12 Angry Men (1957)

12 Angry Men

12 Angry Men (1957) hollywood : Sidney Lumet ♥♥♥♥◊

ลูกขุนที่เป็นชาย 12 คน ลงมติเพื่อตัดสินความผิดโทษฐานฆาตกรรมของชายคนหนึ่ง, หนังสุดเทคนิคโดยผู้กำกับ Sidney Lumet ที่ใครๆก็น่าจะรู้จัก เรื่องราวเกิดขึ้นในห้องตัดสินเล็กๆห้องหนึ่ง มีฉากเดียวทั้งเรื่อง และตัวละครทั้งหมด 12 คน ถ้าคุณยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าเสียชาติเกิดแล้ว

นี่เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบมากๆ จนกลายเป็นตำราของเด็กเรียนภาพยนตร์ คล้ายๆกับ Citizen Kane ที่หนังเต็มไปด้วยเทคนิค แนวคิด และสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน, สำหรับ 12 Angry Men หนังได้สร้างสภาพแวดล้อมที่มีกฎเกณฑ์ ข้อจำกัด แล้วเล่นกับประเด็นที่มีอยู่ มีหนังหลายเรื่องที่สร้างขึ้นภายใต้พื้นฐานนี้ แต่ไม่มีหนังเรื่องไหนที่ทำได้ยอดเยี่ยมเท่ากับหรือมากกว่า เรื่องล่าสุดที่ผมเห็นคือ 10 Cloverfield Lane (2016) หนังเรื่องนี้ก็ยอดเยี่ยมนะ แต่ยังห่างชั้นกันอยู่มาก

บางคนอาจคิดว่า 12 Angry Men กับ Citizen Kane เปรียบเทียบกันไม่ได้ ถึงทั้งสองเรื่องจะเป็นดาวค้างฟ้า ไม่รู้จะเอามาเปรียบเทียบกันเพื่ออะไร แต่หนังมีไว้เพื่อความบันเทิง ชอบไม่ชอบคือความรู้สึก, โดยส่วนตัวผมชอบ 12 Angry Men >>> Citizen Kane ตรงที่หนังมีอารมณ์ให้จับต้องได้มากกว่า แม้ในเชิงเทคนิคถ้าเปรียบเทียบกันจริงๆ ผมมองเห็น Citizen Kane มีหลายจุดที่เหนือกว่า (ก็แน่ละหนังไม่ได้สร้างในพื้นฐานข้อจำกัด มันเลยมีลูกเล่นเยอะกว่า) ผมเคยพูดไว้ตอน Citizen Kane ว่าเป็นเหมือนตำราเรียน ใครชอบอ่านหนังสือเรียน ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจจะชอบ, สำหรับ 12 Angry Men ผมเปรียบเหมือนตำราเรียนเช่นกัน แต่เป็นตำราเรียนที่มีแค่ 12 หน้า แต่ละหน้าก็มีสีสันที่โดดเด่น สร้างความฉงน น่าสนใจ น่าอ่านกว่า ซึ่งนี่แหละเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมชอบ 12 Angry Men มากกว่า Citizen Kane

หนังมีหลายประเด็นที่ออกไปทาง racialism นะครับ เช่นว่า ทำไมต้องเป็นผู้ชายทั้ง 12 คน, ไม่มีผู้หญิงปรากฎในหนังเลย, ไม่มีคนผิวสีหรือคนเอเชีย ฯ นี่ยังไม่รวมถึงพื้นหลังของตัวละคร ลูกขุนบางคนก็ racist อย่างรุนแรง, บางคนสนใจแต่เรื่องของตนเอง, บางคนก็กลับกลอกไปมา ฯ ผมค่อนข้างแปลกใจที่ประเด็น racialism ของหนังมักจะถูกมองข้ามไป ยังดีที่ผู้กำกับเลือกเปิดเผยชายผู้กระทำความผิด ว่าเป็นเด็กวัยรุ่นอเมริกันธรรมดาๆ ถ้าเขาเป็นคนผิวสีนะ ประเด็น racism น่าจะรุนแรงเลยละ

Sidney Lumet นี่ถือเป็นหนัง debut เรื่องแรก ก่อนหน้าเคยมีผลงานทางโทรทัศน์มาบ้าง ได้รับความไว้ใจจาก Henry Fonda ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ของหนังด้วยให้มากำกับ ดัดแปลงจาก teleplay ของ Reginald Rose เขียนไว้เพื่อสร้างเป็นหนังฉายทางโทรทัศน์ แต่เมื่อ Fonda อ่านบทแล้วต้องการให้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มากกว่า, Rose ก็มาเป็นโปรดิวเซอร์และร่วมดัดแปลงบทภาพยนตร์ให้ด้วยนะครับ, เหตุที่ Fonda เลือก Lumet เพราะประทับใจในผลงานเก่าๆ และรู้ว่า Lumet เป็นคนที่สามารถควบคุมงบประมาณการสร้างในวงเงินจำกัดได้, หนังได้ United Artists เป็นผู้จัดจำหน่าย

ลูกขุนทั้ง 12 นอกจาก Henry Fonda แล้ว ไม่มีใครถือว่าเป็นดาราที่มีชื่อเสียงเลย, สำหรับ Fonda เขาโด่งดังมาจาก The Grapes of Wrath (1940) ของผู้กำกับ John Ford ที่ทำให้ได้ชิง Oscar สาขา Best Actor (แต่ไม่ได้) หนังดังๆเรื่องอื่นๆอาทิ The Ox-Bow Incident (1943), Once Upon a Time in the West (1968) ฯ เขาได้ Honorary Award เมื่อปี 1980 แล้วปีถัดมากับได้ Osacr สาขา Best Actor จากหนังเรื่องสุดท้ายที่แสดง On Golden Pond (1981), Fonda เสียชีวิตในปี 1982 รวมอายุ 77 ปี

Fonda บอกว่า 12 Angry Men เป็น 1 ใน 3 หนังที่รู้สึกว่าตัวเองเล่นได้ดีที่สุด (อีก 2 เรื่องคือ The Grapes of Wrath และ The Ox-Bow Incident) ตอนหนังทำเสร็จ Fonda ไม่สามารถทนดูตัวเองแสดงได้ ดูได้ครึ่งเรื่องก็เดินออก แต่เขากระซิบบอก Lumet ว่า “Sidney, it’s magnificent.”, ด้วยทุนสร้าง $340,000 ใช้เวลาถ่าย 17 วัน หนังถือว่าทำรายได้น่าผิดหวังใน Boxoffice ทำให้ Fonda ไม่ได้ค่าตัว (เพราะเขาเป็น producer) นี่จึงเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ Fonda เป็น Producer

ถ่ายภาพโดย Boris Kaufman (On the Waterfront-1954) กับคนที่ช่างสังเกตหน่อยจะรู้ว่าหนังแบ่งออกเป็น 3 ช่วง
ช่วงแรก ครึ่งชั่วโมงแรก ภาพจะถ่ายจากเหนือระดับสายตาเล็กน้อย มุมก้ม มองเห็นแต่พื้น
ช่วงสอง ภาพจะถ่ายระดับสายตา เท่าเทียมกัน มองเห็นพื้นและเพดาน
ช่วงสาม ครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ภาพจะถ่ายต่ำกว่าระดับสายตา มุมเงย มองเห็นเพดาน
Sidney Lumet เริ่มอาชีพสายนี้ด้วยการเป็นตากล้อง ก่อนผันตัวมาเป็นผู้กำกับ ทำให้เขามีภาพหนังในหัวก่อนเริ่มถ่ายทำ เทคนิคในหนังเรื่องนี้เขาตั้งชื่อว่า Lens Plot คือการถ่ายที่เล่นกับการใช้ Lens และมุมกล้อง, ในช่วงแรกภาพมุมก้ม เราจะเห็นห้องและตัวละครขนาดเล็กลง รู้สึกเหมือนตัวละครกำลังถูกกดดันจากบางสิ่งบางอย่าง (look down character), ช่วงที่สามภาพมุมเงย ห้องและตัวละครจะมีขนาดใหญ่ขึ้น สายตาของผู้ชมจะอยู่ต่ำกว่าตัวละคร เหมือนกำลังถูกดัน (overwhelmed), และฉากสุดท้ายของหนัง ถ่ายข้างนอกศาล เป็นฉากเดียวที่ใช้ Wide-Angle Lens เพื่อการปลดปล่อยให้ผู้ชมได้หายใจ “to let us finally breathe.”

ตัดต่อโดย Carl Lerner, บอกตามตรงนะครับ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ยังสามารถเจ๋งไปกว่านี้ได้อีก ถ้าหนังทั้งเลือกเป็น long-shot แบบไม่ตัดเลย เพราะหนังถูกจำกัดในสถานที่แห่งหนึ่ง ผู้คนมีจำกัด และเรื่องราวมีความต่อเนื่อง ซึ่งสามารถถ่ายแบบไม่ต้องตัดตั้งแต่ต้นจนจบก็ได้ แต่คงเพราะ Lumet ยังขาดประสบการณ์หรืออาจคิดไม่ถึง มันไม่ง่ายที่จะสร้างหนัง long-take ยาวๆ (อย่าลืมว่าสมัยก่อนฟีล์มม้วนหนึ่งมีความยาวจำกัด นานสุดก็ยาวได้แค่ประมาณ 7 นาทีต่อม้วน) ถ้าหนังเรื่องไหนจะก้าวผ่าน (surpass) 12 Angry Men คงมีแต่วิธีนี้เท่านั้น, มีคนนับการตัดต่อจำนวน 365 ครั้ง นี่ถือว่าน้อยแล้วนะครับ หนังยาว 90 นาที หนังโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 600+ กว่าช็อต

เพลงประกอบไม่มีนะครับ หนังถือว่าเป็น realism เวลาในหนังเท่ากับเวลาที่เกิดขึ้นจริง, ผมอ่านในเกร็ดของหนัง มีคนพบว่าเวลาบนนาฬิกามักจะไม่ตรงกับเวลาจริงๆเท่าไหร่ เช่น 15 นาทีผ่านไป แต่เข็มนาฬิกายัง 6:15 อยู่, มีคนนับว่าลูกขุนคนที่ 7 ดูนาฬิกา 28 ครั้งตลอดทั้งเรื่อง (คงกลัวไปดูเบสบอลไม่ทัน), ส่วนเวลาที่ลูกขุนคนที่ 2 จับขณะเดินทดสอบได้ 41 วินาที ถ้าจับเวลาที่ตัวละครในหนังเดินจริงๆ จะพบว่าแค่ 30 วินาทีเท่านั้น (เกินมาจากไหนตั้ง 10 วินาที)

หน้าที่ของลูกขุน คือการพิจารณาตัดสินว่า หลักฐานที่กล่าวหาจำเลย มีมูลมากพอที่จะเชื่อถือได้เพียงพอหรือไม่ นี่คือข้อสรุปที่ผมได้จากหนังนะครับ ใครเรียนกฎหมายมาน่าจะให้คำนิยามหน้าที่ของลูกขุน ได้ดีกว่านี้แน่นอน, ผมแปลกใจที่ชายทั้ง 11 คนในหนัง เหมือนว่าแรกเริ่มมา พวกเขาใช้ความรู้สึกของตัวเองตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างก่อนเลย เหมือนลืมไปว่า ถ้าตัดสินว่าผิดจำเลยจะถูกประหาร, นี่ไม่ใช่หมายความว่า มนุษย์ส่วนใหญ่มองชีวิตของคนอื่นเป็นเรื่องเล่นๆ ในอัตราส่วน 12 คน มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตระหนักขึ้นมาได้ว่า นี่เรากำลังพูดถึงชีวิตของคนอยู่นะ! มันก็ไม่เชิงว่าเขาเป็น ‘บัวพ้นน้ำ’ นะครับ เขามีความไม่แน่ใจ แต่ไม่รีบด่วนตัดสินใจ ต้องการคิดอะไรให้รอบคอบก่อน ไม่อยากใช้อารมณ์ความรู้สึกตัดสินปัญหา

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับ 11 คนนั้นกัน พวกเขา Angry ใครมาจากไหน? ผมรู้สึกเหมือนสังคมเป็นผู้สร้างพวกเขาขึ้นมา เราจะเห็นทั้ง 11 ต่างก็มีลักษณะนิสัย แนวคิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เราสามารถแบ่งพวกเขาออกเป็นประเภทต่างๆได้หลากหลาย จุดนี้ผมจะไม่ขอพูดถึงครบทุกคนนะครับ ใครอยากรู้ลองค้นหาบทวิเคราะห์อ่านในเน็ตได้เลย มีพรึบ, คนที่น่าสนใจจริงๆคือ 3 คนแรกที่เปลี่ยนโหวต และ 3 คนสุดท้ายที่เหลือ, ให้ข้อสังเกตไว้นิดหนึ่ง ตัวละครกลุ่มนี้มันเหมือนว่าจะนั่งตรงข้ามกันด้วย, ลูกขุนคนที่ 3 คือคนสุดท้าย และคนที่ 8 คือคนแรก จะเห็นว่า 3 กับ 8 มีลักษณะการเขียนเลขอาราบิกที่เป็นครึ่งกัน

ชายแก่ (ลูกขุนคนที่ 9) เป็นคนที่แรกที่เปลี่ยนโหวต (คนที่ 2 ที่โหวต No Guilty) คนมีประสบการณ์ ผ่านโลกมามาก สามารถเข้าใจและเห็นคุณค่าชีวิตของคนได้ง่าย (เพราะประสบการณ์สอน) ด้วยการกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ทำให้เขามองเห็นคุณค่าของคนและเข้าใจคนอื่น

ลูกขุนคนที่ 5 ชายคนที่เกิดขึ้นมาจากสลัม ผ่านโลกมาแบบเดียวกับจำเลย คนที่ประสบพบเจอเหตุการณ์เดียวกันมา ถึงจะสามารถเข้าใจจิตใจของคนอื่นได้

ลูกขุนคนที่ 11 นักซ่อมนาฬิกา อาชีพของคนที่ชอบแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดเสียหาย บางทีการให้โอกาสคนก็เหมือนนาฬิกาที่พัง ย่อมสามารถเอามาซ่อมเปลี่ยนอะไหล่แล้วกลับมาใช้งานได้

ลูกขุนคนที่ 10 เป็นคนพูดจาโผงผาง คิดอะไรพูดมาแบบนั้น ชอบเหยียดหยามคนอื่น มองคนที่หน้าตา เชื้อสาย ต้นกำเนิด ไม่มองที่จิตใจ ณ วินาทีที่เขาพ่ายแพ้ ผู้คนต่างลุกขึ้นหันหลังให้ ในใจเขารับไม่ได้ แต่การส่ายหัวบอก Not Guilty เพราะถูกสังคมบีบบังคับ ทำให้เขาไม่มีจุดยืนในโต๊ะประชุม(สังคม)อีกต่อไป นี่คือตัวแทนของ racism ที่พ่ายแพ้เพราะสังคมไม่ให้การยอมรับ, หลังจากถูกลูกขุนคนหนึ่งสั่งให้เงียบและหุบปาก เขาก็ไม่พูดอีกเลยจนหนังจบ

ลูกขุนคนที่ 4 ผมชอบหมอนี่นะ เขาคือคนที่มีเหตุผลชัดเจน ตรงไปตรงมา ถ้าหลักฐานที่อยู่ตรงหน้าไม่ไขความกระจ่าง ไม่มีทางที่อะไรจะมาเปลี่ยนใจเขาได้ ความ rational ของหมอนี่ พ่ายแพ้ต่อ Fact ที่เมื่อชายแก่ (ลูกขุนคนที่ 9) ชี้ให้เห็น (นี่ก็สะท้อนกันนะครับ ลูกขุนคนที่ 9 คือคนที่ 2 ที่โหวต no guilty และลูกขุนคนที่ 4 คือคนโหวตรองสุดท้าย) มันคือความจริงที่เขาทำให้เขายอมรับข้อผิดพลาด คนแบบนี้แหละครับที่เยี่ยม รู้ว่าผิดก็ยอมรับผิด แต่การจะเอาชนะคนประเภทนี้ มันต้องให้ถึงที่สุดจริงๆ

ลูกขุนคนที่ 3 คนสุดท้าย หมอนี่คือ egoist เอาความรู้สึกของตนเองเป็นบรรทัดฐาน วางตนเป็นใหญ่เหนือคนอื่น โลกต้องหมุนตามฉันเท่านั้น ความพ่ายแพ้ของเขาคือ “แพ้ภัยตนเอง” คนที่นิสัยดื้อด้านรุนแรงระดับนี้ ถ้าเขายังหลงตัวเอง (แบบ Walter Keane ใน Big Eyes) ในไม่ช้าจะกลายเป็นคนบ้านะครับ หนังจบแค่หมอนี่ร้องไห้ออกมา อารมณ์ประมาณเด็กอวดเก่งท้าวิ่งแข่งกับเพื่อนแล้วแพ้ จึงร้องไห้อ้างว่าเพื่อนโกง ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้เก่งกาจอย่างที่ปากพูด

ตรงข้ามความโกรธ (Angry) คือ เมตตา (Kind, Merciful), ตรงข้ามความมีเหตุผล (Rational) คือ ประสบการณ์ (Resonable), ตรงข้ามเห็นแก่ตัว (Selfish) คือ เสียสละ (Selfless), นี่คือ 3 ใจความ ของ 3 คนแรก และ 3 คนสุดท้ายที่ผมเปรียบเทียบว่าสะท้อนกันเหมือนกระจกนะครับ

สำหรับลูกขุนคนที่ผมไม่พูดถึง นั่นเพราะพวกเขาคือคนระดับกลางๆ ต้องมีอะไรมาดลใจที่ชัดเจน เห็นข้อผิดพลาดชัด ถึงจะยอมเปลี่ยนข้าง ที่แรงสุดๆคงหนีไม้พ้นลูกขุนคนที่ 7 ที่หลายลูกขุนคนอื่นๆโหวต Not Guilty กลายเป็นเสียงข้างมากแล้ว เขาก็เปลี่ยนตามทันที ใครเห็นหมอนี่ก็น่าจะเข้าใจได้เลย คนที่ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง เอาใจเสียงข้างมาก สนใจแต่เรื่องของตนเองเท่านั้น, จริงๆมันไม่ใช่แค่ลูกขุนคนที่ 7 นะครับ เราเห็นชัดเพราะเขาพูดออกมา ลูกขุนคนที่ 1 เห็นเงียบๆแบบนั้น แต่พี่แกก็ไม่ต่างอะไรกับลูกขุนคนที่ 7 เลย แถมผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเป็นแบบลูกขุนคนที่ 1 มากกว่า คนที่ 7 ด้วยซ้ำ เขาคือ ‘พลังเงียบ’ ไม่พูด ไม่ทำอะไร มาเงียบๆ แต่เห็นข้างไหนมีผลประโยชน์กว่าก็เข้าข้างนั้นทันที

การตัดสินของลูกขุน ไม่ใช่หาว่า ชายหนุ่มเป็นฆาตกรจริงหรือเปล่า แต่เพื่อตรวจสอบว่าหลักฐานที่มีอยู่นั้น บอกได้ว่าเขาเป็นฆาตกรหรือไม่ ลูกขุนทั้งหลายไม่ได้มีผลได้ผลเสียอะไรกับรูปคดีนี้เลย แต่การจะตัดสินคนมันกลับก่อเกิดความรุนแรงในระดับที่คาดไม่ถึง, ผมมองเห็นหนังในอีกมุมหนึ่ง ถ้ามองคน 12 คนนี้ คืออุปนิสัยในหัวของมนุษย์ (มองเป็น 12 บุคคลิกแบบ Inside Out) ที่มีทั้ง egoist, rational, racism ฯ หนังเรื่องนี้นำเสนอกระบวนการคิดของมนุษย์ที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเมื่อเรามีความคิดอะไรสักอย่างที่ต้องการการยอมรับ ใจเรามันจะรู้สึกไปเองก่อนว่าอยากให้เป็นยังไง แต่ถ้าคนเรามีกระบวนการคิด ที่คล้ายๆกับ 12 Angry Men เขาก็จะค่อยๆคลายข้อสงสัยไปทีละอย่าง จนกระทั่งได้ข้อกระจ่าง บทสรุปที่แน่นอนว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ

จากผลลัพท์ของหนัง มีอีกจุดหนึ่งที่คนมักไม่ค่อยคิดกัน คือ พยานที่ถูกพาดพึงในหนัง จากผลการตัดสินแสดงให้เห็นว่า พยานแต่ละคนไม่ได้มีความซื่อตรงต่อสิ่งที่ตนเองให้สัตย์ว่าจะพูดความจริงแม้แต่น้อย เหมือนว่าพยานแต่ละคนอยากใส่ร้ายป้ายสีผู้ต้องหาคนนี้นัก ลักษณะการพูดที่มั่นใจมากๆ ทั้งๆที่ตัวเองมีข้อบกพร่องต่างๆมากมาย นี่บัดซบมากๆเลยนะครับ คนที่บอกว่า ‘ฉันเห็นเงารางๆคล้ายชายคนนี้… ใช่แล้วชายคนนี้แหละ’ แท้จริงสิ่งที่เห็นก็แค่เงา ไม่รู้หรอกว่าใคร แต่อุปโหลกไปเลยว่า ต้องเป็นหมอนี้แหละ… นี่สะท้อนว่า โลกข้างนอกมันน่ากลัวกว่าลูกขุน 11 คนในหนังอีกนะครับ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่บอกว่าผิดแต่เป็นจินตนาการสร้างภาพขึ้นมาเองเลยป้ายสีใส่เลย นี่มันอะไรกัน!

หนังเข้าชิง 3 Oscar (Best Actor, Best Director, Best Writing) และ 4 Golden Globe แต่ไม่ได้สักรางวัล, กระนั้นหนังก็ได้ Golden Bear ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมือง Berlin, ได้ PGA Award (รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสมาคมโปรดิวเซอร์ Producer Guild of America), ชนะ WGA Award (รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา Writer Guild of America), และ Henry Fonda คว้ารางวัล Best Foreign Actor จาก BAFTA Film Award, และ AFI จัดอันดับ 2 หนังแนว Courtroom Drama (รองจาก To Kill a Mockingbird)

แนะนำหนังเรื่องนี้กับทุกคนในระดับ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” อาจจะหาดูยากสักหน่อย ผมเคยเห็นมีขายในโซนหนัง classic นะครับ เหมาะอย่างมากกับคนที่เรียนกฎหมาย, นักจิตวิทยา, นักเรียนภาพยนตร์ ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่ยอดเยี่ยมแฝงแนวคิด แต่รวมถึงเทคนิคที่โดดเด่น จัดเรต PG มีฉากปะทะกันทางคำพูดและอารมณ์ที่รุนแรง ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำกับเด็กเล็ก

TAGLINE | “จากชายผู้โกรธเกรี้ยว 12 คน (12 Angry Men) จะค่อยๆใจเย็นลงเรื่อยๆด้วยสติและเหตุผล จนกลายเป็นชายผู้มีเมตตา 12 คน (12 Kind Men)”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE 

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of