7th Heaven (1927)

7th Heaven

7th Heaven (1927) hollywood : Frank Borzage ♥♥♡

ถึงภาพยนตร์เรื่องนี้จะสามารถปีนขึ้นสู่อพาร์ทเม้นท์/สวรรค์ชั้น 7 แจ้งเกิดคู่ขวัญ Charles Farrell & Janet Gaynor คว้า 3 รางวัล Oscar (ผู้กำกับ, นำหญิง, ดัดแปลงบท) และทำเงินถล่มทลายสูงสุดแห่งปี แต่กาลเวลาได้ลดทอนคุณภาพลงจนหลงเหลือเพียงหนังรักโรแมนติกน้ำเน่า กลิ่นโชยขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ

7th Heaven คือภาพยนตร์แนวโรแมนติกหวานกุ๊กกิ๊กน้ำตาลมดขึ้น หรือภาษาขี้ปากบ้านเราก็คือ ‘น้ำเน่า’ ว่าไปน่าจะเป็นเรื่องแรกๆของโลกเลยนะ ที่กลายเป็นต้นแบบความฟิน กัดเล็บ ริมฝีปาก ทำให้กับผู้ชมเร่าร้อนรนดิ้นพร่านไปมา ถ้าใครชื่นชอบแนวนี้คงหลงรักคลั่งมากๆ ขณะที่คนสูงวัยขึ้นมาหน่อย(อย่างผม)อาจรู้สึกเลี่ยนขมสะอิดสะเอียนชะมัด นี่คงเป็นเรื่องของรสนิยมล้วนๆแล้วละ

เท่าที่ผมไล่อ่านหลายๆบทความวิจารณ์ที่ยกย่องเชิดชูหนังเรื่องนี้ กล่าวกันว่าคือผลงานชิ้นเอกของผู้กำกับ Frank Borzage มีความลงตัวในทุกองค์ประกอบ ประสบความสำเร็จทำเงินสูงสุด แถมคว้ารางวัล Oscar สาขา Best Director, Dramatic Picture แต่ส่วนตัวมองว่า เมื่อเทียบผู้กำกับ Lewis Milestone ที่ในปีเดียวกันนั้นคว้า Best Director, Comedy Picture จากเรื่อง Two Arabian Knights (1927) จะบอกว่าคนละชั้นกันเลยละ ทั้งวิสัยทัศน์ ไดเรคชั่น และกาลเวลาแทบไม่มีใครพูดเอ่ยถึง Borzage (ถึงจะเคยคว้า Oscar มาถึง 2 ตัวก็ตามเถอะ)

เกร็ด: งานประกาศรางวัล Oscar ครั้งแรก ในสาขาผู้กำกับมีแบ่งออกเป็นสองสาขา Dramatic Picture กับ Comedy Picture แต่ครั้งถัดๆมาเหมารวบเหลือเพียง Best Director เท่านั้น (เหมือนกันกับสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่ปีแรกก็มีสองรางวัล Outstanding Picture กับ Best Unique and Artistic Picture ก่อนเหลือแค่ Outstanding Picture ในปีถัดมา)

Frank Borzage (1894 – 1962) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Salt Lake, Utha มีพี่น้อง 14 คน โตขึ้นเข้าร่วมกลุ่มเป็นนักแสดงละครเร่ มาจนถึงปักหลักที่ Hollywood ไต่เต้าเป็นผู้ช่วย กำกับหนังเรื่องแรก The Pitch o’ Chance (1915) มีผลงานประสบความสำเร็จทำเงินมากมาย แต่เริ่มได้รับการจดจำหลังการมาถึงของ F. W. Murnau ที่สตูดิโอ Fox รับอิทธิพลเลียนแบบ แล้วสร้างสไตล์ใหม่ของตนเอง Romanticism จนกลายเป็น 7th Heaven (1927), Street Angel (1928), Lucky Star (1929), Bad Girl (1931), No Greater Glory (1934) ฯ

Romanticism ในความสนใจของผู้กำกับ Borzage มุ่งเน้นในเรื่องความรักหนุ่ม-สาว ท้าพิสูจน์หัวใจของพวกเขาด้วยการต้องพบเจอสิ่งยากลำบากในชีวิต หรือแยกจากกันชั่วคราว แปรสภาพแค่ความคิดถึงเชื่อมั่น กลายเป็นศรัทธาแรงกล้าไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับ Seventh Heaven สตูดิโอ Fox ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงจากละครเวที Broadway ชื่อเดียวกัน สร้างโดย Austin Strong ทำการแสดงระหว่างปี 1922 – 24 จำนวน 704 รอบ ที่ Booth Theatre, พัฒนาบทภาพยนตร์โดย Benjamin Glazer (1887 – 1956) มีผลงานเด่นอย่าง The Merry Widow (1925), Flesh and the Devil (1926), Beggars of Life (1928), Mata Hari (1932), A Farewell to Arms (1932), Arise, My Love (1941) ฯ

พิ้นหลังกรุง Paris ประมาณปี 1914, ชายหนุ่ม Chico (รับบทโดย Charles Farrell) ทำงานอยู่ในท่อระบายน้ำ วันหนึ่งมีโอกาสพบเจอช่วยเหลือหญิงสาวโสเภณี Diane (รับบทโดย Janet Gaynor) รอดพ้นจากการถูกตำรวจจับกุม แต่เพราะอ้างว่าเธอเป็นภรรยาของเขา จึงจำต้องให้พักอาศัยอยู่ร่วมกันที่อพาร์ทเม้นต์ชั้น 7 ประจวบกับวันนั้นราวสวรรค์บันดาล ได้เลื่อนงานขึ้นมาเป็นพนักงานทำความสะอาดพื้นถนน

อาศัยอยู่ด้วยกันไม่นานหนุ่มสาวก็ตกหลุมรักใคร่ ปลงใจแต่งงานครองคู่ แต่ยังไม่ทันครองรักสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ลุกลามมาถึงฝรั่งเศส เป็นเหตุให้ Chico ต้องกลายเป็นทหารสู่แนวหน้าปกป้องประเทศ ทิ้งให้ Diane ทุกวันเวลา 11 นาฬิกาฉันจะครุ่นคิดถึงเธอ

มีนักแสดงหลายคนที่เป็นตัวเต็งคาดการณ์กันว่าจะได้รับบท อาทิ John Gilbert, Joel McCrea, Mary Pickford, Joan Crawford ฯ แต่สุดท้ายผู้กำกับตัดสินใจเลือกนักแสดงหน้าใหม่ยังไม่มีชื่อเสียงนัก แต่มีผลงานเข้าตาประทับใจ

Janet Gaynor ชื่อเดิม Laura Augusta Gainor (1906 – 1984) นักแสดงสาวสวยร่างเล็ก สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Germantown, Philadelphia พ่อทำงานเป็นช่างทาสีในโรงละครใกล้บ้าน ซึ่งก็ทำให้เธอมีความสนใจด้านการแสดงนับจากนั้น หลังเรียนจบจาก Polytechnic High School เริ่มต้นแสดงละครเวที ได้เป็นตัวประกอบในหนังเงียบหลายเรื่อง จนกระทั้งเซ็นสัญญากับ Fox Studio เมื่อปี 1926 ประสบความสำเร็จโด่งดัง กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงทำเงินสูงสุดแห่งทศวรรษ ซึ่งปี 1927 คือปีทองของเธอโดยแท้ มี 3 ผลงานดังคือ 7th Heaven (1927), Sunrise: A Song of Two Humans (1927), Street Angel (1928) และคว้า Oscar: Best Actress เป็นคนแรก

ผลงานเด่นอีกเรื่องของ Gaynor คือ A Star Is Born (1937) ที่ทำให้เธอได้เข้าชิง Best Actress อีกครั้ง แต่ไม่นานก็รีไทร์ออกจากวงการหลังแต่งงาน คงไม่ค่อยชอบ Hollywood ยุคใหม่นี้เท่าไหร่ (ว่าไปก็สะท้อนกับตัวละครของเธอใน A Star Is Born เลยนะครับ)

รับบท Diane หญิงสาวตัวเล็กขี้อาย ชอบก้มหน้าก้มตาเวลาทำอะไรผิด เพราะมักถูกเฆี่ยนตีโดยพี่สาว Nana (รับบทโดย Gladys Brockwell) เวลาไม่พึงพอใจอะไรในชีวิต จริงๆแล้วทั้งคู่ต่างเป็นลูกของผู้ดีมีเงิน แต่ถูกทิ้งขว้างไม่เหลียวแลทำให้ต้องขายตัวประทังชีพ, วันหนึ่งได้รับการช่วยเหลือจาก Chico ย้ายมาอาศัยอยู่อพาร์ทเม้นต์ชั้น 7 แรกๆก็เต็มไปด้วยความหวาดสั่นกลัว แต่ค่อยๆหลงเสน่ห์ในความซื่อตรง กล้าหาญ ลูกผู้ชาย จนเกิดศรัทธามั่นคงแรงกล้าไม่มีวันแปรเปลี่ยนใจไปจาก และไม่ยอมเชื่อใครง่ายๆว่าคนรักสูญเสียชีวิตในการสงคราม

ใบหน้าของ Gaynor มีความอ่อนเยาว์ สดใสบริสุทธิ์ น่ารักน่าชังเสียเหลือเกิน ตอนลงไปนอนกองกับพื้นร่างกายสั่นเทิ้ม เหมือนลูกแมวน้อยนอนคุดคู้ทนต่ออากาศหนาวเหน็บ แต่เมื่อค่อยๆซึมซับรับความกล้าหาญจากชายคนรัก ถึงจุดๆหนึ่งสามารถเดินข้ามตึกชั้น 7 โดยไม่หวาดกลัวเกรงต่ออะไรทั้งนั้น

Gaynor เคยให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกทรงจำ ตอนคว้า Oscar: Best Actress เมื่อผ่านมาหลายปี

“Naturally, I was thrilled, but being the first year, the Academy Awards had no background or tradition, and it naturally didn’t mean what it does now. Had I known then what it would come to mean in the next few years, I’m sure I’d have been overwhelmed. At the time, I think I was more thrilled over meeting Douglas Fairbanks”.

เกร็ด: Gaynor ถือครองสถิตินักแสดงอายุน้อยสุดที่คว้ารางวัล Oscar: Best Actress จนกระทั่ง Marlee Matlin เรื่อง Children of a Lesser God (1986)

Charles Farrell (1900 – 1990) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Walpole, Massachusetts, ครอบครัวเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ทำให้เกิดความสนใจด้านนี้ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเข้าเรียนไม่จบ Boston University เลือกมุ่งสู่ Hollywood เริ่มจากเป็นตัวประกอบของสตูดิโอ Paramount เพราะความหล่อเหลาไปเข้าตา Fox Studios เลยจับเซ็นสัญญาระยะยาว ประกบคู่ Janet Gaynor โด่งดังแจ้งเกิดกับ 7th Heaven (1927) แสดงหนังร่วมกันอีก 11 เรื่อง (แต่ไม่มีเรื่องไหนประสบความสำเร็จเท่านี้อีกแล้ว) จนได้รับฉายา ‘America’s Favorite Lovebirds’ และเห็นว่า Farrell เคยสู่ขอ Gaynor แต่งงานจริงๆด้วยแต่…

“I think we loved each other more than we were ‘in love'”.

รับบท Chico แม้ทำงานในท่อระบายน้ำใต้ดิน แต่อาศัยอยู่บนอพาร์ทเม้นท์สูงขึ้นบันได 7 ชั้น ใกล้ดวงดาวสรวงสวรรค์ที่สุดเลย นั่นสะท้อนกับตัวตนอุดมการณ์เป้าหมายชีวิตของเขา เป็นคนหยาบกระด้าง พูดคำหวานไม่ค่อยเก่ง ชีวิตมิมีอะไรต้องหวาดกลัวเกรง เงยหน้ามองฟ้าขึ้นไว้แล้วชีวิตจะมีแต่ไต่เต้าขึ้นสูงเรื่อยๆ

การแสดงของ Farrell เต็มไปด้วยความเทอะทะ เคอะเขิน ท่าทางขณะพูดจาเหมือนคนขวานผ่าซาก ดูฝืนธรรมชาติยังไงชอบกล แต่ต้องถือว่าเข้ากับตัวละครมากๆเลยนะ ซึ่งจะค่อยๆปรับจูนเข้าหา Gaynor จนสักประมาณกลางเรื่องเมื่อสองตัวละครตกลงแต่งงานและแยกจาก เคมีระหว่างกันมันช่างรุนแรงมากคลั่ง ชวนให้ลุ้นระทึกใจหายวาป

แต่เมื่อเทียบการแสดงกับ Gaynor ต้องถือว่า Farrell ขาดสิ่งที่เป็นแรงดึงดูด/ความเซ็กซี่นอกเหนือจากความหล่อเหลา ผมเองแทบจดจำใบหน้าพี่แกไม่ได้เลยนะ (นึกถึงหนังเรื่องนี้ มีแต่ใบหน้าอันไร้เดียงสาของ Gaynor ปรากฎขึ้นมา) เมื่อถึงยุคหนังพูด ผลงานอื่นๆที่ไม่ได้ประกบคู่กับ Gaynor เลยแทบไม่มีอะไรให้พูดถึงกล่าวขาน ค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา

ไดเรคชั่นการกำกับของ Borzage พยายามสร้างบรรยากาศให้เกิดกับนักแสดง แม้กล้องเริ่มถ่ายทำแล้วก็จะยังพูดบิ้วอารมณ์ต่อไปเรื่อยๆ เห็นว่าบางฉากที่ซาบซึ้งหรือเศร้าเสียใจมากๆ ผู้กำกับก็จะร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆก่อนนักแสดงเสียอีก

“I like to penetrate the hearts and souls of my actors and let them live their characters. Make the audience sentimental instead of the player. Make the audience act”.

ถ่ายภาพโดย Ernest Palmer (Blood and Sand, Four Devils, Street Angel, Cavalcade) และ Joseph A. Valentine (Wings Over Honolulu, Mad About Music, First Love, Spring Parade, Joan of Arc)

หนังรับอิทธิพลจาก German Expressionism มาพอสมควร อาทิเช่น ทิศทางมุมกล้อง, จัดแสงเงา, การออกแบบฉากพื้นหลัง ล้วนมีนัยยะสะท้อนถึงอารณ์ความรู้สึกภายในตัวละครออกมา

อย่างมุมก้ม-เงย จะเด่นชัดในช่วงแรกๆ พี่สาว Nana ขณะลงแส้เฆี่ยนตีน้อง Diane ภาพเงยขึ้นทำให้เห็นเธอเหมือนนางมารร้าย ผมกระเซอะกระเซิง แถมออกแบบฉากห้องของพวกเธอได้แบบ … เลวร้ายยิ่งกว่าท่อระบายน้ำ

อพาร์ทเมนต์ของคู่รัก Lovebirds จะมีช็อตที่กล้องเลื่อนขึ้นจากพื้นไปจนถึงชั้น 7 บนสุด หนังไม่ได้ใช้เทคนิคถ่ายภาพพิเศษใดๆ ทำการสร้างตึก 7 ชั้นขึ้นมาจริงๆในสตูดิโอ ขณะถ่ายทำก็วางกล้องบนลิฟท์ที่ใช้เชือก/ลูกรอกดึง

แซว: บันไดวน ถือเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของ German Expressionism เลยนะ

ณ สรวงสวรรค์ชั้น 7 ห้องของ Chico สังเกตว่าประตูระเบียงกับหน้าต่างจะอยู่คนละมุมห้อง ซึ่งจะมีหลายช็อตที่สามารถมองเห็นได้ทั้งสองฝั่ง แต่มันแอบประหลาดที่ทางข้ามไปอีกตึกกลับอยู่ตรงบานหน้าต่างฝั่งขวา (มันควรจะอยู่ตรงประตูระเบียงไม่ใช่หรือ?) นัยยะของการออกแบบนี้ประมาณว่า หน้าต่างคือที่อยู่ของหัวใจ (นางเอกหลับนอนอยู่) และเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีกับผู้อื่น

ขณะที่พื้นหลังประตูซ้ายมือ พบเห็นหอไอเฟลโลกความเป็นจริง พื้นหลังหน้าต่างขวายามค่ำคืนจะเห็นดวงดาวระยิบระยับ ราวกับโลกแห่งความเพ้อฝันจินตนาการ

ภาพถ่ายจากชั้นบนลงมาเห็นบันไดโค้งช็อตนี้ สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครออกมาได้อย่างทรงพลัง เพราะความสับสนผิดพลาดที่ทำให้หญิงสาวเข้าใจผิดคิดว่าคนรักหนุ่มได้สูญเสียชีวิตจากไปแล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังงงๆว่ารอดตายมาได้อย่างไร รีบโหนขึ้นบันไดหวนคืนกลับสู่อ้อมอกคนรัก

และช็อตสุดท้ายของหนังนี้ ราวกับแสงสวรรค์สาดส่องลงมาที่คู่รักหนุ่มสาว ประกาศชัยชนะ ‘ความรักเหนือกว่าทุกสิ่ง’ แต่นัยยะจริงๆคงประมาณว่า นี่คือสรวงสวรรค์ที่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาเองกับมือมากกว่า (ไม่ใช่พระเจ้าองค์ไหนดลบันดาลมอบให้)

ตัดต่อโดย Barney Wolf ที่ได้ร่วมงานอีกหลายครั้งกับ Borzage,

หนังเริ่มต้นเรื่องราวที่ Chico ตามด้วย Diane จนพบเจอ ครองคู่ แยกจาก ครึ่งหลังสงครามก็มักตัดสลับกันไปมาเพื่อให้เห็นว่า ต่างฝ่ายยังคงโหยหาย เฝ้าคำนึงคิดถึงกันอยู่ตลอดเวลา

ฉากสงครามที่แสนบ้าคลั่งสิ้นเปลือง แทบจะไม่มีความหมายอะไรต่อหนังเลยนะ เน้นขายความเว่อวังอลังการ ที่เป็นอุปสรรคขวากหนามให้หนุ่มสาวคู่รักเป็นอันต้องพลัดพรากจาก มิได้อยู่ครองคู่ใกล้ชิด แต่มีการเปรียบเทียบหนึ่งค่อนข้างน่าสนใจ
– ครึ่งแรก Chico ต้องการไต่เต้าขึ้นจากท่อระบายน้ำใต้ดิน, ครึ่งหลังในสงคราม รีบวิ่งลงหลุมหลบภัยเพื่อไม่ให้ถูกลูกหลง
– งานของ Chico เมื่ออยู่บนท้องถนนคือฉีดน้ำทำความสะอาดพื้นถนน ครึ่งหลังไนสงครามพ่นไฟใส่คู่ต่อสู้ให้มอดไหม้หรือวิ่งหลบหนี
ฯลฯ

ใจความสำคัญของหนัง อธิบายสั้นๆง่ายๆรวบรัดก็คือ “สรวงสวรรค์สร้างได้ด้วยน้ำมือของเราเอง” ทั้งหมดนั่นล้วนเกิดจากความคิด ทัศนคติของเราเอง ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยล้นฟ้า ทำงานต่ำต้อยในท่อระบายน้ำใต้ดิน ก็ยังสามารถพบเจอความสุข ตกหลุมรักแต่งงานครองคู่หญิงสาว

ความรักของหนุ่มสาว/ศรัทธาในพระเจ้า เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องสร้างขึ้น เกิดความเข้าใจด้วยตนเองเท่านั้น ถึงรับรู้เห็นคุณค่าความสำคัญ ก็เหมือนดั่งคู่พระนาง จากใครไม่รู้สองคนอาศัยอยู่ร่วมกัน ค่อยๆเกิดความรู้สึกอันดีจนกลายเป็นสายสัมพันธ์ ความรัก แต่งงาน เมื่อต้องแยกจากทิ้งไว้คือคำมั่นสัญญา กาลเวลาแปรสภาพเป็นเชื่อมั่นศรัทธา สุดท้ายไม่ว่าใครกล่าวอะไรก็ล้วนไม่มีค่า จนกว่าจะได้พบเห็นเข้ากับตาเท่านั้นถึงเชื่อว่าเกิดอะไรขึ้นจริง

เมื่อถึงจุดนี้ผมก็เริ่มคิดได้ว่า หนังไม่ใช่แค่นิยายรักน้ำเน่า แต่ยังเสี้ยมสั่งสอนปลูกฝังแนวคิดทางศาสนา ถ้าคุณอยากเข้าใจว่าศรัทธาในพระเจ้าคืออะไร ก็เริ่มต้นอธิษฐานขอให้พบเจอคนรัก พัฒนาความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆอย่างแน่แน่วมั่นคง เมื่อถึงจุดๆหนึ่งขาดไม่ได้ก็นั่นแหละ เศษเสี้ยวหนึ่งของความรักจากพระผู้เป็นเจ้า

ด้วยทุนสร้างสูงถึง $1.3 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ $2.5 ล้านเหรียญ ติดอันดับ 13 หนังเงียบทำเงินสูงสุดตลอดกาล และทำให้ Fox Film Corporation เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นสตูดิโอแนวหน้าของ Hollywood โดยทันที

เพราะความสำเร็จดังกล่าวนี้ สตูดิโอ Fox จึงได้ทำการ Re-Release โดยใส่เสียง Movietone ประกอบด้วย Soundtrack และ Sound Effect (เสียงปืน, ระเบิด, นาฬิกาดัง, ระฆัง ฯ) เห็นว่าก่อนการออกฉายของ The Jazz Singer (1927) [ภาพยนตร์ Talkie เรื่องแรกของ Hollywood] ประมาณเดือนกว่าๆเท่านั้นเองนะ

และไม่กี่ปีหลังจากนั้นก็มีสร้างใหม่ Seventh Heaven (1937) กำกับโดย Henry King นำแสดงโดย James Stewart กับ Simone Simon ขาดทุนย่อยยับเทียบไม่ได้กับความสำเร็จของหนังเงียบ

สาเหตุที่ 7th Heaven ประสบความสำเร็จแบบล้นหลามเกินหน้าเกินตา คงเพราะผลพวงจากยุคสมัย Great Depression (หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1) ผู้คนจมปลักอยู่กับความรวดร้าวทุกข์ยากทรมาน อะไรที่สามารถทำให้ปลีกวิเวก Escapist หลบหนีออกจากโลกความเป็นจริงสู่สรวงสวรรค์ชั้น 7 กลายเป็นกระแสปากต่อปาก ฮิตถล่มทลายแบบไม่มีใครคาดคิดถึง

คว้า 3 รางวัล Oscar ในการประกวดภาพยนตร์ครั้งแรกของ Academy of Motion Picture Arts and Sciences
– Best Director, Dramatic Picture
– Best Actress (Janey Gaynor) พร้อมกับอีกสองผลงานแห่งปี Street Angel (1928), Sunrise (1927)
– Best Writing, Adapted Screenplay

แม้ปีนั้นจะไม่มีการประกาศผู้เข้าชิง (มีแต่ประกาศผู้ชนะ) แต่หลักฐานผลการโหวตทำให้พบว่าหนังเรื่องนี้มีลุ้นอีก 2 สาขา
– Best Picture, Production พ่ายให้กับ Wings (1927)
– Best Art Direction พ่ายให้กับ The Dove (1927) และ Tempest (1928)

สิ่งที่ผมไม่ประทับใจหนังเอาเสียเลย คือไดเรคชั่นของผู้กำกับ Frank Borzage จงใจยัดเยียดความโรแมนติกหวานเลี่ยน โลกทั้งใบจะเกิดอะไรขึ้นก็ช่าง ความรักที่ฉันมีให้เธอเท่านั้นคือทุกสิ่งอย่าง วัยรุ่นหนุ่มสาวที่ชื่นชอบแนวนี้อาจได้เคลิบเคลิ้มหลงใหล แต่ถ้าเลยวัยไปแล้วคงพบแต่ความเลี่ยนขม

แต่หนังก็มีสิ่งที่ผมค่อนข้างชื่นชอบอยู่ นั่นคือความน่ารักน่าชังของ Janet Gaynor แม้เทียบไม่ได้กับ Sunrise (1927) แต่เมื่อออกฉายในปีเดียวกันถือว่าเติมเต็มความสามารถ+ประสบความสำเร็จ กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้า Oscar: Best Actress สมควรอย่างยิ่ง

แนะนำกับคอหนังเงียบ ชื่นชอบแนวรักโรแมนติก หวานกุ๊กกิ๊กน้ำตาลมดขึ้น, พื้นหลังประเทศฝรั่งเศส ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1, แฟนๆนักแสดงคู่ขวัญ Charles Farrell & Janet Gaynor ไม่ควรพลาด

จัดเรต pg กับความโรแมนติกหวานเลี่ยน เหยียดชนชั้นเล็กๆ

TAGLINE | “7th Heaven คือหนังรักโรแมนติกน้ำเน่า กลิ่นโชยขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ ที่ทำให้ Charles Farrell และ Janet Gaynor กลายเป็นตำนาน”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of