A Tale of Two Sisters (2003)

A Tale of Two Sisters

A Tale of Two Sisters (2003) Korean : Kim Jee-woon ♥♥♥♥

ตู้ซ่อนผี คือภาพยนตร์ระดับ Masterpiece ของแนว Horror ที่ค่อยๆคืบคลานเข้าหา สร้างบรรยากาศความหลอกหลอนสะพรึงให้ผู้ชมหลงเชื่อสนิทใจ จากนั้นตุ้งแช่! หักมุมพลิกตลบหลัง ให้ตายเถอะใครกันจะไปคาดคิดถึง

ก่อนหน้านี้ผมเคยแสดงทัศนะไปว่า หนังผีที่เปิดเผยทุกสิ่งอย่างออกหมดแล้วในการรับชมครั้งแรก น้อยนักจะสร้างความหลงใหลให้ผู้ชมกลับมาดูอีกรอบสอง แต่กับ A Tale of Two Sisters ด้วยความที่เป็นหนังดูยาก มีการตัดต่อค่อนข้างซับซ้อน พอเฉลยจุดหักมุมออกมาแล้ว เชื่อว่าหลายคนก็ยังคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น การกลับมารับชมครั้งที่สองอาจเป็นทางเลือก แต่จะบอกว่าด้วยไดเรคชั่นของหนังเรื่องนี้ ดูไปอีกเป็นสิบๆรอบ ก็ยังคงได้บรรยากาศหลอกหลอนสะพรึง สะดุ้งตกใจกลัวเฉกเช่นเหมือนครั้งแรก เอะ! มันมีหนังที่ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ นี่แหละครับคือเหตุผลที่ผมยกย่องว่าคือ Masterpiece

จะบอกว่าตั้งแต่ดูหนังแนว Horror มาก็ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว นี่คือเรื่องแรกจริงๆที่ทำให้ผมสะดุ้งหวาดกลัวจับจิตจับใจ แค่หวนระลึกถึงยังรู้สึกขนลุกขนพอง เป็นภาพยนตร์เต็มเปี่ยมด้วยพลัง ภาษา และเทคนิค ที่ได้กลายเป็นต้นแบบฉบับให้กับหนัง … ไม่ใช่แค่ Asian Horror แต่น่าจะทั้งวงการ Horror เลยก็ว่าได้

เกริ่นถึงภาพยนตร์แนว Horror ในประเทศเกาหลีใต้สักหน่อย เห็นว่าหมดความนิยมเงียบหายไปในช่วงทศวรรษ 80s – 90s แต่หลังจากความสำเร็จของ Ringu (1998) ในประเทศญี่ปุ่นและทั่วเอเชีย มีหรือจะชาวเกาหลีจะยอมได้ ห้าเดือนถัดมากับ Whispering Corridors (1998) เกาะกระแสตามมาติดๆ กลายเป็นเซอร์ไพรส์ฮิต มีจำนวนผู้เข้าสูงเป็นอันดับ 3 แห่งปี

แต่หนังแนวผีๆ ไม่ถือเป็นกระแสนิยมในประเทศนี้เสียเท่าไหร่ คงเพราะมันจับความกลัวไม่ได้ เว้นถ้าเป็นแนว Horror Thriller เต็มไปด้วยความรุนแรงบ้าเลือด ระดับสุดโต่งเลยละ อาทิ Oldboy (2003), Sympathy for Lady Vengeance (2005), The Host (2006), I Saw the Devil (2010), Train to Busan (2016) ฯ ถ้าคุณรับชม A Tale of Two Sisters มาแล้วคงจะบอกได้ว่า เป็นอีกเรื่องที่เข้าพวกหลังนี้มากกว่า

Kim Jee-woon (เกิดปี 1964) ผู้กำกับสัญชาติ Korean เกิดที่กรุง Seoul เริ่มต้นจากเป็นนักแสดง/กำกับละครเวที เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง The Quite Family (1998) ส่งประกวดชนะรางวัล เลยได้รับโอกาสให้เป็นผู้กำกับ, ผลงานลำดับที่สอง The Foul King (2000) มีผู้ชมกว่า 2 ล้านคน, กำกับหนังสั้นตอน Memories เรื่อง Three (2002) ชื่อไทย อารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาตร่วมกับ Peter Chan และนนทรี นิมิตบุตร โด่งดังระดับเอเชีย, ตามด้วย A Tale of Two Sisters (2003) คว้ารางวัลมากมาย สร้างชื่อเสียงกึกก้องระดับโลก

Jee-woon ได้แรงบันดาลใจหนังเรื่องนี้จากนิทานพื้นบ้านในสมัยราชวงศ์ Joseon เรื่อง Janghwa Hongryeon jeon (Janghwa กับ Hongryeon) เด็กหญิงสองพี่น้อง Janghwa (แปลว่า Rose Flower) กับ Hongryeon (แปลว่า Red Lotus) แม่เสียชีวิตไปตั้งแต่พวกเธอยังเล็ก พ่อแต่งงานใหม่กับแม่เลี้ยงที่จงเกลียดจงชังลูกติดทั้งสอง แต่พยายามอดกลั้นไว้จนมีลูกชายสามคน ถึงแสดงความเย่อหยิ่งจองหองออกมาให้เห็น แต่แล้ววันหนึ่งตัดสินใจกำจัดสองพี่น้องให้พ้นทาง เพื่อฮุบมรดกทั้งหมด วิญญาณที่มิอาจไปผุดไปเกิดกลับหลอกหลอน หวนทวงคืนความยุติธรรม

ข้อคิดของนิทานเรื่องนี้ เป็นการสั่งสอนอย่างตรงไปตรงมาถึงกฎแห่งกรรม ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’ รวมถึงอิทธิพลของความโมโหโทโส โกรธเกลียด อาฆาตแค้น หลงตัวเอง มักมากกาม และหลงใหลยึดติดความมั่งมี ย่อมนำพาชีวิตสู่หายนะ

ปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ เด็กหญิงสองพี่น้อง Bae Su-mi (รับบทโดย Im Soo-jung) กับ Bae Su-yeon (รับบทโดย Moon Geun-young) เพิ่งออกจากโรงพยาบาลรักษาอาการซึมเศร้าหลังจากแม่เสียชีวิตจากไป พ่อ Bae Moo-hyeon (รับบทโดย Kim Kap-soo) แต่งงานใหม่กับแม่เลี้ยง Heo Eun-joo (รับบทโดย Yum Jung-ah) ที่แสดงความไม่ชอบลูกติดทั้งสองอย่างออกนอกหน้า พยายามกลั่นแกล้งสารพัด แต่แท้จริงแล้ว…

เกร็ด: ถึงชื่อตัวละครจะเปลี่ยนไป แต่ความหมายใกล้เคียง Su-mi แปลว่า Rose, ดอกกุหลาบ ส่วน Su-yeon แปลว่า Lotus, ดอกบัว

Im Soo-jung (เกิดปี 1979) นักแสดง โมเดลลิ่ง เกิดที่กรุง Seoul เริ่มจากถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสารวัยรุ่น ตามด้วยตัวประกอบสมทบละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องสร้างชื่อให้คือ A Tale of Two Sisters (2002) ตามด้วย I’m a Cyborg, But That’s OK (2006), Happiness (2007), All About My Wife (2012) ฯ

รับบท Bae Su-mi พี่สาวผู้มีความน่ารักสดใสร่าเริงสมวัย รักเอ็นดู ปกป้องน้องสาวอย่างยิ่ง แต่เมื่อใดต้องพบเจอพูดคุยกับแม้เลี้ยง จะแสดงความรังเกียจเดียจฉันท์ออกมาทันที ไม่ชอบที่เข้ามาจุ้นจ้านวุ่นวายชีวิตของพวกเธอ

แต่จริงๆแล้วทุกสิ่งอย่างที่ Su-mi พบเห็นในบ้านหลังใหม่นี้นั้น ล้วนเกิดขึ้นในความคิดจินตนาการของเธอเอง อันมีสาเหตุเกิดจากความทุกข์โศกเศร้าเสียใจที่ได้รับมาในอดีต แม่ผูกคอตาย น้องถูกตู้เสื้อผ้าหล่นทับ แม่เลี้ยงสุดแสนชั่วร้าย และพ่อผู้ไม่สนใจใยดี ทำให้เธอกลายเป็นโรคจิตเภท ปฏิเสธโลก คลุ้มคลั่ง เกิดภาพหลอน

เดิมนั้นบทนี้ ผู้กำกับต้องการ Jun Ji-hyun ติดต่อยื่นข้อเสนอไป แต่เจ้าตัวบอกปัดปฏิเสธเพราะรู้สึกว่าเรื่องราวน่ากลัวเกินไป แต่เธอกลับไปรับบท Uninvited (2003) ที่ก็เป็นหนังแนว Horror เสียอย่างนั้น, สำหรับ Im Soo-jung เห็นว่ามาคัดเลือกบทน้องสาว Su-yeon แต่ผู้กำกับมองว่าเธอเหมาะกับบทนี้มากกว่า เลยส้มหล่นโชคดีไป

ภาพลักษณ์ของ Soo-jung แม้วัยล่วง 20 กว่าแล้ว ยังดูเหมือนเด็กหญิงสาวอายุ 13-14 การแสดงก็ระดับ Breakthrough สามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก ถ่ายทอดออกมาผ่านสีหน้าสายตา เวลาหวาดกลัวดวงตาจะพองโต ตัวสั้นพริ้ม ขณะเสียสติแววตาล่องลอย ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

Moon Geun-young (เกิดปี 1987) เกิดที่ Gwangju เจ้าของฉายา ‘National’s Little Sister’ จากการเข้าวงการตอนอายุ 10 ขวบ เป็นนักแสดงละครโทรทัศน์ ตามด้วยเป็นโมเดลลิ่งสุดน่ารัก โด่งดังกับซีรีย์ Autumn in My Heart (2000), ตามด้วยภาพยนตร์แจ้งเกิด Lovers’ Concerto (2002), A Tale of Two Sisters (2003), My Little Bride (2004), Innocent Steps (2005) ฯ

รับบท Bae Su-yeon น้องสาวผู้น่ารักเอ็นดู อายุอ่อนกว่า Su-mi ไม่น่าถึงปี (แต่ตัวสูงเท่าๆกัน) ชอบติดตามพี่สาวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ถือว่าโตช้า ประจำเดือนเพิ่งมาก็ไม่รู้ต้องทำยังไง (พี่สาวดูแลจัดการให้) ด้วยนิสัยขึ้อาย เกรงใจคน ทำให้ถูกแม่เลี้ยงเอาเปรียบกลั่นแกล้งสารพัด ร้องไห้ขี้มูกโป่งเมื่อต้องถูกขังอยู่ในตู้เสื้อผ้า

แต่จริงๆแล้ว Su-yeon เป็นเพียงภาพในจินตนาการของ Su-mi เพราะเธอเคยถูกแม่เลี้ยงกลั่นแกล้ง ขังอยู่ในตู้เสื้อผ้าจนเสียชีวิต ด้วยความเศร้าเสียใจของพี่ที่เหมือนทอดทิ้งน้อง ทำให้หวนระลึกถึงตลอดเวลา น้องสาวผู้น่ารักเอ็นดู ต้องคอยมีเรื่องให้พี่ช่วยเหลือตลอดเวลา

ความน่ารักของน้องมูน คงทำให้ใครๆต่างรักใคร่ เอ็นดู สงสารจับใจ แม้การแสดงเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่น ถูกพี่ๆและผู้กำกับทั้งหลายกลั่นแกล้งตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็มิได้ลดทอนความสดใสบริสุทธิ์ลงไปแม้แต่น้อย

Yum Jung-ah (เกิดปี 1972) นักแสดงหญิงขุ่นแม่ เกิดที่ Seoul เข้าสู่วงการจากเป็นนักแสดงละครโทรทัศน์จนประสบความสำเร็จโด่งดัง เล่นหนังบ้างประปาย เพิ่งมาแจ้งเกิดก็กับภาพยนตร์เรื่อง A Tale of Two Sisters (2003) ตามด้วย The Big Swindle (2004), The Old Garden (2007), Cart (2014) ฯ

รับบทแม่เลี้ยง Heo Eun-joo เดิมนั้นเป็นพยาบาลสาว ที่ฉวยโอกาสขณะภรรยาของ Bae Moo-hyeon ป่วยหนัก เฝ้าดูแลหัวใจของเขาไปด้วย นั่นทำให้ Su-mi ที่เริ่มรู้ประสีประสา เห็นแล้วไม่สามารถอดรนทนต่อไปได้, Eun-joo มีความรังเกียจชังเด็กหญิงทั้งสองอย่างมาก ซึ่งเธอใช้การระบายความอัดอั้นเคียดแค้น ลงไม้ลงมือกับน้อง Su-yeon ที่ยังไร้ทางสู้ ครั้งหนึ่งขังไว้ในตู้เสื้อผ้า จนหมดเรี่ยวแรงและอากาศหายใจ

ตอนที่ Su-mi เข้ารักษายังโรงพยาบาลจิตเวช ได้รับการปล่อยกลับบ้าน เหมือนว่า Eun-joo จงใจหนีหาย น่าจะเลิกรากับพ่อ Bae Moo-hyeon ตัวจริงมิได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้แล้ว นี่แสดงว่าภาพของเธอทีี่เราห็น คือหนึ่งในจินตนาการของเด็กหญิง ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ เลยสร้างให้เป็นคนชั่วร้าย โหดเหี้ยม ไร้ความการุณ

การแสดงของ Jung-ah ทั้งคำพูดคำจา สีหน้า ท่าทาง มีความจี๊ดจ๊าด แรงเว่อ สมกับคำเรียกขุ่นแม่ นางแพศยาโดยแท้ สร้างสีสัน ความชั่วร้ายที่หลอกหลอนผู้ชมไปถึงขั้วหัวใจ

Kim Kap-soo (เกิดปี 1957) นักแสดงชื่อดัง เกิดที่กรุง Seoul มีผลงานละครเวที ซีรีย์โทรทัศน์ตั้งแต่ปี 1997 ทั้งยังเปิดโรงเรียนสอนการแสดงอีกด้วย ผลงานภาพยนตร์โด่งดังกับ The Taebaek Mountains (1994), A Tale of Two Sisters (2003), Mutt Boy (2003) ฯ

รับบทพ่อ Bae Moo-hyeon ผู้จืดชืดแทบจะไร้ตัวตน พึ่งพาอะไรไม่ได้ วันๆก็ไม่รู้หมกมุ่นอยู่แต่อะไร ที่แน่ๆคือต้องการคู่ครองเพื่อบำบัดผ่อนคลายกามารณ์ ความสุขกระสันต์ของตนเอง โดยไม่พยายามสนใจรับผิดชอบภาระของตนเอง

เราจะเห็นตัวละครนี้อมทุกข์อยู่ตลอดเวลา คงทรมานใจที่ลูกสาวกลายเป็นเช่นนั้น แต่จะไปโทษความผิดใครอื่นคงไม่ได้นอกจากตัวเขาเอง, ตัวจริงของ Kap-soo เป็นคนที่มีรอยยิ้มแย้ม สนุกสนานเฮฮา เล่นบทเครียดถ้ากับคนเกาหลีคงรู้สึกตะหงิดๆ แต่กับคนไม่คุ้นเคยกลับรู้สึกว่าเครียดสมจริงจังมากๆ

ถ่ายภาพโดย Lee Mo-gae ขาประจำของผู้กำกับ Jee-woon มีลักษณะ ‘ความสยองขวัญที่ค่อยๆคืบคลานเข้าหาผู้ชม’

ตัดต่อโดย Ko Im-pyo, ใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมอง ในสายตาความเข้าใจของ Bae Su-mi เริ่มจากนั่งซึมอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช หวนระลึกถึงอดีต จากนั้นเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ใครสักคนได้เฉลยสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง ช่วงท้ายจะเป็นการประมวลสรุปเหตุการณ์จริงอีกครั้ง

เพลงประกอบโดย Lee Byung-woo นักกีตาร์/แต่งเพลง เคยไปเรียนกีตาร์ถึงประเทศสเปน ที่มีผลงานเด่นอาทิ A Tale of Two Sisters (2003), The King and the Clown (2005), The Host (2006), Miracle on 1st Street (2007), Mother (2009) ฯ

วิธีการสร้างความหลอกหลอนของหนัง: ได้ยินเสียง/เห็นอะไรโฉบผ่าน เกิดความสงสัยใคร่อยากรู้ กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไปช้าๆ ตัดต่อสลับไปมาให้เห็นปฏิกิริยาสีหน้า บทเพลงค่อยๆเร่าเร้าลุ้นระทึกตื่นเต้น พอเดินถึง ณ ตำแหน่งนั้น ตุ้งแช่! ตัดภาพอย่างเร็วให้เห็นว่ามีอะไรบางสิ่งนั้นปรากฏอยู่หรือเปล่า ซึ่งถ้ามีก็จะแช่ค้างทิ้งไว้นานๆให้หัวใจสั่นระริกรัว ประมาณหนึ่งห้วงลมหายใจ แล้วค่อยตัดกลับมาให้เห็นสีหน้าตัวละคร ขยี้ตาแรงๆ ตัดอีกเจ้าสิ่งนั้น ความน่ากลัวนั้นก็จะมลายหายไปแล้ว

นี่เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิผลมากๆ กล่าวคือ สามารถดึงดูดให้ผู้ชมเกิดความใจจดใจจ่อต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ลุ้นระทึกตื่นเต้น จินตนาการคาดหวังว่าจะพบเจออะไร ซึ่งเมื่อถึงวินาทีผีโผล่ ตุ้งแช่! ทั้งๆที่อาจเตรียมใจไว้ให้พร้อมแล้ว ก็ยังคงสะดุ้งโพลง ในจังหวะที่ไม่สามารถคาดคิดถึง นี่ต่อให้รับชมอีกสิบรอบ ก็เป็นไปได้ยากที่จะซักซ้อมร่างกายให้รับมือต่อความหลอกหลอนนี้ได้ (ถ้าคุณตั้งใจดูสุดๆนะ ไม่ใช่ใจลอยไปคิดอย่างอื่น)

นอกจากการเคลื่อนกล้องแล้ว หนังยังโดดเด่นเรื่องทิศทาง มุมมองภาพ ให้สัมผัสที่แปลกตาไม่คุ้นเคย แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง และแทบทุกอย่างต้องมีสอง (ผมค่อนข้างเพลิดเพลินกับการมองหาความเป็น ‘คู่’ พบเห็นได้อยู่เรื่อยๆตั้งแต่ฉากแรก)

ฉากที่ผมชื่นชอบสุดอยู่ตอนต้นเรื่อง ขณะที่สองพี่น้องจับมือพากันวิ่งไปนั่งเล่นริมทะเลสาบ เป็นช็อตที่ถ่ายลงมาจากท้องฟ้า เห็นรองเท้าสองคู่วางไว้ พี่สาวนอนแผ่ น้องสาวนั่งอยู่ ให้สัมผัสอันนุ่มนวล ผ่อนคลาย สบายสุดของหนังแล้ว

สิ่งหนึ่งที่ต้องชมอย่างยิ่งเลย นั่นคือการออกแบบพื้นหลังผนังกำแพงบ้าน Art Direction โดย Geun-hyun Cho ด้วยสีสันลวดลายสไตล์ยุคสมัย Victorian สร้างสัมผัสบรรยากาศหลอนๆของบ้านผีสิง เข้ากับความ Stylish ของหนังแนว Horror เคียงคู่กับ Gothic หรือ Noir ได้เป็นอย่างดี

สำหรับทรงผมของตัวละคร มันชวนให้ต้องสังเกตครุ่นคิดตามเหลือเกิน เพราะทั้งแม่เลี้ยงและ Su-mi ต่างชอบปล่อยห้อยลงมาปิดหน้าผากปิดตาเพียงครึ่งเดียว (ความจริงบางส่วน?) อาจจะเป็นคำใบ้อะไรสักอย่างของหนังเลยนะ

สำหรับเพลงประกอบ จะช่วยสร้างสัมผัสบรรยากาศความหลอนหลอนให้กับหนัง โดยมีไฮไลท์คือเสียงกีตาร์โซโล่ (Lee Byung-woo ไปเรียนมาจากสเปนเลยนะ) ได้รับการยกย่องว่า ‘one of the best film scores ever composed for a Korean film’

ชื่อเพลง Cold Hand เสียงกีตาร์โซโล่นุ่มๆราวกับสายลมเย็น พัดความทุกข์โศกเศร้าหมองมาให้ ก่อนส่งต่อให้เปียโนช่วงท้าย อุณหภูมิลดต่ำลงจนเย็นยะเยือก จับมือเหมือนจับก้อนน้ำแข็ง สยิวกายไปถึงขั้วหัวใจ

บทเพลงมีการใช้ Variation ค่อนข้างโดดเด่นทีเดียว อาทิ บทเพลง Crying Moon จะมีทั้งหมด 3-4 เวอร์ชั่น เดี่ยวกีตาร์, ไวโอลิน, เต็มวงออเครสต้า, อีกฉบับทำเป็น Waltz ฯ แทรกใส่ 3-4 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวนเวียนในรูปแบบเดิม แต่มีมุมมองสะท้อนนัยยะที่แตกต่างออกไป

ขอนำมาแค่ 3 เวอร์ชั่นแล้วกัน เริ่มเดี่ยวกีตาร์ (ส่วนตัวรู้สึกว่ารู้สึกว่าไพเราะสุดในทั้งสามเวอร์ชั่นแล้ว)

เวอร์ชั่นไวโอลิน ทำนองเดิมแต่ให้สัมผัสที่ต่างกันออกไป

เจ๋งโคตรๆคือเวอร์ชั่นทำนอง Waltz เปลี่ยนชื่อเพลงใหม่เป็น No Path Back, ขณะที่ Su-mi ตัดสินใจเลือกเดินไปข้างหน้า แค่หันมองย้อนไปแต่ไม่หวนกลับคืน (จังหวะขณะเดินดุ่มๆหันหน้าเข้าหากล้อง มีบ้านเป็นพื้นหลัง เข้ากับทำนองของดนตรี Waltz อย่างยิ่งเลยละ) แต่เอาจริงๆ นี่กลับคือวินาทีตัดสินใจผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเด็กสาว

ตู้ซ่อนผี ชื่อไทยของหนังชักจูงผู้ชมไปในทางที่ผิดอย่างยิ่งเลย เพราะผมเองช่วงแรกๆก็เอาใจจดจ่ออยู่กับตู้เสื้อผ้า มันจะมีอะไรหลอนๆบังเกิดขึ้น ผีโผล่ออกมาอยู่ด้วยตอนสาวๆถูกขังหรือเปล่า? ก็ไม่ได้มีอะไรตามนั้นเลยนะ แถมหนังดำเนินเรื่องไปคนละทิศละทาง แค่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของ ‘การมีชีวิต’

แม่และน้อยสาว ต่างเสียชีวิตจากตู้เสื้อผ้า ขณะที่ Su-mi ค้นพบความจริงนี้ จิตใจของเธอได้’ปิด’ประตูลงโดยทันทีและสิ้นเชิง ปฏิเสธโลกภายนอก คลุ้มคลั่ง เกิดภาพหลอน กีดกั้นไม่ให้ใครอื่นสามารถเข้าไปอีก นี่ถือเป็นปฏิกิริยา กลไกการเอาตัวรอดของมนุษย์ แต่เพราะจิตวิญญาณของเธอน่าจะเรียกได้ว่าจากโลกนี้ไปแล้ว หนังเรื่องนี้เลยแทบไม่ต่างอะไรจากหนังผี แค่ใช้หลักจิตวิทยาในการพูดเปรียบเทียบก็เท่านั้น

คงมีผู้ชมจำนวนมากถกเถียงกันอย่างเมามัน ว่าสิ่งที่พบเห็นอยู่ในหนัง ทั้งหมดเป็นผี, ในจินตนาการของ Su-mi, หรือทั้งผีและภาพหลอน ฯ ก็แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดตีความกันไปเองเลยนะครับ สามารถมองได้ทั้งสามสี่แบบที่ยกมา เถียงให้ตายคงไม่มีใครชนะ ผมสังเกตว่าหนังยุค New Asian Horror มักไม่ค่อยมีลักษณะปล่อยให้คิดเถียงกันเองแบบนี้ คนสมัยนี้เลยรู้สึกว่ามันเป็นความเจ๋งมากๆ (แต่พบเจอได้บ่อยในยุค Classic Horror)

เหตุผลที่ Kim Jee-woon ต้องทำหนังให้ดูยากเข้าไว้ เพื่อเป็นการสร้างอรรถรส ความท้าทาย และถือเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ประจำตัว ในการชี้ชักนำพาให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจไปอย่างหนึ่ง แล้วหักมุมพลิกตลบหลัง ความจริงเป็นอีกแบบหนึ่ง ถ้าไม่หัวเสียตามไม่ทันก็อึ้งทึ่งประทับใจ

สะท้อนหนังในระดับมหภาคกับประเทศเกาหลีใต้, พ่อ-แม่เลี้ยง เปรียบเสมือนรัฐบาล ทหาร ผู้นำประเทศ ส่วนเด็กๆก็คือประชาชนตาดำๆ ถ้าคุณติดตามประวัติศาสตร์ประเทศนี้ คงรับรู้ว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทหารใช้ความรุนแรงกับประชาชนอย่างสุดโต่ง ใครต่อต้านรัฐบาลก็ใช้มาตรการตอบโต้ตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่ต่างอะไรกับการที่แม่เลี้ยงใจร้าย แสดงความจงเกลียดจงชัง ไม่ชอบหน้าเด็กหญิงทั้งสอง จนกระทั่งความตายมาเยือน ทำให้ Su-mi กลายเป็นบ้า มีชีวิตอยู่ในโลกแห่งจินตนาการของตนเอง ไม่มีใครอื่นสามารถช่วยแก้ไขอะไรได้

เกาหลีเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรง ปัจจุบันอาจผ่อนคลายลงบ้าง แต่ให้สังเกตจากภาพยนตร์ มักมี 2 สิ่งที่โคตรเด่นเป็นจุดขาย คือความรุนแรงบ้าเลือด และ Sex เร่าร้อนระดับหนัง AV (ถึงหนังเรื่องนี้จะไม่ฉาก Sex รุนแรง แต่ประเด็นคือ ความร่านของพ่อ และ Incest ของ Su-mi) นี่เป็นสิ่งที่ติดตัวระดับจิตวิญญาณของชาวเกาหลี อันเป็นอิทธิพลต่อเนื่องมาจากยุคสมัยก่อน สะท้อนมาถึงวงการภาพยนตร์อย่างชัดเจน ถ้าคุณดูหนังเกาหลีมากๆ ครุ่นคิดวิเคราะห์ตาม ก็อาจจับประเด็นพวกนี้ได้นะครับ

หนังใช้ทุนสร้าง $3.7 ล้านเหรียญ ในประเทศเกาหลีจะไม่มีรายงานรายรับ แต่เป็นจำนวนผู้ชมเข้าชม 3.12 ล้านคน ถือครองสถิติสูงสุดของแนว Horror ในประเทศนี้จนถึงปัจจุบัน (2017) ยังไม่มีเรื่องไหนทำลายลงได้

ประสบความสำเร็จขนาดนี้ มีหรือ Hollywood จะไม่ซื้อลิขสิทธิ์ไป Remake
– The Uninvited (2009) นำแสดงโดย Emily Browning เหมือนจะได้กำไร แต่คำวิจารณ์ผสม

ช่วงแรกๆของหนังมีความงดงาม น่าหลงใหล สร้างความสนใจให้ผมมากๆ แต่พอเข้าช่วงกลางๆเริ่มรู้สึกไร้สาระ บ้าบอคอแตกยังไงชอบกล พอถึงจุดเฉลยหักมุม สะดุ้งตกใจยิ่งกว่าถูกผีหลอกเสียอีก คราวนี้กลับครุ่นคิดทบทวน เกิดอาการชื่นชอบคลั่งไคล้อย่างรุนแรงเลยละ

แต่เหตุผลที่ส่วนตัวไม่หลงรักหนังเรื่องนี้ เพราะมันทำให้ผมเกิดความ’กลัว’มากเกินไป ขนลุกขนพอง แค่คิดยังหลอนๆ เสียวสันหลังวูบวาป คือผมไม่ใช่คนคลั่งไคล้อารมณ์เหล่านี้เท่าไหร่ แค่ชื่นชอบประทับใจความงดงามสมบูรณ์แบบของหนังเท่านั้น ที่ทำออกมาได้หอมปากหอมคอสุดๆ

แนะนำกับคอหนัง Horror ผู้หลงใหลในรสสัมผัสของบรรยากาศ ความหลอกหลอนสะพรึง และอารมณ์ตกใจสะดุ้งตุ้งแช่, ชื่นชอบแนว Haunted House (จริงๆต้องเรียกว่า Old Dark House ถึงจะตรงกว่า), จิตแพทย์ นักจิตวิทยา จิตวิเคราะห์ ศึกษาทำความเข้าใจผู้ป่วยจิตเวช, ผู้สร้างภาพยนตร์ทั้งหลาย ตากล้อง นักตัดต่อ นักแต่งเพลง ศึกษาเทคนิควิธีการทำความเข้าใจ, แฟนๆผู้กำกับ Kim Jee-woon ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศสุดหลอกหลอน และความจิตหลุดๆของตัวละคร

TAGLINE | “A Tale of Two Sisters ของผู้กำกับ Kim Jee-woon คือผลงาน Masterpiece ที่ค่อยๆคืบคลานเข้าหาผู้ชม ให้เกิดความหลอกหลอน สะดุ้ง สะพรึงกลัวจับใจ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of