Alice in den Städten (1974)

Alice in the Cities

Alice in den Städten (1974) German : Wim Wenders ♥♥♥♥

ผลงานลำดับที่สี่ของ Wim Wenders แต่คือครั้งแรกในสไตล์ ลายเซ็นต์ จิตวิญญาณล่อยลอย หลงทางในเมืองใหญ่ เป้าหมายชีวิตคืออะไร? เปิดไตรภาค ‘Road Movie Trilogy’

Alice in the Cities แค่ชื่อก็ถือว่าล้อกับ Alice in Wonderland วรรณกรรมเยาวชนอมตะของ Lewis Carroll ที่ใครๆคงมักคุ้นภาพยนตร์ฉบับ Tim Burton ออกฉายปี 2010, เด็กหญิง Alice หลงเข้าไปใน Wonderland พบเจอสิ่งมหัศจรรย์มากมาย เป้าหมายคือค้นหาทางกลับบ้าน … Alice in the Cities ก็เฉกเช่นกัน เปลี่ยนสู่เมืองใหญ่ New York City, Amsterdam ได้รับการช่วยเหลือจนสามารถกลับบ้านยัง Ruhr, West Germany

ใครเคยรับชมผลงาน Wim Wenders โดยเฉพาะ Paris, Texas (1984) น่าจะมักคุ้นสไตล์ ลายเซ็นต์ คำถามของผู้กำกับ อะไรคือเป้าหมายชีวิต? Alice in the Cities ถือเป็นต้นแบบแม่พิมพ์ ครั้งแรกค้นพบตัวเอง นำเสนออาการ ‘หลงทาง’ ของตัวละครและผู้กำกับ Wenders ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อหลังล้มเหลวสามเรื่องติด ‘นี่ฉันเหมาะจะเป็นผู้กำกับสร้างภาพยนตร์จริงๆนะหรือ?’

การค้นพบตัวเองครั้งนี้ของ Wenders ทำให้เขาเลือกสานต่อเนื่องกับอีกสองผลงาน แต่ต้องถือว่าโดยความไม่ได้ตั้งใจ เป็นนักวิจารณ์ Richard Roud ให้ข้อสังเกตความคล้ายคลึง และตั้งชื่อ ‘Road Movie Trilogy’ ประกอบด้วย
– Alice in the Cities (1974)
– The Wrong Move (1975)
– Kings of the Road (1976)

แม้ภาพยนตร์ของ Wim Wenders จะมิได้เชื่องช้าระดับ Andrei Tarkovsky, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หรือ Béla Tarr แต่ก็อาจทำให้คุณหลับสนิทปลุกไม่ตื่น แนะนำว่าก่อนรับชมควรตระเตรียมกายใจไว้ให้พร้อม สมองโล่งปลอดโปร่ง หาน้ำหรือป๊อปคอร์นขบเคี้ยวเผื่อไว้ด้วยก็ดี ผ่านชั่วโมงแรกไปได้คงสามารถดูจนจบแล้วละ


Ernst Wilhelm ‘Wim’ Wenders (เกิดปี 1945) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติเยอรมัน เกิดที่ Düsseldorf ในครอบครัวเคร่งคาทอลิก เติบโตเรียนมัธยมที่เมือง Ruhr พ่อประกอบอาชีพศัลยแพทย์ทำให้โตขึ้นเลือกเรียนหมอ ตามด้วยปรัชญา แต่ไม่ชอบทั้งคู่เลยลาออกมุ่งสู่ Paris ตั้งใจเป็นจิตรกรแต่สอบไม่ผ่าน IDHEC ทำงานนักแกะสลักในสตูดิโอของ Johny Friedlander ค่อยๆเกิดความสนใจหลงใหลสื่อประเภทนี้ กลับเยอรมันสมัครเข้าเรียนสาขาภาพยนตร์ Hochschule für Fernsehen und Film München (University of Television and Film Munich) เป็นครั้งแรกตั้งใจจริงจังจนสามารถสำเร็จการศึกษา! ระหว่างนั้นได้งานวิจารณ์ให้กับหนังสือพิมพ์ Süddeutsche Zeitung, นิตยสาร Twen, Der Spiegel หลังจากสร้างหนังสั้นหลายเรื่อง ผลงานขนาดยาวเรื่องแรก Summer in the City (1970)

เอกลักษณ์ลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Wim Wenders ผมเคยเขียนไว้ 3 สิ่งที่จับต้องได้
1. สไตล์งานภาพที่สามารถจับจ้อง มองเห็นจิตวิญญาณของสถานที่ถ่ายทำ สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างออกมา
2. สัมผัสที่นุ่มนวลอ่อนไหว ใจเย็นไม่รีบร้อน ยกตัวอย่างถ้าเลือกวิธีไปโรงหนัง ขับรถไปเอง นั่งรถเมล์ โบกแท็กซี่ หนังของ Wim จะประมาณว่าเดินชมวิวไปเรื่อยๆ แบบไม่แคร์รถติด
3. เรื่องราวที่สนใจ เป็นการค้นหา ตั้งคำถาม หาคำตอบของปรัชญาชีวิต การมีตัวตน และพระเจ้า

สรุปโดยย่อสามผลงานแรกของ Wenders
– เรื่องแรกรับอิทธิพลหนักๆจาก John Cassavetes
– เรื่องสองเน้นๆกับ Alfred Hitchcock
– เรื่องสามดัดแปลงนวนิยายที่ไม่ค่อยชื่นชอบสักเท่าไหร่

ด้วยเหตุนี้สามผลงานแรกจึงล้มเหลวทั้งเสียงวิจารณ์และรายรับ สร้างความรวดร้าวฉานให้ผู้กำกับ Wenders คาดคิดว่านี่อาจเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย เลยตัดสินใจจะทิ้งทวนด้วยผลงานที่ ‘เป็นตัวของตนเอง’

“Alice in the Cities was a conscious attempt to make something only I could do”.

– Wim Wenders

เรื่องราวได้แรงบันดาลใจจาก Der kurze Brief zum langen Abschied ชื่อภาษาอังกฤษ Sort Letter, Log Farewell (1972) ของเพื่อนสนิท Peter Handke (เกิดปี 1942) นักเขียนนวนิยาย/บทละคร สัญชาติ Austrian เกี่ยวกับชายชาวเยอรมัน ออกเดินทางทั่วสหรัฐอเมริกาเพื่อค้นหาภรรยาหายตัวไป ซึ่งมีการกล่าวอ้างอิงถึงภาพยนตร์ Young Mr. Lincoln (1939) ของผู้กำกับ John Ford [นำฟุตเทจบางส่วนมาใช้ในหนังด้วยนะ]

ระหว่างตระเตรียมงานอยู่สหรัฐอเมริกา Wenders มีโอกาสรับชม Paper Moon (1973) ของผู้กำกับ Peter Bogdanovich เกิดความหวาดหวั่นสะพรึงกลัว ช็อค! คาดคิดไม่ถึงจะมีภาพยนตร์เรื่องราวคล้ายความตั้งใจตนเองสร้างขึ้นก่อน นั่นทำให้เขาตัดสินใจโทรบอกสตูดิโอต้นสังกัดขอยกเลิกโปรเจค

ไม่กี่วันถัดจากนั้น ผู้กำกับ Samuel Fuller ได้ชักชวน Wenders มาร่วมดื่มกิน พูดคุยสนทนา หลังจากรับล่วงรู้สิ่งเกิดขึ้นดังกล่าว ให้คำแนะนำ ‘ทำไมไม่ลองปรับแก้ไขบทให้แตกต่างจาก Paper Moon เสียละ’ นี่มันแค่เส้นผมบังภูเขาเท่านั้นเองนะ พอครุ่นคิดได้ โทรติดต่อสตูดิโอต้นสังกัดโปรเจคนี้เดินหน้าต่อ!

Philip Winter (รับบทโดย Rüdiger Vogler) ชายชาวเยอรมัน ได้รับมอบหมายเขียนบทความเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา แต่เขากลับใช้เวลาเป็นเดือนๆยัง New York City ถ่ายภาพโน่นนี่นั่น มิได้ลงมือทำอะไรทั้งนั้น คาดหวังกลับเยอรมันไปเริ่มต้น แต่ขณะจองตั๋วเครื่องบินจับพลัดพลูให้ความช่วยเหลือ Lisa (รับบทโดย Lisa Kreuzer) และลูกสาว Alice (รับบทโดย Yella Rottländer) ต้องการกลับบ้านเช่นกัน ติดที่ไม่มีเครื่องบินตรงเยอรมัน ใกล้สุดคือ Amsterdam

เหตุการณ์วุ่นๆเริ่มที่ Lisa ทิ้งจดหมาย ขอให้ Philip Winter พาลูกสาวขึ้นเครื่องบินไปก่อน แล้วตนเองจะติดตามทีหลัง … แต่ Alice กลับจดจำรายละเอียดไม่ได้เลยสักนิด บ้านของตนเองอยู่แห่งหนไหน!


Rüdiger Vogler (เกิดปี 1942) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Biberach โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงยัง Heidelberg กลายเป็นนักแสดงละครเวที Theater am Turm ณ Frankfurt am Main กระทั่งมีโอกาสแสดงละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The Goalkeeper’s Fear of the Penalty (1972) จนกลายเป็นขาประจำของผู้กำกับ Wim Wenders

รับบท Philip Winter ชายผู้มีดวงตาเหม่อล่องลอย ท่าทางเบื่อหน่าย อยู่ไปวันๆอย่างไร้แก่นสาน ได้รับมอบหมายให้เขียนบทความเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา ผ่านไปสี่สัปดาห์หน้ากระดาษยังคงว่างเปล่า

ตัวตนของ Winter หาได้มีมโนธรรมค้ำจุนดีเด่นอะไร แต่โชคชะตาจับพลัดพลูให้กลายเป็นคนเลี้ยงดูแล Alice พยายามหาหนทางทอดทิ้งเอาตัวรอด แต่โดยไม่รู้ตัวการได้เด็กหญิงเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง ค่อยๆทำให้โลกทัศนคติของเขาปรับเปลี่ยนแปลงไป

ความเซอๆของ Vogler ถือเป็นตัวตายตัวแทน/อวตารผู้กำกับ Wenders โดดเด่นกับสายตาที่ว่างเปล่า ล่องลอย ภาษากายสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกภายในออกมาอย่างเด่นชัดเจน

Yella Rottländer (เกิดปี 1964) นักแสดงเด็ก สัญชาติ German ได้รับการค้นพบโดย Wim Wenders ชักชวนมาแสดง Der Scharlachrote Buchstabe (1973) สร้างความทรงจำไม่ดีเท่าไหร่ให้เธอ แต่ก็ได้รับโอกาสอีกครั้งกับ Alice in den Städten (1974) กลายเป็นผลงานแสดงทิ้งท้าย โตขึ้นกลายเป็นนักออกแบบเครื่องแต่งกาย Costume Designer

รับบท Alice เด็กหญิงอายุ 10 ขวบ กำลังก้าวสู่วัยแรกรุ่น จับพลัดพลูถูกแม่ทอดทิ้งให้ต้องเดินทางกับชายแปลกหน้า Philip Winter สังเกตรับรู้ว่าเขาต้องการทอดทิ้งตนใจจะขาด จึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อฉุดเหนี่ยวรั้ง โกหกอ้างหลงลืม เรียกร้องความสนใจโน่นนี่นั่น ออกเดินทางค้นหาบ้านร่วมกัน สานสัมพันธ์สนิทแนบแน่นยิ่งกว่าพ่อ-ลูก

นักแสดงหนึ่งเดียวที่จะเปรียบเทียบได้คือ Tatum O’Neal ลูกสาวของ Ryan O’Neal แสดงนำใน Paper Moon (1973) เพราะถือว่าเป็นเด็กจริตแรง จัดจ้าน ร่านเกินวัย ภาพรวมถือว่าพอๆกัน O’Neal โดดเด่นกว่าในการพูด ความเฉลียวฉลาด ขณะที่ Rottländer เน้นสื่อสารภาษากาย และกล้าโป๊เปลือย แต่งตัวสวยเรียกร้องความสนใจ

ไดเรคชั่นการทำงานของ Wenders ช่วงแรกๆกำกับนักแสดงตามบทตระเตรียมไว้ แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เริ่มปล่อยให้โอกาส ‘Improvised’ แก้ไขปรับเปลี่ยนแปลงคำพูด การแสดง จนช่วงท้ายหลงเหลือเพียงโครงสร้างเรื่องราว มอบอิสระเต็มที่ อยากเล่นอะไรก็จัดไปตามสันชาตญาณ


ถ่ายภาพโดย Robby Müller (1940 – 2018) ตากล้องสัญชาติ Dutch ขาประจำของผู้กำกับ Wim Wenders และ Jim Jarmusch ผลงานเด่นๆ อาทิ Alice in the Cities (1974), Kings of the Road (1976), Paris, Texas (1984), Down by Law (1986), Korczak (1990), Dead Man (1995), Breaking the Waves (1996) ฯ

ความตั้งใจแรกสุดของ Wenders และ Müller ต้องการถ่ายทำหนังด้วยกล้อง Arriflex BL ฟีล์ม 35mm ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดขณะนั้น น้ำหนักเบา สามารถขยับเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนโดยง่าย (เหมาะแก่การถ่ายทำ Road Movie) แต่เนื่องจากยังเป็นขอใหม่เลยหาได้หยิบยืมใช้ได้ยาก แถมงบประมาณมีจำกัด เลยตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้กล้องฟีล์ม 16mm คุณภาพตามมีตามเกิด

คำร้องขอของสตูดิโอให้ทุน ต้องการหนังที่มีขนาดเหมาะการฉายโทรทัศน์ อัตราส่วน 4:3 แต่ Wenders และ Müller ต่างวางแผนถ่ายทำหนังด้วยขนาดมาตรฐานยุโรปขณะนั้น 16:9 (ถึงขนาดขีดเส้นบนหน้าจอ เพื่อวางตำแหน่งภาพให้ได้ตามขนาดต้องการ) ซึ่งตอนบูรณะซ่อมแซมเมื่อปี 2016 พวกเขาถึงค่อยสมประสงค์ตั้งใจ สามารถนำหนังออกฉายอัตราส่วน Widescreen สำเร็จเสียที (แต่ก็โดนนักบูรณะฝั่งอนุรักษ์นิยมตำหนิต่อว่า เพราะทำการปรับเปลี่ยนแปลงหนังแตกต่างไปจากของเดิมแท้จริง)

หนังถ่ายทำไล่เลียงตามลำดับเหตุการณ์ (Chronological Order) เริ่มต้นจาก North Carolina ต่อด้วย New York City แล้วบิน Pan Am ข้ามทวีปสู่ Amsterdam และสิ้นสุด Germany ใช้เวลาตลอดปี 1973

ช็อตแรกของเริ่มต้นมุมเงยท้องฟ้า มองไกลๆพบเห็นเครื่องบินลำกระจิดริดท่ามกลางเวหา จากนั้นปรากฎชื่อหนัง Alice in den Städten สะท้อนกับ Alice in Wonderland ที่เด็กหญิง Alice จริงๆนั้นตัวใหญ่ ถูกย่นย่อให้มีขนาดเล็กจิ๋ว เพื่อเดินทางเข้าสู่ Wonderland

ตัวประกอบด้านขวามือ บุคคลที่เปิดเพลง Psychotic Reaction (1966) แล้วยืนเหม่อล่องลอยไปภายนอก นั่นไม่ใช่ใครอื่นไกล ผู้กำกับ Wim Wenders รับเชิญตนเองในหนัง ซึ่งตำแหน่งทิศทางตั้งฉากกับตัวละคร Philip Winter เป็นการบอกกลายๆ หมอนี่คือตัวตายตัวแทน ร่างอวตารในภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเอง!

การพบเจอกันครั้งแรกของ Philip Winter กับ Alice ณ สำนักงานสายการบิน Pan Am ตำแหน่งคือประตูหมุนทางเข้า สัญลักษณ์ของการเวียนวน หวนย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้น ซึ่งถือว่าคือใจความหนังเลยนะ!

ฉากในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ข้ามสะพาน… สู่ New York City จักพบเห็นตึก Empire State ตั้งตระหง่าน อารมณ์ประมาณหอไอเฟล คือจุดศูนย์กลาง ที่ไม่ว่ามองมุมไหนมักพบเห็นตั้งสู่เด่นเป็นสง่าราศี (ปัจจุบันแม้ยังคงเป็นอยู่ในเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็มีตึกสูงกว่ารายล้อม มองไม่เห็นจากทุกทิศทางเหมือนแต่ก่อน)

เมื่อถึงวาระที่ Philip Winter นำพา Alice มาถึงตึกระฟ้า Empire State สูงสุดของสหรัฐอเมริกาขณะนั้น (ยังมองเห็น World Trade Center ตึกแฝดตั้งตระหง่าน) พวกเขาใช้กล้องสาดส่องมองลงไปเบื้องล่าง … คนอยู่ล่างเงยหน้ามองขึ้นสูง ในทางกลับกัน คนอยู่สูงมักเอาแต่ก้มหน้ามองลงต่ำ

ณ จุดสูงสุดในเชิงรูปธรรม แม่ของเด็กหญิงกลับกระทำสิ่งชั่วร้ายสุด(นามธรรม) นั่นคือทอดทิ้ง Alice ฝากไว้ให้กับชายแปลกหน้า

ภาษาเยอรมัน Himmel แปลว่า สรวงสวรรค์, Traum แปลว่า ความฝัน,

การที่ Alice ทายคำหลังผิดพลาด นั่นหมายถึงเธอยังคงไร้อนาคต/ความฝันของตนเอง ซึ่งช่วงท้ายเมื่อ Winter ถามกลับ Alice ถึงอนาคตต่อไป เธอนิ่งเงียบ ไม่ตอบ ยังครุ่นคิดไม่ออก

ช็อตนี้สร้างความพิศวงอยู่ไม่น้อย ภาพถ่ายจากกล้องโพลารอยด์ของ Philip Winter ขณะกำลังค่อยๆเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ พบเห็นสะท้อนใบหน้าเด็กหญิง Alice ในลักษณะบูดบิดเบี้ยวตามการโค้งงอ, นัยยะความหมายภาพนี้ คือทั้งสองราวกับคนๆเดียวกัน ตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึง จำต้องพึ่งพาอาศัย (และสามารถเปรียบเทียบผู้กำกับ Wim Wenders ได้เช่นกัน)

ความต้องการของ Winter หลังนำพา Alice มาถึง Amsterdam คือทำอย่างไรจะทอดทิ้งเด็กหญิงผู้เป็นภาระ สะท้อนผ่านภาษาภาพยนตร์ในห้องอาบน้ำ ดึงที่จุกน้ำในอ่างออก กำลังระบายทุกสิ่งทอดทิ้งไป

ให้สังเกตเพิ่มเติมกับลวดลายผนังสีดำ ราวกับความคิดด้านมืดของตัวละคร

เด็กหญิงมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความต้องการของผู้ใหญ่ นั่นทำให้เธอกักขังตนเอง ร่ำร้องไห้ในห้องน้ำสนามบิน เป็นเหตุให้ Winters ต้องนั่งคุกเข่า ยืนกรานกับเธอว่าจะช่วยค้นหาบ้านญาติให้

สังเกตผนังห้องน้ำสีขาว ตรงกันข้ามกับช็อตด้านบน คือการยินยอมความ บริสุทธิ์จากใจ

การตัดผม คือสัญลักษณ์ของการปรับเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ ทั้งภายนอก-ใน จากเคยครุ่นคิดทอดทิ้งเด็กหญิง สุดท้ายยินยอมอาสาขับรถหาบ้านเธอให้

เด็กชายนั่งทานไอศกรีมอยู่ข้างๆเครื่องเล่นเพลง On the Road Again (1970) นี่เป็นการสะท้อนกับช็อตตอนต้นที่ผู้กำกับ Wenders มารับเชิญ Cameo ในหนัง การเดินทางครั้งใหม่ของ Alice กำลังเริ่มต้น เพราะ Winter หมดสิ้นจนปัญญาจะค้นหาบ้านให้เด็กหญิง

เป็นไดเรคชั่นที่เหมือนจะรับอิทธิพลจาก Yasujirō Ozu ได้ยินเสียงพูดคุยสนทนาระหว่าง Philip Winter กับตำรวจรับเรื่อง แต่เราจะไม่พบเห็นช็อตนั้น เลือกนำเสนอภาพของ Alice นั่งแสดงอารมณ์เบื่อเซ็งกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

กล่าวคือสไตล์หนัง Ozu มักไม่ค่อยนำเสนอภาพกิจกรรม/การกระทำ ชอบหลีกเลี่ยงหรือเบี่ยงเบนไปอย่างอื่น ที่สามารถเทียบแทน ได้ยินกล่าวอ้าง เกิดความเข้าใจต่อสิ่งเกิดขึ้นนั้นได้

ฉากการแสดงของ Chuck Berry เดิมนั้นผู้กำกับ Wenders ได้ไปถ่ายทำคอนเสิร์ตที่ Frankfurt (ประมาณเดือนกรกฎาคม 1973) แต่เมื่อติดต่อขอลิขสิทธิ์ไป ถูกเรียกมูลค่าสูงมากๆไม่มีจ่าย ด้วยเหตุนี้เลยเบี่ยงเบนไปหาผู้กำกับ D.A. Pennebaker ที่เคยนำฟุตเทจคอนเสิร์ตของ Berry ใส่ลงสารคดี Sweet Toronto (1969) คิดค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามากๆ และเพราะเป็นภาพสีเลยต้องทำการ De-Colorize ให้กลายเป็นขาว-ดำ ผลลัพท์ภาพเลยออกมาหยาบๆสักหน่อย

บทเพลงที่ Berry ขับร้องชื่อ Memphis, Tennessee (1959) เนื้อร้องเกี่ยวกับเด็กหญิงวัย 6 ขวบชื่อ Marie ซึ่งได้พลัดพรากจากแม่ แบบเดียวกับ Alice ในหนังเรื่องนี้เลยละ

ทั้งๆที่ Philip Winter ก็มีกล้องโพลารอยด์ แต่รูปคู่ของพวกเขากลับถ่ายยังซุ้มสติ๊กเกอร์ ทั้งหมด 4 รูปยังกะตารางตรรกศาตร์
– ภาพแรก Alice ยิ้ม, Winter ทำหน้าบึ้ง
– ภาพสอง Alice หน้าบึ้ง, Winter หน้าบึ้ง
– ภาพสาม Alice หน้าบึ้ง, Winter หน้ายิ้ม
– ภาพสี่ Alice หน้ายิ้ม, Winter หน้ายิ้ม

ลำดับการยิ้ม-บึ้ง ของทั้งสองตัวละคร สะท้อนความรู้สึกต่อกันของพวกเขาตลอดการเดินทางครั้งนี้
– เริ่มต้น Alice อยู่กับแม่ยังเอ่อล้นด้วยรอยยิ้ม แต่ต่อมา Winter หน้าบึ้ง เพราะถูกทอดทิ้งให้ต้องช่วยเหลือเด็กหญิง
– ต่อมาทั้งคู่อยู่ในช่วงหน้าบึ้งตึง ก็ไม่ได้ชื่นชอบพอกันสักเท่าไหร่
– ขณะที่ Alice ครุ่นคิดจะเกาะ Winter อย่างไร เขากลับค่อยๆเป็นสุขใจมีเธอใกล้ๆ
– และช่วงท้าย ราวกับทั้งคู่เห็นพ้องกันและกัน สนุกสนานร่าเริง เติมเต็มกันและกัน

เป้าหมายปลายทาง/บ้านญาติของ Alice ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะไปถึงหาพบเจอ ซึ่งบางครั้งต่อให้ถึงเส้นชัย ก็ใช่ว่านั่นจะคือความสำเร็จ พบเจอย่าของเด็กหญิง จริงอยู่มันน่าผิดหวังเศร้าสร้อย แต่ชีวิตจำต้องดำเนินเดินต่อไป

ซึ่งหลังจากความล้มเลวดังกล่าว ทั้งสองตัดสินใจกระโดดว่ายน้ำ สยบอาการลุ่มร้อนไฟสุมอกให้เย็นฉ่ำ แหวกว่ายท่ามกลางกระแสชล ต่อสู้ดิ้นรนต่อไปตราบยังมีลมหายใจ

ความอิจฉาริษยาของ Alice ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ Philip Winter เพียงผู้เดียว แต่เธอยังเด็กนัก นำนมมาชั่งน้ำหนักแล้วพลาดพลั้งปัดตก ขณะที่ผู้ใหญ่ดื่มน้ำเมามาย นอนเตียงเดียวกันหลับสบาย

Alice จากเคยเป็นแสงสว่างให้กับ Philip Winter มาถึงจุดนี้ก็ไม่ใช่อีกต่อไปแล้วละ วินาทีถัดจากนี้เขาจึงทำการปิดโทรทัศน์(ที่ให้แสงสว่าง) เกิดความมืดมิดปกคลุมใบหน้าเด็กหญิง จากนั้นเดินเข้าสู่ห้องหอ เสวยสุขสำราญทางกายที่เธอเป็นผู้ชี้ชักนำพา จับคู่ให้กับตนเอง

เรือบรรทุกรถข้ามแม่น้ำช็อตนี้ (ที่ Winter กับ Alice ขึ้นออกเดินทาง) กำลังถูกแซงด้วยเรืออีกลำ ขนาดใหญ่ยาวกำลังเครื่องแรงกว่า นี่เป็นการสะท้อนว่า บางสิ่งอย่างได้เคลื่อนแซงหน้าพวกเขาไปแล้ว ซึ่งคือตำรวจค้นพบบ้านของเด็กหญิง ญาติๆและแม่มาคอยรับตัวที่สถานีตำรวจแล้ว

เฉกเช่นเดียวกันกับโลกยุคสมัยใหม่นี้ ทุกสิ่งอย่างกำลังเคลื่อนแซงหน้าไปด้วยความเร็วสูง คนรุ่นเก่า/ประเทศเยอรมัน เปรียบได้กับเรือลำช้า แบบนี้จะตามทันอารยะนานาชาติได้เช่นไร

ตัดต่อโดย Peter Przygodda (1941 – 2001) ผู้กำกับ/นักตัดต่อ สัญชาติ German ขาประจำของผู้กำกับ Wim Wenders

หนังดำเนินเรื่องผ่านตัวละคร Philip Winter (ตัวตายตัวแทนผู้กำกับ Wim Wenders)
– องก์ 1, แนะนำตัวละครในระยะเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน ล่องลอยไปมา จบที่พูดคุยกับบรรณาธิการ งานยังไม่เริ่มแต่ตั้งใจเดินทางกลับบ้าน
– องก์ 2, พบเจอ Lisa กับ Alice ถูกหญิงสาวทอดทิ้ง จำต้องออกเดินทางร่วมกับเด็กหญิง
– องก์ 3, การออกเดินทางร่วมกันของ Philip Winter กับ Alice เริ่มต้นที่ Amsterdam จนสิ้นสุด Germany

สไตล์ลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Wim Wenders ตัวละครมักไม่ชอบพูดคุยสนทนา ปล่อยให้ภาพ+ภาษากาย+ภาษาภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวดำเนินเดินไป มองตารู้ใจ

พบเห็นบ่อยครั้งกับการ Fade-to-Black เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรื่องราวของฉากนั้น ยังคงดำเนินต่อไปอีกสักระยะก่อนถึงจุดสิ้นสุด ถือเป็นการรวบรัดตัดตอน กระโดดข้ามความซ้ำซากจำเจน่าเบื่อหน่าย (แต่หลายๆครั้ง อย่างตอนขับรถพา Alice ไปรอบๆเมือง ก็พบเห็นเวียนวนเลี้ยวหลายโค้งทีเดียวกว่าที่จะ Fade-to-Black ตอกย้ำว่าเป็นเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า น่าเบื่อหน่าย)


เพลงประกอบโดยวงดนตรี Can สัญชาติเยอรมัน แนวถนัดคือ Experimental Rock ซึ่งการร่วมงานครั้งนี้ พวกเขามีโอกาสแค่อ่านบท ฟังคำอธิบายจากผู้กำกับ ไม่มีโอกาสรับชมหนังก่อนเริ่มต้นแต่งเพลง เข้าห้องอัด เสร็จสรรพในวันเดียว

บทเพลงมอบสัมผัสอันโดดเดี่ยว อ้างว้าง ว่างเปล่า ชีวิตไร้ซึ่งจุดหมาย อนาคตช่างห่างไกล ประกอบด้วยกีตาร์ คีย์บอร์ด เบล ระฆัง ฯ คลอประกอบเบาๆพื้นหลัง ราวกับเสียงของจิตวิญญาณ โลกแห่งความเพ้อใฝ่ฝัน

Sound Effect จัดเต็มด้วยความหนวกหู เสียงเครื่องยนต์ ฝูงชน สายลม, บทเพลงจาก Jukebox, เสียงซ่าโทรทัศน์ ฯ เว้นเสียแต่เมื่อไหร่ Soundtrack ดังแทรกเข้ามา จะตัดทิ้งเสียงประกอบอื่นๆออกไปทั้งหมดเลย

ธรรมเนียมของ Road Movie จัดเต็มด้วย Diegetic Music อาทิ
– Under the Boardwalk แต่งโดย Kenny Young & Alan Resnick ขับร้องโดย The Drifters และ The Rolling Stones
– Nel blu dipinto di blù (Volare!) แต่งโดย Domenico Modugno & Franco Migliacci ขับร้องโดย Domenico Modugno
– Smoke on the Water แต่งโดย Ritchie Blackmore, Ian Gillan, Roger Glover, Jon Lord, Ian Paice ขับร้องโดยวง Deep Purple
– On the Road Again แต่งโดย Floyd Jones & Alan Wilson ขับร้องโดย Canned Heat
– Memphis Tennesse แต่ง/ขับร้องโดย Chuck Berry
– Angie แต่งโดย Mick Jagger & Keith Richards ขับร้องโดย The Rolling Stones
– Psychotic Reaction แต่งโดย Craig Atkinson, Sean Byrne, Roy Chaney, Ken Ellner, John Michalski ขับร้องโดย Count Five

Philip Winter (หรือผู้กำกับ Wim Wenders) เริ่มต้นด้วยความโดดเดี่ยวเดียวดาย สับสนว้าวุ่นวาย หลงทางในเมืองใหญ่ แต่หลังจากจับพลัดจับพลูได้พบเจอ Alice ค่อยๆเรียนรู้จัก สานสร้างสัมพันธ์ ทำให้ค้นพบเจอเป้าหมาย นั่นคือ นำพาเธอไปส่งยังบ้านที่ Germany หวนกลับคืนสู่อ้อมอกครอบครัวแท้จริง

การหวนกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น ของทั้ง Alice (สู่อ้อมอกครอบครัว), Philip Winter (ได้กลับบ้านเก่ายัง Ruhr) และผู้กำกับ Wenders (สร้างภาพยนตร์ในแนวทางของตนเอง) สะท้อนแนวคิด ‘วัฏจักรชีวิต’ ต่อให้ทุกสิ่งอย่างดำเนินเดินไป ไกลแค่ไหน ยาวนานเท่าไหร่ สุดท้ายย่อมวกเวียนวนจุดตั้งต้น หรือในความเชื่อชาวตะวันตก มนุษย์ถือกำเนิดจากพระเจ้าผู้สร้าง พอสูญเสียชีวิตก็จักหวนกลับสู่อาณาจักรของพระองค์ 

ความสัมพันธ์ระหว่าง Philip Winter กับ Alice ไม่เชิงว่าเป็นสองขั้วตรงข้าม (แบบสูตรสำเร็จ Road Movie) มีลักษณะพึ่งพาอาศัย ถึงกระนั้นเด็กหญิงก็ดูเหมือน Parasite เกาะกินได้รับผลประโยชน์(ทางรูปธรรม)มากกว่า แต่เธอก็ทำคุณ(นามธรรม)ให้เขาเช่นกัน คือสร้างแรงบันดาลใจที่จะเขียน หรือค้นพบเป้าหมายชีวิตตนเอง

ในมุมมองหนึ่ง เราสามารถเปรียบ Alice คือลูกสาวของ Philip Winter เพราะสัมพันธภาพเกี่ยวเนื่องทางใจ อยากจะทอดทิ้งแต่มิอาจทำได้ คำตอบที่เขาไม่สามารถให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ‘ทำไมนายไม่ส่งเด็กหญิงกลับโรงพัก?’ มองลึกเข้าไปในรอยยิ้ม สะท้อนออกมาผ่านภาพถ่ายที่เหมือนครอบครัวแม่-ลูก ราวกับเธอส่วนหนึ่งของตนเองไปเรียบร้อยแล้ว

ตอนจบของหนัง Alice ถามถึงอนาคตของ Winter เขาสามารถตอบเธอได้ตรงไปตรงมาเป็นรูปธรรม แต่เมื่อถูกย้อนคำถาม เด็กหญิงกลับอ้ำอึ้ง นิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา ใช้ภาษากายตอบด้วยการเปิดหน้าต่างรถไฟ และภาษาภาพยนตร์ถ่ายทำภายนอกจากเฮลิคอปเตอร์ ค่อยๆเคลื่อนถอยห่างไกลออกไปเรื่อยๆราวกับนกที่โบยบินเป็นอิสระเสรี … คำตอบของปริศนานี้ปลายเปิดกว้าง ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นไปได้

มองกว้างระดับมหภาค เราสามารถเทียบแทนเนื้อในใจความของหนัง กับประเทศเยอรมันยุคสมัยนั้นได้หรือเปล่า? แน่นอนอยู่แล้ว เพราะสหรัฐอเมริกา คือต้นแบบอย่างโลกอนาคตของทุกประเทศบนโลก ที่ซึ่งใครๆสามารถหลงทาง ลืมตัวตน สูญเสียเป้าหมายชีวิต ค่อยๆถูกมุมมอง/ทัศนคติใหม่เข้าครอบงำแปรสภาพ จนสุดท้ายไม่หลงเหลืออัตลักษณ์ความเป็นชนชาวเยอรมันอีกต่อไป

การค้นพบตัวเองครั้งนี้ของผู้กำกับ Wenders ทำให้เขามีความเชื่อว่า เป้าหมายชีวิตมิใช่สิ่งไกลตัว แต่คืออะไรที่อยู่ใกล้มากๆ รอบข้างกายและภายในจิตวิญญาณ ซึ่งนี่ได้กลายเป็นโจทย์ คำถามปรัชญา สอดแทรกซ่อนเร้นในทุกๆผลงานนับจากนี้

สิ่งสำคัญสุดของชีวิต คือหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น ‘เป็นตัวของตนเอง’ นั่นคือใจความที่ผู้กำกับ Wenders เผื่อทิ้งท้ายถ้า Alice in the Cities กลายเป็นผลงานสุดท้ายของตนเอง แต่ความสำเร็จเล็กๆที่บังเกิดขึ้นกับหนัง จุดประกายให้ค้นพบโอกาส เป้าหมาย ความใฝ่ฝัน นี่แหละคือไดเรคชั่นภาพยนตร์ที่มีเพียงฉันเท่านั้นจะรังสรรค์สร้างได้ ยกระดับสู่ ‘ศิลปิน’ กำลังค่อยๆไต่เต้าสู่ตำนานแห่งวงการภาพยนตร์


ส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้อย่างมาก แม้จะหลับไปสองงีบ แต่พอผ่านชั่วโมงแรกสำเร็จ พบเห็นเนื้อหาสาระน่าสนใจ แฝงปรัชญา และภาษากายสองนักแสดงตรงไปตรงมา เกิดความหลงใหลขึ้นโดยทันที

แนะนำคอหนัง Road Movie แฝงปรัชญา ตั้งคำถามชีวิต, ถ่ายภาพสวยๆ ตึกระฟ้า New York City ถนนติดดิน Germany, และแฟนๆผู้กำกับ Wim Wender ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ บรรยากาศหม่นๆ ชีวิตล่องลอยไร้แก่นสาน และความเห็นแก่ตัวของตัวละคร

คำโปรย | ผู้กำกับ Wim Wenders ค้นพบตัวตนเองใน Alice in den Städten รังสรรค์สร้างได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสุดพิเศษ
คุณภาพ | รึ
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of