A Woman Under the Influence (1974)

A Woman Under the Influence

A Woman Under the Influence (1974) hollywood : John Cassavetes ♠♠♠♠♠

หญิงสาวตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ… เป็นภาพยนตร์ที่จะทำให้ผู้ชมตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าหดหู่ ภายใต้อิทธิพลคลุ้มคลั่งเสียสติแตกของตัวละคร เต็มไปด้วยความอึดอั้นอั้นทุกข์ทรมาน คือผลงาน Masterpiece ที่ผมโคตรเกลียด!

ด้วยความยาว 155 นาที อารมณ์ความคลุ้มคลั่งดั่งพายุเฮอริเคนของภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจทำให้คุณสูญเสียสติ จิตตก กลายเป็นคนบ้าวิกลจริตได้เลย! ขอเตือนเอาไว้ ถ้าคิดจะรับชมจงเตรียมตัวกายใจไว้ให้พร้อม อดรนไม่ได้ก็อย่าทนฝืน เดี๋ยวกู่ไม่กลับคืนอย่ามาโทษผมก็แล้วกัน

ผลงานของผู้กำกับ John Cassavetes เลื่องลือชาในการศึกษาจิตวิทยาตัวละคร เพราะเหตุใด? ทำไม? ชักชวนให้ครุ่นคิดติดตาม อะไรคืออิทธิพลให้บุคคลครุ่นคิด-พูดบอก-แสดงออก กลายเป็นเช่นนั้น? ซึ่งหนังก็จะไม่ให้คำตอบ วิธีช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาใดๆ ทอดทิ้งผู้ชมจมสภาวะ PTSD (Post-Traumatric Stress Disorder) หมดเรี่ยวแรงจนแทบไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้

ขณะที่ไฮไลท์คือการแสดงของ Gena Rowlands เป็นอะไรที่สุดเหวี่ยงจนหลุดออกนอกกฎกรอบ สวมวิญญาณกลายเป็นตัวละครได้อย่างสมบูรณ์แบบ! ใกล้เคียงสุดเท่าที่ผมเทียบได้คือ Jack Nicholson เรื่อง One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) เห็นว่ากลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Cate Blanchett ต่อบทบาท Blue Jasmine (2013)


John Nicholas Cassavetes (1929 – 1989) ผู้กำกับ/นักแสดงสัญชาติ Greek-American เกิดที่ New York City พ่อเชื้อสายกรีก จนถึงอายุ 7 ขวบพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักประโยค, เนื่องจากเรียนไม่เก่งเลยตัดสินใจเป็นนักแสดง เข้าศึกษายัง American Academy of Dramatic Arts จากอาจารย์ Don Richardson จบออกมากำกับ เขียนบทละครเวที ทั้งยังสอนการแสดง Method Acting พัฒนาบทภาพยนตร์/กำกับเรื่องแรก Shadows (1959) จากทุนสร้างส่วนตัว $40,000 เหรียญ แม้ไม่ทำเงินแต่คว้ารางวัล Critics Award จากเทศกาลหนังเมือง Venice, สำหรับการแสดงเริ่มต้นจากซีรีย์โทรทัศน์เกรด B ผลงานสร้างชื่อคือ Rosemary’s Baby (1968), The Dirty Dozen (1967), The Fury (1978)  ฯ

Cassavetes ถือเป็นผู้กำกับรุ่นบุกเบิกหนังอินดี้ Art-House น่าจะเพราะความหงุดหงิดขุ่นเคืองคับข้องกับ Hollywood ที่จู้จี้จุกจิกจากผลงานเคยสร้าง Too Late Blues (1961) และ A Child Is Waiting (1963) หลังจากนั้นเลยเลิก! ตัดขาดสตูดิโอ สรรหาทุนสร้างด้วยตนเองตามมีตามเกิด นักแสดงก็วงในใบหน้าคุ้นเคย และด้วยปรัชญาการทำงาน ‘สร้างหนังที่ตนต้องการ’

“I don’t give a fuck what anybody says. If you don’t have time to see it, don’t. If you don’t like it, don’t. If it doesn’t give you an answer, fuck you. I didn’t make it for you anyway”.

– John Cassavetes

ด้วยเหตุนี้ Cassavetes จึงได้รับยกย่องเป็นหนึ่งในผู้กำกับทรงอิทธิพลที่สุดแห่งครึ่งหลังศตวรรษ 20 ผลงานโดดเด่น อาทิ Faces (1968), Husbands (1970), A Woman Under the Influence (1974), The Killing of a Chinese Bookie (1976), Opening Night (1977), Love Streams (1984) ฯ

และเคยเข้าชิง Oscar สามครั้ง จากสามสาขา
– Best Supporting Actor เรื่อง The Dirty Dozen (1967)
– Best Original Screenplay เรื่อง Faces (1968)
– Best Director เรื่อง A Woman Under the Influence (1974)

Cassavetes ได้แรงบันดาลใจพัฒนาบท A Woman Under the Influence จากคำร้องขอของภรรยา Gena Rowlands ต้องการความท้าทายจากตัวละครลักษณะ ‘contemporary women’ เพื่อนำไปแสดงละครเวที แต่หลังจากเขียนบทเสร็จสิ้นส่งให้อ่านแล้วบ่นอุบ ‘ฉันจะแสดงตัวละครที่มีความเข้มข้นทางอารมณ์ขนาดนี้ซ้ำๆ 7 วันได้อย่างไร!’ จำเลยต้องเปลี่ยนมาสร้างเป็นสร้างภาพยนตร์แทน

แต่การจะสรรหาทุนสร้างกับภาพยนตร์ลักษณะนี้ นำไปยื่นข้อเสนอที่ไหนก็ถูกโต้ตอบกลับว่า

“No one wants to see a crazy, middle-aged dame”.

ไม่มีสตูดิโอไหนเอาก็ช่างแม้ง! Cassavetes ตัดสินใจจดจำนองบ้าน หยิบยืมจากครอบครัว และเพื่อนๆ โดยเฉพาะ Peter Falk ชื่นชอบบทหนังอย่างมาก ควักทุนส่วนตัวให้ถึง $500,000 เหรียญ!

เรื่องราวของ Mabel Longhetti (รับบทโดย Gena Rowlands) ภรรยาของ Nick Longhetti (รับบทโดย Peter Falk) กรรมกรแรงงานเชื้อสายอิตาเลี่ยน วันหนึ่งนัดหมายกันเป็นอย่างดี ว่าค่ำคืนนี้จะมอบความสุขสำราญเฉพาะสองเรา จึงส่งลูกๆทั้งสามไปอยู่กับแม่ แต่สามีดันมีงานด่วนเข้าทำให้ต้องโทรบอกยกเลิกแผนการ ภายในจิตใจของเธอคงเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง จึงออกนอกบ้านเที่ยวเตร่ตามผับบาร์ มึนเมาได้ทีพาผู้ชายกลับมาร่วมรักหลับนอน


Virginia Cathryn ‘Gena’ Rowlands (เกิดปี 1930) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Madison, Wisconsin แม่เคยเป็นนักแสดงละครเวทีในชื่อ Lady Rowlands, โตขึ้นเข้าเรียน Unniversity of Wisconsin ได้เป็นสมาชิกชมรม Kappa Kappa Gamma จบออกมามุ่งสู่ New York City ศึกษาต่อ American Academy of Dramatic Arts พบเจอแต่งงานกับ Cassavetes ตั้งแต่ปี 1954 (จนเขาเสียชีวิต) เข้าสู่วงการจากละครเวที ตามด้วย Broadway ซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The High Cost of Loving (1958), ขาประจำร่วมงานกับสามีทั้งหมด 10 ครั้ง ได้รับการจดจำสูงสุดคือ A Woman Under the Influence (1974), Opening Night (1977) และ Gloria (1980)

รับบท Mabel Longhetti เธอมีพฤติกรรมอันแปลกประหลาด ท่าทางวอกแวก รุกรี้รุกรน ไม่สามารถเก็บอารมณ์ความรู้สึกซ่อนไว้ภายใน จำต้องพูดบอกไม่ก็แสดงออกด้วยภาษามือกวัดไกว หลายครั้งมากเกินจนเกิดการทะเลาะโต้เถียงสามี เป็นเหตุให้ถูกส่งตัวเข้าบำบัดยังโรงพยาบาลจิตเวช หกเดือนถัดมาจึงได้กลับบ้าน อาการเหมือนจะดีขึ้นแต่กลับกลายเป็นว่า…

เกร็ด: พฤติกรรมของ Mabel มีอาการคล้ายภาวะบุคลิกภาพผิดปกติชนิดก้ำกึ่ง (Borderline Personality Disorder) อารมณ์ขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หุนหันพลันแล่น มีความคิดและนิสัยไม่คงที่ แพทย์คาดการณ์ถึงสาเหตุได้สามปัจจัย
– พันธุกรรม
– ความผิดปกติของสมอง
– สภาพแวดล้อมและความเครียด

คงต้องถือว่า Rowlands ได้แสดงบทบาทโคตรท้าทายสมใจอยาก! ตัวละครเต็มไปด้วยความกวัดแกว่งทางอารมณ์ สวมวิญญาณไม่ใช่แค่สีหน้า คำพูด แต่ยังท่วงท่าลีลา ต้องชมเลยว่าสามารถขยับเคลื่อนไหว ปฏิกิริยาโต้ตอบออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ นี่น่าจะอัตโนมัติโดยสัญชาติญาณเลยกระมัง

ช่วงที่ส่วนตัวมองว่าคือไฮไลท์การแสดง ไม่ใช่ตอนที่ตัวละครแสดงความคลุ้มคลั่งเสียสติแตก ‘nervous breakdown’ แต่คือหกเดือนให้หลังเมื่อเธอกลับบ้าน เหมือนว่าจะเริ่มสามารถควบคุมตนเองได้แล้ว แต่ชีวิตยังรายล้อมด้วยบุคคลต้นสาเหตุอาการดังกล่าว พยายามอย่างยิ่งอดรนฝืนทน ร่างกายเทิ้มสั่นเทา ร้องขอให้ทุกคนกลับบ้านแต่สามีไม่ยินยอม ในที่สุดก็…

Peter Michael Falk (1927 – 2011) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City, ครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพจาก Poland เมื่อตอนอายุสามขวบผ่าตัดตาซ้ายจากโรคมะเร็งจอประสาทตา (Retinoblastoma) ทำให้ต้องสวมตาปลอมตลอดชีวิต แต่ข้อจำกัดดังกล่าวไม่ใช่ข้ออ้างการไม่ทำอะไร ชื่นชอบเล่นกีฬาเบสบอล บาสเกตบอล ฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองสมัครเป็นทหาร แม้ถูกปฏิเสธแต่ดื้อรั้นจนได้เป็นพ่อครัวสังกัด United States Merchant Marine ต่อมาเข้าเรียน New School for Social Research จบสาขาวรรณกรรมและรัฐศาสตร์ ท่องเที่ยวยุโรปหลายเดือน หางานทำไม่ได้สักทีเลยกลายเป็นนักแสดง แรกเริ่มเข้าร่วมคณะ Mark Twain Masquers ไต่เต้ามาเรื่อยๆจนถึง Off-Broadway, Broadways, ภาพยนตร์เรื่องแรก Wind Across the Everglades (1958), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Murder Inc. (1960), ได้รับการจดจำสูงสุดจากซีรีย์ Columbo (1968–2003), และยังสนิทสนมกับ Cassavetes ร่วมงานกันเรื่อง Husbands (1970), A Woman Under the Influence (1974) ฯ

รับบท Nick Longhetti สามีชาวอิตาเลี่ยน ผู้เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงตน อ้างอวดดี มีนิสัยก้าวร้าวหัวรุนแรง ชอบพูดจาข่มขู่ ใช้อำนาจควบคุมครอบงำ ครุ่นคิดว่าตนเองรับรู้เข้าใจทุกสิ่งอย่าง แต่พอพบเห็นภรรยาคลุ้มคลั่งเสียสติแตก กลับไร้หนทางแก้ไขปัญหา ไม่สามารถเข้าใจว่าแทบทุกสิ่งอย่างล้วนเกิดขึ้นจากตัวเขาเอง

การให้ตัวละครมีเชื้อสายอิตาเลี่ยน (เหมือนพวกมาเฟียใน The Godfather) ก็เพื่อสะท้อนโลกทัศน์กลุ่มชนที่ผู้ชายยังคงเป็นใหญ่ ปากอ้างรักครอบครัวกลับปกครองด้วยความรุนแรงเผด็จการ ทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวฉัน มองข้ามการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อนเยอะแยะมากมาย แต่ล้วนสนแค่การดื่ม-กิน (สปาร์เก็ตตี้)

ภาพลักษณ์ของ Falk โดยเฉพาะดวงตาปลอม ถือว่าเข้ากับตัวละครนี้อย่างมาก เพราะสะท้อนสิ่งผิดปกติ/ปัญหาที่มองไม่เห็นอันเกิดจากตนเอง เก็บเอาความเครียดจากชีวิต/การงาน มาระบายลงกับครอบครัวที่บ้าน โดนหมดไม่ว่าจะแม่ ภรรยา หรือลูกๆ ครุ่นคิดว่าฉันสามารถควบคุมครอบงำทุกสิ่งอย่างในกำมือ แต่ยิ่งบีบรัดแน่นกลับทำให้ใครๆเห็นต่างย้อนแย้ง แม้ปรารถนาดีแต่ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา นั่นไม่ใช่สิ่งน่าอภัยขณะเดียวกันก็สงสารเห็นใจ

 

ด้วยทุนสร้างจำกัด ทั้งหมดของหนังถ่ายทำยังสถานที่จริง เช่าบ้านแถวๆ Hollywood Boulevard ทีมงานก็ดึงตัวนักเรียนจากสถาบัน American Film Institute (Cassavetes ขณะนั้นเป็นอาจารย์สอนอยู่พอดี)

เครดิตถ่ายภาพโดย Mitch Breit, Al Ruban แต่คนที่ถือกล้อง Hand-Held เดินไปเดินมาคือผู้กำกับ Cassavetes เน้นความสมจริงจับต้องได้ แสงไฟก็จากธรรมชาติ/เท่าที่มีในห้อง

นักแสดงนำ Peter Falk เคยให้สัมภาษณ์ถึงวิธีการทำงานของ Cassavetes นักแสดงแทบไม่รับรู้ตัวว่ากล้องถ่ายอยู่แห่งหนไหน เพราะเขาถือแบกมันไปด้วยตลอดเวลา

“You never knew when the camera might be going. And it was never: ‘Stop. Cut. Start again.’ John would walk in the middle of a scene and talk, and though you didn’t realize it, the camera kept going. So I never knew what the hell he was doing. But he ultimately made me, and I think every actor, less self-conscious, less aware of the camera than anybody I’ve ever worked with”.

– Peter Falk

แม้ว่าส่วนใหญ่ของหนังจะคือช็อต Close-Up เพื่อให้ผู้ชมสามารถจับจ้องมองเห็นพฤติกรรม การแสดงออก อารมณ์ความรู้สึกซ่อนเร้นภายในตัวละคร แต่ก็มีหลายๆครั้งอย่างช็อตนี้เป็นการสร้างมิติให้กับภาพ กล่าวคือ Mabel นั่งตำแหน่งบนโต๊ะอาหารระยะห่างไกลลึกเข้าไปพอสมควร นั่นสะท้อนถึงสัมพันธ์ภาพของเธอกับสามี(ที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม) และพรรคพวกเพื่อนหาได้รู้จักชื่อ สนิทสนมกันแม้แต่น้อย!

เห็นลูกโป่งแดงทีไร หวนระลึกถึง The Red Balloon (1956) ขึ้นมาทุกที! เรื่องนั้นคือเด็กชายไร้เดียงสา เรื่องนี้คนที่ถือวิ่งเล่นไปมาคือ Mabel ตัวตนแท้จริงของเธอดูไม่ต่างอะไรจะเด็กน้อยสักเท่าไหร่

สำหรับบทเพลง Tchaikovsky: Swan Lake เจ้าหญิงถูกสาปให้กลายร่างเป็นหงส์ตอนกลางวัน และสามารถกลับเป็นมนุษย์ในตอนกลางคืน นี่ก็สะท้อนพฤติกรรมผีเข้าผีออกของ Mabel ได้ตรงไปตรงมาดี

ผมชื่นชอบวินาทีนี้มากๆเลยนะ ประมาณว่า Mabel กำลังใกล้ถึงสภาวะวิกลจริต เสียสติแตก ถ้าเป็นคนยุคกลางจะเรียกว่าผีเข้า แต่ฉากนี้คนที่ยกสองนิ้วชี้มาทำไม้กางเขนกลับคือเธอเอง เป็นการบอกตรงๆว่า ‘ฉันไม่ใช่คนบ้า’ ก็มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่ตอบแบบนี้

เมื่อครั้น Mabel เดินทางกลับบ้าน การเลือกกล้องมุมนี้ที่ทุกคนบนโต๊ะอาหารสามารถจับจ้องมองเธอด้วยสายตาแห่งความคาดหวัง สร้างความกระอักกระอ่วน เคอะเขิน สัมผัสได้ถึงความกดดันที่ใครๆถาโถมเข้ามา

ก่อนหน้านี้จะมีฉากหลังจากที่ Nick ส่ง Mabel เข้าโรงพยาบาล เขาเดินทางไปทำงานแต่ถูกเพื่อนๆซักถามโน่นนี่นั่นจนสร้างความรำคาญ … สำหรับ Nick แม้สามารถต่อกรกับความเครียด/กดดัน/คาดหวังจากสังคมนั้นได้ แต่กับ Mabel ตกอยู่ในสถานการณ์ลักษณะเดียวกัน จะเอาตัวรอดได้ที่ไหน!

และครั้งหนึ่งระหว่างล้อมวงบนโต๊ะอาหารนี้ เธอพูดกับพ่อว่า

“Dad… will you stand up for me?”

นี่เป็นประโยคเชิงนามธรรมมากกว่ารูปธรรมที่จะให้พ่อแค่ลุกขึ้นยืน แต่หมายถึงการยืนหยัดปกป้องเธอจากสามีจอมเผด็จการ สนแต่จะรักษาหน้าตา ออกคำสั่งโน่นนี่นั่น ไม่เคยรับฟังเสียงเรียกร้องใดๆแม้แต่น้อย … ครั้งหนึ่งเหมือนว่าพ่อจะครุ่นคิดได้ กำลังจะทำอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็แค่หมาหยอกไก่ หยุดยืนอึ้งทึ่งหมดอาลัย

Cassavetes พยายามสร้างความคลุมเคลือ/ฉงนสงสัยให้ผู้ชม ด้วยการไม่ถ่ายให้เห็น Mabel ขณะกำลังสูญเสียสติเต้นระบำบนโซฟา พบเพียงสีหน้าปฏิกิริยาของญาติขณะถูกขับไล่ให้กลับบ้าน และมือของเธอกวัดแกว่งเคลื่อนผ่านหน้ากล้องไปมา

มันไม่ใช่ว่าอาการของ Mabel หลังจากเข้ารักษาตัวจะมิได้ดีขึ้น แต่การหวนกลับมาพบเจอสภาพแวดล้อมเดิมๆ สามีเผด็จการ ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นยืนเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของเธอ มันเลยไม่แปลกเมื่อถึงจุดๆหนึ่งอาการคลุ้มคลั่งเสียสติแตกจะหวนกลับมา และเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง …

การวิ่งขึ้นๆลงๆห้องนอนของลูกถึงสามครั้งครา เป็นการตอกย้ำสิ่งที่จะบังเกิดขึ้นซ้ำๆถ้า Nick ยังคงดื้อด้าน ครุ่นคิดกระทำ/แก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งแค่เพียงครั้งเดียวที่ Mabel ยินยอมพาลูกๆไปส่งขึ้นห้องนอน (กล่าวคือ บุคคลที่เป็นผู้ยืนหยัดเคียงข้าง พยายามปกป้อง คือลูกๆทั้งสามของเธอ) เท่านั้นเองค่ำคืนแห่งความวุ่นวายนี้ถึงได้สงบสุขจบสิ้นลง

 

ตอนจบแบบนี้คงสร้างความรวดร้าวฉานให้ผู้ชมมากมาย แม้งไม่มีปัญหาอะไรเหมือนได้รับการแก้ไขสักอย่าง! นี่แหละครับคือชีวิต ใช่ว่าทุกอย่างจะสรรหาคำตอบได้ เราอาจแค่หลงลืมอดีต ช่างมันฉันไม่แคร์ แล้วดำเนินหน้าต่อไป หรือหมกมุ่นจมปลักจนกว่าจะค้นหาคำตอบได้ นั่นอยู่ที่ตัวคุณเอง

การปิดประตูห้อง เลื่อนผ้าม่านบดบัง นี่คงจงใจให้คล้ายกับละครเวที เมื่อการแสดงสิ้นสุดปล่อยผ้าม่านลงตก รอฟังเสียงปรบมือผู้ชม และเปลี่ยนจากนักแสดงออกมาโค้งคำนับ เป็นขึ้นเครดิตทีมงานสร้างหนัง

ตัดต่อโดย David Armstrong, Sheila Viseltear ดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ Nick และ Mabel Longhetti ดำเนินเรื่องสลับไปมาตามสมควร
– อารัมบทเริ่มต้นที่ Nick ตามด้วย Mabel แนะนำตัวละคร/ความสัมพันธ์อันแตกร้าวฉานของทั้งคู่
– องก์แรก พาคนแปลกหน้าเข้าบ้าน, เริ่มจาก Mable เที่ยวกลางคืนหิ้วผู้ชายกลับบ้าน และ Nick ทำงานกลางคืนหิ้วเพื่อนๆกลับบ้าน
– องก์สอง งานเลี้ยงปาร์ตี้, เด็กเข้ามารบกวนการหลับนอน พ่อเลยสอนร้อง Jingle Bell, แม่เฝ้ารอคอยลูกๆกลับบ้าน จากนั้นร้องเล่นเต้น Swan Lake
– องก์สาม พิธีกรรมไล่ผี, เริ่มจาก Nick กลับมาบ้าน หิ้วคอเพื่อนไล่ออกนอกบ้าน โทรเรียกจิตแพทย์รับตัวไปส่งโรงพยาบาล
– องก์สี่ Nick เผชิญหน้าแรงกดดัน, ถูกเพื่อนๆถามไถ่ถึงภรรยา ก่อเกิดความเกรี้ยวกราดโกรธา พาลูกๆไปเที่ยวทะเลแต่เละเทะเหมือนสับปะรด
– องก์ห้า Mabel กลับบ้าน, ถูกทุกคนถาโถมความกดดันเข้าใส่ แสดงความคลุ้มคลั่งเสียสติแตกออกมา ลูกๆต้องการเพียงแม่ส่งเข้าห้องนอน
– ปัจฉิมบท ส่งลูกๆเข้าหลับนอน

เพลงประกอบ Main Theme/Ending Song แต่งโดย Bo Harwood ขาประจำผู้ทำทุกอย่างเกี่ยวกับเสียงในผลงานของ Cassavetes (ตั้งแต่บันทึกเสียง Sound Mixing, Sound Editor, Sound Engineer, Music Supervisor, Composer) ประเด็นคือพี่แกไม่เคยเล่นเปียโน แต่ถูกผู้กำกับบีบบังคับบอก จงไปเช่ามา!

Main Theme ของหนัง สังเกตว่าท่วงทำนองเปียโนมีลักษณะเหมือนการจิ้มๆของคนเพิ่งหัดเล่น แต่ว่าไปสะท้อนเข้ากับความบริสุทธิ์ไร้เดียงของตัวละคร แต่ถูกครอบงำบีบบังคับให้ต้องแสดงออกมาด้วยความคลุ้มคลั่งเสียสติแตก

บทเพลงตอนจบเป็นอะไรที่บิดเบี้ยวบูดบึ้ง บ้าบอคอแตกสิ้นดี สะท้อนเข้ากับพฤติกรรมเพี้ยนๆของตัวละครอย่างตรงไปตรงมา และเมื่อถึงจุดๆหนึ่งจะมีเสียงแก้วแตกเพล้ง (ถึงจุดตัวละครน็อตหลุด) โทรศัพท์ดัง (สร้างความรำคาญ) ชีวิตช่างเต็มไปด้วยความว้าวุ่นวายเสียจริง

สำหรับเพลงประกอบ ล้วนนำจากบทเพลงมีชื่อ ทั้งคลาสสิกและร่วมสมัย อาทิ
– Giacomo Puccini: La Bohème Act III: Dunque è proprio finita?
– Giuseppe Verdi: Aida
– Pyotr Ilyich Tchaikovsky: Swan Lake
– I Get a Kick Out of You แต่งโดย Cole Porter
– Torna a Surriento แต่งโดย Ernesto De Curtis, คำร้องโดย Giambattista De Curtis
– Song of My Mother แต่งโดย Angelo Grisanti

การเลือกใช้บทเพลงคลาสสิกโดยเฉพาะ La Bohème เหมือนเพื่อสะท้อนจิตวิทยาภายในของตัวละคร ซึ่งดูแล้วผู้กำกับ Cassavetes อาจได้แรงบันดาลใจจาก A Clockwork Orange (1971) [เรื่องนี้นำบทเพลงของ Beethoven มาบรรยายสรรพคุณอาชญากร]

A Woman Under the Influence นำเสนอจิตวิทยาของหญิงสาว ผู้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลครอบงำบางอย่าง เก็บกดสะสมความอึดอัดอั้นจนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งมิสามารถหยุดยับยั้ง ระบายความคลุ้มคลั่งเสียสติแตกทะลักออกมา จนคนรอบข้างมิสามารถยินยอมรับ มองเป็นคนปกติทั่วไปได้

หลายคนคงครุ่นคิดเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้ Mabel คลุ้มคลั่งเสียสติแตกกลายเป็นคนวิกลจริต เกิดจากความเผด็จการเห็นแก่ตัวของสามี! นั่นไม่ผิดนะครับแต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด ลองครุ่นคิดต่อไปอีกสักนิด แล้วอะไรคือสาเหตุให้ Nick กลายเป็นคนแบบนี้ละ? ถ้าได้คำตอบก็ตั้งคำถามย้อนกลับไปเรื่อยๆจะพบความไม่สิ้นสุด สรุปแล้วคือไม่มีทางที่ใครไหนจะสามารถตอบได้ชัดเจน ทุกสิ่งอย่างล้วนคือปัจจัยเหตุทั้งนั้น

มนุษย์เราก็แปลกนะครับ เมื่อเกิดปัญหาไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีคนผิด แพะรับบาป บุคคลที่สมควรถูกตำหนิต่อว่าและลงโทษ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน นี่ไม่ใช่สิ่งผิดแต่คือ ‘อคติ’ ปรากฎภายในจิตใจมากๆย่อมทำให้หลงผิด สักวันเห็นกงจักรอาจกลายเป็นดอกบัวโดยไม่รู้ตัว

โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา ห่อนเว้น
โทษตนเท่าภูผา หนักยิ่ง
ป้องปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ

การไม่ยินยอมรับว่าตนเองคือผู้ก่อให้ปัญหา เป็นสิ่งน่าหวาดสะพรึงกลัวอย่างยิ่งในสังคม คนแบบนี้ย่อมมีชีวิตเหยียบย่ำอยู่กับที่ ไม่เรียนรู้จักพัฒนาตนเองจากความผิดพลาด … ก็ช่างเขาเถอะนะ บางคนถูกกรรมบดบังให้มีชีวิตเฉกเช่นชั้น ไม่ใช่เรื่องของเราต้องไปหนักอกหนักใจทุกข์ทรมานแทน

ผมครุ่นคิดว่าผู้กำกับ Cassavetes ชีวิตจริงของเขาอาจไม่แตกต่างจาก Nick Longhetti เพราะการพัฒนาบทหนัง(ของศิลปิน)ย่อมจากประสบการณ์ส่วนตัว แถมภรรยาตัวจริงรับบทภรรยาในหนัง (ลูกสามคนก็เท่ากับชีวิตจริง) มันอาจเคยมีเหตุการณขัดแย้งรุนแรงอันเกิดจากความเห็นแก่ตัวของทั้งคู่ แต่เพราะได้ลูกๆเข้ามาปกป้องรุมล้อมกอด สัมพันธ์พวกเขาจึงไม่อาจขาดสะบั้นลงได้ อดีตเคยเกิดอะไรขึ้นช่างมัน ชีวิตยังคงต้องดำเนินเดินต่อไป


ถึงหนังสร้างเสร็จแล้วแต่ก็ไม่สามารถหาผู้จัดจำหน่ายฉายหนังได้ ว่ากันว่าน่าจะคือครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา Cassavetes ติดต่อหาโรงภาพยนตร์พร้อมฉายผลงานของตนเอง

“It was the first time in the history of motion pictures that an independent film was distributed without the use of a nationwide system of sub-distributors”.

โรงหนังที่ฉายส่วนใหญ่มักแนว Art-House, ตามมหาวิทยาลัย ซึ่ง Cassavetes และนักแสดงบางคนมักเข้าร่วมพูดคุยสนทนากับผู้ชม กระทั่งว่ามีโอกาสไปถึงเทศกาลหนัง San Sebastián Film Festival (ประเทศสเปน) คว้ามาสองรางวัล
– Silver Shell Award: Best Director
– Best Actress (Gena Rowlands)

ผู้กำกับ Martin Scorsese ที่เพิ่งสร้างชื่อให้ตนเองกับ Mean Streets (1973) เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Cassavetes ใช้เส้นสายให้หนังได้เข้าฉายเทศกาล New York Film Festival [ประมาณว่าถ้าต้องการให้ Alice Doesn’t Live Here Anymore (1974) ฉายในเทศกาล ต้องนำ A Woman Under the Influence (1974) เข้าร่วมด้วย]

การฉายที่ New York ทำให้หนังเริ่มเข้าตานักวิจารณ์หลายๆสำนัก และการประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงผู้ชมมากสุดคือ Peter Falk ปรากฎตัวรายการ The Mike Douglas Show พูดคุยกับ Richard Dreyfuss ให้สัมภาษณ์ถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า

“the most incredible, disturbing, scary, brilliant, dark, sad, depressing movie. I went crazy. I went home and vomited”.

กระแส Cult จึงบังเกิดขึ้นบัดดล ผู้คนต่างใคร่สนใจอยากรับรู้ หนังเรื่องนี้มันจะเลวร้ายบัดซบขนาดนั้นจริงๆนะหรือ!

ด้วยทุนสร้าง $750,000 เหรียญ ทำรายได้ในอเมริกา $6.1 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกเกือบๆ $12 ล้านเหรียญ เป็นความสำเร็จที่ไม่มีใครคาดคิดถึง

หนังได้เข้าชิง Oscar สองสาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Director พ่ายให้กับ Francis Ford Coppola เรื่องThe Godfather: Part II (1974)
– Best Actress (Gena Rowlands) พ่ายให้กับ Ellen Burstyn เรื่อง Alice Doesn’t Live Here Anymore (1974)

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะเสร็จสิ้นแล้วนะครับ ตัวตั้งตัวตีไม่ใช่ใครอื่น Martin Scorsese ที่กลายเป็นผู้ก่อตั้ง The Film Foundation เมื่อปี 1990 สรรหาทุนจาก UCLA Film & Television Archive และ Gucci (แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นชื่อดังของอิตาลี)

ผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้คงแบ่งฝั่งฝ่ายสองขั้วชัดเจน คลั่งเหี้ยๆไม่ก็เกลียดสุดๆ ผมคือประเภทหลัง เป็นการดูหนังที่ทุกข์ทรมาน ท้องไส้ปั่นป่วน จิตใจพลุกพล่าน จุกแน่นอกหายใจแทบไม่ออก ตระหนักได้ทันทีว่าคือ Masterpiece แต่ไม่สามารถทำใจชื่นชอบได้ลง

แนะนำคอหนังดราม่าครอบครัว ความขัดแย้งไม่ลงรอยสามี-ภรรยา, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ทำงานเกี่ยวกับครอบครัว ค้นคว้าศึกษาหาเหตุผลความวิกลจริต, แฟนๆผู้กำกับ John Cassavetes

และคนทำงานสายการแสดง สังเกตศึกษาจาก Gena Rowlands, Peter Falk น่าจะได้ประโยชน์มากยิ่งทีเดียว

จัดเรต NC-17 กับความคลุ้มคลั่งเสียสติแตก

คำโปรย | A Woman Under the Influence คือผลงานหลุดโลกของผู้กำกับ John Cassavetes ส่งให้ Gena Rowlands กลายเป็นนักแสดงทรงอิทธิพลแห่งวงการภาพยนตร์ 
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | เกลียดสุดๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of