A Woman Under the Influence (1974)

A Woman Under the Influence (1974)

A Woman Under the Influence (1974) hollywood : John Cassavetes ♠♠♠♠♠

(24/2/2025) หญิงสาวตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ… เป็นภาพยนตร์ที่จะทำให้ผู้ชมตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าหดหู่ ท่ามกลางความคลุ้มคลั่งเสียสติแตกของ(ภรรยา) Gena Rowlands ที่ถูกควบคุมครอบงำโดย(สามี) Peter Falk

A Woman Under the Influence (1974) คือภาพยนตร์ที่ผมเกลียดเxยๆ แต่พอเลยจุดนั้นมาแล้วกลับกลายเป็นชื่นชม หลงใหลคลั่งไคล้ แม้งสร้างออกมาได้ยังไง? เรียกได้ว่าหนึ่งในเอกภพ “Singular Achievement” ไม่มีใครสามารถทำซ้ำ ลอกเลียนแบบ หรือแม้แต่ตัวผู้สร้างก็มิอาจสร้างใหม่ให้ยิ่งใหญ่เท่าเทียม

ฉากเบื้องหน้าอาจคือหนังดราม่าครอบครัว (Dysfunctional Family) ชนชั้นแรงงาน (Working Class) ภายใต้ระบอบสังคมชายเป็นใหญ่ ปิตาธิปไตย (Patriarchy) แต่ผมว่าเราควรเรียกหนังหายนะ (Domestic Disaster) ไม่ก็หนังสงคราม (War Movie) การต่อสู้ระหว่างสามี-ภรรยา ใส่นวมชกต่อย อึดถึกไม่แพ้ Raging Bull (1980) … มีนักวิจารณ์เปรียบเทียบทั้งสองเรื่องนี้ว่า “Toughest of all great American films”

ไฮไลท์ของหนังคือลีลาการแสดงของ Gena Rowlands เป็นอะไรที่คลุ้มบ้าคลั่ง จนถึงระดับ Hyperrealistic ทุกท่วงท่า อากัปกิริยา ภาษาเคลื่อนไหว ล้วนเคลือบแฝงเรื่องราว รายละเอียด ความรู้สึกซุกซ่อนอยู่ภายใน สวมวิญญาณกลายเป็นตัวละครได้อย่างสมบูรณ์แบบ! … ยุคสมัยนั้นกระแสเรียกร้องสิทธิสตรีกำลังมาแรง บทบาทของ Rowlands เลยได้รับเสียงเชียร์ ความสงสารเห็นใจจากผู้ชมอย่างล้นหลาม

สำหรับคนที่ยังไม่เคยรับชมหนัง โปรดเตรียมตัวเตรียมใจ บริหารตับไตไส้พุงให้เข้มแข็ง ความยาว 146 นาที จักทำให้ทุกสิ่งอย่างภายในร่างกาย-จิตใจปั่นป่วนคลุ้มคลั่ง รุนแรงยิ่งกว่าพายุเฮอริเคนโหมกระหน่ำ ถ้าทนไม่ไหวก็อย่าฝืน ลองหาผลงานอื่นๆของผกก. Cassavetes สะสมภูมิคุ้มกันเสียก่อน … นักแสดงชื่อดัง Richard Dreyfuss เล่าประสบการณ์หลังรับชม A Woman Under the Influence (1976) เกิดอาการวิงเวียน คลื่นเหียร กลับถึงบ้านอ๊วกแตกอ๊วกแตน

It was the most incredible, disturbing, scary, brilliant, dark, sad, depressing movie. I went crazy. I went home and vomited.

Richard Dreyfuss

แซว: ว่ากันว่าข่าวการอ๊วกแตกอ๊วกแตกของ Richard Dreyfuss ทำให้ใครต่อใครอยากรู้อยากลอง ภาพยนตร์ที่ทำให้นักแสดงชื่อดังพูดออกมาอย่างนั้น สร้างกระแสปากต่อปากให้ A Woman Under the Influence (1974) ประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง (Sleeper Hit) ฉีกหน้าบรรดาโปรดิวเซอร์ สตูดิโอ Hollywood ที่ก่อนหน้านี้ไม่ใครอยากซื้อไปฉาย


John Nicholas Cassavetes (1929-89) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Greek-American เกิดที่ New York City บิดา-มารดาเป็นผู้อพยพชาวกรีก จนอายุ 7 ขวบพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักประโยค, เนื่องจากสนทนาไม่ได้ เรียนไม่เก่ง เลยตัดสินใจดำเนินรอยมารดาเป็นนักแสดง เข้าศึกษายัง American Academy of Dramatic Arts พบเจอว่าที่ศรีภรรยา Gena Rowlands, เริ่มทำงานฟากฝั่งละครเวที แสดงซีรีย์ หนังเกรดบี ช่วงปี ค.ศ. 1956 ก่อตั้ง Acting Workshop ร่วมกับ Burt Lane (บิดาของนักแสดง Diane Lane) เพื่อโต้ตอบเทคนิค Method Acting ของ Lee Strasberg ตั้งชื่อว่า The Cassavetes-Lane Drama Workshop แล้วสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Shadows (1959)

Gena and I were speaking about the pictures we were going to make, how the roles are so thin and everything is made so a narrative can work. We were talking about how difficult love was and how tough it could be to make a love story about two people who were totally different culturally, coming from two different family groups that were diametrically opposed and yet still regarded each other very highly. I kept thinking about that. Gena and I are absolutely dissimilar in everything we think, do and feel. Beyond that, men and women are totally different. When I started writing the scripts, I kept these things in mind and didn’t want the love story easy. I made a lot of discoveries about my own life.

John Cassavetes

จุดเริ่มต้นของ A Woman Under the Influence (1974) เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน ค.ศ. 1971 ระหว่างหลังงานสร้าง (Post-Production) ภาพยนตร์ Minnie and Moskowitz (1971), ศรีภรรยา Gena Rowlads โน้มน้าวสามีให้พัฒนาบทละคอนเวทีที่สร้างความท้าทาย สำหรับทำการแสดง Broadway โดยเรื่องราวนำเสนอผ่านมุมมอง (Point-of-View) ของผู้หญิง

I absolutely wrote A Woman Under the Influence to try to write a terrific part for my wife. Gena wanted to do a play. She was always complaining we’re living in California, she loves the theater and everything. Gena really wanted to do a play on Broadway. And I had always fancied that I could write a play. She wanted something big. She said, ‘Now look, deal with it from a woman’s point-of-view. I mean deal with it so that I have a part in this thing!‘ And I said, ‘OK’.

Cassavetes พัฒนาบทละคอนเวทีถึงสามเรื่องที่มีตัวเอกเป็นผู้หญิง แต่เมื่อ Rowlands อ่านแล้วล้วนตอบปฏิเสธ ฉันจะแสดงตัวละครที่มีความเข้มข้นทางอารมณ์ขนาดนี้ซ้ำๆ 7 วันได้อย่างไร? ท้ายที่สุดเลยตัดสินใจเปลี่ยนมาสร้างภาพยนตร์แทน

Gena read it and said, no, she wouldn’t do it. And I’m very stubborn so I didn’t realize that she liked the part but that on the stage, to play that every night, would kill her. I had no concept of that because we’re all obsessed, everyone’s obsessed, that is, in this stupid thing. And so I wrote another play on the same subject with the same characters, deepening the characters and making it even more difficult to play. And I gave it to Gena and she said, ‘I like that tremendously. I like the first one too, but I don’t think I could do that on Broadway.’ So I wrote another play, and so now there were three plays!

When Gena read the plays she said, ‘No one could do this every night!‘ She feared they would take her to a sanitarium if she became that keyed up over a long period of time! So then I said, well, all right, let’s try to make it a movie.

แต่การจะสรรหาทุนสร้างกับภาพยนตร์ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด! นำไปยื่นข้อเสนอแห่งหนไหนล้วนถูกตอบปฏิเสธ “No one wants to see a crazy, middle-aged dame.” พอถึงจุดๆหนึ่งก็ช่างแม้ง! ผกก. Cassavetes ตัดสินใจจำนองบ้าน หยิบยืมเงินจากครอบครัว และเพื่อนสนิท Peter Falk ชื่นชอบบทหนังมากๆ ควักเงินเก็บส่วนตัวมอบให้อีก $125,000 เหรียญ … รวมทุนตั้งต้น $250,000 เหรียญ


ค่ำคืนนี้สามี Nick Longhetti (รับบทโดย Peter Falk) นัดหมายศรีภรรยา Mabel (รับบทโดย Gena Rowlands) ว่าจะเร่งรีบกลับบ้านเร็ว เพื่อเราสองครองรักกันหวานฉ่ำ ถึงขนาดฝากลูกๆทั้งสามไว้กับมารดา แต่ทว่างานด่วนทำให้เขาต้องยกเลิกแผนการทั้งหมด สร้างความผิดหวังให้เธออย่างรุนแรง อยู่คนเดียวเปล่าเปลี่ยวหัวใจ จึงออกท่องเที่ยวผับบาร์ ดื่มสุราเมามายแล้วพาผู้ชายกลับบ้าน

Nick เป็นสามีที่มีความเข้มงวด เผด็จการ อยากได้อะไรต้องได้ ชอบขึ้นเสียง บางครั้งใช้ความรุนแรงปกครองภรรยา Mabel ทำให้เธอเต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น ประเดี๋ยวดี ประเดี๋ยวร้าย ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ อยากอยู่ด้วยกันสองต่อสองแต่เขาพาเพื่อนมาเต็มบ้าน, พยายามเป็นเจ้าบ้านแสนดี กลับถูกทำให้อับอายขายขี้หน้าประชาชี, เมื่อถึงจุดแตกหัก สำแดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง ต้องช่วยกันจับฉีดยาส่งโรงพยาบาลจิตเวช


Virginia Cathryn ‘Gena’ Rowlands (1930-2024) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Madison, Wisconsin มารดาคือนักแสดงละครเวที Lady Rowlands, โตขึ้นเข้าเรียน University of Wisconsin ได้เป็นสมาชิกชมรม Kappa Kappa Gamma ยังไม่ทันสำเร็จการศึกษาเดินทางสู่ New York City เพื่อเข้าเรียนการแสดง American Academy of Dramatic Arts พบเจอแต่งงานกับ John Cassavetes ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954, เริ่มต้นจากเป็นนักแสดงละคอนเวที Broadway ซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The High Cost of Loving (1958), ร่วมงานขาประจำสามีทั้งหมดสิบครั้ง อาทิ Faces (1968), A Woman Under the Influence (1974), Opening Night (1977), Gloria (1980), Love Streams (1984) ฯ

รับบท Mabel Longhetti เธอมีพฤติกรรมแปลกประหลาด สายตาวอกแวก ท่าทางรุกรี้ร้อนรน เหมือนคนสติไม่ค่อยสมประกอบ ไม่สามารถเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ภายใน เมื่อไม่พึงพอใจอะไรก็มักพูดบอก+แสดงออกภาษากาย ประเดี๋ยวดี ประเดี๋ยวร้าย ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยจะได้ ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทสามี คลุ้มคลั่งเสียสติแตกจนถูกส่งเข้าโรงพยาบาลบ้า หกเดือนถัดมาเดินทางกลับบ้าน อาการเหมือนจะดีขึ้นแต่…

เกร็ด: อาการของ Mabel คล้ายภาวะบุคลิกภาพผิดปกติชนิดก้ำกึ่ง (Borderline Personality Disorder) อารมณ์ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หุนหันพลันแล่น มีความคิดและนิสัยไม่คงที่ แพทย์คาดการณ์ถึงสาเหตุได้สามปัจจัย พันธุกรรม, ความผิดปกติของสมอง, สภาพแวดล้อมและความเครียด

ต้องถือว่า Rowlands ได้แสดงบทบาทท้าทายสมใจ! ตัวละครเต็มไปด้วยความกวัดแกว่งทางอารมณ์ เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวขึ้น-เดี๋ยวลง ราวกับรถไฟเหาะ (Roller Coaster) คาดเดาอะไรไม่ค่อยจะได้! น้ำเสียงพูด การแสดงออกทางใบหน้า ดวงตา อากัปกิริยาเคลื่อนไหว ทุกรายละเอียดล้วนเคลือบแฝงเรื่องราว อารมณ์ ซุกซ่อนความสิ้นหวังอยู่ภายใน

Miss Rowlands unleashes an extraordinary characterization of a harried, anxious creature, who’s convinced that she “makes a jerk of” herself every day. (The actresses’ style of performing sometimes shows a kinship with that of the early Kim Stanley or the recent Joanne Woodward, but the notes of desperation are emphatically her own.)

we’re shown her behavior, but not what inspired it.The movie is also a study in embarrassment—since that’s the dominant emotion shared by everyone who encounters this head-long person.

นักวิจารณ์ Nora Sayre จากนิตยสาร The New York Times

หนังไม่ได้อธิบายออกมาตรงๆว่าเธอมีปัญหาอะไร ผู้ชมต้องคอยสังเกตจากสภาพแวดล้อม บุคคลรายรอบ สิ่งต่างๆรอบข้าง วินาทีที่เริ่มแสดงอาการคลุ้มคลั่ง (Nervous Breakdown) มันเกิดจากอะไร? ใครเป็นต้นสาเหตุ?? ภายใต้อิทธิพลของ??? ถ้อยคำพูด ภาษากาย ยกมือขึ้นมาทำสัญลักษณ์ไม้กางเขน ล้วนเคลือบแฝงนัยยะความหมาย ท้าทายจิตวิเคราะห์ … ร้องขอให้บิดา “Stand Up” แต่เขากลับไม่เข้าใจว่าจะยืนขึ้นทำไม?

ในบรรดาผลงานภาพยนตร์ของ Rowlands บางคนอาจยกให้ Opening Night (1977) แต่ผมเลือก A Woman Under the Influence (1974) คือบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมที่สุด! ทั้งสองเรื่องต่างโดดเด่นในการขึ้นสุด ลงสุด ซุกซ่อนนัยยะภาษากาย ทว่าเรื่องนี้มันมีความใกล้ตัว แม่บ้านธรรมดาๆถูกสามีครอบงำจนตกอยู่ในความสิ้นหวัง ไม่ใช่วิกฤตปัญหานักแสดงที่จับต้องไม่ได้สักเท่าไหร่

Peter Michael Falk (1927-2011) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ The Bronx, New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพจาก Poland, ตอนอายุสามขวบผ่าตัดตาซ้ายจากโรคมะเร็งจอประสาทตา (Retinoblastoma) ทำให้ต้องสวมตาปลอมตลอดชีวิต แต่ข้อจำกัดดังกล่าวไม่ใช่ข้ออ้างใดๆ ชื่นชอบเล่นกีฬาเบสบอล บาสเกตบอล ฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาสาสมัครเป็นทหาร แม้ถูกปฏิเสธพยายามตื้อจนได้เป็นพ่อครัวสังกัด United States Merchant Marine, ต่อมาเข้าเรียนวรรณกรรมและรัฐศาสตร์ New School for Social Research แล้วออกท่องเที่ยวยุโรปหลายเดือน กลับมาหางานทำไม่ได้เลยตัดสินใจเป็นนักแสดง แรกเริ่มเข้าร่วมคณะ Mark Twain Masquers ไต่เต้าจนถึง Off-Broadway, Broadways, ภาพยนตร์เรื่องแรก Wind Across the Everglades (1958), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Murder Inc. (1960), Pocketful of Miracles (1961), โด่งดังสูงสุดกับซีรีย์ Columbo (1968-78, 1989-2003), และยังสนิทสนมผู้กำกับ Cassavetes ร่วมงานภาพยนตร์ Husbands (1970) และ A Woman Under the Influence (1974)

รับบท Nick Longhetti หัวหน้าคนงาน (Foreman) ผู้เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง หลงตนเอง ครุ่นคิดว่าฉันเก่ง สามารถทำอะไรได้ทุกสิ่งอย่าง แต่ไม่เคยทำความเข้าใจปัญหาภรรยา Mabel ว่าเกิดขึ้นจากตนเองชอบพูดข่มขู่ ดูถูกเหยียดหยาม ใช้อำนาจบาดใหญ่ ออกคำสั่งให้ปฏิบัติตามโน่นนี่นั่น ไม่พึงพอใจก็โต้ตอบด้วยความรุนแรง จนเธอแสดงอาการเสียสติแตก

ปล. การให้ตัวละครเชื้อสายอิตาเลี่ยน (เหมือนพวกมาเฟียใน The Godfather) เพราะผู้ชมมีภาพจำชาติพันธุ์ที่มักอยู่ร่วมกันครอบครัวใหญ่ ขึ้นชื่อเรื่องการใช้ความรุนแรง บุรุษมีอำนาจสูงสุด และชื่นชอบรับประทานสปาเก็ตตี้

หลังร่วมงาน Husbands (1970) ทำให้ Falk กลายเป็นเพื่อนสนิทสนม Cassavetes เลยมีโอกาสอ่านบทหนัง A Woman Under the Influence (1974) แล้วมีความชื่นชอบอย่างมากๆ เรียกร้องขอเล่นเป็นบทสามี ตื้ออยู่นานกว่าจะสำเร็จ … แต่นั่นเป็นแผนการของผกก. Cassavetes รับรู้อุปนิสัยอีกฝ่าย ถ้าพูดบอกอยากให้เล่นบทนี้พี่แกจะบอกปัดปฏิเสธ ต้องแสร้งทำเป็นไม่ได้ ไม่เหมาะ ด้วยถ้อยคำดูถูก ‘นายเล่นบทแบบนี้ไม่ได้หรอก?’ หยามกันนี่หว่า ฉันจะแสดงให้ดูว่าเล่นได้ทุกบทบาท

He said, ‘I’ve gotta play that husband.’ And I said, ‘Peter, I don’t know if you could play that. What kind of a part is that for you to play, a heavy? You’re the most loved character in the world.’ Lying! I wanted him to play it! [Laughs.] I wanted him, but if you say, ‘Please, Peter, play this,’ he won’t play it. So you gotta say, ‘Peter, you don’t play it. You can’t play it’ – and then he wants to play. ‘What do you mean I can’t play? I can play anything!’ So it’s not all lying, but –! [Laughs.] So that’s the way that thing came about; he insisted on doing it.

John Cassavetes

เกร็ด: ความสำเร็จของซีรีย์ Columbo ทำให้ Peter Falk นำค่าตัวมาลงทุนกับหนังครึ่งหนึ่ง ในตอนแรกจ่ายไป $125,000 เหรียญ ก่อนบานปลายในช่วงหลังการถ่ายทำ (Post-Production) รวมๆแล้วเกือบเกลี้ยงกระเป๋า $500,000 เหรียญ (ครึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมด) … ถึงอย่างนั้นพี่แกก็ได้เงินคืนมาหลายเท่าตัวเลยละ!

แม้ไม่ใช่ชาวอิตาเลี่ยนแท้ๆ แต่ภาพลักษณ์ของ Falk ดูใกล้เคียงอย่างมากๆ ทั้งความอึดถึก ฝีปากกล้า (คนที่เกิดย่าน The Bronx มักมีภาพนักเลงหัวไม้เสมอๆ) ไม่เคยครุ่นคิดหัวอกภรรยา+เพื่อนร่วมงาน ชอบอวดอ้าง เชื่อมั่นว่าฉันเก่ง สามารถอะไรๆได้เองทุกสิ่งอย่าง ปฏิเสธทำความเข้าใจใครอื่น โลกต้องหมุนรอบตัวฉัน สนเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ

แต่เราเคยทำความเข้าใจปัญหาของตัวละครนี้กันบ้างหรือเปล่า ทำไมเขาถึงแสดงพฤติกรรมรุนแรงเหล่านั้นออกมา? อิทธิพลจากสภาพแวดล้อม ครอบครัว สังคมรอบข้าง ยึดถือมั่นในขนบกฎกรอบ วิถีชายเป็นใหญ่ เมื่อไม่สามารถควบคุมภรรยา อับอายต่อหน้าสาธารณะ จึงมิอาจอดกลั้นฝืนทน ระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มคลั่งออกมา

His life is falling apart through a series of embarrassments, the pull of family, the pull of friends. How is he going to look in front of his friends when this woman carries on? He is attracted to her, but only when they are alone. To Nick, being embarrassed in front of his family and friends is against all ‘rules’. Society, embarrassment, his relatives, his men, his feeling that he is doing the right thing, all of this background comes between them… Most of us like to think we know how to handle life, but, actually, we are ignorant emotionally. We have to learn not to be so hard on ourselves. I’m obsessed with the idea that people are human and have fallacies, and that those embarrassing fallacies are better out in the open. That way we don’t waste time covering up.

ปล. ดวงตาปลอมของ Falk ช่วยสร้างมิติให้ตัวละครนี้อย่างมากๆ Nick มีความผิดปกติทางร่างกาย (หรือนัยยะมองไม่เห็นปัญหาของภรรยาที่เกิดจากตัวเขาเอง) ตรงกันข้ามกับ Mabel ผิดปกติทางจิตใจ

การแสดงของ Falk อาจไม่ถึงระดับของ Rowlands แต่ต้องถือว่าโดดเด่นไม่แพ้กัน มีบทบาทสำคัญมากๆต่อหนัง คอยกระตุ้นผลักดันให้เธอสำแดงอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่งออกมา เล่นได้สมจริงมากๆจนเคยโดนผู้ชมโห่เมื่อขึ้นเครดิต … ยุคนั้นกระแสเรียกร้องสิทธิสตรีกำลังมาแรง ตัวละครลักษณะนี้เลยถูกถ่มถุย มองข้าม ไม่มีใครอยากชื่นชมกล่าวถึง

หนังไม่มีเครดิตถ่ายภาพ เพราะคนถือกล้อง (Hand-Held) ถ่ายทำคือผกก. Casavetes แต่เบื้องหลังมีผู้ช่วยสองคน Mitch Breit และ Al Ruban ตระเตรียมอุปกรณ์ สถานที่ ดูแลงานด้านเทคนิคทั้งหมด!

การทำงานของ Cassavetes สามสัปดาห์ก่อนเริ่มถ่ายทำจะมีการซักซ้อม (Rehearsal) แต่แท้จริงแล้วแค่เพียงอ่านบท (Read-Through หรือ Table Reading) จุดประสงค์เพื่อทำความคุ้นเคยตัวละคร รับฟังความเห็นคิดนักแสดง แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขบทหนัง จากนั้นพอถึงวันถ่ายทำ บทพร้อม กล้องพร้อม ก็เริ่มบันทึกภาพโดยไม่มีสั่ง Action หรือ Cut ไม่มีการบอกกล่าวว่ากล้องอยู่ตรงไหน ต้องหันหน้าก้าวเดินอะไรยังไง เพียงทำการแสดงไปเรื่อยๆตามที่ตนเองคิดว่าถูกต้องเหมาะสม นั่นคือดั้นสดการแสดง ‘สไตล์ Cassavetes’ ไม่ใช่ให้อิสระในการพูดคุยสนทนาอย่างที่ใครๆมักเข้าใจผิดกัน

A lot of people had the misconception that John improvised his films, which wasn’t true. We rehearsed for two or three weeks before we shot. Occasionally a scene would be completely improvised, but only occasionally. The rehearsal was in order to give the impression of it happening for the first time, and also for the purpose of rewriting. John loved to rewrite on his feet. He’d just tear things apart, and try six, seven different ways of doing things. So by the time you got on the floor, with the camera present, you were pretty secure with where you were. John’s films were made through his actors. He loved being surprised during rehearsals and wanted you find things within yourself that would even surprise you. He wasn’t afraid of taking any trip you wanted to take.

Ben Gazzara

งานภาพของหนังไม่ได้มีเทคนิค ลูกเล่นภาพยนตร์ใดๆ การใช้กล้องมือถือ (Hand Held) Arriflex ก็เพื่ออิสระภาพในการบันทึกภาพ สามารถขยับเคลื่อนเลื่อน ซูมเข้า-ออก ติดตามตัวละคร ลักษณะคล้ายๆสารคดี (Documentary-like) แต่การโหยหาความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ของผกก. Cassavetes ซีนๆหนึ่งมักถ่ายทำหลายสิบๆเทคจนรับรู้ว่านักแสดงจะทำอะไร จึงสามารถวางแผนว่ากล้องจักดำเนินไปทิศทางไหน

You never knew when the camera might be going. And it was never: ‘Stop. Cut. Start again.’ John would walk in the middle of a scene and talk, and though you didn’t realize it, the camera kept going. So I never knew what the hell he was doing. But he ultimately made me, and I think every actor, less self-conscious, less aware of the camera than anybody I’ve ever worked with.

Peter Falk

หนังเริ่มต้นถ่ายทำวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1973 – 24 มกราคม ค.ศ. 1974 โดยบ้านของครอบครัว Longhetti ตั้งอยู่ยัง 1741 N. Taft Avenue ไม่ห่างไกลจาก Hollywood Boulevard

We looked at maybe 150 houses in Los Angeles. It was really hard to find something in the right price range that would make you feel you were in a real house and also depict the kind of blue-collar existence we had in mind. Some of the houses we scouted had plastic covers on everything, plastic pictures on the walls, and most of the family’s money went into electrical appliances. That’s a very real thing, but we didn’t want it. So we decided we needed a hand-me-down house and finally found one that had been given to the Nick character and still had all the old furniture and old woodwork. We decorated to correspond with the characters: sporting trophies, photos of the children. Everyone brings their own ideas. For instance, should the house be painted? We painted the front but not the back, which could have been painted by some friends in exchange for a couple of beers but was left as it was. We decided Nick was too busy worrying about his family.

John Cassavetes

มันเป็นเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของภาพยนตร์ที่มีตัวละครเชื้อสายอิตาเลี่ยน มักพบเห็นฉากรับประทานอาหารร่วมกันพร้อมหน้า (พวกหนังมาเฟียอิตาเลี่ยน The Godfather หรือ Goodfella จะพบเห็นบ่อย) ซึ่งสำหรับ A Woman Under the Influence (1974) ประกอบด้วยฉากมื้อเช้าและมื้อค่ำ ที่แตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

  • มื้อเช้า Nick พาเพื่อนร่วมงานมารับประทานสปาเก็ตตี้ นั่งอยู่คนละฟากฝั่งกับ Mabel และตำแหน่งของกล้องมักวางอยู่ภายใน/บนโต๊ะอาหาร (มีผู้ร่วมโต๊ะเป็นคนถือกล้อง) มันจึงไม่มีช็อตที่ Nick & Mabel อยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน
  • มื้อค่ำ Mabel เดินทางกลับจากโรงพยาบาลจิตเวช รายล้อมรอบด้วยสมาชิกครอบครัว สังเกตว่า Nick นั่งประกบติดอยู่เคียงข้าง Mabel และตำแหน่งกล้องถ่ายจากภายนอกโต๊ะอาหาร มุมก้มลงมา ทำให้สามารถพบเห็นสมาชิกทั้งหมด (ยกเว้น Nick & Mabel นั่งหันหลังให้กล้อง)

แน่นอนว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างเคลือบแฝงอยู่ในความแตกต่างบนโต๊ะอาหารสองมื้อนี้

  • มื้อเช้าแม้ว่า Mabel คือผู้หญิงคนเดียวรายรอบด้วยคนงานชายล้วน (ที่เธอไม่รู้จักสักคน) แต่มุมกล้องมักถ่ายจากฟากฝั่งสามี ทำให้เห็นเธอดูราวกับศูนย์กลางความสนใจ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ร่าเริงสดใส จู่ๆก็ลุกมากระโดดโลดเต้น
  • ตรงกันข้ามกับมื้อค่ำ (Nick นั่งประกอบ) Mabel นั่งหันหลังให้กล้องด้วยท่าทางห่อเหี่ยว พบเห็นสายตาจับจ้องมองมา สร้างความกดดัน รู้สึกอัดอั้น ราวกับเป็นบุคคลชั่วร้ายกำลังจะถูกตัดสินความผิด

มันมีหลากหลายภาษากายของ Mabel ที่ต้องกราบเบญจางคประดิษฐ์ Gena Rowlands ครุ่นคิดถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร? ผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะสามารถทำความเข้าใจ ‘สัญญาณ’ ความหมายที่เธอพยายามสื่อสารแทนคำพูด สะท้อนอารมณ์/ความรู้สึก สิ่งซ่อนเร้นภายในจิตใจ

ผมขอไม่ลงรายละเอียดว่ากิริยาท่าทางเหล่านี้สื่อถึงความหมายอะไร แค่อยากเปรียบเทียบลักษณะอาการคลุ้มคลั่ง เสียสติแตก (Nervous Breakdown) ถ้าเป็นสมัยยุโรปยุคกลาง (Medieval Era) มักเรียกว่าผีเข้า! มันจะมีตอนที่ Mabel ยกสองนิ้วขึ้นมาทำสัญลักษณ์ไม้กางเขน พยายามขับไล่จิตแพทย์ (สงสัยจะครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายคือหมอผี ปีศาจ) ราวกับจะสื่อว่า ‘ฉันไม่ใช่คนบ้า’ ก็มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่ตอบแบบนี้

หลังจากส่ง Mabel เข้ารักษาตัวโรงพยาบาลจิตเวช บรรดาผองเพื่อนร่วมงานต่างพยายามพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบ (แต่มันก็คือการเสือกเรื่องชาวบ้าน) จนสร้างความเอือมละอาให้กับ Nick เมื่อถึงจุดแตกหัก ก็ขึ้นเสียง ใส่อารมณ์ ด่าทอใครบางคนจนลื่นไถล พลัดตกหล่นลงเบื้องล่าง

นี่ไม่ใช่แค่ความซวยซ้ำซวยซ้อน แต่เป็นการเปรียบเทียบคู่ขนานสองเหตุการณ์

  • Nick อดรนทนไม่ไหวที่ถูกเพื่อนร่วมงานซักไซร้ไล่เรียง พอถึงจุดแตกหัก มีคนประสบอุบัติเหตุทางร่างกาย พลัดตกหุบเหว (จากบนลงล่าง) ถูกส่งเข้ารักษาในโรงพยาบาล
  • Mabel อดรนทนพฤติกรรมสามีไม่ไหว พอถึงจุดแตกหัก คลุ้มคลั่งเสียสติแตก อาการป่วยทางจิต (สภาวะจิตใจตกต่ำ) ถูกส่งเข้ารักษาในโรงพยาบาลจิตเวช

ระหว่างที่ Mabel เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวช Nick ตัดสินใจพาลูกๆมาท่องเที่ยวทะเล ลองไปสังเกตกันดูนะครับว่าซีนที่ชายหาด เริ่มต้น-สิ้นสุดเพียง Long Take หนึ่งเดียว! ไม่มีการตัดต่ออะไรใดๆ สำแดงหายนะของการพยายามเลี้ยงดูแลบุตรหลาน คงครุ่นคิดว่าฉันทำได้ทุกสิ่งอย่าง ผลลัพท์กลายเป็นความทรงจำที่เลือนลาง อยากลบเลือน

หกเดือนถัดมา Mabel ได้รับการปล่อยตัวจากโรงพยาบาลจิตเวช นี่ควรเป็นเรื่องส่วนตัว ภายในครอบครัว แต่ทว่า Nick กลับมองว่าคือช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง นัดหมายพวกพ้องมาร่วมแสดงความยินดี ดื่มด่ำสังสรรค์ จัดงานเลี้ยงปาร์ตี้

เอาจริงๆเรื่องพรรค์นี้มันควรเป็นสามัญสำนึก เราควรครุ่นคิดได้เองถึงความถูกต้องเหมาะสม การกระทำของ Nick สำแดงความเห็นเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ไม่เคยครุ่นคิดหัวอกภรรยา … จริงๆมันต้องเหมารวมบรรดาแขกเหรื่อที่คงสนเพียงงานเลี้ยงฉลอง ไม่รู้จักกาละเทศะเช่นกัน

“Dad… will you stand up for me?” คำกล่าวของ Mabel ไม่ใช่การให้บิดาลุกขึ้นยืน แต่ยังสื่อความหมายเชิงนามธรรมถึงการยืนหยัด ปกป้อง ให้ความช่วยเหลือจากภยันตรายรอบข้าง โดยเฉพาะสามีจอมเผด็จการที่ชอบขึ้นเสียง ออกคำสั่ง บีบบังคับให้ทำโน่นนี่นั่น … ทว่าบิดากลับพูดบอกไม่เข้าใจ เพราะตัวเขาไม่ต่างจาก Nick ไม่เคยพยายามครุ่นคิดทำความเข้าใจหัวอกผู้อื่น

หนังจงใจไม่ถ่ายให้เห็นอาการเสียสติแตกอีกครั้งของ Mabel สลับสับเปลี่ยนทิศทาง (จากตอนคลุ้มคลั่งเมื่อหกเดือนก่อน) มาพบเพียงปฏิกิริยาสีหน้าของบรรดาพ่อ-แม่ ญาติพี่น้อง ขณะถูกร้องขอให้เดินทางกลับบ้าน (แต่ยังพบเห็นมือของเธอกวัดแกว่งเคลื่อนผ่านหน้ากล้อง)

มันไม่ใช่ว่าอาการป่วยของ Mabel หลังเข้ารักษาโรงพยาบาลจิตเวชแล้วจะหายขาด ปัญหาแท้จริงคือการหวนกลับมาพบเจอสภาพแวดล้อมเดิมๆ สามีจอมเผด็จการ ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นยืนปกป้อง ยังถูกคำพูด-สายตาของอีแร้งกาจิกกัดกิน มันเลยไม่แปลกเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง อาการคลุ้มคลั่งเสียสติแตกจะหวนกลับมา

การวิ่งขึ้นๆลงๆของเด็กๆ ราวกับเป็นการตอกย้ำถึงสิ่งที่จะบังเกิดขึ้นซ้ำๆถ้า Nick ยังคงดื้อรื้อ ดึงดัน แสดงออกด้วยวิธีการเดิมๆไม่ยอมเปลี่ยนแปลง, ผิดกับ Mabel ที่พอเดินขึ้นชั้นบนเพียงครั้งเดียว ก็สามารถพาลูกๆเข้าห้องนอน ก่อนลงมาเก็บข้าวของ แล้วหนังก็สิ้นสุดลง

ตอนจบแบบนี้คงสร้างความสับสนให้กับผู้ชม บางมองอาจว่า Happy Ending ที่ Nick & Mabel หวนกลับมาคืนดีกัน, บ้างมองว่า Sad Ending เพราะมันไม่มีการแก้ปัญหาอะไรใดๆ ปลายเปิดเอาไว้เหมือนกับภาพยนตร์ชีวิต ใช่ว่าทุกสรรพสิ่งจะพบเจอคำตอบ บ่อยครั้งทำได้เพียงช่างมันฉันไม่แคร์ แล้วก้าวดำเนินต่อไป หรือคุณจะหมกมุ่นอยู่กับปัญหา จนกว่าจักค้นหาคำตอบ ก็อยู่ที่ตัวคุณเอง

ปล. การปิดหน้าต่าง เลื่อนผ้าม่าน นี่คงจงใจให้คล้ายกับละคอนเวทีเมื่อสิ้นสุดการแสดง จะมีการปิดผ้าม่าน รอฟังเสียงปรบมือจากผู้ชม นักแสดงออกมาโค้งคำนับ ขึ้นเครดิตทีมงานสร้างหนัง

เครดิตตัดต่อประกอบด้วย David Armstrong, Sheila Viseltear, Beth Bergeron แต่เห็นว่าจริงๆมีมากกว่านี้ 5-6 คน เพราะฟุตเทจถ่ายทำไว้ปริมาณมากมายมหาศาล เลยต้องใช้ผู้ช่วยเยอะเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสามี-ภรรยา Nick & Mabel Longhetti เรื่องราวเกินกว่า 70% เกิดขึ้นภายในบ้าน ระหว่างรับประทานอาหารเช้า-เย็น พบปะเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ล้อมวงสนทนา โต้ถกเถียง ทะเลาะวิวาท แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมา

  • ค่ำคืนวุ่นวาย
    • หลังเลิกงาน Nick ได้รับการติดต่อจากหัวหน้า ว่าค่ำคืนนี้มีงานด่วนให้เร่งสะสาง
    • Mabel ส่งลูกๆขึ้นรถมารดา เฝ้ารอคอยสามีกลับบ้าน แต่ค่ำมืดก็ไม่มาสักที
    • Nick เดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ โทรศัพท์บอกกับ Mabel ว่าค่ำคืนนี้คงไม่ได้กลับบ้าน
    • Mabel ตัดสินใจท่องเที่ยวผับบาร์ แล้วหิ้วผู้ชายแปลกหน้ากลับมาบ้าน
  • เช้าวันใหม่
    • เช้าวันถัดมาหลังเสร็จงานด่วน Nick หิ้วเพื่อนร่วมงานกลับมาบ้าน
    • นั่งล้อมวงรับประทานสปาเก็ตตี้ เสร็จแล้วแยกย้ายกลับบ้าน
    • Nick อยากจะหลับนอน แต่ลูกๆเดินทางกลับบ้านมาพอดี
  • พิธีกรรมไล่ผี
    • Mabel ออกไปเฝ้ารอคอยลูกๆ หลังเลิกเรียนเดินทางกลับบ้าน
    • Harold Jensen ตั้งใจฝากลูกๆไว้กับ Mabel แต่พอเห็นพฤติกรรมของเธอและสามี Nick ก็อดรนทนไม่ไหว
    • Mabel มิอาจควบคุมตนเอง สำแดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง
    • Nick โทรศัพท์เรียก Dr. Zepp หาทางเกลี้ยกล่อม ฉีดยา พาไปส่งโรงพยาบาล
  • Nick และลูกๆ
    • เพื่อนร่วมงานของ Nick พยายามถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ แต่เขาปฏิเสธตอบคำถาม แสดงความหงุดหงิดหัวเสีย จนมีลูกน้องคนหนึ่งพลัดตกเนินข้างทาง
    • Nick พาลูกๆไปท่องเที่ยวทะเล
  • หกเดือนหลังจากนั้น การกลับมาของ Mabel
    • Nick นัดหมายผองเพื่อนจัดงานเลี้ยงฉลองการกลับมาของ Mabel
    • แต่พอกลับมาบ้าน บรรดาญาติพี่น้องพยายามโน้มน้าว Nick ให้ขับไล่แขกเหรื่อกลับบ้าน
    • Mabel กลับมาถึงบ้าน พบเจอญาติพี่น้องและลูกๆทั้งสาม
    • นั่งล้อมวงรับประทานอาหารเย็น Mabel เริ่มควบคุมตนเองไม่ได้ เรียกร้องขอความช่วยเหลือจากบิดา
    • หลังจากทุกคนแยกย้ายกลับบ้าน Nick กับ Mabel ก็มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งอีกครั้ง รุนแรงถึงขั้นเธอพยายามกรีดข้อมือฆ่าตัวตาย
    • ในที่สุด Mabel ก็สามารถสงบสติอารมณ์ และส่งลูกๆเข้านอน

หนังใช้เวลาตัดต่อนาน 7 เดือน ถึงได้หนังฉบับแรกความยาวเกือบๆสี่ชั่วโมง คนที่มีโอกาสรับชมต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน “As slow and stately as Dreyer” จากนั้นค่อยๆเล็มโน่นนี่นั่นจนเหลือ 155 นาทีเข้าฉาย New York Film Festival และตัดออกอีกนิดหน่อย 146 นาที สำหรับฉายโรงภาพยนตร์ทั่วไป

The first version was three hours and fifty minutes long. I didn’t want to make too many cuts because I don’t think viewers would be interested in emotions stimulated by a technical effect. Gena is a miraculous actress and I think Peter is a miraculous actor. And you can’t really tell until you’ve seen take after take of these people being just absolutely true, true to themselves. They could break your heart in every take and it’s a terrible responsibility to come in and have the fear, the terrible fear on all of our parts, that we will screw up something.

John Cassavetes

ปล. หนังฉบับ 155 นาทียังพอหารับชมได้ในปัจจุบัน แต่ฉบับเต็มสี่ชั่วโมงคาดว่าน่าจะถูกทำลายไปแล้วกระมัง (เฉกเช่นเดียวกับ Faces (1968) ฟุตเทจที่ไม่ได้ใช้ก็ถูกผกก. Cassavates เผาทำลายกับมือ)


เพลงประกอบโดย Bo Harwood ชื่อจริง Benjamin Harwood Jr. (1946-2022) เกิดที่ Los Angeles, California เริ่มต้นจากเป็นนักร้อง/นักกีตาร์วงร็อค ก่อนผันตัวมาทำเพลงประกอบภาพยนตร์ The Bach Train (1969) ซึ่งเมื่อผกก. Cassavetes มีโอกาสรับชมเกิดความชื่นชอบประทับใจ “I loved its freedom and its dynamics.” เลยได้ช่วยงานตัดต่อ Husbands (1970), ผู้ช่วยตัดต่อเสียง Minnie and Moskowitz (1971), ก่อนถูกชักชวนมาทำเพลงประกอบ A Woman Under the Influence (1974) และยังเหมารวมหน้าที่ Sound Mixing, Sound Editor, Sound Engineer, Music Supervisor

One day during A Woman Under the Influence, he came to visit me in Peter Falk’s dressing room [at Universal, where Falk was shooting Columbo], which Peter had given me to turn into my music room. John heard what I was working on, and he said, “Bo, I want you to do this on piano.” I said, “John, I don’t play piano.” He said, “So learn piano.” So that’s what I did. Within a week, I had a main theme and a second theme and all that kind of stuff written. And I was terrified. But he liked what it sounded like a guy who didn’t know how to play the piano.

Bo Harwood

การบรรเลงเปียโนของ Harwood มีลักษณะจิ้มๆตัวโน๊ตเหมือนคนเพิ่งหัดเล่น ท่วงทำนองเรียบง่าย ฟังดูไร้เดียงสา ก็เหมือนตัวละครใช้ชีวิตสนองตัณหาอารมณ์ พูดบอกแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ไม่สามารถปกปิดซ่อนเร้น ควบคุมตนเอง โต้ตอบด้วยสันชาติญาณ

ในตอนแรกผกก. Cassavetes วางแผนจะทำออร์เคสตราจากเดโม่ของ Harwood ก่อนเปลี่ยนใจเพราะมันมีความดิบ ไร้เดียงสา เข้ากับบรรยากาศของหนังมากกว่า เมื่อนำมาวางต่อจากเสียงขับร้องอุปรากร Puccini: La Bohème (สัญลักษณ์ของความเย่อหยิ่ง ทะนงตน หลงตัวเองของ Nick) มันช่างมีความแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง (ตัวตนแท้จริงของ Nick ไม่ได้มีความยิ่งใหญ่อะไรสักสิ่งอย่าง)

หลังส่งลูกๆไปค้างแรมบ้านมารดา อุปรากรที่ Mabel รับฟังระหว่างเฝ้ารอคอยสามีก็คือ Giacomo Puccini: La Bohème (1896) Act III: Che facevi, che dicevi (แปลว่า What were you doing, what were you saying?), เรื่องราวกล่าวถึงรักแรกพบระหว่างหญิงสาว Mimì กับหนุ่มนักประพันธ์ Rodolfo แต่ต่อมาเขาพยายามจะตีจาก เพราะไม่พึงพอใจที่เธอหว่านโปรยเสน่ห์ไปทั่ว ทำเอาหญิงสาวหัวสลาย สุขภาพร่างกายทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว พยายามติดตามหาจนพบเจอ ก่อนทั้งสองจักตระหนักในรัก หวนกลับมามีความสุขในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนเธอจะสิ้นใจตาย … ลองเชื่อมโยงเรื่องราว La Bohème เข้ากับหนังเอาเองนะครับ

บทเพลงนี้ยังได้ยินอีกครั้งหลังจากเพื่อนร่วมงานรับประทานสปาเก็ตตี้เสร็จแยกย้ายกลับบ้าน ก็ถึงเวลาของเราสอง Nick & Mabel จะได้ร่วมรักหลับนอน(กลางวัน)เสียที!

เพื่อนร่วมงานผิวสีของ Nick ระหว่างรับประทานสปาเก็ตตี้ ขับร้องบทเพลง Celeste Aida จากอุปรากรโศกนาฎรรมสี่องก์ Aïda (1871) ประพันธ์โดย Giuseppe Verdi, เรื่องราวกล่าวถึงเจ้าหญิงเอธิโอเปีย Aïda ถูกจับเป็นเชลยใช้งานเป็นทาสในอียิปต์ พบเจอตกหลุมรักหัวหน้าองครักษ์ Radamès ว่าที่เจ้าบ่าวของเจ้าหญิง Amneris ธิดาฟาโรห์ The King of Egypt ลำบากใจที่จะต้องเลือกระหว่างความรักหรือความจงรักภักดี ท้ายที่สุดทั้งสองตัดสินใจหลบหนี แล้วจบชีวิตในอ้อมแขนของกันและกัน

บทเพลง Celeste Aida (หรือ Heavenly Aida) ขับร้องโดย Radamès นายทหารหนุ่มผู้มีความใฝ่ฝันอยากเป็นผู้บัญชาการกองทัพอิยิปต์ ได้รับชัยชนะในสงคราม และครอบครอง Aïda ที่แอบตกหลุมรัก

Harold Jensen ตั้งใจฝากลูกๆไว้กับ Mabel แต่พอเปิดเพลง Tchaikovsky: Swan Lake (1877) พฤติกรรมแสดงออกของเธอลุกขึ้นมาโลดเต้น เริงระบำ (เป็นการเปรียบเทียบ Mabel = Swan Lake) มันช่างดูบ้าๆบอๆ มากเกินเลยเถิด ผิดแผกแตกต่างจากมนุษย์มนามากไป ทำให้อีกฝ่ายรับไม่ได้ จะเป็นจะตาย ไม่เอาอีกแล้วฝากลูกไว้กับคนบ้า

เกร็ด: บัลเล่ต์ Swan Lake มีเค้าโครงจากตำนานพื้นบ้านรัสเซียและเยอรมัน เล่าเรื่องราวเจ้าหญิงชื่อ Odette ถูกสาปให้กลายร่างเป็นหงส์ในเวลากลางวัน และกลับเป็นมนุษย์ตอนกลางคืน หนทางเดียวที่จะแก้คำสาปคือรักแท้จากชายผู้ซื่อสัตย์

The music for A Woman Under the Influence is basically about love. It’s about loving somebody, loving your family, loving them no matter what.

Bo Harwood

บทเพลงตอนจบมันช่างแตกต่างจากตอนต้นเรื่องโดยสิ้นเชิง! เสียงร้องอุปรากรสุดยิ่งใหญ่ กลายมาเป็นเครื่องเป่าสร้างเสียงบิดเบี้ยว บูดบึ้ง ยุงบินหึ่ง มอบสัมผัสบดขยี้ ป่นปี้ ไม่เหลือชิ้นดี ทุกสิ่งอย่างที่ Nick สร้าง(ภาพ)ขึ้นมา พังทลายย่อยยับลงในพริบตา (มันเหมือนมีเสียงประกอบ อะไรอย่างแตกสลายดังขึ้นด้วยนะ) ก่อนตามด้วยเด็กน้อยจิ้มเปียโน (พร้อมเสียงร้องป๊าด๊าดาม) ราวกับว่าชีวิตดำเนินไป เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง

A Woman Under the Influence (1974) นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวผู้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลบางอย่าง สร้างความเก็บกด อดกลั้น เต็มไปด้วยความอึดอัดอั้น จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งมิอาจหยุดยับยั้ง ไม่สามารถควบคุมตนเอง ระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มคลั่ง จนคนรอบข้างมิอาจยินยอมรับ ถูกตีตราว่าเป็นคนบ้า วิกลจริต จิตไม่ปกติ ต้องเข้ารักษาตัว ณ โรงพยาบาลจิตเวช

ในมุมมองของสามี Nick อาการผิดปกติของ Mabel เกิดจากตัวเธอเองที่ชอบทำสิ่งบ้าๆบอๆ เดี๋ยวมากเกิน เดี๋ยวน้อยเกิน ไม่รู้จักเพียงพอดี ไฮเปอร์เกินไป (Hyperactive) ต้องขึ้นเสียง ออกคำสั่ง บีบบังคับให้ทำโน่นนี่นั่น เมื่อถึงจุดที่เขาไม่สามารถควบคุมครอบงำ จึงโทรศัพท์เรียกหมอ จิตแพทย์ จับฉีดยา ส่งตัวเข้ารักษาโรงพยาบาลจิตเวช

แต่แท้จริงแล้วสามี Nick คือหนึ่งในสาเหตุอาการผิดปกติของ Mabel! จากพฤติกรรมบ้าอำนาจ เผด็จการ ชอบออกคำสั่งโน่นนี่นั่น บีบบังคับให้ทำนั่นโน่นนี่ โดยไม่เคยรับฟังความคิดเห็น ทำความเข้าใจหัวอกอีกฝ่าย จนเธอรู้สึกเก็บกด อัดอั้น ราวกับนกในกรง นักโทษถูกควบคุมขัง เมื่อถึงจุดแตกหักจึงระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่งออกมา

ต้นสาเหตุของปัญหาไม่ใช่แค่สามี Nick เรายังสามารถเหมารวมสภาพแวดล้อม ทุกสรรพสิ่งอย่างรอบข้าง บิดา-มารดา ญาติพี่น้อง พรรคพวกพ้อง รวมถึงวิถีชนชั้นแรงงาน (Working Class) เชื้อชาติอิตาเลี่ยน-อเมริกัน (Italian-American) ระบอบชายเป็นใหญ่ ปิตาธิปไตย (Patriarchy) ล้วนทำให้ไม่ใช่แค่หญิงสาว แต่บุรุษเพศก็อยู่ภายใต้อิทธิพล ไร้หนทางดิ้นหลุดพ้น

Nick shows that people would rather follow the rules of society than deal with emotions. It’s awful. People suppress their emotions to follow their idea of what society expects of them. Nick is upset because he can’t control Mabel. I mean, here is a construction worker, a guy who goes out and works with his hands. He is a very formal guy. He believes in family and home. His mother really has a great influence over him. Relatives have a great influence over him. He is a conservative and all of a sudden he marries a girl. He takes the one little act of danger in his life. She is a little kooky. She is a little crazy. She loves him intensely. It is a little embarrassing to him. He doesn’t want to display that emotion to the world. He wants distance in his public life. And while he feels this thing in her to be attractive – crazy in bed, divinely kooky, whatever – he can’t handle the results.

John Cassavetes

ผกก. Cassavetes สรรค์สร้าง A Woman Under the Influence (1974) ไม่ใช่เพราะว่ามีปัญหาขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งกับศรีภรรยา Gena Rowlands แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นความพยายามเรียนรู้จักกันเสียมากกว่า ลองเอาใจเธอมาใส่ใจฉัน ครุ่นคิดสิ่งต่างๆในมุมมองผู้หญิง รู้สึกอย่างไรกับสถานะภรรยา แม่บ้านตามวิถีอเมริกัน นั่นคือสิ่งที่บุรุษเพศ(ทุกยุคทุกสมัย)ไม่เคยครุ่นคิดทำความเข้าใจ ซึ่งมันบังเอิ้ญสะท้อนการมาถึงของสตรีนิยม (Feminist) ในทศวรรษ 70s เพศหญิงเริ่มได้รับสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาคเท่าเทียมกับบุรุษ

My film are expressive of a culture that has had the possibility of attaining material fulfillment while at the same time finding itself unable to accomplish the simple business of conducting human lives. We have been sold a bill of goods as a substitute for life. What is needed is a reassurance in human emotions; a re-evaluation of our emotional capacities.

I won’t call my work entertainment. It’s exploring. It’s asking question of people, constantly. How much do you feel? How much do you know? Are you aware of this? Can you cope with this? A good movie will ask you questions you don’t already know the answers to. Film is an investigation of our lives. What we are. What our responsibilities in life are – if any. What we are looking for. Why would I want to make a film about something I already understand?

มีผู้ชมมากมายสอบถามผกก. Cassavetes หนทางออกของปัญหาครอบครัว Longhetti เลิกราหย่าร้างกันก็จบแล้วไม่ใช่หรือ? แต่นั่นคือหนทางออกที่มักง่าย เห็นแก่ตัว แทนที่จะพยายามหาหนทางแก้ปัญหา เริ่มต้นเปิดอกคุยกัน เรียนรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา กลับสร้างกำแพงขึ้นมากีดขวางกั้น … ถ้าคนสองยังไม่หมดรักกัน ก็ควรเปิดโอกาส ให้อภัยกันและกัน

I hate separatism in anything. Women’s movements only spread distrust between people and move people further away from each other than they should be. I really like people and I don’t share any of these biases; I don’t like people to be separate from me. I really like people to be accessible, not films so much, but people. I think there is an underlying hostility between the sexes today. And so we chose in this for there not to be an underlying hostility there, for there to be a love there. And there is a peculiar love there. It’s peculiar but it’s definite. The man is not trying to throw her away, really. He doesn’t know what the hell he’s doing! Doesn’t know what love means! Doesn’t know what it is. Doesn’t know what a woman is. Has no ideas. Both thinks it’s something that’s supposed to be something that cleans and sews and cooks and stays home at night and never has a thought or a sexual idea or an instinct in her to do anything at all except to be his wife, you know. And she accepts that idea! And she can’t live with it.


พอหนังสร้างเสร็จก็ยังไม่สามารถหาผู้จัดจำหน่าย ถึงขนาดผกก. Cassavetes แบกฟีล์มไปต่อรองเจ้าของโรงหนังโดยตรง แต่ก็ไม่มีใครสนใจ! จนกระทั่งผู้กำกับรุ่นน้อง Martin Scorsese ช่วยล็อบบี้เทศกาลหนัง New York Film Festival ถ้าไม่ให้ฉายหนังของ Cassavetes จะถอนโปรเจค Alice Doesn’t Live Here Anymore (1974) ออกจากเทศกาล!

เสียงตอบรับในการฉายที่ New York Film Festival ถือว่าดีล้นหลาม! ได้รับการยืนปรบมือ (Standing Ovation) ตั้งแต่ขึ้นเครดิตท้ายหนัง แต่การประชาสัมพันธ์ที่สร้างกระแสวงกว้างคือ Peter Falk และ Richard Dreyfuss ปรากฎตัวในรายการ The Mike Douglas Show แล้ว Dreyfuss ให้สัมภาษณ์ว่าดูหนังจบกลับไปอ๊วกแตกอ๊วกแตนที่บ้าน!

หนังใช้ทุนสร้างเพียง $250,000 เหรียญ (มาจากค่าจดจำนองบ้าน+เงินสนับสนุนของ Peter Falk) แต่ยังไม่รวมค่าประชาสัมพันธ์ พิมพ์ฟีล์มหนัง 200 ม้วน ค่าเดินทาง-ขนส่ง ประมาณอีก $750,000 เหรียญ รวมๆแล้วใช้เงินไป $1 ล้านเหรียญ โชคดีที่กระแสปากต่อปาก สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $6.1 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกเกือบๆ $12 ล้านเหรียญ เป็นความสำเร็จไม่มีใครคาดคิดถึง ทำให้ผกก. Cassavetes กินหรูอยู่สบาย ถ่ายทำหนังได้อีกสองเรื่องติดๆ The Killing of a Chinese Bookie (1976) และ Opening Night (1977)

It was the first time in the history of motion pictures that an independent film was distributed without the use of a nationwide system of sub-distributors.

Jeff Lipsky ขณะนั้นเป็นนักศึกษา ได้รับว่าจ้างให้ช่วยงานจัดจำหน่ายหนัง

ช่วงปลายปีหนังได้เข้าชิง Oscar และ Golden Globes หลายสาขา

  • Academy Award
    • Best Director พ่ายให้กับ Francis Ford Coppola ภาพยนตร์ The Godfather: Part II (1974)
    • Best Actress (Gena Rowlands) พ่ายให้กับ Ellen Burstyn ภาพยนตร์ Alice Doesn’t Live Here Anymore (1974)
  • Golden Globes Award
    • Best Motion Picture – Drama พ่ายให้กับ Chinatown (1974)
    • Best Director
    • Best Actress – Drama (Gena Rowlands) ** คว้ารางวัล
    • Best Screenplay

กาลเวลาทำให้หนังได้รับการยกย่องหนึ่งใน “Greatest Film of All-Time” ติดอันดับนิตยสาร Sight & Sound ทั้งสองชาร์ท แต่ฟากฝั่งผู้กำกับอันดับสูงกว่า นั่นแสดงว่าหนังมีอิทธิพลต่อผู้สร้างภาพยนตร์อย่างล้นหลาม

  • Sight & Sound: Critic’s Poll 2012 ติดอันดับ #144 (ร่วม)
  • Sight & Sound: Director’s Poll 2012 ติดอันดับ #59 (ร่วม)
  • Sight & Sound: Critic’s Poll 2022 ติดอันดับ #114 (ร่วม)
  • Sight & Sound: Director’s Poll 2022 ติดอันดับ #18 (ร่วม)

แซว: หนังติดอันดับนิตยสาร Sight & Sound สูงลิบลิ่ว แต่ทว่าชาร์ทของ American Film Institute (AFI) กลับไม่เคยติดร้อยอันดับแรก … ผมลืมไปว่า AFI มันชาร์ทหนัง Hollywood ไม่ใช่ของสหรัฐอเมริกาทั้งหมด!

ในโอกาสครบรอบ 50th Anniversary เมื่อปี ค.ศ. 2024 หนังได้รับการบูรณะ 4K เห็นว่าตอนออกฉายยังมีกิจกรรม In Memory of Gena Rowlands ที่เพิ่งเสียชีวิตไม่กี่เดือนก่อนหน้า คงต้องรออีกสักพักกว่าจะจัดจำหน่าย Home Video

ใครไม่อยากรอคอย แนะนำฉบับของ Criterion ดูแก้ขัดไปก่อน HD Digital Transfer นำจากฟีล์มบูรณะเมื่อปี ค.ศ. 2009 โดย UCLA Film and Television Archive ด้วยทุนจาก Gucci และ The Film Foundation (ของผู้กำกับ Martin Scorsese) รวบรวมอยู่ในคอลเลคชั่น John Cassavetes: Five Films (1958-1977) วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2013 ประกอบด้วย Shadows (1959), Faces (1968), A Woman Under the Influence (1974), The Killing of a Chinese Bookie (1976) และ Opening Night (1977)

ผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้มักแบ่งออกเป็นสองฝั่งฝ่ายขั้วตรงข้าม รักคลั่งไคล้ ไม่ก็เกลียดสุดๆ ผมเคยเป็นประเภทหลัง หนังเxยไรดูแล้วทรมานชิบหาย ท้องไส้ปั่นป่วน จิตใจพลุกพล่าน จุกแน่นอกแทบหายใจไม่ออก แต่กาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน เมื่อความประทับใจแรกเลือนหาย กลายเป็นความชื่นชม หลงใหลคลั่งไคล้ หวนกลับมารับชมรอบนี้เพื่อยืนกรานความรู้สึกเดิม เหนือกว่ามาสเตอร์พีซ หนึ่งเดียวในจักรวาล ♠♠♠♠♠

อาการคลุ้มคลั่ง เสียสติแตกของ Gena Rowlands (และ Peter Falk) มันเกินกว่า R-Rated เลยขอจัดเรตติ้งที่ NC-17

คำโปรย | Gena Rowlands ภายใต้อิทธิพลของสามี John Cassavetes ร่วมกันรังสรรค์ A Woman Under the Influence กลายเป็นภาพยนตร์อิสระ/นอกกระแส ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งวงการภาพยนตร์
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | เกลียดสุดๆ


MEAT Category: , , , , ,

2 ตอบกลับไปที่ “A Woman Under the Influence (1974)”

  1. ร.น.ก. Avatar
    ร.น.ก.

    ตัวละครสามีที่แสดงโดย Peter Falk เห็นแล้วนึกถึงส่วนผสมระหว่าง Jack Nicholson (ใกล้เคียงสุดก็เรื่อง Five Easy Pieces (1970) กับ The Shining (1980)) กับ Joe Pesci (โดยเฉพาะจากหนัง GoodFellas (1990) กับ Casino (1995)) ขึ้นมาเลย

  2. Oaz Avatar
    Oaz

    ควรอันดับสูงกว่าหนังผู้กำกับหญิงหลายๆเรื่อง แต่ผู้กำกับเป็นผู้ชายอะนะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)