4 Months, 3 Weeks and 2 Days (2007)

4 Months, 3 Weeks and 2 Days

4 Months, 3 Weeks and 2 Days (2007) Romanian : Cristian Mungiu ♥♥♥♥

หนังรางวัล Palme d’Or เรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ไม่ใช่แค่กับหญิงสาววัยรุ่นที่ทำผิดพลาดพลั้ง แต่โดยเฉพาะชายหนุ่มและมนุษย์ทุกคนบนโลกที่ยังเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อเล่นที่หลายๆคนเรียกว่า ‘หนังทำแท้งโรมาเนีย’ บอกเท่านี้หลายคนคงคาดเดาได้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ชื่อหนัง ‘4 เดือน, 3 สัปดาห์ และ 2 วัน’ คงเป็นระยะเวลาชีวิตของเจ้าก้อนเนื้องอกในมดลูกของหญิงสาว ก่อนจะถูกกำจัดขจัดออก ทิ้งลงถังกองขยะอย่างไร้เยื่อใย (แต่หนังจะไม่มีพูดถึงระยะเวลานี้นะครับ คงแค่เปรียบเทียบให้เห็นภาพ โดยเลือกคำที่มีความสอดคล้องจองเฉยๆ)

ผมมีปฏิกิริยาต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เลวร้ายรุนแรงมากๆ ตอนรับชมครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนเครียดจนท้องไส้ปั่นป่วน ทุกข์ทรมานกินไม่ได้นอนไม่หลับ รวดร้าวสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ตั้งใจเลยว่าชาตินี้จะไม่ขอดูหนังเรื่องนี้อีก, ถ้าไม่เพราะต้องเขียนบทความนี้ก็ไม่คิดหามารับชมเลยนะครับ ได้แต่หวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ จัดเป็นหนังประเภท “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย ครั้งเดียวจดจำจนวันตาย”

Cristian Mungiu ผู้กำกับสัญชาติ Romanian เกิดปี 1968 ที่เมือง Iași (ทางตะวันออกของโรมาเนีย) เรียนวรรณกรรมภาษาอังกฤษที่ University of Iaşi จบมาเป็นครูสอนหนังสือ จากนั้นเป็นนักข่าว (journalist) พบว่านั่นยังไม่ใช่งานที่ตนชื่นชอบ ตัดสินใจสมัครเรียนภาพยนตร์จาก University of Film ที่ Bucharest มีผลงานเรื่องแรก Occident (2002) เป็นหนังตลกที่ได้รับเสียงตอบรับดีล้นหลาม ได้รับโอกาสฉายในค่ำคืน Director’s Fortnight เทศกาลหนังเมือง Cannes

โปรเจคถัดมา Mungiu ต้องการทำหนังที่มีความซีเรียสจริงจังมากขึ้น หวนระลึกถึงตอนสมัยวัยรุ่น ขณะที่ประเทศโรมาเนียยังตกอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำเผด็จการฟาสซิสต์ Nicolae Ceaușescu

นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 1944 พรรคคอมมิวนิสต์ได้เลือก Nicolae Ceaușescu ให้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแต่ไม่เคยลงจากตำแหน่ง บริหารประเทศอย่างเห็นแก่ตัว โกงกินคอรัปชั่น ตักตวงผลประโยชน์เพื่อตนเองจนประเทศยากจนค้นแค้น ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม (เพื่อจะได้หาเงินเยอะขึ้น เร็วขึ้น) ออกกฎหมายยกเลิกอาชีพเกษตรกรรม ย้ายชาวไร่ชาวนาจากบ้านนอกเข้าเมืองเพื่อมาทำงานโรงงาน ผู้คนได้รับส่วนแบ่งอาหารและสิ่งจำเป็นน้อยนิด ขณะที่ผู้หญิงถูกบีบบังคับให้มีลูกหลายคนเพื่อสร้างประเทศ

หนึ่งในเรื่องราวใต้ดินที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง เต็มไปด้วยความอัดอั้น ทรมานใจ ถือเป็นโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่คือ การทำแท้ง ที่ตอนนั้นถือว่าผิดกฎหมายร้ายแรง (ที่อาจถึงขั้นประหารชีวิต) เป็นผลพวงจากนโยบายเพิ่มประชากรของ Ceaușescu แต่แทนที่การเกิดจะเพิ่มขึ้น สถิติทำแท้งเถื่อนกลับทะยานสูงขึ้นหลายเท่าตัว จนทศวรรษนั้นโรมาเนียกลายเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากการทำแท้งสูงสุดในยุโรป

การปฏิวัติโรมาเนีย (Romania Revolution) เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 1989 ที่เมือง Timișoara ค่อยๆขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของผู้ชุมนุมประท้วงจำนวนมาก ท้ายที่สุดสามารถโค่นล้มอำนาจและประหารชีวิตประธานาธิบดี Nicolae Ceaușescu และครอบครัว นำไปสู่จุดสิ้นสุดการปกครองระบอบเผด็จการลงได้ (แต่เรื่องราวยังไม่จบนะครับ นั่นเป็นแค่การจัดฉาก แต่ผมคงไม่ขอเล่าต่อแล้ว)

พื้นหลังของหนังปี 1987 ยังอยู่ในยุคสมัยของ Nicolae Ceaușescu คงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของชาวโรมาเนียสมัยนั้น ที่ผู้หญิงจะแอบไปทำแท้งเถื่อน โดยไม่สนเรื่องศีลธรรมความถูกต้อง เพราะต้องการผลักไสภาระรับผิดชอบ ก็ดูอย่างผู้นำประเทศเผด็จการยังเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว แล้วประชาชนจะมีความแตกต่างได้อย่างไร

เริ่มฉากแรกในห้องหอพักของหญิงสาวสองคน Dragut ตัดสินใจอะไรบางอย่าง ในตอนแรกผู้ชมจะไม่รู้ว่าเธอตั้งใจจะทำอะไร แต่ภาระทั้งหลายเป็นหน้าที่ของ Otilia ที่จะไปเตรียมจัดการให้กับเธอ ขอยืมเงิน เช็คอินห้องพัก และพบเจอกับ Mr. Bebe ที่เป็นผู้ทำแท้งให้

ความทรมานใจแรกของผมต่อหนังเรื่องนี้ คือแทบทุกตัวละครไม่ว่าจะชายหญิง ล้วนมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง
– Dragutไม่ต้องการรับผิดชอบลูกในครรภ์ ต้องการทำแท้งเพื่อปลดเปลื้องภาระ
– Mr. Bebe คนทำแท้งเถื่อนที่เหมือนว่าจะไม่ได้สนใจเรื่องเงินมาก แค่ถ้าได้ปลดปล่อยสนองตัณหาตัวเองก็ถือว่าเพียงพอ
– Adi แฟนหนุ่มของ Gabita สนแต่หน้าตาตนเองต่อครอบครัว ต้องการแค่จะมี Sex กับหญิงสาว ไม่สนใจปัญหาของเธอ ถ้าพลาดพลั้งคงไม่คิดจะรับผิดชอบเป็นแน่

จะมีก็แต่ Otilia ที่ยินยอมเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องของตนเองแท้ๆ เงินไม่พอกลับยอมเสียตัวให้ Mr. Bebe แต่ผมว่าการกระทำของเธอไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย คิดเหรอถ้าตัวเองพลาดในสถานการณ์เดียวกัน Dragut จะยอมเสียสละเพื่อเธอได้ (ผมเชื่อว่าไม่แน่นอน)

Anamaria Marinca นักแสดงสาวยอดฝีมือสัญชาติโรมาเนีย เกิดปี 1978 ที่เมือง Iaşi แม่เป็นนักไวโอลินอาชีพ พ่อเป็นอาจารย์สอนการแสดง โตขึ้นตัดสินใจเลือกการแสดง เรียนจบจาก University of Fine Arts, Music and Drama มีผลงานการแสดงแรกเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ Sex Traffic (2004) ของผู้กำกับ David Yates คว้ารางวัล BAFTA Award: Best Actress กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงทีเดียว

Otilia เป็นหญิงสาวที่จับพลัดจับพลูตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเพื่อนรักพบเจอกับปัญหา จึงเสียสละตนเองเข้าช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน นั่นทำให้เธอได้รับรู้ซึ้งถึงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

สำหรับผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก 4 Months, 3 Weeks and 2 Days ถือว่าตั้งใจทุ่มสุดตัว ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครผ่านทางสีหน้า คำพูด ท่าทาง ทุกครั้งกล้องจะตั้งแช่ทิ้งไว้เฉยๆ ปลดปล่อยความสามารถทางการแสดงอย่างเต็มที่, ผมชื่นชม Marinca เป็นนักแสดงที่มีสมาธิสูงมากๆ เพราะทุกฉากเป็น Long-take ต่อเนื่องหลายนาที โดยเฉพาะในงานเลี้ยงที่ห้องของแฟนหนุ่ม มีหลายครั้งที่สายตาของเธอเหม่อล่องลอยออกจากโต๊ะอาหาร แล้วอยู่ดีๆก็วกกลับมาปั้นหน้าสนใจ นั่นใช่เลยสมจริงมากๆ วินาทีนั้นจิตใจใครจะอยู่กับเนื้อกับตัวได้

Laura Vasiliu นักแสดงหญิงภาพยนตร์และละครเวที สัญชาติโรมาเนีย เกิดปี 1976 ที่เมือง Piatra Neam, ผลงานแรกเรื่อง Bless You, Prison (2002) แสดงภาพยนตร์ประปราย คงมีความสนใจละครเวทีมากกว่า

Gabriela ‘Gabita’ Dragut ภายนอกดูใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่ตัวจริงกลับกร้านโลก แพศยา ทรยศโกหกได้แม้กับเพื่อนที่ยินยอมเสียสละตนเองเพื่อเธอ

ความทรมานใจอย่างที่สองต่อหนังเรื่องนี้ ก็คือตัวละคร Dragut ยัยแพศยา, ผมไม่เกลียด Mr. Bebe เพราะความสารเลวของหมอนี่ชัดเจนไม่ปิดบัง มีอุดมการณ์ แต่ยัยนี่ร้ายลึก ภายนอกเห็นติ๋มๆใสๆ แต่ภายในกร้านแบบไม่สนใจใคร ขอให้ฉันได้ไว้ก่อน ผมไม่เห็นใจความทรมานของเธอเลยนะครับ คิดเองตัดสินใจเองพลาดเอง แต่การสร้างปัญหาเดือดร้อนให้คนรอบข้างมากมาย มันใช่เรื่องที่ไหน

Vlad Ivanov นักแสดงสัญชาติโรมาเนีย เกิดปี 1969 ที่เมือง Botoșani, หลังจากหนังเรื่องนี้ก็มีผลงานตามมาไม่ธรรมดาหลายเรื่องทีเดียว อาทิ
– Le Concert (2009) [หนังฝรั่งเศสที่เข้าชิง Golden Globe: Best Foreign Language Film]
– Snowpiercer (2013)
– Child’s Pose (2013) หนังรางวัล Golden Bear
– Toni Erdmann (2016)
– Graduation (2016) ของผู้กำกับ Cristian Mungiu คว้า Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

Viarel ‘Domnu’ Bebe ชื่อ Mr. Bebe น่าจะเป็นชื่อปลอม (Bebe ก็คือ Baby) บัตรที่ฝากไว้กับโรงแรมก็น่าจะของปลอมเช่นกัน, ผมชื่นชอบตัวละครนี้นะ เป็นคนเลวที่มีความต้องการชัดเจน คือในสายงานพวกนี้ ความซื่อสัตย์จริงใจต้องมาก่อนเป็นอันดับ 1 ที่เรียกว่า ‘จรรยาบรรณโจร’ เป็นหญิงสาวสองคนที่ไปแหกกฎเขาก่อน โรงแรมที่นัดหมายไม่ได้, Dragut ไม่ยอมไปพบตอนนัดเจอ, ค่าใช้จ่ายก็น้อยนิดไม่เพียงพอ ฯ ตาต่อตาฟันต่อฟัน เลวมาก็เลวตอบ

คงด้วยความสารเลวได้ใจนี้กระมัง ทำให้ Ivanov ได้รับความสนใจจากผู้สร้างหนังทั่วยุโรป ทำให้มีผลงานหลากหลาย ประสบความสำเร็จเยอะมาก ไม่ช้าคงกลายเป็นนักแสดงในตำนานของโรมาเนียได้แน่

ถ่ายภาพโดย Oleg Mutu, ใช้กล้อง Hand Held ถ่าย Long-Take ให้สัมผัสความสมจริงจับต้องได้ (ไม่มีเพลงประกอบ) มุมมองทิศทาง การเคลื่อนกล้อง สั่นไหวของภาพ แทนด้วยความรู้สึกที่อยู่ในจิตใจของตัวละคร (น่าจะของ Otilia โดยเฉพาะ)

ระดับของภาพจะเป็น Medium/Long Shot เสียส่วนใหญ่ ไม่มีการ Close-Up ระยะใกล้, หลายครั้งจะมีช็อตที่กล้องเคลื่อนติดตามตัวละครไปจนถึงจุดๆหนึ่งแล้วหยุด ปล่อยให้เดินต่อเองถึงจุดหมาย (มีนัยยะคือ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งเราต้องคิดเดินตัดสินใจด้วยตนเอง)

การถ่าย Long-Take สำหรับคนที่ยังมีประสบการณ์รับชมหนังแนว Art-House ไม่ค่อยมากจะรู้สึกอึดอัด หงุดหงิดหัวเสีย ไม่เข้าใจ ทำไมต้องแช่ภาพทิ้งไว้นานๆทั้งที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จริงๆมันมีอะไรเกิดขึ้นนะครับ ไม่ใช่ด้วยตาแต่คือสัมผัสความรู้สึก ที่คุณรับรู้ได้นั่นนะแหละถูกต้องแล้ว คืออารมณ์ของตัวละคร/เรื่องราว ของหนังขณะนั้นเลยละ, ฉันไม่ได้อยากนั่งอยู่ตรงนั้น มันอึดอัดคับข้องใจ ผิดที่ผิดทาง ตัวละครรู้สึกยังไงผู้ชมก็จะรับความรู้สึกนั้นได้เช่นกัน

ผมสังเกตว่ามีไม่กี่ช็อตเท่านั้นที่ Otilia กับ Dragut จะอยู่ร่วมกัน (นอกจากช็อตตอนจบนะ) เหมือนว่าหนังจงใจให้ผู้ชมเห็นเรื่องราวแค่ครึ่งเดียว สิ่งที่เกิดอีกครึ่งหนึ่งจินตนาการตามเอาเอง (คือมันอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นที่ผู้ชมจะต้องเห็น) ยกตัวอย่างเช่น ตอน Mr. Bebe เสร็จภารกิจออกจากห้องไปแล้ว หนังจะถ่ายใบหน้าด้านข้างของ Otilia ค้างแช่ขณะสนทนากับ Dragut ที่พูดขอโทษ แก้ตัว บลาๆ เราจะไม่เห็นปฏิกิริยาของ Dragut เลยนะครับ เป็นฉาก Long Take ไม่มีการตัดสลับ นี่คงเพราะคำแก้ตัวใดๆของหญิงสาว มันไม่มีค่าเพียงพอให้รับรู้มองเห็นทั้งนั้น

สำหรับฉากไฮไลท์คงเป็นบนโต๊ะอาหาร เหล่าประยูรญาติของ Adi กำลังง่วนสนทนาอย่างออกรสชาติ, ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น Otilia พยายามเสแสร้งปั้นหน้าปั้นตาทำเป็นสนใจ, Adi พิงพนักมองอย่างเหน็ดหน่ายไม่รู้หนาวรู้ร้อน รอเวลาเปิดแชมเปญหรือยังไง เพื่อจะได้อยู่กับ Otilia สองต่อสอง (ต้องการแค่อย่างเดียวเท่านั้นคือมี Sex กับเธอ), นัยยะของฉากนี้คือความไม่รับรู้ ไม่สนใจ ไม่แคร์ แต่ละคนสนแต่ตนเอง พูดเฉพาะเรื่องของตนเอง เห็นแก่ตัว หัวเราะเฮฮาสนุกสนาน นี่คือความทรมานใจลำดับสามของผมเลย

ตัดต่อโดย Dana Bunescu, หลายสิ่งอย่างของหนังจะไม่ใช่การพูดออกมาตรงๆ แต่จะค่อยๆแสดงออกให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องใช้การสังเกตและทำความเข้าใจด้วยตนเองถึงรับรู้ได้ว่าคืออะไร ผมคิดว่าคำตอบไม่ถึงระดับยากเกินไปนะครับ เช่นว่า
– ตอนต้นเรื่องสองสาวคิดตัดสินใจทำอะไร ซื้อบุหรี่ ขอยืมโน่นนี่นั่น หาห้องโรงแรม … ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเตรียมทำแท้ง
– ในห้องของโรงแรม Mr. Bebe กำลังหงุดหงิดหัวเสีย พูดถึงเงื่อนไขต่อรองที่ก็ไม่รู้อะไร แล้วอยู่ดีๆ Otilia ก็ยินยอม ฉากถัดมา Dragut ออกไปนอกห้อง ขอบุหรี่สูบ กลับเข้าไปหลบในห้องน้ำ Otilia ไม่สวมกางเกงเดินเข้ามาล้าง … น่าจะคิดเองได้นะครับว่าเกิดอะไรขึ้น

ผมขอไม่พูดถึงประเด็นศีลธรรม ความเหมาะสมของการทำแท้งกับหนังเรื่องนี้นะครับ เพราะเชื่อว่าชาวไทยผู้นับถือพุทธศาสนาคงสามารถตระหนักถึงผลกรรมของการ’ฆ่า’ผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา วิญญาณของเด็กทารกจะวนเวียนสิงสถิตอยู่ติดกับแม่ไปจนวันตาย มีคำโบราณว่าไว้ “ทำแท้งครั้งหนึ่ง ชีวิตตกต่ำไปอย่างน้อยอีก 7 ปี” ไม่ใช่กับหญิงสาวเจ้าของครรภ์เท่านั้น บิดาของเด็ก คนที่ทำแท้ง ล้วนได้รับผลกรรมไม่ต่างกัน

ทุกวันนี้ในโรมาเนีย การทำแท้งในโรมาเนียถือเป็นเรื่องถูกกฎหมาย สำหรับผู้ที่อายุครรภ์ไม่ถึง 14 สัปดาห์
สำหรับเมืองไทย การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่มีข้อยกเว้นเรื่องสุขภาพและการตั้งครรภ์ที่เกิดจากการถูกข่มขืน

การทำแท้งของหนังเรื่องนี้ มีนัยยะถึงความเป็น ‘กบฎ/ขบถ’ รูปแบบหนึ่งของชาวโรมาเนีย เพราะความที่มันต่อผิดกฎหมาย แสดงถึงการต่อต้านความคิดของผู้นำเผด็จการ Nicolae Ceaușescu, จะเห็นว่าหนังจะไม่มีการพูดถึงสาเหตุที่ Dragut ทำไมต้องทำแท้งเลยนะครับ ทิ้งให้เป็นปริศนาค้างคาแบบไม่เปลี่ยนใจด้วย แถม Otilia ยังต้องเสียสละตนเองเพื่อให้ได้ทำแท้งสำเร็จอีกต่างหาก นี่คงเป็นประเด็นปลายเปิดทิ้งไว้ให้ผู้ชมครุ่นคิดค้นหาคำตอบเอาเอง

Fetus ของเด็กทารก จริงๆไม่ต้องถ่ายให้เห็นก็ได้ (ช็อตนี้คงมีคนได้วิ่งไปอ้วกแน่) สิ่งที่ผมเห็นคือสัญลักษณ์แทน ‘คนรุ่นใหม่ของโรมาเนีย’ ที่ถูกฆ่าให้ตายในครรภ์ตั้งแต่ยังไม่เกิด เพราะการกระทำของผู้นำเผด็จการ Nicolae Ceaușescu ที่คอรัปชั่นโกงกิน สนแต่ผลประโยชน์ของตนเอง ไม่มองอนาคตของลูกหลานโรมาเนีย จะมีชีวิตเติบโตขึ้นได้อย่างไร

จริงๆถ้าไม่มองแคบแค่ผู้นำเผด็จการ Nicolae Ceaușescu เราสามารถเปรียบเทียบได้ถึงระดับโลก คือการกระทำ/ความเห็นแก่ตัว ของมนุษย์สมัยนี้ที่เอาแต่กอบโกย สนแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ล้วนเป็นการค่อยๆบั่นทอน ทำลาย ฆ่าล้างลูกหลานคนรุ่นถัดไปโดยอ้อม (เหมือนการทำแท้ง ฆ่าไม่ให้เกิด)

ฉากสุดท้ายของหนัง และคือความทรมานจิตลำดับสุดท้ายของผม, บนโต๊ะกินข้าว Otilia จ้องมอง Dragut ที่กำลังทานอาหารอย่างหิวกระหาย ราวกับว่าเธอได้ลืมความทุกข์เจ็บปวดที่เพิ่งเกิดขึ้นไปแล้วหมดสิ้น wtf! (Otilia กินไม่ได้เพราะเธอเพิ่งอ๊วกออกมา ท้องไส้ปั่นป่วน ยังปรับตัวรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น) วินาทีสุดท้ายของหนัง Otilia หันมามองกล้อง ราวกับจะถามผู้ชมว่า ‘แล้วคุณละคิดยังไงกับเรื่องแบบนี้?’ หรือ ‘ทำแบบนี้มันถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือ?’

ออกฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ามาถึง 3 รางวัล
– Palme d’Or
– FIPRESCI prize (รางวัลของนักวิจารณ์)
– Cinema Prize of the French National Education System

ด้วยทุนสร้าง €600,000 (=$800,000 เหรียญ) หนังทำเงินทั่วโลก $9.8 ล้านเหรียญ, เป็นตัวแทนประเทศโรมาเนียส่งเข้าชิง Oscar แต่กลับไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ นี่ทำให้เกิดข้อกังขาในการคัดเลือกเป็นอย่างมาก ทำให้ปีถัดมามีการปรับปรุงกฎเกณฑ์สาขานี้เสียใหม่ (แต่เป็นยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน), กระนั้นหนังก็ได้เข้าชิง Golden Globe Award: Best Foreign Language Film แต่พ่ายให้กับ The Diving Bell and the Butterfly (2007)

ถึงผมจะว่าทรมานใจในการรับชม แต่ก็ถือว่าชื่นชอบประทับใจหนังนะครับ เรื่องราวลักษณะนี้ใครๆคงรู้สึกได้ว่าดูแล้วต้องทรมานแน่ๆ แต่การจะสร้างให้ออกมาดีสมบูรณ์แบบไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน และผลสัมฤทธิ์ของหนังเรื่องนี้ถือว่า รุนแรง สั่นสะเทือน ให้ตายเถอะ ผู้ชายอย่างผมยังสัมผัสได้

หนังเหมาะอย่างยิ่งที่จะเอาไปเปิดให้เด็กวัยรุ่น สักประมาณ ม.3 รับชมนะครับ ช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่กำลังต้องการคำแนะนำ ถ้าเขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ ย่อมต้องเกิดความหวั่นวิตกกลัว ผู้หญิงจะรู้จักปกป้องดูแลตัวเอง ส่วนผู้ชายก็จะไม่ตามใจอยากมากเกินไป

สำหรับผู้ใหญ่ที่โตพ้นวัยแล้ว ให้ลองสังเกตบริบทรอบข้างและตัวละครต่างๆดูนะครับ คุณเห็นความเห็นแก่ตัวของพวกเขาหรือเปล่า ค้นหาสาเหตุว่าทำไมเด็กหญิงสาวถึงตัดสินใจทำแท้ง ทำไมพวกเขาถึงกลายเป็นคนขาดความรับผิดชอบ ในสังคมโลกแบบนั้นน่าอยู่หรือเปล่า?

จัดเรต 13+ มันอาจโหดร้ายเกินวัยรุ่นตอนต้นไปหน่อย แต่ให้เขารับชมเถอะครับ จะได้รู้จัก เตรียมพร้อม ป้องกันตัวเองไว้

TAGLINE | “4 Months, 3 Weeks and 2 Days คือระยะเวลาแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวทรมานกายใจ ที่ทั้งสวยงามและสมบูรณ์แบบ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of