The White Balloon (1995)

The White Balloon (1995)

The White Balloon

The White Balloon (1995) Iranian : Jafar Panahi ♥♥♥♥

เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบต้องการปลาทองตัวใหม่ แต่เงินที่กว่าจะออดอ้อนมารดามาได้ กลับมีเรื่องวุ่นๆวายๆถูกลักขโมย ทำตกหล่นหาย สุดท้ายเธอจะสามารถซื้อปลาทองสำเร็จหรือเปล่า? “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เมื่อปีที่ผ่านมาผกก. Panahi ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการภาพยนตร์ เมื่อผลงานเรื่องล่าสุด It Was Just an Accident (2025) คว้ารางวัล Palme d’Or ทำให้เขากวาดครบสามรางวัลจากสามเทศกาลหนังใหญ่ Cannes, Venice (The Circle (2000)) และ Berlin (Taxi (2015)) ถือเป็นบุคคลที่สองถัดจาก Michelangelo Antonioni แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าความสำเร็จดังกล่าวจะทำให้เขากลายเป็นตำนานยิ่งใหญ่ไปกว่ารุ่นพี่ Abbas Kiarostami หรือแม้แต่รุ่นน้อง Asghar Farhadi

นั่นเพราะผลงานของผกก. Panahi ส่วนใหญ่ทำการต่อยอดสิ่งที่รุ่นพี่(และรุ่นน้อง)ริเริ่มต้นขึ้น นำมาขยับขยายให้กลายมาเป็นสไตล์ของตนเอง ชัดเจนสุดก็คือ Taxi (2015) ใครๆต่างบอกได้ว่านำแรงบันดาลใจจาก Taste of Cherry (1997) ถึงเนื้อหาสาระจะปรับเปลี่ยนแปลงไป เคลือบแฝงข้อคิดน่าสนใจเพียงไหน แต่มันขาดความสดใหม่ทางความคิดสร้างสรรค์

The White Balloon (1995) ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของผกก. Panahi ต่อให้ไม่ได้มองเครดิต ก็น่าจะรับรู้สึกว่ามีความละม้ายคล้ายผลงานของผกก. Kiarostami (ผกก. Panahi เคยทำงานเป็นผู้ช่วย Kiarostami และได้รับโอกาสสร้างหนังเรื่องนี้จากบทของอีกฝ่าย) เปลือกภายนอกดูเป็นเรื่องราวความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเด็กหญิง ต้องการซื้อปลาทองตัวใหม่ แต่เนื้อหาสาระแท้จริงสะท้อนสภาพสังคมประเทศอิหร่าน เต็มไปด้วยขนบกฎกรอบ ผู้คนมีความเห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน ไม่เคยพยายามทำความเข้าใจหัวอกผู้อื่น

หวนกลับมารับชมคราวนี้ ผมเพิ่งตระหนักถึงเหตุผลการเลือกใช้ชื่อ The White Balloon แทนที่จะเป็นสักอย่างเกี่ยวกับเด็กหญิงหรือปลาทอง ไม่ใช่แค่เคารพคารวะโคตรหนังสั้น The Red Balloon (1956) แต่ยังมีบางสิ่งอย่างเคลือบแอบแฝง ณ ช็อตสุดท้ายของหนัง … จะว่าไปการนั่งริมฟุตบาทถนน ชวนนึกถึง Bicycle Thieves (1948) อยู่เล็กๆ

Jafar Panahi, جعفر پناهی (เกิดปี ค.ศ. 1960) ผู้กำกับสัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Mianeh, East Azerbaijan ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) ตอนอายุสิบสองเริ่มทำงานหลังเลิกเรียน เก็บเงินไปรับชมภาพยนตร์ พออายุยี่สิบอาสาสมัครทหาร เข้าร่วมสงคราม Iran-Iraq War (1980-88) แต่รับหน้าที่เป็นตากล้องบันทึกภาพสารคดีการต่อสู้ เมื่อปลดประจำการสมัครเข้าเรียน Iran Broadcasting University ร่วมรุ่นเดียวกับผกก. Parviz Shahbazi และตากล้องขาประจำ Farzad Jodat จบออกมาถ่ายทำสารคดี หนังสั้น The Friend (1992) ซึ่งเป็นการเคารพคารวะ Bread and Alley (1970) ของผกก. Abbas Kiarostami

ผกก. Panahi ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าว่า Luis Buñuel เคยร้องขอทำงานกับ Jean Epstein เลยได้เป็นผู้ช่วยถ่ายทำหนังเงียบอยู่สองสามเรื่อง! เขาเลยฝากข้อความถึงผกก. Kiarostami อธิบายเหตุผลว่าทำไมชื่อนชอบภาพยนตร์ของเขา และขอร่วมงานผลงานถัดไป ได้รับว่าจ้างเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Through the Olive Trees (1994)

[Jafar Panahi have] extremely gifted and can be a promising figure in our cinema’s future.

Abbas Kiarostami

ต่อมาผกก. Panahi พัฒนาบทหนังร่วมกับ Parviz Shahbazi ตั้งชื่อโปรเจค Happy New Year ยื่นของบประมาณจากสถานีโทรทัศน์ IRIB (Islamic Republic of Iran Broadcasting) Channel 1 แต่ข้อเสนอถูกปัดเพราะขาดความน่าสนใจ ช่วงระหว่างช่วยงานถ่ายทำ Through the Olive Trees (1994) จึงลองนำบทหนังให้ผกก. Kiarostami ช่วยแสดงความคิดเห็น อ่านแล้วเกิดความชื่นชอบ เสนอแนะนำให้ทำออกมาเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเลยดีกว่า!

เนื่องด้วยผกก. Kiarostami ไม่ได้มีเวลาว่างเยอะแยะ วิธีการทำงาน/ร่วมพัฒนาบทของเขาก็คือใช้เวลาระหว่างขับรถ ครุ่นคิดอะไรก็พูดออกมา Panahi ทำการจดบันทึก อัดเทปคาสเซ็ต จากนั้นนำไปรวบรวมเรียบเรียง แปะติดปะต่อ พัฒนาออกมาเป็นบทภาพยนตร์ … แต่ก็ยกเครดิตเขียนบทเดี่ยวๆให้กับ Kirostami

นอกจากช่วยเรื่องบทหนัง Kiarostami ยังจัดหาทุนสร้างจากสถานีโทรทัศน์ IRIB: Channel 2 แม้ไม่เยอะเท่าไหร่เพราะยังไม่มีใครรับรู้จักชื่อของ Panahi แต่ก็เพียงพอให้สามารถถ่ายทำหนังเสร็จ

I wanted to prove to myself that I can do the job, that I can finish a feature film successfully and get good acting out of my players. In a world where films are made with millions of dollars, we made a film about a little girl who wants to buy a fish for less than a dollar – this is what we’re trying to show.

Jafar Panahi

เกร็ด: พล็อตหนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจบางส่วนมาจากภาพยนตร์ The Fish (1989) ของผู้กำกับ Kambuzia Partovi


อีกประมาณชั่วโมงครึ่งจะถึงวันขึ้นปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ Razieh พบเห็นปลาทองรูปร่างอวบอ้วน ต้องการนำมาประดับบ้านเสริมสิริมงคล แต่ด้วยสนราคา 100 Toman ค่อนข้างสิ้นเปลืองสำหรับชนชั้นแรงงาน มารดาปฏิเสธเสียงขันแข็ง เลยร้องขอให้พี่ชายออดอ้อนจนได้เงินมา 500 Toman เร่งรีบออกเดินทางกลับพบเจออุปสรรคขวากหนาม ถูกคนโชว์งูเข้าใจผิด ธนบัตรปลิวหล่นหาย พบเจอตกอยู่ในท่อระบายน้ำ จะทำอย่างไรถึงสามารถเกี่ยวมันขึ้นมา?

ในส่วนของนักแสดงทั้งหมดคือมือสมัครเล่น (non-Professional) ผ่านการคัดเลือก ทดสอบหน้ากล้อง สำหรับบทบาทเด็กๆต้องค้นหาตามโรงเรียนอนุบาล ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะได้ครบทุกตัวละคร

  • สำหรับบทบาท Razieh ที่น่าจะค้นหายากที่สุด ผกก. Panahi กลับพบเจอ Aida Mohammadkhani ตั้งแต่วันแรกยังโรงเรียนแรกที่ไปทำการออดิชั่น ประทับใจในสายตาอันบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา สีหน้าท่าทางสะท้อนความรู้สึกภายในอย่างตรงไปตรงมา
    • Aida Mohammadkhani มีพี่สาวชื่อ Mina Mohammadkhani ได้รับเลือกนำแสดง The Mirror (1997) ผลงานถัดไปของผกก. Panahi
    • หลังจาก The White Balloon (1995) เธอยังมีโอกาสเล่นหนัง/ซีรีย์โทรทัศน์อีกสองสามเรื่อง ก่อนหมดความสนใจ โตขึ้นเรียนจบโทจิตวิทยาคลินิก และปริญญาเอกประสาทวิทยาศาสตร์ กลายนักวิจัยประจำสถาบันประสาท Hotchkiss Brain Institute ณ University of Calgary
  • กลายเป็นพี่ชาย Ali ผ่านการคัดเลือกนักแสดง 2,600+ คน กว่าจะพบเจอ Mohsen Kalifi (ผมรู้สึกหน้าตาละม้ายคล้ายเด็กชายในภาพยนตร์ Bicycle Thieves (1948)) ไม่ต่างจากคนรับใช้ที่ต้องปฏิบัติคำสั่งบิดา-มารดา รวมถึงน้องสาวที่เอาแต่ออดอ้อน เรียกร้องโน่นนี่นั่น พึ่งพาอาศัย ร่วมกันแก้ไขอุปสรรคขวากหนาม
  • บุคคลที่ประสบการณ์ภาพยนตร์มากสุดคือมารดา รับบทโดย Fereshteh Sadre Orafaiy เข้าวงการมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980s ก่อนมาโด่งดังกับ The Circle (2000), Border Café (2005), When the Moon Was Full (2019), A Hero (2021) ฯ

ถ่ายภาพโดย Farzad Jadat, فرزاد جودت เพื่อนร่วมรุ่นผกก. Jafar Panahi มีผลงาน The White Balloon (1995), The Mirror (1997) ฯ

งานภาพของหนังรับอิทธิพลจาก (Italian) Neorealist ประกอบด้วยนักแสดงสมัครเล่น ถ่ายทำยังสถานที่จริง และใช้เพียงแสงธรรมชาติเท่านั้น! ไม่รู้ทำไมผมมีภาพจำว่าคงใช้ยุทธวิธีแบบกองโจร (Guerrilla Unit) แต่พอเรียนรู้ระยะเวลาโปรดักชั่นระหว่างเมษายน – มิถุนายน ค.ศ. 1994 นั่นแปลว่ามีการซักซ้อม ตระเตรียมการ ทุกสิ่งอย่างย่อมต้องผ่านการวางแผนมาเป็นอย่างดี จุดประสงค์เพื่อให้ออกมาดูสมจริง และมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด!

(มันคงเพราะผลงานถัดๆไปของผกก. Panahi อย่าง The Mirror (1997), The Circle (2000) ชัดเจนมากว่าใช้ยุทธวิธีแบบกองโจร เต็มไปด้วยมุมกล้องแอบถ่าย ส่ายๆสั่นๆ ใครจะสามารถควบคุมการจราจรบนท้องถนน!)

หนังมีการละเล่นสีอ้างอิงจากชื่อ The White Balloon นอกจากลูกโป่ง ผ้าคลุมศีรษะ และปลาทอง (ที่ตัวมันมีความขาวมากกว่าสีทองเสียอีก) องค์ประกอบรอบข้างอื่นๆจะไม่มีความขาวผุดผ่องเทียบเท่า เพื่อสื่อว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยความแปดเปื้อนมลทิน ไม่ได้บริสุทธิ์สดใสเหมือนสารพัดสิ่งสัญลักษณ์ที่กล่าวไว้


มันมีหลายสิ่งอย่างเกิดขึ้นใน ‘Long Take’ แรกของหนัง! เริ่มต้นชายคนหนึ่งเดินออกจากร้านตัดผม → รถทหารขับสวนเข้ามา นายทหารหนุ่ม (ที่โผล่ช่วงท้าย) ลงจากรถ → เด็กขายลูกโป่งเดินเข้ามาขายลูกโป่ง → กล้องเคลื่อนเลื่อนไปยังมารดา เดินกลับมาหาเด็กขายลูกโป่ง สอบถามเห็นบุตรสาวตนเองไหม?

แซว: มันจะมีเด็กหญิงสวมใส่ชุดคล้ายๆ Razieh เดินผ่านไปผ่านมา ล่อหลอกสายตาผู้ชมให้เข้าใจผิดๆ

ทีแรกผมครุ่นคิดว่าซีเควนซ์นี้เพียยงนำเสนอวิถีชีวิต ความวุ่นๆวายๆของชาวอิหร่าน ขณะเดียวกันมันยังเคลือบแฝงแนวทางของผกก. Panahi ขึ้นชื่อเรื่องการนำเสนอ ‘Narrative Shift’ คล้ายๆการส่งไม้ผลัด จากมุมมองตัวละครหนึ่ง → ไปยังมุมมองตัวละครหนึ่ง → มาถึงอีกมุมมองตัวละครหนึ่ง … หนังเรื่องยังแค่การลองผิดลองถูกเท่านั้นนะครับ ผลงานถัดๆไปจะค่อยๆเห็นแนวทางดังกล่าวชัดขึ้นเรื่อยๆ

ผมมีความลุ่มหลงใหลในองค์ประกอบศิลป์ของช็อตนี้อย่างมาก ดูหรูหรา ราวกับตำหนักพระราชา ผู้นำประเทศชาติ (นั่นคือสิ่งที่หนังต้องการเปรียบเทียบถึงอย่างแน่นอน) สังเกตว่าตลอดซีเควนซ์นี้ เด็กหญิงไม่เคยเข้าไปภายในบ้าน (ผู้หญิงในอิหร่าน ไม่ได้รับโอกาสอันใด) เพียงมารดาเข้าไปปัดกวาดเช็ดถู (คนรับใช้) พี่ชายเข้าไปกระซิบกระซาบ (ผู้ชายมีสิทธิ์เสียง) และบิดาที่แม้ไม่เคยเห็นหน้า กลับยินเสียงตะโกนออกคำสั่ง (สังคมชายเป็นใหญ่)

หนังจากประเทศอิหร่าน เลื่องชื่อด้านการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กๆ ครอบครัว ภายใต้การดูแลของบิดา-มารดา (ระดับจุลภาค) แต่แทบทั้งนั้นล้วนคือภาพสะท้อนชนชั้นผู้นำ ปกครองประชาชนชาวอิหร่าน (ระดับมหภาค) ต้องคอยก้มหัวศิโรราบ ปฏิบัติตามคำสั่งเบื้องบน ใครคิดเห็นต่างจักถูกลงโทษ จับกุม กำจัดให้พ้นภัยทาง

เจ้างูจะโผล่หัวออกมาเมื่อได้กลิ่นเงิน นั่นคือการเปรียบเทียบอย่างตรงไปตรงมาว่า เงินๆทองๆ = อสรพิษร้าย สิ่งอันตราย ลวงล่องหลอกเด็กหญิงไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถูกเจ้าของงูฉกเงินจากโถแก้วที่เธอเตรียมเอาไว้ใส่ปลาทอง พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ไม่รู้จะทำยังไง ทั้งโกรธ ทั้งกลัว เกือบจะน้ำตาไหลพรากๆ ฉันไม่น่าหลงเข้ามา ขัดคำสั่งมารดา

หลายคนมองแค่ว่าถ้าเด็กหญิงทำตามคำสั่งมารดา ไม่แทรกตัวเข้ามารับชมการแสดงงู เหตุการณ์วุ่นๆนี้คงไม่บังเกิดขึ้น! แต่มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เช่นนั้นแล้วเราก็ควรปล่อยให้เธอได้ลิ้มลอง เรียนรู้จักความผิดพลาดตนเอง และต่อให้ไม่ได้เงินคืนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย คอขาดบาดตาย แค่ว่าจะจดจำเหตุการณ์บังเกิดขึ้นตราบสิ้นลมหายใจ!

ปลาทอง (Goldfish) สัตว์เลี้ยงสวยงามที่ไม่ได้มีประโยชน์อันใดนอกจากความเพลิดเพลิน สวยงามตา ถือเป็นสิ่งหรูหรา ฟุ่มเฟือย ไร้ความจำเป็น แต่ในสายตาของเด็กหญิงถือว่ามีมูลค่าทางจิตใจ เพราะสามารถเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน อยากได้-อยากมี อยากครอบครองเป็นเจ้าของ ตอบสนองกิเลสตัณหา, ขณะเดียวกันเราสามารถเปรียบเทียบเจ้าปลาทอง กับเด็กหญิง(สาว) และประชาชนชาวอิหร่าน ต่างถูกกักขังอยู่ในโถแก้ว ได้รับการเลี้ยงดูจนอวบอ้วน แต่ไม่สามารถแหวกว่ายไปไหน ชีวิตไร้ซึ่งอิสรภาพ

แซว: ปลาทองตัวนี้มันแทบจะไม่มีสีทอง คงเป็นจงใจให้สอดคล้องชื่อหนัง The White Balloon สัญลักษณ์แทนความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา

เรื่องราวเด็กหญิงทำเงินหล่นหาย แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมประเทศอิหร่าน ซึ่งก็มีทั้งบุคคลเห็นแก่ตัว และแสดงความสงสารเห็นใจ หญิงสูงวัยพยายามให้ความช่วยเหลือเด็กหญิง จนพบเจอธนบัตรตกอยู่ในท่อระบายน้ำ จากนั้นส่งต่อไม้พลัดให้ชายสูงวัยเจ้าของร้านตัดเสื้อข้างๆ ซึ่งมีอุปนิสัยแตกต่างตรงกันข้าม จู้จี้ขี้บ่น เรื่องมากเอาแต่ใจ ปัดความรับผิดชอบ ปฏิเสธให้ความช่วยเหลือใดๆ

มันมีร้านค้ามากมายให้ธนบัตรปลิวหล่นใส่ท่อระบายน้ำ แต่หนังจงใจเลือกร้านขายเสื้อผ้า! เคลือบแฝงนัยยะ(ชาวอิหร่าน)ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูดี สวมใส่ชุดหล่อเหลา ปกปิดบังตัวตนภายในที่มีความเรื่องมาก เห็นแก่ตัว ไร้ซึ่งมนุษย์ธรรม … ในหนังเจ้าของร้านแสดงความไม่พึงพอใจลูกค้ารายหนึ่งที่เรียกร้องโน่นนี่นั่น ศีรษะฉันขนาดเล็กต้องมีการตัดเย็บอย่างนั้นโน้นนี้ เลยถูกโต้ตอบฉันไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบรูปร่างหน้าตาของนาย!

เรื่องราวของนายทหารหนุ่ม มันช่างมีความคลุมเคลือว่าหมอนี่มาดี-มาร้าย ต้องการช่วยเหลือหรือลักขโมยเงินกันแน่? หัวข้อการสนทนาก็ฟังดูไม่น่าเชื่อถือ เต็มไปด้วยคำโป้ปดหลอกลวง (เจ้าของร้านไม่ได้ไปเยี่ยมญาติต่างจังหวัดสักหน่อย!) แต่ผมครุ่นคิดว่าหนังต้องสื่อถึง ‘ทหารอิหร่าน’ ที่พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ หน้าที่ของพวกเขาควรปกป้อง+ช่วยเหลือประชาชน กลับทำตัวเหมือนอาชญากรเสียเอง … แม้สุดท้ายมันจะไม่เกิดเหตุการณ์อะไร ก็ชักชวนให้ผู้ชมตั้งคำถาม ทหารมีไว้ทำไม?

เมื่อตอนเห็นชื่อ The White Balloon คงทำให้หลายคนครุ่นคิดถึงโคตรหนังเงียบ The Red Balloon (1956) ที่เต็มไปด้วยความน่าหลงใหล มหัศจรรย์ใจ แต่ทว่าหนังเรื่องนี้กลับไม่ได้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับลูกโป่ง จนกระทั่งช่วงท้ายของหนังถึงเริ่มสังเกตเห็นว่ามันผูกติดกับไม้ ขายไม่ออก เหมือนกับช็อตสุดท้ายของหนังจับภาพเด็กขายลูกโป่ง หลังให้ความช่วยเหลือ Ali & Razieh หยิบเงินจากท่อระบายน้ำ ก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีกระทั่งคำขอบคุณใดๆ

นี่คือลักษณะของ ‘Narrative Shift’ การเปลี่ยนมุมมองเล่าเรื่องจากสิ่งหนึ่ง/ตัวละครหนึ่ง → สู่อีกสิ่งหนึ่ง/ตัวละครหนึ่ง, หรือก็คือจาก Ali & Razieh → มาเป็นเด็กขายลูกโป่ง, เรื่องวุ่นๆของการซื้อปลาทองสิ้นสุดลง → ก็ถึงเวลาหวนกลับหาโลกความจริงอันโหดร้าย

ผมอ่านเจอว่าเด็กขายลูกโป่งคนนี้ไม่ใช่ชาวอิหร่าน เพราะการเดินเร่ขายของริมถนน/ข้างทาง ถูกมองว่าเป็นอาชีพชั้นต่ำ จึงกลายเป็นงานของคนต่างด้าว ผู้อพยพลี้ภัยจากสงครามกลางเมือง Afghan Civil War (1989-2001) เลยไม่แปลกที่เขาจะถูกทอดทิ้ง มองข้าม สังคมไม่ให้การยินยอมรับ … นี่ถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ผกก. Panahi แอบสอดแทรกเอาไว้เพื่อสำแดงความเห็นแก่ตัวของชาวอิหร่าน เรื่องราวของเด็กหญิงแม้มีความน่าสงสารเห็นใจ แล้วคนนอกที่ถูกทอดทิ้งเหล่านี้ละ?

ตัดต่อโดย Jafar Panahi, แม้หนังจะชื่อ The White Balloon แต่นำเสนอผ่านมุมมองสายตาเด็กหญิง Razieh ผู้มีความกระตือรือล้นอยากได้ปลาทองตัวใหม่ โดยการดำเนินเรื่องพยายามเทียบกับเวลาจริง นาทีต่อนาที (มันจะมีเสียงบอกเวลาดังจากวิทยุอยู่เรื่อยๆ) ตั้งแต่ประมาณชั่วโมงครึ่งก่อนหน้าหกโมงเย็น ให้หนังจบลงตรงกับวันขึ้นปีใหม่ของอิหร่านพอดิบพอดี!

เกร็ด: วันปีใหม่อิหร่าน/เปอร์เซีย มีคำเรียกโนว์รูซ (Nowruz) ในวันที่เวลากลางวันเท่ากับกลางคืน หรือวสันตวิษุวัต ตรงกับประมาณ 19-22 มีนาคมของทุกปี

  • เด็กหญิงออดอ้อนมารดาอยากได้ปลาทองตัวใหม่
    • มารดามองหาบุตรสาวในตลาด
    • พอพบเจอพากลับบ้าน พานผ่านฝูงชนกำลังรุมล้อมดูอะไรสักสิ่งอย่าง
    • มาถึงบ้าน Razieh ออดอ้อนมารดา ขอเงินไปซื้อปลาทองตัวใหม่
    • ต่อรองกับพี่ชาย ใช้ข้ออ้างอะไรสักอย่างจนสามารถโน้มน้าวมารดาได้สำเร็จ
  • การผจญภัยของเด็กหญิง
    • พอได้เงินมาเร่งรีบวิ่งออกจากบ้าน แต่พอมาถึงฝูงชนก็มิอาจหักห้ามใจ
    • รับชมการแสดงงู แล้วถูกหยิบเงินออกจากโถ พยายามขอเงินคืน กว่าจะได้เล่นเกือบร่ำร้องไห้ออกมา
    • มาถึงร้านขายปลา ปรากฎว่าเงินหายไปจากโถ
    • ออกติดตามหาจนพบเจอตกหล่นในท่อระบายน้ำ
    • Razieh ขอความช่วยเหลือจากเจ้าของร้านตัดเสื้อข้างๆ แต่ไม่ได้รับความสนใจใดๆ
    • พี่ชายแวะเวียนมาหา พบเห็นเงินตกในท่อระบายน้ำ ก็พยายามพูดคุยกับเจ้าของร้านตัดเสื้อ จนกระทั่งอีกฝ่ายปิดร้านหนีกลับบ้าน
    • พี่ชายออกติดตามหาเจ้าของร้านหน้าท่อระบายน้ำ
    • ระหว่างที่ Razieh อยู่ตัวคนเดียว มีนายทหารหนุ่มเข้ามาพูดคุย สร้างความหวาดระแวงให้เด็กหญิง
    • พอพี่ชายกลับมา มองหาไม้ค้ำ หยิบยืมจากเด็กขายลูกโป่ง
    • พี่ชายวางแผนลักขโมยหมากฝรั่งแต่ทำไม่สำเร็จ
    • เด็กขายลูกโป่งนำหมากฝรั่งมาให้ หยิบเงินจากท่อระบายน้ำสำเร็จ
    • แต่สองพี่น้องไม่มีพูดขอบคุณหรืออะไร รีบวิ่งไปซื้อปลาทอง ปล่อยทิ้งให้เด็กขายลูกโป่งนั่งอยู่อย่างเดียวดาย

กับหนังเรื่องนี้อาจยังไม่เด่นชัดนัก แต่เริ่มต้น-สิ้นสุด มีหนึ่งในสิ่งที่จะกลายเป็นลายเซ็นต์ของผกก. Panahi เรียกว่า ‘Narrative Shift’ คือการปรับเปลี่ยนมุมมองดำเนินเรื่องด้วยวิธีการคล้ายๆส่งต่อไม้ผลัด

  • เรื่องราวเริ่มจากมารดาเหม่อมองหาบุตรสาวในตลาด พอพบเจอแล้วก็สลับเปลี่ยนมาดำเนินเรื่องผ่านมุมมองเด็กหญิง
  • ช่วงท้ายพอเด็กๆหยิบเงินจากท่อระบายน้ำสำเร็จ ก็คงค้างภาพเด็กขายลูกโป่ง ก่อนหนังตัดจบอย่างงงๆ

The White Balloon นำเสนอการผจญภัยของเด็กหญิง เพื่อให้ได้ครอบครองสิ่งที่ตนเองเพ้อใฝ่ฝัน ระหว่างทางพานผ่านอุปสรรคขวางกั้น ได้รับความสงสารเห็นใจจนสามารถเอาตัวรอด พานผ่านความโหดร้ายของโลกกว้าง กลายเป็นบทเรียนชีวิตอันทรงคุณค่า ตราประทับภายในจิตใจไม่รู้ลืม!

เด็กหญิงวัยเพียงเจ็ดขวบ ถือว่ายังละอ่อนวัย ไร้เดียงสา เลยไม่รู้เท่าทันคน จึงมักถูกลวงล่อหลอก ไม่เข้าใจความโหดร้ายของโลกกว้าง โชคยังดีเธอมีคราบน้ำตาเป็นอาวุธสร้างความสงสาร ทำให้พวกผู้ใหญ่แม้จิตใจโฉดชั่วร้าย จำยินยอมโอนอ่อนผ่อนปรน (คือถ้าเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่ทำอะไรผิดพลาด ย่อมถูกตำหนิติเตียน ไม่ได้รับความเห็นใจแบบพนักงานร้านขายเสื้อผ้า) ด้วยเหตุนี้หนังจึงจบลงแบบ Happy Ending ต้อนรับวันขึ้นปีใหม่

แต่ชาวอิหร่านทั่วๆไปคงไม่โชคดีเหมือนเด็กหญิงคนนี้ เพราะทุกสถาบันในสังคมต่างได้รับการปลูกฝัง เสี้ยมสอนสั่ง ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน คือพยายามควบคุมครอบงำบุคคลใต้สังกัด บิดาสั่งให้บุตรชายทำโน่นนี่นั่น, หัวหน้าใช้งานลูกน้อง, ผู้นำปกครองประชาชน … ไม่ได้อยากกล่าวโทษ แต่ศาสนาคือรากฐานแนวคิดดังกล่าว

เพราะทุกคนต่างถูกควบคุมครอบงำด้วยบางอย่าง พวกเขาจึงสำแดงความเห็นแก่ตัว เพราะกลัวสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตน กอปรกับโลกยุคสมัยทุนนิยม เงินทองเป็นของหายาก จึงใช้สรรพวิธีในการกอบโกย โหยหา ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้มาครอบครอง โดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ตีหน้าเซ่อ ทำตัวไม่รู้ไม่สน กะล่อนปลิ้นปล้อนไปวันๆ

หนังชื่อ The White Balloon กลับนำเสนอเรื่องราวที่แทบจะไม่เกี่ยวกับลูกโป่งสีขาว แต่ถ้าเราพยายามจับจ้องมองหา จักค้นพบเด็กขายลูกโป่งโผล่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย มีส่วนร่วมกับเรื่องราวแค่ตอนต้นและตอนจบ

  • ตอนต้นเรื่องมารดาของเด็กหญิง ระหว่างพยายามมองหาบุตรสาว สอบถามคนขายลูกโป่งว่าพบเห็นเธอบ้างไหม
  • ช่วงท้ายของหนัง Ali ขอหยิบยืมไม้ถือลูกโป่งเพื่อทำการหยิบธนบัตรขึ้นจากท่อระบายน้ำ

ทั้งสองเหตุการณ์เด็กขายลูกโป่งยินดีให้ความช่วยเหลือบุคคลแปลกหน้า แต่พอได้รับในสิ่งที่ถามหา ก็เชิดหน้า เดินหนี ไม่มีแม้คำกล่าวขอบคุณ ทอดทิ้งให้เขานั่งอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย แบบเดียวกับลูกโป่งสีขาวที่ขายไม่ออก ราวกับบุคคลนอก … อย่างที่อธิบายไปว่าเด็กขายลูกโป่งน่าจะเป็นผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน ซึ่งก็ถือเป็นบุคคลนอก/ชนชั้นต่ำในสายตาชาวอิหร่าน

สภาพสังคมในอิหร่านมันเลวร้ายขนาดนั้นเชียวฤา? คนนอกอย่างเราๆคงตอบไม่ได้ แต่บทเรียนจากการรับชมหนังคือตั้งคำถาม มองย้อนกลับหาตนเอง ทำไมเราถึงไม่พยายามแสดงออกด้วยน้ำใจไมตรี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เพียงเท่านี้ก็ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นเยอะ


The White Balloon (1995) คือภาพยนตร์เรื่องแรก และเรื่องเดียวของผกก. Panahi ได้เข้าฉายวงกว้างในประเทศบ้านเกิด แต่จำเพาะจงแค่เพียงโรงภาพยนตร์สำหรับเด็ก มีรายงานยอดจำหน่ายตั๋วเพียง 130,000 ใบ

ต่อจากนั้นมีโอกาสเดินทางสู่เทศกาลหนังเมือง Cannes จัดฉายในส่วน Directors’ Fortnight ได้เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม และสามารถคว้ารางวัล Caméra d’Or (มอบให้ผู้กำกับสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก หรือเข้าฉายเทศกาลหนังครั้งแรก)

นอกจากนี้หนังยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศ ส่งเข้าชิงชัย Oscar: Best Foreign Language Film แต่หลังจากรัฐบาลอิหร่านมีข้อพิพาทกับสหรัฐอเมริกา เลยต้องการถอดถอนหนังออกจากการพิจารณา ซึ่งทางสถาบัน Academy of Motion Picture Arts and Sciences ปฏิเสธทำตามคำสั่ง ผกก. Panahi เลยถูกยึดพาร์สปอร์ต ไม่รับอนุญาตให้เข้าร่วมเทศกาลหนัง Sundances … ถึงกระนั้นหนังก็ไม่ได้ผ่านเข้ารอบ หรือมีโอกาสลุ้นรางวัลใดๆอยู่ดี

แม้หนังเล็กๆจากอิหร่านจะไม่ได้มีคุณภาพถึงระดับมาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์ แต่กาลเวลาทำให้ The White Balloon (1995) ติดอยู่ชาร์ทหนังครอบครัว บิดา-มารดารับชมกับลูกๆ สำหรับเป็นบทเรียนชีวิตก่อนเติบโตขึ้น เผชิญหน้ากับโลกกว้าง

  • The Guardian: The best family films of all time (2005)
  • BFI: The 50 films you should see by the age of 14 (2005)
  • Busan Film Festival: Asian Cinema 100 Ranking (2015) ติดอันดับ #91

ผมครุ่นคิดว่าโอกาสที่หนังจะได้รับการบูรณะน่าจะยากยิ่งนัก! ฟีล์มเนกาทีฟต้นฉบับคงเก็บอยู่ในอิหร่าน แต่ผกก. Panahi มีปัญหาขัดแย้งรัฐบาล ถ้าจะทำการบูรณะก็ต้องลักลอบขนฟีล์มออกนอกประเทศ … คุณภาพดีสุดหารับชมในปัจจุบันคือ DVD ก็พออดรนทนได้ระดับหนึ่ง


แม้เรื่องราวของหนังจะเกี่ยวกับเด็กๆ โหยหาปลาทอง อยากได้มาครอบครอง แต่เนื้อหาสาระแท้จริงต้องการสะท้อนโลกของผู้ใหญ่ อิหร่านเต็มไปด้วยขนบกฎกรอบ สังคมแห่งความเห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน ก็ไม่รู้พวกเขาเหล่านั้นทนอยู่กันไปได้อย่างไร หวนระลึกนึกถึงประเทศไทย บ้านเรานี่คือสรวงสวรรค์เลยนะ! แม้รัฐบาลเฮงซวย เศรษฐกิจย่ำแย่ แต่ประชาชนยังมีเสรีภาพ ผู้คนยิ้มแย้ม อัธยาศัยดี มีมิตรไมตรีกับทุกคน

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” สิ่งต่างๆที่เด็กหญิงประสบพบเจอ ไม่เพียงทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจ ยังช่วยสร้างจิตสามัญสำนึก อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน ร่วมกันสร้างสังคมให้ดีกว่าที่เป็นอยู่

จัดเรตทั่วไป แต่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่มากกว่า

คำโปรย | The White Balloon คือความบริสุทธิ์ทางภาพยนตร์ ไร้เดียงสาในสามัญสำนึก แต่เคลือบแฝงความโหดร้ายในโลกของผู้ใหญ่
คุณภาพ | ริสุธิ์


MEAT Category: , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)