Angels with Dirty Faces

Angels with Dirty Faces (1938) hollywood : Michael Curtiz ♥♥♥♡

เพื่อนวัยเด็กสองคนเติบโตขึ้นด้วยทิศทางชีวิตแตกต่างตรงกันข้าม, Pat O’Brien (Angels) หันเข้าหาศาสนา บาทหลวงคอยให้การดูแลเด็กกำพร้า, James Cagney (Dirty Faces) กลายเป็นอาชญากร ปล้นเงินมาแบ่งปันความสุขชั่วครั้งคราว, ภาพยนตร์สอนธรรมเกี่ยวกับการเลือกเส้นทางชีวิต “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมถูกคะยั้นคะยอมานานให้เขียนถึงผลงานของ James Cagney พอดิบพอดีช่วงนี้กำลังเพลิดเพลินกับหนังนัวร์ ก็เลยจัดให้สามเรื่องติดๆ Angels with Dirty Faces (1938), The Roaring Twenties (1939) และ White Heat (1949) เป็นนักแสดง Hollywood Classical ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถรับบทบาท Angel และ Dirty Face ได้รับการโหวตจาก AFI: 100 Years…100 Stars (1999) ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #8 … ผมว่าอันดับสูงไปนิด (สูงกว่า Charlie Chaplin ได้ยังไง?) แต่ก็สมควรแก่การเป็นนักแสดงระดับตำนานทุกประการ

Angels with Dirty Faces (1938) น่าจะเป็นบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพการงานของ Cagney (ผมมองว่ายอดเยี่ยมกว่า Yankee Doodle Dandy (1942)) ส่วนหนึ่งเพราะเขานำจากประสบการณ์ตรง เติบโตขึ้นย่านสลัม Manhattan เข้าใจวิถีชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน รับรู้ว่าตนเองควรโต้ตอบอะไรยังไงกับเด็กๆ ไฮไลท์คือความคลุมเคลือช่วงท้าย เพียงเล่นละคอนหรือปอดแหกจริงๆ ปลายเปิดที่ชวนให้เกิดการถกเถียงไม่รู้จักจบสิ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นหลายคนถกเถียงกัน Angels with Dirty Faces (1938) จัดเป็นหนังนัวร์ หรือไม่นัวร์? ผมมองว่าควรเข้าพวกดราม่า-อาชญากรรม (Crime Drama) แต่ผู้ชมสมัยใหม่พบเห็นบรรยากาศทะมึนๆ ละเล่นกับการจัดแสง-เงามืด ก็มักเหมารวมว่าคือหนังนัวร์เสียหมด แถมได้รับการโหวตนิตยสาร Slant Magazine: 100 Best Film Noirs of All Time (2015) ติดอันดับ #67

แม้เรื่องราวของหนังจะมีเนื้อหาสาระอันทรงคุณค่า การแสดงระดับค้างฟ้าของ James Cagney แต่ผมเล็งเห็นสองปัญหาใหญ่ๆคือผู้กำกับ Michael Curtiz ไม่สามารถควบคุมทิศทางการดั้นสด (Improvised) และโดยเฉพาะคณะนักแสดงเด็ก Dead End Kids แม้งน่ารำคาญชิบหาย! คอยทำลายจังหวะของหนัง ได้ยินว่าก่อความวุ่นวายในกองถ่ายไม่เว้นวัน เคยขโมยกางเกงของ Humphrey Bogart เอาไปทำอิหยัง?


เมื่อปี ค.ศ. 1937, นักเขียน/ผู้กำกับ Rowland Brown (The Doorway to Hell, What Price Hollywood?) พัฒนาเค้าโครงเรื่อง (Story by) Angels with Dirty Faces นำเสนอต่อโปรดิวเซอร์ Mervyn LeRoy เพื่อใช้เป็นหนัง (Vehicle Film) สำหรับ Dead End Kids คณะนักแสดงวัยรุ่นจาก New York แต่ไม่สามารถหาค่าข้อตกลงเรื่องค่าลิขสิทธิ์

จากนั้น Brown นำเอาโปรเจคนี้ไปยื่นเสนอหลากหลายสตูดิโอแต่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งมาถึง Grand National Pictures ยินยอมตอบตกลงพร้อมให้ James Cagney รับบทแสดงนำ! แต่ทว่า Cagney ยืดยื้อโปรเจคนี้ไปแสดงนำหนังเพลง Something to Sing About (1937) ใช้ทุนบานปลายถึง $900,000 เหรียญ เสียงตอบรับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จนทำเอา Grand National ประกาศล้มละลาย

Cagney ตัดสินใจนำโปรเจคนี้หวนกลับหา Warner Bros. พอได้รับการอนุมัติจึงเริ่มติดต่อหาผู้กำกับ Mervyn LeRoy (ติดพันโปรเจคสตูดิโอ M-G-M) รวมถึงนักเขียน Rowland Brown (เคยกำกับหนังในยุค Pre-Code) แต่ต่างหมดความสนใจในโปรเจคนี้, สุดท้ายส้มหล่นใส่ Michael Curtiz ชายผู้ไม่เคยตอบปฏิเสธโปรเจคใดๆ

Michael Curtiz ชื่อจริง Manó Kamine (1886-1962) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Hungarian เกิดที่ Budapest, Austria-Hungary ในครอบครัวชาว Jews โตขึ้นเข้าเรียน Markoszy University ต่อด้วย Színház- és Filmművészeti Egyetem (SZFE) ฝึกพูดได้ 5 ภาษา ตั้งใจจะเป็นนักแสดงออกท่องยุโรป แต่ได้ทำงานใน National Hungarian Theater จนมีโอกาสกำกับหนังเงียบเรื่องแรก Ma és holnap (1912), การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้ตัดสินใจออกท่องยุโรป Vienna, Berlin โด่งดังกับ Sodom und Gomorrha (1922) และ Die Sklavenkönigin (1924) สร้างความประทับใจให้ Jack และ Harry Warner ชักชวนมาทำงาน Hollywood, ผลงานเด่นๆ อาทิ Captain Blood (1935), Angels with Dirty Faces (1938), The Adventures of Robin Hood (1938), Four Daughters (1938), Yankee Doodle Dandy (1942), Casablanca (1943) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Director, Mildred Pierce (1945) ฯ

สไตล์การทำงานของ Curtiz เป็นคนที่ต้องการรับรู้เบื้องหลังทุกๆสิ่งอย่าง ก่อนเริ่มต้นถ่ายทำภาพยนตร์ทุกครั้ง เช่นว่าไม่เคยรู้จักโลกใต้ดินของอเมริกามาก่อนก็จ่ายสินบนเจ้าหน้าที่ เข้าไปนอนในคุกอยู่สัปดาห์หนึ่งเพื่อพูดคุยกับนักโทษ เรียนรู้จักการใช้ชีวิตในห้องคุมขัง, หรือตอนจะทำหนังแนว Western เข้าห้องสมุดหาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เรียนรู้จักบุคคลสำคัญของ Texas อยู่ถึงสามสัปดาห์จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ

เกร็ด: Curtiz เป็นผู้กำกับที่บ้างานมากๆ จนได้รับฉายา ‘a demon for work’ มาทำงานตั้งตีห้า อาศัยอยู่ในสตูดิโอถึงสอง-สามทุ่ม ไม่ชอบกลับบ้าน ไม่กินข้าวกลางวันด้วยเพราะคิดว่าทำให้ขี้เกียจคร้าน

บทภาพยนตร์ Angels with Dirty Faces พัฒนาโดย John Wexley และ Warren Duff แม้ได้รับคำชื่นชมว่าต่อยอดเรื่องราวของ Rowland Brown ได้อย่างทรงพลัง แต่การไม่มีนักเขียนบทพูด ทำให้นักแสดงต้องทำการดั้นสด (Improvised) กันเองบ่อยครั้ง … ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีคนเขียนบทพูด?

the actors had to patch up [the script] here and there by improvising right on the set.

James Cagney

เรื่องราวเริ่มต้นปี ค.ศ. 1920, สองเด็กหนุ่มกำพร้าเชื้อสาย Irish-American ระหว่างพยายามปล้นสินค้าในขบวนรถไฟ ถูกพบเจอโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่ Jerry Connolly สามารถหลบหนีเอาตัวรอดได้สำเร็จ, Rocky Sullivan ถูกจับกุมตัว ส่งไปโรงเรียนดัดสันดาน หลังจากนั้นก่ออาชญากรรมติดคุกติดตาราง

สิบห้าปีให้หลัง Rocky (รับบทโดย James Cagney) เพิ่งได้รับการปล่อยตัว แวะเวียนกลับมาหาเพื่อนเก่า Jerry (รับบทโดย Pat O’Brien) กลายเป็นบาทหลวงให้การดูแลเด็กๆกำพร้า คาดหวังว่าจะได้รับโอกาสมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม!

ขณะที่ Rocky หวนกลับมาครั้งนี้เพราะมีเรื่องติดค้างกับทนายฉ้อฉล Jim Frazier (รับบทโดย Humphrey Bogart) ต้องการทวงคืนเงิน $100,000 เหรียญ เพราะอาสาติดคุกแทน แต่อีกฝ่ายกลับพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อกำจัดเขาให้พ้นภัยทาง

หลังจากได้เงินก้อนนั้น Rocky ต้องการปันส่วนแบ่งให้บาทหลวง Jerry เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายช่วยเหลือเด็กๆ แต่กลับได้รับคำตอบปฏิเสธ ก่อนทำการเปิดโปงเบื้องหลัง เครือข่ายอาชญากรรมของ Rocky & Jim ผลลัพท์ทำให้เขาต้องเสียสละตนเอง ถูกตำรวจล้อมจับกุม และตัดสินโทษประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า


James Francis ‘Jimmy’ Cagney Jr. (1899-1986) นักเต้น นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan, New York City ครอบครัวมีเชื้อสาย Irish เป็นบุตรคนที่สองจากพี่น้องเจ็ดคน, โตขึ้นเข้าศึกษายัง Columbia College สาขาวิจิตรศิลป์ ช่วงแรกๆทำงานออกแบบ, คัทลอกหนังสือ, บรรณาธิการห้องสมุด, ตกดึกพนักงานเปิดประตู, ชกมวยสมัครเล่น, กระทั่งมีโอกาสพบเจอ Florence James ชักชวนสู่อาชีพการแสดง เริ่มจากเต้น Tab Dance, ออกทัวร์ vaudeville, ละครเวที Broadways, เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในยุคหนังพูด The Doorway to Hell (1930), The Public Enemy (1931), Angels with Dirty Faces (1938), The Roaring Twenties (1939), City for Conquest (1940), Yankee Doodle Dandy (1942) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, White Heat (1949) ฯ

เกร็ด: James Cagney ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #8

รับบท William ‘Rocky’ Sullivan อาชญากรชื่อดัง เพิ่งออกจากเรือนจำ หวนกลับหาเพื่อนเก่า Jerry Connolly กลายเป็นบาทหลวง พบเห็นการเสียสละเพื่อเด็กๆกำพร้าแล้วเกิดความประทับใจ ตรงกันข้ามกับตนเองเวียนวนอยู่ในแวดวงอาชญากรรม ไม่สามารถดิ้นหลบหนีไปไหน ใช้ไหวพริบ ปฏิภาณ ความเฉลียวฉลาดในการเผชิญหน้า Jim Frazier จนสามารถทวงคืนเงิน $100,000 เหรียญ

เมื่อครั้น Jerry พยายามจะเปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมของ Jim เลยโดนหมายหัวลอบสังหาร Rocky ลงมือฆ่าปิดปากอีกฝ่ายเพื่อปกป้องเพื่อนพ้อง ก่อนถูกตำรวจล้อมจับกุม ตัดสินโทษประหาร และก่อนตายได้รับการไหว้วานร้องขอจาก Jerry ทำสิ่งสุดท้ายเพื่อเด็กๆจักมีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง

ในตอนแรก Cagney ไม่อยากจะเล่นเป็นตัวละครขี้ขลาดตาขาว และกลัวการเป็น Typecast กับบทบาท Tough Guy แต่ต่อมาปรับเปลี่ยนมุมมอง เล็งเห็นโอกาสพิสูจน์ศักยภาพด้านการแสดง เลยเกิดความกระตือรือล้น ถึงขนาดนำโปรเจคนี้มาต่อรองสตูดิโอ Warner Bros. … แล้วหนังได้กลายเป็นโอกาสจริงๆ เพราะได้เข้าชิง Oscar: Best Actor

Cagney เติบโตขึ้นในย่านสลัม Yorkville เลยนำเอาประสบการณ์วัยเด็ก สิ่งเคยพบเห็นได้ยิน มาปรับใช้ในการแสดง “Whadda ya hear! Whadda ya say!” นั่นกลายเป็นประโยคติดตัวตราบจนวันตาย

I did those gestures maybe six times in the picture. That was over thirty years ago—and the impressionists have been doing me doing him ever since.

James Cagney

ภาพลักษณ์อาจดูอึกถึก (Tough Guy) บ้าระห่ำ (Hard-Boiled) นิสัยดื้อรั้น เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ขณะเดียวกันมีไหวพริบปฏิภาณเป็นเลิศ รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง สามารถหาหนทางหลบหนีในแทบทุกสถานการณ์ ไม่หวาดกลัวเกรงสิ่งใด … ยกเว้นความตาย?

ลึกๆภายในใจของ Rocky คงไม่ได้อยากกระทำสิ่งเลวร้าย แต่สภาพแวดล้อม สิ่งต่างๆรอบข้าง มันทำให้เขามิอาจหักห้ามใจตนเอง เลือกเส้นทางชีวิตอาชญากรรม ยินยอมเสียสละติดคุกแทนพวกพ้อง พอถูกทรยศหักหลังก็พร้อมโต้ตอบเอาคืน ตาต่อตา ฟันต่อฟัน พอเห็นเพื่อนสนิทเป็นบาทหลวง อุทิศตนให้กับเด็กๆ/รุ่นน้องในสลัม ย่อมบังเกิดจิตสามัญสำนึกบางอย่างขึ้นภายใน

ตอนจบของหนังคือสิ่งที่ส่งให้ Cagney กลายเป็นนักแสดงระดับดาวดาราค้างฟ้า ให้อิสระผู้ชมในการขบครุ่นคิดตีความ อาการหวาดกลัวตายเป็นเพียงเล่นละคอน หรือปอดแหกจริงๆ ปลายเปิดที่ชวนให้เกิดการถกเถียงไม่รู้จักจบสิ้น

In looking at the film, it is virtually impossible to say which course Rocky took—which is just the way I wanted it. I played [the role] with deliberate ambiguity so that the spectators can [form their own opinions]. It seems to me it works out fine in either case.


William Joseph Patrick O’Brien (1899-1983) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Milwaukee, Wisconsin ในครอบครัวเชื้อสาย Irish ตอนยังเด็กเคยเป็น Altar Boy ให้กับ Gesu Church, โตขึ้นเข้าเรียน Marquette Academy รุ่นเดียวกับ Spencer Tracy กลายเป็นเพื่อนสนิทสนม ต่างอาสาสมัครทหารเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ไม่ได้เคยออกทะเลเพราะสงครามสิ้นสุดลงเสียก่อน, กลับมาเรียนต่อ Marquette University ก่อนหันเหความสนใจสู่การแสดง เดินทางสู่ New York เข้าเรียน American Academy of Dramatic Arts (AADA) จากนั้นมีผลงานละคอนเวที Broadway, เริ่มมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ The Front Page (1931), Angels with Dirty Faces (1938), Sergeant York (1941), Some Like It Hot (1959) ฯ

รับบทบาทหลวง Jerry Connolly การมีชีวิตเติบโตขึ้นในสลัม พานผ่านความทุกข์ยากลำบาก จึงต้องการพัฒนาชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมสำหรับเด็กกำพร้าไร้บ้าน ลงทุนสร้างสนามกีฬาสำหรับออกกำลังกาย ฯ คาดหวังว่าพวกเขาจะมีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตที่เหมาะสม แต่การหวนกลับมาของ Rocky กลายเป็นไอดอลของเด็กๆ โดยไม่รู้ตัวชักนำพาสู่แวดวงอาชญากรรม … นั่นทำให้เขาตระหนักว่าต้องลงมือทำบางสิ่งอย่าง

O’Brien คือหนึ่งในเพื่อนสนิทของ Cagney ร่วมก๊วน “Hollywood’s Irishman in Residence” ตอนปักหลักอยู่ Warner Bros. มีผลงานร่วมกันปีละเรื่องสองเรื่อง (รวมแล้ว 9 ครั้ง) ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็เหมือนน้ำกับไฟ มีความแตกต่างตรงกันข้ามแบบเดียวกับตัวละคร

Jimmy’s grand to work with. You couldn’t ask for a better partner but there’s a limit to all that. I think one picture a year with Jimmy would be fine. But as it is I’ve been with him in every uniform – the army, the navy, the police, the marines, the air corps – and it’s always a case of me falling for his girl or him falling for mine. It gets tiresome… I don’t just want to be a fast-talking Charlie all my life.

Pat O’Brien กล่าวถึงคู่หู James Cagney

บทบาทของ O’Brien คือบาทหลวงที่มีความมุ่งมั่น เอ่อล้นด้วยด้วยอุดมการณ์แรงกล้า ต้องการอุทิศตนเองเพื่อช่วยเหลือเด็กๆในสลัม ให้ได้รับโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง, การหวนกลับมาของ Rocky แอบสร้างความอิจฉาริษยาให้ Jerry พยายามแทบตาย แต่เขาสามารถชี้นำเด็กๆ บอกให้ทำโน่นนี่นั่นได้โดยทันที … และลึกๆผมแอบรู้สึกว่า Jerry มีความรัก (กลิ่นอาย Bromance) ความหึงหวง ห่วงใยเพื่อนสนิท Rocky แม้ไม่ได้พบเจอกันมาหลายปี ยังคงจดจำวันวานไม่รู้ลืมเลือน

แม้ว่า Jerry มิอาจกลายเป็นไอดอลให้กับเด็กๆเหมือนกับ Rocky แต่เขาค่อยๆตระหนักว่าอีกฝ่ายกำลังสร้างอิทธิพลไม่ดี ชี้ชักนำพาเข้าสู่แวดวงอาชญากรรม ลุ่มหลงในเงินๆทองๆ อบายมุขนอกกาย, ด้วยเหตุนี้ Jerry จึงตัดสินใจทำบางสิ่งอย่าง เปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรม และร่ำร้องขอให้ Rocky ทำสิ่งสุดท้ายก่อนตาย

ชีวิตจริงของ O’Brien ไม่ต่างจากบทบาทการแสดง เป็นได้เพียงพระรอง ไม่สามารถโดดเด่น โด่งดัง ถูกบดบังโดยแสงดาราอันเปร่งประกายของ Cagney ผมแอบเสียดายถ้าบทบาทนี้เล่นโดยนักแสดงระดับใกล้ๆกัน อาจทำให้หนังทรงพลังยิ่งๆขึ้นอีก


Humphrey DeForest Bogart (1899-1957) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ New York City ตั้งแต่เด็กมีนิสัยหัวขบถ จงใจสอบตกให้ถูกไล่ออกจากโรงเรียน อาสาสมัครทหารเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ด้วยจุดประสงค์ต้องการไปหลีสาวที่ฝรั่งเศส ปลดประจำการออกมากลายเป็นนักแสดงละครเวทีอยู่หลายปี จนกระทั่งเหตุการณ์ Wall Street Crash (1929) มุ่งหน้าสู่ Hollywood มีผลงานหนังสั้นสองม้วน (2 reel) เรื่อง The Dancing Town (1928) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว], หนังพูดเรื่องแรก Up the River (1930), เริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่สนิทสนม John Huston เมาหัวราน้ำพอๆกัน High Sierra (1941) [Huston ดัดแปลงบท], ตามด้วย The Maltese Falcon (1941) [Huston กำกับเรื่องแรก], ความสำเร็จของ Casablanca (1942) ทำให้กลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า, To Have and Have Not (1944), The Big Sleep (1946), The Treasure of the Sierra Madre (1948), In a Lonely Place (1950), The African Queen (1951), The Caine Mutiny (1954), Sabrina (1954) ฯ

เกร็ด: Humphrey Bogart ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #1

รับบททนายฉ้อฉล Jim Frazier ร้องขอให้ Rocky เป็นแพะรับบาป ติดคุกสามปีแลกกับเงิน $100,000 เหรียญ แต่พออีกฝ่ายได้รับการปล่อยตัว ก็พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อกำจัดให้พ้นภัยทาง เลยถูกแก้เผ็ดจนกลายเป็นลูกไล่, ความพยายามเปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมของบาทหลวง Jerry Connolly ทำให้เขาวางแผนกำจัดอีกฝ่ายให้พ้นภัยทาง แต่กลายเป็นตนเองที่โดน Rocky ลงโทษทัณฑ์

ผมรู้สึกแปลกๆที่พบเห็น Bogart เล่นบทบาทสมทบ แต่ก่อนจะเป็นดาวดาราค้างฟ้า ย่อมต้องมีช่วงเวลาไต่เต้า ตะเกียกตะกาย สะสมประสบการณ์ทำงาน … ทั้งๆอายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกับ Cagney และ O’Brien แต่ทว่า Bogart ดูแก่หงักที่สุดในกลุ่ม หน้าตาโหดๆ เหมาะสำหรับบทคนโฉดชั่วร้าย ทนายฉ้อฉล มากด้วยเล่ห์กล สนเพียงเงินทอง พร้อมกำจัดศัตรูให้พ้นภัยทาง

น่าเสียดายการแสดงของ Bogart มีเพียงมิติเดียวเท่านั้น ไร้โอกาสเฉิดฉาย หรืออะไรให้น่าพูดถึง และถ้าไล่ลำดับค่าตัวถือว่าอยู่อันดับสี่ (รองจาก Cagney, O’Brien และ Dead End Kids) ยังคงต้องรอคอยโอกาสอีกสักพัก


ของกล่าวถึงคณะนักแสดง Dead End Kids สักหน่อยก็แล้วกัน จุดเริ่มต้นจากนักเขียน Sidney Kingsley พัฒนาบทละคอน Dead End (1935) แล้วคัดเลือกนักแสดงวัยรุ่นเติบโตบนท้องถนน New York City จำนวน 14 คน พอทำการแสดงยัง Belasco Theatre ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1935 ได้เสียงตอบรับดีมากๆ ยืนยาวเกือบสองปี 684 รอบการแสดง เข้าตาโปรดิวเซอร์ Samuel Goldwyn และผู้กำกับ William Wyler เซ็นสัญญา $165,000 เหรียญ สำหรับลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และนักแสดงกลายมาเป็น Dead End (1937)

ตลอดการถ่ายทำ Dead End (1937) เด็กๆกลุ่มนี้สร้างความวุ่นวายให้สตูดิโอเป็นอย่างมากๆ Goldwyn จึงขายสัญญาต่อให้ Warner Bros. ทีแรกตั้งใจจะเปลี่ยนชื่อ Crime School Kids แต่สุดท้ายก็หวนกลับมาใช้ Dead End Kids มีผลงานภาพยนตร์ทั้งหมดหกเรื่อง, ซึ่งสำหรับ Angels with Dirty Faces (1938) มีมาทั้งหมดหกคน ประกอบด้วย

  • Billy Halop รับบทหัวหน้ากลุ่ม Soapy
  • Bobby Jordan รับบท Swing
  • Leo Gorcey รับบท Bim
  • Gabriel Dell รับบท Pasty
  • Huntz Hall รับบท Crab
  • Bernard Punsly รับบท Hunky

เกร็ด: Dead End Kids ถือเป็นคณะนักแสดงเด็กแรกที่ Hollywood ให้ความสนใจ หลังจากนั้นมีการลอกเลียนแบบติดตามมาอีกหลายกลุ่ม Little Tough Guys (1938-43), The East Side Kids (1940-45), The Bowery Boys (1946-58) ฯ

ผมคงไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับนักแสดงเด็กกลุ่มนี้ แต่ว่ากันตามตรงแม้งน่ารำคาญชิบหาย พวกเขาไม่ใช่นักแสดง ไม่เคยท่องจำบท ทุกสิ่งอย่างเกิดจากการดั้นสด (Improvised) อุปนิสัยใจคอก็แบบเดียวกับที่พบเห็นในหนัง ชอบสร้างความวุ่นวาย ไม่มีใครควบคุมได้ ในกองถ่ายมีเพียง James Cagney ที่ครั้งหนึ่งต่อยหน้า Leo Gorcey จนล้มกลิ้งไปด้านหลัง จากนั้นเด็กเวรตะไลกลุ่มนี้ถึงสงบเสงี่ยมเจียมตัวโดยพลัน “Leo hated [Cagney] for the rest of his life” – Huntz Hall (สมาชิก Dead End Kids ที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว)

ถ่ายภาพโดย Sol Polito ชื่อจริง Salvatore Polito (1892-1960) ตากล้องสัญชาติอิตาเลี่ยน ครอบครัวอพยพสู่สหรัฐอเมริกาปี 1905 ลงหลักปักฐาน New York City จากเคยช่างภาพนิ่ง ผู้ช่วยห้องแลป เลื่อนขึ้นมาจัดแสง ถ่ายภาพยนตร์เรื่องแรกตั้งแต่ยุคหนังเงียบในสังกัด Warner Bros. ขาประจำร่วมงาน Michael Curtiz และ Mervyn LeRoy ได้เข้าชิง Oscar: Best Cinematography สามครั้ง The Private Lives of Elizabeth and Essex (1939), Sergeant York (1941), Captains of the Clouds (1942)

หนังเกือบทั้งเรื่องสร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ Warner Bros. แน่นอนว่ามีความเว่อวังอลังการงานสร้าง แต่ถ้าคุณรับชมหนังของค่ายนี้มาเยอะ น่าจะรู้สึกมักคุ้นเคยกับหลายๆสถานที่ รีไซเคิลมาใช้อยู่บ่อยครั้ง, ยกเว้นเพียงฉากเรือนจำและห้องประหาร เดินทางไปยังเรือนจำจริงๆ Sing Sing Penitentiary, New York … เริ่มต้นโปรดักชั่น 27 มิถุนายน – สิงหาคม ค.ศ. 1938

งานภาพของหนังโดดเด่นกับการจัดแสง-เงามืด (นั่นกระมังคือสิ่งที่ทำให้หลายคนมองว่านี่คือหนังนัวร์) บ่อยครั้งพบเห็นเงาบานเกร็ดอาบฉาบเรือนร่าง/ใบหน้าของ Rocky (Dirty Faces), ส่วนช็อตโคลสอัพของบาทหลวง Jerry และแฟนสาว Laury Martin พยายามทำออกฟุ้งๆ เจิดจรัสจร้า ราวกับแสงจากสวรรค์ (Angels)

Angels with Dirty Faces (1938) อาจไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่นำเสนอฉากประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า (Electric Chair) แต่ทว่ามันจะมีฉาก Rocky ก้าวย่างสู่ความตาย ออกเดินไปยังห้องประหาร พานผ่านแสง-เงา เคียงข้างบาทหลวงเพื่อนสนิท มันช่างมีความหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง … แบบเดียวกับ Green Miles แต่คำนี้เพิ่งเริ่มใช้กันหลังจากนวนิยายของ Stephen King วางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 1996

ด้วยความที่ยุคสมัยนั้นยังไม่สามารถฉายภาพการประหารตรงๆ วิธีที่หนังใช้หลบหลีกกองเซนเซอร์ Hays Code ก็คือใช้ภาพเงา (Silhouette) พบเห็นการขัดขืน ดิ้นรน ร้อยเรียงภาพ Montage กดสวิตช์ ไฟติดๆดับ ได้ยินเสียงร้องโหยหวน คร่ำครวญ และปฏิกิริยาใบหน้าของผู้เข้าร่วม แสดงอาการหวาดสะพรึงกลัว … ยุคสมัยนั้นแค่เพียงเท่านี้ก็สร้างความหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง ค่ำคืนนี้นอนไม่หลับแล้วกระมัง

ตัดต่อโดย Owen Marks (1899-1960) สัญชาติอังกฤษ, ก่อนเข้าสู่วงการภาพยนตร์เคยเป็นนักมวยล่าเงินรางวัล (Prizefighter) ก่อนเข้าทำงานแผนกตัดต่อสตูดิโอ Warner Bros. ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1928 มีผลงานเด่นๆ อาทิ Angels with Dirty Faces (1938), Casablanca (1942), Arsenic and Old Lace (1944), Janie (1944), The Treasure of the Sierra Madre (1948), White Heat (1949), East of Eden (1955) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ William ‘Rocky’ Sullivan เริ่มต้นจากช่วงวัยเด็ก เป็นเพื่อนสนิทสนมกับ Jerry Connolly แต่พอเขาถูกจับกุม ส่งไปโรงเรียนดัดสันดาน เข้าๆออกๆทัณฑสถาน 15 ปีถัดมาหวนกลับมาเพื่อนเก่า รื้อฟื้นความหลัง ก่อนกลายเป็นศัตรูเพราะเส้นทางชีวิตแตกต่างตรงกันข้าม

  • William ‘Rocky’ Sullivan
    • Rocky เมื่อครั้นยังเป็นเด็ก หยอกล้อเล่นกับเพื่อนสาว Laury Martin
    • ร่วมกับเพื่อนสนิท Jerry แอบปล้นสินค้าในขบวนรถไฟ
    • พยายามหลบหนีแต่ทว่า Rocky ถูกตำรวจจับกุมตัว
    • Rocky ถูกส่งไปโรงเรียนดัดสันดาน เข้าๆออกๆทัณฑสถาน
    • ทำข้อตกลงกับทนายฉ้อฉล Jim Frazier ยินยอมติดคุกสามปีเพื่อเงิน $100,000 เหรียญ
  • สิบห้าปีให้หลัง การหวนกลับมาของ Rocky
    • Rocky เดินทางมาเยี่ยมเยียน Jerry เป็นบาทหลวง
    • เข้าพักอพาร์ทเม้นท์ พบเจอกับ Laury โตเป็นสาวสวย
    • แวะเวียนไปหา Jim ทวงเงินแสน
    • ขากลับถูกเด็กๆล้วนกระเป๋า
    • ติดตามไปยังฐานทัพลับ ทวงเงินคืน แนะนำตัวเอง แล้วเลี้ยงอาหารเด็กๆ
    • เด็กๆทำการแข่งขันบาสเกตบอล พ่ายแพ้ย่อยยับ
  • Rocky vs. Jim Frazier
    • พอกลับมาอพาร์ทเม้นท์ Rocky สังเกตเห็นคนติดตาม
    • แวบเข้าไปในร้านขายยา ใช้ไหวพริบเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด
    • เดินทางไปเยี่ยมเยียน Jim เพื่อทวงเงินคืน
    • Jim ติดต่อหา Mac Keefer ให้เตรียมเงินจ่าย Rocky
    • Rocky เดินทางไปเงินจาก Mac อย่างไม่กลัวเกรง
    • พอกลับมาอพาร์ทเม้นท์ถูกตำรวจบุกเข้าตรวจค้น โชคดีว่า Rocky ฝากเงินไว้กับ Soapy
    • หลังถูกตำรวจเค้นสอบ ไม่พบเจออะไร Rocky แวะเวียนมาฐานทัพลับของเด็กๆ ทวงเงินคืน พร้อมจ่ายเงินก้อนเล็กๆ
    • เด็กๆไม่ไปซ้อมกีฬา บาทหลวง Jerry ติดตามไปพบเจอพวกเขากำลังลุ่มหลงระเริงกับเงินทองที่ได้มา
    • Rocky นำพา Laury ให้รู้จักกับวิถีไฮโซ
  • บาทหลวง Jerry เปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรม
    • Jerry ได้รับจดหมายใส่ซอง $10,000 เหรียญ รับรู้ทันทีว่าเป็นเงินของใคร
    • Jerry คืนเงินดังกล่าวกับ Rocky แล้วแสดงเจตจำนงค์ต้องการโค่นล้มเครือข่ายอาชญากรรม
    • Jerry ทำการเปิดเครือข่ายอาชญากรรมของ Jim ต่อสาธารณะ
    • Jim วางแผนจะฆ่าปิดปาก Jerry แต่ถูก Rocky ชิงลงมือตัดหน้า
    • Rocky พยายามหลบหนี แต่สุดท้ายก็ถูกตำรวจล้อมจับกุม
  • Rocky ถูกตัดสินประหารชีวิต
    • Rocky ถูกตัดสินประหารชีวิต
    • บาทหลวง Jerry พยายามโน้มน้าวให้เขาทำบางสิ่งอย่างก่อนตาย
    • ก้าวย่างสู่ความตาย
    • บาทหลวง Jerry พูดเล่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้นให้กับเด็กๆ

หนังมีการตัดต่อที่รวดเร็ว กระชับ ฉับไว แพรวพราวไปด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ ผมชื่นชอบลีลาการนำเสนอ ‘Time Skip’ ทำออกมาในลักษณะ Newsreel ซ้อนภาพโน่นภาพนั่น ใบรายชื่อ หน้าปกหนังสือพิมพ์ ฯ พร้อมเพลงประกอบที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ

แต่หนังมีปัญหากับทุกๆซีเควนซ์ของ Dead End Kid มันช่างเยิ่นเย้อยืดยาว แถมดูวุ่นๆวายๆ นั่นเพราะการดั้นสดของเด็กๆพวกนี้ ทำให้ไม่สามารถตัดทิ้งอะไรได้เลย ทำลายจังหวะ ระยะเวลาเหมาะสม … ผมรู้สึกว่าหนังตัดทิ้งฉากของ Dead End Kid ออกไปพอสมควร แต่เท่าที่มีอยู่ก็ยังมากเกินอยู่ดี!


เพลงประกอบโดย Max Steiner (1888-1971) นักแต่งเพลงสัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary ในครอบครัวเชื้อสาย Jews เป็นเด็กอัจฉริยะ แต่งเพลง เล่นเปียโนได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ แล้วเข้าศึกษา Imperial Academy of Music เป็นลูกศิษย์ของ Robert Fuchs และ Gustav Mahler, จากนั้นเดินทางสู่อังกฤษ ทำงานวาทยากร เรียบเรียง/แต่งเพลงประกอบละครเวที West End กระทั่งการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อพยพสู่สหรัฐอเมริกาทำงาน Broadway, และการมาถึงของหนังพูด (Talkie) มุ่งสู่ Hollywood กลายเป็น ‘Father of Film Music’ ผลงานเด่นๆ อาทิ King Kong (1933), Little Women (1933), The Informer (1935), Jezebel (1938), Gone with the Wind (1939), Casablanca (1942), The Searchers (1956), A Summer Place (1959) ฯ

งานเพลงของ Steiner อาจไม่ได้รังสรรค์ท่วงทำนองติดหู แต่เน้นความอลังการงานสร้าง จัดเต็มวงออร์เคสตรา บ่อยครั้งได้ยินการไต่ไล่ระดับตัวโน๊ต (มีทั้งไล่ขึ้น-ไล่ลง) วิธีการสุดคลาสสิกในการสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก สับสนวุ่นวาย ฉากแอ๊คชั่นยิงกันสนั่นเมือง!

แต่โดดเด่นที่สุดคือฉากในเรือนจำ (ตั้งแต่นาที 3:39) เสียงทุ้มของเครื่องเป่าสร้างสัมผัสหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง นักโทษก้าวย่างสู่ความตาย การเสียสละครั้งสุดท้ายอาจนำพาเขาสู่สรวงสวรรค์ (เสียงร้องคอรัสโดย St. Brendan’s Church Choir = เสียงสวรรค์)

Angels with Dirty Faces (1938) นำเสนอเรื่องราวของสองเพื่อนสนิทวัยเด็ก แต่เติบโตขึ้นต่างมีเส้นทางชีวิตแตกต่างตรงกันข้าม, Jerry (Angels) หันสู่วงการศาสนา บาทหลวงอุทิศตนให้กับเด็กๆกำพร้า, Rocky (Dirty Faces) กลายเป็นอาชญากร ปล้น-ฆ่า สนเพียงกระทำสิ่งต่างๆตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน

เด็กๆที่เติบโตในย่านสลัม มักต้องต่อสู้ดิ้นรน อดทนทุกข์ยากลำบาก ปากกัดตีนถีบ ไม่ค่อยมีหนทางเลือกชีวิต ส่วนใหญ่กลายเป็นอาชญากร ไม่รู้ถูก-ผิด ดี-ชั่ว สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ นั่นคือสิ่งที่ Jerry เรียนรู้มากับตนเอง จึงทำให้เขาเลือกอุทิศตน เสียสละตนเอง พยายามทำให้เด็กๆเหล่านี้ได้รับโอกาส ห่างไกลอบายมุข และวิถีอาชญากรรม

แต่การหวนกลับมาของ Rocky อาชญากรผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง โดยไม่รู้ตัวกลายเป็นไอดอล (Idol) ต้นแบบอย่างให้กับเด็กๆ พูดแนะนำ ออกคำสั่งอะไรก็พร้อมปฏิบัติตาม นั่นสร้างความอิจฉาริษยาเล็กๆให้กับ Jerry ยินยอมเสียสละตนเองกลับไม่ใครเห็นความสำคัญ ถึงอย่างเพื่อนเก่าคนนี้ก็หาใช่ต้นแบบอย่างที่ดี กำลังบ่อนทำลายทุกสิ่งอย่างสร้างมาโดยไม่รับรู้ตัว

Rocky รับรู้ตัวดีว่าสิ่งทำอยู่ไม่ถูกต้อง มันสายไปสำหรับเขาจะเปลี่ยนแปลงตนเอง แต่ยังเลือกที่จะปกป้อง Jerry จากภัยคุกคามของ Jim Frazier และช่วงช่วงท้ายของหนังสามารถตีความในทิศทางว่า เขายินยอมเล่นละคอน แสร้งทำเป็นปอดแหก ขลาดเขลา หวาดกลัวความตาย ทำลายภาพลักษณ์อาชญากรสุดเท่ห์ เพื่อไม่ให้เด็กๆดำเนินตามรอยเท้า … นั่นทำให้เราสามารถมอง Rocky ไม่ต่างจาก Angels

จะว่าไปชื่อหนัง Angels with Dirty Faces คือทั้ง Angel และ Dirty Face ต่างเป็นพหูพจน์ (ลงท้าย -s, -es) แปลว่ามีมากกว่าหนึ่ง ซึ่งถ้าเราตีความ Rocky & Jerry คือ Angels, เช่นนั้นแล้ว Dirty Faces อาจสื่อถึงคณะนักแสดงเด็ก Dead End Kid (เด็กๆพวกนี้มันเดอร์ตี้จริงๆ)

ผู้เขียนบท Rowland Brown น่าจะพัฒนาเค้าโครงเรื่อง (Story by) จากชื่อเสียงอันอื้อฉาวของคณะนักแสดงเด็ก Dead End Kid โดยตั้งใจให้ Angels with Dirty Faces (1938) คือภาพยนตร์ที่สามารถเป็นบทเรียนแก่พวกเขา เลือกเส้นทางชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ลุ่มหลงไปกับชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ … ซึ่งพอเด็กๆคณะนี้แยกย้าย ส่วนใหญ่ล้วนได้ดิบได้ดี แค่ว่าไม่มีใครโด่งดังไปกว่าตอนรวมกลุ่ม Dead End Kid เท่านั้นเอง


หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง นิตยสาร Variety รายงานรายรับ $1.7 ล้านเหรียญ ยุคสมัยนั้นน่าจะพอทำกำไรได้กระมัง และด้วยเสียงตอบรับดียอดเยี่ยม ช่วงปลายปีได้เข้าชิง Oscar จำนวนสามสาขา

  • Best Director พ่ายให้กับ Frank Capra ภาพยนตร์ You Can’t Take It with You (1938)
  • Best Actor (James Cagney) พ่ายให้กับ Spencer Tracy ภาพยนตร์ Boys Town (1938)
  • Best Writing, Original Story พ่ายให้กับภาพยนตร์ Boys Town (1938)

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K จากต้นฉบับฟีล์มเนกาทีฟเก็บอยู่ในคลังสตูดิโอ Warner Bros. เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2021 สามารถหาซื้อ Blu-Ray (แต่คุณภาพยังแค่ High Definition) รวบรวมอยู่ใน Warner Archive Collection

ส่วนตัวมีความชื่นชอบหนังอย่างมากๆ ประทับใจการแสดงของ James Cagney เรื่องราวแฝงสาระข้อคิด บทเรียนสอนธรรมเกี่ยวกับการเลือกเส้นทางชีวิต เสียดายอย่างเดียวคือถ้าตัดทิ้งไอ้กลุ่มเด็กเมื่อวานซืน Dead End Kids คุณภาพอาจถึงระดับมาสเตอร์พีซเลยด้วยซ้ำ!

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถึงผมมองว่าเรื่องราวของหนังดูเฉิ่มเฉย ตกยุคสมัย ไม่น่าจะสามารถใช้เป็นบทเรียนเสี้ยมสอนคนรุ่นใหม่ แต่ความคลุมเคลือตอนจบ Rocky เพียงเล่นละคอนหรือปอดแหกจริงๆ นั่นคือสาระข้อคิดอันทรงคุณค่าสำหรับผู้ใหญ่

จัดเรต 15+ กับความรุนแรง ต้นแบบอาชญากรรม

คำโปรย | Angels with Dirty Faces บทเรียนสอนธรรมเกี่ยวกับการเลือกเส้นทางชีวิต
คุณภาพ | หน้าเปลื้อน
ส่วนตัว | สอนธรรม

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: