
All About My Mother (1999)
: Pedro Almodóvar ♥♥♥♥♡
(1/6/2025) ผู้กำกับ Pedro Almodóvar สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้อุทิศให้แม่ของตนเอง ขณะนั้นล้มป่วยหนัก เหลือเวลาชีวิตอีกไม่กี่เดือน เพื่อปลุกตื่นจิตวิญญาณความเป็นมารดา (Motherhood) ไม่ว่าคุณจะมีเพศสภาพอะไรก็ตาม, คว้ารางวัล Oscar: Best Foreign Language Film
ครั้งก่อนรับชมหนังเรื่องนี้ ผมเต็มไปด้วยอึดอัด กระอักกระอ่วน บอกไม่ถูกว่าควรจะรู้สึกเช่นไร กะเทยมีหน้าอกทำผู้หญิงตั้งครรภ์ แถมเชื้อโรค HIV นี่มันบ้าบอคอแตกอะไร? อิสรภาพทางเพศแลกมากับความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ มุมมืดของสังคมสมัยใหม่ มันใช่เรื่องที่สมควรนำมาตีแผ่สู่สาธารณะตรงไหน? แถมคว้ารางวัล Oscar เสียด้วยนะ!
แต่เมื่อไหร่ที่คุณสามารถก้าวข้ามอคติทางเพศเหล่านั้น จักค้นพบว่าหนังคือโศกนาฎกรรมแห่งรัก เต็มไปด้วยเรื่องราวการสูญเสีย หรือก็คือมารดาของผกก. Almodóvar เหลือเวลาชีวิตอีกไม่กี่เดือน (หนังเข้าฉายในสเปนเดือนเมษายน, มารดาเสียชีวิตเดือนกันยายน ค.ศ. 1999) หวนกลับมารับชมคราวนี้ ผมแทบมิอาจกลั้นหลั่งธารน้ำตา
To Bette Davis, Gena Rowlands, Romy Schneider… To all actresses who have played actresses. To all women who act. To men who act and become women. To all the people who want to be mothers. To my mother.
คำอุทิศช่วงท้ายของหนังมันอาจดูมากมาย เว่อวังอลังการ (โดยปกตินิยมกันแค่ชื่อสองชื่อก็มากพอแล้ว) แต่ความตั้งใจจริงๆคือสองประโยคสุดท้าย “To all the people who want to be mothers.” และ “To my mother.” นอกจากแม่แท้ๆของผกก. Almodóvar ยังทำการอุทิศให้บุคคลที่อยากเป็นมารดา มันช่างมีความหมายอันลึกล้ำยิ่งนัก!
เกร็ด: โปสเตอร์หนังออกแบบโดย Oscar Mariné สำหรับเป็นตัวแทนหญิงสาวที่มีความงดงาม (beauty) เรียบง่าย (simplicity) และสำแดงความเป็นเพศหญิง (femininity) แต่ผมขอให้คำนิยามภาพวาดนี้ว่า “Mona Lisa ในสไตล์ Picasso”
Cinema became my real education, much more than the one I received from the priest.
Pedro Almodóvar
สำหรับ Todo sobre mi madre แปลว่า All About My Mother นำแรงบันดาลใจจากตอนสรรค์สร้าง The Flower of My Secret (1995) มีฉากที่สองนักศึกษาแพทย์พยายามพูดโน้มน้าวญาติผู้เสียชีวิตให้ทำการบริจาคอวัยวะ (Organ transplantation) แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงฉากการแสดงสำหรับโปรเจคภาพยนตร์ (หนังซ้อนหนัง)
ความตั้งใจของผกก. Almodóvar ต้องการสร้างหนังเกี่ยวกับบุคคลที่ชอบทำการเสแสร้ง เล่นละคอนตบตา ทั้งๆตนเองไม่ใช่นักแสดง แต่กลับเลียนแบบว่าฉันคือมารดา
Initially, I wanted to make a film about something that fascinates me a lot: people who act in life but are not professional actors. I’m talking about roles like the one Manuela plays, pretending to be a mother… There are so many curious and amusing professions where you have to act, and I wanted to make a film about an actress, about a woman who pretends, who improvises.
แต่ตอนเริ่มพัฒนาบทหนัง มารดาของผกก. Almodóvar ล้มป่วยอิดๆออดๆ รับรู้ตัวเองว่าหลงเหลือเวลาชีวิตอีกไม่นาน พยายามพูดบอกบุตรชายว่าหลังจากฉันตายไปให้ทำอย่างโน่นนี่นั่น ทิศทางของ All About My Mother (1999) จึงปรับเปลี่ยนไปพอสมควร … แต่นี่ไม่ใช่หนังแนวชีวประวัตินะครับ
I wasn’t trying to create a portrait of my mother. I’ve done that before in The Flower of My Secret (1995) with Chus Lampreave, and it’s the nearest I’m going to get to depicting my mother in film. But some scenes and parts of the character do obviously come from her. She never watched my films, she knew she wasn’t going to like them, so we could never talk about my films, but she was very happy with my success. And the moment she gives instructions on how she must be shrouded in her coffin is absolutely real. I always cry at the line when she says that where she is going she wants to travel light and asks her son to take her shoes off, something that is completely against tradition and burial rituals in La Mancha.
นอกจากเรื่องราวที่รำพันถึงความตาย All About My Mother (1999) ยังทำการผสมผสาน อ้างอิงหลายๆภาพยนตร์โปรดปรานของผกก. Almodóvar อาทิ All About Eve (1950), Opening Night (1977), บทละคอน A Streetcar Named Desire, หนังสือ Music for Chameleons (1980) ฯ รวมถึงรูปแบบละครเวทีแบบด้นสด (Improvisational Theatre) ผสมผสานคลุกเคล้าตามสไตล์ Almodóvarian
เรื่องราวของแม่เลี้ยงเดี่ยว Manuela Echevarria (รับบทโดย Cecilia Roth) ทำงานพยาบาลดูแลการปลูกถ่ายอวัยวะ (Organ transplants) ณ โรงพยาบาล Ramón y Cajal ในกรุง Madrid อาศัยอยู่กับบุตรชาย Esteban แต่วันเกิดอายุ 17 ปี หลังรับชมการแสดงละคอนเวที A Streetcar Named Desire เขาต้องการขอลายเซ็นต์นักแสดงนำ Huma Rojo (รับบทโดย Marisa Paredes) กลับประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต … Manuela กลายเป็นบุคคลที่ต้องเซ็นยินยอมบริจาคอวัยวะแทนบุตรชาย
ด้วยความเศร้าโศกเสียใจอย่างรุนแรง Manuela ตัดสินใจลาออกจากงาน เดินทางสู่ Barcelona ติดตามหาอดีตสามีเพื่อบอกข่าวการเสียชีวิตของบุตรชาย แต่ก่อนอื่นพบเจอเพื่อนโสเภณี Agrado (รับบทโดย Antonia San Juan) แนะนำให้รู้จักแม่ชีฝึกหัด Rosa (รับบทโดย Penélope Cruz) ตั้งครรภ์กับสามีของ Manuela แถมตรวจพบโรค HIV บังเกิดความสงสารเห็นใจ ยินยอมให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยไหว
ระหว่างนั้น Manuela ยังมีโอกาสให้ความช่วยเหลือนักแสดง Huma Rojo ติดตามหาแฟนสาวขี้ยา Nina Cruz (รับบทโดย Candela Peña) จับพลัดจับพลูกลายเป็นผู้ช่วย นักแสดงฝึกหัด (Understudy) ครั้งหนึ่งขึ้นทำการแสดงแทน ก่อนเปิดเผยความจริงเมื่อวันนั้น และส่งไม้ต่อให้ Agrado กลายเป็นนักแสดงแทนตนเองและ Nina
Rosa เสียชีวิตหลังจากคลอดบุตรชาย มันช่างพอดิบดีกับการหวนกลับมาของ Lola อดีตสามี Manuela และ Rosa เขาคนนี้คือผู้ชายทำหน้าอก (กะเทย = Transgender) เอาได้หมดทั้งชายหญิง สภาพร่างกายอิดโรยราจากโรค AIDS ขอโอกาสครั้งสุดท้ายอยากพบเจอหน้าลูก
Cecilia Edith Rotenberg Gutkin (เกิดปี ค.ศ. 1956) นักแสดงสัญชาติ Argentine เกิดที่ Buenos Aires ในครอบครัว Ukrainian Jewish บิดาเป็นนักเขียน/นักข่าว แต่งงานกับมารดา Dina Rot นักร้องชาว Argentine, หลังเรียนจบเข้าสู่วงการบันเทิง เริ่มเป็นนักแสดงในประเทศ Argentina จนถึงปี ค.ศ. 1976 (หลังเกิดรัฐประหารภายใต้ผู้นำเผด็จการทหาร) อพยพย้ายสู่ Spain ร่วมงานขาประจำผกก. Pedro Almodóvar ตั้งแต่ Pepi, Luci, Bom (1980), Labyrinth of Passion (1982), What Have I Done to Deserve This? (1984), All About My Mother (1999), Talk to Her (2002) ฯ
รับบท Manuela Echevarria หลังรับรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์กับ Lola (ที่เป็นกะเทย) เลยตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ออกเดินทางสู่ Madrid เพราะไม่ต้องการให้บุตรชายเติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวจนลูกน้อยเติบใหญ่ ก่อนเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต สร้างความเศร้าโศกเสียใจ ก่อนขึ้นรถไฟหวนกลับ Barcelona เพื่อระบายอารมณ์อัดอั้นกับชายคนนั้น
การได้พบเจอแม่ชีฝึกหัด Rosa แล้วรับรู้ว่าเธอตั้งครรภ์กับ Lola (แถมติดเชื้อ HIV) ยิ่งทำให้ Manuela เต็มไปด้วยความโกรธเกลียดเคียดแค้น แต่หลังจากมีโอกาสขึ้นแสดงละคอนเวที A Streetcar Named Desire และตัดสินใจรับเลี้ยงบุตรชาย (Rosa เสียชีวิตหลังคลอด) อคติต่ออดีตคนรักก็ค่อยๆเลือนลาง ยินยอมทำตามคำร้องขอสุดท้าย
Cecilia Roth คือหนึ่งใน “Almodóvar girl” จากตัวประกอบไต่เต้าสู่นางเอกผู้เข้มแข็ง เธอพร้อมท้ารบไม่ว่าชาย-หญิง กระทิง-แรด ไม่หวาดกลัวเกรงใครทั้งนั้น แต่เมื่อต้องเผชิญหน้าความสูญเสีย โศกนาฎกรรมของบุตรชาย มันไม่ใช่เรื่องง่ายจะยินยอมรับความจริง พยายามปิดกั้นความรู้สึกตนเอง ถึงอย่างนั้นภายในแววตายังคงซุกซ่อนความเศร้าโศกา
สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งกับการแสดงของ Roth คือการค่อยๆแปรสภาพความเจ็บปวดมาเป็นพลัง นำเอาบทเรียนชีวิตมาสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้อื่น เพราะประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยกับ Rosa (เอาจริงๆเลวร้ายยิ่งกว่า) ช่วงแรกๆเธอดูยื้อๆยักๆ ไม่อยากรับผิดชอบความสัมพันธ์ของผู้อื่น แต่หลังจากระบายอารมณ์อัดอั้นผ่านการแสดงละคอนเวที A Streetcar Named Desire ก็พร้อมเปิดใจตนเอง ให้ความช่วยเหลือเพื่อนผู้โชคร้าย และยินยอมรับเลี้ยงบุตรชายราวกับลูกในไส้
ถ้าสมมติว่า Manuela ได้พบเจอ Lola ตั้งแต่หลังสูญเสียบุตรชายได้ไม่นาน คงมีการใช้ความรุนแรง ระบายอารมณ์เกรี้ยวกราดออกมา แต่หนังจงใจให้เธอพานผ่านเรื่องราวของ Rosa จนสามารถมองย้อนกลับหาตนเอง เรียนรู้จักทำความเข้าใจหัวอก/ความรู้สึกของผู้อื่น การพบเจอช่วงท้ายของหนัง (หลังงานศพของ Rosa) ทั้งสองจึงเหลือเพียงคราบน้ำตา … Manuela ไม่ได้ยกโทษให้อภัย Lola แต่ยินยอมรับตัวตนอีกฝ่าย และตอบสนองคำร้องขอสุดท้าย
หนังเต็มไปด้วยตัวประกอบยอดฝีมือ แข่งขันกันขโมยซีนอย่างโดดเด่น แต่ผมขอกล่าวถึงเพียงคร่าวๆก็แล้วกัน
- Marisa Paredes รับบท Huma Rojo นักแสดงละคอนเวทีชื่อดัง ขณะนั้นกำลังมีผลงานการแสดง A Streetcar Named Desire เล่นบท Blanche DuBois วันหนึ่งขณะขึ้นรถแท็กซี่กลับที่พัก ชายหนุ่มพยายามเข้ามาขอลายเซ็นต์ ก่อนประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต กลายเป็นภาพติดตราฝังใจ เมื่อได้พบเจอ Manuela (มารดาของชายหนุ่มคนนั้น) แม้ตอนแรกยังไม่รับรู้ว่าคือใคร ก็สำแดงความเอื้ออารี ชักชวนมาทำงานเป็นผู้ช่วย ทั้งยังมอบโอกาสการแสดงบนเวที แล้วพอความจริงเปิดเผยออกมา มันจึงไม่หลงเหลือความอาฆาตมาดร้ายใดๆ
- ใครเคยรับชม Opening Night (1977) ของ John Cassavetes นำแสดงโดย Gena Rowlands ก็น่าจะมักคุ้นกับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น แค่ว่าตัวละครของ Paredes ไม่ได้ดื้อดึงดัน เห็นแก่ตัวเท่า Rowlands
- Candela Peña รับบท Nina Cruz คนรักของ Huma Rojo เป็นคนอิจฉาตาร้อน ชื่อชอบเล่นยา หาเรื่องทะเลาะวิวาทกับใครไปทั่ว ในการแสดง A Streetcar Named Desire น่าจะรับบทบาท Stella Kowalski น้องสาวของ Blanche DuBois และเป็นภรรยาของ Stanley Kowalski (เลยมีฉากอุ้มครรภ์ คลอดบุตรสาว)
- บทบาทของ Peña อาจไม่ได้โดดเด่นเท่าใครอื่น สาวขี้ยาที่ชอบสร้างปัญหาให้ใครต่อใครไปทั่ว แต่ทว่าพอเปลี่ยนมาเล่นบท Stanley Kowalski (ในละคอนเวที A Streetcar Named Desire) กลับมีความแตกต่างตรงกันข้าม กลายเป็นคนนอบน้อม ศิโรราบต่อพี่สาวและสามี ถูกกระทำร้าย(ร่างกาย+จิตใจ)แสนสาหัส
- แนะนำให้หารับชม A Streetcar Named Desire แล้วจะเข้าใจความแตกต่างระหว่างชีวิตจริง ≠ การแสดง
- Antonia San Juan รับบท Agrado กะเทยโสเภณี (ทำหน้าอก) เพื่อนเก่าของ Manuela หลังถูกทำร้ายร่างกายจนเกือบเสียโฉม ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตนเอง ได้รับโอกาสจาก Huma Rojo กลายเป็นนักแสดงฝึกหัด (Understudy) และมีโอกาสขึ้นเวทีเมื่อตอนสองนักแสดงนำไม่สามารถขึ้นทำการแสดง
- Antonia San Juan คือนักแสดงข้ามเพศ (Transgender) ภาพลักษณ์ของเธออาจทำให้หลายๆคนเกิดความหวาดสะพรึง ดูราวกับสัตว์ประหลาด แถมทำงานโสเภณี นี่ขยะสังคมชัดๆ, แต่พอได้รับโอกาสการแสดง กลายเป็นที่ชื่นชอบ ต้องการตัว นำเอาเรื่องราวชีวิตมาเดี่ยวไมโครโฟน ได้รับเสียงปรบมืออย่างล้นหลาม … ความเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ อาจไม่ได้ทำให้เธอดูสวยขึ้นทันตา แต่ความรู้สึกรังเกียจต่อต้านจักค่อยๆเลือนลางจางหาย กลายเป็นให้การยินยอมรับ ผู้คนเปิดใจกับเรื่องพรรค์นี้มากขึ้น กะเทยก็มีหัวใจ!
- Penélope Cruz รับบท Rosa แม่ชีฝึกหัดที่ตั้งใจจะเดินทางไป El Salvador แต่ต้องล้มเลิกแผนการเพราะพลั้งพลาดตั้งครรภ์กับ Lola แถมตรวจพบเชื้อ HIV จึงขอความช่วยเหลือจาก Manuela แม้เพิ่งพบเจอกันไม่นาน กลับรู้สึกเหมือนพี่สาวแท้ๆ ได้รับกำลังใจ พึ่งพาอาศัย จนสามารถคลอดบุตรชาย ก่อนลาจากโลกนี้ไป
- ดวงตาใสๆ ใบหน้าละอ่อนเยาว์วัยของ Cruz สำหรับคนไม่คุ้นชินคงรู้สึกว่าเหมาะกับบทบาทแม่ชี ยึดถือมั่นในศีลธรรม ดูไม่น่าจะมั่วกามกับ Lola แต่ถ้าคุณเคยรับชมหลายๆผลงานก่อนหน้านี้ของ Cruz จะตระหนักว่ายัยนี่ร้ายนัก มักเล่นบทอีโรติก หญิงขายบริการนับไม่ถ้วน
- แต่ความน่าสนใจคือหลังรับรู้ว่าตั้งครรภ์ ไม่ได้สำแดงอคติต่อต้าน Lola ยินยอมรับสภาพเป็นจริง ต้องการให้กำเนิดบุตรคนนี้ นั่นคือภาพของแม่พระ ทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจตัวละครอย่างมากๆเลยละ
- อีกบุคคลที่ต้องกล่าวถึงคือ Toni Cantó รับบท Lola กะเทยทำหน้าอก แต่ได้หมดถ้าสดชื่น โดยไม่รู้ตัวทำหญิงสาวสองคนตั้งครรภ์ แถมยังแพร่เชื้อโรค HIV หวนกลับมาวันงานศพของ Rosa พบเจอกับ Manuela แสดงเจตจำนงค์ว่าต้องการพบเจอบุตรชาย ครั้งสุดท้าย … พอรับรู้ว่า Manuela ก็ให้กำเนิดบุตรของเขา เรียกร้องขอพบเจออีกเช่นกัน ก่อนตกอยู่ในความสิ้นหวังเมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
- 90% ของหนัง Lola คือตัวละครเปรียบดั่ง MacGuffin ที่ใครๆต่างติดตามหา ไม่รู้หายหัวไปอยู่แห่งหนไหน แต่พอพบเจอ Toni Cantó คือชายแท้ๆ แต่งเป็นหญิง (Transvestite) รสนิยมรักร่วมสองเพศ (Bisexual) นี่คือสัตว์ประหลาด อัปลักษณ์ยิ่งกว่ากะเทยทำหน้าอก
- แต่ด้วยสภาพร่างกายล้มป่วยอิดๆออดๆ น่าจะ AIDS ระยะสุดท้าย เวลาชีวิตเหลืออยู่อีกไม่มาก ความโกรธเกลียด อาฆาตแค้นทั้งหลายของ Manuela จึงค่อยๆมลาย เลือนหาย เกิดความสงสารเห็นใจ นี่ไม่ได้แปลว่าจะยินยอมยกโทษให้อภัย เพียงมอบโอกาสครั้งสุดท้าย สำแดงมนุษยธรรม
ถ่ายภาพโดย Affonso Henrique Beato (เกิดปี ค.ศ. 1941) ตากล้องสัญชาติ Brazilian เกิดที่ Rio de Janeiro, เริ่มมีชื่อเสียงจากผลงาน Antonio das Mortes (1969), ผลงานเด่นๆ อาทิ Documenteur (1981), The Flower of My Secret (1995), Live Flesh (1997), All About My Mother (1999), The Queen (2006), Love in the Time of Cholera (2007) ฯ
งานภาพใน ‘สไตล์ Almodóvar’ โดดเด่นกับการออกแบบฉาก เสื้อผ้าหน้าผมนำเทรนด์แฟชั่น มีความฟรุ้งฟริ้ง (ภาษากะเทย แปลว่าระยิบระยับ ความสวยงามที่เกินจากความเป็นจริง) ละเลงแสง-สีสัน ลวดลายละลานตา ทุกช็อตฉากล้วนเต็มไปด้วยรายละเอียด ยัดเยียดโน่นนี่นั่น แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์
‘สไตล์ Almodóvar’ พัฒนาขึ้นจากกลุ่มเคลื่อนไหว La Movida Madrileña ภายหลังสิ้นสุดยุคสมัยจอมพลเผด็จการ Francisco Franco คือช่วงเวลาแห่งปลดปล่อย อิสรภาพของชาว Spanish ซึ่งแม้กระแสเสื่อมลงตามกาลเวลา ผกก. Almodóvar ยังคงสำแดงอัตลักษณ์ตัวตน เลือกจัดแสง-สีสันอันฉูดฉาด ลวดลายละลานตา ไม่ต่างจากชายแต่งหญิง/ทำหน้าอก มันอาจดูแปลกปลอม แต่อารมณ์/ความรู้สึกถ่ายทอดออกมาล้วนคือของจริง!
The colors of my movies are not completely real, because I like that distance, that this is a movie, and reality is over there. I don’t want to make something that looks completely real. I want a representation of that.
The style doesn’t mean you are lying. The style sometimes gives you more strength to say things. Because there is something that the spectator has to identify himself with, and for me, the thing is the emotion. And that emotion can be isolated on a set that is completely artificial. I don’t mean that everything is represented, fake, stylized. Not everything. There is something that should be very clear, and it is perhaps your guts, your heart, your sensibility.
Pedro Almodóvar
ความน่าสนใจของ All About My Mother (1999) คือทุกสิ่งอย่างล้วนเป็น “สูตรสอง” ในลักษณะภาพสะท้อน ย้อนรอย สามารถเติมเต็มกันและกัน (นักวิชาการจะเรียกภาพยนตร์ลักษณะนี้ว่า formalism) ยกตัวอย่างชัดเจนที่สุดก็คือ Manuela นางพยาบาลผู้ดูแลการปลูกถ่ายอวัยวะ เคยโน้มน้าวให้ญาติผู้เสียชีวิตลงนามบริจาคนับครั้งไม่ถ้วน แล้วพอถึงคราวตนเอง เธอกลายเป็นบุคคลที่ต้องลงนามบริจาคหัวใจของบุตรชาย(ที่เสียชีวิต)
All About My Mother (1999) คือครั้งแรกๆที่ผกก. Almodóvar ไม่ได้ใช้ปักหลักถ่ายทำยังกรุง Madrid (มีเพียงโรงละคอน Teatro Bellas Artes) ออกเดินทางมุ่งสู่ Barcelona อาทิ อพาร์ทเม้นท์ย่าน Carrer de Sant Pere Més Alt, โรงละคอน Teatre Tívoli, โรงพยาบาล Hospital del Mar, จัตุรัส Plaça del Duc de Medinaceli, สุสาน Cementiri de Montjuïc ฯ ใช้เวลาถ่ายทำระหว่าง 5 ตุลาคม – 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1998
กล้องเคลื่อนเลื่อนผ่านสายน้ำเกลือ Cross-Cutting สารพัดอุปกรณ์ช่วยยังชีพผู้ป่วยใกล้เสียชีวิต แต่ผมมองเหมือนสายใยระหว่างมารดากับบุตร และการบริจาคอวัยวะไม่ต่างจากการตั้งครรภ์ คนเป็นแม่ต้องเสียสละเลือดเนื้อให้กับทารกน้อย … ผู้ได้รับบริจาคอวัยวะก็ราวกับถือกำเนิดใหม่ (Rebirth)

ชื่อหนัง Todo Sobre Mi Madre แปลว่า All About My Mother เป็นการอ้างอิงถึงภาพยนตร์ All About Eve (1950) แต่ทว่าภาษา Spanish จะไม่นิยมแปลชื่อ Todo Sobre Eve เพราะมันฟังดูแปลกๆ อ่านออกเสียงไม่ลื่นไหล เห็นว่าเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Eva al desnudo (แปลว่า Eve Unveiled หรือ Eve Naked)
ความคล้ายคลึงของชื่อหนังทำให้เราสามารถเปรียบเทียบ Eve = Mother ในบริบทของการแสดงละคอนเวที A Streetcar Named Desire ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่ง Manuela กลายเป็นนักแสดงฝึกหัด (Understudy) ขึ้นทำการแสดงบทบาท Stella Kowalski แทน Nina Cruz
อีกความน่าสนใจของชื่อหนัง สังเกตว่า Todo Sobre Mi เป็นตัวอักษรสีแดง ขณะที่ Madre (มารดา) เปลี่ยนมาใช้สีขาว แต่ทว่ามารดาตัวเป็นๆสวมใส่เสื้อสีแดง นี่เหมือนต้องการสื่อถึงสองตัวตน แม่เลี้ยงเดี่ยวต้องเป็นทั้งบิดาและมารดาให้กับบุตรชาย … บุตรชายสวมเสื้อสีฟ้า ก็เพื่อเติมเต็ม/สีตรงกันข้ามกับมารดา


คลิปจาก All About Eve (1950) คือตอนที่ตัวละครของ Anne Baxter (Eve) ได้พบเจอกับนักแสดง Bette Davis (Margo) มันช่างละม้ายคล้ายตอน Manuela แอบเข้ามาพบเจอ Huma Rojo ในห้องแต่งตัว
ห้องแต่งตัวคือสถานที่ที่ผกก. Almodóvar มองว่าคือโลกส่วนตัว/จักรวาลของเพศหญิง เพราะผู้ชายมักไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องแต่งตัว (นอกจากเกย์ กะเทย และเพศอื่นๆ) พวกเธอจึงมักพูดคุยสนทนา ซุบซิบนินทา ปกปิดความลับไม่ค่อยจะอยู่
The dressing room for me is like the center of the female universe. I very much like to see the actresses when they are making up or getting dresses. It’s very intimate. They talk. It seems to me that women can’t lie in a dressing room or in the toilet or in the kitchen. These are spaces in which you can only say the truth. I don’t know why. Like at a party, where women are usually in the kitchen talking about their husbands because they are more drunk than usual and are a little bit more sincere. And also in the bathroom in many situations, you are more sincere, talking about desires… or just talk in the bathroom about very important and serious matters. These are places that invite you to talk.
Pedro Almodóvar

ตอนที่ Esteban จดบันทึกอะไรบางอย่าง (น่าจะเขียนชื่อหนัง Todo Sobre Eve) กล้องถ่ายภาพขณะเขียนลงกระดาษ และมุมมองของกระดาษ (ใช้ดินสอเขียนบนหน้ากล้อง) หลายคนอาจรู้สึกว่าผกก. Almodóvar ทีเล่นทีจริงกับซีนนี้ ใส่ลูกเล่นภาพยนตร์ที่ไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ แต่ผมมองว่าต้องการสะท้อนแนวคิด “สูตรสอง” ใจความสำคัญของหนังที่เกี่ยวกับการมีสองตัวตน ทุกสิ่งอย่างล้วนมี(เหรียญ)สองด้าน หรือจะมองว่าเขียนใส่กระดาษ & เขียนใส่ความทรงจำ ก็ได้กระมัง

มารดามอบของขวัญวันเกิดให้บุตรชาย หนังสือรวมเรื่องสั้น Music for Chameleons (1980) ของ Truman Capote ผมไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่เท่าที่สอบถามจาก AI มันสรุป Key Themes มาให้สี่ประเด็น ประกอบด้วย Truth vs. Fiction ส่วนผสมระหว่างเรื่องจริง-เรื่องแต่ง, นำเสนอความซับซ้อนของมนุษย์ (Human Complexity), ความโดดเดี่ยวและค้นหาความสัมพันธ์ (Isolation and Connection) และศิลปะกับตัวตน (Art and Identity) ก็ถือว่ามีความสอดคล้องเข้ากับเรื่องราวของหนังพอสมควร … มันต้องคนเคยอ่านหนังสือถึงจะเข้าใจสิ่งที่ผกก. Almodóvar ต้องการอ้างอิงถึง
เกร็ด: ชื่อหนังสือ Music for Chameleons มาจากเรื่องสั้นเรื่องแรก หญิงสาวชื่อ Madame ฝึกฝนการวาดภาพ Chameleons ระหว่างชายลึกลับกำลังเล่นเปียโนประกอบ สร้างสัมผัสราวกับเจ้า Chameleons ดูมีชีวิตขึ้นมา, ซึ่งสัตว์สัญญะ Chameleons ขึ้นชื่อเรื่องการปรับตัว (Adaptability) ปลอมแปลง (Disguise) และแปรเปลี่ยนสีสัน (Transformation) หรือก็คือวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์

คนที่เคยรับชม The Flower of My Secret (1995) น่าจะมักคุ้นกับฉากคล้ายๆเดียวกันนี้ ดูเหมือนเป็นการจำลองเหตุการณ์สำหรับกิจกรรมสัมมนา นำเสนอวิธีการที่สองนายแพทย์พยายามพูดคุยโน้มน้าวญาติผู้เสียชีวิต เพื่อให้ยินยอมลงนามบริจาคอวัยวะ สร้างโอกาสแก่บุคคลยังมีชีวิต … ใครจะไปคาดคิดว่านี่คือการอารัมบทเหตุการณ์บังเกิดขึ้นจริงๆกับ Manuela

มารดามาเฝ้ารอบุตรชายอยู่หน้าโรงละคอน Teatro Bellas Artes พบเห็นป้ายโฆษณา ใบหน้าขนาดใหญ่ของ Huma Rojo ผู้รับบท Blanche DuBois ในละคอนเรื่อง A Streetcar Named Desire (1947) ของ Tennessee Williams
การนำเสนอภาพมารดาตัวเล็กๆ และใบหน้า Huma Rojo ขนาดใหญ่ยักษ์ อาจทำให้หลายคนนึกเปรียบเทียบว่าทั้งสองอาจมีความสัมพันธ์ หรือเคยแสดงบทบาท Blanche DuBois แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะฉากถัดมา Manuela อธิบายกับบุตรชายว่าตนเองเคยรับบท Stella Kowalski จึงมีความซาบซึ้งกินใจกับตัวละครเป็นพิเศษ

ละคอนเวที A Streetcar Named Desire ถูกนำเสนอในลักษณะ Experimental Theatre ออกแบบฉากไม่เน้นความสมจริง เพียงจัดวางสิ่งข้าวของ แค่ให้พอมองออกว่ามันคืออะไร โต๊ะ เก้าอี้ ผนังกำแพง ฯ ละเล่นกับการจัดแสง-สี พื้นหลังน้ำเงินสร้างสัมผัสหนาวเหน็บ เยือกเย็นชา สอดคล้องเข้ากับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความรันทด อารมณ์เก็บกด อดกลั้น บีบเค้นคั้น … และเป็นสร้างสัมผัสเหนือจริง (Surreal) แยกเหตุการณ์ในละคอนออกจากโลกความจริง

บุตรชายยืนกรานจะขอลายเซ็นต์นักแสดง Huma Rojo แม้ครั้งแรกจะล้มเหลว แต่พออีกฝ่ายหันกลับมามอง Esteban จึงตัดสินใจติดตามรถแท็กซี่ ผมชื่นชอบวินาทีขณะเริ่มออกวิ่ง กล้องเคลื่อนถอยหลังจาก Manuela เป็นการสร้างสัมผัสเหินห่าง นกน้อยโผบินออกจากรัง (เสียงเปียโนดังขึ้นราวกับลางสังหรณ์) และพอสลับทิศทางมุมมองมารดา (กล้องหยุดแน่นิ่ง) พบเห็นเขาวิ่งออกไป ไกลเกินเอื้อมมือไขว่คว้า
ใครเคยรับชม Opening Night (1977) กำกับโดย John Cassavetes น่าจะมักคุ้นกับฉากนี้เป็นอย่างดี สลับเปลี่ยนจากแฟนคลับสาว มาเป็นชายหนุ่มน้อย และตัวละคร Huma Rojo (รับบทโดย Marisa Paredes) ก็คืออวตารของ Gena Rowlands … ช่วงท้ายของหนังมีการอุทิศให้ Rowlands ด้วยนะครับ

เมื่อตอนที่ Manuela ทำการแสดง จำลองเหตุการณ์สำหรับกิจกรรมสัมมนา เพราะมันเป็นเรื่องห่างไกลตัว ไม่ใช่ปัญหาของตนเอง เธอจึงไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึก เข้าใจหัวอกญาติผู้เสียชีวิตที่ต้องลงนามบริจาคอวัยวะ จนกระทั่งคราวนี้เมื่อมันหวนย้อนกลับหาตนเอง … นี่ถือเป็นใจความของหนังเลยก็ว่าได้ นำเอาสำนวน ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ มานำเสนอในเชิงรูปธรรม หรือคือเอาหัวใจบุตรชายไปบริจาคให้กับคนอื่น

โดยปกติแล้วญาติ/ผู้ให้บริจาคอวัยวะ จะไม่มีทางรับรู้ได้ว่าใครคือผู้ได้รับอวัยวะ แต่เนื่องจาก Manuela เป็นนางพยาบาลดูแลงานด้านนี้ จึงสามารถติดตามค้นหาชายผู้โชคดี … มันเหมือนว่าเธออยากจะทำอะไรบางอย่าง แต่หนังตัดทิ้งประเด็นนี้ไป เพียงกล้องเคลื่อนเลื่อนไปยังหน้าอก นั่นคือหัวใจที่ติดตามหา “following my son’s heart”
จริงๆแล้วหนังน่าจะต้องการสื่อถึง ‘follow my heart’ คือการทำตามเสียงเรียกร้องหัวใจ หลังจากสูญเสียบุตรชาย มารดาจึงราวกับได้รับอิสรภาพ สามารถครุ่นคิดทำอะไรๆด้วยตนเอง เดินทางหวนกลับ Barcelona บลา บลา บลา

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่านี่คืออุโมงค์รถไฟหรือไร? แต่มันดูเหมือนช่องคลอด หนทางออกจากครรภ์ Manuela ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างที่ Madrid เดินทางมุ่งสู่ Barcelona เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ (Rebirth) … เมื่อออกจากอุโมงค์ พบเห็นทิวทัศน์เมือง Barcelona น่าจะถ่ายจากบน Helicopter

นี่เป็นช็อตชัดที่สุดเท่าที่ผมสามารถหาได้ของคนขับรถแท็กซี่ ในเครดิตขึ้นชื่อโปรดิวเซอร์ Agustín Almodóvar น้องชายของผกก. Pedro Almodóvar แอบมาปรากฎตัวในหนังแทบทุกเรื่อง

แนะนำสถานที่สักเล็กน้อย ระหว่างนั่งแท็กซี่ทัวร์เมือง วิหาร Sagrada Família ชื่อเต็มๆ Basílica i Temple Expiatori de la Sagrada Família ตั้งอยู่ในเขต Eixample, Barcelona ออกแบบโดยสถาปนิก Antoni Gaudí (1852–1926) ทำการผสมผสานระหว่าง Gothic + Art Nouveau เริ่มก่อตั้งแต่ปี ค.ศ. 1882 แต่ตอน Gaudí เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1926 เพิ่งเสร็จไปไม่ถึงหนึ่งในสี่ การมาถึงของ Spanish Civil War (1936-39) ต่อด้วย World War 2 (1939-45) จำต้องหยุดการสร้างไปหลายปี … ปัจจุบันวิหารหลักเปิดให้เข้าชมได้นานแล้ว แต่ยังเหลือหอคอย รูปปั้นแกะสลัก สิ่งประดับตกแต่ง คาดว่าน่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2034

Manuela พยายามออกติดตามหาอดีตสามี นั่งรถแท็กซี่มาถึงชานเมือง ย่านโสเภณีขายบริการ มาถึงยังลานโล่งที่ให้รถขับเป็นวงกลม นี่สามารถสะท้อนวงเวียนชีวิตของเธอ ในอดีตเคยทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างจาก Barcelona ออกเดินทางสู่ Madrid มาวันนี้หลังสูญเสียบุตรชาย ก็จำต้องหวนกลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

นี่คือ Quote ที่ผมชอบสุดในหนัง “How could I buy a real Chanel with all the hunger in the world!” มันอาจฟังดูไร้สาระ ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเมื่อออกจากปากของ Agrado แต่ความกึ่งจริง-กึ่งเล่น รวมถึงชุดปลอมๆ กระเป๋าปลอมๆ หน้าอกปลอมๆ การแสดงละคอน มันไม่สามารถบ่งบอกสันดานธาตุแท้ตัวตน

มารดาของ Rosa คือนักปลอมแปลงงานศิลปะ (Art Forgery) ภายในอพาร์ทเม้นท์เต็มไปด้วยภาพวาดของ Marc Chagall อาทิ The Madonna of the Village (1938-42), Equestrienne (1931), อีกภาพผมหาข้อมูลไม่ได้ เจ้าสาวกับเจ้าบ่าวตัวเขียว (กะเทย? สัตว์ประหลาด?) ท่ามกลางพระจันทร์แดงฉาน
ภาพวาดปลอมๆเหล่านี้ สามารถสะท้อนตัวตนของเธอได้อย่างชัดเจนเลย เป็นคนเรื่องมาก จอมบงการ พยายามสร้างภาพภายนอกให้ดูดี (แบบเดียวกับภาพแม่พระ The Madonna of the Village) เหตุผลที่ปฏิเสธ Manuela เพราะไม่ต้องการเปิดเผยสันดานธาตุแท้ ให้คนนอกพบเห็นพฤติกรรมกลับกลอกปอกลอก ภาพวาดปลอมๆเหล่านี้ … เลยไม่น่าแปลกใจที่ Rosa แม้บวชเป็นแม่ชี กลับมีพฤติกรรมนอกลู่นอกรอย สำส่อนทางเพศกับ Lola


เมื่อครั้นคณะการแสดง A Streetcar Named Desire ออกทัวร์มายัง Barcelona สังเกตว่าช็อตนี้ถ่ายติดด้านหลัง Manuela กำลังรับชมการแสดง ฉากที่ Stella Kowalski ตัดสินใจทอดทิ้งสามี อุ้มทารกน้อยหนีออกจากบ้าน … เป็นฉากที่ Manuela เกิดความสั่นสะเทือนใจ จนมิอาจอดกลั้นธารน้ำตา เพราะมันสะท้อนเรื่องราวชีวิตตนเองอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อตอน Manuela หวนกลับมาทวงกระเป๋าลืมไว้บนรถเมื่อคืน แล้วระหว่างพูดคุยกับ Huma Rojo ได้รับชักชวนมาทำงานผู้ช่วยส่วนตัว สังเกตว่ามีการละเล่นกับองศา ภาพสะท้อนกระจก
- Huma Rojo กำลังปัดแต่งทรงผม หันหน้าหากระจกสองบาน Manuela เปิดประตูเข้ามา พบเห็นภาพสะท้อนกระจกกลาง
- อาจจะสื่อถึง Manuela คือบุคคลที่อยู่ในความครุ่นคิดของ Huma Rojo อยากพบเจออยู่พอดี แล้วก็ปรากฎตัวขึ้นมา
- Manuela เข้ามาช่วยจัดแต่งองค์ทรงเครื่อง ติดกระดุมเสื้อผ้า สังเกตว่ากระจกทั้งสองบานสะท้อนด้านหลังของ Huma Rojo และกระจกด้านหลังสะท้อนใบหน้า Manuela
- เมื่อตอบตกลงเป็นผู้ช่วยส่วนตัว สังเกตว่ากล้องเคลื่อนเลื่อนให้ Huma Rojo ยืนบดบังกระจกกลาง แล้วเห็นภาพสะท้อนกับ Manuela ในทิศทางตรงกันข้าม
- ภาพสะท้อนที่มีความสมมาตรนี้ สื่อถึง Huma Rojo และ Manuela สามารถเติมเต็มกันและกันได้อย่างพอดิบดี!
- และขณะกำลังออกจากห้องแต่งตัว Huma Rojo ไหว้วานร้องขอความช่วยเหลือจาก Manuela สังเกตว่าตัวเธอหลงเหลือเพียงภาพสะท้อนในกระจกเล็กๆ ไม่สามารถพึ่งพาตนเอง ต่อจากนี้คาดหวังว่าผู้ช่วยคนใหม่จะสามารถจัดการอะไรๆได้ทุกสิ่งอย่าง




วันหนึ่งที่ Nina Cruz เล่นยาหนักไปหน่อย ไม่สามารถเดินทางมาทำการแสดง Manuela เลยขันอาสาเล่นบท Stella Kowalski เข้าฉากขณะมีเรื่องทะเลาะวิวาทสามี สำแดงความเจ็บปวดรวดร้าว และท้องเดินกำลังจะคลอดบุตร … หนังเลือกฉากที่ Manuela ถ่ายทอดความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว (ทั้งร่างกาย-จิตใจ) ซึ่งสามารถระบายอารมณ์อัดอั้น เคียดแค้นเคืองโกรธอดีตสามี จนไม่มีอะไรหลงเหลือติดค้างคาใจ

เมื่อตอนที่ Rosa บอกกับ Manuela ว่าตนเองตั้งครรภ์ ทั้งสองนั่งอยู่โซฟาตัวเดียวกัน หันหน้าเข้าหากล้อง ก่อน Manuela จะลุกขึ้นโหวกเหวกโวยวาย สำแดงปฏิกิริยาไม่พึงพอใจความสำส่อนของ Lola
ตรงกันข้ามกับ Rosa แจ้งข่าวว่าตนเองติดเชื้อ HIV เริ่มต้นจาก Manuela เดินเข้ามาพูดตำหนิต่อว่า จากนั้นนั่งเก้าอี้โซฟาแยกคนละตัว กล้องถ่ายจากด้านหลัง … นี่คือลักษณะของ “สูตรสอง” ภาษาภาพยนตร์ที่สามารถเติมเต็มกันและกันได้อย่างสมบูรณ์


มันช่างเป็นความพอดิบพอดีที่ Manuela เปิดประตูห้องแต่งตัว พร้อมๆกับ Nina Cruz เปิดประตูห้องน้ำ ราวกับว่าทั้งสองคือตัวเลือกของ Huma Rojo ว่าวันนี้จะให้ใครขึ้นทำการแสดง บุคคลภายนอกหรือเธอผู้สนองตัณหาราคะ?
ความเคลือบแคลงสงสัยของ Nina Cruz ครุ่นคิดว่า Manuela จะมาเป็นตัวตายตัวแทนตนเอง (แบบเดียวกับ All About Eve ที่นักแสดงฝึกหัดก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงนำ) เรียกร้องให้อธิบายว่าเข้าหา Huma Rojo ทำไม? นั่นทำให้ Manuela บอกเล่าโศกนาฎกรรมที่ Madrid

นี่เป็นฉากเดียวของหนังที่สี่ตัวละครหลักอยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้า นั่งคุย นั่งดื่ม ซุบซิบนินทา สนทนาตามประสาสตรีเพศ … ตอนรับชมผมไม่ได้ใส่ใจอะไรกับซีนนี้นัก ก่อนตระหนักว่ามันไม่ต่างจากวงเหล้าของบุรุษ สุราทำให้น้ำแข็งละลาย (Ice Breaking) ทำให้สามารถพูดคุยเปิดอก สะสางปัญหาคาใจ

Agrado ตอบรับเป็นนักแสดงฝึกหัด (Understudy) การมาถึงของเธอทำให้ใครๆต่างสนอกสนใจ Nina Cruz ระหว่างเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เข้าฉายภายหลังคลอด พูดคุยสอบถามถึงหน้าอก ขนาดอวัยวะเพศ จับๆล้วงๆ … ผมมองนัยยะฉากนี้ ของปลอมเจอกับของปลอม! Agrado ชัดเจนอยู่ว่าปลอมทั้งตัว แต่สำหรับ Nina Cruz มันคือบทบาทการแสดงที่ไม่ใช่ตัวเธอเองสักสิ่งอย่าง ไม่ได้ตั้งครรภ์ ไม่ได้มีบุตร รวมถึงอุปนิสัยใจคอแตกต่างตรงกันข้าม

ด้วยความที่ Manuela เคยเป็นมารดา จึงเข้าใจหัวอกมารดาของ Rosa แม้รับรู้ว่าทั้งสองเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่ลงรอยกันสักเท่าไหร่ แต่เยื่อใยระหว่างแม่-ลูกคือสิ่งไม่มีวันลบเลือนหาย พยายามช่วยให้พวกเขาพบเจอหน้า พูดคุยปรับความเข้าใจกัน หาหนทางออกร่วมกันตั้งแต่วันนี้ ย่อมดีกว่ารู้สึกเสียใจเอาภายหลัง
แทบทุกครั้งที่มารดาและ Rosa อยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน สังเกตว่าทั้งสองจะยืนหันข้าง ตั้งฉาก มุมกล้อง Isometric, แตกต่างกับมารดาและ Manuela มักประชันหน้า สบตา กล้องถ่ายอย่างตรงไปตรงมา เสมอภาคเท่าเทียม (อายุของมารดาน่าจะมากกว่า Manuela แต่ทั้งสองต่างเคยตั้งครรภ์ เข้าใจหัวอกเดียวกัน)


วันหนึ่งเมื่อ Huma Rojo และ Nina Cruz ไม่สามารถขึ้นทำการแสดง (มีเรื่องทะเลาะวิวาทจนได้รับบาดเจ็บ ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล) Agrado เลยรับหน้าสื่อทำการเดี่ยวไมโครโฟน นี่คือซีเควนซ์ที่จะทำให้ผู้ชมปรับเปลี่ยนมุมมองทัศนคติต่อเธอคนนี้ หลายคนอาจเคยเต็มไปด้วยอคติต่อต้าน ผู้ชายทำหน้าอกไม่ต่างจากสัตว์ประหลาด กะเทยควาย บุคคลอันตราย โสเภณีขายบริการ ต้องตีตนให้ออกห่างไกล แต่พอกลายเป็นนักแสดง พูดเล่าประวัติความเป็นมา สร้างเสียงหัวเราะ ทำให้ผู้ชมสนุกสนานครื้นเครง ได้รับเสียงปรบมือ คำชื่นชม ประสบความสำเร็จ … อาจไม่ได้ทำให้เธอสวยขึ้นทันตา แต่เสี้ยมสอนบทเรียนชีวิตว่า เราอย่าด่วนตัดสินคนที่เปลือกภายนอก!

ก่อนเดินทางไปคลอดที่โรงพยาบาล Rosa ขอแวะเวียนมายังจัตุรัส Plaça del Duc de Medinaceli เพื่อพบเจอสุนัขตัวโปรดและบิดาล้มป่วยอัลไซเมอร์ (นี่มัน ‘Death Flag’ ชัดๆเลยนะ) ไม่สามารถจดจำบุตรสาวของตนเอง และเวลาพบเจอใครมักสอบถาม อายุเท่าไหร่? ส่วนสูงแค่ไหน? หมกมุ่นอยู่กับตัวเลข เปลือกภายนอก สะท้อนถึงคนรุ่นเก่าที่ไม่เคยสนใจความรู้สึก สิ่งภายในจิตใจผู้อื่น


นี่เป็นอีกช็อตที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้ง/แตกต่างระหว่างมารดาและ Rosa นอกจากทิศทางหันข้าง ตั้งฉาก บุตรสาวสวมใส่ชุดสีขาวบริสุทธิ์ ตรงกันข้ามกับมารดา คิดยังไงเลือกใส่ชุดดำมาวันคลอดบุตร?
ตอนจบของซีนนี้ นำเสนอด้วยภาษาภาพยนตร์ที่สร้างความเศร้าสลดหดหู่ยิ่งนัก Manuela ระหว่างพยายามพูดให้กำลังใจ Rosa แต่กล้องกลับค่อยๆเคลื่อนไหลออกไปนอกหน้าต่าง (เสียงสนทนาก็ค่อยๆเบาลง) ราวกับวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง โบยบินสู่ท้องฟ้า มหาสมุทร สัญลักษณ์แทนความตาย (Death) และการถือกำเนิดใหม่ (Rebirth)


งานศพของ Rosa จัดขึ้นที่สุสาน Cementiri de Montjuïc มุมกล้องเลือกถ่ายหันออกท้องทะเล Balearic Sea สร้างสัมผัสของการปลดปล่อย จิตวิญญาณล่องลอยสู่อิสรภาพ
ตรงกันข้ามกับการมาถึงของอดีตสามี Lola ถ่ายจากด้านล่างเงยขึ้นเบื้องบน ราวกับนางฟ้า/เทวดาเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ แต่รูปร่างหน้าตา ความอัปลักษณ์ และพฤติกรรมสำส่อนของ Lola มันควรจะเหมือนสัตว์ร้ายผุดขึ้นจากขุมนรกเสียมากกว่า … เป็นการแสดงความขัดย้อนแย้งระหว่างภาพนำเสนอ vs. ตัวตนแท้จริง


ในที่สุด Manuela ก็ได้พบเจออดีตสามี Esteban ที่พอแต่งหญิงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Lola ทั้งสองค่อยๆก้าวมาบรรจบกันตรงกึ่งกลางบันได (สื่อถึงความเข้าใจกันและกัน) ภาพถ่ายก็ไล่ระยะจาก Long Shot → Medium Shot → Close-Up ตามหัวข้อสนทนาที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
- Long Shot คือเริ่มทักทาย ไม่ได้เจอหน้ากันมานาน สอบถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ
- Medium Shot เรียกร้องขอพบเจอบุตรชายเพิ่งคลอด
- และ Close-Up Shot รับรู้ถึงความตายของบุตรชายคนโต แสดงอาการตกตะลึง ก่อนความเศร้าโศกถาโถมเข้าใส่



ผกก. Almodóvar เล่าว่าได้แรงบันดาลใจตัวละคร Lola จากบุคคลเคยพบที่ Barcelona เล่าให้ฟังว่าตนเองแต่งงานมีบุตร แต่ด้วยใจรักจึงเดินทางไปทำหน้าอกที่ Paris
I met a lot of people who traveled to Paris, had breast implants there, and then worked in Barcelona, as Lola. This character is directly inspired by a transvestite who lived in La Barceloneta with his wife and forbade her to wear suggestive clothing while he was in a bikini. When they told me that story, I was frozen, because it is a perfect illustration of the completely irrational nature of machismo. I treasured the anecdote with the idea that one day it would come in handy, and while doing research in Barcelona for the character of Lola, I discovered some truly incredible things. I found a forty-five-year-old transvestite who lived on the streets with his son, who was barely over twenty and was also a transvestite. And for his birthday, his transvestite father and mother gave him a boob job! In fact, the most extravagant scenes in All About My Mother are entirely inspired by reality.
Pedro Almodóvar
Manuela นอกจากนำพาบุตรชายของ Rosa มาแนะนำให้รู้จัก ยังเอาสมุดบันทึก (Diary) ข้อความสุดท้ายเขียนถึงบิดา อยากมีโอกาสพบเจอหน้ากันสักครั้งไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร ก่อนจบฉากนี้ด้วยภาพถ่ายของ Esteban กล้องเคลื่อนเลื่อนเข้าไปยังริมฝีปาก เหมือนการจุมพิต แสดงความรักของ Lola ต่อบุตรชาย


Huma Rojo ดูเหมือนจะกำลังซักซ้อมการแสดงเรื่องใหม่ สังเกตจากบทพูดของเธอ รำพันความสูญเสียบุตรชาย ทำให้ทั้งซีเควนซ์นี้คือภาพสะท้อนเหตุการณ์บังเกิดขึ้นตอนต้นเรื่อง
- ตอนต้นเรื่อง Manuela สูญเสียบุตรชาย ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนตาย ระหว่างพยายามวิ่งติดตามไปขอลายเซ็นต์ Huma Rojo
- ขณะนี้ Huma Rojo ทำการแสดง รำพันความสูญเสียบุตรชาย คือสิ่งที่ไม่มีมารดาคนไหนยินยอมรับได้

เมื่อสิบแปดปีก่อน Manuela พอรับรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์กับ Lola ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ออกเดินทางจาก Barcelona ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่กรุง Madrid, มาคราวนี้แม้ทารกน้อยไม่ใช่บุตรของตนเอง (แต่ก็ยังเป็นลูกของ Lola) เธอในฐานะแม่บุญธรรมตัดสินใจแบบเดียวกับอดีต ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ออกเดินทางจาก Barcelona ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่กรุง Madrid
หรือจะมองในทิศทางกลับตารปัตรกับตอนต้นเรื่อง, Manuela หลังจากสูญเสียบุตรชาย ตัดสินใจขึ้นรถไฟ ผ่านอุโมงค์ เดินทางจาก Madrid กลับสู่ Barcelona, มาคราวนี้ Rosa หลังจากให้กำเนิดบุตรชาย (แล้วเสียชีวิต) เธอในฐานะแม่บุญธรรม ตัดสินใจขึ้นรถไฟ ผ่านอุโมงค์ เดินทางจาก Barcelona ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ Madrid
แซว: เมื่อสิบแปดปีก่อน Manuela ลาจาก Agrado โดยไม่ร่ำลาบอกกล่าว หายตัวไปกว่าสิบแปดปี, คราวนี้เหมือนจะย้อนรอยเดิม แต่ทว่า Manuela เขียนจดหมายมาบอกร่ำลา นี่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ที่จะเข้าใจหัวอกผู้อื่น … แต่กล้องกลับเคลื่อนเลื่อนไปตรงถังขยะ ก่อนปรากฎภาพอุโมงค์แล่นผ่าน คงสื่อความรู้สึกแย่ๆในการจากลากระมังนะ

สองปีถัดมา Manuela หวนกลับมา Barcelona เพื่อเข้าร่วมงานประชุมสัมมนา เกี่ยวกับทารกน้อย Esteban คลอดจากมารดาล้มป่วยโรค AIDS แต่กลับไม่มีเชื้อ HIV หลงเหลือในร่างกาย นี่ฟังดูราวกับปาฏิหารย์ (ยุคสมัยนั้นเหตุการณ์นี้ยังอยู่ในขั้นงานวิจัยกระมัง ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้) สัญญะแห่งความหวัง และการเริ่มต้นชีวิตใหม่

ตัดต่อโดย José Salcedo Palomeque (1949-2017) สัญชาติ Spanish เกิดที่ Ciudad Real, ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Pedro Almodóvar ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก Pepi, Luci, Bom (1980) จนถึง Julieta (2016)
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองมารดา Manuela Echevarria อาศัยอยู่กับบุตรชาย Esteban ในกรุง Madrid แต่หลังจากเขาประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต ตัดสินใจออกเดินทางสู่ Barcelona เพื่อติดตามหาบิดา ต้องการระบายอารมณ์อัดอั้น บอกเล่าทุกสิ่งอย่าง
- มารดา Manuela และบุตรชาย Esteban
- Manuela ทำงานเป็นพยาบาลดูแลการปลูกถ่ายอวัยวะ
- หลังเลิกงานกลับมาบ้าน ทำอาหารให้บุตรชาย นั่งรับชมภาพยนตร์ All About Eve (1950)
- หลังเที่ยงคืนมารดามอบของขวัญวันเกิด หนังสือ Music for Chameleons (1980) ของ Truman Capote
- วันเกิดของ Esteban นำพาบุตรชายร่วมงานสัมมนา วิธีการพูดโน้มน้าวญาติผู้เสียชีวิตให้บริจาคอวัยวะ
- หัวค่ำเดินทางไปรับชมละคอนเวที A Streetcar Named Desire
- หลังการแสดงเฝ้ารอคอยขอลายเซ็นต์ Huma Rojo ก่อนบุตรชายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
- Manuela เซ็นยินยอมให้บริจาคอวัยวะ เปลี่ยนถ่ายหัวใจ
- Manuela ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ออกเดินทางสู่ Barcelona เพื่อติดตามหาอดีตสามี
- เริ่มต้นใหม่ที่ Barcelona
- พอมาถึง Barcelona โบกแท็กซี่ไปย่านขายโสเภณี ให้ความช่วยเหลือเพื่อนเก่า Agrado รอดพ้นจากการถูกทำร้ายร่างกาย
- Agrado พามายังอพาร์ทเม้นท์ ชวนคุยรำลึกความหลัง ตั้งใจจะเลิกทำงานโสเภณี
- Agrado พาไปแนะนำแม่ชีฝึกหัด Rosa อาสาช่วยหางานให้ทำ
- Rosa นำพา Manuela ไปยังบ้านของมารดา ตั้งใจจะให้เธอช่วยงาน แต่กลับถูกขับไล่ออกมา
- หลายวันถัดมา Manuela เริ่มสังเกตเห็นอาการผิดปกติของ Rosa
- Manuela เดินทางไปรับชมการแสดงละคอนเวที A Streetcar Named Desire
- หลังการแสดงแวะเวียนไปทักทาย Huma Rojo ให้ความช่วยเหลือออกติดตามหา Nina Cruz
- การตั้งครรภ์ของ Rosa
- Rosa เดินทางมาหา Manuela ขอความช่วยเหลือหลังรับรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์กับ Lola
- Manuela เดินทางมาหา Huma Rojo ได้รับชักชวนให้มาทำงานเป็นผู้ช่วย
- Manuela นำพา Rosa มาฝากครรภ์ในโรงพยาบาล
- Manuela ทำงานเป็นผู้ช่วย Huma Rojo แล้ววันหนึ่ง Nina Cruz ไม่สามารถขึ้นทำการแสดง เธอจึงอาสาเล่นบท Stella Kowalski พบเห็นฉากตั้งครรภ์
- Rosa แจ้งผลตรวจเลือดกับ Manuela พบว่าตนเองติดเชื้อ HIV
- Manuela เล่าความจริงทั้งหมดแก่ Huma Rojo และ Nina Cruz และขอลาออกจากงาน
- Agrado
- Huma Rojo มาเฝ้ารอ Manuela หน้าอพาร์ทเม้นท์ สำแดงความเห็นใจ พยายามโน้มน้าวให้หวนกลับไป แต่แนะนำให้รู้จักกับ Adrado
- Agrado กลายเป็นนักแสดงฝึกหัด (Understudy) และยังต้องให้บริการทางเพศกับนักแสดงชาย
- Manuela ขอให้มารดาของ Rosa มาเยี่ยมเยียนบุตรสาว
- วันนี้สองนักแสดงนำ Huma Rojo และ Nina Cruz ไม่สามารถมาทำการแสดง Agrado เลยทำการเดี่ยวไมโครโฟน
- ชีวิตและความตาย
- Rosa ก่อนแอดมิทเข้าโรงพยาบาล (คลอดบุตร) แวะเวียนมายังจัตุรัส Plaça del Duc de Medinaceli พบเจอบิดา(อัลไซเมอร์)ครั้งสุดท้าย
- งานศพของ Rosa ที่สุสาน Cementiri de Montjuïc
- Manuela เผชิญหน้ากับอดีตสามี Lola
- Manuela นำพาทารกน้อยมาพบเจอ Lola
- เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาวุ่นๆวายๆ Manuela ตัดสินใจนำพา Lola เดินทางสู่กรุง Madrid
- สองปีให้หลังหวนกลับมา Barcelona, Manuela แวะเวียนมาทักทาย Huma Rojo และ Agrado ก่อนทำการแสดงละคอนเวทีเรื่องใหม่
แม้การดำเนินเรื่องของหนังจะเป็นเส้นตรง (Linear Narrative) แต่เต็มไปด้วยการกระโดดไปข้างหน้า ‘Time Skip’ ซึ่งจะมีข้อความปรากฎขึ้นบอกทุกครั้ง ผ่านไปกี่วัน-เดือน-ปี … เอาจริงๆผมไม่รู้สึกว่ามันมีความจำเป็นสักเท่าไหร่ จะไม่ขึ้นข้อความเลยก็ยังได้
เพลงประกอบโดย Alberto Iglesias Fernández-Berridi (เกิดปี ค.ศ. 1955) นักแต่งเพลงสัญชาติ Spanish เกิดที่ San Sebastián, Basque Country โตขึ้นร่ำเรียนดนตรียัง Saint-Sébastien จากนั้นเดินทางสู่ Paris เรียนการแต่งเพลงกับ Francis Schwartz และสไตล์ดนตรี Electro-Acoustic กับ Gabriel Brnčić, ร่วมงานขาประจำผกก. Pedro Almodóvar ตั้งแต่ The Flower of My Secret (1995), ผลงานเด่นๆ อาทิ All About My Mother (1999), Talk to Her (2002), The Constant Gardener (2005), The Kite Runner (2007), Che (2008), The Skin I Live In (2011), Exodus: Gods and Kings (2014) ฯ
แตกต่างจากยุคแรกๆของผกก. Almodóvar ที่นิยมเลือกบทเพลงจากศิลปินมีชื่อ หลากหลายสไตล์ดนตรี นำมาผสมผสานคลุกเคล้า สำแดงอิสรภาพชาว Spanish ยุคสมัยใหม่, แต่หลังจากได้รับรู้จัก Alberto Iglesias งานเพลงในสไตล์ Almodóvar จะมีมิติทางอารมณ์ที่ซับซ้อน รุนแรงยิ่งขึ้น กลมกลืนลื่นไหล เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง
Soy Manuela (แปลว่า I Am Manuela) เริ่มต้นด้วยเสียงเปียโนตัวแทนแม่เลี้ยงเดี่ยว หลายๆครั้งฟังดูเศร้าๆ เหงาๆ โดดเดี่ยวเดียวดาย แต่เพราะมีบุตรชายอยู่เคียงข้างกาย จึงพร้อมต่อสู้ฟันฝ่าทุกอุปสรรคขวากหนาม สำแดงความเข้มแข็งแกร่ง ไม่หวาดกลัวเกรงอะไรทั้งนั้น … จนถึงวันที่เธอสูญเสียเขาไป ชีวิตไม่หลงเหลืออะไร ตกอยู่ในความห่อเหี่ยว สิ้นหวังอาลัย
อาจจะเรียกได้ว่า Main Theme เพราะชื่อเพลง Todo sobre mi madre แปลว่า All About My Mother เริ่มต้นด้วยเสียงทรัมเป็ต สัมผัสแจ๊สนุ่มๆ ฟังดูโหยหวน คร่ำครวญ เจ็บแปลบทรวงใน แล้วพอผันแปรสู่ออร์เครสตา ไวโอลินประสานเสียง แทนความหดหู่ ซึมเศร้า จิตใจมืดหมองหม่น มารดายังมิอาจทำใจยินยอมรับความสูญเสีย แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป เวลาอาจช่วยเยียวยารักษาแผลใจ
Gorrión ภาษาแปลว่า Sparrow, แต่งโดย Dino Saluzzi, ทำการแสดงโดย Dino Saluzzi (เครื่องดนตรี Bandoneón หีบเพลงขนาดเล็กที่นิยมใน Argentina และ Uruguay), Marc Johnson, José Saluzzi, รวมอยู่ในอัลบัม Cité de la Musique (1997)
เพลงนี้ดังขึ้นระหว่างมารดา Manuela นำพาบุตรชาย Esteban มารับชมการแสดงละคอนเวที A Streetcar Named Desire เสียงของ Bandoneón ฟังดูเศร้าๆ เหงาๆ ชื่อเพลงอาจสื่อถึงนกกระจอกกำลังโบยบินออกจากรัง แต่ในบริบทของหนังไม่ต่างจาก ‘Death Flag’ อารัมบทการสูญเสีย
Manuela ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ออกเดินทางสู่ Barcelona เพื่อติดตามหาอดีตสามี ระหว่างนั้นได้ยินบทเพลง Tajabone (1992) แต่ง/ขับร้องโดย Ismaël Lô สัญชาติ Senegalese ขับร้องภาษา Wolof แต่เสียงเป่าฮาร์โมนิก้าอาจทำให้คุณหลั่งน้ำตาโดยไม่รู้ตัว
| ต้นฉบับ Wolof | แปลอังกฤษโดย Grok |
|---|---|
| Ta tajabóne deñeo e tajabóne Ta tajabóne deñeo e tajabóne Abdu u yambal ñare malaicalá Jawe e ticon daru seseron Momun munidá degan yulingán Momun munidá degan wongán Jawe e ticon daru siseron Momun munidá degan yuligán Momun munidá degan wongán Tajabone deñeo e tajabone Tajabone deñeo e tajabone Wulei wulei wulei wulei Abdu yambbarr wulei Ñari malaicala wulei Chicoley yogué wulei Danu siserron wulei Munilá wulei Degan yuligán wulei Munilá wulei Degan wongán wulei Ahahaah | It’s Tajabone, oh Tajabone It’s Tajabone, oh Tajabone Abdu, the generous one, with two angels The fire is burning, it’s glowing brightly We are together, united in joy We are together, united in song The fire is burning, it’s glowing brightly We are together, united in joy We are together, united in song It’s Tajabone, oh Tajabone It’s Tajabone, oh Tajabone Wulei wulei wulei wulei Abdu, the generous one, wulei Two angels, wulei The fire rises, wulei It’s glowing brightly, wulei United, wulei In joy, wulei United, wulei In song, wulei Ahahaah |
อีกบทเพลงของ Dino Saluzzi ดังขึ้นระหว่างพิธีศพของ Rosa ชื่อว่า Coral para mi pequeño y lejano pueblo แปลว่า Coral for my small and distant town รวมอยู่ในอัลบัม Cité de la Musique (1997) … มันช่างมีความเศร้าเหลือล้น
All About My Mother (1999) นำเสนอเรื่องราวของมารดาสูญเสียบุตรชายสุดที่รัก ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง เต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น เดินทางหวนกลับหาอดีตสามี ตั้งใจจะระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่ง แต่การได้พบเจอเพื่อนเก่า-ใหม่ ให้ความช่วยเหลือ Rosa ที่ประสบโชคชะตาเดียวกัน และมีโอกาสทำการแสดงถ่ายทอดความรู้สึกภายใน ทำให้ตอนเผชิญหน้าชายคนนั้น สามารถสงบจิตสงบใจ ปรับตัวกับการสูญเสีย
The important thing about the Manuela-Lola couple is that there is no longer any hatred, that they understand each other regarding their son. Manuela understands that it is perfectly natural for a father and son to know each other and that it is not good to fight against it.
Pedro Almodóvar
ทุกสิ่งอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ราวกับกระจกสองด้าน สะท้อนกลับไปกลับมา หรือจะมองว่าสามารถเติมเต็มกันและกัน อาทิ Manuela ทำงานพยาบาลดูแลการปลูกถ่ายอวัยวะ หลังสูญเสียบุตรชายเธอกลายเป็นคนที่ต้องลงนามยินยอมให้บริจากอวัยวะ, พอเดินทางกลับ Barcelona พบเจอ Rosa ตั้งครรภ์กับอดีตคนรัก Lola (แบบเดียวกับที่ตนเองท้องกับ Lola) และยังสอดคล้องกับละคอนเวที A Streetcar Named Desire รับบทบาท Stella Kowalski ตั้งครรภ์กับชายคนรัก หลังกระทำร้ายร่างกาย-จิตใจ เลยตัดสินใจทอดทิ้งสามี ฯ
แต่สิ่งที่ผมมองว่าเป็นไฮไลท์ของหนังไม่ใช่เรื่องราวที่สะท้อนกันไปมา แต่คือวิวัฒนาการของทุกๆตัวละคร เบื้องหน้า-หลัง ชีวิตจริง-การแสดง ธาตุแท้ตัวตน-เล่นละคอนตบตา ฯ นี่เช่นเดียวกันราวกับเหรียญสองด้าน/ภาพสะท้อนกระจก
- Manuela จากความเศร้าโศกและเคียดแค้นอดีตสามี Lola หลังพานผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ท้ายที่สุดเมื่อได้เผชิญหน้าอีกฝ่าย ดูสงบสติอารมณ์ ไม่ได้ยกโทษให้อภัย เพียงไม่ปฏิเสธต่อต้านเขาอีกต่อไป
- แม่ชีฝึกหัด Rosa เปลือกภายนอกดูราวกับแม่พระ แต่ลับหลังกลับมีพฤติกรรมสำส่อนจนตั้งครรภ์ แถมติดเชื้อโรค HIV ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้แสดงพฤติกรรมรังเกียจต่อต้าน ต้องการให้กำเนิดบุตรชายคนนี้
- Agrado อาจเรียกว่ากะเทยควาย ผู้ชายทำหน้าอก เริ่มต้นทำงานโสเภณี แต่หลังจากถูกกระทำร้ายจนเกือบเสียโฉม ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ได้รับโอกาสจาก Huma Rojo กลายเป็นนักแสดงฝึกหัด (understudy) สร้างชื่อเสียงให้ตนเองจนประสบความสำเร็จ
- Huma Rojo จมปลักอยู่กับสาวขี้ยา Nina Cruz ตามใจอีกฝ่ายจนเสียคน แต่หลังจากถูกทอดทิ้ง ได้พบรักใหม่กับ Agrado สองปีให้หลังชีวิตเธอดูมีความสุขขึ้นมาก
- Nina Cruz สาวขี้ยา นิสัยดื้อรั้น เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ชอบหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับใครไปทั่ว แต่บทบาทการแสดง Stella Kowalski กลับแตกต่างตรงกันข้าม นอบน้อม ศิโรราบต่อพี่สาวและสามี เลยถูกกระทำร้าย (ร่างกาย+จิตใจ) อย่างแสนสาหัส
การนำเสนอตัวละครที่มีทั้งเบื้องหน้า-หลัง ชีวิตจริง-การแสดง ธาตุแท้ตัวตน-เล่นละคอนตบตา ฯ นี่ไม่ได้แสดงถึงพฤติกรรมกลับกลอกปอกลอก แต่คือมนุษย์ทุกคนล้วนมีสองด้านในตนเอง เปลือกภายนอกอาจดูอัปลักษณ์ ผู้ชายแต่งหญิง ทำหน้าอก หน้าตาเหมือนสัตว์ประหลาด ตัวจริงอาจนิสัยดี โอบอ้อมอารี เขา/เธอไม่ว่าจะเพศอะไรล้วนคือมนุษย์คนหนึ่ง อย่าด่วนตัดสินใครที่เปลือกภายนอก เรียนรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา … ทั้งเชิงรูปธรรมและนามธรรม
Manuela เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว นั่นแปลว่าเธอต้องเป็นทั้งมารดา (Motherhood) และบิดา (Fatherhood) ในการเลี้ยงดูบุตรชายให้เติบใหญ่ นี่ก็สอดคล้องแนวคิด ‘มนุษย์ทุกคนล้วนมีสองด้านในตนเอง’ รวมถึงความเป็นชาย (Manhood) และหญิง (Womanhood) ไม่ใช่แค่เพศกำเนิดเท่านั้น
ผกก. Almodóvar เป็นเกย์เปิดเผย ไม่เคยปิดบังมารดา แม้เธอไม่อยากยินยอมรับ บ่อยครั้งแสดงความคิดเห็นแตกต่าง (ปฏิเสธรับชมผลงานของบุตรชาย) แต่เพราะเขาคือเลือดเนื้อเชื้อไข ไม่ว่าจะเติบโตขึ้นกลายเป็นอะไร ความรักจากมารดา ย่อมไม่มีวันผันแปรเปลี่ยนเป็นอื่นใด … แม้เรื่องราวในหนังจะเป็นมารดาสูญเสียบุตรชาย แต่มันคือภาพสะท้อนความรู้สึกผกก. Almodóvar เพื่อสามารถทำความเข้าใจหัวอก ปลุกตื่นจิตวิญญาณความเป็นมารดาของตนเองขึ้นมา!
All About My Mother is indeed about motherhood, and painful motherhood. It’s not only about Manuela’s motherhood, but also Rosa’s. There’s also that relationship between two lesbians played by Marisa Paredes and Candela Peña, which is almost a mother-daughter relationship. But the film is, above all, about the coming into the world of a being, of motherhood that becomes fatherhood and vice versa.
เฉกเช่นเดียวกับบิดา แม้ว่า Lola จะคือพ่อของเด็กทั้งสอง (ตั้งชื่อเดียวกัน Esteban แปลว่า Crown, Garland ชื่อของบุคคลผู้ทรงเกียรติ) แต่พอแต่งหญิง ทำหน้าอก และมีการใช้สรรพนามเพศหญิง นั่นเป็นการแสดงออกถึงความเป็นมารดา (Motherhood) ได้ด้วยกระมัง
I’m talking about natural feelings, because I believe everything is natural, even the most monstrous things, because they’re part of our nature. But what I propose with my vision and my point of view is that, suddenly, when this woman approaches that man, he has almost become a woman to bring him to her son. The fact that the father has gotten breast implants is secondary, even trivial. The feelings are much deeper and speak to other things. I think with All About My Mother, people overlook all that little paraphernalia that makes it part of people’s lives and watch the film with the same naturalness with which I made it.
ผมลองสอบถามความคิดเห็นจากบรรดา AI ว่าการเป็นมารดา (Motherhood) จำเป็นต้องคือเพศหญิง “Is Motherhood Necessary to Be a Mother?” บุรุษสามารถรับบทบาทมารดาได้หรือไม่? คำตอบล้วนออกไปในทิศทางเดียวกันอย่างคาดไม่ถึง!
Yes — a father can take on the role of motherhood, especially in single-parent households or where traditional roles are flexible. While the term “motherhood” is gendered, the qualities it represents—nurturing, caregiving, emotional support—are human, not female-specific.
So, while a father might not be called a “mother,” he can absolutely embody the spirit and responsibilities of motherhood. In modern parenting, roles are increasingly shared or redefined—what matters most is the love, presence, and care a parent provides.
ChatGPT
The simple answer to “is Motherhood necessary to be a mother?” is no. While the biological act of giving birth is traditionally associated with being a mother, the concept of “mother” and “motherhood” extends far beyond that.
So, while a father wouldn’t literally be called “mother,” he can absolutely encompass the loving, nurturing, and caregiving aspects that are at the heart of what we understand as “motherhood.”
Google Gemini (ชื่อใหม่ของ AI Bard)
Motherhood, as traditionally understood, refers to the role, experiences, and responsibilities associated with being a mother, typically tied to giving birth, nurturing, and raising a child. However, the concept is not strictly limited to biological or traditional roles, and its interpretation can vary based on cultural, social, and personal perspectives.
While a father may not experience “motherhood” in the biological sense (e.g., pregnancy or breastfeeding), they can absolutely embody the emotional, social, and caregiving aspects of it.
AI Grok
หนังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ในประเทศสเปน 16 เมษายน ค.ศ. 1999 ด้วยเสียงตอบรับดียอดเยี่ยม จึงได้รับเลือกเข้าร่วมเทศกาลหนังเมือง Cannes (ถือเป็นครั้งแรกที่ผลงานของผกก. Almodóvar ได้เข้าฉายเทศกาลนี้) แล้วสามารถคว้ามาสองรางวัล
- Best Director
- Prize of the Ecumenical Jury
ความสำเร็จดังกล่าว ทำให้มีโอกาสออกเดินทางไปฉายตามเทศกาลหนังทั่วโลก และยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศ Spain กวาดแทบทุกรางวัล จากทุกสถาบันที่เข้าชิง
- Academy Award: Best Foreign Language Film
- Golden Globe: Best Foreign Language Film
- BAFTA Awards
- Best Film Not in the English Language
- Best Direction
- Best Original Screenplay (เข้าชิง)
- European Film Award
- Best European Film
- Best European Actress (Cecilia Roth)
- César Award: Best Foreign Film
- David di Donatello: Best Foreign Film
เกร็ด: ในคลิปรับรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film สิ่งน่าสนใจคือสองผู้ประกาศ Antonio Banderas และ Penélope Cruz ทั้งสองต่างเป็นเพื่อน เคยร่วมงานกันมาหลายครั้ง เป็นการแอบบอกใบ้อย่างชัดเจน และปฏิกิริยาดีใจของ Cruz กระโดดโลดเต้น ตะโกนเรียก Pedro มันช่างงดงาม ซาบซึ้ง
กาลเวลาทำให้กลายเป็นตำนาน หนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล “The Greatest Films of All Time” ได้รับการโหวตจากนิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll (2022) ติดอันดับ #157 … เป็นผลงานเรื่องเดียวของผกก. Almodóvar ติดชาร์ทนี้
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 2K ผ่านการตรวจอนุมัติโดยผกก. Pedro Almodóvar (และน้องชาย Agustin Almodóvar) เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2020 สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel
อาจเพราะผมมีภูมิคุ้มกันจากตอนรับชมหนังรอบแรก หวนกลับมาคราวนี้เลยไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวง กระอักกระอ่วนใจ สามารถเชยชมลูกเล่น ลีลา วิธีการนำเสนอ สัมผัสถึงอารมณ์เศร้าโศกาของผกก. Almodóvar จนแทบมิอาจกลั้นหลั่งธารน้ำตา … น่าจะเป็นผลงานมีความกลมกล่อมลงตัวที่สุดของผกก. Almodóvar
“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เมื่อเราสามารถก้าวข้างอคติเรื่องเพศ จักค้นพบความงดงามของหนังที่พยายามเสี้ยมสอนการยกโทษให้อภัย คลายความโกรธเกลียดเคียดแค้น เรียนรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม
จัดเรต 18+ โศกนาฎกรรม โสเภณี HIV รักร่วมเพศ


ใส่ความเห็น