
Kiss Me Deadly (1955)
: Robert Aldrich ♥♥♥♥
หนังทุนต่ำเกรดบี ไม่มีนักแสดงชื่อดัง เรื่องราวอาจงั้นๆ แต่ลีลานำเสนอของผู้กำกับ Robert Aldrich มีความดิบ-เถื่อน บ้าระห่ำ (Hard-Boiled) ชักชวนตั้งคำถาม อะไรอยู่ในกระเป๋า? (MacGuffin) มันช่างลุ่มร้อน มอดไหม้ สร้างหวาดระแวงต่อการมาถึงของวันสิ้นโลก (Apocalyptic)
Kiss Me Deadly (1955) เป็นหนังอะไร? อาชญากรรม? สืบสวนสอบสวน? โรแมนติก? อีโรติก? ไซไฟ? รับชมไปเรื่อยๆรู้สึกเหมือนกำลังรับชมหายนะวันสิ้นโลก (Apocalyptic) ผมสรุปเลยแล้วกันว่าคือความพยายามผสมผสาน (Mixed Genre) ไม่ใช่แค่แนวหนัง แต่ทุกช็อตฉากล้วนเต็มไปด้วยแนวคิด ลูกเล่นภาพยนตร์แตกต่างออกไป
In Alrdich’s films, it is not unusual to encounter a new idea with each shot. In this movie the inventiveness is such that we don’t know what to look at the images are almost too full, too fertile. Watching a film like this is such an intense experience that we want it to go last for hours. It is easy to picture its author as a man overflowing with vitality, as much at ease behind a camera as Henry Miller facing a blank page. This is the film of a young director who is not yet worried about restraint.
François Truffaut
รับชมในหนังปัจจุบัน ผมไม่ได้เอะใจหรอกว่านี่คือครั้งแรกๆของวงการภาพยนตร์ ที่ผู้สร้างพยายามสอดแทรกแนวคิดใหม่ๆในทุกช็อตฉาก ผิดแผกแตกต่างจาก Classical Hollywood นั่นเพราะผลงานของบรรดาผู้กำกับรุ่น French New Wave และหลังจากนั้น สามารถพบเจอได้ทั่วๆไปใน Kiss Me Deadly (1955)
ผมมาเอะใจก็ตอนอ่านความคิดเห็นของ François Truffaut ขณะนั้นยังเป็นนักวิจารณ์ Cahiers du Cinéma กล่าวถึงการ “encounter a new idea with each shot” นั่นคือสิ่งท้าทายผู้ชมที่เข้าใจศาสตร์ภาพยนตร์ขั้นสูง ขบครุ่นคิดวิเคราะห์ว่าช็อต-ฉากนี้ นำเสนอด้วยวิธีการนี้ ต้องการสื่อนัยยะความหมายอะไร … นั่นคือสิ่งที่ raremeat.blog พยายามทำมาเกือบๆสิบปีแล้วนะครับ
นอกจากลีลาการนำเสนออันดิบ-เถื่อน บ้าระห่ำของผกก. Aldrich อีกสิ่งที่กลายเป็นตำนานของ Kiss Me Deadly (1955) คือจุดกำเนิดกระเป๋า MacGuffin ข้างในมีอะไรก็ไม่รู้ แต่พอเปิดออกพบเห็นแสงสว่างเจิดจร้า มันช่างละม้ายคล้าย Raiders of the Lost Ark (1981), Repo Man (1984), Pulp Fiction (1994) และอีกมากมายนับไม่ถ้วน
Robert Burgess Aldrich (1918-83) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cranston, Rhode Island ในตระกูลมหาเศรษฐี “The Aldriches of Rhode Island” โตขึ้นเข้าเรียนเศรษฐศาสตร์ University of Virginia แต่การมาถึงของ Great Depression (1929-39) เริ่มตั้งคำถามถึงถึงสถานะครอบครัว กินหรูอยู่สบาย ขณะที่ประชาชนรากหญ้ากลับต้องหาเช้ากินค่ำ เกิดความสงสารเห็นใจ ลาออกจากมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ตัดขาดความสัมพันธ์ครอบครัว แล้วเดินทางสู่ Hollywood ทำงานเสมียน RKO Studio ได้ค่าแรงสัปดาห์ละ $25 เหรียญ จากนั้นไต่เต้าเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เรียนรู้งานจาก Jean Renoir, Lewis Milestone, William A. Wellman, Joseph Losey, Charlie Chaplin ฯ กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Big Leaguer (1953), แจ้งเกิดกับ Apache (1954), Vera Cruz (1954), ผลงานเด่นๆ อาทิ Kiss Me Deadly (1955), The Big Knife (1955), Autumn Leaves (1956), What Ever Happened to Baby Jane? (1962), Hush…Hush, Sweet Charlotte (1964), The Dirty Dozen (1967), The Longest Yard (1974), Hustle (1975) ฯ
เกร็ด: ผกก. Aldrich ไม่เคยเข้าชิง Oscar หรือ Golden Globe เลยสักครั้ง! แต่หลายๆผลงานได้รับการยกย่องกล่าวขวัญในยุโรป โดยเฉพาะ Kiss Me Deadly (1955) เป็นที่รักคลั่งของบรรดาผู้กำกับรุ่น French New Wave และยังเคยคว้ารางวัลจากเทศกาลหนัง …
- The Big Knife (1955) คว้ารางวัล Silver Lion: Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Venice
- Autumn Leaves (1956) คว้ารางวัล Silver Bear: Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Berlin
เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1954, ผกก. Aldrich ประกาศว่าจะสร้างภาพยนตร์ที่ดัดแปลงนวนิยายซีรีย์ Mike Hammer ของ Mickey Spillane ให้กับสตูดิโอ Parklane Productions โดยมีสองตัวเลือกที่อยู่ในความสนใจ (ภาคสอง) My Gun Is Quick (1950) และ (ภาคหก) Kiss Me, Deadly (1952)
[Robert Aldrich] gave me the Mickey Spillane book and I said, ‘This is lousy. Let me see what I can do.’ … I was having fun with it. I wanted to make every scene, every character interesting. A girl comes up to Ralph Meeker, so I make her a nympho. I’m a big car nut, so I put in all that stuff with cars and the mechanic. I was an engineer so I gave the detective the first phone answering machine in that picture. I was having fun.
นักเขียน A.I. Bezzerides ดัดแปลงบทหนัง Kiss Me Deadly (1955)
ปัญหาใหญ่ของโปรเจคนี้คือถูกตีกลับจากกองเซนเซอร์ Hays Code ให้เหตุผล “numerous items of brutality and sexual suggestiveness” ประเด็นหลักๆคือความเด่นชัดเรื่องเพศ ความรุนแรง และการใช้ยา นั่นทำให้ Bezzerides ต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาจากมาเฟียค้ายา มาเป็นสายลับคอมมิวนิสต์ ส่วนเรื่องเพศและความรุนแรงก็แค่ต่อรองด้วยวิธี ‘off-screen’ ไม่ฉายให้เห็นเท่านั้นเอง
นักสืบเอกชน Mike Hammer (รับบทโดย Ralph Meeker) จับพลัดจับพลูพบเจอหญิงสาวแปลกหน้า Christina Bailey จู่ๆวิ่งมาขวางหน้ารถ จึงตัดสินใจพาเธอไปส่งยังที่หมาย แต่ไม่ทันไรถูกรถอีกคันพุ่งชน จับเธอทัณฑ์ทรมานจนเสียชีวิต แล้วผลักรถให้ตกหน้าผา รอดตายอย่างหวุดหวิด!
หลังออกจากโรงพยาบาล Hammer ก็ตัดสินใจทำการสืบสวนสอบสวน ค้นหาเบื้องหลังความจริง ต้องการรับรู้ให้ได้ว่าตนเองกำลังพัวพันกับอะไร จนสามารถพบเจอหัวหน้าอาชญากร Carl Evello (รับบทโดย Paul Stewart) รับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังติดตามหากล่องลึกลับ ข้างในนั้นมีบางสิ่งอย่างที่เป็นความลับของรัฐบาล ถ้าพวกสายลับคอมมิวนิสต์ได้มันไป อาจก่อบังเกิดหายนะต่อประเทศชาติ
Ralph Meeker ชื่อเกิด Ralph Rathgeber (1920-88) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Minneapolis, Minnesota หลังเรียนจบสาขาดนตรี Northwestern University อาสาสมัครทหารเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนถูกปลดประจำการจากได้รับบาดเจ็บที่คอ เลยมุ่งหน้าสู่ Broadway แจ้งเกิดกับโปรดักชั่น A Streetcar Named Desire ทำการแสดงต่อจาก Marlon Brando, จากนั้นเซ็นสัญญาสตูดิโอ M-G-M ภาพยนตร์เรื่องแรก Four in a Jeep (1951), Teresa (1951), ผลงานเด่นๆ อาทิ Kiss Me Deadly (1955), Paths of Glory (1957), The Dirty Dozen (1967) ฯ
รับบทนักสืบเอกชน Mike Hammer มีนิสัยดิบ-เถื่อน บ้าระห่ำ (Hard-Boiled) ชอบพูดคำเสียดสีถากถาง ใครดีมาดีตอบ ร้ายมาร้ายตอบ พร้อมใช้ความรุนแรงกับอาชญากร ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน พอจับพลัดจับพลูให้ความช่วยเหลือหญิงสาวแปลกหน้า Christina Bailey ต้องการค้นหาคำตอบให้ได้ว่าตนเองเข้ามาพัวพันอะไรกับใคร
Meeker อาจถือเป็นนักแสดงประเภท ‘Character Actor’ ที่พอจะมีภาพลักษณ์ลูกผู้ชาย อึดถึก (Tough Guy) อุปนิสัยดื้อรั้น บ้าพลัง แต่ผมแทบไม่พบเห็นเสน่ห์ใดๆของชายคนนี้ เหมือนนักสืบธรรมดาทั่วๆไป พูดน้อยต่อยหนัก สีหน้าจริงจัง รูปหล่ออยู่กระมังสาวๆจึงเข้าหาอยู่บ่อยครั้ง … ผมไม่เคยอ่านต้นฉบับนวนิยาย แต่เห็นว่าตัวละครนี้ลดความ ‘แรง’ จากต้นฉบับพอสมควรเพื่อให้ผ่านกองเซนเซอร์ Hays Code
สิ่งน่าสนใจของตัวละครนี้ก็คือความหมกมุ่นอยู่กับการสืบสวนสอบสวน พร้อมเสี่ยงอันตราย ไม่หวาดกลัวความตาย เพื่อค้นหาเบื้องหลังความจริงให้จงได้! หลายครั้งแม้เผชิญหน้าสิ่งยั่วเย้า หญิงสาวเข้ามาโอบกอด จุมพิต ชักชวนเข้าห้องหอ เขาก็ยินยอมเล่นด้วยแต่แบบไม่จริงจัง ไร้อารมณ์ร่วม ไม่มีอะไรเบี่ยงเบนความสนใจ ต้องการเพียงคำตอบ และพร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้มันมา
ถ่ายภาพโดย Ernest Laszlo ชื่อเกิด László Ernő (1898-1984) ตากล้องสัญชาติ Hungarian-American เกิดที่ Budapest, โตขึ้นอพยพสู่สหรัฐอเมริกา ทำงานเป็นผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) หนังเงียบดังๆอย่าง Wings (1927), Hell’s Angels (1930), ได้รับเครดิตถ่ายภาพตั้งแต่ The Pace That Kills (1928), ผลงานเด่นๆ อาทิ Stalag 17 (1953), Vera Cruz (1954), Kiss Me Deadly (1955), Inherit the Wind (1960), Judgment at Nuremberg (1961), It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963), Ship of Fools (1965) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Fantastic Voyage (1966), Airport (1970), Logan’s Run (1976) ฯ
งานภาพของหนังมักเลือกตำแหน่ง ทิศทาง เต็มไปด้วยมุมกล้องที่ดูผิดแผกแปลกตา หลายเหตุการณ์มักเกิดขึ้นนอกจอ (Off-Screen) มีอะไรมาบดบัง หรือหลบซ่อนในเงามืด เพราะเป็นสิ่งที่กองเซนเซอร์สมัยนั้นยังยินยอมรับไม่ได้ (อาทิ ฉากทัณฑ์ทรมาน กระทำร้ายร่างกาย ฆ่าคนตาย ฯ) สร้างสัมผัสดิบๆ เถื่อนๆ หนังเกรดบี โปรดักชั่นราคาถูก
ด้วยทุนตั้งต้น $300,000 เหรียญ ใช้เวลาถ่ายทำเพียงสามสัปดาห์ 29 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม ค.ศ. 1954 ทศวรรษนั้นถือว่าน้อยนิดกระจิดริด ต้องใช้วิธีเหมือนกองโจร เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆย่าน Downtown (Los Angeles) หลายสิบกว่าแห่ง … เก็บบันทึกไว้เป็น ‘Time Capsule’
หญิงสาวเท้าเปล่าวิ่งเข้าหาหน้ากล้อง บทเพลงดังขึ้นด้วยท่วงทำนองเร่งรีบร้อน สร้างความตกอกตกใจ ยังไม่ทันเตรียมความพร้อม หนังก็เริ่มต้นด้วยความระทึกขวัญ อะดรีนาลีนหลั่งคลั่ง มันเกิดห่าเหวอะไร สร้างความสนอกสนใจ อยากรับรู้ว่ามีเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้น
แต่พอเธอสามารถโบกขึ้นรถ เปลี่ยนบทเพลง Nat King Cole: Rather Have the Blues ท่วงทำนองเบาๆ สำแดงความรู้สึกผ่อนคลาย (=หญิงสาวครุ่นคิดว่าตนเองน่าจะหลบหนีได้สำเร็จ) จากนั้นฉายเครดิตย้อนศร เลื่อนจากบนลงล่าง เหมือนเป็นการบอกใบ้หายนะ ทุกสิ่งอย่างจะพลิกกลับตารปัตรจากที่ผู้ชม/หญิงสาวครุ่นคิดเข้าใจ

หลายคนอาจครุ่นคิดว่านี่เป็นฉากที่ไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ แต่นอกจาก Mike หวนกลับมาสอบถามจดหมายจ่าหน้าซองถึงใคร? นัยยะของกิ่งไม้ติดอยู่ใต้ท้องรถ = บางสิ่งอย่างติดค้างคาใจ หรือคือการให้ความช่วยเหลือหญิงสาวแปลกหน้าครั้งนี้ ทำให้เขาจับพลัดจับพลูเข้ามาพัวพันกับเหตุการณ์วุ่นๆวายๆ เลยต้องการค้นหาคำตอบให้ได้จงว่ามันคืออะไร
แซว: ไม่รู้หนังได้รับทุนสนับสนุนจากค่ายรถ Jaguar หรือไร มีทั้งหมดสามคันประกอบ 1951 Jaguar XK120, 1950 MG-TD และ 1954 Chevrolet Corvette C1

เชื่อว่าหลายคนอาจไม่ได้สังเกต หลังจาก Mike ผ่านด่านตำรวจ มันเหมือนจะมีรถคันหนึ่งขับติดตาม สังเกตจากแสงไฟกลมๆสองดวงด้านหลัง สร้างสัมผัสราวกับถูกจับจ้อง สอดแนม บางสิ่งชั่วร้ายกำลังคืบคลานเข้ามา
การที่ Christna บอกให้เขาจอดป้ายรถเมล์ ถ้าครุ่นคิดแบบผิวเผินคือต้องการหลบหนีด้วยตนเอง แต่มันมีความเป็นไปได้ว่านั่นอาจคือจุดนัดพบสำหรับส่งมอบกุญแจ แล้วพอขับเลยป้ายดังกล่าวตระหนักว่าเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น จึงร้องขอให้เขาจดจำ “Remember Me” … นั่นแปลว่าเธอคือสายลับที่เฉลียวฉลาดมากๆ ทุกคำพูดล้วนเคลือบแฝงนัยยะซ่อนเร้น ต้องดูหนังจนจบถึงสามารถขบครุ่นคิดได้ทั้งหมด!

ขณะกำลังขับรถเพลินๆ พานผ่านป้ายรถเมล์ที่เป็นเป้าหมายปลายทาง จู่ๆมีรถคันหนึ่งแซงตัดหน้า จำต้องหักเลี้ยวข้างข้างทาง จากนั้นใครบางคนก้าวเดินเข้ามา พบเห็นเพียงขาท่อนล่าง (น่าจะ Dr. Soberin) ก่อนตัดไปภาพเรียวขาของ Christina พร้อมเสียงกรีดร้องแสดงถึงการถูกทัณฑ์ทรมาน … Hays Code สั่งห้ามนำเสนอภาพการถูกทรมาน ผลลัพท์จึงกลายเป็นความงดงามของศาสตร์ภาพยนตร์ เชื่อมโยงด้วยสัมผัสบทกวี
ลองไปสังเกตดูเองนะครับ หลายครั้งทีเดียวที่หนังมีการเชื่อมโยงระหว่างซีเควนซ์ด้วยลีลาลักษณะคล้ายๆเดียวกันนี้ สร้างสัมผัสกวีภาพยนตร์ได้อย่างต่อเนื่อง ลื่นไหล


ก็ไม่รู้ Mike ทำอีท่าไหนถึงสามารถรอดชีวิตจากการถูกผลักตกเขา เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล กล้องถ่ายผ่านมุมมองสายตาของเขา สะลึมละลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น เห็นภาพเบลอๆค่อยๆคมชัด และยังตื่นขึ้นมาเห็นภาพเอียงๆ ยังไม่ได้สติสมประดี


หนึ่งในลายเซ็นต์ของหนังนัวร์ คือการละเล่นกับแสง-เงา ลอดผ่านมู่ลี่/บานเกล็ด ทำให้พบเห็นเหมือนซี่กรง สร้างสัมผัสราวกับถูกควบคุมขัง เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบปากคำ Mike ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม ให้คำนิยามนักสืบเอกชนทำคดีหย่าร้างว่า “Bedroom Dick” สะท้อนความอัปลักษณ์ โฉดชั่วร้าย ด้านมืดจิตใจมนุษย์ และความคอรัปชั่นขององค์กรตำรวจ


ตัวละคร Nick ในต้นฉบับนวนิยายของ Mickey Spillane ไม่ได้มีความยียวนกวนประสาทสักเท่าไหร่ แต่การดัดแปลงภาพยนตร์ของ A.I. Bezzerides พยายามปรับเปลี่ยนให้ทุกๆตัวละครมีความน่าสนใจ … แน่นอนว่า Spillane ไม่ชื่นชอบผลลัพท์นี้สักเท่าไหร่
I was having fun with it. I wanted to make every scene, every character, interesting. A girl comes up to Ralph Meeker, I make her a nympho. She grabs him and kisses him the first time she sees him. She says, “You don’t taste like anybody I know.” I’m a big car nut, so I put in all that stuff with the cars and the mechanic. I was an engineer, and I gave the detective the first phone answering machine in that picture. I was having fun.
I tell you Spillane didn’t like what I did with his book. I ran into him at a restaurant and, boy, he didn’t like me.
A.I. Bezzerides
แซว: คำพูดติดปาก “Va-va-voom!” นี่ก็แอบบอกใบ้ “Ba-Ba-Boom” ระเบิดตูมตามที่จักบังเกิดขึ้นตอนท้ายเรื่อง!


หนึ่งในซีเควนซ์ที่ต้องกล่าวชื่นชมคือการเผชิญหน้าผู้ติดตาม Mike จงใจแวะร้านขายป๊อปคอร์น ตู้หยอดเหรียญอะไรสักอย่าง พบเห็นภาพสะท้อนคนด้านหลัง และจุดจบของชายคนนั้นถูกต่อยกลิ้งตกบันได สัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ ผู้ชนะอยู่เหนือทุกสิ่งอย่าง


Christina Georgina Rossetti (1830-94) กวีสัญชาติอังกฤษ คือบุคคลที่มีอยู่จริง! บทกวี Remember (Me) ก็มีอยู่จริง! แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าหนังสือเล่มนี้ Sonnets of Christina Georgina Rossetti มีอยู่จริงหรือเปล่า?
ใจความของ “Remember Me” สามารถตีความได้ทั้งหญิงสาวร้องขอให้เขาจดจำช่วงเวลาสั้นๆที่ได้พบเจอกัน และสิ่งที่ Mike ค้นพบจากบทกวีดังกล่าว “if the darkness and corruption leave, a vestige of the thoughts that once I had” สื่อถึงบางสิ่งอย่างหลงเหลือทิ้งไว้
Remember me when I am gone away,
Gone far away into the silent land;
When you can no more hold me by the hand,
Nor I half turn to go yet turning stay.Remember me when no more day by day
You tell me of our future that you plann’d:
Only remember me; you understand
It will be late to counsel then or pray.Yet if you should forget me for a while
And afterwards remember, do not grieve:
For if the darkness and corruption leave
A vestige of the thoughts that once I had,
Better by far you should forget and smile
Than that you should remember and be sad.

ภาพแรกและภาพสุดท้ายในซีเควนซ์ที่ Mike เดินทางมาพบเจอ Lily Carver เพื่อนร่วมห้องของ Christina มีการเลือกมุมกล้องดูผิดแผกแปลกประหลาด (หัวเตียง & ท้ายเตียง) แถมเธอยังหยิบปืนขึ้นมาจ่อเล็ง ราวกับต้องบอกใบ้อะไรบางสิ่งอย่าง
ห้องแห่งนี้ยังปกคลุมด้วยความมืดมิด ใบหน้าของ Mike ตอนเดินเข้ามาอยู่ในเงาพอดิบดี (อาจสื่อถึงหญิงสาวไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร? มาดีหรือมาร้าย?) และเมื่อเขาจากไป เธอหวนกลับนั่งที่เก่า แต่กระเป๋าเดินทางบดบังใบหน้าพอดิบดีเช่นกัน (แต่คราวนี้เหมือนไม่ต้องการให้ผู้ชมพบเห็นปฏิกิริยา/ลับลมคมในของเธอเสียมากกว่า)


Mike เดินทางมาหาเลขา/แฟนสาว Velda กำลังซ้อมเต้น โยกไปโยกมาในห้องกระจก ราวกับต้องการสื่อถึงภาพสะท้อนตัวตน ทั้งสองมีความละม้ายคล้าย เติมเต็มกันและกัน (พร้อมจะเอาตัวเขาแลกเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ) จากนั้นเธอพยายามยั่วเย้า เต้นรูดเสา หมุนวงกลม ชักชวนเขาร่วมเพศสัมพันธ์ … แต่อีกฝ่ายต้องแสดงออกว่ากามตายด้านเพราะกองเซนเซอร์ Hays Code

ผมละขำกลิ้งโปรโมเตอร์มวยคนนี้ที่พอ Mike สอบถามรายละเอียดบุคคลกำลังติดตามหา “I came over to find out about a kid name of Lee Kawolsky.” จากซิการ์ที่ตั้งโด่เด่ กลายเป็นห่อเหี่ยวโดยพลัน ปฏิเสธพูดบอก แสดงความคิดเห็นใดๆ “I don’t know anything.” แต่ก็หลุดชื่อสองนักเลงออกมาจากปาก

Mike ขับรถมาถึงยังแมนชั่นหรูของ Carl Evello แต่พอหยุดจอดรถก็มีเธอคนหนึ่ง (น้องสาวความต้องการทางเพศสูงของ Carl) ตรงเข้ามาพูดยั่วเย้า โอบกอดจูบ ‘Kiss Me Deadly’ ราวกับต้องการจะสื่อว่าสถานที่แห่งนี้คือไคลน์แม็กซ์ หนึ่งในเป้าหมายที่เขากำลังติดตามหา เผชิญหน้า(หนึ่งใน)ผู้อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งอย่าง

ตามวิถี Hays Code หนังไม่ฉายให้เห็นว่า Mike ทำอะไรลูกสมุนของ Carl จนลงไปนอนกองกับพื้น แต่ปฏิกิริยาของลูกสมุนอีกคนที่รีบเผ่นหนี สีหน้าตกใจ มันต้องเป็น WTF! เกินบรรยาย


ผมนึกถึงพวกหนังสายลับ/แฟนไชร์ James Bond ที่มักต้องมีฉากเผชิญหน้าคนร้าย แล้วอีกฝ่ายพยายามยื่นข้อเสนอซื้อใจ หรือพูดข่มขู่ไม่ให้เข้ายุ่มย่ามก้าวก่าย แน่นอนว่าพระเอกต้องตอบปฏิเสธ!
ระหว่างการพูดคุยสนทนา ขณะที่ทั้งสองนั่งเก้ากี้ สังเกตว่าตำแหน่งความสูงมีความเท่าเทียม ระดับสายตา แต่พอ Carl ลุกขึ้นยืนครั้งแรกพูดโน้มน้าว และครั้งสองทำการข่มขู่ มุมกล้องต่างเงยขึ้น (Tilt Up) เห็นเพดาน สำแดงถึงการมีอำนาจบาดใหญ่ พร้อมทำลายล้าง กำจัด Mike ให้พ้นภัยทาง


หลังออกจากแมนชั่นของ Carl เดินทางไปหานักร้องอุปรากร Carmen Trivago ซึ่งต้องเดินขึ้นบันได ไปจนถึงอพาร์ทเม้นท์ชั้นบน (ได้ยินขับร้องอุปรากรเสียง Tenor) ทำราวกับว่านี่คือจุดสูงสุดที่ Mike ทำการสืบสวนสอบสวน … เอาจริงๆมันก็ไม่เชิงว่าข้อมูลที่ Mike รับรู้จาก Carmen จะมีความสำคัญสูงสุดหรืออย่างไร แค่มีความเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน เหลือแค่รายละเอียดสิ่งนั้นคืออะไร? ซุกซ่อนอยู่ที่แห่งหนไหน?


เมื่อตอน Mike เดินทางกลับมาหา Lily ไม่พบเจอในอพาร์ทเม้นท์ แต่หลบอยู่ภายนอกเพราะอ้างว่าพวกมาเฟียติดตามมาพบเจอ หลายๆช็อตของซีเควนซ์นี้นำเสนอในลักษณะเหมือนการแอบถ่าย ถ้ำมอง ลอดผ่านราวบันได … นี่ยังเป็นการแสดงถึงลับลมคมในของ Lily มีบางสิ่งอย่างปกปิดซุกซ่อนเร้นไว้
แซว: ชุดคลุมอาบน้ำของ Lily มันช่างมีลักษณะคล้ายม้ายเสื้อโค้ทหนังนัวร์ นี่เช่นกันเป็นการแอบบอกใบ้สิ่งลับลมคมใน และการเป็นสวยสังหาร (Femme Fatale)



เป็นอีกครั้งที่ชายสวมสูทรองเท้าหนังลงมือฆาตกรรม คราวนี้เป็นคิวของ Nick ถูกบดอยู่ใต้ท้องรถ แน่นอนว่าหนังฉายภาพขณะถูกทับไม่ได้ เพียงกล้องเคลื่อนเข้าหานักแสดง แม่แรงเลื่อนออก รถยกตกลงสู่พื้น … แค่นี้ก็ทำให้ผู้ชมสมัยนั้นจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล
ความตายของ Nick จากการถูกรถทับ สามารถสื่อถึงน้ำหนักของความลับที่มนุษย์คนหนึ่งไม่สามารถแบกรับ คนที่ดูหนังจบน่าจะเข้าใจว่าสัญญะของสิ่งอยู่ในกระเป๋าคืออะไร ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์มันมีความหนักอึ้งจริงๆ

คำว่า Whatsit ไม่ใช่อะไรนั่ง แต่น่าจะมาจาก What’s it? (What is it?) สื่อถึงสิ่งที่ Mike พยายามสืบสวนสอบสวน ออกติดตามค้นหา หรือก็คือกระเป๋า MacGuffin ที่เป็นต้นสาเหตุการณ์วุ่นๆวายๆ ไม่ว่าอะไรจะบังเกิดขึ้นต้องรับรู้ให้จงได้ว่ามันคืออะไร?
คล้ายๆกับซีเควนซ์นี้ที่ Mike เดินทางมาขอความช่วยเหลือ Velda ขณะเธอนอนหลับ ตื่นขึ้นมาเหงื่อซก แล้วใช้กระดาษซับมัน พบเห็นใบหน้าแท้จริงที่ไม่มีเครื่องสำอางค์บดบัง … เพื่อขอให้เธอตีสนิทกับใครคนนั้น (ด้วยมารยาเสน่ห์ เรือนร่างกาย) แล้วล้วงความลับออกมา

Velda บอกให้ Mike ไปรอคอยที่บาร์ Pigalle เดี๋ยวประมาณตีสองจะแวะหา แต่พอเขามาถึงได้ยินบทเพลง Rather Have the Blues (เปลี่ยนจาก Nat King Cole มาขับร้องสดโดย Kitty White) นี่ราวกับเป็นการบอกใบ้หายนะที่จะย้อนรอยเหตุการณ์ตอนอารัมบท … และคงทำให้เขาระลึกถึง Christina (รวมถึง Nick ที่เพิ่งเสียชีวิต) เลยดื่มเบอร์เบิ้นจนเมาหลับ
แล้วพอตื่นขึ้นมา เขาขับรถไปยังปั๊มน้ำมัน และพอกลับอพาร์ทเม้นท์ถูกสองลูกสมุนของ Carl ลักพาตัว ลากไปทัณฑ์ทรมาน ย้อนรอยเหตุการณ์ตอนอารัมบทแทบจะเป๊ะๆเลยละ!

Hays Code มีกฎห้ามฉายให้เห็นภาพการเสพยา ด้วยเหตุนี้ชายสวมสูทรองเท้าหนัง (Dr. Soberin) จึงต้องพูดอธิบายกำลังจะฉีดอะไร Sodium Pentothal บอกว่ามันไม่มีพิษภัยต่อร่างกาย แค่ทำให้มึนๆเมาๆ แล้วเอ่ยกล่าวบางสิ่งอย่างออกมาโดยไม่รับรู้ตัว … เป็นการท้าทายกฎของ Hays Code ได้อย่างแสบกระสันต์

ผมละขำกลิ้งกับปฏิกิริยาลูกสมุน หนึ่งเดียวผู้รอดชีวิตนี้ ย้อนรอยกับตอนกลางเรื่องที่ก็เคยแสดงสีหน้าตกตะลึงต่อการกระทำของ Mike พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่รู้จะทำอะไรยังไงต่อไป … แถมยังมีความสอดคล้องเสียงพากย์มวยดังจากวิทยุ แทบจะประโยคต่อประโยคเลยก็ว่าได้!
ความตายของ Carl เกิดจากความเข้าใจผิดของลูกสมุน ครุ่นคิดว่าบุคคลถูกตรึงบนเตียงคือ Mike เลยใช้มีดทิ่มแทง


เริ่มต้นและสิ้นสุดซีเควนซ์ยามค่ำคืนที่บ้านริมทะเล มีการฉายภาพเสาใต้บ้าน คลื่นกระทบชายหาด, นี่เป็นตัวเลือกที่แปลกพิศดาร ผมพยายามครุ่นคิดอยู่นานว่าเคลือบแฝงนัยยะอะไร? ก่อนตระหนักว่าเสาคือส่วนค้ำยันบ้านหลังนี้ให้ตั้งอยู่ได้ หรือก็คือ Carl Evello และลูกสมุนถือเป็นรากฐานองค์กร/สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ พยายามโจรกรรมสิ่งอยู่ภายในกระเป๋า MacGuffin … ความตายของ Carl (และลูกสมุน) อาจไม่ถึงขั้นทำให้บ้านหลังนี้ทรุดพัง แต่สร้างความสั่นคลอนไม่น้อย

ความคอรัปชั่นพบเห็นได้ทุกแห่งหน ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่ชันสูตร ณ ห้องเก็บศพ เรียกร้องสินบนจาก Mike เลยโต้ตอบด้วยการกระแทกลิ้นชัก งับมือ ดิ้นทุรนทุราย (มือที่รับสินบน = ถูกกระแทกจนได้รับบาดเจ็บ)

Hollywood Athletic Club ก่อตั้งโดย Charlie Chaplin, Rudolph Valentino และ Cecil B. DeMille เมื่อปี ค.ศ. 1924 สมาชิกส่วนใหญ่มักเป็นนักแสดงระดับ A-List สำหรับใช้ออกกำลังกาย มีสระน้ำ โรงยิม ห้องพักโรงแรม, ภัตตาคารหรู ฯ หลังผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าร้อยปี ได้รับการปรับปรุงบูรณะ ปัจจุบันถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และยังคงเปิดให้บริการเฉพาะสมาชิก
ตู้ล็อกเกอร์สีดำ ผมแอบรู้สึกว่ามันช่างดูละม้ายคล้ายคลังเก็บขีปนาวุธ/ตอร์ปิโดวางเรียงราย ภายในซุกซ่อนกระเป๋า MacGuffin ที่มีอานุภาพทำลายล้างมหาศาล

เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเฝ้ารอคอย Mike อยู่ภายในอพาร์ทเม้นท์ เพื่อทวงคืนกุญแจขบไขปริศนา ซึ่งวินาทีที่ Lt. Pat พบเห็นรอยไหม้ตรงข้อมือ กล้องถ่ายภาพ Close-Up ใบหน้าของทั้งสอง เพื่อแสดงถึงความเคร่งขรึม ตึงเครียดในหัวข้อสนทนา จากนั้นพูดสามคีย์เวิร์ดที่บอกใบ้ความลับของสิ่งซุกซ่อนภายในกระเป๋า MacGuffin ใบนั้น
- Manhattan Project ชื่อโครงการวิจัยระเบิดนิวเคลียร์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
- Los Alamos, New Mexico สถานที่ตั้งห้องแลป The Los Alamos Laboratory หรือ Project Y สำหรับ J. Robert Oppenheimer ทำการออกแบบก่อสร้างระเบิดนิวเคลียร์
- Trinity ชื่อรหัสระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกที่ทำการทดสอบวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 ณ Alamogordo Bombing Range, New Mexico

Mike เดินทางมายังบ้านของนักสะสมงานศิลปะ William Mist เดินผ่านหลากหลายผลงาน ผมขี้เกียจหาข้อมูลแต่ให้ข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่เป็นภาพบุคคล หญิงสาว โดยไม่จำเพาะเจาะจงสไตล์ลายเส้น ราวกับต้องการสะสมเก็บไว้ภายหลังหายนะสงครามนิวเคลียร์ … นี่ชวนให้ผมนึกถึงนักสะสมงานศิลปะของพวก Nazi Germany ที่ทำการลักขโมยมาจากการกวาดล้างชาวยิว

นี่เป็นครั้งแรกที่เปิดเผยใบหน้าชายสวมสูทและรองเท้าหนัง Dr. G. E. Soberin น่าจะเป็นสายลับ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ทำการโจรกรรมกระเป๋า MacGuffin ให้กับสหภาพโซเวียต … อันนี้คือบทสรุปของผมเองนะครับ หนังไม่ได้มีการอธิบายออกมาอย่างชัดเจน ให้อิสระผู้ชมในการขบครุ่นคิดจินตนาการ
Lily หรือ Gabrielle น่าจะคือลูกน้องของ Dr. Soberin ส่งไปสอดแนม(หรืออาจจะแอบอ้างว่า)เป็นเพื่อนร่วมห้อง Christina แล้วเกาะติดตาม Mike ค้นหากุญแจสำหรับโจรกรรมกระเป๋า MacGuffin! แต่ขณะนี้เธอเกิดความละโมบโลภมาก ทั้งๆไม่รับรู้อะไรอยู่ภายในนั้น กลับต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ หลงครุ่นคิดว่ามันจะมีอำนาจต่อรองทุกสิ่งอย่าง
และวินาทีที่ Dr. Soberin ถูกยิง! สังเกตว่ากล้องยังคงถ่ายมุมเงยขณะพูดเตือนสติเธอครั้งสุดท้าย ทำราวกับว่าตนเองยังมีอำนาจออกคำสั่ง ครุ่นคิดว่าตนเองได้ทำการเสียสละอันยิ่งใหญ่ แต่หญิงสาวยินยอมรับฟังเสียที่ไหน


นี่คือซีนในตำนานของหนัง! หญิงสาวอดรนทนไม่ไหว อยากรู้อยากเห็น เลยตัดสินใจเปิดกระเป๋า MacGuffin พบเห็นแสงสว่างอันเจิดจร้า พร้อมไอร้อนที่จักมอดไหม้ ลุกเป็นไฟ ผมแนะนำให้มองเป็นวัตถุเชิงสัญลักษณ์ เพราะมันดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยที่ระเบิดนิวเคลียร์จะถูกเก็บในกล่องไม้ธรรมดาๆ เพียงเปิดออกก็สำแดงอานุภาพยิ่งใหญ่ แผดเผาทำลายทุกสิ่งอย่างขวางหน้า … และระเบิดนิวเคลียร์จริงๆทุกสิ่งอย่างต้องมอดไหม้ในเสี้ยววินาที ไม่มีทางที่ Mike จะช่วยเหลือแฟนสาว Velda หลบหนีได้สำเร็จอย่างแน่นอน

ด้วยทุนสร้างอันน้อยกระจิดริด มีหรือจะสามารถระเบิดภูเขาเผากระท่อม ภาพพบเห็นนี้คือโมเดลจำลองจากบ้านของจริงตั้งอยู่ Westward Beach, Malibu ชายหาดถือเป็นสถานที่สุดขอบโลก เชื่อมต่อระหว่างแผ่นดิน-มหาสมุทร เลือนลางระหว่างชีวิต-ความตาย และการนำเสนอซีเควนซ์นี้ดูราวกับหายนะวันสิ้นโลก โลกาวินาศ (จากสงครามนิวเคลียร์)

ตัดต่อโดย Michael Luciano (1909-92) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ McAdoo, Pennsylvania หลังจากภาพยนตร์ Body and Soul (1947) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing, กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Robert Aldrich ร่วมงานกันตั้งแต่ World for Ransom (1954) จนถึง Twilight’s Last Gleaming (1977)
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองนักสืบเอกชน Mike Hammer ตั้งแต่จับพลัดจับพลูรับหญิงสาวแปลกหน้าขึ้นรถ แล้วบังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จึงพยายามสืบสวนสอบสวน ออกติดตามค้นหาเบื้องหลังความจริงที่ไม่มีใครคาดคิดถึง
- อารัมบท
- Mike จับพลัดจับพลูรับหญิงสาวแปลกหน้าขึ้นรถ
- แล้วจู่ถูกรถคันหนึ่งพุ่งชน จับเธอทัณฑ์ทรมาน ผลักตกหน้าผา รอดตายหวุดหวิด
- การสืบสวนสอบสวนของ Mike Hammer
- พอออกจากโรงพยาบาลถูกตำรวจเรียกสอบปากคำ จากนั้นแวะเวียนไปหา Nick ที่อู่ซ่อมรถ ก่อนกลับมายังอพาร์ทเม้นท์เกี้ยวพาราสีเลขาสาว Velda
- ผู้หมวด Lt. Pat Murphy แวะเวียนมาแจ้งยึดใบอนุญาตใช้ปืน
- Mike เดินทางไปหาแหล่งข่าว จากนั้นแวะเวียนไปอพาร์ทเม้นท์ของ Christina และติดตามหาเพื่อนร่วมห้อง Lily Carver
- กลับมาที่อพาร์ทเม้นท์ ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลแปลกหน้า บอกว่าจะมอบของขวัญ วันถัดมาได้รถหรูแต่ซุกซ่อนระเบิดเอาไว้
- แวะเวียนไปตามแหล่งข่าวต่างๆ จนกระทั่งมาพบเจอ Carl Evello
- การโต้ตอบของอาชญากร
- เดินทางไปหานักร้องอุปรากร Carmen Trivago
- Nick ถูกฆาตกรรม
- แวะเวียนไปสอบถาม Lily ก่อนนำพาเธอมาหลบซ่อนในอพาร์ทเม้นท์
- ค่ำคืนนี้แวะเวียนมาหา Velda เพื่อขอให้เธอช่วยเป็นสายสืบคดี
- Mike เมามายในบาร์ Pigalle
- จากนั้นถูกลักพาตัวมายังบ้านริมทะเล โดนทัณฑ์ทรมาน เค้นความจริง ก่อนสามารถหลบหนีได้สำเร็จ
- อะไรอยู่ในกระเป๋า?
- Mike กลับมาอพาร์ทเม้นท์
- เดินทางไปห้องเก็บศพ พบเจอกุญแจในกระเพาะอาหาร
- ต่อด้วย Hollywood Athletic Club พบเจอสิ่งซุกซ่อนในกระเป๋า
- กลับมาอพาร์เม้นท์พบเจอ Lt. Pat บอกใบ้สิ่งที่อยู่ในกระเป๋า ยินยอมมอบกุญแจคืนให้
- Velda ถูกลักพาตัว เรียนรู้จากสายว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง
- เดินทางไปพบเจอนักสะสมงานศิลปะ William Mist แสร้งทานยานอนหลับไหล
- Lily ลักขโมยกระเป๋าไปให้กับ Dr. Soberin
- Mike เผชิญหน้ากับ Lily ให้ความช่วยเหลือ Velda หลบหนีออกจากบ้านริมชายหาด
เพลงประกอบโดย Frank Denny De Vol (1911-99) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Moundsville, West Virginia แล้วมาเติบโตยัง Canton, Ohio บิดาคือหัวหน้าวงออร์เคสตรา Grand Opera House นั่นทำให้บุตรชายมีความสนใจด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก เคยเล่นไวโอลินในวงของบิดา ต่อมากลายเป็นนักแต่งเพลงให้ศิลปินอย่าง Nat King Cole (Nature Boy), Ella Fitzgerald ฯ ส่วนเพลงประกอบภาพยนตร์กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Robert Aldrich ร่วมงานกันตั้งแต่ World for Ransom (1954) จนถึงเรื่องสุดท้าย …All the Marbles (1981), เคยเข้าชิง Oscar ทั้งหมดห้าครั้ง แต่ไม่ได้สักรางวัล Pillow Talk (1959), Hush…Hush, Sweet Charlotte (1964) [Original Score และ Original Song], Cat Ballou (1965) และ Guess Who’s Coming to Dinner (1967)
งานเพลงของ De Vol มักมีความ ‘Over-the-Top’ ใช้ออร์เคสตราเต็มวงในการกระตุ้นอารมณ์ ทั้งขณะดราม่า โรแมนติก โดดเด่นสุดคือเหตุการณ์ไล่ล่า เผชิญหน้าศัตรู เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ลุ้นระทึก (หลายๆครั้งพยายามทำให้เสียงได้ยินสอดคล้องภาพพบเห็น) ช่วยทำให้หนังดูสนุกขึ้นอีกเท่าตัว!
อย่างตอนเริ่มต้นหนัง หญิงสาวเท้าเปล่าออกวิ่งเลียบถนน พยายามโบกรถให้หยุดจอด เพลงประกอบมีความเร่งเร้า รีบร้อนรน เหมือนเธอกำลังหลบหนีจากอะไรบางอย่างที่เลวร้าย อันตราย อาจถึงตายถ้าไม่มีใครช่วยเหลือไว้ ซึ่งพอเธอสามารถหยุดรถของ Mike Hammer เพลงดังขึ้นก็เปลี่ยนแนวโดยพลัน
ปล. งานเพลงของ De Vol ถือว่าสร้างอิทธิพลอย่างมากๆให้บรรดาผู้กำกับรุ่น French New Wave หลายๆเรื่องเริ่มต้นด้วยฉากแอ๊คชั่น หรือเลือกใช้บทเพลงที่มีความตื่นเต้น ลุ้นระทึก เพื่อให้อะดรีนาลีนหลั่งคลั่ง ผู้ชมเกิดความสนอกสนใจ อยากรู้อยากเห็นว่ามันเกิดเหตุการณ์ห่าเหวอะไร
จากท่วงทำนองเพลงที่มีความรุกเร้า-เร่งรีบ-ร้อนรน พอหญิงเท้าเปล่าโบกรถได้สำเร็จ อารมณ์เธอจึงสงบลง (หลงครุ่นคิดว่าจักสามารถหลบหนีเอาตัวรอด) เปลี่ยนมาบทเพลง Rather Have the Blues แต่งโดย Frank De Vol, ขับร้องโดย Nat King Cole, เนื้อคำร้องมีความสอดคล้องความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอ ฉันไม่รู้จะทำยังไงหญิงแปลกหน้าคนนี้ดี?
The night is mighty chilly
And conversation seems pretty silly
I feel so mean and rot
I’d rather have the blues than what I’ve gotThe room is dark and gloomy
You don’t know what you’re doing to me
The web has got me caught
I’d rather have the blues than what I’ve gotAll night I walk the city
Watching the people go by
I try to sing a little ditty
But all that comes out is a sighThe street looks very frightening
The rain begins and then comes lightning
It seems love’s gone to pot
I’d rather have the blues than what I’ve gotAll night I walk the city
Watching the people go by
I try to sing a little ditty
But all that comes out is a sighThe wind is blowing colder
It looks like love is stale and older
My luck don’t look so hot
I’d rather have the blues than what I’ve got
เกร็ด: บทเพลงนี้ดังขึ้นอีกครั้งในบาร์ที่ Mike Hammer ดื่มจนเมามาย (หลังรับรู้ข่าว Nick ถูกฆาตกรรม) ขับร้องโดย Kitty White
บทเพลงโปรดของ Christina Bailey คือ Franz Schubert: Symphony No. 8 in B minor, D.759 (Unfinished) เป็นซิมโฟนีที่ Schubert ประพันธ์ไม่เสร็จ เขียนไว้สองท่อนเมื่อปี ค.ศ. 1822 (I. Allegro moderato และ II. Andante con moto) แล้วไม่มีโอกาสหวนกลับมาแต่งต่อให้เสร็จ ซึ่งก็เคลือบแฝงนัยยะอย่างตรงไปตรงมาถึงภารกิจของเธอที่ยังไม่สำเร็จลุล่วง ก่อนโดนลักพาตัว พยายามหลบหนี และถูกฆ่าตัดตอนเสียก่อน
บทเพลง Waltz ได้ยินตอน Velda ซักซ้อมเต้นรำในอพาร์ทเม้นท์คือ Johann Strauss II: Kaiser-Walzer, Op. 437 (1889) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Emperor Waltz เป็นบทเพลงที่ Emperor Franz Joseph I มอบหมายให้ Strauss II แต่งขึ้นเพื่อเป็นของขวัญในวโรกาสเดินทางไปเยี่ยมเยียน Emperor Wilhelm II เชื่อมสัมพันธไมตรี ‘toast of friendship’ ระหว่าง Austria-Hungary และ German Empire
เมื่อครั้น Mike Hammer เดินทางมาสอบถามไถ่ Carmen Trivago ได้ยินอุปรากร Martha, oder Der Markt zu Richmond (แปลว่า Martha, or The Market at Richmond) ความยาวสี่องก์ ประพันธ์โดย Friedrich von Flotow, คำร้องโดย Friedrich Wilhelm Riese
เรื่องราวของ Lady Harriet นางกำนัลของ Queen Anne รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตในวัง เลยตัดสินใจปลอมตัวเป็นสาวใช้ชื่อ Martha แอบมาทำงานในฟาร์มของ Lyonel พออีกฝ่ายสารภาพรัก เธอตอบปฏิเสธเพราะสถานะทางสังคมของตนเอง เขาจึงขับร้องบทเพลง M’appari tutt’amor (แปลว่า She appeared to me, all love) รำพันความเศร้าโศก หัวใจแหลกสลาย
ถ้าวิเคราะห์จากชื่อเพลงอาจจะสื่อถึงหญิงสาว(น้องสาวของ Carl Evello)ที่พยายามเกี้ยวพาราสี Mike แต่พอรับรู้ว่าเขาคือใครก็มิอาจครอบครองสมหวัง, แต่ครุ่นคิดไปมาผมรู้สึกว่าพล็อตของอุปรากร แอบบอกใบ้ตัวตนของ Lily Carver อ้างว่าเป็นเพื่อน Christina แต่ลับหลังกลับคือคนทรยศ สายลับสองหน้า
เพื่อทำการข่มขู่ แบล็กเมล์ Carmen Trivago ให้พูดบอกความจริง Mike Hammer จึงหักแผ่นอุปรากรหายาก Pagliacci (1892) (แปลว่า Clowns) ประพันธ์โดย Ruggero Leoncavallo, ขับร้องโดย Enrico Caruso ได้รับการขนานนามว่าเป็นบทบาท ‘signature roles’ เรื่องราวของนักแสดง Canio ทำการฆาตกรรมภรรยาและชู้รัก ระหว่างทำการแสดงบนเวที!
เมื่อตอน Mike Hammer เดินทางไปหานักสะสมงานศิลปะ William Mist เพื่อแปะติดต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย แต่อีกฝ่ายแอบทานยานอนหลับ สลบไสล ปลุกไม่ตื่น เขาจึงเปิดวิทยุได้ยินบทเพลง Frédéric Chopin: Étude Op. 10 No. 12 (1831) หรือ Revolutionary Étude หรือ Étude on the Bombardment of Warsaw นี่เป็น Étude สุดท้ายของ Op. 10 อุทิศให้ Franz Liszt
เชื่อกันว่า Chopin ได้แรงบันดาลใจบทเพลงนี้จาก Battle of Warsaw (1831) ถึงขนาดร่ำไห้เมื่อเรียนรู้ว่าเพื่อนร่วมชาติชาว Polish ต้องสูญเสียชีวิตมากมายหลังพยายามก่อกบฎต่อ Russian Empire และยังเคยกล่าวว่า “All this has caused me much pain.” … เป็นการเลือกบทเพลงที่สะท้อนสถานการณ์การเมือง สงครามเย็น รู้สึกเจ็บปวดชอกช้ำต่อความขัดแย้ง การทรยศหักหลัง
ซีรีย์นวนิยาย Mike Hammer คล้ายๆกับ Philip Marlowe (The Big Sleep), Sam Spade (The Maltese Falcon) ฯ ต่างคือนักสืบเอกชน (Private Detective) ที่มีความดิบ-เถื่อน บ้าระห่ำ เลือนลางศีลธรรม ปรากฎตัวในนวนิยายอาชญากรรม Hard-Boiled สไตล์ Pulp Fiction (ราคาถูก เน้นปริมาณ ตีพิมพ์บนกระดาษสีเหลือง)
นวนิยายพวกนี้มักไม่ค่อยมีเนื้อหาสาระ เน้นสร้างความบันเทิงราคาถูก อัดแน่นด้วยความรุนแรง เข่นฆ่าแกง ท้าทายจิตสามัญสำนักของผู้อ่าน … ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากนวนิยายเหล่านี้ มักต้องปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้รับการอนุมัติผ่านกองเซนเซอร์ Hays Code
ภาพยนตร์ Kiss Me Deadly (1955) ก็เฉกเช่นเดียวกัน มันแทบจะไม่มีเนื้อหาสาระอะไร เพียงนักสืบเอกชนจับพลัดจับพลู ถูกลากเข้ามาพัวพันในอาชญากรรมบางอย่าง ความตั้งใจดั้งเดิมของผู้แต่งนวนิยาย Mickey Spillane เกี่ยวกับพ่อค้ายาเสพติด ช่วงทศวรรษนั้นกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง
แต่เพราะ Hays Code ยังมีข้อห้ามเรื่องการนำเสนอภาพยาเสพติด (The Man with the Golden Arm (1955) ของผกก. Otto Preminger สร้างขึ้นนำออกฉายโดยไม่ผ่านกองเซนเซอร์) หนังเรื่องนี้จึงเปลี่ยนมาสะท้อนบรรยากาศสงครามเย็น (Cold War) สายลับคอมมิวนิสต์พยายายามโจรกรรมกระเป๋าที่ซุกซ่อนความลับของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
ผู้ชมสมัยนั้นอาจยังไม่ค่อยเข้าใจอิทธิฤทธิ์ของ MacGuffin อะไรคือ Manhattan Project? สัมผัสแล้วมอดไหม้ ทำไมมีรัศมีความร้อนแผ่ออกมา? แต่เชื่อว่าคอหนังรุ่นใหม่พบเห็นแล้วย่อมสามารถรับรู้ได้โดยปริยาย ว่าต้องการสื่อถึงระเบิดปรมาณู อาวุธนิวเคลียร์ อานุภาพทำลายล้างมหาศาล … แต่ก็อาจผิดหวังที่แค่มอดไหม้บ้านหลังหนึ่ง แถมใช้เวลาหลายนาที (มันไม่ใช่ว่าระเบิดต้องตูมตาม เสี้ยววินาทีสำแดงอานุภาพมหาศาลไม่ใช่ฤา?)
ด้วยเหตุนี้ Kiss Me Deadly (1955) จึงกลายเป็นภาพยนตร์สะท้อนบรรยากาศสงครามเย็น (Cold War) เราสามารถเปรียบเทียบ Mike Hammer คือตัวแทนประชาชน คนธรรมดาทั่วๆไป จับพลัดจับพลูตกอยู่ในสถานการณ์อะไรก็ไม่รู้ แล้วถูกข่มขู่ คุกคาม สร้างความตึงเครียด หวาดระแวง ไม่ไว้ใจใคร แถมเขายังพยายามแทรกซึม (เข้าไปในบ้านของ Carl Evello) พบเจอกับสายลับ (Dr. Soberin) และบุคคลทรยศหักหลัง (Lily Carver)
บางคนอาจมองการกระทำของ Mike Hammer สำแดงความรักชาติ (Patriotism) ต่อต้านคอมมิวนิสต์ (Anti-Communist) แต่แท้จริงแล้วหมอนี่ไม่เคยสนเรื่องพรรค์นั้น หลังสืบค้นหาจนรับรู้ว่าตนเองจับพลัดจับพลูเข้ามายุ่งเกี่ยวกับอะไร ก็โยนความรับผิดชอบคืนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และพอแฟนสาวถูกลักพาตัวก็เพียงเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ได้สำแดงอะไรที่ดูเหมือนวีรบุรุษเลยสักนิด!
I think anybody with any brains in 1936 to ’40 would have been a Communist. They were the brightest, they were the quickest, they were the best, and you found working with people of that persuasion more stimulating, more exciting.
During the late 1940s and early 1950s I had the privilege of working with many, many people who were later blacklisted [by the film industry], some of whom went to jail .. I was fortunate not to come to California [Hollywood] five years earlier. I was fortunate that nobody ever recruited me into the [Communist] Part, and I was fortunate that I never volunteered.
Robert Aldrich
ผกก. Aldrich แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ก็ไม่ได้สำแดงอคติต่อต้าน (ถ้าเจ้าตัวอาศัยอยู่ Hollywood ช่วงปลายทศวรรษ 30s ก็น่าจะมีแนวโน้มสูงเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์) ตัวเขาละม้ายคล้ายกับ Mike Hammer สนเพียงผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง ถึงอย่างนั้นเขามีความเข้าใจหัวอกผู้อื่น (Empathy) รับรู้สิ่งแท้จริงที่เป็นปัญหา นั่นคือระบบ (Anti-Establishment) และระบอบทุนนิยม (Anti-Capitalism)
ตอนจบของหนังถือว่าน่าสนใจมากๆ พระเอกเพียงเดินทางช่วยเหลือแฟนสาวหลบหนี ส่วนตัวร้ายกลับคิดคดทรยศหักหลังกันเอง และด้วยความละโมบโลภมาก ไม่รับฟังคำเตือน ไม่รู้จักความเพียงพอดี หายนะจึงหวนย้อนกลับมาหาเข้าตัว … เหมือนต้องการสื่อว่าพวกคลั่งระเบิดนิวเคลียร์ สุดท้ายแล้วมันก็จะหวนกลับมาทำลายล้าง เผาบ้านของตัวเอง สงครามเย็นสิ้นสุดลงด้วยการล่มสลายสหภาพโซเวียต (โดยที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้ทำห่าเหวอะไร)
ทุนสร้าง $410,000 เหรียญ ยุคสมัยนั้นถือว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน (Low Budget) จัดเป็นหนังเกรดบี ไม่มีนักแสดงชื่อดัง ถูกนักวิจารณ์สมัยนั้นด่าทอเสียๆหายๆ รวมถึงถูกประณามจาก United States Senate Subcommittee on Juvenile Delinquency (คล้ายๆกรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน) ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ “designed to ruin young viewers” ผลลัพท์สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $726,000 เหรียญ ถือว่าไม่เลว คืนทุนจากการออกฉายต่างประเทศ
ตรงกันข้ามกับฝรั่งเศส (ประเทศเดียวเลยกระมัง) เสียงตอบรับโดยเฉพาะบรรดานักวิจารณ์นิตยสาร Cahiers du Cinéma ที่ต่อมาจะกลายเป็นผู้กำกับรุ่น French New Wave ต่างหลงใหลคลั่งไคล้ ให้คำนิยาม “the thriller of tomorrow” พบเห็นอิทธิพลอย่างชัดเจนจากผลงานในอนาคตของ François Truffaut, Jean-Luc Godard, Claude Chabrol
[Kiss Me Deadly] has chosen to create itself out of the worst material to be found, the most deplorable, the most nauseous product of genre in a state of putrefaction: a Mickey Spillane story. Robert Aldrich and A. I. Bezzerides have taken this threadbare and lacklustre fabric and splendidly rewoven it into rich patterns of the most enigmatic arabesques.
Claude Chabrol
Aldrich hated detective-fiction writer Mickey Spillane’s novels so much that he took one of the author’s most popular and typical Mike Hammer private-eye stories and transformed it into not only the best picture ever made from Spillane (which isn’t saying much) but a savagely angry film noir classic of annihilating dimension.
Peter Bogdanovich
ปัจจุบันหนังได้รับการสแกนใหม่ ‘digital transfer’ คุณภาพ High-Definition เมื่อปี ค.ศ. 2011 สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel
สำหรับผู้ชมทั่วไป Kiss Me Deadly (1955) เป็นหนังที่ดูสนุก เพลิดเพลิน ตื่นเต้นลุ้นระทึก ดิบ-เถื่อน บ้าระห่ำ ผิดแผกแตกต่างจากหนังนัวร์เรื่องอื่นๆ แต่ผมรู้สึกโชคดีที่รับชมหนังเรื่องนี้ตอนเข้าใจศาสตร์ภาพยนตร์ขั้นสูง จึงสามารถขบครุ่นคิดวิเคราะห์ พบเห็นความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ หนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซทรงอิทธิพลที่สุดในวงการภาพยนตร์!
จัดเรต 18+ กับความดิบ-เถื่อน บ้าระห่ำ (Hard-Boiled)
Leave a Reply