
Angel Face (1953)
: Otto Preminger ♥♥♥♥
Howard Hughes ต้องการล้างแค้น Jean Simmons ปฏิเสธต่อสัญญาสตูดิโอ RKO Radio Pictures เหลือระยะเวลา 18 วัน จ่ายเงินผู้กำกับ Otto Preminger ให้เร่งรีบสรรค์สร้าง Angel Face (1953) เพื่อบดขยี้ ทำให้ป่นปี้ สูญเสียชื่อเสียง สั่งนักแสดง Robert Mitchum ตบหน้าไม่ยั้งหลายสิบเทค!
มหาเศรษฐี Howard Hughes ขึ้นชื่อเรื่องความเพลย์บอย (Playboy) เจ้าชู้ประตูดิน มีความสัมพันธ์กับนักแสดงหญิงมากมายหลาย(ร้อย)คน ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยตอบปฏิเสธเพราะเขาจะมอบชื่อเสียง-เงินทอง รวมถึงโอกาสด้านการแสดง, แต่ถ้าเธอคนไหนไม่เล่นด้วยอย่าง Jean Simmons จักพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อบดขยี้ ทำให้ป่นปี้ สูญเสียทุกสิ่งอย่าง … แต่คราวนี้เหมือนจะทำไม่สำเร็จ!
ทีแรกผมไม่ได้มีแผนจะเขียนถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ ก่อนค้นพบว่า Angel Face (1953) คือหนึ่งในหนังอเมริกันเรื่องโปรด “Best American Sound Film” ของผู้กำกับ Jean-Luc Godard เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี ค.ศ. 1963 มันเลยอดใจไม่ได้ ต้องรีบขวนขวายหามารับชม!
บอกเลยว่าผมโคตรๆเซอร์ไพรส์กับหนังเรื่องนี้ การแสดงของ Jean Simmons มีความเฉิดฉาย เปร่งประกาย สมฉายา Angel Face เล่นบทสวยสังหาร (Femme Fatale) หญิงสาวจอมบงการ พยายามชักจูงจมูก Robert Mitchum ได้อย่างน่าหวาดสะพรึง โศกนาฎกรรมคาดไม่ถึง! และอีกไฮไลท์คือเพลงประกอบของ Dimitri Tiomkin สร้างความเคลิบเคลิ้มหลงใหล เติมเต็มสัมผัสทางอารมณ์ได้อย่างทรงพลัง
เรื่องราวของ Angel Face ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง! เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1947 เกิดการฆาตกรรม Walter Overall (อายุ 62 ปี) และภรรยา Beulah (อายุ 57 ปี) คาดว่าโดยบุตรสาว Beulah Louise (อายุ 17 ปี) และแฟนหนุ่ม Bud Gollum (อายุ 21 ปี) ทั้งสองถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม แต่รอดพ้นผิดหลังการไต่สวน 133 วัน
เหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความสนใจของนักเขียน Chester Erskine พัฒนาบทร่างตั้งชื่อ Murder Story (ได้รับเครดิต Story By) แล้วขายลิขสิทธิ์ให้โปรดิวเซอร์ Sam Baerwitz และ Joseph Justman จากสตูดิโอ Belsam Pictures โดยเล็งนักแสดงนำ Edmond O’Brien เตรียมเริ่มโปรดักชั่นมกราคม ค.ศ. 1952
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้งานสร้างของ Belsam Pictures ไม่คืบหน้าไปไหน, Howard Hughes (ซื้อต่อสตูดิโอ RKO Radio Pictures มาเมื่อปี ค.ศ. 1948) จึงขอซื้อต่อลิขสิทธิ์สร้างภาพยนตร์ โดยตั้งใจให้ Jean Simmons รับบทแสดงนำ!
จริงๆแล้วสัญญาของ Jean Simmons ไม่ได้อยู่กับ RKO แต่เป็นของ J. Arthur Rank Organisation หรือ The Rank Organisation สตูดิโอสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเหลือระยะเวลาอีกไม่มาก Hughes ทำการล็อบบี้ ซื้อต่อสัญญาจาก Rank โดยไม่บอกกล่าว นั่นสร้างความไม่พึงพอใจให้เธออย่างรุนแรง อีกทั้งเขายังพยายามข่มขู่ คุกคามทางเพศ ก่อนโดนยัดเยียดโปรเจค Murder Story สร้างให้เสร็จก่อนหมดสัญญา
ด้วยระยะเวลาในสัญญาเหลือไม่มาก Hughes จึงมองหาทีมงานที่สามารถทำงานอย่างรวดเร็ว ตัดสินใจเลือกผู้กำกับ Otto Preminger ขณะนั้นมีสัญญาอยู่สตูดิโอ 20th Century Fox แต่เขารู้จักโปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck เคยติดหนี้บุญคุณอะไรสักอย่าง
Otto Ludwig Preminger (1905-86) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian-American เกิดที่ Wischnitz, Bukovina (ปัจจุบันคือประเทศ Ukraine) ครอบครัวชาว Jewish บิดาทำงานฝ่ายอัยการ (Prosecutor) ในตอนแรกบุตรชายตั้งใจดำเนินตามรอยเท้า สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต University of Vienna ก่อนเปลี่ยนใจมาเป็นนักแสดงละคอนเวที ลูกศิษย์ของ Max Reinhardt เรียนรู้การทำงานเบื้องหลัง กำกับโปรดักชั่น จากนั้นได้รับชักชวนกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Die große Liebe (1931) [แปลว่า The Great Love], ระหว่างเดินทางมาทำงานโปรดักชั่น Broadway จับพลัดจับพลูเซ็นสัญญา 20th Century Fox กำกับหนัง Hollywood เรื่องแรก Under Your Spell (1936), Danger – Love at Work (1937), โด่งดังกับโคตรหนังนัวร์ Laura (1944), Fallen Angel (1945), ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เลื่องชื่อกับหนังท้าทายข้อห้าม (Taboo) พร้อมเผชิญหน้ากองเซนเซอร์ Hays Code อาทิ The Man with the Golden Arm (1955), Anatomy of a Murder (1959), Porgy and Bess (1959), Exodus (1960), Advise & Consent (1962) ฯ
ผกก. Preminger ได้รับการไหว้วานร้องขอจากโปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck ทีแรกเจ้าตัวตอบปฏิเสธเพราะไม่ชอบบทหนัง ก่อนถูก Hughes เรียกตัวมาสนทนาตอนตีสาม พาขับรถรอบเมืองพร้อมพูดคุยต่อรอง อนุญาตให้ปรับแก้ไขบทตามใจชอบ และยังบอกจะจ่ายโบนัสงามๆ ถ้าสามารถทำให้ Jean Simmons ถูกกลั่นแกล้ง ทุกข์ทรมานในกองถ่าย
I’m going to get even with that little bitch, and you’re going to help me.
Howard Hughes
พอยินยอมตอบตกลง ผกก. Preminger เรียกตัวสองนักเขียน Frank Nugent & Oscar Millard ให้มาช่วยปรับปรุงบทหนังอย่างปัจจุบันทันด่วน และพยายามมองหาชื่อหนังใหม่ The Murder, The Bystander ก่อนมาลงเอย Angel Face หมายถึง ใบหน้าที่ดูบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา งดงามเหมือนนางฟ้า
เรื่องราวของ Frank Jessup (รับบทโดย Robert Mitchum) พนักงานขับรถฉุกเฉิน ค่ำคืนหนึ่งเดินทางไปยังคฤหาสถ์ของครอบครัว Tremayne โชคดีแค่เป็นลมล้มพับ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่ทำให้เขามีโอกาสพบเจอบุตรสาวสวย Diane Tremayne (รับบทโดย Jean Simmons) จู่ๆแสร้งทำเป็นร่ำร้องไห้ เขาจึงตบหน้าเธอฉาดใหญ่
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ Diane เกิดความสนอกสนใจ ตกหลุมรักใคร่ Frank พยายามแทรกซึมเข้ามาในชีวิต ช่วยหางานใหม่ กลายเป็นพนักงานขับรถประจำครอบครัว ขณะเดียวกันใช้มารยาหญิงกำจัดแฟนสาว Mary Wilton (รับบทโดย Mona Freeman) เพื่อตนเองจักได้ครอบครองเป็นเจ้าของ แต่เขาค้นพบสันดานแท้ของเธอเสียก่อน
Robert Charles Durman Mitchum (1917-97) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Bridgeport, Connecticut บิดาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถไฟตอนอายุสองขวบ โตขึ้นเลยมีนิสัยเกเร ชอบใช้ความรุนแรง ถูกไล่ออกจากโรงเรียนหลายแห่ง จึงตัดสินใจเป็นนักมวย ก่อนเข้าร่วมแก๊งค์อันธพาล ถูกจับกุมส่งไปใช้แรงงาน Chain Gang แต่สามารถหลบหนีออกมา จากนั้นเดินทางสู่ Hollywood อาศัยอยู่กับพี่สาวนักแสดง Julie Mitchum ชักชวนให้หันมาทำงานสายนี้ เริ่มต้นจากเป็นนักเขียน Ghostwriter แล้วมีโอกาสได้เล่นตัวประกอบ มักรับบทเป็นตัวร้าย เริ่มมีชื่อเสียงกับ Nevada (1944), The Story of G.I. Joe (1945), ได้รับบทนำในหนังนัวร์ Out of the Past (1947), Angle Face (1953), The Night of the Hunter (1955), Heaven Knows, Mr. Allison (1957), The Enemy Below (1957), Cape Fear (1962), The Friends of Eddie Coyle (1973) ฯ
เกร็ด: Robert Mitchum ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #23
รับบท Frank Jessup พนักงานขับรถฉุกเฉินผู้มีความใฝ่ฝันอยากเปิดร้านซ่อมรถ ตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อแต่งงานกับแฟนสาว กระทั่งค่ำคืนหนึ่งพบเจอหญิงสาวแรกรุ่น Diane Tremayne ถูกโน้มน้าว ชักจูงจมูก ลุ่มหลงในมารยาเสน่ห์ ยินยอมกลายมาเป็นคนขับรถประจำครอบครัว Tremayne
ผมติดภาพจำ Mitchum คือตัวร้ายมาแต่ไกล ผมแอบรู้สึกไม่น่าเชื่อถือเล็กๆที่เขาจะถูกล่อหลอกโดยหญิงสาวแรกรุ่น ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ก่อนตระหนักว่าจริงๆแล้วไม่ได้เสียเหลี่ยม รับรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่ายัยนี่ต้องการอะไร เพียงยินยอมให้ถูกจูงจมูก เพราะครุ่นคิดว่าทุกสิ่งอย่างอยู่ในการควบคุม (คือตนเองก็ได้ประโยชน์ งานน้อยเงินเยอะ จึงไม่ตอบปฏิเสธ) จนเมื่ออีกฝ่ายถลำลึกเกินรับไหว พยายามตีตนออกห่าง แต่มันก็สายเกินแก้ไข
(บทบาทนี้ของ Mitchum ชวนให้ผมนึกถึงตัวละครของ Orson Welles ภาพยนตร์ The Lady from Shanghai (1947) ลุ่มหลงในมารยาเสน่ห์หญิงสาว พอรับรู้ว่าเธอต้องการอะไร พยายามตีตนออกห่าง แต่มันเกือบสายเกินแก้ไข)
Mitchum ไม่ค่อยประทับใจการร่วมงานผกก. Preminger โดยเฉพาะฉากที่ตนเองต้องตบหน้า Simmons ถูกบังคับให้ถ่ายซ้ำหลายสิบเทคโดยอ้างว่ายังไม่พึงพอใจ จนเมื่อถึงขีดสุดเขาหันกลับไปตบหน้าผู้กำกับ “is this the way you want it?” รีบเร่งติดต่อหา Howard Hughes เรียกร้องให้เปลี่ยนนักแสดงนำ แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธ … ถึงอย่างนั้น Mitchum ยังหวนกลับมาร่วมงานผกก. Preminger ภาพยนตร์ River of No Return (1954)
Jean Merilyn Simmons (1929-2010) นักร้อง/นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Lower Holloway, London, ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านการร้อง-เล่น-เต้น หลังสงครามโลกครั้งที่สองสมัครเข้าเรียน Aida Foster School of Dance ได้รับการค้นพบโดยผู้กำกับ Val Guest รับบทเล็กๆใน Give Us the Moon (1944), ตามด้วย Caesar and Cleopatra (1945), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Great Expectations (1946), Black Narcissus (1947), Hamlet (1948), เดินทางสู่ Hollywood ได้รับบทเด่นๆ อาทิ The Robe (1953), Angel Face (1953) Guys and Dolls (1955), The Big Country (1958), Spartacus (1960), Elmer Gantry (1960), The Happy Ending (1969) ฯ
รับบท Diane Tremayne หญิงสาวแรกรุ่น ใบหน้าสวยราวกับนางฟ้า อายุเพิ่งย่างเข้า 20 ปี ยังเป็นลูกติดบิดา รังเกียจแม่เลี้ยงที่มีความเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ สาปส่งให้ตายไวๆ การถูกตบหน้าโดย Frank Jessup เกิดความชื่นชอบประทับใจ ไม่เคยมีใครปฏิบัติกับตนเองแบบนี้มาก่อน จึงครุ่นคิดวางแผนใช้มารยาหญิงลวงล่อหลอก โน้มน้าว ชักจูงจมูก ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ
Simmons ที่เพิ่งแต่งงานกับ Stewart Granger พอย้ายมาอยู่ Los Angeles ถูกทรยศหักหลังโดยสตูดิโอเก่า J. Arthur Rank Organisation แถมยังโดนคุกคาม(ทางเพศ)จาก Howard Hughes โทรศัพท์มาถามไถ่เมื่อไหร่จะเลิกราสามี “Mr. Howard bloody Hughes, you’ll be sorry if you don’t leave my wife alone.” – Stewart Granger
นั่นทำให้ Simmons ไม่อยากเล่นหนังเรื่องนี้ แต่ตามสัญญาไม่สามารถ ลงทุนตัดผมสั้นเพราะได้ยินว่า Hughes ชื่นชอบผู้หญิงผมยาว แต่อีกฝ่ายบอกให้สวมวิกเข้าฉาก ทรงผมตัวละครเลยดูบวมๆ ปลอมๆ บางคนว่าละม้ายคล้าย Louis Brooks แต่ผมนึกถึง Barbara Stanwyck ภาพยนตร์ Double Indemnity (1944) … ภาพลักษณ์ของสาวสวยสังหาร (Femme Fatale)
แม้ตลอดทั้งการถ่ายทำ Simmons จะถูกกลั่นแกล้งนานาสารพัดจากผกก. Preminger แต่เธอมีความเป็นนักแสดงอาชีพ ไม่เคยบ่น ไม่เรียกร้องอะไร ตรงกันข้ามชื่นชอบความเป็นสุภาพบุรุษของ Robert Mitchum ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ที่ดูโหดๆ ตัวจริงนิสัยดีจะตาย “She enjoyed [making] the film. She adored Mitchum and used to tell me what a good actor he was.” – Stewart Granger
ตอนถ่ายทำหนังเรื่องนี้ Simmons เพิ่งอายุย่าง 22-22 ใบหน้ายังดูละอ่อน ทำตัวเหมือนเด็กน้อย สวยใสไร้เดียงสา พยายามแสดงออกว่าฉันบริสุทธิ์จริงใจ ถึงอย่างนั้นผู้ชมสามารถสัมผัสถึงลับลมคมใน ยัยนี่เหมือนมีบางสิ่งอย่างซุกซ่อนเร้นไว้ แผนการ(ชั่วร้าย)จักค่อยๆถูกเปิดเผยออกทีละนิด และเมื่อกระทำสำเร็จ เธอแสดงสีหน้ากระหยิ่มยิ้มอย่างเยือกเย็นชา
คล้ายๆตัวละครของ Barbara Stanwyck ภาพยนตร์ Double Indemnity (1944) หนังปลายเปิดเอาไว้ว่า Diane Tremayne ตกหลุมรัก Frank Jessup จริงหรือเปล่า? หรือทั้งหมดเป็นเพียงแผนการ มารยาหญิง ลวงล่อหลอกให้เขาช่วยกำจัดแม่เลี้ยงให้พ้นภัยทาง? เช่นนั้นแล้วการกระทำของเธอตอนจบ Double Suicide ต้องการจะสื่อถึงอะไร? เดี๋ยวผมจะลองวิเคราะห์ต่อไป
พอถ่ายทำหนังเสร็จก็หมดสัญญากับ Howard Hughes แน่นอนว่าเธอปฏิเสธไม่ต่อสัญญา เขาเลยพูดจาข่มขู่ พยายามล็อบบี้สตูดิโอๆอื่นใน Hollywood ไม่ให้เซ็นสัญญากับ Simmons จึงทำการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล ก่อนทำการไกล่เกลี่ยยินยอมเล่นหนัง RKO อีกเรื่อง She Couldn’t Say No (1954) แล้วสั่งห้าม Hughes ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวอะไรใดๆอีก
ถ่ายภาพโดย Harry Stradling Sr. (1901-70) ตากล้อง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Newark, New Jersey ช่วงต้นทศวรรษ 30s เดินทางสู่ยุโรป โด่งดังจากการร่วมงานผู้กำกับ Jacques Feyder อาทิ Le Grand Jeu (1934), La Kermesse héroïque (1935), จากนั้นย้ายมาอังกฤษ Pygmalion (1938), The Lion Has Wings, Jamaica Inn (1939), ก่อนหวนกลับมา Hollywood ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง Mr. & Mrs. Smith (1941), Suspicion (1941), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Human Comedy (1943), A Streetcar Named Desire (1951), Angel Face (1953), Johnny Guitar (1954), Guys and Dolls (1955), Funny Girl (1968), คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography สองครั้งจาก The Picture of Dorian Gray (1945) และ My Fair Lady (1964)
ด้วยความที่หนังมีระยะเวลาโปรดักชั่นเพียง 18 วัน ผกก. Preminger จึงขอหยิบยืมตากล้อง Harry Stradling Sr. มาจากสตูดิโอ M-G-M เพราะเลื่องชื่อในการทำงานรวดเร็ว ไม่เรื่องมาก แต่ว่ากันตามตรงด้วยความเร่งรีบขนาดนั้น ผลลัพท์มันจะออกมาดีได้อย่างไร?
งานภาพในหนังของผกก. Preminger มักไม่ค่อยมีลูกเล่นภาพยนตร์อะไรอยู่แล้ว มักให้อิสระตากล้องในการควบคุมวิสัยทัศน์ ซึ่งสำหรับ Stradling Sr. โดดเด่นจากการจัดแสง-เงามืด คละคลุ้งกลิ่นอายหนังนัวร์ โดยเฉพาะซีเควนซ์ตัวละครเดินไปเดินมารอบคฤหาสถ์ คลอประกอบบทเพลงสร้างบรรยากาศ รำพันความรู้สึกไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์เป็นอยู่ … นั่นคือหนึ่งในลายเซ็นต์ของผกก. Preminger เลยก็ว่าได้ (เมื่อตอน Laura (1946) ก็มีฉากนักสืบเดินไปเดินมารอบอพาร์ทเม้นท์ของ Laura ไม่รู้จะขบไขคดีความเช่นไร ก่อนผลอยหลับ ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความประหลาดใจ)
อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือความสมจริงของฉากไคลน์แม็กซ์ ขับรถตกเขา ผมหารายละเอียดไม่ได้ว่าใช้รถกี่คัน กล้องกี่ตัว แต่ผู้ชมสัมผัสได้ถึงน้ำหนัก ความรุนแรง และเหมือนจะมีการเร่งความเร็ว (Fast-Motion) สร้างความรู้สึกล้างผลาญ (Devastate) คาดไม่ถึงว่าจะบังเกิดเหตุโศกนาฎกรรมซ้ำสอง


ตัดต่อโดย Frederic Knudtson (1906-64) สัญชาติอเมริกัน เริ่มต้นเข้าวงการจากเป็นผู้ช่วยตัดต่อ What Price Hollywood? (1932), ช่วงทศวรรษ 30s-40s กลายเป็นนักตัดต่อหนังเกรดบี จนกระทั่งสร้างชื่อให้กับตนเองจาก The Window (1949), แล้วกลายเป็นขาประจำผกก. Stanley Kramer ตั้งแต่ The Defiant Ones (1958), On the Beach (1959), Inherit the Wind (1960), Judgment at Nuremberg (1961), It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963) ฯ
หนังเริ่มต้นจาก Frank Jessup ขับรถฉุกเฉินมายังคฤหาสถ์ Tremayne แล้วได้พบเจอบุตรสาว Diane Tremayne ค่อยๆแทรกแซมเข้ามาในหนังทีละนิด จนช่วงครึ่งหลังราวกับถูกยึดครอง ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของเธอ … เป็นความพยายามทำให้โครงสร้างดำเนินเรื่อง สอดคล้องเข้ากับพฤติกรรมของ Diane
- ค่ำคืนที่น่าหลงใหล
- Frank ขับรถฉุกเฉินมายังคฤหาสถ์ Tremayne
- Frank แรกพบเจอ Diane กำลังเล่นเปียโน
- Diane แอบติดตาม Frank มายังสถานที่ทำงาน ชักชวนไปนั่งดื่ม เริงระบำ
- มารยาหญิงของ Diane
- เช้าวันถัดมา Diane นัดพบเจอกับ Mary Wilton (แฟนสาวของ Frank) เพื่อพูดบอกเหตุการณ์เมื่อคืน
- Frank เดินทางไปหา Mary แต่เธองอนตุ๊บป่อง ก่อนรับรู้ความจริงจาก Diane
- Diane โน้มน้าวแม่เลี้ยงให้รับ Frank เข้าทำงานเป็นคนขับรถประจำครอบครัว
- Frank ทำงานในคฤหาสถ์ Tremayne
- ยามค่ำคืน Diane พยายามเกี้ยวพาราสี Frank แต่เขาตระหนักถึงตัวตนแท้จริงของเธอ
- Frank เก็บกระเป๋าตั้งใจจะลาออกจากงาน แต่ถูกโน้มน้าวโดย Diane
- คดีฆาตกรรม
- บิดาและแม่เลี้ยงของ Diane ขับรถถอยหลังตกเขาเสียชีวิต
- Frank กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง
- การไต่สวนพยานบนชั้นศาล
- คำพิพากษาตัดสิน Frank และ Diane รอดพ้นความผิด
- เผชิญหน้ากับความจริง
- Frank ตัดสินใจหย่าร้าง Diane ต้องการจะหวนกลับหา Mary แต่เธอมีคนรักใหม่เรียบร้อยแล้ว
- Diane เดินทางไปหาทนาย ตั้งใจจะสารภาพความผิดแต่ไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใด
- Diane เลิกจ้างพนักงาน ไม่คิดอาศัยอยู่คฤหาสถ์หลังนี้อีกต่อไป
- เช้าวันถัดมา Frank เดินทางมาเก็บข้าวของ Diane อาสาขับรถไปส่ง
เพลงประกอบโดย Dimitri Zinovievich Tiomkin (1894-1979) นักแต่งเพลงสัญชาติ Russian-American เกิดที่ Kremenchug, Poltava Governorate (ปัจจุบันคือ Kremenchuk, Ukraine) ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish มารดาเป็นครูสอนเปียโนให้บุตรชายตั้งแต่เด็ก ก่อนเข้าศึกษาต่อ Saint Petersburg Conservatory เป็นลูกศิษย์ของ Felix Blumenfeld และ Alexander Glazunov, การมาถึงของ Russian Revolution 1917 ตัดสินใจอพยพมาลี้ภัยอยู่ Berlin ตามด้วย Paris และมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา เริ่มจากทำงานละคอนเวทีที่ New York หลังวิกฤตเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นล่ม ค.ศ. 1929 เดินทางสู่ Hollywood เริ่มมีชื่อเสียงจากร่วมงานขาประจำ Frank Capra, Howard Hawks อาทิ Lost Horizon (1937), Can’t Take It With You (1938), Mr. Smith Goes to Washington (1939), Meet John Doe (1941), It’s a Wonderful Life (1946), Red River (1948), High Noon (1952), Rio Bravo (1959), ผลงานเด่นอื่นๆ Shadow of a Doubt (1943), Duel in the Sun (1946), Strangers on a Train (1951), Dial M for Murder (1954), The High and the Mighty (1954), Giant (1956), Gunfight at the O.K. Corral (1957), The Old Man and the Sea (1958), The Guns of Navarone (1961) ฯ
งานเพลงของ Tiomkin ช่างมีความยั่วเย้า รันจวนใจ เพื่อสื่อถึงความงามของสาวน้อยที่ทำให้ใครๆลุ่มหลงใหล ตกหลุมรักใคร่ แต่เธอกลับพยายามชักจูงจมูก ควบคุมครอบงำใครต่อใคร อะไรอย่างอื่นฉันไม่สน เพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน
เสียงเปียโน คือสิ่งทำให้เพลงประกอบของหนังดูมีมิติลุ่มลึกขึ้นมาก ท่วงทำนองเศร้าๆ เหงาๆ โดดเดี่ยวเดียวดาย โหยหาใครสักคน ท้ายที่สุดแล้วเธอกลับไม่หลงเหลือผู้ใดข้างกาย ทีแรกผมนึกว่านำจากบทเพลงคลาสสิกมีชื่อ กลิ่นอาย Sergei Rachmaninoff แต่ทั้งหมดล้วนเกิดการประพันธ์ของ Tiomkin ซึ่งก็เป็นชาวรัสเซียเช่นเดียวกัน!
นี่คือซีเควนซ์ที่ยกระดับจากหนังนัวร์สวยสังหารทั่วๆไป ให้กลายมาเป็นศิลปะชั้นสูง หลังสูญเสียทุกสิ่งอย่าง บอกเลิกจ้างคนใช้ หญิงสาวก้าวออกเดินไปตามห้องหับต่างๆ ยามค่ำคืน ตัวคนเดียว เปล่าเปลี่ยวหัวใจ บทเพลงดังขึ้นโดยเฉพาะเสียงเปียโน สร้างสัมผัสโหยหวน คร่ำครวญ รำพันความสิ้นหวังอาลัย ฉันทำผิดอะไรถึงไม่หลงเหลือใครสักคนเคียงข้างกาย … บทเพลงแห่งความโหยหา ร่ำลา วันสุดท้ายของชีวิต
Angel Face (1953) คือหนังนัวร์ประเภทสวยอันตราย (Femme Fatale) หญิงสาววัยยี่สิบที่ดูบริสุทธิ์ใส ละอ่อนเยาว์วัย ยังเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสา แท้จริงแล้วทั้งหมดอาจเป็นเพียงภาพลวงตา มารยาหญิง ทำการล่อหลอกบุรุษให้ตกหลุมรัก ลุ่มหลงใหล ตกหลุมรักใคร่ เพื่อตอบสนองผลประโยชน์บางสิ่งอย่าง
Frank Jessup เป็นบุคคลที่มีความเฉลียวฉลาด สามารถสังเกตพฤติกรรม รับรู้สันดานธาตุแท้ของ Diane Tremayne แต่เหตุผลที่ยินยอมเล่นด้วย โอนอ่อนผ่อนตาม เพราะเขาได้รับผลประโยชน์ เงินๆทองๆ เก็บหอมรอมริด และอาจมีโอกาสเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน ถึงอย่างนั้นเมื่อเธอก้าวล้ำเส้น เปิดเผยความต้องการแท้จริง ก็ถึงเวลาจะต้องตีตนออกห่าง
แต่คนไม่สมควรโดนหลอกอย่าง Frank ท้ายที่สุดแล้วก็มิอาจคาดเดาอารมณ์หญิงสาว ใครกันจะครุ่นคิดว่าเธอมีความเลือดเย็น เห็นแก่ตัวขนาดนั้น โดยเฉพาะตอนจบ “ถ้าฉันไม่ได้ครอบครอง ก็ไม่ใครได้เป็นเจ้าของ” เคลือบแฝงข้อคิดหายนะบังเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกแห่งหน โดยไม่ทันตั้งตัว … ผมไม่ชอบข้อคิดที่ว่า “ถ้าไม่ยุ่งเกี่ยวตั้งแต่แรก” เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ใครจะครุ่นคิดคาดเดา เราควรรู้จักระแวดระวังตนเอง และมีความความระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา (อานาปานสติ)
ทำไม Diane ถึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น? เพราะความรักพ่อ รังเกียจแม่เลี้ยง (Electra Complex) เมื่อได้รับความเอ็นดูจาก Frank ที่อาจไม่แก่เท่า แต่ถือว่ามีความเป็นผู้ใหญ่ จึงบังเกิดความลุ่มหลงใหล ตกหลุมรักใคร่ ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ … ปากบอกรังเกียจแม่เลี้ยง ต้องการกำจัดให้พ้นภัยทาง แต่กลับใช้วิธีการเดียวกันเพื่อครอบครองชายคนรัก
ประเด็นปลายเปิดของหนัง Diane ตกหลุมรัก Frank หรือไม่? ผมขอตอบแบบเดียวกับตัวละครของ Barbara Stanwyck ภาพยนตร์ Double Indemnity (1944) ช่วงแรกๆไม่ได้รักหรอก แค่อยากครอบครองเป็นเจ้าของ เพื่อให้ช่วยวางแผนฆาตกรรมแม่เลี้ยง แต่ภายหลังเมื่อเหลือตัวคนเดียว ก้าวเดินรอบคฤหาสถ์อย่างเปล่าเปลี่ยว จึงเกิดความโหยหาความรัก อยากหวนกลับเป็นคนดี (พยายามจะสารภาพความจริง) แต่เมื่อเขาปฏิเสธเสียงขันแข็ง เธอเลยตัดสินใจ “ถ้าฉันไม่ได้ครอบครอง ก็ไม่ใครจะได้เป็นเจ้าของ”
Howard Hughes ผู้มีตรรกะเดียวกับ Diane ต้องการครอบครอง Jean Simmons แต่เมื่อไม่ได้เป็นเจ้าของก็พร้อมทำลายทุกสิ่งอย่าง บีบบังคับให้เธอรับบทสาวอันตราย สวยสังหาร (Femme Fatale) เพราะอายุยังน้อย ผู้ชมจะได้ติดภาพจำ (Stereotypes) … เป็นการเลือกเธอให้เล่นเป็นตัวเขาเอง ซะงั้น!
แต่ทว่าการเลือกผู้กำกับ Otto Preminger แม้ยินยอมทำตามคำร้องขอของ Hughes กลั่นแกล้ง Simmons สารพัดวิธีในกองถ่าย แต่เขากลับปฏิเสธจะทำหนังออกมาชุ่ยๆ … เสียงตอบรับตอนออกฉายอาจย่ำแย่เรี่ยดิน ขาดทุนย่อยยับเยิน แต่กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่าคือ “forgotten masterworks of film noir”
จะว่าไปผกก. Preminger ไม่แตกต่างจากตัวละครของ Robert Mitchum ถูกล่อลวงโดย Howard Hughes (เปลี่ยนจากสวยสังหาร มาเป็นเศรษฐีอันตราย/เพลย์บอยชั่วร้าย) ใช้อำนาจและเงินโน้มน้าว ชักจูงจมูก รังสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่สุดท้ายแล้วมีแค่ Hughes ที่ขับรถตกหน้าผาเพียงผู้เดียว
หนังใช้ทุนสร้าง $1,039,000 เหรียญ เสียงตอบรับตอนออกฉายไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ผลลัพท์ก็คือขาดทุนย่อยยับ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับมหาเศรษฐี Howard Hughes สนเพียงทำให้อาชีพการแสดงของ Jean Simmons ป่นปี้ … แต่เหมือนจะทำไม่สำเร็จ
กาลเวลาอาจทำให้หนังได้รับการยกย่องสรรเสริญ หนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญที่ถูกหลงลืมของผกก. Preminger
This intense Freudian melodrama by Otto Preminger is one of the forgotten masterworks of film noir.
นักวิจารณ์ Dave Kehr จากหนังสือพิมพ์ Chicago Reader เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1985
คลังภาพยนตร์ของ RKO Pictures ตกเป็นของ Turner Entertainment Co. เมื่อปี ค.ศ. 1988 ก่อนถูกโอนถ่ายมายัง Time Warner ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ปัจจุบันได้ทำการบูรณะ 4K ขึ้นคำโปรยว่า “From the Best Preservation Elments” แต่ฉบับ Blu-Ray ของ Warner Archive Collection จัดจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2023 กลับคุณภาพแค่ HD (ยังไม่พบเห็นจัดจำหน่าย 4K)
หนังเรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้ผมเยอะมากๆ Jean Simmons ขนาดเล่นบทสวยสังหาร ยังเฉิดฉาย เปร่งประกาย ซีเควนซ์ที่เธอก้าวเดินไปยังห้องหับต่างๆ ภาพถ่าย+เพลงประกอบของ Dimitri Tiomkin สร้างความขนลุกขนพอง และโดยเฉพาะโศกนาฎกรรมคาดไม่ถึง(ถึงสองครั้ง) พอเข้าใจเลยว่าทำไมสร้างความตราตรึงให้ผู้กำกับ Jean-Luc Godard
จัดเรต 15+ กับสวยสังหาร หญิงสาวจอมบงการ


ใส่ความเห็น