตา เชื้อสาย ต้นกำเนิด ไม่มองที่จิตใจ ณ วินาทีที่เขาพ่ายแพ้ ผู้คนต่างลุกขึ้นหันหลังให้ ในใจเขารับไม่ได้ แต่การส่ายหัวบอก Not Guilty เพราะถูกสังคมบีบบังคับ ทำให้เขาไม่มีจุดยืนในโต๊ะประชุม(สังคม)อีกต่อไป นี่คือตัวแทนของ racism ที่พ่ายแพ้เพราะสังคมไม่ให้การยอมรับ, หลังจากถูกลูกขุนคนหนึ่งสั่งให้เงียบและหุบปาก เขาก็ไม่พูดอีกเลยจนหนังจบ

ลูกขุนคนที่ 4 ผมชอบหมอนี่นะ เขาคือคนที่มีเหตุผลชัดเจน ตรงไปตรงมา ถ้าหลักฐานที่อยู่ตรงหน้าไม่ไขความกระจ่าง ไม่มีทางที่อะไรจะมาเปลี่ยนใจเขาได้ ความ rational ของหมอนี่ พ่ายแพ้ต่อ Fact ที่เมื่อชายแก่ (ลูกขุนคนที่ 9) ชี้ให้เห็น (นี่ก็สะท้อนกันนะครับ ลูกขุนคนที่ 9 คือคนที่ 2 ที่โหวต no guilty และลูกขุนคนที่ 4 คือคนโหวตรองสุดท้าย) มันคือความจริงที่เขาทำให้เขายอมรับข้อผิดพลาด คนแบบนี้แหละครับที่เยี่ยม รู้ว่าผิดก็ยอมรับผิด แต่การจะเอาชนะคนประเภทนี้ มันต้องให้ถึงที่สุดจริงๆ

ลูกขุนคนที่ 3 คนสุดท้าย หมอนี่คือ egoist เอาความรู้สึกของตนเองเป็นบรรทัดฐาน วางตนเป็นใหญ่เหนือคนอื่น โลกต้องหมุนตามฉันเท่านั้น ความพ่ายแพ้ของเขาคือ “แพ้ภัยตนเอง” คนที่นิสัยดื้อด้านรุนแรงระดับนี้ ถ้าเขายังหลงตัวเอง (แบบ Walter Keane ใน Big Eyes) ในไม่ช้าจะกลายเป็นคนบ้านะครับ หนังจบแค่หมอนี่ร้องไห้ออกมา อารมณ์ประมาณเด็กอวดเก่งท้าวิ่งแข่งกับเพื่อนแล้วแพ้ จึงร้องไห้อ้างว่าเพื่อนโกง ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้เก่งกาจอย่างที่ปากพูด

ตรงข้ามความโกรธ (Angry) คือ เมตตา (Kind, Merciful), ตรงข้ามความมีเหตุผล (Rational) คือ ประสบการณ์ (Resonable), ตรงข้ามเห็นแก่ตัว (Selfish) คือ เสียสละ (Selfless), นี่คือ 3 ใจความ ของ 3 คนแรก และ 3 คนสุดท้ายที่ผมเปรียบเทียบว่าสะท้อนกันเหมือนกระจกนะครับ

สำหรับลูกขุนคนที่ผมไม่พูดถึง นั่นเพราะพวกเขาคือคนระดับกลางๆ ต้องมีอะไรมาดลใจที่ชัดเจน เห็นข้อผิดพลาดชัด ถึงจะยอมเปลี่ยนข้าง ที่แรงสุดๆคงหนีไม้พ้นลูกขุนคนที่ 7 ที่หลายลูกขุนคนอื่นๆโหวต Not Guilty กลายเป็นเสียงข้างมากแล้ว เขาก็เปลี่ยนตามทันที ใครเห็นหมอนี่ก็น่าจะเข้าใจได้เลย คนที่ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง เอาใจเสียงข้างมาก สนใจแต่เรื่องของตนเองเท่านั้น, จริงๆมันไม่ใช่แค่ลูกขุนคนที่ 7 นะครับ เราเห็นชัดเพราะเขาพูดออกมา ลูกขุนคนที่ 1 เห็นเงียบๆแบบนั้น แต่พี่แกก็ไม่ต่างอะไรกับลูกขุนคนที่ 7 เลย แถมผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเป็นแบบลูกขุนคนที่ 1 มากกว่า คนที่ 7 ด้วยซ้ำ เขาคือ ‘พลังเงียบ’ ไม่พูด ไม่ทำอะไร มาเงียบๆ แต่เห็นข้างไหนมีผลประโยชน์กว่าก็เข้าข้างนั้นทันที

การตัดสินของลูกขุน ไม่ใช่หาว่า ชายหนุ่มเป็นฆาตกรจริงหรือเปล่า แต่เพื่อตรวจสอบว่าหลักฐานที่มีอยู่นั้น บอกได้ว่าเขาเป็นฆาตกรหรือไม่ ลูกขุนทั้งหลายไม่ได้มีผลได้ผลเสียอะไรกับรูปคดีนี้เลย แต่การจะตัดสินคนมันกลับก่อเกิดความรุนแรงในระดับที่คาดไม่ถึง, ผมมองเห็นหนังในอีกมุมหนึ่ง ถ้ามองคน 12 คนนี้ คืออุปนิสัยในหัวของมนุษย์ (มองเป็น 12 บุคคลิกแบบ Inside Out) ที่มีทั้ง egoist, rational, racism ฯ หนังเรื่องนี้นำเสนอกระบวนการคิดของมนุษย์ที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเมื่อเรามีความคิดอะไรสักอย่างที่ต้องการการยอมรับ ใจเรามันจะรู้สึกไปเองก่อนว่าอยากให้เป็นยังไง แต่ถ้าคนเรามีกระบวนการคิด ที่คล้ายๆกับ 12 Angry Men เขาก็จะค่อยๆคลายข้อสงสัยไปทีละอย่าง จนกระทั่งได้ข้อกระจ่าง บทสรุปที่แน่นอนว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ

จากผลลัพท์ของหนัง มีอีกจุดหนึ่งที่คนมักไม่ค่อยคิดกัน คือ พยานที่ถูกพาดพึงในหนัง จากผลการตัดสินแสดงให้เห็นว่า พยานแต่ละคนไม่ได้มีความซื่อตรงต่อสิ่งที่ตนเองให้สัตย์ว่าจะพูดความจริงแม้แต่น้อย เหมือนว่าพยานแต่ละคนอยากใส่ร้ายป้ายสีผู้ต้องหาคนนี้นัก ลักษณะการพูดที่มั่นใจมากๆ ทั้งๆที่ตัวเองมีข้อบกพร่องต่างๆมากมาย นี่บัดซบมากๆเลยนะครับ คนที่บอกว่า ‘ฉันเห็นเงารางๆคล้ายชายคนนี้… ใช่แล้วชายคนนี้แหละ’ แท้จริงสิ่งที่เห็นก็แค่เงา ไม่รู้หรอกว่าใคร แต่อุปโหลกไปเลยว่า ต้องเป็นหมอนี้แหละ… นี่สะท้อนว่า โลกข้างนอกมันน่ากลัวกว่าลูกขุน 11 คนในหนังอีกนะครับ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่บอกว่าผิดแต่เป็นจินตนาการสร้างภาพขึ้นมาเองเลยป้ายสีใส่เลย นี่มันอะไรกัน!

หนังเข้าชิง 3 Oscar (Best Actor, Best Director, Best Writing) และ 4 Golden Globe แต่ไม่ได้สักรางวัล, กระนั้นหนังก็ได้ Golden Bear ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมือง Berlin, ได้ PGA Award (รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสมาคมโปรดิวเซอร์ Producer Guild of America), ชนะ WGA Award (รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา Writer Guild of America), และ Henry Fonda คว้ารางวัล Best Foreign Actor จาก BAFTA Film Award, และ AFI จัดอันดับ 2 หนังแนว Courtroom Drama (รองจาก To Kill a Mockingbird)

แนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคนในระดับ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” อาจจะหาดูยากสักหน่อย ผมเคยเห็นมีขายในโซนหนัง classic นะครับ เหมาะอย่างมากกับคนที่เรียนกฎหมาย, นักจิตวิทยา, นักเรียนภาพยนตร์ ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่ยอดเยี่ยมแฝงแนวคิด แต่รวมถึงเทคนิคที่โดดเด่น จัดเรต PG มีฉากปะทะกันทางคำพูดและอารมณ์ที่รุนแรง ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำกับเด็กเล็ก

TAGLINE | “จากชายผู้โกรธเกรี้ยว 12 คน (12 Angry Men) จะค่อยๆใจเย็นลงเรื่อยๆด้วยสติและเหตุผล จนกลายเป็นชายผู้มีเมตตา 12 คน (12 Kind Men)”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE 

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: