
Gun Crazy (1950)
: Joseph H. Lewis ♥♥♥♥
นี่คือหนังเกรดบีมาสเตอร์พีซ มันอาจไม่ได้มีความลงตัวกลมกล่อม แต่วิสัยทัศน์อันบ้าคลั่งของผู้กำกับ Joseph H. Lewis มอบความบันเทิงสุดระห่ำ ดิบๆ เถื่อนๆ ราคาถูก (สไตล์ Pulp Noir) เต็มไปด้วยสัญญะทางเพศ ปืน และความรุนแรง
I told John, “Your cock’s never been so hard”, and I told Peggy, “You’re a female dog in heat, and you want him. But don’t let him have it in a hurry. Keep him waiting.” That’s exactly how I talked to them and I turned them loose. I didn’t have to give them more directions.
ผู้กำกับ Joseph H. Lewis มอบคำแนะนำให้กับสองนักแสดงนำ
Gun Crazy (1950) เป็นหนังคู่รักอาชญากรที่มีความสุดโต่ง บ้าระห่ำ ได้แรงบันดาลใจจาก Bonnie and Clyde (Clyde Barrow และ Bonnie Parker) พัฒนาบทหนังโดย Dalton Trumbo ที่ขณะนั้นกำลังถูกแบล็กลิสต์ (เลยใช้ชื่อของ Millard Kaufman ขึ้นเครดิตแทน) แน่นอนว่าต้องเคลือบแฝงอารมณ์เกรี้ยวโกรธ คับข้องใจ ใครกันจะอยากติดคุก … หลังหนังเรื่องนี้ออกฉายไม่นาน Trumbo ก็ถูกจับติดคุกนานสิบเดือน ระหว่างมิถุนายน ค.ศ. 1950 – เมษายน ค.ศ. 1951
แต่ไฮไลท์ต้องยกให้ลีลาการกำกับของ Joseph H. Lewis ด้วยทุนสร้างแสนน้อยนิด (จัดเป็นหนังเกรดบี) ยังสามารถครุ่นคิดลูกเล่น วิธีการนำเสนอ แพรวพราวภาษาภาพยนตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ภาพรวมอาจดูไม่ค่อยกลมกล่อมสักเท่าไหร่ กลับสร้างอิทธิพลอย่างล้มหลามต่อวงการภาพยนตร์ … บ้างเรียกว่า Citizen Kane (1941) ของหนังนัวร์!
เกร็ด: โปสเตอร์หนังได้รับการโหวตจากนิตยสาร Premiere: The 25 Best Movie Posters Ever ติดอันดับ #25
The art for 1949’s Gun Crazy represents cinema’s obsession with the aberrant, highlighting a thrill-killing dame. The film was originally released as Deadly is the Female with a poster featuring a more seductive Peggy Cummins splayed out across the poster sans guns. But after a new title and poster was commissioned, the femme fatale flick turned into a hit.
Joseph H. Lewis (1907-2000) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Brooklyn, New York City ในครอบครัวผู้อพยพ Russian Jewish โตขึ้นมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ได้งานผู้ช่วยตากล้อง ต่อด้วยผู้ช่วยตัดต่อ กำกับหนังทุนต่ำ B-Western จนได้รับฉายา “Wagon-Wheel Joe” เพราะชื่นชอบเอาล้อยัดใส่ในเฟรมภาพ
I carried a box filled with different wagon wheels. Whenever I’d come to a scene which was just disgraceful in dialogue and all, I’d place a wagon wheel in one portion of the frame, and make an artistic shot out of it, so by the time the scene was over you only saw the artistic value and couldn’t analyze what the scene was about.
Joseph H. Lewis
ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัครทหาร Signal Corps ร่วมทำหนังชวนเชื่อให้กับ Army’s Astoria Studios, พอปลดประจำการกลับมา เริ่มมีชื่อเสียงกับ My Name Is Julia Ross (1945), โด่งดังสุดกับสองหนังนัวร์ Gun Crazy (1950) และ The Big Combo (1955)
สำหรับ Gun Crazy (1950) ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกันแต่งโดยนักเขียนชาวอเมริกัน MacKinlay Kantor (1904-77) ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของคู่รักอาชญากร Bonnie and Clyde (แต่ไม่ใช่ชีวประวัตินะครับ) ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ The Saturday Evening Post ฉบับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1940
ในเครดิตขึ้นว่า Screenplay by MacKinlay Kantor & Millard Kaufman แต่แท้จริงแล้วทั้งสองไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆกับบทหนัง แต่เป็น Dalton Trumbo ดัดแปลงเรื่องราวทั้งหมดเพียงผู้เดียว แค่ว่าไม่สามารถขึ้นเครดิตเนื่องจากตัวเขาคือหนึ่งใน Hollywood Ten (แสดงตนว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์) ขณะนั้นถูกแบล็กลิสต์จากวงการภาพยนตร์
ตอนบทหนังยื่นให้กองเซนเซอร์ Hays Code มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Deadly Is the Female แน่นอนว่าย่อมถูกปฏิเสธจากความรุนแรง ศีลธรรมคลุมเคลือ ด้วยเหตุนี้จึงเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น Gun Crzay (ที่ดูรุนแรงน้อยกว่า Deadly Is the Female) และปรับเปลี่ยนหลายๆสิ่งอย่างมาใช้ลูกเล่นภาพยนตร์ ไม่ฉายให้เห็นตรงๆว่าตัวละครก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้บ้าง
ตั้งแต่เด็ก Barton Tare (รับบทโดย John Dall) มีความหลงใหลในอาวุธปืน ยิงแม่นราวกับจับวาง แต่ครั้งหนึ่งถูกจับระหว่างลักขโมยปืนจากร้านค้า จึงถูกส่งตัวไปโรงเรียนดัดสันดาน จากนั้นอาสาสมัครทหาร หวนกลับบ้านเมื่อครั้นเติบใหญ่ ตกหลุมรักนักแม่นปืนสาว Annie Laurie Starr (รับบทโดย Peggy Cummins) พบเจอระหว่างทำการแสดงในงานคาร์นิวัล
Bart ตัดสินใจเข้าร่วมคณะคาร์นิวัล ก่อนหนีไปกับ Laurie จากนั้นทั้งสองกลายคู่รักอาชญากร ออกปล้นชิงทรัพย์ตามรัฐต่างๆ ไม่เคยลงมือเข่นฆ่าใครจนกระทั่งพวกเขาวางแผนปล้นบริษัทใหญ่ Laurie ยิงคนตายสองศพ พวกเขาเลยถูก FBI ไล่ล่าหมายหัว พยายามหลบหนี แต่ท้ายที่สุดก็หวนกลับมาตายรัง
John Dall Thompson (1920-71) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City บิดาทำงานวิศวกรโยธา พาครอบครัวย้ายไปอยู่ Panama เพื่อทำการก่อสร้างสนามบิน ที่นั่นทำให้บุตรชายค้นพบความชื่นชอบด้านการแสดง ในตอนแรกเข้าเรียนต่อวิศวกรรม Columbia University (ต้องการดำเนินตามรอยบิดา) แต่ไม่นานก็ย้ายไปฝึกฝนการแสดงยัง Theodora Irvine School of Theater ตามด้วย Pasadena Playhouse จากนั้นเข้าร่วมคณะละคอนเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก The Corn Is Green (1945), ผลงานเด่นๆ อาทิ Rope (1948), Gun Crazy (1950), Spartacus (1960) ฯ
รับบท Barton ‘Bart’ Tare ตั้งแต่เด็กมีความคลั่งปืน ยิงแม่นเหมือนจับวาง โตขึ้นตกหลุมรักนักแม่นปืนสาว Annie Laurie Starr ตัดสินใจหนีตามกันไป ยินยอมทำตามคำร้องขอเกือบทุกสิ่งอย่างยกเว้นเพียงฆ่าคนตาย! ร่วมกันปล้นชิงทรัพย์ ครั้งสุดท้ายตั้งใจปล้นบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ด้วยสถานการณ์วุ่นๆวายๆ เธอยิงคนตาย กลายเป็นหายนะให้ถูก FBI ไล่ล่าหมายหัว
ผมยังติดภาพจำ Dall จากภาพยนตร์ Rope (1948) นักวางแผน(ฆาตกรรม) ผู้มีความเฉลียวฉลาด ลุ่มหลงว่าตนเองเก่งกาจ กลับตารปัตรกับ Gun Crazy (1950) กลายเป็นคนอ่อนไหว จิตใจโลเล คลั่งปืนก็จริงแต่ไม่เคยครุ่นคิดก่ออาชญากรรม ถ้าไม่เพราะถูกโน้มน้าว แฟนสาวชักจูงจมูก รักเธอมากจึงมิอาจทอดทิ้ง จำยินยอมกระทำสิ่งขัดต่อสามัญสำนึก ร่วมหัวจมท้าย ตราบจนวันตาย … น่าจะเป็นบทบาทยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพการงานแล้วกระมัง
ปืนและหญิงสาว คือสิ่งที่ Bart มิอาจพลัดพรากแยกจาก จะเป็นจะตายถ้าไม่ได้อยู่เคียงข้าง แต่เอาจริงๆผมสัมผัสถึงอารมณ์รักคลั่งของตัวละครไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ ช่วงแรกๆอาจยังพออินเลิฟกันอยู่บ้าง แต่หลังจากก่ออาชญากรรมปล้น-ฆ่า ความรู้สึกเหล่านั้นกลับค่อยๆเจือจางหาย กลายเป็นความอัดอั้น ขัดย้อนแย้งภายใน ไม่อยากทำแต่ถูกหัวใจสั่งมา … มันอาจเพราะ Dall มีรสนิยมรักร่วมเพศด้วยกระมัง เลยไม่สามารถแสดงความรักหญิงสาวอย่างคลั่งไคล้ หื่นกระหาย (กองเซนเซอร์ Hays Code คงสั่งห้ามด้วยละ)
Peggy Cummins ชื่อจริง Augusta Margaret Diane Fuller (1925-2017) นักแสดงสัญชาติ Irish เกิดที่ Prestatyn, Denbighshire ประเทศ Wales (มารดาตั้งใจเดินทางกลับมาคลอดบ้านที่ Dublin แต่พายุรุนแรงจึงหลบภัยอยู่ Prestatyn) วัยเด็กชื่นชอบเต้นบัลเล่ต์ ก่อนมีโอกาสแสดงละคอนเวที เข้าตาผู้กำกับ Herbert Mason แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Dr. O’Dowd (1940), The Late George Apley (1947), เข้าตาโปรดิวเซอร์ Darryl F. Zanuck พามา Hollywood แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ Gun Crazy (1950) คือหนังเรื่องสุดท้ายในสหรัฐอเมริกา, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Night of the Demon (1957), Hell Drivers (1957) ฯ
รับบทนักแม่นปืนสาว Annie Laurie Starr ในอดีตเคยฆ่าคนตาย แล้วได้รับการปกป้องโดยเจ้าของคณะคาร์นิวัล แต่อีกฝ่ายสนเพียงครอบครองเป็นเจ้าของ การมาถึงของ Barton Tare ชายหนุ่มผู้มีความหาญกล้า พร้อมบ้า เลยเลือกหนีตามกันไป พยายามโน้มน้าวให้เขากระทำสิ่งตื่นเต้นเร้าใจ กลายเป็นคู่หูอาชญากร ปล้นรถ ปล้นธนาคาร ก่อนมิอาจหักห้ามตนเองให้เข่นฆ่าคนตาย
เกร็ด: ในตอนแรกผกก. Lewis พยายามติดต่อ Veronica Lake แต่อีกฝ่ายค่าตัวสูงเหลือเกิน จึงจำต้องมองหานักแสดงราคาถูกที่มีภาพลักษณ์สวยสังหาร
ผมไม่ได้รู้สึกว่า Cummins เป็นผู้หญิงที่สวยนัก หน้าผากกว้างไปหน่อย แต่เธอมีดวงตาเรียวแหลม เสน่ห์ของสาวอันตราย (Femme Fatale) โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจ ใช้มารยาหญิงลวงล่อบุรุษที่หลงใหล รสนิยมเดียวกัน พูดโน้มน้าว ชักจูงจมูก ควบคุมครอบงำ ถ้านายไม่สามารถทำให้ฉันเกิดอารมณ์(ทางเพศ) ก็พร้อมทอดทิ้ง ตีจาก มองหาผู้ชายคนใหม่
Laurie เป็นผู้หญิงที่ดูเย็นชา น้ำเสียงไม่ค่อยยี่หร่า แต่ระหว่างการปล้น-ฆ่า โดยเฉพาะฉากปล้นธนาคาร พอลงมือสำเร็จกำลังขับรถหลบหนี เธอแสดงท่าทางระริกรี้ เกิดอารมณ์ทางเพศ แทบมิอาจควบคุมตัวเอง นั่นกระมังคือสิ่งที่ทำให้เกิดความตื่นเต้นรุกเร้าใจ … หนังไม่ได้อธิบายเหตุผลในเชิงรูปธรรมว่าเธอกลายเป็นคนป่วยจิตเช่นนี้ได้อย่างไร? แต่มันคือลักษณะของ Pulp Noir หญิงสาวตัวแทนความชั่วร้าย ลวงล่อหลอกบุรุษให้หลงติดกับดัก
น่าเสียดายที่ Cummins ไม่ได้รับโอกาสจาก Hollywood สักเท่าไหร่ คงเพราะภาพลักษณ์ของเธอไม่ได้สวยเช้ง เปร่งประกาย เลยเหมาะกับแนวคอมเมอดี้เสียมากกว่า พอกลับอังกฤษก็เห็นเล่นหนัง Ealing Comedy อยู่หลายเรื่อง ก่อนรีไทร์จากวงการภาพยนตร์เพื่อทำงานการกุศลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965
ถ่ายภาพโดย Russell B. Harlan (1903-74) ตากล้อง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles ตั้งแต่เด็กได้พบเห็นการเติบโตของสตูดิโอภาพยนตร์ใน Hollywood เริ่มต้นจากเป็นนักแสดง สตั๊นแมน ก่อนผันตัวสู่เบื้องหลัง ผู้ช่วยตากล้อง ได้รับเครดิตถ่ายภาพครั้งแรก North of the Rio Grande (1937), ผลงานเด่นๆ อาทิ Red River (1948), Gun Crazy (1950), The Thing from Another World (1951), Lust for Life (1956), Witness for the Prosecution (1957), Rio Bravo (1959), To Kill a Mockingbird (1962), Hatari! (1962), The Great Race (1965) ฯ
งานภาพของหนังต้องบอกเลยว่าคลุ้มคลั่งสมชื่อ Gun Crazy! เต็มไปด้วยลูกเล่น ลวดลีลา มุมกล้องดูแปลกตา อันเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ผกก. Lewis จึงพยายามทำบางสิ่งอย่างให้ดูเหมือนมีมูลค่าในราคาแสนถูก … ผู้กำกับ Martin Scorsese ให้คำอธิบายงานภาพของหนัง “tone poem of camera movement” “unrelenting and involving”
ความสไตล์ลิสต์ของหนัง ทิศทางมุมกล้อง จัดแสง-หมอกควัน-เงามืด รวมถึงลีลาการขยับเคลื่อนไหว คละคลุ้งกลิ่นอายหนังนัวร์ (Film Noir) สะท้อนความรู้สึกตัวละคร/อารมณ์ศิลปินผกก. Lewis กล้องไม่ค่อยหยุดอยู่นิ่งนาน (นอกจากฉากสนทนา) มีความดิบๆ เถื่อนๆ บ้าระห่ำ (Hard-Boiled) แพรวพราวลูกเล่นภาพยนตร์ไม่ด้อยไปกว่า Kiss Me Deadly (1955)
หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงเป็นส่วนใหญ่ Los Angeles, Santa Monica, ธนาคาร Security First National Bank (Montrose), สวนสนุก Pacific Ocean Park, อุทยานแห่งชาติ Angeles National Forest, เทือกเขา San Gabriel Mountain ฯ ใช้เวลาถ่ายทำเพียง 30 วัน ระหว่างพฤษภาคม – มิถุนายน ค.ศ. 1949
หลังสิ้นสุด Opening Credit เด็กชายก้าวเดินเข้ามา กล้องเคลื่อนถอยหลังเปิดเผยให้เห็นว่านี่คือร้านขายอาวุธปืน แต่สิ่งน่าสนใจขณะนี้คือเขาใช้ก้อนหินทุบกระจกเป็นรู ดูราวกับเยื่อพรหมจรรย์ฉีกขาด สูญเสียความบริสุทธิ์ (จะมองว่าคือการก่ออาชญากรรมครั้งแรกของ Bart ก็ได้กระมัง) จากนั้นเอื้อมมือลอดเข้ามา ลักขโมยอาวุธปืน … หนังเต็มไปด้วยสัญญะทางเพศที่เอาจริงๆอาจไม่มีนัยยะซ่อนเร้นอะไร แค่ความ Crazy ของผู้สร้างเท่านั้นเอง

ผกก. Lewis ดูเป็นคนไม่ชอบการหยุดนิ่ง ฉากสนทนายาวๆถ้าไม่ฉายภาพย้อนอดีต (Flashback) ก็สลับสับเปลี่ยนมุมกล้องไปเรื่อยๆ ฟากฝั่งผู้พูด สลับผู้ฟัง สรรหามุมมองใหม่ๆ อย่างตอนพิจารณาคดีเด็กชาย Bart บุคคลที่มาเป็นพยานจะสลับเปลี่ยนมุมกล้องไปเรื่อยๆ (สามารถสื่อถึงมุมมองคิดเห็นของบุคคลนั้นๆที่แตกต่างออกไป) แต่เขาจะนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ริมกรงขัง ไร้หนทางหลบหนี/แก้ต่าง



ระหว่างพยานให้การบนชั้นศาล จะมีการฉายภาพย้อนอดีต (Flashback) ทั้งหมดสามครั้ง
- ตอนยังเป็นเด็ก Bart มีความคลั่งไคล้อาวุธปืน ยิงมันทุกสิ่งอย่าง แต่พอเข่นฆ่าลูกไก่ กลายเป็นตราบาป (Trauma) บาดแผลฝังใจ หวาดกลัวการคร่าชีวิตผู้อื่น
- ตอนโตขึ้นมาหน่อยไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนฝูง พบเจอราชสีห์ตัวหนึ่ง เพื่อนๆบอกเขาให้ยิงแต่ทำไม่ได้ ลุกขึ้นยืนกำมือ สำแดงความอัดอั้น เกรี้ยวกราด ไม่อยากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
- Bart เก็บหอมรอมริดซื้อปืนของตนเอง นำมาอวดเพื่อนๆในห้องเรียนเลยถูกครูสั่งยึด นั่นคือเหตุผลให้เขาพยายามลักขโมยปืนกลับคืน
- หน้าต่างในห้องเรียนแห่งนี้มีบานเกร็ด สะท้อนถึงสถาบันที่มีกฎระเบียบข้อบังคับ การนำอาวุธปืนมาโรงเรียนจึงไม่ใช่สิ่งถูกต้อง



ระหว่างผู้พิพากษากล่าวตัดสินโทษของ Bart กล้องขยับเคลื่อนเลื่อนเข้าหาข้างหู (สร้างสัมผัสเชื่อมโยงกับฉากถัดไป หลายปีให้หลัง ฉายภาพหูโทรศัพท์) ดูเหมือนไม่อยากรับฟัง หูทวนลม ข้ออ้าง/คำตัดสินเหล่านั้นมันอาจเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมในมุมหลายๆคน เด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะห้ามครอบครองอาวุธปืน แต่ทิศทางกลับกันมันคือสัญญะของการใช้อำนาจควบคุมครอบงำ ถ้าเขามีความระแวงระวัง ไม่เคยครุ่นคิดนำไปเข่นฆ่าใคร ทำไมถึงไม่มีสิทธิ์ในการครอบครอง?

หลายปีถัดมาเมื่อ Bart เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีกฎหมายห้ามครอบครองอาวุธปืนอีกต่อไป ก็เหมือนชีวิตได้รับปลดปล่อย โบยบินสู่อิสรภาพ นัดพบเจอผองเพื่อนบนเนินเขาอุทยาน (แห่งเดียวกับตอนจบของหนัง) ทิวทัศน์ด้านหลังช่างกว้างใหญ่ แต่ยังมีต้นไม้บดบังทัศนวิสัยอยู่ครึ่งหนึ่ง … อิสรภาพมาพร้อมกับความผิดชอบ แม้ผู้ใหญ่สามารถเป็นเจ้าของอาวุธปืน แต่มันก็มีกฎระเบียบข้อบังคับมากมาย

ภาพแรกของ Annie Laurie Starr ถ่ายมุมเงยเห็นหลังคาเต้นท์ (แทนมุมมองของ Bart ที่อยู่ด้านล่าง เงยหน้าขึ้นมารับชมการแสดงบนเวที) เคลือบแฝงนัยยะถึงหญิงสาวผู้มีมารยาเสน่ห์ จักคอยควบคุมครอบงำ ชักจูงจมูก (Manipulate) บงการเขาให้ทำตามสิ่งที่ตนเองร่ำร้องขอ

ชายขาพิการ Packett เจ้าของคณะคาร์นิวัล รับรู้เบื้องหลังความลับของ Laurie พยายามแบล็กเมล์ให้เธอตอบสนองตัณหาความใคร่ ต้องการจะขืนใจแต่หญิงสาวปฏิเสธคนไร้น้ำยา พอพระเอกมาถึงก็ยิงปืนใส่กระจก กล้องเคลื่อนเข้าหาพบเห็นภาพสะท้อนใบหน้าอันแตกร้าว นี่สื่อตรงๆถึงความฝันสลาย ชายคนนี้หมดโอกาสครอบครองเป็นเจ้าของเธอ

ผมเร่งความเร็วช็อตนี้ประมาณ 4x เพื่อให้พบเห็นว่ากล้องมีการเคลื่อนเข้าหา Bart & Laurie ก่อนทั้งสองจะเข้าม่านรูด กลายเป็นผัวเมีย พูดบอกสิ่งติดค้างคาใจ … เป็นการสร้างสัมผัสร้อนรน กระวนกระวาย แม้แต่กล้องยังมิอาจอยู่นิ่งเฉย อยากร่วมเพศสัมพันธ์ใจจะขาด
มาครุ่นคิดดูชาย-หญิงไม่ได้แต่งงาน แล้วกำลังจะเข้าม่านรูด นี่เป็นสิ่งขัดต่อหลักศีลธรรมอันดีงามของกองเซนเซอร์ Hays Code ไม่รู้อนุมัติผ่านมาได้ไง? จริงๆหนังทั้งเรื่องก็เต็มไปด้วยความสองแง่สองง่ามทางศีลธรรม สำแดงถึงความเสื่อมขององค์กรนี้ ใกล้หมดสิ้นความน่าเชื่อถือในเร็ววัน

เมื่อเงินหมดก็ต้องทำอะไรสักสิ่งอย่าง ครั้งแรกของการปล้น ณ โรงแรมที่พัก พอได้เงินทั้งสองก้าวถอยหล้อง กล้องเคลื่อนติดตามไปข้าง นี่สามารถสะท้อนถึงชีวิตพวกเขาที่กำลังถดถอยหลัง สาละวันเตี้ยลง จากบุคคลธรรมดากลายเป็นอาชญากร สูญเสียความนับหน้าถือตาในสังคม

ดั้งเดิมนั้นซีเควนซ์ปล้นธนาคาร ณ Montrose, California วางแผนการถ่ายทำสามวัน แต่ผกก. Lewis โน้มน้าวโปรดิวเซอร์ขอลดเวลาเหลือแค่วันเดียว เทคเดียว และไม่ต้องเสียเงินเช่าสถานที่ภายในธนาคาร วิธีการก็คือถ่ายทำแบบ Long Take ติดตั้งกล้องไว้เบาะหลังรถ มอบอิสระสองนักแสดงในการดั้นสด ขับรถ ไม่บอกกล่าวใครในเมืองแห่งนี้ (นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเตี้ยมกันมา) ผลลัพท์ทำให้หนังกลายเป็นมาสเตอร์พีซ!
แซว: ประโยคที่ว่า “I hope it’s not too crowded.” คำพูดดั้นสดของ John Dall เล่าถึงสถานการณ์บนท้องถนนขณะนั้นจริงๆ เพราะมันไม่ได้มีการเตรียมการ ถ้าหาที่จอดรดไม่ได้อาจต้องเริ่มถ่ายใหม่หมด

หลังเสร็จจากการปล้น ระหว่างเปลี่ยนรถหลบหนี Bart & Laurie ปีนป่ายข้ามประตูรั้ว (สัญลักษณ์ของการก้าวข้ามจุดมิอาจย้อนกลับ) จากนั้นกล้องเคลื่อนมาหยุดตรงไม้รั้ว ลักษณะเหมือนกรงขัง ราวกับจะสื่อว่าพวกเขาไม่ทางหลบหนีผลกรรม อาชญากรรมที่กระทำลงไป

การปล้นธนาคารครั้งล่าสุดถูกรถตำรวจไล่ล่า สร้างความหวาดผวา สั่นสะท้านทรวงในต่อ Bart ถึงขนาดไม่คิดอยากก่ออาชญากรรมอีกต่อไป ระหว่างพูดคุยกับ Laurie สภาพอากาศหนาวเหน็บ หิมะตกหนัก การเดินทางหยุดชะงัก ไม่สามารถขับรถต่อไปไหน ต้องพักอาศัยอยู่ในกระท่อมข้างทาง สังเกตว่ามันมีบางสิ่งอย่าง (น่าจะเครื่องทำความร้อน) กั้นแบ่งระหว่างพวกเขาทั้งสอง … ใบหน้าของ Laurie ช่างดูขาวสว่าง, ผิดกับ Bart มีความทะมึน หมองหม่น


Laurie รับรู้จุดอ่อนของ Bart จึงก้าวข้ามสิ่งกั้นแบ่ง ถาโถมเข้าโอบกอด โน้มน้าวให้เขาร่วมกันปล้นใหญ่ครั้งสุดท้าย พออีกฝ่ายยินยอมตอบตกลง มันเหมือนกล้องพยายามจับจ้องหญิงสาวคือจุดศูนย์กลาง จงใจให้ใบหน้าของเขาหลุดออกนอกเฟรมภาพ … มันสามารถตีความถึงตนเองคือศูนย์กลางจักรวาล สนเพียงความตื่นเต้นเร้าใจ แนวโน้มหลังเสร็จการโจรกรรมครั้งนี้ เธอจะตัดขาดความสัมพันธ์ ทอดทิ้งเขาไปหาคนใหม่


อาจเพราะมันคือการปล้นครั้งสุดท้าย Bart & Laurie จึงมีการวางแผนตระเตรียมการเป็นอย่างดี ระหว่างลงรายละเอียดอะไรอยู่ไหน กล้องถ่ายจากมุมมอง Bird Eye View (อาจจะเรียกว่าไคลน์แม็กซ์ของการโจรกรรม) และขาดไม่ได้กับภาพย้อนแสง โคมไฟตั้งอยู่ด้านหลัง ใบหน้าทั้งสองปกคลุมด้วยความมืดมิด (ไม่มีอาชญากรรมครั้งไหนที่พวกเขาจะดำมืดไปกว่านี้)


Amour & Company บริษัทสัญชาติอเมริกัน ขนาดใหญ่ติดอันดับ Top 5 อุตสาหกรรมการบรรจุเนื้อสัตว์ ก่อตั้งขึ้นที่ Chicago, Illinois เมื่อปี ค.ศ. 1863 โดยนักธุรกิจ Philip Danforth Armour Sr. (1832-1901) … สถานที่ถ่ายทำนี้คือสาขาย่อย ตั้งอยู่ยัง 2300 E Olympic Blvd, Los Angeles
การเลือกโจรกรรม Amour & Company อาจเพราะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ น่าจะมีเงินเก็บมหาศาล อีกทั้งธุรกิจเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ มันมีความหมิ่นเหม่ทางศีลธรรม … จริงๆบริษัทนี้แค่ทำการบรรจุภัณฑ์ ไม่ใช่โรงเชือดฆ่าสัตว์ แต่การพบเห็นเนื้อวัวเรียงรายเป็นตับ มันปลุกความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในจิตใจ
แซว: Bart หวาดกลัวการฆ่าสัตว์/ฆ่าคน แต่เขาก็ยังรับประทานเนื้อ แฮมเบอร์เกอร์ มันก็ฟังดูขัดย้อนแย้งอยู่นิดๆ


โดยปกติแล้วกองเซนเซอร์ Hays Code จะมีข้อระวังเกี่ยวกับการโจรกรรม แนะนำไม่ฉายให้เห็นว่าวางแผน ลงมือกระทำการอย่างไร นั่นกระมังคือเหตุผลที่ห้องเก็บเงินปกคลุมอยู่ในความมืดระหว่าง Laurie นำเงินยัดใส่กระเป๋า แต่ขณะเดียวกันมันอาจตีความว่าเงินก้อนนี้เหมือนจะมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง? ได้มาโดยไม่สุจริต? หรือเปล่า?
ส่วนบุคคลแรกที่ถูกยิงเสียชีวิต คือหัวหน้างานของ Laurie (ขณะปลอมตัวเข้าทำงาน) เธอคนนี้มีความเรื่องมาก จู้จี้จุกจิก ตำหนิต่อว่าเรื่องชุดสวมใส่ เหตุผลที่ยิงน่าจะไม่แค่กดสัญญาณกันขโมย แต่มองในเชิงสัญลักษณ์การโต้ตอบบุคคลผู้ใช้อำนาจบาดใหญ่ ปฏิเสธก้มหัวศิโรราบต่อใคร (Anti-authoritarianism) … จะว่าไปเงินที่คู่รักอาชญากรทำการโจรกรรมครั้งนี้ คือเงินเดือนสำหรับจ่ายพนักงาน จะตีความว่าหนังต่อต้านทุนนิยม (Anti-Capitalism)


หลังเสร็จสิ้นการโจรกรรม แผนการดั้งเดิมนั้นทั้งสองตั้งใจจะแยกกันหลบหนี แต่ความคลั่งรักทำให้ทั้งคู่ต่างหยุดจอดพร้อมกัน เหลียวหลังกลับมามอง เลี้ยววนกลับ (ยูเทิร์น) ขับมาจอดเคียงข้าง แล้วหนีตามไปกัน … นี่เป็นฉากที่ลำดับเหตุการณ์ได้อย่างโรแมนติก คลาสสิก

Bart & Laurie ขับรถมาถึงยังเมืองริมเล Brighton, San Monica (Los Angeles) แต่พวกเขาทำได้เพียงเหม่อมองออกไปภายนอก ไม่สามารถก้าวออกเดินเล่นชายหาด เพราะกำลังถูกหมายหัว FBI ติดตามตัว ทั้งสองช็อตภายนอก-ในโรงแรม ล้วนถ่ายติดหน้าต่างที่ดูราวกับกรงขัง บดบังอิสรภาพ มิอาจเอื้อมไขว่คว้า


ถึงอย่างนั้นยามค่ำคืน ทั้งสองออกเที่ยวเล่นยังสวนสนุก Pacific Ocean Park (Santa Monica) ขึ้นม้าหมุน รถไฟเหาะ ฯ แต่ทั้งซีเควนซ์ถ่ายทำภายในสตูดิโอ ด้วยเครื่องฉาย Rear Projection และมีการสร้างฉากหลังให้รู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในความฝัน (Dream-like) ช่วงเวลาแห่งการปลดปล่อย เริงระบำครั้งสุดท้ายใน Egyptian Ball Room ก่อนฟื้นตื่นขึ้นมาเผชิญหน้าโลกความจริง!


เมื่อคู่รักอาชญากรถูกไล่ล่าติดตามตัวจนเกือบจะจนมุม Bart จึงตัดสินใจหวนกลับหารากเหง้า จุดตั้งต้น หรือคือบ้านของพี่สาว ทั้งยังเผชิญหน้าสองเพื่อนเก่า (คนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ) พยายามโน้มน้าวให้เข้ามอบตัว … ผมเลือกนำเอามุมกล้องแปลกๆ พยายามถ่ายแบบแอบๆ หลบซ่อน อยู่ภายใต้กรอบ เพื่อจะสื่อถึงการไม่สามารถดิ้นหลบหนี


นี่เป็นช็อตพิศวงงงงวย ลายเซ็นต์ของผกก. Lewis เจ้าของฉายา “Wagon-Wheel Joe” กล้องถ่ายจากด้านหลังพวงมาลัยระหว่างขับรถหลบหนี แต่มันดูลอยๆ โยกไปโยกมา นั่นเพราะต้องเอาฐานตั้งพวงมาลัยออกไป ถึงสามารถถ่ายภาพมุมนี้ นักแสดงจึงแค่ถือพวงมาลัยลอยๆ … นี่แหละหนังเกรดบี!

ซีเควนซ์การหลบหนีของ Bart & Laurie บุกป่าฝ่าดง ขึ้นเขาลงห้วย ณ อุทยานแห่งชาติ Angeles National Forest (Southern California) แม้เป็นการปีนป่ายขึ้นภูเขา San Gabriel Mountains แต่ผมมองว่าเป็นการเดินทางลงสู่ขุมนรก เพราะพวกเขาต้องเปลอะเปลื้อนโคลนเลน เหน็ดเหนื่อยหอบหายใจไม่ออก (เพราะอากาศบนภูเขา ออกซิเจนเบาบาง) พยายามหลบหนีไปให้ไกลที่สุด แต่ท้ายที่สุดก็ถูกต้อนจนมุม … ชวนให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ The Defiant Ones (1958) ที่คนขาว+ผิวสี สวมกุญแจมือติดกัน ร่วมกันหาหนทางหลบหนี

สถานที่สุดท้ายของ Bart & Laurie หลบซ่อนในพงหญ้ากลางหนองน้ำ ยามค่ำคืนมืดมิดสนิท แต่พอเช้าตรูหมอกลงจัด (ดูแล้วน่าจะถ่ายทำในสตูดิโอ) สร้างบรรยากาศลึกลับ พิศวง และหลังความตายของทั้งสอง กล้องบนเครนค่อยๆถอยออก แวบแรกที่ผมเห็น จินตนาการถึงขนเพชรบนหัวหน่าว/อวัยวะเพศหญิง … หวนกลับมาตายรัง = ช่องคลอดมารดา!
ขอกล่าวถึงความตายของคู่รักอาชญากรสักนิดนึง Bart เคยตั้งใจว่าจะไม่ยิงปืนใส่ใคร แต่เขาตกอยู่ในสถานการณ์ถ้าไม่ฆ่า Laurie เธออาจลั่นไกถูกเพื่อนรักทั้งสอง การกระทำของเขาจึงถือเป็นการปกป้อง อาจเรียกว่าไถ่โทษ ไถ่บาป (Redemption) และลีลาการเคลื่อนกล้องถอยห่าง แถมเสียงขับร้องคอรัส ราวกับวิญญาณของเขากำลังขึ้นสู่สรวงสวรรค์

ตัดต่อโดย Harry W. Gerstad หรือ Harry Donald Gerstad (1909-2002) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois เป็นบุตรของตากล้อง Harry W. Gerstad Sr. (1886-1966) ย้ายมาปักหลักอยู่ Hollywood ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ, พอเติบโตขึ้นทำงานในห้องแลป Hal Roach Studios, Warner Bros. และ Republic Pictures, หลังสงครามโลกครั้งที่สองผันตัวสู่การเป็นนักตัดต่อ โด่งดังกับ Crossfire (1947), Champion (1949) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing, Gun Crazy (1950), Death of a Salesman (1951), High Noon (1952) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing, ซีรีย์ Adventures of Superman (1953-54), Big Jake (1971) ฯ
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Barton Tare เริ่มต้นตั้งแต่เด็กเคยพยายามลักขโมยปืนแต่ไม่สำเร็จ จึงถูกส่งเข้าโรงเรียนดัดสันดาน พอเติบใหญ่หวนกลับมาบ้าน แรกพบเจอตกหลุมรักนักแม่นปืนสาว Annie Laurie Starr เลยตัดสินใจเข้าร่วมคณะคาร์นิวัล แต่อยู่ได้ไม่นานก็หนีตามกันไป กลายเป็นอาชญากร ปล้น-ฆ่า ถูกไล่ล่าโดย FBI พยายามหลบหนี แต่ท้ายที่สุดหวนกลับมาตายรัง
- วัยเด็กของ Barton Tare
- เด็กชาย Bart พยายามลักขโมยปืน แต่ถูกจับได้พาตัวมาขึ้นศาล
- ระหว่างขึ้นศาล พี่สาว, ผองเพื่อน, ครูประจำชั้น ฯ ต่างให้การพร้อมฉายภาพย้อนอดีต
- (Flashback) Bart ยิงไก่ตาย กลายเป็นตราบาปฝังใจ
- (Flashback) เพื่อนของ Bart บังเอิญพบเห็นสิงโต แต่เจ้าตัวปฏิเสธลั่นไก
- (Flashback) ครูประจำชั้นพบเห็น Bart เอาปืนมาอวดเพื่อนๆในโรงเรียน
- ผู้พิพากษาตัดสินให้ Bart ถูกส่งไปโรงเรียนประจำ
- นักแม่นปืนสาว Annie Laurie Starr
- พอเติบใหญ่ Bart หวนกลับมาบ้าน
- ร่วมกับเพื่อนๆพากันไปเที่ยวงานคาร์นิวัล รับชมการแสดงแม่นปืนของ Laurie
- Bart ดวลปืนกับ Laurie
- Bart ตอบตกลงร่วมงานคณะคาร์นิวัล
- เจ้าของคณะพยายามกีดกัด Bart ไม่ให้ครอบครอง Laurie ทั้งสองเลยหนีตามกันไป
- คู่หูอาชญากร
- Laurie ทำการโน้มน้าว Bart ให้ร่วมกันทำสิ่งตื่นเต้นเร้าใจ
- Laurie และ Bart ร่วมกันออกปล้นธนาคาร
- พอทำมาหลายครั้งก็เริ่มครุ่นคิดหาหนทางออก
- ลงมือปล้นครั้งสุดท้ายกับบริษัทขายเนื้อ
- แต่แทนที่ทั้งสองจะแยกย้ายจากกัน กลับตัดสินใจร่วมหัวจมท้าย
- ถูกไล่ล่าโดย FBI
- Laurie และ Bart ตัดสินใจเดินทางกลับ Los Angeles
- นำเงินที่ปล้นมาใช้ชีวิตอย่างหรูหรา
- พอรับรู้ตัวว่าถูกตำรวจไล่ล่าติดตาม หวนกลับบ้านของพี่สาว
- สองเพื่อนสนิทวัยเด็กพยายามโน้มน้าว Bart ให้เข้ามอบตัว
- Laurie และ Bart ขับรถหลบหนีขึ้นยังอุทยาน Angeles National Forest
- ปีนป่ายขึ้นเขา หวนกลับมาตายรังยังหนองน้ำ
ผมรู้สึกว่าหนังดูไม่ค่อยลื่นไหล นั่นอาจเพราะแต่ละซีเควนซ์มีลีลานำเสนอแตกต่างออกไป มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งผกก. Lewis ก็พยายามสรรหาลูกเล่นมาเชื่อมโยงความสัมพันธ์เหล่านั้น ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ต้องกล่าวชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์
เพลงประกอบโดย Albert Victor Young (1899-1956) นักแต่งเพลง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นนักร้องเสียง Tenor เลยได้รับการฝึกฝนไวโอลินตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ก่อนถูกส่งไปร่ำเรียน Warsaw Imperial Conservatory จบออกมากลายเป็นนักไวโอลินคอนเสิร์ต Warsaw Philharmonic พอสามารถเก็บหอมรอมริด เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา ทำงานวงออร์เคสตราในโรงละคอน Million Dollar Theatre ต่อด้วย Paramount-Publix Theatres ก่อนหันเหความสนใจสู่ดนตรีป็อป สนิทสนมร่วมงานขาประจำ Bing Crosby, จากนั้นผันตัวสู่วงการภาพยนตร์ ทั้งชีวิตเข้าชิง Oscar จำนวนถึง 22 ครั้ง แต่ไม่เคยได้สักรางวัลจนกระทั่งเสียชีวิต (posthumously) Around the World in Eighty Days (1956), ผลงานเด่นๆ อาทิ For Whom the Bell Tolls (1943), The Uninvited (1944), Ministry of Fear (1944), Samson and Delilah (1949), Gun Crazy (1950), The Quiet Man (1952), The Greatest Show on Earth (1952), Shane (1953), Johnny Guitar (1954),The Country Girl (1954) ฯ
ไม่ใช่แค่การถ่ายภาพ หรือลีลาตัดต่อ ผกก. Lewis ยังใช้เพลงประกอบได้อย่างบ้าระห่ำ ทั้งๆเป็นหนังทุนต่ำ แต่ทว่ากลับมอบหมายให้นักแต่งเพลง Young จัดเต็มวงออร์เคสตรา แถมยังมาพร้อมเสียงร้องคอรัส แทรกแซมอยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย คอยเติมเต็มเรื่องราว เสริมสร้างบรรยากาศ ชี้นำอารมณ์ผู้ชม
บทเพลงอาจฟังดูยิ่งใหญ่อลังการ เสียงร้องคอรัสไต่ละระดับถึงจุดสุด แต่ผมรู้สึกเศร้าๆ เคล้าน้ำตา, Bart ไม่ได้อยากกระทำสิ่งชั่วร้าย ก่ออาชญากรรม ปล้น-ฆ่า แต่เขากลับมิอาจหักห้ามใจตนเอง ปล่อยตัวปล่อยใจให้กับเธอคนรัก หายนะจึงค่อยๆคืบคลานเข้ามา ไม่มีทางดิ้นหลบหนี หลงเหลือเพียงเผชิญหน้าความตาย
สองบทเพลงคำร้องได้ยินระหว่าง Bart & Laurie เริงระบำใน Egyptian Ball Room ต่างขับร้องโดย Frances Irvin แบ่งแยกกันขณะนักไวโอลินลุกขึ้นมาทำการแสดง (พร้อมฉายภาพ Irvin ขับร้องบทเพลงที่สอง) เป็นสองบทเพลงที่มีท่วงทำนอง เนื้อคำร้อง พรรณาความรู้สึกตัวละครได้อย่างชัดเจน Bart รักคลั่งไคล้ Laurie แต่ข้อเรียกร้องของเธอทำให้เขาสุขนอก มอดไหม้ทรวงใน ไม่อยากก่ออาชญากรรม แต่มิอาจหักห้ามใจตนเอง
- Mad About You (1949) แต่งโดย Victor Young, คำร้องโดย Ned Washington, ต้นฉบับขับร้องโดย Frank Sinatra
- (ผมนำมาแค่ท่อนที่ได้ยินในหนังนะครับ)
If you knew all the dreams I’ve had about you
Then you’d know that I’ve got it bad about you
Press your lips to my lips and hold me near, so near
Can’t you see I’m mad about you, dear
- (ผมนำมาแค่ท่อนที่ได้ยินในหนังนะครับ)
- Laughing on the Outside (Crying on the Inside) (1946) แต่งโดย Bernie Wayne, คำร้องโดย Ben Raleigh, ฉบับแรกสุดบันทึกเสียงโดย Dinah Shore เคยติดอันดับ #3 ชาร์ท US Billboard Hot 100
I’m laughing on the outside
Crying on the inside
‘Cause I’m so in love with youThey see me night and daytime
Having such a gay time
They don’t know what I go throughI’m laughing on the outside
Crying on the inside
‘Cause I’m still in love with youNo one knows it’s just a pose
Pretending I’m glad we’re apart
But when I cry, my eyes are dry
The tears are in my heart, oh
My darling, can’t we make up?
Ever since our breakup
Make believe is all I doI’m laughing on the outside
Crying on the inside
‘Cause I’m so in love with youI’m laughing on the outside
Crying on the inside…
Gun Crazy (1950) นำเสนอเรื่องราวของชายผู้มีความคลั่งไคล้อาวุธปืน ตกหลุมรักหญิงสาวรสนิยมเดียวกัน (ปืน = หญิงสาว) ก่อนถูกโน้มน้าว ชักจูงจมูก ยินยอมทำตามสิ่งที่คนสวยร้องขอ (Femme Fatale) ก่ออาชญากรรม ปล้น-ฆ่า พลั้งพลาดฆ่าคนตายเลยถูก FBI ไล่ล่าหมายหัว พยายามหลบหนี แต่ท้ายที่สุดหวนกลับมาตายรังยังพงหญ้า/ขนหัวหน่าว
เรื่องราวของหนังไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไร สไตล์ Pulp Noir คือนำเสนอด้านมืดจิตใจมนุษย์ ก่ออาชญากรรมปล้น-ฆ่า เน้นความตื่นเต้นลุ้นระทึก สร้างความบันเทิงราคาถูกให้กับผู้ชม! และถ้าอยากจะชื่นชมความลึกล้ำทางศิลปะขั้นสูง เราต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาถึงนัยยะเชิงสัญญะของปืน = หญิงสาว
ปืน มีรูปทรงเหมือนลึงค์/อวัยวะเพศชาย เวลาเหนี่ยวไกเหมือนการสำเร็จความใคร่ ถึงจุดไคลน์แม็กซ์ ปลดปล่อยกระสุน/น้ำกาม สร้างความสุขกระสันต์ให้หญิงสาวระหว่างก่ออาชญากรรม/ร่วมเพศสัมพันธ์ … ถ้าคุณสามารถเลือนลางระหว่างปืน = หญิงสาว, ยิงปืน/ก่ออาชญากรรม = ร่วมเพศสัมพันธ์ ฯ ก็อาจพบเห็นสรวงสวรรค์รำไรของหนัง
ปล. Alfred Hitchcock เคยกล่าวถึงแนวคิดคล้ายๆกัน “Film your murders like love scenes, and film your love scenes like murders.”
นัยยะของหนังจริงๆนั้น เกี่ยวกับการสำแดงอารมณ์ของผู้สร้าง/พัฒนาบทหนัง Dalton Trumbo มีความชัดเจนมากๆว่าใส่ตนเองลงไปในตัวละคร Barton Tare (Dalton กับ Barton ออกเสียงคล้ายๆกันอยู่นะ) โดนล่อหลอกให้ก่ออาชญากรรม (เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์) ถูกตำรวจไล่ล่าติดตาม ใครกันจะอยากติดคุกติดตาราง พยายามดิ้นหลบหนีจนกว่าจะอับจนหนทาง
ส่วนผกก. Lewis ตั้งแต่เข้าสู่วงการภาพยนตร์ก็ได้สร้างหนังทุนต่ำ B-Western (มีฉากยิงกันแทบทุกเรื่อง) ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมีโอกาสฝึกฝนยิงปืน ถึงไม่ได้คลั่งไคล้แต่ย่อมมีความรอบรู้ เชี่ยวชำนาญ ก่อนค้นพบว่าความตาย(ในสงคราม)ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมณ์นัก จึงสำแดงอุดมการณ์ไม่ต้องการเข่นฆ่าใคร … หนังอาชญากรรมที่เคลือบแฝงนัยยะต่อต้านสงคราม (Anti-War) ซะงั้น!
ปืน ไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย เป็นอาวุธที่มีทั้งคุณประโยชน์และโทษมหันต์ สำหรับป้องกันตนเองหรือกระทำร้ายผู้อื่น การมีในครอบครองไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นตำรวจ อาชญากร บุคคลที่หลงใหลคลั่งไคล้ นักกีฬา นักล่าสัตว์ พ่อค้าแม่ขาย นักสะสมก็มากมายถมไป ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปตัดสินถูก-ผิด ดี-ชั่ว ขึ้นอยู่กับตัวเขาว่าจะใช้ปืนกระทำสิ่งใด?
ทุนสร้างของหนัง $400,000 เหรียญ ทศวรรษนั้นถือว่าน้อยนิด กระจิดริด ไม่มีรายงานรายรับ แต่การได้สตูดิโอจัดจำหน่าย United Artists ทำให้สามารถเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง ก็น่าจะทำกำไรได้พอสมควรกระมัง
เมื่อคลังหนังของ United Artists กลายมาเป็นของ Warner Bros. นั่นทำให้ Gun Crazy (1950) ได้รับการ Remaster (จริงๆคือการสแกน 2K และปรับสี) เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2018 สามารถหาซื้อแผ่น Blu-Ray ในคอลเลคชั่นของ Warner Archive Collection
ถ้าเราสามารถมองข้ามตำหนิเล็กตำหนิน้อยของ Gun Crazy (1950) จะพบเห็นความบ้าระห่ำของผู้กำกับ Joseph H. Lewis รังสรรค์ผลงานเรื่องนี้ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทำออกมาได้ยังไง ความบันเทิงดิบๆเถื่อนๆ ราคาถูก สไตล์ Pulp Noir พลาดไปถือว่าน่าเสียดายยิ่งนัก!
จัดเรต 18+ กับปืน ความรุนแรง รักๆใคร่ๆ


ใส่ความเห็น