Případ pro začínajícího kata (1970)

Case for a Rookie Hangman (1970) Czech : Pavel Juráček ♥♥♥♥

ดัดแปลงจากนวนิยายการเดินทางของกัลลิเวอร์ (Gulliver’s Travels) เพื่อทำการเสียดสีล้อเลียนการเมือง Czechoslovakia ได้อย่างเหนือจริง (Surrealist) บ้าบอคอแตก (Absurdist)

ใครที่เคยอ่านหรือรับชมภาพยนตร์/อนิเมชั่น Gulliver’s Travels (1726) ของ Jonathan Swift (1667-1745) นักเขียนชาวไอริช ก็น่าจะรับรู้ว่าเป็นวรรณกรรมแนวเสียดสีพฤติกรรมมนุษย์ วิพากย์วิจารณ์สังคม/การเมืองอังกฤษ และล้อเลียนวรรณกรรมผจญภัยที่ได้รับความนิยมขณะนั้นอย่าง Robinson Crusoe (1719)

เกร็ด: ชื่อเต็มๆของนวนิยายเล่มนี้คือ Travels into Several Remote Nations of the World, in Four Parts. By Lemuel Gulliver, First a Surgeon, and then a Captain of Several Ships ซึ่งเป็นการล้อเลียน Robinson Crusoe ที่มีชื่อเต็มยาวยิ่งกว่า The Life and Strange Surprizing Adventures of Robinson Crusoe of York, Mariner: Who lived Eight and Twenty Years, all alone in an un-inhabited Island on the coast of America, near the Mouth of the Great River of Oroonoque; Having been cast on Shore by Shipwreck, where-in all the Men perished but himself. With An Account how he was at last as strangely deliver’d by Pyrates. Written by Himself

มันเลยไม่แปลกที่ผกก. Juráček (ผู้เขียนบท Ikarie XB-1, A Jester’s Tale, Daisies) จะสามารถนำมาดัดแปลง ปรับเปลี่ยนพื้นหลัง รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ สอดคล้องเข้ากับสภาพสังคม/การเมืองของ Czechoslovakia ในช่วงทศวรรษ 60s ได้อย่างตรงเผง!

ไม่เพียงแค่เรื่องราวเสียดสีล้อเลียนการเมืองได้อย่างบ้าบอคอแตก Case for a Rookie Hangman (1970) ยังแพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์น่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะลีลาการตัดต่อมีความรวดเร็ว กระชับ ฉับไว กระโดดไปมาเหมือนกระต่ายป่า (Hare) ที่นาย Lemuel Gulliver ขับรถชนตอนต้นเรื่อง

ความน่าเศร้าก็คือผกก. Juráček เริ่มต้นพัฒนาบทหนังในช่วง 1968 Prague Spring แต่กว่าจะสร้างเสร็จก็ภายหลังการมาถึงของสหภาพโซเวียตและพันธมิตร Warsaw Pact (จุดสิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิ) โชคยังดีได้เข้าฉายเทศกาลหนัง Karlovy Vary International Film ก่อนถูกสั่งแบน เก็บเข้ากรุ … และผกก. Juráček ก็ไม่มีโอกาสสร้างภาพยนตร์อีกต่อไป


Pavel Juráček (1935-89) นักเขียน/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Czech เกิดที่ Příbram, Central Bohemian โตขึ้นเข้าเรียนวรสารศาสตร์ Charles University แต่ไม่ทันไรก็ถูกไล่ออก เลยเปลี่ยนมาสาขาภาพยนตร์ Film and TV School of the Academy of Performing Arts in Prague (FAMU) รุ่นเดียวกับ Věra Chytilová ก่อนเข้าร่วม Barrandov Film Studio พัฒนาบทหนัง Ceiling (1962), Ikarie XB-1 (1963), A Jester’s Tale (1964), Daisies (1966), ร่วมกำกับภาพยนตร์ Joseph Kilian (1963), ฉายเดี่่ยว Every Young Man (1965) และ Case for a Rookie Hangman (1970)

ผกก. Juráček มีความสนใจดัดแปลงนวนิยาย Gulliver’s Travels มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 ในตอนแรกเป็นการเข้าร่วมโปรเจค (Working Title) Podobenství แปลว่า Parable (นิทานสอนใจ) แต่ระหว่างพัฒนาบทหนัง เกิดแรงบันดาลโน่นนี่นั่น เลยขอแยกตัวออกมา ตั้งชื่อใหม่ The Land of Kind Fairies

หนังได้รับการอนุมัติให้สร้างช่วงปี ค.ศ. 1968 (ช่วงระหว่าง Prague Spring) แต่ขณะกำลังจะเริ่มต้นโปรดักชั่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิก็สิ้นสุดลง สหภาพโซเวียต(และพันธมิตร Warsaw Pact)เข้ามารุกราน Czechoslovakia ต้องรอคอยจนกระทั่งหลังปีใหม่ ค.ศ. 1969 ถึงสามารถเริ่มต้นถ่ายทำ

เรื่องราวของ Lemuel Gulliver (รับบทโดย Lubomír Kostelka) ประสบอุบัติเหตุระหว่างเลี้ยวหลบ พุ่งชนกระต่ายป่า ลักขโมยนาฬิกาพก แล้วออกเดินเท้ามาถึงยังอาณาจักร Balnibarbi สถานที่ที่มีความเชื่อแปลกๆ สิ่งประดิษฐ์ประหลาดๆ ถูกจับกุมเพียงเพราะความเข้าใจผิด (ครุ่นคิดว่าเขาคือกระต่าย?) ได้รับโทษประหารจากเพชฌฆาตไร้ประสบการณ์ โชคยังดีสามารถเอาตัวรอด ก่อนเดินทางสู่เกาะลอยฟ้า Laputa พบเจอเจ้าชาย-เจ้าหญิง ข้าราชบริพาร แต่กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองกลับสูญหายตัวไปอย่างลึกลับ (หนีไปทำงานเป็นพนักงานยกกระเป๋าโรงแรมที่ Monte Carlo) ไม่เห็นใครให้ความสนใจการปกครองอาณาประชาราษฎร์เบื้องล่าง


Lubomír Kostelka (1927-2018) นักแสดงสัญชาติ Czech เกิดที่ Luleč, Vyškov บิดาเป็นพนักงานรถไฟ โตขึ้นเข้าเรียนวิศวกรรม ก่อนได้รับการชักชวนจากเพื่อนสนิท Vladimír Menšík ย้ายไปโรงเรียนการแสดง Brno Conservatory ต่อด้วย Janáček Academy of Performing Arts (JAMU) จบออกมาเป็นนักแสดงละคอนเวที ผลงานภาพยนตร์ส่วนใหญ่มักเป็นแนวตลก ไม่ก็เกี่ยวกับเด็กๆ อาทิ Who Wants to Kill Jessie? (1966), All My Good Countrymen (1969), Case for a Rookie Hangman (1970) ฯ

รับบท Lemuel Gulliver หลังจากประสบอุบัติเหตุหักเลี้ยวรถตกข้างทาง มาถึงยังอาณาจักร Balnibarbi สถานที่ที่ผู้คนมีความครุ่นคิดแปลกๆ เต็มไปด้วยความเชื่อแปลกๆ สิ่งประดิษฐ์ประหลาดๆ ในมุมมองบุคคลนอกมันช่างพิลึกพิศดาร ยิ่งพอเดินทางสู่เกาะลอยฟ้า Laputa พบเห็นชนชั้นสูงที่ไม่ยี่หร่าประชาชนเบื้องล่าง พอกลับลงมาพื้นผิวโลก เปิดเผยความจริงทั้งหมด ไม่ใครอยากเชื่อ ปฏิเสธรับฟัง ต่อต้านด้วยความรุนแรง เลยจำใจต้องออกเดินทาง หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น

Gulliver ของ Kostelka เป็นบุคคลที่มีความงงๆ ชอบตีหน้าเซ่อ (แต่ไม่ถึงขั้นเอ๋อเหรอ) ไม่รู้ไม่เข้าใจ นี่มันบังเกิดห่าเหวอะไร? ตลอดทั้งเรื่องเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย แต่ก็ไม่เคยได้รับคำอธิบายสักเท่าไหร่ ต้องคอยสังเกตจากบริบทรอบข้าง พยายามพูดบอกความจริงกลับถูกมองในแง่ร้าย นี่ฉันทำผิดอะไรถึงได้รับโทษประหารชีวิต?

มันมีสิ่งหนึ่งที่ Gulliver เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น คือเธอคนนั้นทำไมหน้าตาเหมือนคนรักวัยเด็ก Markéta จากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร (First Love/Lost Love) เลยพยายามออกติดตาม สืบค้นหาเบื้องหลังความจริง จนเมื่อมีโอกาสพบเจอ พูดคุย รับรู้จัก แม้มิอาจครองรัก ก็ราวกับชีวิตได้รับการเติมเต็ม ก้าวผ่านปมจากอดีต … ตัวละคร Markéta ช่วยสร้างเป้าหมายให้การผจญภัยครั้งนี้ดูมีความน่าสนใจ และหลายคนเปรียบเทียบถึง Alice’s in Wonderland


ถ่ายภาพโดย Jan Kališ (1930-2003) ตากล้องสัญชาติ Czech เกิดที่ Brno โตขึ้นเข้าเรียนการถ่ายภาพยัง Film and TV School of the Academy of Performing Arts in Prague (FAMU) จากนั้นเข้าทำงานสตูดิโอ Filmové Studio Barrandov ผลงานเด่นๆ อาทิ Ikarie XB-1 (1963), … and the Fifth Horseman Is Fear (1964), Case for a Rookie Hangman (1969), Tomorrow I’ll Wake Up and Scald Myself with Tea (1977) ฯ

งานภาพของหนังช่างมีความน่าตื่นตาตื่นใจ พยายามสรรหาลูกเล่นการถ่ายภาพให้ออกมาบิดๆเบี้ยวๆ ดูผิดแผกแปลกตา โดดเด่นกับการจัดวางองค์ประกอบ ทิศทางมุมกล้อง ขยับเคลื่อนไหวอย่างประดิษฐ์ประดอย จุดประสงค์เพื่อสร้างสัมผัสเหนือจริง (Surreal) ดินแดนแห่งความพิศวง ราวกับต้องมนต์ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของโลกความจริง

บ่อยครั้งถ่ายภาพจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-Person) ของ Lemuel Gulliver มักเลือกเลนส์ทำให้ภาพดูบิดๆเบี้ยวๆ และเมื่อมีคนเข้ามาพูดคุยสนทนา มักจะสบตาหน้ากล้อง (จริงๆมันควรเป็น Breaking the Fourth Wall แต่มุมกล้องในสถานะบุคคลหนึ่ง มันจึงไม่ใช่ผิดปกติอะไร) สร้างความอึดอัด กระอักกระอ่วน ราวกับ(ผู้ชม/ตัวละคร)ถูกจับจ้องมองด้วยความไม่เป็นมิตร ช่วงแรกๆเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย อยากรู้อยากเห็น แต่ตอนท้าย(หลังกลับจาก Laputa)กลับตารปัตรเป็นความหวาดระแวง และอาฆาตแค้น

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงทั้งหมด ตระเวนไปทั่วประเทศ Czechoslovakia เท่าที่พอหาข้อมูลได้ก็อย่าง Teplá Abbey (Karlovy Vary), Kokořín Castle (Central Bohemian), Šelmberk Castle (Tábor), Pernštejn Castle (South Moravian), หมู่บ้าน Bratronice (Kladno) และ Český Krumlov (South Bohemian)


ภาพพื้นหลังระหว่าง Opening Credit คือผลงานของ Rex Whistler (1905-44) จิตรกรชาวอังกฤษ ซึ่งมีการเพิ่มเติมเข้าไปในนวนิยาย Gulliver’s Travels ฉบับตีพิมพ์ใหม่ปี ค.ศ. 1930 ในสไตล์ภาพแกะสลัก (Engraving)

จริงๆมันก็มีหลายภาพพื้นหลังสวยๆ แฝงความหมายถึงหน้าที่การงานของบุคคลในเครดิตนั้นๆ แต่ไฮไลท์คือชื่อผู้กำกับ Pavel Juráček ชายตัวเล็กภายใต้เท้ายักษ์ แล้วกล้องเคลื่อนเลื่อนขึ้นด้านบน แทนที่จะฉายภาพ Gulliver (ที่เป็นยักษ์ในภาคแรก I: A Voyage to Lilliput) กลับกลายเป็นเครดิต Barrandov Studios … พอจะทำความเข้าใจสิ่งที่ผกก. Juráček เคลือบแฝงนัยยะนี้ได้รึเปล่าเอ่ย บุคคลผู้มีอำนาจ ยิ่งใหญ่ สูงส่ง เหนือกว่าตนเองก็คือสตูดิโอนั่นเอง!

แถมให้อีกภาพตอนขึ้นชื่อหนัง Case for a Rookie Hangman มันควรต้องเป็นเพชฌฆาตแขวนคอไม่ใช่ฤา? แต่กลับฉายภาพเลื่อยหั่นศีรษะ นี่แสดงถึงความสมัครเล่น (Rookie) ไม่รู้ประสีประสาของเพชฌฆาต และยังอาจอาจเคลือบแฝงนัยยะคล้ายๆการกรีดตาของ Un Chien Andalou (1929) คือต้องล้างสมอง ทำลายความเชื่อดั่งเดิม เพราะเรื่องราวต่อจากนี้ ทุกสิ่งอย่างล้วนพลิกกลับตารปัตร ตรงกันข้ามจากวิถีที่มันควรเป็น!

ภาพแรกของหนังราวกับคำถามวัดใจ เห็นเบื้องหน้าถนนราบเรียบแต่มีป้ายห้ามขวางทาง คุณจะเลือกขับรถอ้อมไปอีกเส้นทาง หรือแหกกฎจราจร? การตัดสินใจของ Gulliver แสดงถึงความซื่อสัตย์ ปฏิบัติตามกฎระเบียบ(อย่างเคร่งครัด) ทางไม่ให้ผ่านก็เลยไม่ผ่าน แต่การทำเช่นนั้นทำให้เขาประสบหายนะมากมาย … ราวกับจะสื่อถึงความกลับตารปัตรของโลกปัจจุบันนั้น(นี้) ทิศทางที่ถูกต้องอาจไม่ถูกต้อง การปฏิบัติตามกฎระเบียบก็อาจไม่ใช่สิ่งถูกต้องเสมอไป! งงปะ?

Gulliver ขัดรถลัดเลาะผ่านป่าเขา มีขณะหนึ่งลงมาดูต้นไม้ขวางทาง แล้วจู่ๆรถเคลื่อนไหลลงเนิน แล้วมันดันดำเนินไปตามเส้นทางด้วยตนเอง ได้อย่างไรกัน? บางคนอาจจินตนาการถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่นัยยะของผู้สร้างน่าจะสื่อถึงการเดินทางชีวิตที่ราวกับมีใครบางคนกำหนดเอาไว้ หรือก็คือรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ควบคุมครอบงำแทบจะทุกย่างก้าวของชาว Czechoslovakia จนประชาชนไม่สามารถครุ่นคิดทำอะไรๆได้ด้วยตนเอง

ความตลกร้ายก็คือพอ Gulliver กลับขึ้นรถได้ไม่นาน หักเลี้ยวหลบกระต่ายป่า (ชวนนึกถึงเจ้ากระต่ายใน Alice’s Adventure in Wonderland) พุ่งตกลงข้างทาง ราวกับจะสื่อว่าอิสรภาพของประชาชน (ที่สามารถกำหนดเส้นทางชีวิต/ขับรถยนต์ด้วยตนเอง) จักนำมาซึ่งหายนะร้ายแรง

ต้นฉบับนวนิยายของ Gulliver’s Travels (1726) ของ Jonathan Swift ไม่มีขับรถชนกระต่ายนะครับ แต่เหมือนผกก. Juráček ต้องการอ้างอิงถึง Alice’s Adventures in Wonderland (1865) ของ Lewis Carroll … หนังสือทั้งสองเล่มคนละศตวรรษเลยนะครับ!

การอ้างอิงถึงเจ้ากระต่าย ก็เพื่อนำพาการผจญภัยของ Gulliver ลงสู่รูกระต่าย (Rabbit Hole) สัญลักษณ์ของการก้าวสู่โลกแฟนตาซีที่ผิดแผกแตกต่างจากโลกความจริง แต่ทว่าใน Alice in Wonderlan เจ้ากระต่ายไม่ได้เสียชีวิตนะครับ บริบทของหนังสามารถสื่อถึง “Death of Innocence” หรือจะมองว่าความตาย/จุดสิ้นสุดของโลกใบเก่า

Gulliver เดินทางมาถึงยังบ้านหลังหนึ่ง พอเข้าไปภายในพบเห็นหลายสิ่งอย่างช่างดูคุ้นเคย ราวกับภาพ(เปิดประตู)ความทรงจำวัยเด็ก หันซ้ายพบเห็นอย่างหนึ่ง หันขวามาโผล่ยังอีกสถานที่หนึ่ง ปีนป่าย ตะเกียกตะกาย พื้นไม้ช่างโคลงเคลง สโลโมชั่น ฯ … ดูราวกับการเดินทางผ่านประตูมิติ/รูกระต่าย (Rabbit Hole) ที่ทำให้อดีตเลวร้ายหวนกลับมาหลอกหลอน หรือในมุมของผกก. Juráček มองว่าอดีตเลวร้ายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (Czechoslovakia ถูกยึดครองโดย Nazi Germany) หวนย้อนกลับมาหลอกหลอนภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์

ผมขี้เกียจลงรายละเอียดจิตวิเคราะห์ความฝัน แต่อยากให้สังเกตช่วงท้ายเมื่อ Gulliver พยายามวิ่งหนีแต่ถูกใครต่อใครฉุดเหนี่ยวรั้ง (=จิตใต้สำนึกที่พยายามกล่าวโทษตนเองว่าคือคนฆาตกรรม Markéta) เขาเลยตัดสินใจทิ้งตัวลงจากเบื้องบน (ย้อนรอยอุบัติเหตุจมน้ำตายของ Markéta) แต่ปรากฎว่าตกหล่นตรงประตู เปิดออกมาถึงห้องพักของ Prof. Beiel ณ อาณาจักร Balnibarbi

สิ่งแรกที่ Gulliver ประสบพบเจอเมื่อเดินทางมาถึงอาณาจักร Balnibarbi คือทุกคนต่างไม่พูดคุย ไม่ตอบคำถาม พอเขาพยายามสอบถาม กลับถูกมัดมือมัดปาก นี่มันเกิดห่าเหว? ฉันทำผิดอะไร? ใครๆย่อมงงเป็นไก่ตาแตก … ผมจดจำไม่ได้ว่าหนังมีคำอธิบายหรือเปล่า แต่อ่านพบเจอว่าดินแดนแห่งนี้มีกฎระเบียบ ห้ามพูดคุยวันจันทร์ เพื่อรักษาอากาศบริสุทธิ์ –“

กฎดังกล่าวฟังดูไร้สาระ บ้าบอคอแตก แต่มันสามารถสื่อถึงรัฐบาลคอมมิวนิสต์ปิดปากประชาชน ใครพูดในสิ่งไม่บังควรก็อาจถูกอุ้ม ลักพาตัว ยัดข้อกล่าวหา ยังโชคดีว่า Gulliver คือคนแปลกหน้า เลยแค่ถูกซักไซร้ไล่เรียงในวันถัดไป

เช้าวันถัดมา Gulliver ถูกนำพามายัง Academy of Inventors ราวกับเป็นหนูทดลองให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นว่าจะตัดสินอย่างไรกับชายคนนี้ สังเกตว่าช่วงแรกๆเขาปิดปากเงียบงัน (เพราะประสบการณ์จากเมื่อวานเลยไม่กล้าพูดออกไป) จากนั้นถูกซักไซร้ไล่เรียง อธิบายที่มาที่ไป ขับรถชนกระต่ายใส่สูท ทำให้ใครต่อใครหัวเราะลั่น มองว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน … ในสายตาผู้ชมย่อมรู้สึกมึนงงแบบเดียวกับ Gulliver พูดความจริงมันน่าหัวร่อตรงไหน? แต่ถ้าเรามองในมุมนักศึกษา/ทิศทางกลับกัน ใครจะไปเชื่อว่าจะมีกระต่ายสวมใส่สูท?

เหตุผลที่ Gulliver ถูกควบคุมตัวก็เพราะการเป็นเจ้าของนาฬิกาพก ซึ่งลักขโมยมาจากเจ้ากระต่ายป่า แต่ทว่าชาวเมือง Balnibarbi ต่างเชื่อในหลักฐานประจักษ์ ข้อความแกะสลักระบุว่า “To Oskar (หรือ Oscar) the Hare, for loyal service. – Prince Munodi.” นั่นทำให้เขาเพิ่งเอะใจ ฤาทางการครุ่นคิดว่าตนเองคือกระต่าย Oskar? งงดิ?

ผมก็งงๆว่า Gulliver ทำผิดกฎอะไร? แตะเนื้อต้องตัวเพศตรงข้าม? เลยสอบถามจาก AI คำอธิบายอ่านแล้วก็ยังงงๆ บอกว่าเขาทำการเคลื่อนไหวน่าสงสัย (Movement is Suspicious.) กล่าวคือไม่ปฏิบัติตามขนบวิถี กล่าวคือขณะนี้ไม่ได้เต้นรำตามคนอื่น จู่ๆไปฉุดหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามา เลยถูกมองว่าทำตัวไม่ถูกต้องเหมาะสม … กฎอิหยังนี้สะท้อนวิถีของชาว Czechoslovak ได้เฉกเช่นเดียวกัน ใครกระทำสิ่งนอกคอก ขัดต่อขนบกฎกรอบ ต่อต้านสังคม ย่อมถูกเพ่งเล็งจากสังคม ตีตราว่าร้าย หรือถ้าแสดงออกเกินเลยเถิดไปไกล ก็จักถูกจับกุม คุมขัง กำจัดให้พ้นภัยทาง

ผมไม่สามารถจะลงรายละเอียดทุกตรรกะป่วยๆของชาว Balnibarbian แต่ก็มีบางเหตุการณ์ที่น่าสนใจ

  • Gulliver พบเจอกับบุคคลอ้างว่าเป็นนักกวี เฝ้ารอคอยสรรพสิ่งอย่างให้บังเกิดขึ้น แต่กลับไม่เคยมีอะไรสักสิ่งอย่าง แถมยังกล่าวตำหนิอีกฝ่ายที่ทำลายจินตนาการของตนเอง
    • มันไม่ใช่ศิลปินควรจะหาแรงบันดาลใจจากสรรพสิ่งรอบข้าง รังสรรค์สร้างให้มันบังเกิดขึ้นหรอกฤา?
  • ชายสูงวัยพูดบอกว่ายังเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน
    • การถกเถียง สนทนาเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ มันมีประโยชน์อันใด?
  • นักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์เครื่องจักรกลไร้สาระอะไรสักอย่าง ใช้แรงงานมนุษย์หมุนๆตัวอักษร สักวันมันอาจได้ข้อความปรัชญาลึกล้ำ
    • แทนที่จะประดิษฐ์คิดค้นสร้างสิ่งที่ประโยชน์แก่สังคม/ประเทศชาติ กลับเอาเวลามาทำงานที่ไม่เป็นประโยชน์อันใด (Useless Labour)

Gulliver ได้รับการเชื้อเชิญให้มาพบเจอนายกเทศมนตรี เหมือนว่าห้องทำงานเพิ่งทาสีเสร็จหรือยังไงสักอย่าง งานการมีไม่เห็นทำ กำลังนั่งแกะเมล็ดเกาลัด ตลอดทั้งซีเควนซ์ก็ไม่อะไรไปมากกว่าลูกเกาลัดกลิ้งไปกลิ้งมา หาอุปกรณ์กะเทาะเปลือก และรับประทาน … นี่ทำให้ผมครุ่นคิดว่าหนังคงล้อเลียนระบบราชการ ขึ้นชื่อเรื่องความขี้เกียจคร้าน ทำงานเชื่องช้า หน้าตาบูดบึ้ง ไม่ค่อยชอบให้ใครมาติดต่องานสักเท่าไหร่

จะว่าไปลูกเกาลัดมีเปลือกภายนอกแข็งๆ ไม่สามารถทุบทำลายโดยง่าย อาจสื่อถึงรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี เข้มแข็งแกร่ง ปกปิดซุกซ่อนตัวตนแท้จริงภายในได้อย่างมิดชิด

ด้วยความที่หนังไม่ได้มีทุนสร้างมากมาย จึงพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ฉายให้ภาพเกาะลอยฟ้า Laputa แบบซึ่งๆหน้า เพียงภาพวาด (ด้านหลังโต๊ะทำงานนายกเทศมนตรี) และฟุตเทจโมเดลจำลอง (เมื่อตอน Gulliver พบเจอบิดาของ Prince Munodi ฉายฟุตเทจเก่าๆตอนอาณาจักรนี้ยังรุ่งเรือง) ส่วนฉากที่ Gulliver ขึ้น-ลงเกาะลอยฟ้า ก็เลือกเวลายามค่ำคืนมืดมิด และตอนกลางวันแดดจร้า มองอะไรแทบไม่เห็น

ตอนแรกผมครุ่นคิดว่าน้ำอาจเป็นสิ่งหายากในอาณาจักรแห่งนี้ การปรากฎขึ้นของบ่อน้ำพุร้อน จึงเกิดการแก่งแย่ง ตะลุมบอนกันพลันวัน (คล้ายๆการแก่งแย่งบัตรอาหาร (Food Rationing) ที่ขาดแคลนในช่วงสงครามโลก) แต่ทว่าฉากถัดมาพบเห็นผู้คนนั่งปิกนิก ถ่ายติดทะเลสาปด้านหลัง มันก็ไม่ได้ขาดแคลนน้ำนี่หว่า? แล้วจะแก่งแย่งกันไปทำไม? ฤาว่าน้ำศักดิ์สิทธิ์? หรือไร? ราวกับว่ามันคือสิ่งที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์สร้างขึ้นเพื่อล่อหลอกประชาชนว่ามีความสลักสำคัญ แต่แท้จริงแล้วมันอาจไม่ได้คุณค่าความหมายอะไรทั้งนั้น

ซีเควนซ์นี้ตั้งชื่อว่า Guardians of the Wells การมาถึงของเจ้าหน้าที่รัฐ เพียงถือปืนกระบอกเดียวก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อยู่หมัด! แต่ไม่ใช่สำหรับ Gulliver พอพบเห็นหญิงสาวหน้าตาละม้ายคล้าย Markéta ก็เร่งรีบออกเดินติดตาม โดยไม่สนห่าเหว หวาดกลัวเกรงผู้ใด เพียงดำเนินตามเสียงเพรียกหัวใจ

ระหว่างออกติดตามหญิงสาวหน้าตาละม้ายคล้าย Markéta พบเจอกับคนบ้าประจำหมู่บ้าน (ซึ่งก็ดูไม่ได้บ้าสักเท่าไหร่?) พยายามบอกว่าอาณาจักร Balnibarbi มีจุดสิ้นสุดบนเนินเขา หลังจากนั้นไม่อะไร แต่ทว่า Gulliver กลับบอกว่ามีผืนป่า และบ้านคน นี่สามารถเรียกว่า “กบในกะลา” มันเหมือนว่าชาว Balnibarbian ครุ่นคิดว่าโลกใบนี้มีเพียงอาณาจักร Balnibarbi ไม่เคยสนใจจะเรียนรู้จักโลกภายนอก … เหมารวมถึงชาว Czechoslovakia ได้ด้วยกระมัง!

ตอนที่ชายคนนี้บอกว่าตนเองคือบิดาของ Prince Munodi ทำให้ผมครุ่นคิดว่าเขาคือ King of Lupta แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เป็นแค่เพียง Lord Munodi เจ้าของโรงภาพยนตร์/คณะละคอนสัตว์ (ชื่อตอน Munodi’s Circus) เดี๋ยวผมจะอธิบายอีกเกี่ยวกับ King & Prince ที่เป็นเพียงตำแหน่งบังหน้า หาใช่สถานะแท้จริง

Lord Munodi คือตัวแทนขุนนาง ชนชั้นสูงรุ่นก่อนที่น่าจะถูก (รัฐบาลคอมมิวนิสต์) ปลดจากอำนาจ ทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง (อาศัยอยู่สุดขอบอาณาจักร) เพียงความทรงจำของประเทศ จึงเปิดฟุตเทจข่าวเก่า (Newsreel) ให้กับ Gulliver รับชมอดีตอันรุ่งเรือง เมื่อครั้งหนึ่ง King of Laputa เคยพบเจอปธน. Charles de Gaulle และนักบินอวกาศคนแรกของโลก Yuri Gagarin

ปล. คนช่างสังเกตก็น่าจะพอดูออกมาฉากพบเจอปธน. Charles de Gaulle มีการใช้เครื่องฉาย Rear Projection ทำออกมาได้แนบเนียนมากๆ

ด้วยความรู้สึกผิดที่เปิดโปงบุคคลเคยให้ความช่วยเหลือตนเอง (กระทำความผิดข้อหาอะไรก็ไม่รู้) Gulliver จึงสารภาพว่าตนเองคือ Oskar ไม่ใช่เพราะเขาคือ Oskar แต่ต้องการแสดงความจริงใจ ให้ความช่วยเหลือพวกพ้อง ถึงอย่างนั้นอาณาจักรแห่งนี้เหมือนมีกฎว่าถ้าใครเอ่ยปากรับสารภาพ จะถือว่านั่นคือความจริง และได้รับตัดสินโทษประหารชีวิต

ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหตุการณ์นี้สักเท่าไหร่ แต่เคยเห็นหนังการเมืองอย่าง (ที่นึกออก) Witchhammer (1970) ทางการจับกุมผู้บริสุทธิ์ บีบบังคับให้รับสารภาพในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ก่อ ถูกทัณฑ์ทรมานจนจำยินยอมรับสารภาพ ซักทอดบุคคลอื่น แล้วก็ตัดสินโทษประหารชีวิต

แทนที่ศาลจะตั้งคำถามว่า Gulliver กระทำความผิดอะไร? ลูกขุน (ที่ประกอบด้วยหญิงสูงวัย ชายธรรมดา และเด็กชายยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม) กลับตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงรับสารภาพว่าตนเองคือ Oskar? นี่เป็นการตบหน้ากระบวนการยุติธรรม เลือกบุคคลไม่ได้มีความเหมาะสม ตั้งข้อหาไม่ได้เกี่ยวกับความผิด เหมือนแค่เพียงทำส่งๆไปตามกฎหมาย ไม่ได้สนใจความเป็นตายร้ายดีของประชาชน

นี่กระมังคือซีเควนซ์สอดคล้องกับชื่อหนัง Rookie Hangman เพชฌฆาตไม่เคยประหารชีวิตใคร เลยประดิษฐ์อุปกรณ์(สำหรับประหารชีวิต)ที่หาได้มีความจำเป็นแม้แต่น้อย (ลักษณะละม้ายคล้าย A Hand-CRANKED Machine ก่อนหน้านี้) แถมจัดงาน(ประหารชีวิต)ใหญ่โตราวกับเทศกาล/งานวัด เต็มไปด้วยความสนุกสนานครื้นเครง ชีวิต-ความตายกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน

ผมครุ่นคิดอยู่นานว่า Gulliver จะเดินทางขึ้นเกาะลอยฟ้า Laputa ยังไง? ขึ้นบอลลูน? เครื่องบิน? แต่หนังนำเสนอสิ่งที่ใครจะไปคาดถึง คือเดินขึ้นหอคอย เอิ่มมมมม

ปล. ผมเพิ่งตระหนักว่าที่เห็นยามค่ำคืน จริงๆแล้วไม่ใช่ตอนกลางคืน แต่เพราะเกาะลอยฟ้า Laputa ล่องลอยมาอยู่เบื้องบนอาณาจักร Balnibarbi ทำให้แสงอาทิตย์สาดส่องมาไม่ถึง และเมื่อ Gulliver ตะเกียกตะกายถึงเบื้อง ท้องฟ้าก็ส่องสว่างไสว (เพราะไม่มีอะไรมาบดบังแสงอาทิตย์)

ในที่สุดก็มาถึงเกาะลอยฟ้า Laputa แต่มันจะมีแค่ช็อตแรกๆถ่ายมุมเงยที่สร้างความรู้สึกเหมือนสถานที่แห่งนี้อยู่เบื้องบน(ท้องฟ้า) แต่หลังจากก้าวเดินไปยังสถานที่ต่างๆ กลับไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากเมืองทั่วๆไป และแทนที่จะมีความหรูหราในสถานะเมืองหลวง(เหนือหัว)ของอาณาจักร Balnibarbi กลับมีสภาพทิ้งร้าง ชำรุดทรุดโทรม ปรักหักพัง ผู้คน(และสุนัข)ต่างไม่เป็นมิตร แถมพยายามขับไล่ Gulliver มาทางไหนกลับไปทางนั้น

Gulliver ได้รับการเชื้อเชิญมายังพระราชวังสุดหรูหรา เพื่อร่วมรับประทานอาหารกับบรรดาคณะรัฐมนตรี แต่งตัวสมวิทยฐานะ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการสร้างภาพ(ลวงตา) ไม่ทันไรเดินผ่านห้องรกๆ ถูกทอดทิ้งร้าง กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงกระต่าย หรือในห้องน้ำ เปิดก็อกมีแต่โคลนเลน

แซว: บนเกาะลอยฟ้า น้ำประปาหายากกระมัง นั่นคงคือสาเหตุให้มีกฎหมายจำกัดการใช้น้ำเบื้องล่าง ประชาชนเลยแก่งแย่งตักน้ำอย่างเมามันส์

สิ่งน่าตกใจที่สุดก็คือการสูญหายตัวไปของ King Matouš (Matthew) ไม่ได้อาศัยอยู่บนเกาะลอยฟ้ามานานหลายปี หลบหนีไปทำงานพนักงานยกกระเป๋าโรงแรมที่ Monte Carlo … นี่คงเป็นการแดกดันผู้นำรัฐบาลคอมมิวนิสต์ Czechoslovakia วันๆไม่เคยเห็นทำการทำงาน เอาแต่สร้างภาพ เล่นละคอนตบตา หรืออาจตีความถึงการเป็นหุ่นเชิดนั่งบนบัลลังก์ มีใครบางคนชักใยบงการอยู่เบื้องหลัง

ชายคนที่ยืนข้างคือรัฐมนตรีอะไรสักอย่าง วันๆไม่ทำอะไรนอกจากเลี้ยงกระต่าย (=ประชาชนไม่รู้ประสีประสา) ดูแล้วน่าจะคือบุคคลอยู่เบื้องหลัง คอยชักใยโน่นนี่นั่น ใครก็ได้นั่งบนบัลลังก์ (จึงเรียก Gulliver มาทดลองนั่ง) แต่ไม่เคยมีความครุ่นคิดจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไร ปล่อยให้สายลมพัดพาทิศทางของประเทศ

ผมครุ่นคิดว่าผกก. Juráček ทำการเปรียบเปรยชายคนนี้คือตัวแทนสหภาพโซเวียต ที่อาจถือว่าคือผู้หนุนหลัง/ชักใยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ Czechoslovakia แต่ก็ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ปล่อยให้ประชาชนตกทุกข์ยากลำบาก สนเพียงรักษาสถานะตนเอง เมื่อเกิดปัญหาก็ค่อยแก้ไขเอาดาบหน้า

ภาพแรกของ Prince Munodi ยืนอยู่ท่ามกลางชั้นวางขวดเหล้า (ก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงเรียกน้องสาว Princess Niké และ Gulliver เข้ามาในห้องพัก) นี่ชัดเจนว่าสื่อถึงความมอมเมาในอำนาจ วันๆไม่ทำอะไรนอกจากดื่มด่ำ ฟังเพลง เล่นสนุกเกอร์ แต่งชุดราวกับเพลย์บอย หาได้สนใจการบ้านการเมือง ตำแหน่งเจ้าชายเป็นเพียงยศศักดิ์ หุ่นเชิกชัก ฉันไม่ใช่กษัตริย์ ไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศชาติ

เธอทั้งสองถ้าไม่เดินสวนกันผมคงครุ่นคิดว่าคือบุคคลเดียว/นักแสดงคนเดียวกัน ใบหน้ามีความละม้ายคล้ายคนรักเก่า Markéta แต่สีผม เครื่องแต่งกาย มีความแตกต่างตรงกันข้าม!

  • ขณะที่เธอผมบลอนด์ สวมชุดสีอ่อนๆ ในมุมมองของ Gulliver มีความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา แสดงความรักความเอ็นดู ตัวแทนของความฝัน รักที่สูญสลาย (Lost Love) มิอาจครอบครอง แต่ยังคงติดตามมาหลอกหลอน เลยพบเจอเธอหน้าเหมือนอยู่หลายครั้ง
    • ในหนังมีบุคคลหน้าเหมือน Markéta ปรากฎขึ้นหลายครั้ง (รับบทโดยนักแสดงคนเดียวกัน Klára Jerneková) ซึ่งก็มีทั้งคนหน้าเหมือน ความทรงจำหลอกหลอน เธอพบเจอตอนที่เจ็ด Munodi’s Circus ก็คนละคนกับ Princess Niké จนผมขี้เกียจนับว่ามีทั้งหมดกี่ครั้ง
  • ตรงกันข้ามกับเธอผมดำ Dominika (รับบทโดย Milena Zahrynowská) สวมชุดสีเข้มๆ นางมารยั่วสวาท ก็ไม่รู้โสเภณีหรือใคร? เช้าตื่นนอนเมื่อไหร่มักพบเจออยู่เคียงข้างในสภาพเปลือยเปล่า ตัวแทนโลกความจริง บุคคลจับต้องได้ เติมเต็มตัณหา กามารมณ์ ทำให้วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

นี่ไงที่มาที่ไปของกระต่ายป่าที่ถูก Gulliver ขับรถพุ่งชนเสียชีวิต เจ้าของคือ Prince Munodi ถูกบิดา Lord Munodi ซึ่งเป็นเจ้าของคณะละคอนสัตว์ เสี้ยมสอนให้ฝึกฝนจนเป็นงานอดิเรก … นี่เป็นเปรียบเทียบคณะรัฐบาลคอมมิวนิสต์ Czechoslovakia ไม่ต่างจากคณะละคอนสัตว์ ทำการฝึกฝนกระต่ายหรือก็คือประชาชน ให้ปฏิบัติตามคำสั่งโน่นนี่นั่น ทำการแสดงให้ชาวโลกได้รับชม

Gulliver เดินทางกลับลงจากเกาะลอยฟ้า เดินลัดเลาะเลียบทางรถไฟที่ถูกทิ้งร้าง พอมาถึงสร้างความตกตะลึงให้กับชาว Balnibarbian เพราะไม่เคยมีใครหวนกลับลงมาจาก Laputa กอปรกับตรงกับวันจันทร์ ทุกคนต่างปิดปากเงียบงัน เพียงสีหน้าตกตะลึง หยุดการหยุดงาน แอบเดินติดตามเบื้องหลัง

แต่ไม่ใช่แค่ชาวเมืองตกตะลึงงัน Gulliver ก็คาดไม่ถึงว่าจะพบเจอนักกวีที่ไม่ใช่ว่าถูกประหารชีวิตไปแล้วหรอกฤา? รวมถึงคนรู้จัก เคยให้ความช่วยเหลือ มาคราวนี้ปฏิเสธร่วมสังฆกรรม? นี่มันบ้าบอคอแตกอะไร หรือทั้งหมดเป็นเพียงการโกหกหลอกลวง ภาพลวงตา?

ทั้งๆที่นายกเทศมนตรีเดินทางไปส่ง Gulliver ขึ้นสู่เกาะลอยฟ้าด้วยตนเอง แต่พออีกฝ่ายหวนกลับมา แสดงความคิดไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายไปถึง Laputa นั่นรวมถึงสารพัดคำแนะนำ ความจริงที่นำกลับลงมาเปิดเผย ล้วนถูกมองว่าเป็นการโกหกหลอกลวง แถมยังพยายามกระทำร้าย เข่นฆ่าให้ตกตาย … จากสำนวนความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย กลับกลายเป็นพูดความจริงแล้วจะถูกฆ่าตาย!

จากความปรารถนาดีแต่กลับได้รับการตอบแทนอย่างเลวร้าย จึงทำให้ Gulliver ตัดสินใจออกเดินทางไปจากอาณาจักรแห่งนี้ พบเจอคนบ้าประจำหมู่บ้าน กระโดดขึ้นเกวียนลาก หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น … ทีแรกผมก็ครุ่นคิดเช่นนั้นนะ แต่พอเอาภาพแรกมาเปรียบเทียบกลับพบว่าคือคนละสถานที่ ถนนราดยางกลายมาเป็นลูกรัง (รวมถึงรถยนต์มาเป็นรถลาก) นั่นสื่อถึงความเจริญถดถอยหลัง Czechoslovakia กำลังดำเนินสู่ทางทิศทางต้องห้ามผ่าน!

ตัดต่อโดย Miroslav Hájek (1919-93) เกิดที่ Prague, Czechoslovakia ร่ำเรียนการถ่ายภาพจาก Academy of Performing Arts in Prague (AMU) จบออกมาทำงานเทคนิคในห้องแลป ก่อนกลายมาเป็นนักตัดต่อภาพยนตร์ระดับตำนาน ผลงานเด่นๆ อาทิ The Devil’s Trap (1962), Diamonds of the Night (1964), Pearls of the Deep (1965), Loves of a Blonde (1965), Daisies (1996), A Report on the Party and Guests (1966), Marketa Lazarová (1967), The Fireman’s Ball (1967), The Valley of the Bees (1968), All My Good Countrymen (1969) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านการผจญภัยของ Lemuel Gulliver ตั้งแต่หักเลี้ยวรถชนกระต่ายป่า ออกเดินมาจนถึงอาณาจักร Balnibarbi ที่เต็มไปด้วยกฎแปลกๆ ถูกจับกุม หลบหนี พิจารณาคดีความ รอรับโทษประหาร ก่อนได้รับอนุญาตขึ้นสู่เกาะลอยฟ้า Laputa แล้วกลับลงมา และหวนสู่จุดเริ่มต้น

เรื่องราวของหนังมีการแบ่งโครงสร้างออกเป็น 12 ตอน ทำออกมาคล้ายๆหนังสือภาพวาด (Picaresque Novel) ประกอบด้วย

  1. The Road There (Cesta tam)
    • Gulliver หักเลี้ยวรถชนกระต่ายป่า ลักขโมยนาฬิกาแกะสลักชื่อ Oskar
  2. The Balnibarbian Trap (Balnibarbská past)
    • เดินมาจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ราวกับเขาวงกต เห็นภาพความทรงจำจากอดีต
    • แล้วจู่ๆก็มาถึงยัง Balnibarbi ที่วันนี้ทุกคนต่างปิดปากเงียบสนิท ไม่พูดคุยสนทนาวันจันทร์
  3. Academy of Inventors (Akademie vynálezců)
    • Gulliver ทำผิดกฎดังกล่าว เลยถูกพาตัวมายังสถาบัน Academy of Inventors เข้าห้องเรียน อาจารย์ให้เด็กๆพิจารณาความผิด
    • หลังสะสางความเข้าใจผิดว่าตนเองไม่ใช่ Oskar เข้าร่วมงานเต้นรำ แต่เขาก็ยังทำผิดกฎโดยไม่รับรู้ตัวว่าผิดอะไร?
    • เช้าตื่นขึ้นบนเตียงหญิงสาว จากนั้นหาหนทางหลบหนีทางหน้าต่างได้สำเร็จ
  4. A Hand-CRANKED Machine (Stroj na ruční pohon)
    • Gulliver ออกเดินทางไปรอบเมือง Balnibarbi
    • พบเจอนักวิทยาศาสตร์แนะนำผลงานประดิษฐ์เครื่องจักรไร้สาระอะไรสักอย่าง
  5. The Governor (Guvernér)
    • Gulliver เดินทางมาพบเจอผู้ว่าการเมือง Balnibarbi
  6. Guardians of the Wells (Ochránci studánek)
    • Gulliver เดินทางไปร่วมงานเทศกาลอะไรสักอย่างในป่า ที่มีการแก่งแย่งกันดื่มน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์?
  7. Munodi’s Circus (Cirkus Munodi)
    • Gulliver ออกติดตามหญิงสาวหน้าตาเหมือน Markéta
    • ก่อนมาพบเจอคนบ้าประจำหมู่บ้าน แล้วพาไปยังสุดขอบหมู่บ้าน
    • พบเจอกับ Lord Munodi บิดาของ Prince Munodi รับชมฟุตเทจข่าวเก่าๆ
  8. Balnibarbian Darkness (Balnibarbská tma)
    • เช้าตื่นขึ้นบนเตียงหญิงสาว (คนเดียวกับตอนสาม) พยายามหาหนทางหลบหนี แต่คราวนี้โดนจับกุม คุมขัง
    • Gulliver ชี้ตัวคนรู้จัก นำไปสู่ความเข้าใจผิด เขาเลยป่าวประกาศว่าตนเองคือ Oskar
  9. A Ceremonial Execution (Slavnostní poprava)
    • จำลองการตัดสินโทษประหารชีวิต จัดขึ้นราวกับงานวัด/เทศกาลประจำปี
    • โชคดีว่า Gulliver ได้รับคำเชิญจาก Laputa จึงสามารถเอาตัวรอดจากการถูกประหาร
  10. The Floating Island (Létající ostrov)
    • Gulliver ขึ้นบันไดมาถึง Laputa พบเห็นสภาพเมืองเก่าแก่ ชำรุดทรุดโทรม ไม่ได้หรูหราอย่างวาดฝันไว้
    • ได้รับการต้อนรับจากขุนนาง ชนชั้นสูง พูดคุยกับเจ้าหญิงที่หน้าตาละม้ายคล้าย Markéta
  11. Balnibarbian Silence (Balnibarbské mlčení)
    • พบเจอ Prince Munodi เรียนรู้เบื้องหลังความจริงเกี่ยวกับกษัตริย์ King of Laputa ไม่ได้ยี่หร่าอะไรบุคคลเบื้องล่าง
    • Gulliver เดินทางกลับลงมาเบื้องล่าง พยายามพูดบอกความจริง แต่กลับไม่มีใครอยากรับฟัง
  12. The Road Somewhere Else (Cesta někam jinam)
    • Gulliver ได้รับความช่วยเหลือจากคนบ้าประจำหมู่บ้าน จนสามารถหลบหนีออกจาก Balnibarbi และหวนกลับสู่เส้นทางเก่า

ลีลาการตัดต่อต้องชมเลยว่ามีความรวดเร็ว กระชับ ฉับไว ไร้ไขมันส่วนเกิน เปรียบดั่งคำนิยามที่ผมกล่าวไว้ เหมือนกระต่ายป่ากระโดดไปกระโดดมา มันอาจดูไม่ลื่นไหล แต่กลับมีความต่อเนื่องอย่างน่าอัศจรรย์ใจ โดยเฉพาะซีเควนซ์ความฝัน Gulliver ก้าวเดินจากสถานที่หนึ่ง พอตัดเปลี่ยนมุมกล้องกลับไปโผล่ยังอีกสถานที่หนึ่ง แล้วก็ยังอีกสถานที่หนึ่ง … นักวิจารณ์หลายคนเปรียบเทียบถึง Franz Kafka ก็คงด้วยเหตุผลประมาณนี้แหละ!


เพลงประกอบโดย Luboš Fišer (1935-99) คีตกวีสัญชาติ Czech เกิดที่กรุง Prague โตขึ้นเข้าเรียนการแต่งเพลงยัง Prague Conservatory เป็นลูกศิษย์ของ Emil Hlobil ต่อด้วย Academy of Performing Arts in Prague (AMU) มีผลงานออร์เคสตรา คอนแชร์โต โซนาตา เพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ Case for a Rookie Hangman (1960), Valerie and Her Week of Wonders (1970), Morgiana (1972), The Mysterious Castle in the Carpathians (1981) ฯ

งานเพลงของหนังมีความหลากหลาย ผันแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามเรื่องราวและอารมณ์ บางครั้งสนุกสนานครื้นเครง (บทเพลงตามเทศกาล/งานวัด) บางครั้งฟังดูลึกลับ หลอกหลอน ไม่ก็เศร้าๆเหงาๆ เคว้งคว้างว่างเปล่า ฯ แต่ผมให้ข้อสังเกตบทเพลงส่วนใหญ่ค่อนข้างเก่าๆ ย้อนยุค (กลิ่นอายบทเพลงจากทศวรรษ 1920s-30s) คงเพื่อสื่อถึงความล้าหลังห่างไกลของดินแดนแห่งนี้กระมัง

ผมมีภาพจำ Gulliver’s Travels คือมนุษย์ตัวใหญ่ยักษ์ในโลกของคนตัวเล็กจิ๋ว แต่คงด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินทุน ผกก. Juráček เลยหลีกเลี่ยงไม่นำเสนอภาคแรก I: A Voyage to Lilliput ข้ามมาดัดแปลงบางส่วนของภาคสาม III: A Voyage to Laputa, Balnibarbi, Luggnagg, Glubbdubdrib and Japan เลือกเอาแค่อาณาจักร Balnibarbi และเกาะลอยฟ้า Laputa สำหรับเสียดสีล้อเลียน วิพากย์วิจารณ์รัฐบาลคอมมิวนิสต์

ในขณะที่ Balnibarbi คือดินแดนเบื้องล่าง ผู้คนดำเนินชีวิตอย่างทุกข์ยากลำบาก เต็มไปด้วยความเชื่อแปลกๆ สิ่งประดิษฐ์ประหลาดๆ นายกเทศมนตรีบีบบังคับใช้กฎหมายด้วยความเคร่งครัด! ขณะที่เกาะลอยฟ้า Laputa สถานที่สำหรับราชวงศ์ ชนชั้นสูง ใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบาย ในสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมทราม ไม่เคยยี่หร่าประชาชนเบื้องล่าง … เห็นการเปรียบเทียบโดยใช้ภูมิศาสตร์ไหมเอ่ย? ชนชั้นผู้นำ/รัฐบาลคอมมิวนิสต์อาศัยอยู่บนเกาะลอยฟ้า Laputa, ขณะที่ประชาชนชาว Czechoslovak ต่อสู้ดิ้นรนอยู่เบื้องล่าง Balnibarbi

บรรดาความเชื่อแปลกๆ สิ่งประดิษฐ์ประหลาดๆ อาจคือสิ่งที่ทำให้หนังดูไร้สาระ บ้าบอคอแตก (Absurdist) แต่มันคือการเสียดสีล้อเลียนพฤติกรรมของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ชอบสรรหาข้ออ้างอะไรก็ไม่รู้ ออกกฎหมายที่ไม่จำเป็น เพื่อสร้างความถูกต้องชอบธรรมให้กับตนเอง จนประชาชนเกิดความหลงผิดเป็นชอบ กงจักรเป็นดอกบัว สร้างความพิศวงงงงวยให้ชาวต่างชาติ/บุคคลนอก ฉันไม่ได้ทำผิดอะไร แล้วผิดอะไร? ช่วงท้ายของหนังพยายามพูดบอกความจริง แต่กลับไม่มีใครเชื่อ ถูกมองว่าเป็นบุคคลอันตราย ต้องรีบเผ่นหนี ใครกันจะอยากอาศัยอยู่ประเทศแห่งนี้!

ชื่อหนัง Case for a Rookie Hangman (1970) ก็ฟังดูแปลกๆ เพชฌฆาตควรต้องเป็นผู้ประสบการณ์ในการประหารชีวิต เพื่อไม่ให้นักโทษต้องทุกข์ทรมานกับวินาทีแห่งความตาย แต่เดี๋ยวนะ? เรื่องราวของหนังคือการผจญภัยของ Gulliver มันเกี่ยวอะไรกับเพชฌฆาต? หรือว่าต้องการเปรียบเทียบ Gulliver = เพชฌฆาต? คำตอบคือไม่เกี่ยวอะไรเลย แต่มันจะมีฉากหนึ่งที่เขาเกือบถูกประหารชีวิต เพราะความเข้าใจผิดอย่างงงๆ

  • ในตอนแรกทางการครุ่นคิดว่า Gulliver คือกระต่ายป่า Oskar (เพราะนาฬิกาพกแกะสลักชื่อ) เขาพยายามอธิบายว่าตนเองคือมนุษย์ ไม่ใช่กระต่าย โชคยังดีสามารถเอาตัวรอดมาได้
  • รอบหลังจู่ๆ Gulliver ป่าวประกาศว่าตนเองคือ Oskar เพราะครุ่นคิดว่าเมื่อรับสารภาพจะทำให้ทางการพึงพอใจและยินยอมปล่อยตนเอง แต่เขาไม่รับรู้ว่าการทำเช่นนั้นจักทำให้ได้รับโทษประหารชีวิต

ความงงๆดังกล่าวแสดงให้ถึงความสมัครเล่น ไม่เป็นมืออาชีพของทางการ รวมถึงเพชฌฆาตซึ่งก็ไม่เคยประหารชีวิตใคร เลยประดิษฐ์อุปกรณ์(สำหรับประหารชีวิต)ที่หาได้มีความจำเป็นแม้แต่น้อย แถมจัดงาน(ประหารชีวิต)ใหญ่โตราวกับเทศกาล/งานวัด เต็มไปด้วยความสนุกสนานครื้นเครง

แล้วมันกลายมาเป็นชื่อหนังยังไง? กรณีของเพชฌฆาตสมัครเล่น คงสะท้อนถึงความไร้ประสบการณ์ทำงานของทางการ Balnibarbi เต็มไปด้วยความแปลกๆ สิ่งประดิษฐ์ประหลาด ที่ไร้ความจำเป็น ฯ หรือก็คือผกก. Juráček วิพากย์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลคอมมิวนิสต์นั่นเอง!

เมื่อตอนโปรเจคได้รับการอนุมัติ สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังอยู่ในช่วงระหว่าง 1968 Prague Spring เมื่อผู้นำคนให่ Alexander Dubček มีมาตรการผ่อนปรน ให้อิสระประชาชนในการพูด-แสดงออกอย่างเสรี ผกก. Juráček เลยถือโอกาสวิพากย์วิจารณ์การทำงานรัฐบาลคอมมิวนิสต์แบบจัดเต็ม! แต่การมาถึงของสหภาพโซเวียตและพันธมิตร Warsaw Pact นำสู่จุดสิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิ นำพาประเทศ Czechoslovakia ก้าวสู่ฤดูหนาวอันยาวนาน กองเซนเซอร์ชุดใหม่ไล่คิดบัญชี สั่งแบนหนังนับสิบๆเรื่อง Case for a Rookie Hangman เลยมิอาจรอดพ้นโชคชะตา และผกก. Juráček หมดโอกาสในวงการภาพยนตร์

หลังถูกไล่ออกจาก Barrandov Film Studio ปฏิเสธกล่าวขอโทษรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ร่วมลงนามใน Charter 77 (เอกสารที่ทำการวิพากย์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลคอมมิวนิสต์) ถูกกดดันอย่างหนักจนต้องลี้ภัยสู่ West Germany พยายามมองหาโอกาส แต่ความแตกต่างทางภาษา วัฒนธรรม เลยได้เพียงเขียนบทซีรีย์โทรทัศน์ แล้วเสียชีวิตโรคมะเร็งเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1989 หกเดือนก่อนการมาถึงของ 1989 Velvet Revolution ไม่ได้พบเห็นการล่มสลายของสหภาพโซเวียต


หนังฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาล Karlovy Vary International Film (ของประเทศ Czechoslovakia เองนะแหละ) แล้วมีฉายจำกัดโรงอยู่ไม่นาน มีรายงานผู้ชมประมาณ 28,000+ คน ก่อนถูกทางการสั่งถอดถอน แบนห้ามฉาย เก็บเข้ากรุจนกระทั่ง 1989 Velvet Revolution ถึงมีโอกาสออกฉายวงกว้างอีกครั้ง

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K โดย Národní filmový archiv (Czech National Film Archive) เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2019 สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Second Run

ผมเพิ่งมาตระหนักว่า Gulliver’s Travels คือวรรณกรรมแนวเสียดสีล้อเลียน วิจารณ์สังคม/การเมือง ก็จากการรับชมหนังเรื่องนี้ (ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าคือวรรณกรรมเยาวชนเสียด้วยซ้ำ!) หลายสิ่งอย่างดูคุ้นเคย แต่แอบคาดไม่ถึงว่าจะเคลือบแฝงนัยยะ(การเมือง)ได้อย่างแสบกระสันต์

สิ่งน่าอึ่งทึ่งที่สุดของหนังคือลีลาการนำเสนออันน่าตื่นตาตื่นใจ ต้องชมในวิสัยทัศน์ของผกก. Juráček เห็นแววอัจฉริยะ น่าจะอนาคตไกล แต่กลับประสบโชคชะตาเดียวกับผกก. Jan Němec (Diamonds of the Night)

จัดเรต 15+ กับความบ้าบอคอแตก (Absurdity)

คำโปรย | Case for a Rookie Hangman นำเอาวรรณกรรม Gulliver’s Travels มาปู้ยี้ปู้ยำ เสียดสีล้อเลียนการเมือง Czechoslovakia ได้อย่างบ้าบอคอแตก!
คุณภาพ | ร์พี


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)