Lolita (1962)

Lolita (1962)

Lolita (1962) British : Stanley Kubrick ♥♥♥♡

โคแก่กินหญ้าอ่อนอาจเป็นสิ่งที่สังคมมองว่าต่ำตม แต่ฉบับภาพยนตร์ของผู้กำกับ Stanley Kubrick พยายามนำเสนอคู่ขนานกับแม่หม้ายสาว Shelley Winters พยายามเกี้ยวพาราสี James Mason มันช่างเป็นความกล้ำกลืน ขมขื่น, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ระหว่างหาข้อมูลนวนิยาย Lolita (1955) แต่งโดย Vladimir Nabokov สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ ได้รับการโหวตเป็นหนึ่งในหนังสือยอดเยี่ยมตลอดกาลจากหลากหลายสำนัก/ห้องสมุด

  • Modern Library: 100 Best Novels (1998) เลือกนวนิยายในศตวรรษที่ 20th ติดอันดับ #4
  • Le Monde: 100 Books of the Century (1999) ติดอันดับ #27
  • The Big Read (ของ BBC): Top 200 novels in the United Kingdom (2003) ติดอันดับ #173
  • Time: 100 Best Novels (2010) เลือกนวนิยายระหว่างปี ค.ศ. 1923-2005 ไม่มีอันดับ

เค้าบอกกันว่าเนื้อหาในนวนิยายมีความโจ๋งครึ่ม ชัดเจนเรื่องการหยอกเย้า ยั่วราคะ และร่วมเพศสัมพันธ์ แต่สิ่งโดดเด่นคือลีลาการเขียน ถ้อยคำสำบัดสำนวน สองแง่สองง่าม (คงคล้ายๆสรรพลี้หวน) ชักชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามถึงขอบเขต ความถูกต้องเหมาะสมทางศีลธรรม

ฉบับภาพยนตร์ของผกก. Kubrick เพราะสร้างขึ้นในยุคสมัยกองเซนเซอร์ยังครองเมือง ย่อมไม่มีทางฉายภาพโป๊เปลือย หรือการกระทำที่ชัดเจนถึงพฤติกรรมใคร่เด็ก/ร่วมเพศสัมพันธ์ ผู้ชมต้องคอยสังเกตความสองแง่สองง่าม ลีลาการนำเสนอ รวมถึงสารพัดลูกเล่นภาพยนตร์ โดยไม่รู้ตัวสร้างเสียงหัวเราะขบขัน กลายเป็นความตลกร้าย (Black Comedy) แทบไม่หลงเหลือบรรยากาศอีโรติก! … ใครรับชมหนังเรื่องนี้แล้วเกิดความหื่นกระหายน่าจะมีปัญหาทางจิตแล้วนะครับ

มันมีความเข้าใจผิดๆว่า คนชื่นชอบนวนิยายหรือภาพยนตร์ Lolita ต้องเป็นพวกใคร่เด็ก! ความครุ่นคิดดังกล่าวค่อนข้างคับแคบและปิดกั้นเกินไป ผมมองว่าเรื่องราวนี้สามารถเป็นบทเรียนสอนใจ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ท้าทายจิตสามัญสำนักผู้ใหญ่, เด็กๆ(ทั้งชายและหญิง)รู้จักระแวดระวังภัย, ไฮไลท์คือกระจกสะท้อนความสัมพันธ์ เมื่อโคแก่ที่พยายามกินหญ้าอ่อน ถูกแม่โคพันธุ์ดึกย่องกินเสียเอง มันสามารถใช้เสี้ยมสอนแนวคิดกฎแห่งกรรม ถ้าไม่อยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อเราแย่ๆ เราก็ไม่ควรปฏิบัติแย่ๆกับคนอื่นเช่นเดียวกัน!


Stanley Kubrick (1928-99) ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นแพทย์ทางเลือก (Homeopathy) ฐานะค่อนข้างดี, บุตรชายมีไอคิวสูง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ วัยเด็กชื่นชอบการเล่นหมากรุก อ่านปรัมปรา เทพนิยาย, ตอนอายุสิบสาม บิดาซื้อกล้อง Graflex เกิดความหลงใหลในการถ่ายภาพ พอเรียนจบมัธยมขายภาพถ่ายให้นิตยสาร Look เลยได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เริ่มมีชื่อเสียงจากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องราว บันทึกภาพ ‘Prizefighter’ การชกมวยของ Walter Cartier

ต่อมา Kubrick เริ่มแวะเวียนไปรับชมภาพยนตร์ที่ Museum of Modern Art หลงใหลลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องของ Max Ophüls รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพของ Elia Kazan จากนั้นเริ่มต้นทดลองถ่ายทำสารคดีขนาดสั้น Day of the Fight (1951) ของนักมวยคนโปรด Walter Cartier เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ RKO-Pathé ราคา $4,000 เหรียญ

ความสำเร็จเล็กๆทำให้ Kubrick ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Look แล้วทุ่มเวลากับการสร้างสารคดีขนาดสั้น Flying Padre (1951), The Seafarers (1953), และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Fear and Desire (1953), ติดตามด้วย Killer’s Kiss (1955), The Killing (1956) ฯ

หลังเสร็จสร้าง Paths of Glory (1957), ผกก. Kubrick ได้รับการชักชวนจาก Marlon Brando เตรียมสร้างภาพยนตร์ One-Eyed Jacks (1961) แต่ก่อนการถ่ายทำจะเริ่มต้นสองสัปดาห์ (ประมาณเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1958) บางแหล่งข่าวว่าขอลาออก อีกแหล่งข่าวบอกถูกไล่ออก … คาดว่าน่าจะโดน Brando ที่เป็นโปรดิวเซอร์ไล่ออกเสียมากกว่า! จากความยุ่งยาก เรื่องมาก คิดเห็นแตกต่าง

แต่ข้ออ้างของผกก. Kubrick (ถึงขนาดมีการจัดแถลงข่าว) คือต้องการออกมาเตรียมงานสร้าง Lolita (1955) นวนิยายของ Vladimir Nabokov เพิ่งขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1958 แต่ยังไม่ทันจะเริ่มต้นทำอะไร Kirk Douglas มาดึงตัวไปเป็นมือปืนรับจ้าง กำกับภาพยนตร์ Spartacus (1960)

ช่วงระหว่างการกำกับภาพยนตร์ Spartacus (1960) ก็มอบหมายให้เจ้าของนวนิยายทำการดัดแปลงบทหนัง เจ้าตัวซึ่งไม่มีประสบการณ์ใดๆ ใช้เวลาหกเดือนพัฒนาบทร่างแรกความยาว 400+ หน้ากระดาษ พอส่งให้โปรดิวเซอร์ James B. Harris แสดงความคิดเห็น “You couldn’t make it. You couldn’t lift it!” สุดท้ายแล้วผกก. Kubrick จึงลงมือปรับแก้ไขบทหนังด้วยตนเอง แต่ยังยกเครดิตดัดแปลงบทให้ Nabokov แล้วจู่ๆส้มหล่นใส่ได้เข้าชิง Oscar: Best Adapted Screenplay พ่ายให้กับ To Kill a Mockingbird (1962)

เกร็ด: ทศวรรษถัดมา Nabokov ทำการตีพิมพ์บทหนังที่อุตส่าห์เสียเวลาเขียนไว้แล้วไม่ได้ใช้ ตั้งชื่อว่า Lolita: a Screenplay (1974)


เรื่องราวของศาสตราจารย์ Humbert Humbert (รับบทโดย James Mason) ได้รับทุนมาสอนหนังสือยัง Beardsley College, Ohio ช่วงก่อนเปิดเทอมเดินทางมาพักร้อนที่ Ramsdale, New Hampshire เช่าห้องของแม่หม้าย Charlotte Haze (รับบทโดย Shelley Winters) และบุตรสาว Dolores ชื่อเล่น Lolita (รับบทโดย Sue Lyon)

Humbert มีความลุ่มหลงใหล ตกหลุมรักแรกพบ Lolita แต่เพราะตนเองอายุมากกว่าหลายปี จึงมิอาจพูดบอก-แสดงออก เพียงจดบันทึกด้วยถ้อยคำสองแง่สองง่ามในไดอารี่ ขณะเดียวกัน Charlotte ก็พยายายามยั่วเย้า อ่อยเหยื่อ เกี้ยวพาราสี ส่งสัญญาณต้องการร่วมเพศสัมพันธ์ จนแล้วจนรอด จนในที่สุด …


James Neville Mason (1909-84) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Huddersfield, West Riding of Yorkshire โตขึ้นเข้าเรียนเป็นสถาปนิกที่ Peterhouse, Cambridge เวลาว่างๆรับงานแสดงเป็นตัวประกอบในโรงละครเวทีใกล้บ้าน จนกระทั่งเข้าตาผู้กำกับ Alexander Korda ชักชวนให้มารับบทเล็กๆใน The Private Life of Don Juan (1933) แต่แค่สามวันก็ตัดฉากทิ้งทั้งหมด กระนั้นยังทำให้ได้รับโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องอื่นๆติดตามมา เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Man in Grey (1943), The Wicked Lady (1945), Hatter’s Castle (1942), โด่งดังระดับนานาชาติกับ The Seventh Veil (1945), Odd Man Out (1947), จากนั้นโกอินเตอร์สู่ Hollywood มีผลงาน Julius Caesar (1953), A Star Is Born (1954), North by Northwest (1959), Lolita (1962), The Verdict (1982) ฯ

รับบท Humbert ‘Hum’ Humbert อาจารย์ชาวอังกฤษ สอนวรรณกรรมฝรั่งเศส กำลังมองหาสถานที่พักอาศัยช่วงฤดูร้อน พอพบเจอเด็กสาว Lolita อะไรอย่างฉันไม่สน สายตาจับจ้อง แอบเหม่อมอง สรรหาสารพัดข้ออ้างอยู่เคียงชิดใกล้ นั่นรวมถึงการยินยอมแต่งงานกับมารดาของเธอ Charlotte ทั้งๆไม่ได้ชื่นชอบ ไม่ได้ตกหลุมรัก แช่งให้ตายไวๆ ก่อนกลายเป็นพ่อเลี้ยง ครอบครองเป็นเจ้าของเธอแต่เพียงผู้เดียว!

Mason คือตัวเลือกแรกของผกก. Kubrick แต่ตอนติดต่อหาครั้งแรกคิวงานไม่ว่าง ติดพันอยู่กับละคอนเวที Broadway, เลยมีการพูดคุยกับ Charles Boyer, Laurence Olivier, Peter Ustinov, David Niven, Rex Harrison, Noël Coward ฯ หลังความล่าช้าของ Spartacus (1960) กอปรกับ Mason เสร็จสิ้นงานละคอน (บางแหล่งข่าวบอกเขาถอนตัวออกมา) ก็เลยตอบตกลงเล่นหนังเรื่องนี้

หนึ่งในไฮไลท์การแสดงของ Mason เป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์ เฉลียวฉลาด ผสมกับบุคลิกภาพผู้ดีอังกฤษ เหมาะกับตัวละครชอบสร้างภาพพ่อคนดี ปกปิดบังตัวตน/ความต้องการแท้จริง แต่ผู้ชมสามารถสังเกตสายตา กิริยาท่าทาง พยายามชะเง้อมองหา ไม่ค่อยสนใจอะไรรอบข้าง จนเกือบเสียท่าแม่หม้ายหลายครั้งครา และเมื่อเธอยื่นข้อเสนอแต่งงาน มันสร้างความระทม ขื่นขม หัวเราะพร้อมน้ำตา

หนังพยายามอย่างยิ่งจะไม่ทำให้ Mason สำแดงความหื่นกระหาย แสดงอาการใคร่เด็ก (เพราะถ้าทำเช่นนั้นย่อมไม่ผ่านกองเซนเซอร์อย่างแน่นอน) เลยต้องออกไปทางชื่นชม ลุ่มหลงใหล เอ็นดูรักใคร่ (ภาษาวัยรุ่นสมัยนี้คือ ‘sugar daddy’) แล้วใช้ความสองแง่สองง่ามทางภาษา กิริยาท่าทาง ลูกเล่นภาพยนตร์ ขึ้นอยู่กับผู้ชมจะสามารถครุ่นคิดจินตนาการ

ครึ่งหลังของหนังเมื่อหลงเหลือเพียงเราสอง แต่เขากลับมิอาจรักษาเธอเอาไว้! เพราะดันให้การดูแลราวกับไข่ในหิน ปรนเปรอนิบัติทุกสิ่ง ยุงไม่ให้ไต่ไม่ตอม เด็กสาวกลายเป็นนกในกรงทอง ทำอะไรไม่พึงพอใจก็ขึ้นเสียงใส่อารมณ์ ใครกันจะไปอดรนทนไหว เลยตัดสินใจดิ้นหลบหนี ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ช่วงท้ายเมื่อมีโอกาสพบเจอกัน ฝ่ายชายอ้อนวอนร้องขอให้หวนกลับมา … มันช่างเป็นภาพที่น่าสมเพศเวทนา

โดยปกติแล้วใครก็ตามร่วมงานผกก. Kubrick มักไม่ค่อยจบลงด้วยดี แต่ไม่ใช่กับ Mason กลายเป็นเพื่อนสนิทสนม ไปมาหาสู่ บุคคลเดียวสามารถเดินทางมาเยี่ยมเยียนกองถ่ายหนัง น่าเสียดายพวกเขาไม่มีโอกาสร่วมงานกันอีก


Shelley Winters ชื่อจริง Shirley Schrift (1920-2006) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ St. Louis, Missouri ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพจาก Austria-Hungary (ปัจจุบันคือ Ukraine) มารดาเป็นนักร้องในสังกัด St. Louis Municipal Opera Theatre, พออายุเก้าขวบย้ายมาอยู่ Brooklyn, New York โตขึ้นทำงานโมเดลลิ่ง กลายเป็นนักแสดง Broadway แล้วออกเดินทางสู่ Hollywood ไต่เต้าจากตัวประกอบ จนเริ่มมีชื่อเสียงจาก A Double Life (1947), The Great Gatsby (1949), Winchester 73 (1950), โด่งดังกับ A Place in the Sun (1951), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Night of the Hunter (1955), The Diary of Anne Frank (1959), Lolita (1962), A Patch of Blue (1965), Alfie (1966), The Poseidon Adventure (1972), Pete’s Dragon (1977) ฯ

รับบท Charlotte Haze แม่หมายลูกติด พยายามยั่วเย้า เกี้ยวพาราสี Humbert ตั้งแต่แรกพบเจอ พอเขายินยอมอาศัยอยู่ร่วมชายคา ชีวิตก็เต็มไปด้วยชีวา ตรงกันข้ามกับบุตรสาว Lolita เต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธ ไม่พึงพอใจ ยัยลูกไม่รักดี ชอบขัดจังหวะ ทำลายความสุขของตนเอง

บทบาทนี้ของ Winters มักถูกมองข้ามจากผู้ชมส่วนใหญ่ เพราะไม่ได้มีความสวยสาว เต็มไปความน่ารำคาญ ขัดจังหวะความสุขสำราญ (ของ Mason) สีหน้าสายตาดูหื่นกระหาย ไม่สนอะไรนอกจากการร่วมเพศสัมพันธ์ … แต่การแสดงของเธอถือว่าไม่เป็นสองรองใคร เต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะสามีพลันด่วนเสียชีวิต เลยยังมีความโหยหา ต้องการใครสักคนตอบสนองตัณหาความใคร่

แซว: ในขณะที่ตัวละครของ Mason ไม่สามารถสำแดงความหื่นกระหาย แสดงอาการใคร่เด็ก, ตรงกันข้ามกับ Winters เพราะเป้าหมายของเธอคือผู้ใหญ่รุ่นราวคราวเดียวกัน มันจึงไม่จำเป็นต้องปกปิดซ่อนเร้นอะไร สามารถเปิดเผยความร่านราคะของตนเองออกมาตรงๆ

ผมรู้สึกว่า Winters ดูมีความสนุกสนานกับบทบาทนี้อย่างมากๆ เหมือนได้รับการปลดปล่อย ทำการอ่อยเหยื่อ สำแดงความหื่นกระหายอย่างตรงไปตรงมา และหลังจากชีวิตได้รับการเติมเติม ก็เริ่มแสดงความหึงหวง เรียกร้องโน่นนี่นั่น พยายามควบคุมครอบงำ ทำให้เขากลายเป็นนกในกรงทอง บีบรัดจนค้นพบความลับซ่อนเร้น … สารพัดสิ่งที่เธอกระทำกับเขา คือภาพสะท้อนกระจกที่เขากระทำกับเด็กสาว


Suellyn Lyon (1946-2019) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Davenport, Iowa เป็นบุตรคนสุดท้องที่ห้า บิดาเสียชีวิตตอนเธออายุเพียงขวบเดียว มารดาจึงพาครอบครัวออกเดินทางสู่ Los Angeles หางานนางแบบให้ลูกๆแบ่งเบาภาระ ได้กลายเป็นนักแสดงสมทบ The Loretta Young Show (1953-61) และ Dennis the Menace (1959-63), แจ้งเกิดกับภาพยนตร์ Lolita (1962) ติดตามด้วย The Night of the Iguana (1964), 7 Women (1967), The Flim-Flam Man (1967), Tony Rome (1967), ก่อนค่อยๆเลือนหายไปจากวงการ

รับบท Dolores ‘Lolita’ Haze เด็กสาวอายุ 13 ปี ชอบทำตัวสอดรู้สอดเห็น เสือกเรื่องชาวบ้าน พยายามหยอกล้อ อ่อยเหยื่อ แต่งตัววับๆแวมๆ พูดสองแง่สองง่ามกับ Humbert ถึงอย่างนั้นเธอไม่ได้มีใจให้เขา ทั้งหมดเป็นเพียงเกมการละคอน ได้กระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ จนเมื่ออีกฝ่ายจู้จี้จุกจิก บีบบังคับโน่นนี่นั่นเกินไป (ไม่ต่างจากมารดา) ปฏิเสธอยู่ในกรงทอง โหยหาอิสรภาพโบยบิน

เกร็ด: ต้นฉบับนวนิยายจะมีเพียง Humbert ที่เรียกเด็กสาวคนนี้ว่า Lolita ซึ่งเป็นภาษา Spanish ของ Dolores (แปลว่า Sorrows หรือ Pains) และมันจะมีประโยคหนึ่งที่อธิบายว่าเธอคือของเขาเอง

She was Lo, plain Lo, in the morning… She was Lola in slacks. She was Dolly at school. She was Dolores on the dotted line. But in my arms she was always Lolita.

Humbert Humbert (เฉพาะในต้นฉบับนวนิยาย)

มีนักแสดงเด็กหลายคนได้รับติดต่อหา Jill Haworth (ติดสัญญาอยู่กับ Otto Preminger), Hayley Mills (ครอบครัวไม่อนุญาต), Joey Heatherton, Sandra Dee, Tuesday Weld, สุดท้ายผกก. Kubrick เลือก Suellyn Lyon ให้เหตุผลว่าหน้าอกไซส์ใหญ่กว่าเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน

ผู้สร้างพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำให้ Lolita มีความเซ็กซี่ อีโรติก หรือแสดงพฤติกรรมแรดร่านเกินวัย มันเลยออกไปทางเด็กสาวน่ารักสดใส ทำตัวเหมือนจะไร้เดียงสาเรื่องเพศ ละเล่นกับความคลุมเคลือ สองแง่สองง่าม ก่อนแอบเปิดเผยออกมานิดๆช่วงท้ายเมื่อเธอเติบโต แต่งงาน กลายเป็นผู้ใหญ่ (แต่นั่นคือการถ่ายทำซีเควนซ์แรกของ Lyon)

We made sure when we cast her that she was a definite sex object, not something that could be interpreted as being perverted.

James B. Harris

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่ามันเป็นจริงหรือปลอมว่า Lyon เสียความบริสุทธิ์ให้โปรดิวเซอร์ Harris เพราะเธอไม่ได้พูดออกมาตรงๆ นักข่าวเอาไปขยับขยายหลังบทสัมภาษณ์เมื่อปี ค.ศ. 1996

My destruction as a person dates from that film. Lolita exposed me to temptations no girl of that age should undergo. I defy any pretty girl who is rocketed to stardom at 14 in a sex nymphet role to stay on a level path thereafter.

Suellyn Lyon

เกร็ด: Lyon เริ่มถ่ายหนังตอนอายุย่าง 14 เสร็จสิ้นออกฉายตอน 15 ปลายๆ จึงยังไม่สามารถรับชมตอนเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ที่สหรัฐอเมริกา แต่มีโอกาสดูหนังเมื่อเข้าฉายประเทศอังกฤษ (อายุสิบหกพอดี)


Peter Sellers ชื่อจริง Richard Henry Sellers (1925-80) นักแสดง/ตลกอัจฉริยะ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Southsea, Portsmouth ในครอบครัวนักแสดง ถูกอุ้มขึ้นเวทีตั้งแต่อายุสองสัปดาห์ ติดตามครอบครัวไปทำการแสดงทั่วเกาะอังกฤษ จากนั้นได้เป็นผู้จัดรายการวิทยุ (Comedy Series) เรื่อง The Goon Show, เริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในช่วงทศวรรษ 50s เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Ladykillers (1955), I’m All Right Jack (1959), Only Two Can Play (1962), Lolita (1962), Dr. Strangelove (1964), What’s New, Pussycat? (1965), Casino Royale (1967), The Party (1968), Being There (1979), และโดยเฉพาะแฟนไชร์ Pink Panther รับบท Inspector Clouseau

ผกก. Kubrick มีความประทับใจ Sellers จากภาพยนตร์ The Battle of the Sexes (1960) จึงชักชวนมาร่วมงาน แถมอนุญาตให้ทำการดั้นสดทั้งหมด 4 ตัวละคร (จริงๆบทบาทเดียว แล้วปลอมตัวเป็นอีกสามคน) ใช้วิธีถ่ายทำพร้อมกันด้วยกล้อง 2-3 ตัว เพราะบางการแสดงมันไม่สามารถเล่นซ้ำ … เป็นบุคคลเดียวได้รับสิทธิพิเศษ ไม่ต้องถ่ายทำซ้ำหลายสิบๆเทค

  • Clare Quilty นักเขียนบทละคอนชื่อดัง บางครั้งเย่อหยิ่ง เย็นชา บางครั้งทำตัวกะล่อนปลิ้นปล้อน กลับกลอกปอกลอก เรียกได้ว่ามีความบ้าบอ ติสต์แตก ไม่มีใครรับรู้จักตัวตนแท้จริง
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่ามาเข้าร่วมงานสัมมนา พูดคุยสอบถาม Humbert แบบไม่ให้เห็นหน้า
  • Dr. Zempf อ้างว่านักจิตวิทยาที่โรงเรียน แวะเวียนมาที่บ้านเพื่อโน้มน้าว Humbert อนุญาตให้ Lolita เป็นนักแสดงละคอนเวที
  • นักสืบโทรศัพท์หายามดึก เพื่อแจ้งข้อสงสัยบางอย่าง (ในค่ำคืนก่อนที่ Lolita จะหายตัวไปจากโรงพยาบาล)

บางคนอาจรู้สึกว่าบทบาทของ Sellers ดูไร้สาระ ขาดๆเกินๆความจำเป็น แต่ตัวละครนี้คือศัตรูหัวใจของ Humbert (เพราะได้ความรักครั้งแรกจาก Lolita) มีความแตกต่างตรงกันข้าม (Humbert คือผู้ดีอังกฤษ, Quilty เป็นคนกะล่อนปลิ้นปล้อนหลอกลวง) และสามารถสะท้อนความกลัวการถูกค้นพบ เปิดโปงด้านมืดจิตใจ … นั่นเพราะ Quilty มองตารู้ใจ Humbert ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ รสนิยมรักเด็กคล้ายๆกัน

ผมไม่ได้มีความประทับใจบทบาทไหนของ Sellars เป็นพิเศษ เพราะรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียด ไม่เข้าพวก แต่ก็พอเข้าใจจุดประสงค์ พฤติกรรมสุดโต่งตัวละคร และโดยเฉพาะการอ้างอิง “No, I’m Spartacus. You come to free the slaves?” สามารถสื่อว่าตนเองคือผู้ปลดปล่อยบางสิ่งอย่าง … ประโยคนี้มันมีความสองแง่สองง่ามอยู่นะเนี่ย!


ถ่ายภาพโดย Oswald Norman Morris (1915-2014) ตากล้องสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Ruislip, Middlesex ตั้งแต่เด็กมีความสนใจภาพยนตร์ เคยทำงานเป็นคนฉายหนังช่วงวันหยุดฤดูร้อน โตขึ้นเข้าทำงาน Wembley Studio ไต่เต้าจากเด็กตอกสเลท, ผู้ช่วยตากล้อง, ควบคุมกล้อง (Camera Operator), ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกลายเป็นนักบินเครื่องบินทิ้งระเบิด (Bomber Pilot), จากนั้นเข้าทำงาน Pinewood Studios ได้ร่วมงานผู้กำกับ Ronald Neame, David Lean, เครดิตถ่ายภาพเรื่องแรก Golden Salamander (1950), ผลงานเด่นๆ อาทิ Moulin Rouge (1952), Moby Dick (1956), Lolita (1962), The Spy Who Came in from the Cold (1965), The Hill (1965), Oliver! (1968), Fiddler on the Roof (1971) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Sleuth (1972), The Man with the Golden Gun (1974), The Wiz (1978) ฯ

ช่วงครึ่งแรกของหนัง มักพบเห็นการจับจ้อง แอบมอง (แต่ไม่ถึงขั้นแอบถ่าย) แทนมุมมองของ Humbert แทบมิอาจละสายตาจากเด็กสาว Lolita มักมีการจัดแสงฟุ้งๆ เต็มไปด้วยความลุ่มหลงใหล ใคร่อยากรู้อยากเห็น ซึ่งมักถูกขัดจังหวะจากใครสักคน นั่นคือเหตุผลที่ผู้ชมรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจกับ Charlotte และ Quilty ทำลายสุนทรียะระหว่างชื่นชมความสวยๆงามๆ

ครึ่งหลังของหนังจะมีการละเล่นกับเงามืดมากขึ้น อาจไม่ถึงระดับหนังนัวร์ แต่สามารถสะท้อนด้านมืดในจิตใจของ Humbert แม้คือช่วงเวลาแห่งอิสรภาพ ได้ครอบครองเป็นเจ้าของ Lolita กลับใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง วิตกจริต กลัวถูกแก่งแย่ง สูญเสียเธอไป เลยพยายามกักขังหน่วงเหนี่ยว กลายเป็นนกในกรงทอง (แสงภายนอกลอดเข้าบานเกล็ด พบเห็นเงาอาบฉาบที่ดูเหมือนซี่กรงขัง)

หนังปักหลักถ่ายทำอยู่ประเทศอังกฤษ Elstree Studios และ Associated British Picture Studios (Borehamwood) ส่วนฉากภายนอกให้กองสองเดินทางไปบันทึกภาพพื้นหลังที่ Lake George (New York), Newport (Rhode Island) และคฤหาสถ์ของ Quilty ถ่ายทำยัง Hilfield Castle (Hertfordshire)

เกร็ด: ผกก. Kubrick เคยทำใบขับขี่เครื่องบินเมื่อปี ค.ศ. 1947 แล้วพอเพื่อนร่วมงานเสียชีวิตจากเครื่องบินตกช่วงต้นทศวรรษ 50s ทำให้เขาเริ่มเกิดความหวาดกลัวการเดินทาง (Hodophobia) และเมื่อลงหลักปักฐานอยู่กรุง London ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 ก็ปฏิเสธขึ้นเครื่องบินอีกต่อไป


พื้นหลังระหว่าง Opening Credit ฉายภาพ Humbert กำลังทาเล็บเท้าให้กับ Lolita (ช่วงองก์สี่มันจะมีฉากนี้อยู่) นี่แอบย้อนรอยกับ Spartacus (1960) ที่มีฉากเกี่ยวกับการศิโรราบแทบเท้าอยู่หลายครั้ง ในบริบทของหนังเรื่องนี้ก็น่าจะสื่อความหมายคล้ายๆเดียวกัน Humbert ตกหลุมรักคลั่งเด็กสาว เลยพร้อมปรนเปรอนิบัติ ยินยอมทำให้ทุกสิ่ง แลกกับการเป็นนกในกรงทองของฉัน

คนที่รับชมหนังครั้งแรกจะยังไม่เข้าใจว่ามันเกิดเหตุการณ์ห่าเหวอะไร? ทำไมตัวละครของ James Mason ถึงพยายามฆาตกรรมชายชื่อ Clare Quilty (รับบทโดย Peter Sellers) อาศัยอยู่คฤหาสถ์หรูหรา แสดงว่ามีฐานะร่ำรวย แต่สิ่งข้าวของกลับวางเรียงราย กระจัดกระจาย รกรุงรัง แล้วพยายามสรรหาข้ออ้าง ชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อให้อีกฝ่ายไว้ชีวิต

ขอเริ่มที่การปรากฎตัวของ Quilty หลับนอน/หลบซ่อนอยู่ในผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์ คำกล่าวแรกปฏิเสธว่าตนเองไม่ใช่ Quilty แล้วบอกว่า “I’m Spartacus!” นี่ไม่เพียงอ้างอิงถึงผลงานก่อนหน้าของผกก. Kubrick แต่ยังมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น เป็นการบ่งบอกว่าตนเองคือ “Free Man” บุคคลผู้ใช้ชีวิตอย่างอิสรภาพ กระทำทุกสิ่งอย่างตามใจฉัน ไม่อยู่ภายใต้กฎกรอบ สังคม การเมือง

ฉากการเล่นปิงปอง นอกจากจะสื่อถึงอิสรภาพของ Quilty อยากทำอะไรก็ทำ ทำในสิ่งไม่มีใครคาดคิดถึง แต่ยังสะท้อนถึงบุคคลฝั่งตรงกันข้าม ตัวละครของ Mason (ตอนนี้ยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม) ที่ไม่ยินยอมคล้อยตาม เป็นบุคคลเคร่งครัดในขนบกฎกรอบ ดำเนินตามวิถีทางสังคม ขณะนี้เต็มไปด้วยความอัดอั้น คับข้องแค้น ต้องการทำบางสิ่งอย่างเพื่อระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มคลั่งภายในออกมา

และการตีปิงปองครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงเกมที่ Quilty ละเล่นกับ Humbert ตลอดหนังทั้งเรื่อง พยายามเป่าหู ปั่นประสาท สร้างความสับสน ไม่รู้มาดีมาร้าย หรือมาทำอะไร กระทั่งได้รับการเปิดเผยจาก Lolita ว่าคือศัตรูหัวใจ นั่นคือเหตุผลให้เขาต้องโต้ตอบอะไรบางอย่างกับชายคนนี้ … สังเกตว่า Humbert กว่าจะหยิบจับไม้ปิงปอง ตีโต้ตอบ มาช้า มาทีหลัง ตามอยู่หลายแต้ม ท้ายที่สุดก็มิอาจเอาชนะอีกฝ่าย สะท้อนเกมความสัมพันธ์ที่ Lolita แรกพบเจอ/ตกหลุมรัก Quilty ตั้งแต่ก่อนกาลมาถึงของ Humbert มันจึงไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะใจเธอสำเร็จ

Humbert สอบถามว่าอยากตายยังไง? คำตอบของ Quilty อาจฟังดูนอกประเด็น พยายามเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ก็แอบเคลือบแฝงนัยยะบางอย่าง “I want to die like champion.” นี่ไม่เพียงอ้างอิงถึงผลงานยุคแรกๆของผกก. Kubrick ชื่นชอบกีฬาชกมวย เคยถ่ายทำสารคดี Day of the Fight (1951) และภาพยนตร์ Killer’s Kiss (1955)

ตายอย่างผู้ชนะ ในบริบทของหนังน่าจะหมายถึงการได้ครอบครองหัวใจของ Lolita (ในกรณีนี้ Quilty คือผู้ชนะ, Humbert คือผู้พ่ายแพ้) แต่ขณะเดียวกันยังสามารถสื่อถึงการได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยใคร สามารถทำสิ่งโน่นนี่นั่นตามใจ ไร้กฎกรอบ หรือถูกควบคุมครอบงำโดยใคร … นี่แอบพาดพิงตอนผกก. Kubrick ถูกครอบงำโดยสตูดิโอระหว่างสรรค์สร้าง Spartacus (1960)

แซว: รูปแกะสลักด้านข้างน่าจะเทพีแห่งความรัก วีนัส (Venus) แต่ก็สามารถสื่อถึง Lolita เพราะปรากฎอยู่ร่วมเฟรมกับ Quilty ไม่มีช็อตเคียงข้าง Humbert ผู้พ่ายแพ้ในเกมความรัก

ความตายของ Quilty เริ่มจากถูกยิงขณะพยายามหลบหนีขึ้นบันได จากนั้นตะเกียกตะกายถึงชั้นบน อาจสื่อว่าเขาได้ทำตามความฝันสำเร็จ ปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์

แต่สถานที่สุดท้ายของ Quilty คือด้านหลังภาพวาด Mrs. Bryan Cooke (Frances Puleston, 1765–1818) ผลงานของจิตรกรชาวอังกฤษ George Romney (1734-1802) ซึ่งสามารถเปรียบเทียบตรงๆถึง Lolita และหมายความว่าเสียชีวิตขณะหลบอยู่ข้างหลังผู้หญิง … ในมุมของคนสมัยนั้นคงถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอายขายขี้หน้า แต่สำหรับ Quilty มันคงคือการตายอย่างผู้ชนะ!

และการที่กล้องค่อยๆเคลื่อนเลื่อน(ขณะยิง)เข้าหาใบหน้าภาพวาดหญิงสาว ยังสามารถสื่อถึงเรื่องราวต่อจากนี้คือ “ข้างหลังภาพ” เล่าย้อนเหตุการณ์ทั้งหมดที่บังเกิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน

เชื่อว่าหลายคนพยายามมองหาฉากไหนที่ Lolita สวมใส่แว่นตารูปหัวใจ (Heart Shaped Sunglasses) แบบเดียวกับปรากฎบนโปสเตอร์หนัง (ถ่ายภาพนิ่งโดย Bert Stern) แต่กลับไม่มีสักช็อต! ตอนเด็กหญิงสวมใส่ชุดว่ายน้ำนอนอาบแดดคือแว่นตาแมว (Cat Eye Sunglasses)

ภาพยนตร์ฉายในโรงหนัง Drive-In ก็คือ The Curse of Frankenstein (1957) ฉบับของ Hammer Horror กำกับโดย Terence Fisher, นักแสดงรับบทสัตว์ประหลาดของ Frankenstein ก็คือ Christopher Lee

“You’re going to take my queen?” คำถามในเกมหมากรุกของ Charlotte ตามด้วยการมาจุมพิตก่อนนอนของ Lolita มันมีความสองแง่สองง่าม หลายคนอาจครุ่นคิดแค่ว่า Queen = Lolita แต่ก็สามารถสื่อถึงตัวของ Charlotte ได้ด้วยเช่นกัน!

ผกก. Kubrick คือเซียนหมากรุก ช่วงเข้าวงการแรกๆก็หาเงินทำหนังจากการเดิมพันหมากรุกนี่แหละ เลยไม่แปลกที่จะพบเห็นอ้างอิงถึงในภาพยนตร์หลายๆเรื่อง ซึ่งสำหรับ Lolita (1962) สามารถสื่อถึงแผนการอันแยบยลของ Humbert (ที่ต้องการครอบครอง Lolita) และรวมถึง Charlotte (ที่ต้องการครอบครอง Humbert)

ผกก. Kubrick ให้คำแนะนำแก่ James Mason ในการแสดงซีเควนซ์งานเต้นรำฤดูร้อนไว้อย่างน่าสนใจ อ่านแล้วอาจทำให้คุณมองฉากนี้ในมุมแตกต่างออกไป

I want you to wear a white suit in this scene and, as Humbert, you shall be charming witty and urbane to everyone. But if anyone gets near or touches that jacket, I want you to look at them as if you’re going to tear their arms off.

Stanley Kubrick

ผมนั่งดูฉากนี้อีกรอบแล้วคอยสังเกตปฏิกิริยาของ Humbert เวลามีใครสัมผัสจับต้องเสื้อผ้าจะแสดงสีหน้านิ่วคิ้วขมวด ดูไม่ค่อยพึงพอใจสักเท่าไหร่ ไฮไลท์คือตอน John & Jean พยายามจัดแจงให้ Lolita มาพักค้างแรมที่บ้าน เพื่อว่า Humbert & Charlotte จะมีเวลาอยู่ร่วมกันสองต่อสอง ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นตอบปฏิเสธ ทุกคนต่างยกมือกดทับ/ห้ามปราม โดยเฉพาะ Charlotte จับศีรษะเลยนะ เป็นการควบคุมครอบงำ ค่ำคืนนี้นายต้องเสร็จฉัน!

พอกลับมาบ้าน Charlotte เปลี่ยนเป็นชุดนางเสือสาว คอยหยอกเย้า ยั่วยวน ในมุมของ Humbert พยายามบ่ายเบี่ยง สรรหาข้ออ้างสารพัด เหตุไฉนค่ำคืนนี้มันช่างรู้สึกเยิ่นยาวนาน นั่นเพราะซีเควนซ์นี้ถ่ายทำแบบ Long Take ความยาว 4 นาที มีการตัดต่อแค่เพียงครั้งเดียวก่อนการมาถึงของ Lolita … แนวคิดคล้ายๆกับ Paths of Glory (1957) สร้างสัมผัสเยิ่นยาวนานผ่านการถ่ายทำแบบ (Extented) Long Take

ระหว่างรับชมผมไม่ได้เอะใจกับคำกล่าวนี้ของ Lolita สอบถามมารดา “Do you have a good time dancing with Clare Quilty?” แต่พอช่วงท้ายของหนังเปิดเผยว่าเด็กหญิงแอบชื่นชอบหมอนั่น มันก็แสดงว่าคำถามนี้เคลือบแฝงความหึงหวง อิจฉาริษยา … ภาพสะท้อนย้อนรอยกับ Charlotte ที่แสดงความไม่พึงพอใจบุตรสาวเข้ามาขัดจังหวะความสุขของตนเองกับ Humbert

(Lolita หึงหวง อิจฉาริษยามารดาเต้นรำกับ Quilty = Charlotte ไม่พึงพอใจที่บุตรสาวเข้ามาขัดจังหวะความสุขกับ Humbert)

ปล. Lolita เรียกร้องขออาหารว่าง Humbert ทำแซนวิชมาเสิร์ฟ มันช่างเป็นอาหารที่สะท้อนความสัมพันธ์สามเส้าขณะนี้ได้เป็นอย่าง ขนมปัง-แซนวิช-ขนมปัง

Ulalume (1847) บทกวีแต่งโดย Edgar Allen Poe นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการสูญเสียเธอคนรัก โดยท่อนที่ Humbert อ่านให้กับ Lolita เลือกมาแค่เพียงบางท่อนที่น่าสนใจ สำหรับพร่ำเพ้อถึงเธอ … มันอาจฟังดูเหมือนเขาครุ่นคิดอดีตภรรยา แต่มันยังสามารถสื่อถึง Lolita ได้ด้วยเช่น

The skies they were ashen and sober;
      The leaves they were crispéd and sere—
      The leaves they were withering and sere;
It was night in the lonesome October
      Of my most immemorial year;
It was hard by the dim lake of Auber,
      In the misty mid region of Weir—
It was down by the dank tarn of Auber,
      In the ghoul-haunted woodland of Weir.

Thus I pacified Psyche and kissed her,
      And tempted her out of her gloom—
      And conquered her scruples and gloom:
And we passed to the end of the vista,
      But were stopped by the door of a tomb—
      By the door of a legended tomb;
And I said—”What is written, sweet sister,
      On the door of this legended tomb?”
      She replied—”Ulalume—Ulalume—
      ‘Tis the vault of thy lost Ulalume!”

https://www.poetryfoundation.org/poems/44889/to-ulalume-a-ballad

ถ้าสายตาของผู้ชมไม่เอาแต่จับจ้องมองหน้าอกสะบื้มของ Shelley Winters (จงใจแต่งตัวแบบนี้ เลือกมุมกล้องนี้เพื่อยั่วเย้าทั้งตัวละครและผู้ชม) ก็น่าจะสังเกตเห็นภาพด้านหลังของ James Mason ปกคลุมด้วยความมืดมิดหลังรับฟังคำบอกกล่าวว่าพรุ่งนี้จะส่ง Lolita ไปค่ายฤดูร้อนห่างออกไปสองร้อยกว่าไมล์ … โดยปกติแล้วเหตุการณ์ลักษณะนี้มักถ่ายใบหน้าปกคลุมด้วยความมืดมิด แต่เบื้องหน้าของ Humbert กำลังยิ้มเจื่อนๆ พยายามปกปิดซ่อนเร้นความรู้สึกแท้จริง (ก็เลยถ่ายด้านหลังปกคลุมอยู่ในความมืดมิด)

อีกความน่าสนใจของซีนนี้คือการแกล้งป่วย อ้างว่าปวดฟัน สำหรับปกปิดรอยยิ้มเจื่อนๆที่แสดงออกมา ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้า คายไม่ออก บอกไม่ถูก ไม่รู้จะทำอะไรยังไง เหตุผลที่ตนเองยินยอมพักอาศัยอยู่บ้านหลังนี้กำลังจะหมดสิ้นไป แล้วพอหลงเหลือเพียงเราสอง Humbert ย่อมไร้ข้อแก้ต่าง มิอาจดิ้นหลบหนีจากเงื้อมมือของ Charlotte

ในทิศทางตรงกันข้ามกับภาพตะกี้ Lolita วิ่งขึ้นมาร่ำลา Humbert ทั้งชุด ทั้งแสงสว่าง ทำให้เด็กหญิงดูขาวสว่าง เจิดจรัส เปร่งประกาย ตรงกับข้ามฝ่ายชาย ถ่ายจากด้านหลัง โทนสีเข้มดำ สภาพจิตใจปกคลุมด้วยความมืดหม่น สิ้นหวัง แทบมิอาจกลั้นหลั่งธารน้ำตา

จะว่าไปนอกจากนอนอาบแดดชุดว่ายน้ำ ฉากอื่นๆของ Lolita แทบจะไม่มีความวับๆแวมๆ แต่งตัวมิดชิด เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ ตรงกันข้ามกับมารดา Charlotte สรรหาชุดที่มีความยั่วเย้า นางเสือสาว เซ็กซี่อีโรติก

ซีนนี้ถือเป็นการแสดงระดับ Masterclass ของ James Mason, หลังจาก Lolita ร่ำลาจากไป Humbert เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจถึงขนาดร่ำร้องไห้ออกมา แต่พออ่านจดหมายสารภาพรักของ Charlotte เขาค่อยๆเงยหน้า ยกกระดาษขึ้นสูง (กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหา) มิอาจอดกลั้นเสียงหัวเราะ (เคล้าน้ำตา) นี่เรียกว่าความตลกร้าย ซึมเศร้าและดีใจไปพร้อมๆกันในตัว … คือเขาตระหนักว่าถ้าตนเองแต่งงานกับ Charlotte ที่แม้ไม่ได้รัก จักทำให้สามารถอยู่เคียงข้าง Lolita ทำอะไรกับเธอก็ได้ในสถานะพ่อเลี้ยง

หลังฝืนใจตนเองแต่งงานกับ Charlotte คราวนี้เวลา Humbert จะทำอะไรก็ต้องลับๆล่อๆ แอบเขียนบันทึกในห้องน้ำ หรือขณะร่วมรักจับจ้องมองภาพถ่าย Lolita มันเลยไม่ใช่เรื่องแปลกที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะไม่ยั่งยืนยาว แต่ความตลกร้ายก็คือซีเควนซ์นี้เกิดขึ้นในหนึ่งวันเดียว!

เมื่อตอน Humbert ทะเลาะวิวาทกับ Charlotte เธอเปิดน้ำร้อนทิ้งไว้ในอ่าง แล้วพอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เขาหวนกลับมานอนแช่น้ำ น่าจะยังไม่ทันหายร้อนด้วยซ้ำ … ชวนนึกถึงสำนวนไทย ก้นหม้อไม่ทันดำ หมายถึง คู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันได้ไม่นานก็อย่าร้าง

ความตลกร้ายของซีเควนซ์นี้คือ Joan & Jean แวะเวียนมาหา สายตาพวกเขาเหลือบเห็นปืนวางอยู่ข้างๆ ก็จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกลว่า Humbert อาจจะครุ่นคิดฆ่าตัวตาย … คำกล่าวของของ Jean ทำเอาเจ้าตัวทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก คือความเข้าใจผิดที่เตลิดเปิดเปิงไปไกล

พระเจ้าจอร์จ! ใครคือคิดชื่อ Camp Climax for Girls แถมภาพแคมป์อินเดียนแดง เรือพาย ไม้เทนนิส ล้วนสามารถสื่อสัญญะทางเพศ และระหว่างขับรถเข้าไป พบเห็นสาวๆควบขี่ม้าสวนทางมา (Woman on Top บางครั้งก็เรียก Riding, Cowgirl, และมันยังมีชื่อท่า Reverse Cowgirl)

แซว: ผมเพิ่งตระหนักว่าสัญญะทางเพศใน Lolita (1962) คือการฝึกฝน/เตรียมความพร้อมของผกก. Kubrick ก่อนกาลมาถึงของ Dr. Strangelove (1964)

จากคำอธิบายช่วงท้ายของหนัง มันเป็นความบังเอิญล้วนๆที่ Humbert & Lolita เข้าพักโรงแรมเดียวกับ Quilty  (และแฟนสาว) มันราวกับ ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่’ ไม่ต้องมองตาก็สามารถทำความเข้าใจ เลยแสร้งปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ (เพราะโรงแรมนี้จัดงานสัมมนาตำรวจ) เข้าไปพูดคุย หยอกล้อ ปั่นประสาท … ก็อยู่ที่ผู้ชมแล้วว่าจะสามารถทำความเข้าใจความสองแง่สองง่ามในสิ่งที่ Quilty กล่าวถึงมากน้อยเพียงไหน

ย้อนรอยกับตอนที่ Humbert พยายามยื้อๆยักๆ ชักแม่น้ำทั้งห้า สรรหาข้ออ้าง ไม่ยินยอมตอบรับรัก Charlotte, มาคราวนี้กับ Lolita พอมีโอกาสอยู่สองต่อสองในโรงแรม เธอก็แสร้งหลับนอน ทำเป็นไม่รู้ไม่สน ขับไล่เขาไปนอนบนเตียงเสริม ค่ำคืนนี้เลยน่าจะแห้วรับประทาน … แต่เงาบานเกร็ดแอบบอกใบ้ว่า Lolita มิอาจดิ้นหลบหนีจากเงื้อมมือของเขา

ปฏิกิริยาแรกเมื่อ Lolita รับรู้ข่าวการเสียชีวิตของมารดาคือหัวเราะลั่น ครุ่นคิดว่า Humbert คงพูดเล่น ไม่น่าจะจริงจัง แต่พอเขาพูดย้ำอีกครั้ง ตัดมาภาพที่ห้องพักริมทาง (Motel) เธอนอนคว่ำหน้า ร่ำร้องไห้ออกมา เขาพยายามพูดปลอบประโลม แล้วพอให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งไป (ฟังเหมือนคำสัญญาตอนพิธีแต่งงาน) เธอก็พลิกตัวกลับมาโอบกอดในท่วงท่าของคนรัก … สังเกตเห็นความกลับตารปัตรทางอารมณ์ของเด็กสาวไหมเอ่ย ช่างมีความสุดเหวี่ยง ตรงกันข้าม เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้

จะว่าไปนี่ย้อนรอยกับ Humbert ร่ำร้องไห้ตอน Lolita ถูกส่งไปค่ายฤดูร้อน ครุ่นคิดว่าอาจไม่ได้พบเจอกันอีก, มาคราวนี้สลับเป็น Lolita ร่ำร้องไห้หลังรับรู้ข่าวการจากไปของมารดา และไม่มีวันได้พบเจอกันอีก T_T

Quilty ปลอมตัวเป็นนักจิตวิทยา Dr. Zempf เพื่อทำการพูดคุย เกลี้ยกล่อม Humbert ให้ยินยอมอนุญาต Lolita เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียน แต่นั่นย่อมไม่ใช่จุดประสงค์เดียวของอีกฝ่าย เฉกเช่นเดียวกับการแสดงละคอนเวทีย่อมเป็นเพียงฉากหน้า ข้ออ้างให้เขาและเธอมีเวลาอยู่ร่วมกัน กระทำสิ่งโน่นนี่นั่น … แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดจินตนาการ

เช่นเดียวกับคราวก่อนตอนปลอมตัวเป็นตำรวจ คำสนทนาของ Quilty ไม่เพียงมีความสองแง่สองง่าม แต่ยังพยายามวิเคราะห์ (Psychoanalysis) สภาพจิตใจของเด็กหญิง ด้วยการจี้แทงใจดำ Humbert ล่อลวงให้เขาเกือบพลั้งพลาด ครุ่นคิดตามไม่ทัน ถูกต้องจนมุมจนจำต้องยินยอมตอบตกลงให้ Lolita เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียน

ละคอนเวทีชื่อว่า The Hunted Enchanters (ล้อกับชื่อโรงแรม Enchanted Hunters Hotel ที่ Humbert เข้าพักคืนแรกกับ Lolita) โดยฉากของ Lolita แต่งตัวสวยเช้ง รับบทผู้วิเศษ (Enchanters) เดินเข้าไปลากคอชายคนหนึ่ง (น่าจะ Faun เพราะมีเขาแพะ) สู่อาณาจักร Dark Kingdom

เรื่องราวของหนังมันอาจไม่มีฉากที่ Lolita ไล่ล่าหรือเปิดโปง Humbert แต่อาจสื่อถึงฝ่ายชายที่พอ***กับเด็กสาวยังไม่บรรลุนิติภาวะคนนี้ มันอัตโนมัติที่เขาจะถูกลากพาลงสู่ขุมนรก … และในทิศทางกลับกันหลังสิ้นสุดการแสดง Humbert ทำการลากพา Lolita (ที่ยังสวมชุดผู้วิเศษ) เดินทางกลับบ้าน (=Dark Kingdom)

หลังการทะเลาะวิวาทจนมีเพื่อนบ้านมาขอให้เงียบเสียง Lolita หนีมาโทรศัพท์หาใครสักคนที่ปั๊มน้ำมัน แม้บอกว่าโทรผิด/จำเบอร์ผิด แต่พฤติกรรมแสดงออกกลับตารปัตรตรงกันข้าม ราวกับเธอเพิ่งเติมน้ำมัน/ได้รับกำลังใจจากใครบางคน เสนอแนะแผนการอะไรบางอย่าง … แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเธอต้องติดต่อหา Quilty แล้วเขาแนะนำให้ตอบรับการออกเดินทาง แล้วตนเองจะแอบขับรถติดตาม หาจังหวะเหมาะๆหนีตามกันไป

ระหว่างการเดินทาง Lolita จับไข้ได้ป่วย เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ดูจากสภาพ Humbert คงจะติดไข้จากเธอ ค่ำคืนนี้หลับนอนในโรงแรมหนาวสั่น ได้รับโทรศัพท์ลึกลับ ไม่แจ้งชื่อเสียงเรียงนาม แต่รับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับเด็กสาว ทำตัวราวนักสืบ พยายามจะแบล็กเมล์ ก่อนตัดสายทิ้ง

โทรศัพท์ลึกลับครั้งนี้ก็คือ Quilty ทำการกลั่นแกล้ง ปั่นหัว Humbert ให้เกิดความสับสน ร้อนรน กระวนกระวาย กอปรกับอาการป่วยไข้ คงทำให้ทรุดหนักลงอีก และพอเดินทางไปรับตัว Lolita แทบจะคลุ้มบ้าคลั่งเมื่อรับรู้ว่าเธอสูญหายตัวไป … ผมรู้สึกเหมือนเป็นการโทรมาเพื่อประกาศชัยชนะของ Quilty ว่าได้แอบเช็คเอาท์ Lolita ออกจากโรงพยาบาล ปลดปล่อยเธอออกจากกรงทอง (ในห้องโรงแรมแห่งนี้ หลงเหลือเพียง Humbert อาศัยอยู่ในกรงบานเกร็ด)

โดยปกติแล้วฉากสุดท้ายของหนังถ้ามีลักษณะหลายปีถัดไป ก็มักถ่ายทำเป็นฉากสุดท้ายเพื่อให้เด็กสาวเติบโตขึ้นตามวัย แต่ผกก. Kubrick กลับเลือกถ่ายทำฉากนี้เป็นฉากแรก เพื่อที่จะหยุดเวลา เก็บรักษาทุกสิ่งอย่างเอาไว้ (คล้ายๆกับ ‘Time Capsule’) ในมุมของ Humbert ยังคงมองเห็น Lolita คือเด็กสาววัย 13-14 ปี!

ซีเควนซ์นี้สามารถแบ่งแยกแยะออกเป็น 4 ซีนย่อยๆ มีลีลานำเสนอแตกต่างออกไปแล้วน้อย

  • แรกเริ่มต้นเมื่อ Humbert เข้ามาในบ้าน สอบถามสารทุกข์สุขดิบ เป็นการถ่ายทำแบบ Long Take เดินวนไปวนมารอบบ้าน พบเห็น Deep Focus สามีของ Lolita ทำงานอยู่ภายนอก (บุคคลไม่มีส่วนรู้เห็น/เกี่ยวข้องอันใด)
  • พอมีการพูดคุยถึง Quilty เปิดเผยเบื้องหลังความสัมพันธ์ จะเป็นการตัดสลับกลับไปกลับมาระหว่าง Humbert & Lolita
  • Dick เสร็จงานภายนอก เดินเข้ามาในบ้าน ทักทายกับ Humbert พูดคุยสนทนากันเล็กน้อย เริ่มต้นด้วยการถ่ายทำแบบ Long Take → จนพอเดินนั่งบนเตียงกับ Lolita มีการตัดสลับกลับไปกลับมา → และพอเพื่อนของ Dick ลงมาจากชั้นบนแล้วเดินออกไปนอกบ้าน หวนกลับมาถ่ายทำแบบ Long Take อีกครั้ง
  • Humbert พยายามอ้อนวอนร้องขอ Lolita ให้ทอดทิ้งสามี หวนกลับหาตนเอง แต่เธอตอบปฏิเสธ ช่วงนี้ถ่ายทำแบบ Long Take จนกระทั่งเขายินยอมรับความพ่ายแพ้ หยิบกระเป๋าสตางค์มาจ่ายเงินให้เธอ ก่อนร่ำลาจากไป

การร่ำร้องไห้ครั้งนี้ของ Humbert บางคนอาจมองว่าย้อนรอยกับตอนกลางเรื่องที่เคยจากลา Lolita แต่ผมรู้สึกว่ามันสะท้อนความตาย/การจากไปของ Charlotte ในวันฝนพรำแล้วนอนในอ่างอาบน้ำเสียมากกว่า

ตัดต่อโดย Anthony Harvey (1930-2017) ผู้กำกับ/นักตัดต่อ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London ด้วยความที่บิดาเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก ได้รับการเลี้ยงดูแลจากบิดาบุญธรรมที่เป็นนักแสดง Morris Harvey เลยค้นพบความชื่นชอบด้านนี้ตั้งแต่เด็ก เล่นหนังเรื่องแรกตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น Caesar and Cleopatra (1945), ก่อนได้รับทุนเข้าศึกษาการละคอน Royal Academy of Dramatic Art พอตระหนักว่าตนเองไม่มีความสามารถด้านนี้นัก เลยหันเหความสนใจสู่งานเบื้องหลัง เริ่มจากเป็นนักตัดต่อ Lolita (1962), The L-Shaped Room (1962), Dr. Strangelove (1964), The Spy Who Came in from the Cold (1965), และกำกับภาพยนตร์ Dutchman (1966), The Lion in Winter (1968) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมอง/เสียงบรรยายของศาสตราจารย์ Humbert ได้รับทุนมาเป็นอาจารย์สอนวรรณกรรมฝรั่งเศส Beardsley College, Ohio แต่ก่อนเปิดเทอมเดินทางมาพักร้อนยัง Ramsdale, New Hampshire ระหว่างมองหาที่พักอาศัย พบเจอเด็กหญิง Lolita เกิดความลุ่มหลงใหล แทบมิอาจหักห้ามใจ

  • อารัมบท, Humbert แวะเวียนมายังคฤหาสถ์ของ Quilty แล้วลงมือฆาตกรรม
  • เด็กสาว Lolita
    • Humbert เดินทางมาถึง Ramsdale, New Hampshire แวะดูบ้านพัก ก่อนตกหลุมรักแรกพบ Lolita
    • Humbert, Charlotte และ Lolita ใช้ชีวิตร่วมกัน
    • Humbert เข้าร่วมงานเต้นรำ แรกพบเจอ Quilty แต่เขาเอาแต่จับจ้องมอง Lolita
    • ค่ำคืนนั้น Charlotte พยายามเกี้ยวพาราสี Humbert ก่อนที่ Lolita จะกลับมาขัดขวางช่วงเวลาแห่งความสุข
    • เช้าวันถัดมา Lolita เข้ามาหยอกเย้า Humbert
    • Charlotte วางแผนส่ง Lolita ไปเข้าค่ายฤดูร้อน สร้างความไม่พึงพอใจให้ Humbert แต่ก็ไม่สามารถขัดขืนอะไร
    • หลังการร่ำลา Lolita ได้รับจดหมายบอกรักจาก Charlotte ทำให้เขาหัวเราะทั้งน้ำตา
  • ชีวิตแต่งงานในหนึ่งวันกับ Charlotte 
    • เช้าตื่นนอน Humbert แอบเข้าไปเขียนบันทึกในห้องน้ำ
    • Charlotte พยายามเรียกร้องโน่นนี่นั่น จนสร้างความไม่พึงพอใจให้ Humbert
    • Charlotte แอบอ่านสมุดบันทึกของ Humbert จึงรับรู้เบื้องหลังความจริง
    • Humbert ครุ่นคิดวางแผนฆาตกรรม Charlotte
    • Charlotte ประสบอุบัติเหตุ ถูกรถชนเสียชีวิต
    • ผู้คนมากมายแวะเวียนมาให้กำลังใจ Humbert (กลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย)
  • หลงเหลือเพียงเราสอง
    • Humbert ขับรถไปรับ Lolita ที่ค่ายฤดูร้อน
    • แวะเข้าพักโรงแรมที่กำลังมีงานสัมมนาของตำรวจ
    • Humbert ถูกกลั่นแกล้งโดย Quilty ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาพูดคุยสนทนา
    • เรื่องวุ่นๆของเตียงเสริม
    • ระหว่างการเดินทางวันถัดมา Humbert เปิดเผยข่าวการเสียชีวิตของ Charlotte กับ Lolita
    • ค่ำคืนนี้ Lolita ร่ำร้องไห้อยากหนัก ก่อนได้รับการปลอบประโลมจาก Humbert
  • นกในกรงทอง
    • หกเดือนถัดมา Lolita พยายามโน้มน้าว Humbert อนุญาตให้ตนเองเข้าร่วมการแสดงละคอนเวที แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธ
    • Quilty ปลอมตัวเป็นนักจิตวิทยา Dr. Zempf เข้ามาโน้มน้าว Humbert จนยินยอมอนุญาต
    • การแสดงละคอนเวทีประสบความสำเร็จโดยดี แต่ก็สร้างความอิจฉาริษยาให้กับ Humbert ลากพา Lolita กลับมาบ้าน
    • Humbert มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับ Lolita
    • Humbert ขับรถพา Lolita ออกท่องเที่ยว ก่อนค้นพบว่ามีใครบางคนแอบติดตามมา
    • Lolita ล้มป่วย เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
    • Humbert ติดหวัดนอนซมซานที่ห้องพัก ได้รับโทรศัพท์ลึกลับจากคนแปลกหน้า
    • Humbert เดินทางไปรับ Lolita ที่โรงพยาบาล แต่เธอกลับสูญหายตัวไปอย่างลึกลับ
  • ปัจฉิมบท, หลายปีถัดมา Humbert ได้รับจดหมายของ Lolita เดินทางไปเยี่ยมเยียน พยายามโน้มน้าวให้เธอหวนกลับมา ก่อนกล่าวคำอำลา

เพลงประกอบโดย Nelson Smock Riddle Jr. (1921-85) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Oradell, New Jersey วัยเด็กฝึกฝนทรอมโบน (Trombone) หลงใหลดนตรี Jazz และบทเพลง Classical เคยทำเพลงให้กับ Frank Sinatra, Ella Fitzgerald, Nat King Cole, Judy Garland, Dean Martin ฯ

แม้หนังขึ้นเครดิต Riddle แต่ทว่า Main Title (Love Theme From Lolita) กลับประพันธ์โดย Bob Harris และออร์เคสตราโดย Gil Grau, มีลักษณะ Piano Concerto (เปียโนคือเครื่องดนตรีหลัก) ท่วงทำนองฟังดูเศร้าๆ เหงาๆ อยากครอบครอง แต่มิอาจเป็นเจ้าของ ยังคงโหยหาอาลัย ครุ่นคิดเธอไม่เสื่อมคลาย … บทเพลงนี้ยังดังขึ้นตอน Humbert ร่ำจากลา Lolita ทั้งตอนเดินทางไปค่ายฤดูร้อน สูญหายตัวจากโรงพยาบาล และตอนจบของหนัง

งานเพลงของ Riddle จะคือส่วนประกอบอื่นๆที่แทรกแซมอยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย อาทิ Quilty’s Theme, Lolita Ya Ya, There’s No You (งานเต้นรำ), Shelley Winters Cha Cha ฯ เต็มไปด้วยความหลากหลาย ไม่จำเพาะเจาะจงสไตล์เพลง (ส่วนใหญ่เป็น Jazz ตามสไตล์ถนัด) แต่สามารถเติมเต็มช่วงเวลาต่างๆ

Quilty’s Theme ตรงกันข้ามกับ Main Theme ที่บรรเลงด้วยเปียโนนุ่มๆ บทเพลงนี้ใช้ Harpsichord ที่แม้เป็นเครื่องดนตรีแบบกดคีย์เหมือนกัน แต่กลับสร้างเสียงแหลม เริ่มต้นด้วยบรรยากาศลึกลับ พิศวง แล้วพอท่วงทำนองเขย่งก้าวกระโดดไปมา สามารถสื่อถึงความกะล่อนปลิ้นปล้อน พฤติกรรมสัปดลของ Clare Quilty ได้อย่างชัดเจน

เกร็ด: บทเพลงที่ Clare Quilty เล่นเปียโนท่อนสั้นๆระหว่างอารัมบทของหนังคือ Frédéric Chopin: Polonaise in A major, Op. 40, No. 1

บทเพลงโด่งดังที่กลายเป็น ‘Iconic’ ของหนังก็คือ Lolita Ya Ya กลิ่นอายสไตล์ดนตรี Bubblegum Pop (เพลงวัยรุ่นได้รับความนิยมช่วงทศวรรษ 60s มักมีจังหวะสนุกสนาน โยกตัวตามเบาๆ) ขับร้องโดย Sue Lyon ซึ่งก็ไม่มีอะไรไปมากว่าประโยค Lolita Ya Ya ร้องซ้ำไปซ้ำมา แต่สามารถสร้างความยั่วเย้ายวน รันจวล บริสุทธิ์สดใส … คนไทยได้ยินคำร้อง “โลลิต้า อย่า อย่า” คงรู้สึกเหมือนสิ่งต้องห้าม (Taboo) คบหาเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะมันช่างอันตรายยิ่งนัก!

เกร็ด: The Ventures รีมิกซ์บทเพลงนี้เมื่อปี ค.ศ. 1962 แล้วติดอันดับ #61 ชาร์ท Billboard Hot 100

อีกบทเพลงที่อยากนำมาให้ฟังก็คือ Shelley Winters Cha Cha แอบแปลกใจทำไมไม่ใช้ชื่อตัวละคร Charlotte Cha Cha กลับเป็นชื่อนักแสดงซะงั้น? นั่นอาจเพราะความเลือนลางระหว่าง Winters กับบทบาทที่เธอได้รับ มันคงไม่มีความแตกต่างกันสักเท่าไหร่ เต็มไปด้วยลีลายั่วเย้ายวน ชวนให้เหี่ยวเฉา ชะชะช่า

Lolita (1962) มองผิวเผินเป็นภาพยนตร์ที่ตั้งคำถามความสัมพันธ์ระหว่างชายสูงวัย (โคแก่) กับเด็กสาวยังไม่บรรลุนิติภาวะ (กินหญ้าอ่อน) หลายคนแสดงความคิดเห็นว่ามันไม่เหมาะสม เหมารวมตีตราป่วยจิต กามวิปริต โรคใคร่เด็ก (Pedophilia) เช่นนั้นแล้วความเหมาะสมมันอยู่ตรงไหน? คำว่าบรรลุนิติภาวะต้องเมื่อไหร่? ช่องว่างอายุกับเรื่องของความรัก มันเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันหรือไร?

ด้วยความที่ยุคสมัยนั้นเรื่องพรรค์นี้ยังมีความละเอียดอ่อนไหว Lolita (1962) จึงไม่สามารถนำเสนอหลายสิ่งอย่างตรงไปตรงมาตามต้นฉบับนวนิยาย จำต้องใช้ความสองแง่สองง่ามทางภาษา การแสดงออก รวมถึงลูกเล่นภาพยนตร์ นั่นทำให้หนังแปรสภาพเป็นความตลกร้าย (Dark Comedy) แต่หลายคนอาจหัวเราะไม่ออกสักเท่าไหร่ พวกใคร่เด็กมันน่าขบขันตรงไหน?

อาการใคร่เด็กอาจเกิดจากความผิดปกทางจิต กามวิปริต (Psychology) แต่เราสามารถวิเคราะห์ในเชิงพฤติกรรมต่อต้านสังคม (Anti-Social) รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นสิ่งไม่ถูกต้องเหมาะสม ตัวละครกลับมิอาจอดกลั้นฝืนทน กระทำสิ่งท้าทายขนบกฎกรอบ ศีลธรรม/มโนธรรม จิตสามัญสำนึกความเป็นมนุษย์

  • ในกรณีของศาสตราจารย์ Humbert เพราะเป็นผู้ดีอังกฤษที่ยึดถือมั่นในกฎระเบียบ พฤติกรรมของเขาจึงมีความลับๆล่อๆ ปกปิดซ่อนเร้น พยายามกักขังเธอไว้ในกรงทอง ไม่ต้องการเปิดเผยสู่สาธารณะ กลัวสูญเสียชื่อเสียง/หน้าตาทางสังคม
  • ตรงกันข้ามกับนักเขียนบทละคอน Clare Quilty เป็นบุคคลไม่ยี่หร่าอะไรใคร มีความกะล่อนปลิ้นปล้อน แสดงออกบ้าๆบอๆ ชอบเล่นละคอนตบตา ใคร่เด็กแล้วยังไง ไม่หวาดกลัวเกรง อิสรภาพอย่างไร้ขอบเขต ปลดปล่อยความต้องการอย่างชัดเจน

ผู้แต่ง Vladimir Nabokov ตีพิมพ์นวนิยายเล่มนี้เมื่อปี ค.ศ. 1955 แต่เรื่องราวย้อนไปเกือบทศวรรษ ช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง (Post-War) เพื่อใช้พื้นหลังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางสังคม หลังจากผู้คนเต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น (เนื่องจากสงคราม) รวมถึงความทุกข์ยากลำบาก (หลังสงคราม) จึงโหยหาที่จะหลบหลีกหนี (Escapist) ปลดปล่อยตนเอง กระทำสิ่งโน่นนี่นั่นโดยไม่สนศีลธรรม/มโนธรรมอีกต่อไป

ผกก. Kubrick ปรับเปลี่ยนพื้นหลังของหนังมายังปีปัจจุบันช่วงทศวรรษ 60s เพื่อให้ Lolita คือภาพสะท้อนหญิงสาว/คนรุ่นใหม่ เติบโตขึ้นภายหลังสงคราม มีความคิดความอ่านของตนเอง โหยหาอิสรภาพ ปฏิเสธเป็นนกในกรงขัง (อคติต่อมารดา และความหัวโบราณของ Humbert) เชื่อมั่นในรักเสรี (ตกหลุมรัก Quilty) และการปลดปล่อยทางเพศ (Sexual Liberation)

ผมสังเกตว่าผลงานยุคแรกๆของผกก. Kubrick มักมีลักษณะบุคคลผู้อำนาจ/สถานะสูงกว่า ทำการกดขี่ข่มเหง ควบคุมครอบงำ บุคคลภายใต้/สถานะต่ำกว่า เป็นเหตุให้พวกเขา(และเธอ)จึงลุกขึ้นมาสำแดงอารยะขัดขืน “I’m Spartacus!” ในบริบทของหนังเรื่องนี้ก็คือ Humbert ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ Lolita จากนั้นกักขังเธอไว้ในกรงทอง ออกคำสั่ง เรียกร้องโน่นนี่นั่น สร้างความไม่พึงพอใจให้เด็กหญิง ลุกฮือขึ้นมาปลดแอกตนเอง

Man isn’t a noble savage, he’s an ignoble savage. He is irrational, brutal, weak, silly, unable to be objective about anything where his own interests are involved – that about sums it up. I’m interested in the brutal and violent nature of man because it’s a true picture of him. And any attempt to create social institutions on a false view of the nature of man is probably doomed to failure.

Stanley Kubrick

นี่คือคำกล่าวตอน Paths of Glory (1957) แต่ก็สามารถอ้างอิงถึง Lolita (1962) เปลี่ยนจากความรุนแรง เหี้ยมโหดร้าย มาเป็นสันชาตญาณทางเพศ ซึ่งสิ่งที่ผกก. Kubrick ทำการสำรวจครั้งนี้ก็คือสถาบันครอบครัว สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อกำหนดกฎกรอบ/บรรทัดฐานทางสังคม แต่งงานแล้วต้องซื่อสัตย์ จงรักภักดี ผัวเดียวเมียเดียว รวมถึงสำแดงอคติต่อความสัมพันธ์ต่างวัย ผู้ใหญ่กับเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ ฯ

สถาบันครอบครัวจะว่าไปก็ไม่ต่างจากกรงทอง ที่คอยกักขังหน่วงเหนี่ยวสันชาตญาณทางเพศ สร้างความเก็บกด อัดอั้น ไม่มีใครอยากถูกบีบบังคับ กดขี่ข่มเหง ควบคุมครอบงำ และเมื่อสังคมมนุษย์ดำเนินมาถึงจุดที่ไม่สามารถอดทนอดกลั้น ยุคสมัยแห่งการปลดปล่อย เสรีภาพทางเพศ (Sexual Liberation) … ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าเป็นอารัมบทก่อนกาลมาถึงของบุปผาชน (Hippie Generation) เลยก็ว่าได้


ด้วยความที่เรื่องราวของหนังมีความอื้อฉาว (Controversial) จึงเข้าฉายอย่างเงียบๆ การประชาสัมพันธ์ค่อนข้างน้อย นักวิจารณ์สมัยนั้นก็ไม่ค่อยอยากพูดถึงสักเท่าไหร่ แต่กระแสปากต่อปากของผู้ชม ทำให้จากทุนสร้างตั้งต้น $1.5-2 ล้านเหรียญ ทำเงินในการฉายรอบแรกประมาณ $4.5 ล้านเหรียญ ที่เหลือคือกำไรเน้นๆ

คงด้วยเหตุผลความอื้อฉาวอีกเช่นเคย ช่วงปลายปีแม้ได้เข้าชิง Golden Globe หลายสาขา แต่ทว่ามีลุ้นรางวัล Oscar เพียงบทดัดแปลงเท่านั้นเอง! ผู้แต่ง Vladimir Nabokov ก็แอบงงๆ บทของตนไม่ได้ใช้กลับเข้าชิงเสียอย่างงั้น?

  • Academy Award: Best Adapted Screenplay
  • Golden Globe Awards
    • Best Director
    • Best Actor – Drama (James Mason)
    • Best Actress – Drama (Shelley Winters)
    • Best Supporting Actor (Peter Sellers)
    • Most Promising Newcomer – Female (Sue Lyon) ** คว้ารางวัล
  • BAFTA Award: Best British Actor (James Mason)

เกร็ด: Sofia Coppola ยกให้ Lolita (1962) คือหนึ่งในหนังเรื่องโปรด, ขณะที่ Paul Thomas Anderson, David Lynch ต่างก็เคยบอกว่าชื่นชอบสุดในผลงานของผกก. Kubrick

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K โดยสตูดิโอ Warner Bros. ร่วมกับ Criterion Collection เห็นโปรแกรมฉายเทศกาลตอนเทศกาลหนัง 2025 Venice Classics คาดว่าคงเริ่มจัดจำหน่าย Blu-Ray ประมาณปี ค.ศ. 2026 กระมัง

Lolita (1962) ของผกก. Kubrick เป็นหนังที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ร้อยเล่ห์กล ทำอย่างไรถึงไม่ให้มันโจ่งแจ้ง โจ๋งครึ่ม ลับๆล่อๆ เอาตัวรอดผ่านกองเซนเซอร์ นี่คือสิ่งแตกต่างจากนวนิยายและฉบับดัดแปลงอื่นๆที่สามารถปลดปล่อย โป๊เปลือย นำเสนอเรื่องราว/จินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งส่วนตัวมองว่าวิธีการของหนังสามารถเสี้ยมสอนข้อคิดอย่างแยบยล ท้าทายจิตสามัญสำนึกผู้ชมได้มากกว่า

สิ่งที่ผมชื่นชอบสุดของหนังก็คือกระจกสะท้อนความสัมพันธ์ Charlotte & Humbert และ Humbert & Lolita ตัวละครอาจไม่รับรู้สึก ไม่ได้รับบทเรียนใดๆ แต่ผู้ชมควรต้องพยายามทำให้เข้าใจประเด็นนี้ให้จงได้ ถ้าคุณไม่ชอบการถูกใครอื่นบีบบังคับ ก็อย่ากระทำแบบนั้นกับใครอื่น!

จัดเรต 13+ กับความสองแง่สองง่าม โคแก่กินหญ้าอ่อน

คำโปรย | Lolita อาจเป็นเรื่องราวที่ถูกตีตราว่าต่ำตม แต่ฉบับภาพยนตร์ของผู้กำกับ Stanley Kubrick สามารถเป็นบทเรียนความรักต่างวัยได้อย่างตราตรึง
คุณภาพ | โคแก่กินหญ้าอ่อน


MEAT Category: , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)